รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

บุญทรง เตริยาภิรมย์ ขอขอบคุณทุกท่าน และจะนำความคิดเห็นไปดำเนินการ โดยหารือเรื่องการรับรองสินค้า (เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน) ในโครงการของอาเซียน และการตรวจสอบโลคัล คอนเทนท์ เพื่อให้การนำสินค้าเข้าประเทศถูกต้อง และยังพูดถึงโครงการเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และหารือเรื่อง Third Party Invoicing และการกำหนดอัตราภาษีอากร เพื่อให้ประเทศที่สามสามารถออกอินวอยซ์ได้ และยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการระบุราคาเอฟโอบีไว้ และการยึดถิ่นกำเนิดสินค้าที่ร้อยละ 40 โลคัล คอนเทนท์

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ เป็นอย่างยิ่ง ในประเด็นที่ท่านได้ฝากความคิดเห็นไว้ก็จะนำไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอาไปศึกษาแล้วอันไหนที่ดำเนินการได้ก็จะดำเนินการต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ต่อการแสดงความเห็นแล้วก็มีข้อซักถามของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไป อาจจะมีประเด็นที่ซ้ำกันสำหรับท่านสมาชิกบางท่านก็จะขอตอบรวม ๆ ไปนะครับ

ในเรื่องแรก ในประเด็นที่มีการเสนอเกี่ยวกับเรื่องบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลของภาคีสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน ในโครงการที่ ๑ ซึ่งได้ดำเนินการนำร่อง ก็มีประเทศที่อยู่ในโครงการนำร่องซึ่งรวมทั้งประเทศไทยอยู่ด้วยครับ แตกต่างจากโครงการที่ ๒ ซึ่งมีการเสนอในวันนี้ก็คือว่าในโครงการที่ ๒ จะอนุญาตให้เฉพาะผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิต เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิเป็นผู้ส่งออกรับอนุญาต ส่วนผู้ประกอบการค้าหรือว่าเทรดเดอร์ จะไม่ได้รับอนุญาตในส่วนของโครงการที่ ๑ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของประเภทของผู้ส่งออก ที่ได้รับอนุญาต ตรงนี้ก็คือว่าในโครงการแรกโครงการที่ ๑ ที่ประเทศไทยดำเนินการอยู่ เราไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้ เพราะว่าเราให้สิทธิทั้งผู้ผลิตแล้วก็ผู้ที่เป็นผู้ค้าส่งออกนะครับ มีประเทศฟิลิปปินส์ สปป. ลาว ประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้อยู่ในโครงการนำร่องที่หนึ่ง ทีนี้ ในกลุ่มของประเทศอาเซียนด้วยกันแต่ละประเทศก็จะมีการพิจารณาว่ารูปแบบใดมีความเหมาะสม กับประเทศของตนก็จะเลือก แล้วก็เสนอต่ออาเซียน แต่ทั้งนี้ประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศจะต้องดำเนินโครงการ ที่เรียกว่า อาเซียน เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน (ASEAN Self-certification) ร่วมกันทั้งหมด โดยมีกรอบที่จะต้องเริ่มดำเนินการได้ภายในปี ๒๕๕๘ ก็คือปี ๒๐๑๓ นะครับ ดังนั้นในขณะนี้ หลายประเทศก็มีการทดลองก็จะมีโครงการนำร่องนี้ขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ประเทศไทยเสนอ จะต้องเข้าไปร่วมในโครงการนำร่องที่สองด้วยก็เนื่องจากว่าเราจะได้มีโอกาสที่จะเข้าไปค้าขาย กับประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ ในกรอบนี้ให้สะดวกมากขึ้นนะครับ

ในประเด็นเรื่องของการเสนอนะครับว่าในเรื่องของการที่จะต้องเข้ารัฐสภา ก็เพราะว่าในการเข้ารัฐสภาในครั้งแรกกรอบที่ ๑ โครงการนำร่องที่หนึ่งนั้นไม่ได้รวม เอาประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ ดังนั้นการที่จะเข้าร่วมจึงจะต้อง นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบจึงจะไปดำเนินการได้นะครับ

ในเรื่องของการตรวจสอบโลคัล คอนเทนท์ ซึ่งเรื่องนี้กรมการค้าต่างประเทศ จะเป็นผู้ตรวจสอบ เราก็จะดำเนินการตรวจสอบหลังจากที่มีการดำเนินการนำสินค้านั้นเข้านะครับ กรณีที่มีการสงสัยกรมการค้าต่างประเทศสามารถเรียกคอนเทนท์ทั้งหมด เอกสารทั้งหมด มาตรวจสอบได้ กรณีที่ปรากฏว่ามีความคลาดเคลื่อนก็จะมีการปรับและดำเนินการให้ถูกต้อง ต่อไป

ส่วนกรณีถ้ามีการนำสินค้าที่จะผ่านจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยผ่านประเทศไทยไปประเทศที่สาม ในเรื่องนี้เราจะดูเฉพาะในเรื่องฟอร์มที่มาจากต้นทาง เท่านั้นนะครับ ส่วนปลายทางก็จะดูในเรื่องของอินวอยซ์ กรณีที่มีการผ่านเราจะดูที่ราคา บนอินวอยซ์เป็นหลักไม่ได้ดูที่ฟอร์ม ดี นะครับ

ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการที่ให้เอกชนเป็นผู้ออกนี่นะครับ ต้องกราบเรียนว่า ในช่วงเริ่มต้นในอดีตนั้นทางกรมได้ให้สิทธิสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย ในการออกใบซีโอ (C/O) แต่ว่าหลังจากที่มีการหารือแล้วก็มีการเริ่มต้นโครงการเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน มีหน่วยงานที่ร่วมทั้งหมดทั้งหน่วยงานของภาครัฐแล้วก็เอกชนที่มีอยู่ ๓๘ หน่วยงานด้วยกัน ดังนั้นโครงการนี้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลานะครับ การต่ออายุโครงการนำร่องที่หนึ่งก็จะช่วยให้ ประเทศไทยและประเทศภาคีสมาชิกมีระยะเวลาในการทดลองใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองหรือเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก่อนที่จะเริ่มต้นเจรจาจัดทำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชันของอาเซียน ที่จะนำมาใช้จริงในปี ๒๕๕๘ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่มีการขอขยายเวลาจากเดิมปี ๒๕๕๕ ไปปี ๒๕๕๘ นะครับ

ในประเด็นเรื่องของเธิร์ด ปาร์ตี้ อินวอยซิง (Third Party Invoicing) ก็คือ อินวอยซ์ที่ออกโดยประเทศที่สาม ประเทศนายหน้าจะอยู่ในประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนด้วยกัน หรือนอกภาคีก็ได้ แต่ทั้งนี้ในโครงการเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน โครงการนำร่องที่สองยังไม่ได้มี การยอมรับในหลักการที่จะให้ประเทศนายหน้าออกอินวอยซ์นะครับ เรื่องนี้ยังจะต้องมีการเจรจา เพิ่มเติมในอนาคต แต่ทั้งนี้ก็มีการหารือในเรื่องนี้ว่าอาจจะมีการเจรจาเพิ่มเติมได้ ก็เป็นกรอบ ที่จะเปิดกว้างในโอกาสต่อไป ในขณะนี้ยังไม่มีการยอมรับเธิร์ด ปาร์ตี้ อินวอยซิง นะครับ

ส่วนเรื่องของการไม่ระบุราคาเอฟโอบีในฟอร์ม ดีก็ไม่ได้มีผลต่อเรื่องของ การกำหนดอัตราภาษีอากรนะครับ สินค้าจะต้องเป็นไปตามกฎการผลิตสินค้าทั้งหมด ในอาเซียน การเปลี่ยนแปลงสภาพการผลิตแล้วก็กระบวนการ สินค้าที่ใช้กฎสัดส่วน มูลค่าการผลิตหรือรีจินัล แวลู คอนเทนท์ ยังจะต้องระบุราคาเอฟโอบีไว้เหมือนเดิมนะครับ

ในประเด็นเรื่องที่มีการสอบถามเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้าที่แตกต่างกัน ในแต่ละเอฟทีเอต่าง ๆ นั้นก็ด้วยเหตุเพราะว่าการเจรจามันไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น อาเซียนเอฟทีเอกับประเทศจีนก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ดังนั้นอาเซียนก็เลย จะต้องมีการดำเนินการเรื่องอาร์เซพ (RCEP) เพื่อจะทำให้กฎของซีโอให้มันเป็นเรื่องเดียวกัน ภายใต้เอฟทีเอเดียว แล้วก็มีกฎเรื่องของแหล่งกำเนิดอย่างเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามกฎของอาเซียนและเอฟทีเอที่ทำกับประเทศอื่นส่วนใหญ่ก็จะยึดถิ่นกำเนิด ที่ร้อยละ ๔๐ โลคัล คอนเทนท์อยู่แล้วนะครับ

ในเรื่องของการสวมสิทธิตามระเบียบของอาทิก้านะครับ ก็จะต้องมีการเวอริฟาย โพรเซส (Verify process) ในเรื่องของการตรวจสอบการสวมสิทธิ กรณีหน่วยงานประเทศ ผู้นำเข้ามีข้อสงสัยเรื่องถิ่นกำเนิดนะครับ ก็ร้องขอให้หน่วยงานที่ออกใบรับรองในส่วนของ ประเทศไทยก็จะเป็นกรมการค้าต่างประเทศสามารถตรวจสอบในเรื่องนี้ได้ แล้วก็สามารถเรียกให้ ประเทศผู้ส่งออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ ที่ไม่เป็นไป ตามกฎก็จะสามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนได้นะครับ กรณีปรับเปลี่ยนพิกัดเช่นเดียวกันนะครับ ยกตัวอย่าง จากพิกัดหนึ่งไปอีกพิกัดหนึ่ง จริง ๆ แล้วประเทศไทยก็เป็นสมาชิกของดับเบิลยูซีโอ (WCO) หรือเวิลด์ คัสทอมส์ ออร์กาไนเซชัน (World Customs Organization) ซึ่งมีออฟฟิศ อยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ แล้วแต่ละประเทศก็จะต้องปฏิบัติตามพิกัดที่ได้มีการออกมาเป็นตาราง เปรียบเทียบให้แต่ละประเทศนำไปใช้ แล้วประเทศไทยก็เป็นประเทศที่นำตารางเดียวกันนั้น มาใช้ในเมืองไทยนะครับ ก็เป็นการตอบคำถามโดยเป็นประเด็น ๆ ไปนะครับ ก็คงมีประมาณนี้ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ