รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี โดยเสนอร่างสัญญาและขอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกรอบการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทยและขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อดูกรอบอย่างละเอียด และหารือเรื่องการอนุมัติกรอบสัญญาเอฟทีเอไทย-ชิลีและลงนามสัญญาโดยเร่งด่วน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒ ประเด็นนะครับ แต่ก่อนที่จะไปประเด็น ในเรื่องของข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี ต้องขอเล่าสักนิดหนึ่งครับว่าปกติแล้วขั้นตอน ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ เวลามีข้อตกลงทางการค้าก็จะมีการเสนอกรอบกว้าง ๆ ก่อน ซึ่งจะมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ หลังจากที่กรอบเสร็จแล้วฝ่ายบริหารนั้น ก็ไปเจรจา เจรจาเสร็จก็จะเอาตัวร่างสัญญาเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งเหมือนในกรณีนี้ ในกรณีของเอฟทีเอการค้าเสรีไทย-ชิลีก็มีการเสนอกรอบมาแล้ว และวันนี้ก็หลุดจากขั้นตอน การเสนอกรอบมาเป็นการเสนอร่างตัวสัญญาที่จะเซ็น ซึ่งก็เป็นในเรื่องของขั้นตอนในเอกสาร เล่มสีเหลืองแบบนี้ ๔ เล่มที่อยู่บนโต๊ะ

ทีนี้ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตหารือท่านประธานก่อนในประการแรกนะครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีการเสนอกรอบซึ่งเป็นกรอบเอฟทีเอข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรป กับประเทศไทย ซึ่งแน่นอนก็หมายถึงการที่จะลดภาระในเรื่องของภาษีศุลกากรระหว่าง ๒ ประเทศให้เป็นอัตรา ๐ นะครับ ประเด็นปัญหามันอยู่ที่ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระผมเอง ก็ได้อธิบายว่าเอฟทีเอระหว่างสหภาพยุโรปหรืออียู กับประเทศไทยมีข้อน่าสนใจหลายประการ ซึ่งน่าจะเป็นการที่จะมีการพูดคุยในระดับที่เป็นคณะกรรมาธิการทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ปรากฏว่าผมก็พยายามจะพลิกดูข้อบังคับของเราหลายครั้งหาช่องไม่ได้ครับ อันนี้ฝาก ท่านประธานนิดหนึ่งได้ไหมครับว่าในกรณีที่มีการเสนอกรอบเข้ามาแล้วเวลาไปพิจารณา สามารถจะให้ ส.ส. ส.ว. พิจารณากรอบนั้นโดยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ ฝั่ง ได้หรือไม่ อย่างไร ผมเคยเห็นในสมัยที่แล้วมีบางเรื่อง เช่น ข้อตกลงในการตรวจเอกสาร ที่เป็นบันทึกรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชา ในขณะนั้น ครม. ถอนออกไปโดยเสนอ ให้รัฐสภาแห่งนี้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแล้ว รายงานกลับมาอีกครั้ง แบบนี้จะมีความรอบคอบมากขึ้น คราวนี้ครับ เนื่องจากว่า กรอบการค้าเสรีจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะต้องมาพิจารณากันในรัฐสภาแห่งนี้เป็นไปได้ไหมครับ ท่านประธาน ท่านประธานสมศักดิ์นี่ละครับช่วยดูให้หน่อยครับว่า ข้อบังคับของสภาเรามีสิทธิ ในการที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการดูในบางเรื่องได้หรือไม่ เพราะคราวที่แล้วท่านประธานวุฒิสภา คือท่านนิคม ผมพยายามจะเสนอในการขอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันแต่ท่านก็ไม่ได้เปิดโอกาส ในการให้พูดคุยในคราวที่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายว่ารัฐสภาแห่งนี้จะได้มีโอกาสในการดูกรอบ อย่างละเอียดอีกครั้ง ที่ต้องขึ้นมาทวงถามท่านประธานในคราวนี้เพราะว่าเรื่องนี้สำคัญนะครับ เนื่องจากว่าเวลาเขาเปิดกรอบการเจรจาเอฟทีเอแต่ละครั้งจะต้องไปรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ แต่จะมีกี่ครั้งที่ท่านรัฐมนตรีผู้มีอำนาจในการดู ท่านนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจในการสั่งการจะมีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็น อย่างแท้จริงผ่านตัวแทนประชาชนคือ ส.ส. ส.ว. เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานรัฐสภา ท่านสมศักดิ์ช่วยดูกลไกเรื่องนี้แล้วฝากบอกด้วยว่าท่านจะให้พวกผมทำกันอย่างไรในกรณีที่มี การเสนอกรอบมาในชั้นแรกที่จะให้ ส.ส. ส.ว. นั้นได้มีการดูกันอีกครั้งแบบรายละเอียด

ผมลงมาถึงเรื่องของประเทศชิลีครับ เรื่องของประเทศชิลีเป็นการเสนอ กรอบไปแล้ว ซึ่งก็ได้มีการผ่านไปแล้ว เรื่องนี้จริง ๆ เกิดตั้งแต่สมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านมีการคุยกับท่านประธานาธิบดีของประเทศชิลีในการประชุมเอเปคแบบทวิภาคี ที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็นำมาสู่การอนุมัติกันในเรื่องของกรอบ แล้วก็นำมาสู่การที่ลงมา ในเรื่องของตัวสัญญาในวันนี้ คำถามก็เกิดขึ้นอย่างนี้ครับว่า เมื่อสัญญามันมากองอยู่ ที่หน้าแบบนี้แล้วเราจะปรับเปลี่ยนอะไรมันได้อีกไหมในสภาแห่งนี้ เป็นไปได้ยากเหลือเกินครับ เพราะฉะนั้นจะคุยอะไรกันให้เสร็จต้องคุยเสร็จในชั้นกรอบ ส.ส. ส.ว. มีโอกาสจะได้มี ความคิดเห็นได้ก็ต้องดูในชั้นกรอบ อย่างเอฟทีเออียูกับประเทศไทยเรื่องยาคนไทยบริโภคยาแพง เรื่องอย่างนี้จะแก้ไขกันอย่างไร ถ้าเราได้คุยกันหมดในนี้คงจะดีครับ พอมาดูเรื่องประเทศชิลี ผมมีประเด็นนิดเดียวครับสำหรับเรื่องของเอฟทีเอไทย-ชิลี ซึ่งออกมาในรูปแบบของสัญญากันแบบนี้แล้วนะครับ คือรายการเมื่อท่านประธานเปิดไปนี่ ทุกอย่างจะเป็นรายการแล้วก็มีโค้ด (Code) ตัวฮาร์โมไนซ์ ซิสเตม โค้ด (Harmonized System Code) ที่อยู่ข้างหน้าแล้วก็บอกว่าสินค้าคืออะไรบ้าง แต่ละตัวจะเป็นตัวบอกว่า ทั้ง ๒ ประเทศจะเปิดให้ไม่มีภาษีแทริฟ (Tariff) ระหว่างกัน ๐ นี่เริ่มเมื่อไร จะมีเริ่มตั้งแต่ ๐ ปีหมายถึงว่า ผมดูในนี้ดีกว่านะครับ แบบนี้ครับ แคทะกอรี (Category) ที่บอกว่า เยียร์ ๐ (Year0) นี่หมายถึงว่าเซ็นสัญญาเมื่อไรปุ๊บมันมีผลเลย บางประเภทก็เขียนว่า เยียร์ ๑ (Year1) ก็คือหมายถึงว่าจะมีผลก็ต่อเมื่อถัดไปอีก ๑ ปี ทีนี้ปัญหามันมีอย่างนี้ครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้ากล้องซูม (Zoom) ได้ช่วยซูมหน่อยเพราะจะถามท่านรัฐมนตรีด้วยว่าเรื่องนี้จะอย่างไร อย่างในกรณีของเยียร์ ๓ (Year3) นี่หมายถึงว่ารูปแบบที่จะมีการลดอัตราภาษีศุลกากร ระหว่าง ๒ ประเทศระหว่างกันมีกำหนดทั้งหมด ๓ ปี พอลงนามในสัญญาเอฟทีเอปุ๊บนี่ ลดก่อน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พอมาปีที่ ๑ ในเดือนแจนยัวรี (January) หมายถึงว่าเดือนมกราคม ก็คือลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พอมาเดือนมกราคม วันที่ ๑ เหมือนกันปีที่ ๒ ลด ๗๕ เปอร์เซ็นต์ พอมาปีที่ ๓ วันที่ ๑ มกราคม ลด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม อย่างนี้คือในกรณีที่ ๓ ปีทยอยลดลงไปนะครับ

คำถามก็คือว่า ๑. เรื่องนี้เอฟทีเอระหว่างไทย-ชิลี ท่านรัฐมนตรีได้มี การกำหนดเวลาแน่นอนหรือยังครับว่าจะมีการลงนามกันในช่วงวันที่เท่าไรของปีนี้หรือว่า เดือนที่เท่าไรของปีนี้ เพราะว่ามันจะเป็นส่วนที่ยังลดไม่เต็มจำนวนนะครับ เพราะฉะนั้น การส่งสัญญาณมีความชัดเจนอย่างนี้อยากจะให้ท่านช่วยบอกที่รัฐสภาทีว่าวันที่เท่าไร ถ้ามีการผ่านสภาแห่งนี้ไปปั๊บจะมีโอกาสในการลงนามระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลี แล้วก็ ผมขออนุญาตฝากเรื่องนี้ไปกับท่านรัฐมนตรีในกรณีประเด็นเอฟทีเอต้องเซ็นกับประเทศอื่น ๆ ในกรณีสาธารณรัฐชิลีนะครับ สาธารณรัฐชิลีได้ประโยชน์เยอะมากเลย แต่ว่าการเซ็นสัญญา เอฟทีเอมันจะเป็นแบบนี้ครับ มันมีผลในวันที่ ๑ มกราคม นั่นหมายความว่าอย่างวันนี้เราคุยกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ เรื่องนี้กว่าจะมาถึงมันช้าไปเสียแล้วครับ เพราะกว่าที่จะได้ประโยชน์ มันต้องรอทบไปอีกปีหน้าคือวันที่ ๑ มกราคม อันนี้เข้าใจนะครับ ผมก็อยากจะถามท่าน เพื่อความชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการด้วยว่าจะเริ่มลงนามกันได้เมื่อไรถ้าผ่านสภานี้นะครับ แล้วก็เที่ยวหน้าถ้าจะต้องมีการเซ็นเอฟทีเออีก และเป็นข้อตกลงที่จะต้องสตาร์ท (Start) วันที่ ๑ แจนยัวรีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นะครับ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มมาตรฐาน ผมคิดว่าน่าจะมาปรับ ให้มันมีผลได้เลยทันทีโดยที่วันเวลาขอให้มันสอดคล้องกับแผนการของฝ่ายบริหารที่จะมี การลงนามเพื่อที่มาตรการทางภาษีนั้นจะได้เกิดขึ้นเร็ว เพราะตอนนี้ริเริ่มไว้ตั้งแต่ ท่านอภิสิทธิ์ ในปี ๒๕๕๓ แล้วพอเราจะผ่านสภากันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แบบตอนนี้นะครับ ก็ขาดทุนไปปีหนึ่งแล้ว อย่างนี้ก็จะเสียเปรียบนะครับ ขอบพระคุณครับ