รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

นริศ ขำนุรักษ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องป่าไม้และฟื้นฟูป่า เพื่อช่วยลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังเสนอแนะว่าควรปลูกป่าในพื้นที่ที่ป่าเสื่อมโทรม และควรตรวจสอบและคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ให้ไม่ถูกบุกรุก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาน้ำที่มีคุณภาพและปริมาณต่ำ และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาน้ำ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีระเบียบ (โซนนิ่ง) และปัญหาการนำเข้าสินค้ารองเท้ามือสองที่อาจก่อให้เกิดมลพิษ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับ การประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ โดยผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนกรอบการเจรจาที่รัฐบาลขอต่อสภาเพื่อไปเป็นกรอบการเจรจา ในครั้งนี้ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจ เป็นอย่างยิ่ง

เหตุผลที่ ๒ ประเทศไทยก็ได้ใช้ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ มาอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และสำคัญที่สุดเหตุผลที่ผมสนับสนุนกรอบการเจรจานี้ เพราะว่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง แล้วก็ต่อเนื่องไปสู่ผลกระทบในทางสังคมในทางเศรษฐกิจของโลกนี้ด้วย จึงเป็นเหตุผล ที่ผมจะสนับสนุนกรอบการเจรจานี้ แต่ว่าอีกสักครั้งท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ย้ำ กับที่ประชุมอีกสักครั้งหนึ่งว่ากรอบการเจรจาใด ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด การได้ผ่านมาตรา ๑๙๐ การได้ผ่านการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผลที่จะมีปัญหาต่อพี่น้องประชาชน ผลที่มีปัญหา ต่อทรัพยากรธรรมชาติ ผลที่มีปัญหาต่อโลก มีน้อยกว่าอนุสัญญาที่ไม่ผ่านมาตรา ๑๙๐ ผมยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญเป็นมาตราที่ปกป้องพี่น้องประชาชน ปกป้องโลกทั้งโลก แต่ว่ากรอบการเจรจาแม้ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาที่สมบูรณ์แค่ไหน อย่างไร ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ ในกรอบการเจรจา แต่ว่าตัวอย่างต้นแบบของประเทศไทยจะเป็นน้ำหนักให้การเจรจา มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรี ไปยังคณะผู้เจรจา อีกครั้งหนึ่งว่าเงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมีอยู่ ๓-๔ ประการนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากแต่ว่าต้องการความชัดเจน ถ้าเรามีความชัดเจนแม้ว่าเรายังไม่บรรลุผล แต่ถ้าเรามีความชัดเจนมีเป้าหมายที่ชัดเจนผมคิดว่าจะเป็นน้ำหนักในการเจรจา แต่ว่า ถ้าประเทศเราไปมือเปล่าไม่มีอะไรไปเลย ไม่มีตัวแบบตัวอย่างที่ดีไปนี่การเจรจาก็ไร้น้ำหนัก ไม่มีน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากเงื่อนไข ๑. ป่าไม้ถูกทำลาย การลดจำนวน พื้นที่ป่าไม้ ๒. น้ำทั้งปริมาณและคุณภาพด้อย ๓. การใช้ประโยชน์ที่ดิน และ ๔. กิจกรรม บางประการของมนุษย์ เท่านี้ครับ ผมอยากให้รัฐบาลนี้ได้ทำเป็นต้นแบบให้ประเทศไทยได้มี ๓-๔ อย่างนี้ที่มีความเข้มแข็งแล้วเราก็จะสามารถไปเจรจาได้อย่างมีน้ำหนัก ๑. ปัญหาป่าไม้ ในสภาแห่งนี้พูดกันหลายครั้งครับ เราถอยร่นตั้งแต่วันที่เราสถาปนากรมป่าไม้ใหม่ ๆ มีป่าตั้ง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วขณะนี้ ๑๐๐ กว่าปีป่าเหลืออยู่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ ตัวเลขนี้ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนะครับ แต่ผมว่าเราถอยร่นลงมาจาก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถอยมาเหลือ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เราถอยจนไม่สามารถถอยได้อีกแล้วครับ เราต้องเพิ่มป่ามาให้ได้ แล้วกราบเรียนอีกสักครั้งนะครับว่าความพยายามในการเพิ่มพื้นที่ป่าทำได้ ๒ ประการ ๑. ปกป้องพื้นที่ป่าที่มีอยู่แล้วอย่าให้มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่แม้แต่ต้นเดียว แม้แต่ไร่เดียว อีกต่อไป เพราะว่าเราต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วครับ ๒. ฟื้นฟูป่าให้กลับขึ้นมา แต่ว่าถ้าเราล้มเหลวทั้ง ๒ อย่าง ป้องกันป่าไม่ประสบความสำเร็จ และฟื้นฟูป่าไม่ได้เราก็ไม่มีเนื้อป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว แล้วเราก็ไม่สามารถทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้ครับ การฟื้นฟูป่า มีความพยายามจากหลายฝ่าย ภาคเอกชนก็มาช่วยนะครับ เคยมาปลูกป่าสมัยรัฐบาล ท่านชวน หลีกภัย ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ รัฐบาลนี้ก็มีดำริเหมือนกันว่าจะปลูกป่าโดยภาคเอกชน ซึ่งทำง่ายมากครับ เราใช้เงินปลูกป่าถ้าใช้งบประมาณรัฐใช้เงินมหาศาลนะครับ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท มากมายครับ แต่ว่าเอกชนเขาขอมาปลูกเพียงแต่หาที่ให้เขาแล้วก็แลกกับ สิทธิประโยชน์เรื่องภาษีนิดหน่อย วันนั้นเอกชนก็เข้าคิวกันมาปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ แต่ว่ากราบเรียนท่านประธานครับ ผมได้ไปตรวจสอบ คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้ไปตรวจสอบพบว่าป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่เอกชนช่วยกันปลูก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เหลือไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นสวนป่า เป็นสวนผลไม้ เป็นพื้นที่ยึดครอง ผมจึงขอให้ท่านประธาน ขอให้รัฐมนตรีได้ช่วยตรวจสอบป่าผืนนี้สักครั้งหนึ่งครับ ป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ก่อนที่จะมีป่าเฉลิมพระเกียรติที่ ๒ ไปนี่ผมกลัว จะไปปลูกซ้ำ คือไปปลูกใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่เก่าจะเป็นการฟอกคนผิด ฟอกป่าอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็งบ กบอ. ด้วยนะครับที่กำลังจะไปปลูกป่า ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมกลัวมากครับ กลัวว่าไปปลูกซ้ำลงในพื้นที่ที่มีการทุจริตเก่าจะเป็นการฟอกป่านะครับ พื้นที่ป่าต้องปกป้อง คุ้มครองอย่าให้มีการบุกรุกแม้แต่ไร่เดียวและแม้แต่ต้นเดียว กับ ๒. ฟื้นฟูป่า ต้องปลูกป่า ให้มีระบบการตรวจสอบและต้องปลูกในพื้นที่ที่ป่าเสื่อมโทรมเท่านั้น ในป่าอุทยานแห่งชาติ ไม่ควรปลูกอีกต่อไป

๒. เรื่องน้ำครับ ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำทั้งคุณภาพและปริมาณ คุณภาพน้ำ ขณะนี้ในแม่น้ำเจ้าพระยาออกซิเจนเหลือน้อยครับ ปลา สัตว์น้ำนี่แทบอยู่ไม่ได้ ปากอ่าว อ่าวไทยยังอยู่ไม่ได้ สิ่งมีชีวิตแทบอยู่ไม่ได้ในน้ำของประเทศไทย อาจจะมีอยู่ได้บ้างในกลุ่มต้นน้ำ เท่านั้นนะครับ แต่ว่าปลายน้ำมีปัญหามากขณะนี้ ผมคิดว่าเงื่อนไข ๒ อย่างนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ แล้วก็เรื่อง การใช้ประโยชน์ที่ดินต้องมีโซนนิ่ง (Zoning) ไม่เพียงแต่ประเทศเราครับ ประเทศอื่นต้องโซนนิ่ง เช่นกัน พื้นที่ไหนเหมาะสำหรับปลูกยางต้องปลูกยางเท่านั้น รัฐต้องไม่สนับสนุนไม่อนุญาต ให้ไปปลูกอย่างอื่น ประเทศไทยเราปลูกกันบนพืชเศรษฐกิจที่มีผลกำไร เช่นปีไหนยางราคาดี ก็ปลูกยาง ปีไหนปลูกยางกันมาก ปีไหนปาล์มราคาดีก็ปลูกปาล์มกันมาก ผมคิดว่าเรื่องโซนนิ่ง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องไปประกาศเป็นส่วนหนึ่งในข้อเจรจา

สุดท้ายท่านประธานครับ ผมไปดูเรื่องการนำเข้ารองเท้ามือสองที่จังหวัดสระแก้วมา พบว่ารองเท้าถูกคัดทิ้งกองเป็นภูเขาเลากา เกิดมลพิษ เกิดปัญหามากมาย มีปัญหาต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมคิดว่าหน่วยงานใดที่อนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เข้ามา ทั้งเสื้อผ้ามือสอง รองเท้ามือสอง เพราะว่าที่คัดออกไปไปทิ้งตามที่สาธารณะหรือไปทิ้ง ในที่ที่เป็นเอกชน แต่ว่าเมื่อน้ำท่วมเข้ามาน้ำก็จะพัดสิ่งเหล่านี้ออกไปสู่ชุมชนออกไปสู่ตลาด เกิดมลพิษ ๔ ประการนี้ครับ รัฐบาลต้องมีข้อมูลอยู่ในมือและรัฐบาลต้องเป็นต้นแบบในการเจรจา ๔ เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นหลักแล้วรัฐบาลก็ไปเจรจาได้ ไม่ไปเจรจาแบบมือเปล่าโดยไม่มีตัวแบบ ไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลย ผมคิดว่าเตรียม ๔ อย่างนี้นะครับ เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาป่าไม้ ๒. ปัญหาเรื่องน้ำ ๓. ปัญหาเรื่องการใช้ประโยชน์ และ ๔. ปัญหาเรื่องกิจกรรมบางประการ ของมนุษย์ ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะให้รัฐบาลได้ทำก่อนการเจรจา ผมเห็นด้วยที่จะให้ รัฐบาลไปเจรจาตามกรอบที่ขออนุมัติตามมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ