รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เยาวนิตย์ เพียงเกษ หารือเรื่องบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และเรียกร้องให้รัฐมนตรีไทยได้รับโอกาสในการประชุมและทำบันทึกข้อตกลง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเชื่อถือและความซื่อสัตย์ของผู้ส่งออก

นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับเรื่องบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของภูมิภาค สำหรับเออีซี บลูพรินท์หรือเรียกว่าแผนงานการจัดตั้งประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการปรับปรุงและพัฒนากฎ ถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้มีความสะดวก และคล่องตัวมากขึ้น ความเป็นมาของโครงการนำร่องที่หนึ่ง และโครงการนำร่องที่สองนี้ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณารายงานให้รัฐสภาได้ฟังแล้ว แต่ดิฉันเองก็มีความคิดเห็นว่าในเมื่อเรา ก็เป็นประเทศที่มีการค้าขายในอาเซียนมากขึ้นแต่ว่าทำไมเราถึงต้องเป็นผู้ที่คอยที่จะไป เข้าร่วมเขาเฉย ๆ ในโครงการนำร่องต่าง ๆ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑ แล้วก็มาโครงการนำร่องที่สองมันเกิดจาก สาเหตุอะไรกัน ดิฉันก็มีความรู้สึกวิตกเหมือนกัน เพราะว่าในเมื่อเราอยู่ในอาเซียนแต่เราก็ คอยตามเขาตลอดเลย จะเป็นเพราะว่าเหตุผลที่กฎหมายรัฐธรรมนูญของเราไม่เอื้อหรือเปล่า ที่จะทำให้รัฐมนตรีของเราไม่มีโอกาสที่จะไปประชุม แล้วก็สามารถทำบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศได้นะคะ สำหรับโครงการนำร่องที่หนึ่ง ประเทศที่ทำไปแล้วก็คือประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ก็ได้ทำตั้งแต่ ปี ๒๕๕๓ โดยเป็น ๓ ประเทศแรกที่ได้ทำ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยก็ได้เข้าประชุมด้วย แต่เราก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นผู้ที่นำร่องในโครงการอย่างนี้ ความจำเป็นที่เราจะต้องมี การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเลยนะคะ ที่ตกลงกันครั้งแรก ที่เมืองดานัง ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออก ในอาเซียน เพราะว่าตลาดอาเซียนปัจจุบันนี้ไทยเรามีการส่งออกมากนะคะ เมื่อก่อนนี้ เราจะส่งออกไปขายแต่ตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา หรือตลาดสหภาพยุโรป หรือตลาดประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันนี้เราก็มาส่งออกในอาเซียนด้วยกันเองเป็นจำนวนมากขึ้นนะคะ สำหรับ การส่งออกดิฉันก็ขอพูดสักหน่อยหนึ่งว่าแต่เดิมเมื่อก่อนนี้เราส่งออกในตลาดอาเซียน ในปี ๒๕๓๕ แค่ ๑๓.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในปี ๒๕๕๔ ตัวเลขสูงขึ้นถึง ๒๓.๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการค้าขายในอาเซียนก็จำเป็นที่จะต้องมีการรับรองสินค้าหรือถิ่นกำเนิดสินค้า หรือที่เรียกว่า เซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน ที่มีประสิทธิภาพให้เต็มที่ขึ้น เพราะว่าถ้าเราไม่มีการรับรอง ที่แน่นอนก็จะทำให้การขนส่งสินค้าหรือการกระจายสินค้าทำไปได้ด้วยความยากลำบาก รวมทั้งในเรื่องภาษีอากรด้วยก็อาจจะทำให้มีการเก็บซ้ำซ้อนขึ้นนะคะ

สำหรับความจำเป็นอีกประการหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีการรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค เมื่อก่อนนี้เราอาศัยแต่หน่วยราชการของแต่ละประเทศ ในการที่จะรับรองว่าถิ่นกำเนิดของสินค้ามันอยู่ที่ไหน แต่ปัจจุบันนี้ถ้าผ่านโครงการนี้ แล้วก็จะทำให้มีการรับรองได้โดยเอกชน สำหรับบันทึกความเข้าใจทั้งหมดจะมีอยู่ ๑๐ ข้อ ประกอบด้วย คำนิยาม บทบัญญัติทั่วไป พันธกรณีที่ประเทศภาคีต้องกระทำต่อกัน แล้วก็ เป็นกระบวนการการดำเนินการ การระงับ แล้วก็เรื่องชั้นความลับ แล้วก็มีอีกหลายประการ ก็มี ๑๐ ประการนะคะ สำหรับการจัดทำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ของอาเซียนก็เป็นระบบที่ผู้ส่งออกได้รับอนุญาตและสามารถสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าบนบัญชี ราคาสินค้าหรืออินวอยซ์ (Invoice) ได้ตามรูปแบบที่กำหนด แต่ปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ มันจะต้องเป็นระบบที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจกัน ต้องถูกออกแบบขึ้นมาโดยมี สมมุติฐานที่ว่าผู้ส่งออกจะต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง ถ้าขาดจิตสำนึกเมื่อไรว่า อะไรถูกอะไรผิดนะคะ ความเชื่อถือของระบบนี้ก็จะไม่มี สินค้าที่ประทับว่า เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) ก็ต้องเป็นของไทยแลนด์จริง ๆ อย่างเช่นข้าวที่ผลิตในประเทศไทย ก็ได้รับการยอมรับในทั่วโลกว่าเป็นสินค้าหรือเป็นข้าวที่มีคุณภาพที่สุด ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิ ก็จะต้องปลูกที่ไหน แหล่งไหน อะไรของประเทศไทยนี่ก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องและเป็นจริงก็จะทำให้ความเชื่อถือ ลดน้อยถอยลงแล้วก็จะเป็นผลกระทบต่อไปในอนาคตนะคะ สำหรับความซื่อสัตย์ของผู้ส่งออก จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ระบบนี้ขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ส่งออกทุกรายก็จะต้อง รายงานข้อมูลถิ่นกำเนิดของสินค้าให้ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้ก็อยากจะฝากท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าทำอย่างไรระบบเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชันจะปรากฏเป็นจริงได้ จะได้ทำให้ สินค้าไทยเราได้รับการยอมรับจริง ๆ แล้วก็ไม่มีการแอบอ้างใด ๆ ดิฉันก็ขอฝากแค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ