รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

บุญทรง เตริยาภิรมย์ ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และระบุว่าความตกลงอาทิก้าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยประเทศไทยได้ยกเลิกภาษีอากรนำเข้าในกรอบของอาเซียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการค้าและการคุ้มครองสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดมาตรฐานและความยอมรับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน และการดำเนินการของรัฐบาลในการเยียวยาและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิต

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้แสดงความคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลก็จะรับความคิดเห็น ที่ท่านได้อภิปรายนั้นไปดำเนินการนะครับ

ประเด็นแรก ขออนุญาตกราบเรียน เรื่องของการเริ่มต้นมีผลของเออีซี เดิมได้มีการประชุมกันก่อนหน้าโน้นแล้วนะครับว่าเออีซีน่าจะเริ่มมีผลในปี ๒๐๑๕ แต่โดยความเข้าใจแล้วจะเป็นเดือนมกราคม แต่ด้วยเหตุผลที่สมาชิกประเทศบางประเทศ อาจจะยังไม่มีความพร้อม เมื่อปลายปีที่แล้วทางอาเซียนก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือ แล้วก็ได้มีมติออกมาตรงกันนะครับว่าเออีซีนั้นจะมีผลคือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๐๑๕ หรือปี ๒๕๕๘ นั่นเองนะครับ ในเรื่องของการดำเนินการตามกรอบที่ทางรัฐบาลเสนอในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับ ว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ ความตกลงซีอีพีทีหรือเซปท์ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เพื่อจะนำไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ก็คือเอฟทีเอ (FTA) หรือที่รู้กันโดยทั่วไปว่าอาฟตา แล้วก็หลังจากที่มีการเริ่มต้นก็มีการทยอย ลดภาษีระหว่างกัน ในเบื้องต้นมี ๕ ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศไทย เริ่มลดภาษีมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ต่อมาประเทศเวียดนามเข้ามาร่วมเป็นภาคีในปี ๒๕๓๘ สปป. ลาว กับประเทศพม่าเข้ามาในปี ๒๕๔๐ ประเทศกัมพูชาเข้ามาในปี ๒๕๔๒ ต่อมาในปี ๒๕๕๐ อาเซียนมุ่งที่จะเดินหน้าไปสู่การเป็นเออีซี แล้วก็มีแนวคิดให้มีการทบทวนซีอีพีทีให้มีความทันสมัย มีการพัฒนากฎเกณฑ์ กฎระเบียบให้ทัดเทียมทางการค้าในระดับสากล เพื่อจะเป็นเออีซี ในท้ายที่สุด อาเซียนก็มีการลงนามเรื่องความตกลงอาทิก้าในปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลก่อนหน้า ที่พวกผมจะมา แล้วก็มีผลบังคับใช้ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ซึ่งความตกลงอาทิก้านี้ มีความทันสมัย มีความครอบคลุมประเด็นการค้าสินค้ากว้างขวางกว่าความตกลงของเซปท์ โดยตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เดือนมกราคม ประเทศอาเซียน ๖ ประเทศ ก็คือประเทศบรูไน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศไทย ได้มีการยกเลิกภาษีอากรนำเข้าในกรอบของอาเซียนเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ ก็เหลืออีก ๔ ประเทศ คือประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศพม่า และประเทศเวียดนาม ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการและจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในกรอบของเออีซี ภายในปี ๒๕๕๘ ทีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตอธิบายว่าในวันนี้ที่ทางรัฐบาลเสนอนั้น เรื่องของพันธกรณีข้อ ๙๑ (๒) ของอาทิก้า ซึ่งในข้อนี้เป็นเรื่องของการกำหนดให้กลุ่มประเทศ สมาชิกอาเซียนให้รวบรวมรายการความตกลงและพิธีสารทางเศรษฐกิจที่จะถูกแทนที่ โดยความตกลงของอาทิก้า คือสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้วมีปรากฏอยู่ในอาทิก้าแล้ว ให้นำมาผนวกแนบท้ายให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาทิก้า ซึ่งก็คือเรื่องที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอ ในวันนี้ เพราะฉะนั้นในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ได้มีการไปปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง แล้วก็จะไม่มีผลในทางลบใด ๆ ความหมายง่าย ๆ คือเอาเรื่องที่มีอยู่เดิมมาใส่ไว้ ในฉบับอาทิก้าเสีย อาเซียนก็ได้มีการไปประชุมหารือแล้วก็ได้มีการพบเรื่องความตกลงและพิธีสาร ซึ่งจะถูกแทนที่โดยความตกลงในอาทิก้า ประชุมเสร็จแล้วปรากฏผลออกมาว่ามีอยู่ ๑๑ ฉบับ ดังปรากฏอยู่ในเอกสารที่ได้นำเสนอต่อท่านสมาชิก และเนื่องจากความตกลงของเซปท์เป็นหนึ่ง ในความตกลงที่จะถูกแทนที่โดยอาทิก้า อาเซียนก็เลยต้องทำพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน เพื่อแก้ไขความตกลงที่มีเนื้อหา ในเซปท์มาใช้เนื้อหาอ้างอิงตามอาทิก้าแทน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในอนาคต อันนี้ก็คือสาระที่ได้นำเสนอทั้งหมดนะครับ ดังนั้นต้องกราบเรียนว่าตามที่กระผมได้อธิบายไป ก็จะตอบคำถามว่ารายละเอียดนั้นไม่มีการปรับเปลี่ยนทุกอย่างเป็นไปตามอาทิก้าและจะต้อง ลดภาษีเป็น ๐ ตามกรอบของเออีซีในปี ๒๕๕๘ สำหรับประเทศไทยไม่ต้องทำอะไร เพราะว่าเราดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ก็จะมีแต่ประเทศอีก ๔ ประเทศ ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วคือ สปป. ลาว ประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ที่จะต้องดำเนินการลดภาษีเป็น ๐ ภายในปี ๒๕๕๘ ตอบคำถามของท่านสมาชิกในเรื่องของ การยกเลิกบางข้อในพิธีสารได้หารือหรือยัง มีการนำไปสู่การพิจารณาประชาพิจารณ์หรือไม่ เรื่องนี้กราบเรียนว่ามีการนำเสนอต่อสาธารณะไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๕ และในการดำเนินการตรงนั้นไม่มีผู้ใดขัดข้องแล้วก็ไม่มีผู้ใดไม่เห็นชอบก็จึงนำไปสู่ การนำเสนอ ครม. แล้วก็มาเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้

ในประเด็นเรื่องของเอ็นทีบีที่ท่านสมาชิกได้เรียนถามในตอนท้ายนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าในเรื่องเอ็นทีบีนั้นเป็นเรื่องที่ประเทศส่วนใหญ่มีการดำเนินการ ซึ่งประเทศไทยนี่ กราบเรียนว่าเราคงไม่ประกาศเป็นที่ทั่วไปนะครับ แต่ว่าจะหายไปหมดเลยก็คงไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันการค้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ ในเรื่องของแมลง หรือสารตกค้างเอสพีเอส (SPS) ต่าง ๆ เหล่านี้ และในขณะนี้ทางอาเซียนก็มีการประชุม ปรึกษาหารือเพื่อจะกำหนดมาตรฐาน โดยเราจะมีกรอบของ เอ็มอาร์เอ (MRA) มิวชวล รีคอกนิชัน อาร์เรนจเมนท์ (Mutual Recognition Arrangement) ขึ้นมาเพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับ ระหว่างอาเซียนด้วยกันการค้าก็จะมีความคล่องตัวแล้วปัญหาอื่น ๆ ก็จะลดน้อยถอยลงไป ในส่วนการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องของการเยียวยาก็มีมาตรการต่อเนื่องมาโดยตลอด ตั้งแต่เราเริ่มดำเนินการอาทิก้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในเรื่องของการดูแลเอสเอ็มอี รัฐบาล ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้แล้วก็มีมาตรการที่ออกมาโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงอื่น ๆ ก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่ม ขีดความสามารถแล้วก็ทำให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการผลิต มีการพัฒนา เรื่องของบุคลากร มีการอบรม สัมมนาต่าง ๆ นานา ก็เป็นประเด็นที่น่าจะครอบคลุม เกือบจะทุกประเด็นเรียบร้อย ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ