รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

บุญทรง เตริยาภิรมย์ แสดงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกอาเซียนเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และขอเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบบันทึกนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว และประเทศฟิลิปปินส์

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องที่สอง สำหรับ การดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวก ระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบดังนี้

ขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนหรือเออีซีในปี ๒๕๕๘ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานผลิตร่วม มีการเคลื่อนย้ายสินค้า และบริการได้อย่างเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิก การมีกฎเกณฑ์การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ปฏิบัติได้ง่ายจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและลดภาระให้แก่ผู้ส่งออก ซึ่งจะมีผล โดยตรงกับการค้าภายในกลุ่มอาเซียนให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นนับแต่อาเซียนได้เริ่มลดภาษีศุลกากร ระหว่างกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนถึงขณะนี้ภาษีศุลกากรขาเข้าของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่เรียกเก็บจากประเทศสมาชิกอื่นได้ลดลงเหลือร้อยละ ๐ เป็นส่วนใหญ่แล้ว และการได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในกรอบอาเซียนผู้ส่งออกต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นผลิตและใช้วัตถุดิบจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งกรมการค้า ต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ของประเทศไทยภายใต้แผนพิมพ์เขียวในการดำเนินการไปสู่ประชมคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี บลูพรินท์ กำหนดให้อาเซียนปรับปรุงและพัฒนากฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ให้ตอบสนองต่อภาคการเกษตรและง่ายต่อการปฏิบัติ ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิกให้มีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งอาเซียน มีมติร่วมกันเมื่อปี ๒๕๕๑ ให้นำระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออก หรือเซลฟ์ เซอร์ติฟิเคชัน (Self-certification) มาใช้ควบคู่กับการใช้หนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าดังกล่าว ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนจะอนุญาต ให้ผู้ส่งออกรับอนุญาตสามารถแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าบนบัญชีราคาสินค้าได้เองโดยไม่ต้องให้ หน่วยงานภาครัฐออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในการผ่านพิธีการศุลกากร แต่สินค้านั้น จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียน ขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่าง การดำเนินโครงการนำร่องระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน ซึ่งมี ๔ ประเทศสมาชิก ได้แก่ ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ และจะดำเนินการไปจนถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๘ ผลที่จะได้รับจากระบบดังกล่าวก็คือการช่วยลดขั้นตอนวิธีการออกหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้า ลดเวลาและต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน ขณะนี้อาเซียนจะมีโครงการ นำร่องการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนโครงการนำร่องที่สอง ริเริ่มโดย ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีบันทึกความเข้าใจและระเบียบปฏิบัติ แยกจากโครงการนำร่องที่หนึ่ง ของประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย ความแตกต่างที่สำคัญของโครงการนำร่องทั้ง ๒ โครงการคือประเภทผู้ส่งออก ที่ได้รับอนุญาตให้รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง โดยโครงการนำร่องที่หนึ่ง ยอมรับผู้ส่งออก ที่เป็นทั้งผู้ค้าและผู้ผลิต ขณะที่โครงการนำร่องที่สองจะให้เฉพาะผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิตเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อพัฒนาเป็นระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนที่จะนำมา ปฏิบัติจริง อาเซียนจะต้องเจรจาปรับประสานความแตกต่างของกฎระเบียบให้เป็นประโยชน์ และอำนวยความสะดวกต่อผู้ส่งออกของอาเซียนให้มากที่สุด การเข้าร่วมเป็นภาคีโครงการ นำร่องที่สองจะขยายการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออก ของประเทศไทยที่จะส่งสินค้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาว และประเทศฟิลิปปินส์ โดยใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองซึ่งจะช่วยให้การค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศทั้งสามขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๓ ของประเทศไทย และมีตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ ๑ ของอาเซียนด้วยประชากร ๒๔๐ ล้านคน ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๕ ของประเทศไทย มีประชากรกว่า ๙๔ ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับที่ ๒ ของอาเซียน

ในภาพรวมประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการอำนวยความสะดวกทางการค้า และส่งผลให้การค้าของประเทศไทยกับอาเซียนขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเทศไทยจะสามารถ มีส่วนร่วมเจรจาปรับปรุงระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน สำหรับระบบที่จะนำมาใช้จริงในอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ให้มีรูปแบบและแนวทางที่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยให้มากที่สุด กระทรวงพาณิชย์ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมการค้าต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการนำร่องที่สอง รวมถึงสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจโครงการนำร่องที่สอง ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นพ้อง ถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับและสนับสนุนการเข้าร่วมโครงการนำร่องที่สองดังกล่าว ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยที่ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ด้วยตนเองของอาเซียนและการเข้าร่วมโครงการนำร่องที่สองจะเป็นประโยชน์ต่อการค้า ของประเทศไทยในกรอบของอาเซียนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กระผมจึงขอเสนอให้ รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิก อาเซียนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน โครงการนำร่องที่สอง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันสำหรับภาคยานุวัติ เป็นภาคีสมาชิกของบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าวต่อไป ขอบพระคุณครับ