อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างโครงการที่ 1 และโครงการที่ 2 ในบริบทการขยายผลสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนชี้แจงแนวทางการแก้ไขมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันก่อนกำหนดเส้นตายวันที่ 31 ธันวาคม 2558 พร้อมทั้งเสนอความร่วมมือในกรอบอาฟตาเพื่อลดภาษีและรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับประเทศเวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา
ท่านประธานครับ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และ ๒. คือระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด สินค้า (FORM D) ของอาเซียน กระผมมีความเห็นแล้วก็มีคำถามถึงท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีนะครับ โดยที่ข้อริเริ่มในการให้นำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดหรือว่ารูลส์ ออฟ ออริจิน (Rules of Origin) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง เป็น ๑ ใน ๑๑ บทของความตกลงการค้าของอาเซียนหรือว่าอาทิก้าที่เราให้ความเห็นชอบไป เมื่อก่อนหน้านี้ การพัฒนาระบบการรับรองถิ่นกำเนิดได้ก้าวมาสู่จุดสำคัญในปี ๒๕๕๒ นั่นก็คือ ในเรื่องของการให้มีระบบที่เรียกว่า เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน หรือการรับรองถิ่นกำเนิดโดยผู้ผลิต หรือว่าผู้ประกอบการค้าที่มีการส่งออกไปยังประเทศอาเซียนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ของ การที่เราได้ลดภาษีลงเป็น ๐ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๘ ณ สิ้นปีวันที่ ๓๑ ธันวาคม การพัฒนา ระบบดังกล่าวนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าในโครงการที่ ๑ ซึ่งมีประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย เข้าร่วมในเวลาต่อมานั้นก็ได้ดำเนินการในการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีประเทศสมาชิกอาเซียนที่เหลืออยู่โดยการนำของ ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว ประเทศฟิลิปปินส์นั้น ก็ได้ขอความเห็นชอบที่จะเริ่ม โครงการที่ ๒ เราเรียกว่าเป็นโครงการนำร่อง หรือว่าไพลอต โปรเจกต์ (Pilot Project) แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ว่า
ประการที่ ๑ โครงการที่ ๒ นั้นจะครอบคลุมเฉพาะผู้ผลิตเท่านั้น ในขณะที่ โครงการที่ ๑ นั้นครอบคลุมผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้า นี่เป็นประเด็นน่าสนใจมากนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ายังมีอีก ๓ ประเทศ คือประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา แล้วก็ประเทศเวียดนาม ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในภาคีดังกล่าวเลย ในขณะที่เราเหลือเวลาอีก เพียงแค่ ๒ ปีเท่านั้น เราได้ยืดหยุ่นผ่อนปรนมาพอสมควรนะครับ เพราะถ้าหากว่าระบบใดระบบหนึ่ง ภายใต้การส่งเสริมการค้าในอาเซียนนั้นมีช่องโหว่ ช่องว่าง หรือมีอุปสรรค หรือมีประเทศหนึ่ง ประเทศใดไม่สามารถเข้าร่วมในระบบดังกล่าวได้เหมือนอย่างระบบในเรื่องของพิกัดภาษี ศุลกากรที่เราใช้ระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized) ปรับปรุงมาโดยลำดับจนกระทั่งมาเป็น ฮาร์โมไนซ์ ๒๐๐๗ แล้วก็จะเป็นฮาร์โมไนซ์ ๒๐๑๒ ระบบเหล่านี้มันจะต้องสอดคล้องต้องกันหมด ถึงจะทำการส่งออกได้ เป็นไปภายใต้การใช้สิทธิประโยชน์ของอาทิก้าหรือว่าอาฟตาเดิม ความสมบูรณ์และมรรคผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในทางปฏิบัตินั้นจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน
คำถามผมถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่าความแตกต่างระหว่างไพลอต โปรเจกต์ โครงการที่ ๑ กับโครงการที่ ๒ มันมีความเหลื่อมล้ำและแตกต่างตรงนี้ เมื่อขออนุมัติ ในการขยายให้ไปมีผลถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ นั่นคือวันสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงอาเซียน ไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความเป็นสองมาตรฐานมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ครับ มันต้องเป็น มาตรฐานเดียวกัน ส่วนนี้ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนะครับ เออีเอ็ม (AEM) แจ้งต่อสภา ตอบต่อสภาหน่อยครับว่าได้มีการหารือกันอย่างไรในประเด็นปัญหาดังกล่าว แล้วก็เมื่อถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม แล้วนี่ยังเป็นสองมาตรฐานอย่างนี้เฉพาะ ๗ ประเทศ ทั้งโครงการที่ ๑ กับโครงการที่ ๒ จะทำอย่างไร ท่านจะแก้ไขอย่างไรหรือประเทศไทย จะเสนอในการแก้ไขอย่างไรในปัญหาดังกล่าว
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในขณะที่ ๓-๔ ประเทศแรกได้ริเริ่มโครงการที่ ๑ ไปแล้ว แล้วในการประชุมเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วก็ได้เห็นชอบให้กับอีก ๓ ประเทศในการที่จะ ดำเนินการโครงการที่ ๒ แต่ว่าก็ยังมีความแตกต่างอย่างที่ผมพูดไว้ในประเด็นที่ ๑ แต่ที่น่ากังวล ก็คือว่าอีก ๓ ประเทศ ก็คือประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ แล้วก็ประเทศกัมพูชานั้น ยังไม่ได้เริ่มเลย ท่านคงทราบนะครับท่านประธานว่าในการดำเนินการในเรื่องการลดภาษี ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือที่ง่ายที่สุดในการเปิดเรื่องของการค้าเสรีในอาฟตา ซึ่งเราเริ่มมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา บัดนี้ ๒๐ ปี ดังนั้นจากนี้ไปเหลืออีกเพียง ๒ ปีเท่านั้นเอง ในเรื่องพิกัดภาษีตอนนี้ไป ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์หมดแล้วครับ เหลืออีกเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง ในบัญชีที่เป็นอ่อนไหว อ่อนไหวสูงนี่ แต่ว่าเมื่อเราตกลงเรื่องภาษีเป็น ๐ ได้ ณ สิ้นปี ๒๕๕๘ จะต้อง ๐ เปอร์เซ็นต์หมดนะครับ การรับรองถิ่นกำเนิดและระบบที่จะให้เกิดการรับรอง ถิ่นกำเนิดโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความฉับไวมากขึ้นคือการให้ผู้ประกอบการ เดี๋ยวนี้ในอดีต เราใช้ส่วนราชการในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพราะบางครั้งอาจจะมีการใช้สวมสิทธิ