เกียรติ สิทธีอมร แสดงความกังวลต่อการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกรอบงบประมาณและมาตรการรองรับที่ชัดเจนตามมาตรา ๑๙๐ และวิงวอนให้รัฐมนตรีชี้แจงประเด็นเรื่องการเจรจาที่ไม่ผูกพันทางกฎหมายซึ่งผู้พูดมองว่าขัดต่อความเป็นจริงระหว่างประเทศ เพื่อขอความชัดเจนก่อนมอบอำนาจให้หัวหน้าคณะผู้เจรจา
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ๒ กรอบที่ยื่นเข้ามาให้สภาพิจารณาในครั้งนี้หลักการทั่วไปผมไม่ขัดข้องนะครับ แต่ผมอ่านเนื้อหามีความเป็นกังวลอยู่หลายข้อ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อไปนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านรัฐมนตรีและคณะผู้เจรจานะครับ
ประการแรกที่ผมอยากจะย้ำ การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก หรือแม้กระทั่งพิธีสารเกียวโตก็ตาม ท่านอย่าคิดว่าเป็นเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลกหรือพิธีสารเกียวโตที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว นี่คือเรื่องการเมือง ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง การเจรจาในรอบที่ผ่านมาในหลายประเทศไม่ประสบ ความสำเร็จเป็นเพราะการเมืองระหว่างประเทศ เป็นการเจรจาผลประโยชน์ของประเทศใหญ่ ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาบางประเทศที่ทำให้ไม่สามารถ บรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายได้ เพราะฉะนั้นในการเตรียมการเจรจายุทธศาสตร์ ของประเทศไทยต้องมีความชัดเจน และท่าทีของประเทศไทยในการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการผลักดันวาระที่เป็นประโยชน์ร่วมกันสำคัญมาก ที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อรัฐสภายังไม่ได้ยิน ในเรื่องยุทธศาสตร์การกำหนดท่าทีร่วมกับประเทศภาคีที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการไปเจรจานะครับ คราวที่แล้วที่โคเปนเฮเกน ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ไม่สำเร็จเพราะอะไรครับ ทุกอย่างที่มีการเตรียมความพร้อมโดยเจ้าหน้าที่เวลาเป็นปี ๆ เลยนะครับ สุดท้ายไม่ได้ใช้ครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาบินตรงเข้าไป ประเทศจีนไปนั่งคุยนอกรอบ ประเทศอินเดียเข้าไปคุยร่วมด้วย นอกรอบ ล้มกระดานทั้งกระดานเลยครับ ตรงนี้ครับประเทศไทยเองถ้าไปยืนโดด ๆ ในเวทีอย่างนี้ ประเทศไทยไม่มีน้ำหนักครับ เพราะฉะนั้นการเจรจาเองผมอยากฟังว่ายุทธศาสตร์ของรัฐบาล ในการกำหนดท่าทีร่วมกับประเทศที่มีความเห็นตรงกันจะเป็นอย่างไร
ประการที่ ๒ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะมีการศึกษา อยู่มากมาย แต่ตอนนี้มีหลายประเทศมีการเตรียมความพร้อมภายในประเทศโดยยึดสมมุติฐานว่า ภายในปี ๒๐๓๐ อุณหภูมิโลกต้องไม่เกิน ๒ องศาเซลเซียส ที่กำหนด ๒ องศาเซลเซียส ก็เพราะว่าความหลากหลายทางชีวภาพจะไม่มีผลกระทบมากอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องนี้เอง เป็นเรื่อง เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดมาตรการ ภายในประเทศในการรองรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ของประเทศไทยเรา ใช้เงื่อนไขอะไรครับ เราใช้สมมุติฐานอะไรครับ เพราะว่าถ้าเปลี่ยนแปลง ๒ องศาเซลเซียส เขามีหลายเกณฑ์นะครับ ๒ องศาเซลเซียสก็เป็นเรื่องหนึ่ง ต้องใช้เงินลงทุนขนาดหนึ่ง ใช้งบประมาณในการทำโครงการต่าง ๆ รูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็น ๒.๕ องศาเซลเซียส ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของประเทศไทยเราใช้อะไรเป็นสมมุติฐานในการเตรียมความพร้อม ที่จะไปผูกพันในข้อตกลงอันนี้ ในกรอบนี้ไม่ได้เขียนครับ พอไม่ได้เขียนก็จินตนาการกันได้ ต่าง ๆ นานา ในที่สุดท่านรัฐมนตรีอาจจะต้องใช้งบประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีโครงการอะไรที่มีเสนอเข้ามาด้วยที่เป็นผล มาจากกรอบการเจรจาในครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรีคงทราบนะครับ บทเรียนจากพิธีสารเกียวโต ในอดีตรอบที่แล้วที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย และปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ก็คือว่าประเทศพัฒนาแล้วไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันได้ และยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่ สำคัญที่สุดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดประเทศหนึ่งถอยจากการเป็นภาคี กับพิธีสารเกียวโตในรอบแรกนั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา หลายคนหลายประเทศ มีการพูดเลยว่าท่าทีที่ประเทศกำลังพัฒนาควรจะเจรจาคือการลากประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นภาคีของพิธีสารเกียวโตเสียก่อน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีความจริงใจในการที่จะลด หรือพร้อมที่จะลด หรือผูกพันอัตราการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในข้อตกลงฉบับนี้ที่กำลังจะเจรจากันอยู่นี้ เพราะฉะนั้นท่าทีของประเทศสหรัฐอเมริกา มีผลสำคัญอย่างยิ่งครับในการที่จะไปกำหนดท่าทีของประเทศไทยในการเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ปรากฏรายละเอียดอยู่ในข้อเสนอที่ให้ทางรัฐสภาพิจารณาในครั้งนี้
อีกหลักหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของการเจรจาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ก็คือหลักความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง อันนี้เป็นการเปิดช่องว่าประเทศพัฒนาแล้ว ต้องผูกพันซึ่งท่านเขียนไว้ แต่เขาผูกพันระดับไหนท่านไม่ได้เขียน เพราะผมเข้าใจดีครับ ต้องไปเจรจา ยังไม่มีข้อยุติ แต่ส่วนที่ประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยจะต้องไปใช้ ในการเจรจาคือท่าทีของเราซึ่งเป็นไปโดยความสมัครใจที่จะไปผูกพันในระดับของการผูกพัน ด้วยความสมัครใจ ซึ่งอาจจะไม่มีมาตรการบังคับหรือมีบังคับท่านไม่ได้เขียน แต่หลักของ ความสมัครใจคือบังคับไม่ได้ แต่มีเป้าหมายกำหนดที่ชัดเจน ท่านก็ยังไม่ได้บอกว่าท่าที ของประเทศไทยที่จะไปกำหนดอย่างชัดเจนโดยความสมัครใจนั้นเราจะไปเสนออะไร ตรงนี้ มีความสำคัญนะครับ กรอบเดิมที่เราเคยมีการพูดโดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ รวมถึงรัฐบาลชุดที่แล้วด้วย ก็คือเป้าหมายว่าภายในปี ๒๕๖๕ หรือปี ๒๐๒๒ อัตราการใช้พลังงานทดแทนของประเทศไทย จะมีสัดส่วนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ต้องถามรัฐบาลว่าท่านจะเดินตามกรอบนี้ไหม หรือท่านมี กรอบอื่นที่จะไปนำเสนอ ถ้าเป็นอย่างนั้นกรอบจะเป็นลักษณะไหน ขออนุญาตอีกไม่นานนะครับ ท่านประธาน ฉะนั้นกรอบตรงนี้ผมคิดว่ารัฐสภาจำเป็นต้องทราบครับ เพราะการกำหนดท่าทีไม่ว่าจะเป็นกรอบใดก็แล้วแต่ ด้วยความสมัครใจก็แล้วแต่ หมายความว่า การออกแบบงบประมาณในแต่ละปีที่จะไปดูแลให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนตามเป้าหมาย ที่กำหนดใช้เงินงบประมาณไม่เท่ากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องไปผูกพัน ต้องไปเสนอ แต่ผม ยังไม่ทราบรายละเอียด สภาแห่งนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ถ้าเป็นเช่นนั้นต้องขอว่ารัฐมนตรี ต้องบอกพวกเราว่ากรอบความคิดของรัฐบาลในขณะนี้ในเรื่องนี้เป็นอย่างไร
อีกประการหนึ่งที่สำคัญมาก ท่านรัฐมนตรีช่วยบันทึกประเด็นนี้ไว้นะครับ เพราะมันไม่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ท่านยื่นเข้าสภา การเจรจานี้เป็นข้อตกลงโดยปริยายไปแล้ว และเห็นชอบโดยประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศไม่ว่าข้อตกลงจะออกมาอย่างไร มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และความผูกพันที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลกต้องไม่นำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ตรงนี้ เป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะระบุอยู่ในเอกสารกรอบการเจรจาครับ แต่ตรงนี้ผมเห็นว่า มันหายไป แล้วผมขอความกรุณาเถอะครับท่านรัฐมนตรี ถ้าท่านบันทึกข้อความนี้ลงไป ในกรอบการเจรจาจะทำให้ผู้เจรจามีข้ออ้างที่ดีในการเจรจากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งเขารับรู้รับทราบ ไว้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องไม่เป็นมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีและไม่ใช่เป็นมาตรการกีดกันทั้งการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ ตรงนี้ผมเห็นว่ามันตกไปและเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
ประการสุดท้ายครับ การเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ผมเป็นห่วงครับว่า ในกรอบที่ท่านเสนอมาท่านยังไม่ได้มีข้อเสนอว่าประเทศไทยเองกำลังจะมีการเตรียมความพร้อม อย่างไรบ้างในการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ผมไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีหรือท่านประธานเคยเห็นกรอบการดำเนินการของประเทศชั้นแนวหน้าเช่น ประเทศออสเตรเลียหรือไม่ ประเทศออสเตรเลียนี่นะครับ วิงวอนนะครับท่านรัฐมนตรีไปอ่านรายงาน ของโปรเฟสเซอร์ (Professor) กาโน่ โปรเฟสเซอร์กาโน่ถูกว่าจ้างโดยรัฐบาลออสเตรเลีย ให้ศึกษาผลกระทบและให้กำหนดกรอบงบประมาณที่จะต้องใช้ในการเข้าไปดูแลผลกระทบ ที่เกิดขึ้น เป็นหนังสือไม่กี่หน้าครับ ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ หน้า แต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นรายงาน ที่เกือบทุกประเทศนำไปใช้เป็นมาตรฐานในการศึกษา ของประเทศไทยเองจนถึงวันนี้การศึกษาเรา เพียงศึกษาว่ากระทบกลุ่มใดบ้าง กระทบอะไรบ้าง แต่ไม่มีมาตรการรองรับและมีการกำหนด งบประมาณที่ชัดเจน ซึ่งที่จริงแล้วมันเป็นข้อกำหนดอันหนึ่งที่สำคัญของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งท่านรัฐมนตรีเองจะต้องนำมาเสนอกับสภาแห่งนี้ต่อไปหลังจากที่มีการเจรจาเสร็จแล้ว เขามีการลงในรายละเอียดเลยครับว่าในอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าเช่นระดับน้ำใต้ดิน จะมีการเปลี่ยนแปลงจะลดระดับลงไปกี่เซนติเมตร ถ้าเป็นเช่นนั้นการให้สัมปทาน เจาะน้ำบาดาลของแต่ละพื้นที่จะต้องทำอย่างไร จะต้องใช้งบประมาณแค่ไหน จะต้องทำ โครงการอะไร มันโยงไปถึงการใช้พลังงานที่เป็นพลังงานสะอาดแต่มีปัญหา เช่นพลังงาน นิวเคลียร์ถือเป็นพลังงานสะอาดนะครับ ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมาก เช่นการใช้เชื้อเพลิง ประเภทอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นห่วงถึงผลกระทบจากความปลอดภัยในเรื่อง การใช้นิวเคลียร์ เหล่านี้เป็นต้นครับ เผอิญว่าท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอ ที่มีรายละเอียดที่จะให้เรามีความรู้สึกว่าเรามีความพร้อมในการที่จะไปเจรจาในครั้งนี้ และท่าทีของประเทศไทยในการที่จะไปเจรจาเป็นอย่างไร ในข้อสุดท้ายของท่านในเอกสาร ที่ท่านยื่นให้สภานี่นะครับ ท่านบอกว่าหากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากกรอบนี้และไม่มี ผลผูกพันทางกฎหมายให้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าคณะ อันนี้ผมไม่ค่อยสบายใจครับ มีด้วยหรือครับ เป็นกรอบที่เป็นอื่น ๆ แต่ไม่ผูกพัน ถ้าไม่ผูกพันเจรจาทำไมครับ เมื่อมันอยู่ในพิธีสาร เมื่อมันมาอยู่ในข้อตกลงมันต้องผูกพันครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าการเขียนตรงนี้ท่านหมายถึง ประเด็นไหนครับ เพราะว่าในความเป็นจริงในการเจรจาระหว่างประเทศไม่ว่าข้อใดเลยครับที่เขียนไป ในข้อตกลงมันจะมีผลผูกพันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผมก็นึกไม่ออก ผมพยายามอ่านดู และพยายามนึกว่ามันจะมีข้อไหนบ้างที่ไปเจรจา ถ้าเจรจามันต้องมีผลประโยชน์แน่นอน และมันจะไม่มีผลผูกพันได้อย่างไร ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งเพราะว่านึกไม่ออกจริง ๆ ในการเจรจาระหว่างประเทศที่มันจะเกิดกรณีเช่นนี้ได้อย่างไร และสภานี้พร้อมหรือไม่ ถ้าท่านรัฐมนตรีสามารถมีความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ว่าสิ่งที่จะไปเจรจาที่ไม่มีผลผูกพัน และนอกเหนือจากกรอบมันคืออะไร สภาถึงจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาได้ว่าจะมอบอำนาจนี้ ให้หัวหน้าคณะผู้เจรจาหรือไม่ เพราะว่าถ้าเกิดบางเรื่องอาจจะเป็นดุลยพินิจของผู้เจรจาว่า ไม่ผูกพันแต่สภาแห่งนี้อ่านดูแล้วอย่างไรก็ผูกพัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาก็คือสร้างความชัดเจนไว้ก่อนได้ไหมครับ เพราะกรอบการเจรจานี้ ความจริงเจรจากันมาหลายรอบมาก เราแทบจะรู้หมดแล้วว่าประเด็นในการเจรจาคือ อะไรบ้าง ถ้าให้ความกระจ่างในตรงนี้เราจะได้สบายใจในการที่จะพิจารณาให้ดุลยพินิจ เป็นของหัวหน้าคณะผู้เจรจาหรือไม่ ก็กราบเรียนย้ำอีกครั้งนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเจรจา ภูมิอากาศโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว การเมืองระหว่างประเทศล้วน ๆ ครับ และถ้าเป็นเช่นนั้น อยากฟังจริง ๆ ครับว่าท่าทีของรัฐบาลเองในการที่จะไปประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นอย่างไรครับ ขอบคุณครับ