รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ และเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบว่าได้เข้าร่วมประชุมหรือไม่ และให้ความชัดเจนเกี่ยวกับการให้สัตยาบันของประเทศไทยในเรื่องนี้

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เรากำลังจะรับรองคือกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับ การประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ว่าผมก็ไม่เข้าใจ คือผมอาจจะเข้าใจผิด เพราะว่ามันมีการประชุม ทั้งคอป ๑๘ (COP18) คอป ๑๘ นี่ก็คือการประชุมคอนเฟอเรนซ์ ออฟ เดอะ ปาร์ตีส์ (Conference of the parties) คอป ๑๘ นี่อย่าไปสับสนกับคอป ๑๖ (CoP16) ของไซเตส (CITES) คือตัวโอ (O) มันตัวเล็กกับตัวใหญ่มันต่างกันนะครับ แต่คอป ๑๘ นี่เท่าที่ทราบมันประชุมร่วมกับรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ คือประชุมวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ก็หมายถึงว่ามันประชุม เสร็จไปแล้ว เรากำลังจะประชุมพิจารณาอนุมัติกรอบการเจรจาในขณะที่เขาประชุมระดับโลก ที่เกี่ยวข้องนี่ประชุมไปแล้ว แล้วก็ไม่ทราบว่าผู้ที่เข้าไปประชุมนี่หมายถึงท่านรัฐมนตรีได้ไปเซ็น รับรองกรอบหรือว่าเซ็นรับรองการเข้าร่วมตรงนี้หรือไม่ เพราะว่าเนื่องจากเราเป็น ประเทศภาคีสมาชิกหนึ่งซึ่งเราก็รับรองในเรื่องของยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เศษ ๆ ท่านประธานครับ ผมก็เลยอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานตกลงว่า ท่านได้เข้าไปร่วมประชุมที่กรุงโดฮานี้หรือเปล่า แล้วเมื่อท่านเข้าไปร่วมประชุมแล้ว ท่านได้ไปเซ็นเอ็มโอยู (MOU) ร่วมระหว่างประเทศไทยกับภาคีสหประชาชาติตรงนี้หรือไม่ อย่างไร หรือว่าท่านรอจะมาเซ็นทีหลังอย่างไร ตรงนี้เป็นเพียงแต่กรอบการเจรจา ไม่ใช่ข้อตกลง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ท่านจะต้องนำเรื่องกลับเข้ามาเข้าสภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อขออนุมัติ จากรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้เกิดความชัดเจน ตกลงว่าท่านได้ไปเซ็นตรงนี้ หรือไม่ เพราะว่าประเทศไทยถึงเราจะมีสัตยาบันมาตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงเราจะรับรองในเรื่องที่สำคัญอย่างนี้อย่างไรก็ตามเราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเกิดความชัดเจนแต่ว่าในส่วนตัวในเรื่องของการให้สัตยาบันในเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะมันกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วการที่เรา ให้สัตยาบันไว้ผมก็ถือว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นแล้วก็สำคัญมาก โดยเฉพาะในอนาคตข้างหน้า ท่านประธานครับ เราย้อนกลับไปดูความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกแห่งนี้มันจะราบเรียบ มันจะไม่มีการเพิ่ม อย่างชนิดที่มีความสำคัญ แต่หลังจากประมาณ ๑๐ ปีหลังมันมีการสวิง (Swing) ขึ้น สวิงลง แต่ว่ามันมีลักษณะเหมือนกราฟในตลาดหุ้น คือขึ้นลง แต่มีลักษณะเทรนด์ (Trend) ที่จะขึ้นตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจึงมีความน่ากลัวค่อนข้างมากว่าโลกเรามันจะร้อนขึ้น เมื่อโลกเราร้อนขึ้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติที่เราตามข่าวต่าง ๆ รวมถึงจากข้อมูล ของฝ่ายวิชาการเราจะเห็นว่าผลกระทบมันสูงมากมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนจน คนจนนี่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องของน้ำท่วมมากที่สุด นี่ผมพูดถึงประเทศทั่วไป ในโลกนี้ ประเทศเราเราอาจจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมในปลายปี ๒๕๕๔ แล้วส่วนหนึ่งที่เราโทษ เราโทษรัฐบาล แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วปัญหาที่มันใหญ่กว่าปัญหาของรัฐบาลก็คือ ปัญหาโลกร้อนกับปัญหาของการเคลื่อนย้ายของคนจากต่างจังหวัดเข้ามาทำมาหากินในเมืองหลวง แล้วก็ไม่มีที่อยู่อาศัย ก็ไปปลูกที่พักหรือที่อยู่อาศัยรอบกรุงเทพมหานคร เพราะที่ตรงนั้น มันถูกกว่าใจกลางเมืองหลวง แล้วการก่อสร้างตรงนั้นมันขัดขวางทางเดินของน้ำ ตรงนี้ คือปัญหา แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทย ปัญหาเกิดขึ้นทั่วโลก หลาย ๆ ประเทศ ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกับเรา เช่นประเทศบังกลาเทศท่วมทุกปีแล้วท่วมหนักกว่า ประชาชนได้รับผลกระทบตรงนี้อย่างมากมหาศาล นอกเหนือจากปัญหาเรื่องของน้ำท่วม แล้วก็ยังมีเรื่องของอื่น ๆ อีกมากมาย มลพิษทางอากาศ ปัญหาระบบนิเวศที่ถูกทำลาย ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาป่าถูกทำลาย ล้วนแล้วเกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่เกิดจากภาวะเรือนกระจก แล้วที่เกิดจากเรือนกระจก ก็เกิดจากภาวะโลกร้อน ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ถ้าเราไม่ได้เข้าไปสนับสนุน เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรโลกแล้วปัญหามันก็จะเกิดขึ้น ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศ มันเกิดจากต่างประเทศ แต่ผลกระทบมันเกิดขึ้นในประเทศเราหนีไม่พ้น ท่านประธานครับ เมื่อผมย้อนกลับไปดูว่ากรอบการเจรจานี่ท่านไปพูดเรื่องอะไร สาระสำคัญของขอบเขต การเจรจาซึ่งจะได้รับอนุมัติจากรัฐสภาแห่งนี้ซึ่งก็คงจะเรียบร้อยไปแล้ว ท่านจะให้พันธกรณี ของประเทศในภาคผนวกที่ ๑ คือหมายถึงว่าขอบเขตการเจรจาส่วนใหญ่เน้นไปเรื่องที่เกี่ยวกับ ประเทศในภาคผนวกที่ ๑ หรือจะเรียกว่าแอนเนกซ์ วัน (Annex 1) ประเทศในแอนเนกซ์ วัน คือประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศไทยเป็นน็อน แอนเนกซ์ วัน (Non-Annex 1) เพราะฉะนั้นกรอบที่จะไปเจรจานี่มันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเราเท่าไร แต่ว่าเป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องไปผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้แต่ประเทศจีนที่จะต้องลดการก่อมลภาวะจากเชื้อเพลิง ที่มาจากฟอสซิล ตรงนี้เป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องผลักดัน เพราะฉะนั้นขอบเขต การเจรจามันไม่ค่อยเกี่ยวกับเรา แต่มันเกี่ยวกับการที่เราจะต้องไปเพรสเชอร์ (Pressure) ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วให้ลดการก่อมลภาวะ คือก่อปัญหาของโลกร้อน เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันจึงไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรา แต่ว่ามันเป็นประโยชน์ที่เราจะได้ เพราะฉะนั้นในสาระสำคัญ และขอบเขตของการเจรจาแล้วผมเห็นว่ามันเป็นพันธกรณีของประเทศในภาคผนวกที่ ๑ ไม่เกี่ยวกับกับประเทศนอน แอนเนกซ์ วันอย่างประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมก็สนับสนุน ขอบเขตการเจรจาตรงนี้ แต่ผมไม่เข้าใจในเรื่องของการที่เราจะไปเซ็นรับรองในการประชุมนั้นว่า ได้ทำไปแล้วหรือไม่ ฝากเป็นคำถามถึงท่านรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบคุณครับ