อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงการค้าเสรีระหว่างสาธารณรัฐชิลีกับประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้เร็ว และเรียกร้องความช่วยเหลือจากท่านรัฐมนตรีในเรื่องการทำความเข้าใจตรงกันในยุทธศาสตร์ และการสนับสนุนครั้งต่อ ๆ ไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขอบคุณทางรัฐบาล ที่ได้นำเสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างสาธารณรัฐชิลีกับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็น การสานต่อเหมือนวิ่งไม้ผลัดที่มาสู่วาระสุดท้ายของความตกลงที่จะเริ่มต้นเมื่อมีผลใช้บังคับ ความจริงในเรื่องความตกลงดังกล่าวนั้นถือว่ามีความก้าวหน้ามาก เพราะว่าหลังจากที่เรา ทำความตกลงเอฟทีเอในเรื่องของการค้ากับประเทศเปรู เราก็ได้เริ่มต้นทันทีในการที่จะดำเนินการ ทำความตกลงแบบครอบคลุมมากกว่าประเทศเปรูกับสาธารณรัฐชิลี ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่า โดยแผนปฏิบัติการลาตินอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นแม่บทในการที่จะดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ในแต่ละภูมิภาค ผมเองและท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนั้นก็ได้มีการประชุมกัน ที่กระทรวงการต่างประเทศว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยนั้นจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก แบ่งเป็นภูมิภาคต่าง ๆ ได้มีการขับเคลื่อนไประยะหนึ่งครับ ทั้งแผนปฏิบัติการตะวันออกกลาง แล้วก็ภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้งลาตินอเมริกา เพราะฉะนั้นในการประชุมเอเปคที่เมืองโยโกฮามา เมื่อปี ๒๕๕๓ ท่านประธานาธิบดีชิลี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านรัฐมนตรีการค้า และอุตสาหกรรมชิลี และผม ก็ได้ร่วมในการแถลงการณ์ร่วมหรือเรียกว่าคำประกาศร่วม ที่จะเร่งรัดในการจัดทำความตกลงการค้า ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการลงทุนและการค้าบริการด้วย จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลา ๒ ปีเศษ แล้วในที่สุดหลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็คงจะเข้าสู่กระบวนการของการดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ประเด็นที่สำคัญ ที่ต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีอยู่ ๒-๓ ข้อ แต่ว่าก่อนอื่นเราคงต้องทำความเข้าใจตรงกัน ในยุทธศาสตร์เสียก่อน เพราะว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐสภาในข้อเสนอของทางรัฐบาลนั้น มีความสำคัญและรวมไปถึงการสนับสนุนครั้งต่อ ๆ ไปของรัฐสภาด้วย ผมเชื่อว่าเราเห็น ตรงกันว่าสาธารณรัฐชิลีนี้เป็นประเทศที่มีความมั่นคงที่สุดด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพราะว่าสาธารณรัฐชิลีได้ใช้เครื่องมือเอฟทีเอนี้ในการพัฒนาประเทศและเป็นทิศทาง ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศชิลี เพราะฉะนั้นจึงเป็นประเทศที่มีเอฟทีเอ มากที่สุด อาจจะกล่าวได้ว่ามากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ๒๒ ฉบับ กับ ๖๐ ประเทศทั่วโลก หลังจากที่เรา ได้แถลงการณ์ร่วมที่เมืองโยโกฮามาไป วันรุ่งขึ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยที่ส่งสินค้าไป สาธารณรัฐชิลีก็คือกลุ่มเอสซีจี (SCG) โดยคุณกานต์ ตระกูลฮุน มีหนังสือถึงรัฐมนตรีบอกว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งและขอให้เร่งรัดให้เสร็จภายใน ๑ ปี ซึ่งเราก็หวังอย่างนั้นนะครับ เพราะอะไร เพราะกำลังสูญเสียตลาด เนื่องจากว่าสาธารณรัฐชิลีทำเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งถือว่าก็เป็นทั้งคู่ค้าคู่แข่งของเรา โดยเฉพาะ ตลาดเม็ดพลาสติก ปรากฏว่าประเทศเกาหลีได้ ๐ เปอร์เซ็นต์ เรายังเสีย ๕ เปอร์เซ็นต์ ในที่สุดเม็ดพลาสติก ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ตันนั้นก็เสียตลาดไป ตรงนี้ว่าทำไม เราถึงต้องเร่งรัดอย่างยิ่ง และความจริงน่าจะเร็วกว่านี้ แต่ว่าเอาเถอะครับ เมื่อได้ดำเนินการมา ในขั้นสุดท้ายตรงนี้ผมก็มีข้อคิดเห็นแล้วก็คำถามนะครับ สำหรับลาตินอเมริกานั้นผมคิดว่า สาธารณรัฐชิลีนั้นวางในลักษณะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการเป็นเกตเวย์ซึ่งกันและกัน คือเราก็เป็นเสมือนประตูการค้าการลงทุนของสาธารณรัฐชิลีในอาเซียน สาธารณรัฐชิลีเอง เราก็คาดหวังว่าจะเป็นประตูการค้าการลงทุนของเราในลาตินอเมริกาซึ่งมีประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน พอฟัดพอเหวี่ยงกับอาเซียนครับ แล้วก็เป็นเขตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ น้อยจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) และวิกฤตการณ์ในสหภาพยุโรป ในอียู ดังนั้นจึงเป็นดาวรุ่งระหว่างภูมิภาคทั้ง ๒ ภูมิภาค เรียกว่าเราเดินมาถูกทาง ขณะเดียวกัน สาธารณรัฐชิลีเองถึงแม้จะมีความสำคัญทางการค้าไม่มาก เราส่งออกประเทศชิลีเป็นตลาดส่งออกของเราลำดับที่ ๔๗ มูลค่าการค้าระหว่างกัน ก็ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ท่านรัฐมนตรีคงจะต้อง ให้น้ำหนักในเรื่องการค้าบริการและการลงทุนให้จงหนัก รวมทั้งเรื่องของโลจิสติกส์ เพราะว่า ตรงนั้นจะเป็นเกตเวย์แล้วก็ในฝั่งที่หันหน้ามาสู่แปซิฟิก ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่ามี ๒-๓ ประเด็นครับ ๒-๓ ประเด็นที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนแล้วก็ ไปเจรจาแล้วก็เร่งรัดเรื่องการทำเอฟทีเอทั้งประเทศเปรูแล้วก็ประเทศชิลี แล้วก็ไปเยือน ในภูมิภาคนั้น สิ่งที่ผมเห็นเพิ่มเติมมาแล้วก็ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีอยู่ ๒-๓ ข้อนะครับ ๑. ก็คือว่าเนื่องจากความตกลงการค้าครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเอฟทีเอเรื่องการค้าเท่านั้น แต่ว่า รวมการค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ
๑. ก็คือว่าในข้อบทที่ปรากฏอยู่ในความตกลงการค้าเสรีเล่มสีเหลืองนี่ครับ ฉบับแปลภาษาไทยจากภาษาอังกฤษที่เป็นความตกลงที่ได้เสนอรัฐสภา มันมีข้อบทหนึ่ง ซึ่งผมไม่เห็นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารชี้แจง ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างแปลกใจว่าเราใส่ในข้อบท เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ หรือว่ากัฟเวิร์นเมนท์ โพรเคียวเมนท์ (Government procurement) ตรงนี้ค่อนข้างใหม่นะครับ เพราะว่าประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยกัฟเวิร์นเมนท์ โพรเคียวเมนท์ หรือว่าการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐนะครับ และเข้าใจว่าในอาเซียนเองเราก็รู้สึก จะยังไม่ได้มีการดำเนินการเป็นสารัตถะสำคัญในเรื่องนี้ แต่ว่าในความตกลงดังกล่าวนั้น ในข้อบท ข้อ ๑๑.๘ อยากเรียนถามว่าเรามีเหตุผลกลใด มีความพร้อมแค่ไหน แล้วในส่วนนี้ เป็นสัญญาณที่เราจะเข้าไปสู่ในเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐหรือไม่ อย่างไร
๒. ก็คือในเรื่องของการค้าบริการ ขออีก ๑ นาทีเท่านั้นครับ ในความตกลง ดังกล่าวนั้นท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับว่าเราจะเปิดการค้าบริการที่จะผูกพัน โดยนำในเรื่องของข้อผูกพันการค้าบริการอาเซียนชุด ๘ ล่าสุดภายใต้เอฟาสของเรา ที่มีพันธะกับอาเซียนนั้น โดยที่จะให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของทุนจดทะเบียน และบริษัทนั้นต้องมีคนไทยถือหุ้นที่เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็ถือได้ว่าเป็นความคืบหน้า อย่างมากนะครับ ก็เรียนถามว่าในการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ท่านจะมีการแก้ไขบัญชี ๒ บัญชี ๓ หรือไม่ อย่างไรเพื่อให้สอดคล้อง และความผูกพันนี้ จะเป็นข้ออ้างข้อบทในการที่ประเทศคู่ภาคีของเราที่เรามีความตกลงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ เอฟทีเอก็ดีและอื่น ๆ ในการที่จะย้อนกลับมาเรียกร้องในเรื่องเหล่านี้นอกจากกลุ่มอาเซียน ซึ่งเราถือว่าเราใช้ยุทธศาสตร์อาเซียน เฟิร์สท (ASEAN First) อาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) เป็นพิเศษ แต่ว่าสำหรับตรงนี้เป็นการอยู่นอกกลุ่ม แล้วผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการนอกกลุ่ม ประเทศแรกที่มีสารัตถะที่ชัดเจนขนาดนี้ในการเปิดเสรีภาคบริการถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ตรงนี้ก็ขอถาม
คำถามสุดท้าย ก็คือว่าในเรื่องการเปิดตลาดข้าวให้กับประเทศไทยครับ เพราะว่าการบริโภคข้าวในลาตินอเมริกาและอเมริกากลางนั้นก็มีปริมาณค่อนข้างมาก และเศรษฐกิจกำลังเติบโตเป็นโอกาสของตลาดข้าวไทย แต่ว่าตรงนี้เราไปตกลงกันในกรอบว่า เขาจะเปิดให้เราต้องใช้เวลาถึง ๕ ปี เราจะเร่งรัดเร็วกว่านั้นได้หรือไม่ เพราะว่าโดยแท้ที่จริง ประเทศชิลีก็เป็นทั้งคู่ค้าคู่ขา ปัจจุบันต้องเรียกว่าเป็นคู่ค้าคู่ขา แล้วก็มีวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะเป็นแหล่งปลาทูน่าอันดับ ๒ ของโลกรองจากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาครเราก็ถือว่าเป็นเมืองประมงโลก มีการแปรรูปปลาทูน่า เป็นอันดับ ๒ ของโลก ปลาทูน่ากระป๋องนะครับ ปลาซาร์ดีนอะไรต่าง ๆ นี่ก็อันดับ ๑ ของโลก ในส่วนนี้เราพอที่จะไปเจรจาต่อรองเร่งรัดเปิดในเรื่องของข้าวให้เร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ก็เป็น ๓ ประเด็นคำถามที่ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรี