ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องการเข้าร่วมการเป็นเออีซีในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และการอำนวยความสะดวกในการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกหนังสือรับรองด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยลดพิธีขั้นตอนและพิธีการศุลกากร และได้ขออนุญาตพูดต่อท่านประธาน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตากนะครับ ผมก็คงจะขอร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นทั้ง ๒ กรอบนะครับ
ในกรอบแรก เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองและของภูมิภาค หลายท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปมากพอสมควร ผมพยายามที่จะพูดในประเด็น ที่คิดว่าหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือว่าไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นะครับ คือจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ในส่วนตัวของผมเองก็คิดว่าประเทศไทยเราจะเข้าสู่การเป็นเออีซีในปี ๒๕๕๘ นี้อยู่แล้ว นี่เรายังจะมาให้ความคิดเห็นชอบต่อการแก้ไขสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเล็กน้อยเหลือเกิน มันไม่มีอะไรจะเสียเลยนะครับ ผมก็เลยรู้สึกห่วงอนาคตของประเทศชาติว่าเราเสียเวลาค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องที่ มันควรจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นประชาคมอันเดียวกันแล้ว แต่เรื่องโลคัล คอนเทนท์ ซึ่งสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเห็นชอบร่วมกันเราก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร มากมายนะครับ
ประการแรกเลย สินค้าไทยหรือว่าสินค้าของประเทศอาเซียนทุกประเทศ ในการที่จะได้รับลดหย่อนภาษีเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์หรือว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ข้อตกลง มันจะต้องมีถิ่นกำเนิดสินค้าหรือว่าโลคัล คอนเทนท์ไม่น้อยกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้า ที่ผลิตในประเทศอาเซียนด้วยกัน นั่นคือว่าต้องเป็นสินค้าที่เขาเรียกว่ามีสัญชาติอาเซียน แต่ถ้าเป็นสินค้าเกษตรอย่างข้าวอะไรอย่างนี้ก็ใช้กฎเกณฑ์อีกอันหนึ่ง คือเขาเรียกว่า โฮลลี ออบเทนด์ (Wholly Obtained) คือจะต้องผลิตจากประเทศนั้นทั้งหมด อย่างข้าวจะเอา ข้าวอเมริกันมาผสมด้วยไม่ได้นะครับ ต้องเป็นสินค้าจากไทยทั้งหมดเป็นต้น แต่ว่าสินค้าบางอย่าง มีการเปลี่ยนรูปลักษณ์ไป อย่างนำฝ้ายเข้ามาแล้วก็มาเปลี่ยนทำเป็นผ้า ทอผ้าขึ้นมา พวกสิ่งทอนี่เห็นได้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบ รูปลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็จะใช้ว่า จะต้องมีแหล่งผลิต ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้บางทีมันไม่ถึง แต่ว่าเขานำวัตถุดิบมารวมกัน มาผสมกันแล้วก็ผลิตเป็นสินค้าเสื้อผ้าอะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจากแหล่งผลิตทั้งหมด วัตถุดิบจะไม่มาจากแหล่งเดียวกันถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็อนุโลมให้เป็นสินค้าอาเซียนได้ ก็จะได้สิทธิประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีในอัตราน้อย หน่วยงานที่มีหน้าที่ ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าก็คือกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่เรียกว่า ฟอร์ม ดี อันนี้สำหรับส่งออกในอาเซียนด้วยกัน แต่ถ้าส่งไปยุโรปรับรองถิ่นกำเนิดว่า สินค้าจากไทยนั้นเขาเรียกฟอร์ม เอ (FROM A) ทีนี้ฟอร์ม ดี สำหรับใช้ในประเทศอาเซียนด้วยกัน ที่ผ่านมาในหลักเกณฑ์นั้นเราก็นำมาด้วยดีคือสามารถที่จะออกได้ ฟอร์ม ดีนี่ใช้มานานแล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งมาใช้ แต่ว่าจนกระทั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ ก็ได้เริ่มใช้โครงการนำร่อง คือไพลอต โปรเจกต์ ว่าไม่จำเป็นที่ผู้ผลิต ผู้ส่งออกจะต้องไปกระทรวงพาณิชย์ขอให้ออก หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสามารถที่จะออกรับรองด้วยตนเอง ที่เรียกว่าเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน วันนี้มีประโยชน์มาก มีคุณูปการอย่างมาก เพราะว่าผู้ผลิต ผู้ส่งออกสามารถที่จะออกด้วยตนเอง รับรองตนเอง และประเทศสมาชิกด้วยกันก็ยอมรับ อันนี้เรื่องการอำนวยความสะดวกที่มีประโยชน์มาก อันนี้ก็สอดคล้องกับกฎระเบียบของ องค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ต้องการให้การค้าในโลกนี้มีความลื่นไหล มีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นอาเซียนเรานี่ถือว่าเราสนับสนุนองค์การการค้าโลก ไปในตัวด้วยนะครับ ครั้งแรกเลยเนื่องจากว่าสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ ไม่สามารถที่จะ เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องให้ประเทศสมาชิกรับรองตัวเองได้ มันมีแค่ ๓-๔ ประเทศ ก็คือประเทศไทย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ที่บอกว่าคนอื่นยังไม่พร้อมก็รอไว้ก่อน เอา ๔ ประเทศเราเริ่มก่อน อันนี้ก็เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ ตามที่รัฐมนตรี ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ อันนี้ก็ช่วยลดพิธีขั้นตอน พิธีการศุลกากร แล้วการออกหนังสือรับรอง ก็ทำได้รวดเร็วขึ้น ผู้ส่งออกหลายรายก็ดำเนินการตรงนี้อยู่แล้ว ทีนี้อย่างไรก็ตาม ปกติในโปรเจกต์แรกโครงการนำร่องที่นำอยู่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถรับรองได้ แต่ทีนี้ ตอนนั้นประเทศที่เหลืออีกหลายประเทศเขาไม่มาเข้าร่วมด้วย เขาต้องการให้ผู้ผลิตจริง ๆ เท่านั้น เป็นผู้ส่งออก คือผู้ค้าที่ไม่ใช่ผู้ผลิตเขาไม่ยอมรับรอง แต่ตอนนี้ก็มีประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว แล้วก็ประเทศฟิลิปปินส์ เขามาหารือกันว่าเขาอยากจะมีการอนุญาตให้ประเทศสมาชิก สามารถออกหนังสือรับรองได้ แต่ว่าจะต้องเป็นผู้ผลิตเท่านั้น ตรงนี้เองที่นำมาสู่บันทึก ความเข้าใจที่ออกมาตรงนี้ ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มแรกที่ผู้ผลิตก็ได้ ผู้ส่งออกก็ได้สามารถ รับรองได้ แต่ตรงนี้ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ เขาต้องการจะให้ เฉพาะผู้ค้าที่เป็นผู้ผลิตเท่านั้น ประเทศไทยเราก็เลยต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ประเทศอื่นจะร่วมหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เมื่อประเทศอินโดนีเซียกับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งประเทศใหญ่มาก อย่างประเทศอินโดนีเซีย มีประชากรตั้ง ๒๔๐ ล้านคน ประเทศฟิลิปปินส์ก็ ๙๔ ล้านคน ถือว่าเป็นผู้ค้าสำคัญของ ประเทศไทยทั้งคู่ แล้วอย่างประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตลาดใหญ่ของโลกด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยเราจะเข้าไปร่วมในโครงการตรงนี้เราถือว่าได้ประโยชน์ เต็ม ๆ เลยครับ ไม่มีอะไรจะเสียหายเลย อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าเรามีแต่ได้กับได้ เพราะในอาเซียนนี้เราต้องยอมรับว่าศักยภาพการส่งออกของเรานั้นเราไม่แพ้ใครเลย เรื่องการส่งออก เพราะฉะนั้นการที่เข้าร่วมตรงนี้ก็ถือว่าเราจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ ผมคิดว่า ผมคงสนับสนุนข้อเสนอบันทึกความเข้าใจตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอนะครับ
สำหรับอีกกรอบหนึ่งที่เราเรียกว่า ผมขออนุญาตต่อเลยท่านประธานครับ