สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๒

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ตามข้อบังคับข้อที่ ๒๔ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานอนุญาตให้สมาชิก ปรึกษาหารือปัญหาที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนหรือปัญหาอื่นใดได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานสภากำหนด ให้ประธานสภาส่งเรื่องดังกล่าว ให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน ๓๐ วัน และแจ้งให้ สมาชิกทราบ ในวันนี้มีผู้แสดงความจำนงมาแล้วก็กำหนดไว้ทั้งหมด ๔๐ ท่านนะครับ ผมขออนุญาตเริ่มตั้งแต่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๐ ท่านแรก ผมขออ่านชื่อเลยนะครับ นางสาวสกุณา สาระนันท์ นายไพจิต ศรีวรขาน นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ นายขจิตร ชัยนิคม นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ นายพีรเดช คำสมุทร นายจรัส คุ้มไข่น้ำ นายประเสริฐ บุญเรือง นางเทียบจุฑา ขาวขำ พรรคร่วมรัฐบาล ๑๐ ท่านนะครับ นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นายสัญญา นิลสุพรรณ นายอัครวัฒน์ อัศวเหม พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง นายประกอบ รัตนพันธ์ ขอเชิญท่านแรก นางสาวสกุณา สาระนันท์ ครับ

นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉัน มีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจะนำมาหารือต่อท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ

เรื่องแรกเป็นเรื่องของฝายกั้นน้ำ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลำห้วยน้ำโนด บ้านโนนทับช้าง ตำบลหนองแวง อำเภอวานรนิวาส ฝายนี้สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์ มีนับ ๑,๐๐๐ กว่าครัวเรือน วันนี้ฝายมีการทรุดตัว ไม่สามารถที่จะเก็บกักน้ำได้ ทำให้กระทบ ต่อวิถีการทำการเกษตรของชาวบ้านแล้วก็กระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน ชาวบ้านได้ร้องเรียนเรื่องนี้ผ่านไปยังกรมชลประทาน เรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอน ขออนุมัติงบประมาณค่ะท่านประธาน ชาวบ้านจึงขอร้องฝากดิฉันมายังท่านประธาน ไปยังหน่วยงานกรมชลประทาน ให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ค่ะ

ปัญหาข้อที่ ๒ คือปัญหาการสัญจรบนถนน หมายเลข ๒๐๙๖ ถนนเส้นนี้ เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักที่ชาวอำเภอบ้านม่วงได้ใช้สัญจรไปมา แต่วันนี้ในตัวเมืองมีเพียง ๒ เลนค่ะ การจราจรแออัดมาก ซ้ำร้ายบนถนนยังมีสะพานข้ามลำห้วยแทรกอยู่เป็นช่วง ๆ บริเวณคอสะพานทั้ง ๒ ด้าน ไม่มีสัญญาณจุดสังเกตที่มองเห็นได้ชัดเจน ทำให้เป็นสาเหตุ ของอุบัติเหตุ ชาวอำเภอบ้านม่วงจึงร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหานะคะ โดยทำสัญลักษณ์จุดสังเกตให้ชัดเจนและปัญหาระยะยาวก็คือ ทำแผนสร้างทางเลี่ยงเมือง เพื่อแก้ปัญหารองรับการเติบโตของชุมชนในโอกาสต่อไป จะขอขอบพระคุณยิ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ คุณสกุณารักษาเวลานะครับ ต่อไปนายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ครับ

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอหารือท่านประธานถึงเรื่องราคาข้าวโพดตกต่ำในช่วงฤดูกาล เก็บเกี่ยวครับ ท่านประธานครับ ปีนี้เกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวโพดลำบากมากครับ เมื่อเริ่มเพาะปลูกก็เจอกับปัญหาภัยแล้ง พอข้าวโพดเริ่มงอกออกมาก็เจอกับหนอนกระทู้ ข้าวโพดลายจุดกัดกิน ทำให้ต้องใช้สารเคมีในการกำจัด ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มมากขึ้น โชคร้ายซ้ำ ๓ ครับ ถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวราคาข้าวโพดก็ตกต่ำ กระผมจึงหารือ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกรมการค้าภายใน กรมการค้า ต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอให้เข้มงวดในมาตรการที่จะพยุงราคาข้าวโพดที่มีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการการจำกัด การนำเข้าข้าวสาลีในอัตราส่วน ๑ ต่อ ๓ หมายความว่าโรงงานอาหารสัตว์จะนำเข้าข้าวสาลี ได้ ๑ กิโลกรัม จะต้องซื้อข้าวโพดภายในประเทศก่อน ๓ กิโลกรัม และมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกรอบระยะเวลาในการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน การนำ วัตถุดิบทดแทน อย่างเช่น ข้าวบาร์เลย์ หรือ ดีดีจีเอส (DDGs) กากข้าวโพดที่เหลืออยู่ใน อุตสาหกรรมเอทานอล และขอให้กรมการค้าภายในได้เจรจาพูดคุยกับกลุ่มโรงงานอาหารสัตว์ เพื่อหาแนวทางในการพยุงราคาข้าวโพดให้กับเกษตรกรด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจครับ ให้ขอ ความร่วมมือกันที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกร เพื่อไม่ให้ข้าวโพดราคาตกต่ำ เพราะว่าจากข้อมูลที่ ได้ทราบมาครับว่าข้าวโพดที่ผลิตในประเทศไทยมีเพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่ความต้องการ ภายในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์นั้นต้องการถึง ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ผมเชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังจะสามารถทำให้การพยุงราคาข้าวโพดของเกษตรกรเรา ได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอนครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านสัมฤทธิ์ รักษาเวลาครับ ต่อไปครับท่านไพจิต ศรีวรขาน ท่านไพจิตเชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเรื่องปัญหาน้ำท่วมที่จังหวัดนครพนม ท่านประธานครับ จะมีประตูระบายน้ำ ของลำน้ำก่ำซึ่งเป็นเส้นเลือดที่สำคัญในการระบายน้ำ ขณะนี้หนองหานเป็นแหล่งระบายน้ำ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็ร่องลำน้ำก่ำจะเป็นช่องทางผ่านของน้ำที่จะไหลมายังนาแก แล้วก็เข้าสู่ธาตุพนม จังหวัดนครพนมบ้านกระผมนะครับ ขณะนี้ทราบว่าลำน้ำมันแคบ อยู่ระหว่างช่องของบ้านตำบลยอดชาด แล้วก็เส้นทางดังกล่าวทำให้บ้านโพนนาแก้ว ตำบลสำคัญของท่านนิยมพนังกั้นน้ำแตก แล้วน้ำก็ไหลมาท่วมไร่นาชาวบ้านเหมือนกับ ปีที่แล้วนะครับ ก็แปลว่าสภาพที่ทำพนังกั้นไว้ขาดความแข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้าหากยัง ปล่อยให้เป็นแบบนี้อยู่ ความทุกข์ยากของประชาชนก็อยากจะให้มันหมดไปโดยการทำพนัง แล้วก็เปิดช่องระบายน้ำของลำน้ำก่ำที่แคบอยู่ ๒ ช่วง เป็นช่วงที่อยู่ที่บ้านยอดชาด ตำบลยอดชาด อำเภอนาแก และอีกที่หนึ่งก็คือบ้านนางเลิศ ตำบลนางเลิศ ที่อำเภอนาแก ซึ่งทุกปีเช่นเดียวกันน้ำก็จะอั้นอยู่ตรงนี้ แล้วน้ำก็ท่วมไร่นาชาวบ้าน เพราะฉะนั้นขอให้ ทั้ง ๒ แห่ง กรมชลประทานได้ทำร่องให้น้ำไหลได้ทันนะครับ ประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้สร้างขึ้น ตั้งแต่สมัยที่ท่านทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำแบบอย่างไว้แล้ว ขอให้ได้เพิ่มให้การไหลของน้ำได้สะดวกขึ้น กระผมขอความกรุณา ให้ทั้ง ๒ แห่ง เพิ่มความกว้างแล้วก็เกิดช่องระบายน้ำให้ทันต่อการใช้ประโยชน์แล้วก็ไหล ลงสู่แม่น้ำโขงจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ท่านวุฒิพงษ์เชิญเลยครับ

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวภาคอีสาน ชาวจังหวัดอุบลราชธานี คือเรื่องของอุทกภัย ซึ่งประสบหลาย ๆ จังหวัดมากมายตามรูป ที่ท่านได้เห็นในสื่อมวลชนนะครับ โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งรับน้ำ น้ำที่ท่วมมา ก็จะมารวมที่นี่ครับ ในแหล่งของแม่น้ำชี ลำเซบาย ลำเซบก มาลงแม่น้ำมูล แล้วก็ลงสู่ แม่น้ำโขง แต่สภาพตอนนี้ครับแม่น้ำแต่ละสายหนุนไปไหนไม่ได้ มากระทบที่พื้นที่จังหวัด อุบลราชธานี โดยเฉพาะที่อำเภอเขื่องในและอำเภอม่วงสามสิบ ถนนทางหลวงแผ่นดิน โดนตัดขาดแล้ว ตอนนี้สัญจรไปมาไม่ได้ ๔ ช่องจราจร ระหว่างทางเชื่อมจังหวัด อุบลราชธานี-จังหวัดยโสธร แล้วก็เชื่อมต่อไปที่ข้ามลำเซบาย อำเภอเขื่องใน อำเภอ ม่วงสามสิบ โดนตัดขาดสัญจรไปมาไม่ได้ทุกเส้นทางนะครับ และตอนนี้เอ่อล้นลุ่มแม่น้ำชี เอ่อล้นในเขตเทศบาลตำบลบ้านกอก แล้วก็ถึงในเขตเทศบาลเขื่องใน ระบบประปาตอนนี้พังชำรุดทรุดโทรมเสียหาย ตอนนี้ใช้การไม่ได้ครับ แล้วปัญหาต่อมาก็จะ ตามไปเยอะแยะมากมายครับ ผมจึงอยากนำเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ไม่ว่า จะเป็นช่วงนี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือ ปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเร่งเรือท้องแบน ไปประจำในศูนย์แต่ละอำเภอเพื่อที่จะลำเลียงผู้คนที่ติดเกาะอยู่หลาย ๆ ชุมชน ณ ตอนนี้นะครับ และหน่วยงานของ ทช. ทร. แล้วก็กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน้าที่ดูแล ในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ช่วยกำกับดูแลหลังจากที่น้ำลดนะครับ ซ่อมแซม ปรับปรุง ก่อสร้างให้มันเสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเร่งด่วน เพื่อที่จะบรรเทาพี่น้องประชาชน และอีกหน่วยงานหนึ่งที่เยียวยาสภาพจิตใจของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็คือ พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ช่วยเยียวยาจิตใจสภาพผู้ที่ประสบ อุทกภัยในครั้งนี้ด้วย และท้ายที่สุดครับ ชาวบ้านมีคำถามต่อมาคือเงินประกันรายได้ เงินชดเชยค่าเกี่ยวข้าว เก็บเกี่ยวผลผลิต และเงินชดเชยค่าน้ำท่วม อยากให้เร่งด่วนให้ชาวนา ได้โดยเร็วที่สุดนะครับ เพราะว่าอุทกภัยครั้งนี้เป็นภาพกว้างเป็นหน้าที่ของทุก ๆ ฝ่าย แล้วก็ เป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ คนนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป ท่านเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ เชิญครับ

นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องแรกก็คือ การสร้างสะพานลอยข้ามหน้าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัด นครศรีธรรมราช โรงเรียนเบญจมราชูทิศเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียน ๓,๐๐๐ กว่าคน ปัจจุบันนักเรียนข้ามถนนโดยมีจราจร คอยอำนวยความสะดวกให้ในการข้ามถนนทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็น แม้จะมีความปลอดภัย ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดทั้งในช่วงเย็นและช่วงเช้า เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลัก ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันโครงการนี้หลายครั้งแล้ว แต่ติดขัดที่งบประมาณ เพราะกรมทางหลวงชนบทได้ยกพื้นที่ให้กับเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการสร้างสะพานลอย เพราะฉะนั้นผมอยาก ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดงบประมาณมาให้ในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องตลิ่งพังบริเวณ หมู่ ๗ ตำบลชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งตลิ่งได้พังรุกล้ำมายังบ้านพี่น้องประชาชนทำให้พี่น้องประชาชน ได้รับความเดือดร้อน หน่วยงานที่เข้าไปดูแลในตอนนี้ก็คือองค์การบริหารส่วนตำบลชะอวด ยังไม่มีหน่วยงานอื่นใดเข้าไปดูแล เพราะฉะนั้นฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแล ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เชิญครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง มีเรื่องอยากจะหารือกับท่านประธานใน ๒-๓ เรื่อง เป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนนะครับ

เรื่องแรก ก็คือได้รับคำร้องเรียนจากท่านผู้นำชุมชน ทั้งท่านนายกองค์การ บริหารส่วนตำบลก็คือท่านนายกปัญญา แตงทัพ แล้วก็ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านผู้ใหญ่นริศ สาลีผล ถึงปัญหาเรื่องประปาหมู่บ้านที่หมู่ที่ ๖ ตำบลหนองแม่ไก่ อำเภอโพธิ์ทอง เนื่องจากว่าชุมชนนี้ เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ประปาหมู่บ้านที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการใช้งานของพี่น้องประชาชน ก็อยากจะฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาประปาหมู่บ้านให้กับ ชาวบ้านด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของถนนที่ตำบลราษฎรพัฒนาที่หมู่ที่ ๖ ที่บ้านไผ่นกนอน เชื่อมต่อหมู่ที่ ๑ ก็คือบ้านไผ่แหลม เส้นนี้นั้นเป็นถนนที่ทางเข้าหมู่บ้านต่อเนื่องจนไปถึงทุ่งนา ของพี่น้องเกษตรกร ถนนนั้นได้รับความเสียหายทรุดโทรมเป็นอย่างมากทำให้การสัญจร ไปมาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบากและบ่อยครั้งก็เกิดอุบัติเหตุ ทำความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่งนะครับ ดังนั้นก็ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งรัดในการซ่อมแซมสร้างถนนใหม่ให้กับชาวบ้าน ด้วยนะครับ อีกเส้นหนึ่งก็คือที่หมู่ ๑๓ ที่บ้านดอนทอง อำเภอแสวงหา ตำบลแสวงหา เชื่อมต่อที่หมู่ ๒ ที่ตำบลห้วยไผ่ เส้นนี้ก็เช่นเดียวกันครับเป็นถนนของหมู่บ้าน ซึ่งพี่น้อง ประชาชนเป็นจำนวนมากที่สัญจรไปมานะครับ ถนนพังแล้วก็การสัญจรไปมาก็เป็นไปด้วย ความยากลำบาก แล้วก็เรื่องสุดท้ายนะครับ เป็นเรื่องที่เมื่อเช้านี้ได้รับแจ้งข่าวจากพี่น้อง กำนันแล้วก็ผู้ใหญ่บ้านที่จังหวัดอ่างทองครับ ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังเรียกร้องการขึ้น ค่าตอบแทนให้นะครับ ก็เป็นเรื่องแปลกที่จังหวัดอ่างทองนั้น ค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทั้ง ๗๓ ตำบล ๕๐๐ กว่าหมู่บ้าน ค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังไม่ได้รับนะครับ ดังนั้นฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทาง กระทรวงมหาดไทยได้สอบถามแล้วก็ติดตามความคืบหน้าด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภา กระผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ผมขอใช้เวลา ๒ นาทีนี้อย่างคุ้มค่า เพื่อหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาของพี่น้องประชาชนดังนี้ครับ ปัญหาเรื่องการขายของบนทางเท้า หรือหาบเร่แผงลอย ในรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ มีนโยบายจัดระเบียบทางเท้าที่มีแนวโน้มว่า ผู้สั่งการจะไม่มีความเข้าใจ ในปัญหานี้ครับท่านประธาน เพราะมีการสั่งการลงไปยังพื้นที่ และในทางปฏิบัติ ก็มีการยกเลิกจุดผ่อนผันเกือบทุกจุดในกรุงเทพมหานคร ทั้ง ๆ ที่บริบทในพื้นที่ มีความแตกต่างกัน อย่างในพื้นที่ของผมในเขตทวีวัฒนามีทางเท้าที่ขนาดใหญ่นะครับ มีจุดผ่อนผันเพียง ๒ จุด เขตหนองแขมมีจุดผ่อนผันเพียง ๑๒ จุด ซึ่งถ้าท่านผู้สั่งการ หรือผู้บริหารท่านลงไปดูพื้นที่จริง ๆ และท่านได้สอบถามชาวบ้านผู้ค้า ท่านจะทราบว่า ทางเท้ามีขนาดใหญ่ แล้วก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของผู้ใช้ทางเท้าเลยนะครับ ดังนั้นผมต้องเรียนว่านี่จึงไม่ใช่ปัญหาของเฉพาะพี่น้องชาว กทม. ครับ แต่เป็นปัญหาของ คนไทยทุกคน เพราะเป็นเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจที่ผมต้องนำมาย้ำเตือน รัฐบาลนี้ เพราะว่าเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ที่ผ่านมารัฐบาลเองได้แถลงนโยบายครับ แล้วก็ระบุไว้ในนโยบายเร่งด่วนด้วย และโดยเฉพาะถ้าไปสำรวจตลาดนะครับ มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการสำรวจโดยนักวิจัยนะครับ ดังนั้นเกิดผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ก็ต้องพึ่งพิงสตรีตฟู๊ด (Street food) หรือพ่อค้าเองก็ตามต้องเช่าพื้นที่จากเดิมที่ขึ้นทะเบียน กับเขต ๕๐๐ บาท ตอนนี้ ๒,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ดังนั้นผมขอเร่งให้รัฐบาลรีบแก้ปัญหานี้ อย่างเร่งด่วนนะครับ ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ครับ

นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ผมมีข้อปรึกษาหารือไปยัง ท่านประธานสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประมาณ ๒-๓ เรื่องนะครับ

เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาของโรงพยาบาลอำเภอแว้ง ซึ่งได้รับงบประมาณ ในการสร้างอาคารคนไข้ ซึ่งเป็นตึก ๒ ชั้น แต่ไม่สามารถที่จะใช้งานได้ เนื่องจาก แบบที่ได้รับมานั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีทางลาดที่จะพาคนไข้ขึ้นไปในชั้น ๒ ได้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ยังขาดงบประมาณในการต่อท่อออกซิเจนไปยังเตียงคนไข้ ทั้งนี้โรงพยาบาลของอำเภอแว้ง มีผู้มาใช้บริการมากมีสถานที่คับแคบ จึงจะขอฝากเรื่องนี้ไปกับท่านประธานสภาด้วยนะครับ แล้วก็วัดชื่อดังของจังหวัดนราธิวาสก็คือวัดประชุมชลธารา แล้วก็มีเส้นทางท่องเที่ยวด้วย ซึ่งเส้นทางดังกล่าวนี้สามารถเชื่อมต่อไปยังด่านสุไหงโก-ลก แล้วก็ด่านบูเก๊ะตา ระยะทาง ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้ยังเป็น ๒ ช่องจราจรขนาดกว้างประมาณ ๙-๑๐ เมตร ปริมาณการจราจรประมาณ ๑๐,๐๐๐ คันต่อวันนะครับ แล้วก็มีรถบรรทุกวิ่งตลอดทั้งวัน เพื่อการพัฒนาเมืองชายแดนให้เป็นเมืองการค้า เมืองท่องเที่ยว และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ให้ดีขึ้น จึงจำเป็นอยากจะให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยยกระดับมาตรฐาน ให้เป็น ๔ ช่องจราจร และพร้อมแสงสว่างตลอดเส้นทางนะครับ

แล้วก็เรื่องที่ ๓ เมืองสุไหงโก-ลก ซึ่งในอดีตเมืองสุไหงโก-ลก เคยเจริญรุ่งเรือง ค้าขายดี แต่ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจย่ำแย่เหลือเกินนะครับ อยากจะให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ถูกจุดด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทำเรื่องมาเลย ผมจะส่งต่อให้ ต่อไป นายขจิตร ชัยนิคม ขอเชิญคุณขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๓ มีเรื่องหารือท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่ ๑ ท่านที่รับผิดชอบ ส.ป.ก. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้รับทราบความเดือดร้อนของพี่น้องเทศบาลเมืองบ้านดุง เดือดร้อนจากการปลูกสร้างอาคาร ขอบ้านเลขที่ ขอไฟฟ้า ขอประปายาก เพราะ ส.ป.ก. อยู่ในเขตเทศบาลเมืองครับ ขอให้ยกเลิกครับ

เรื่องที่ ๒ พี่น้องชาวบ้านผึ้ง ตำบลนาไหม และพี่น้องตำบลถ่อนนาลับ ขอรับเงินชดเชยที่ดินที่ถูกน้ำท่วมตามโครงการโขง ชี มูล ยังไม่ได้รับครับ แต่ว่ามีบางคน เป็นนายหน้าวิ่งเสนอต้องจ่ายเงินรายละ ๒๐,๐๐๐ บาท ได้หมดแล้ว คนไม่จ่ายเงินไม่ได้ครับ ขอให้ส่วนที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนหาความจริง แล้วก็เร่งจ่ายเงินชาวบ้านโดยด่วนครับ

เรื่องที่ ๓ ชาวบ้านขอยื่นออกโฉนดโดยใช้สิทธิ ส.ค. ๑ ที่ดินจังหวัดสาขาเพ็ญ พี่น้องชาวบ้านดอนเดื่อ ดอนบากยังไม่ได้รับ รังวัดตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ - ๒๕๕๘ ตอนนี้ยังไม่ได้ครับ ในเขตอำเภอพิบูลย์รักษ์ก็เช่นกันครับ พี่น้องก็เดือดร้อนเช่นกัน

เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องถนนจากเมืองคำชะโนด แหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณ เมืองพญานาคแห่งเดียวในโลกที่มีครับ ตอนนี้มีประชาชนไปเที่ยวประมาณปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คน อยากให้ปรับปรุงเส้นทางจากอำเภอคำชะโนดไป อำเภอโพนพิสัย ซึ่งเป็นดินแดนบั้งไฟพญานาคให้ดีกว่านี้ครับ แล้วอำเภอคำชะโนด ไปอำเภอสร้างคอม ไปอ่างน้ำพาน สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอสร้างคอม ช่วงบ้านกุดดู่ แล้วก็บ้านผึ้งเสียหายมากครับ ชาวบ้านประสบอุบัติเหตุ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งไปสร้างให้ชาวบ้านครับ

ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๕ น้ำท่วมครับ อยู่ในเขตเลือกตั้งผมน้ำท่วมหมู่บ้าน ในเขตลุ่มน้ำสงครามและห้วยหลวงทั้งหมดครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านขจิตรมากครับ ต่อไปครับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ ผมเองก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอยากจะให้มีการสื่อสาร ระหว่างหน่วยงานที่แก้ปัญหากับภาคประชาชนอีกสักนิดหนึ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการ แก้ปัญหา และผมเชื่อว่าเราจะสามารถก้าวผ่านปัญหานี้ไปได้ด้วยกัน ขอบคุณครับ

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ท่านนิรันดร์เชิญครับ

นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรันดร์ นาเมืองรักษ์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดร้อยเอ็ด ขอหารือท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะที่อำเภอเสลภูมิ อำเภอทุ่งเขาหลวง อำเภอธวัชบุรีบางส่วน ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างปัญหา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมขอเรียนฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาล

ประการที่ ๑ ขอให้รัฐบาลจัดสรรข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่มไปมอบทุกครัวเรือน ให้ทั่วถึงและอย่างเพียงพอ และขอให้จัดซื้อเรือท้องแบนให้กับเทศบาลและ อบต. ในเขต พื้นที่อำเภอเสลภูมิ พื้นที่ละ ๒ แห่ง

ประการที่ ๒ ขอให้กรมชลประทานเตรียมแผนในการรับมือ และขอให้ กรมชลประทานได้ดำเนินการเตรียมแผนสร้างคันพนังลำน้ำยังทั้ง ๒ ฝั่งลำน้ำยัง และขอให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จัดหาไฟฟ้าชั่วคราวเข้าไปให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อน และถูกตัดไฟ ถนนทุกสายถูกตัดขาดในขณะนี้ ข้อนี้สำคัญงดเกณฑ์ประชาชนมาต้อนรับ รัฐมนตรีหรือตัวแทนที่ลงพื้นที่ เพราะสร้างปัญหาความลำบาก

อีกส่วนหนึ่ง คือเรื่องข้าวห่อบูดแล้วครับถึงเอาไปแจกพี่น้องประชาชน ก็ขอฝากไว้ด้วย และขอให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปทุกหมู่บ้าน ขอให้จัดเรือ รถบรรทุก ไปประจำทุกหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม แล้วขอขอบคุณคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ลงพื้นที่ แจกสิ่งของกว่า ๒,๐๐๐ ชิ้น ขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแลพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดร้อยเอ็ดที่ถูกน้ำท่วมเป็นอย่างดี ขอขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นายสัญญา นิลสุพรรณ ครับ

นายสัญญา นิลสุพรรณ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม สัญญา นิลสุพรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขต ๓ วันนี้ขออนุญาตมีเรื่องจะนำเรียนหารือท่านประธาน

เรื่องแรก ก็คือเรื่องการที่สะพานข้ามคลองวังนา หมู่ที่ ๖ ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง ขณะนี้มีสภาพชำรุดมากไม่สามารถใช้สัญจรได้ ซึ่งมีประชาชนที่ใช้ประโยชน์ ในด้านการเกษตรทั้งเพาะปลูก และขนสินค้าทางการเกษตรเป็นจำนวนหมื่นกว่าไร่ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางหลวงชนบทช่วยพิจารณา ลงไปดำเนินการให้

เรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องของสหกรณ์ประชารัฐจังหวัดนครสวรรค์ หนองน้ำ บ้านบางไทรที่อำเภอชุมแสง อยู่ที่ตำบลพิกุล ซึ่งอยากจะขอความกรุณาไปยังท่านอธิบดี กรมที่ดิน เรื่องขอใช้มาตรา ๙ ตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อจะก่อสร้างอาคาร ซึ่งจริง ๆ แล้วสหกรณ์ได้รับงบประมาณแล้วที่จะก่อสร้าง แต่ว่ายังติดขัดเรื่องที่ดิน จึงฝาก ท่านด้วย

เรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องของการขอเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินจาก ทุ่งเลี้ยงสัตว์มาเป็นสถานที่ขุดสระกักเก็บน้ำของตำบลบางแก้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ก็เพื่อที่จะให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

ส่วนเรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องที่ผมได้รับการประสานงานจากท่านประธาน ข้าราชการบำนาญ คือท่านดอกเตอร์ทนง ทศไกร เรื่องของเงินบำนาญของข้าราชการบำนาญ ซึ่งไม่ได้ปรับมาหลายปี ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา แล้วก็ฝากเรื่องอาหารกลางวันด้วย ๒๐ บาท ฝากพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายพีรเดช คำสมุทร ครับ

นายพีรเดช คำสมุทร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพีรเดช คำสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมมี ๒ ประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่ ๑ คือการบุกรุกบริเวณพื้นที่วัดเก่าโบราณสถานและกำแพงเมือง หรือเมืองเชียงแสนในยุคพญามังราย ซึ่งอยู่ในจังหวัดเชียงราย แบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ ท่านประธาน ในส่วนภายในกำแพงมีทั้งหมด ๗๖ วัด และภายนอกกำแพงมีทั้งหมด ๔๓ วัดนะครับท่านประธาน และยังไม่ได้สำรวจอีกหลายวัด ปัญหาการบุกรุกแบ่งเป็น ๓ กลุ่มครับท่านประธาน กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มที่เข้าไปอยู่ ทีมงานของผมเข้าไปสำรวจ ท่านประธานครับ ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไป ดูแลว่าเขาใช้สิทธิอะไรในการครอบครองพื้นที่ตรงนั้น กลุ่มที่ ๒ คือบ้านที่ไปสร้างทับที่วัด แล้วก็บ้านที่ไปทับบริเวณที่เป็นพื้นที่ด้านล่างมีวัด และกลุ่มที่ ๓ ก็คือรีสอร์ต (Resort) และโรงแรม ๓ กลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกันครับท่านประธาน เนื่องจากกลุ่มแรกเมื่อใช้เวลาอยู่ เป็นเวลานานจะมีน้ำมีไฟ แล้วจากนั้นก็ขยายบ้านครับ จากนั้นก็จะมีนายทุนเข้ามาทำ โรงแรม รีสอร์ต (Resort) โดยใช้คำว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นการดึงดูดครับท่านประธาน

และเรื่องที่ ๒ ฝากไปถึงการกระจายงบประมาณในการดูแล ผมคิดว่า ไม่ได้ประสิทธิภาพ เนื่องจากโบราณสถานทั้งหมดที่เราดูแล มีเพียงวัดป่าสักวัดเดียวนะครับ ที่สามารถเก็บค่าเข้าชมได้ ส่วนอื่นไม่สามารถทำได้ครับ อย่างเช่นเวลาเราไปอำเภอเชียงแสน มีอยู่สถานที่หนึ่งเราจะต้องไปเป็นอันดับแรกก็คือ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง แต่ว่าภายในวิหาร เสาทรุดโทรม ไม่มีการดูแล ผมคิดว่าการกระจายงบประมาณมีส่วนสำคัญ เพื่อที่จะให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แล้วก็ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูว่างบประมาณกระจายคุ้มค่าหรือไม่ ฝากท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ครับ

นายอัครวัฒน์ อัศวเหม สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม นายอัครวัฒน์ อัศวเหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ มีเรื่องขออนุญาตหารือท่านประธานสภา ผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุข ด้วยความเดือดร้อนประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากว่าในจังหวัดสมุทรปราการนั้นเรามีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ๗๐ แห่ง แต่ว่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ควรจะได้รับบริการประชาชนตามเกณฑ์ของกระทรวง สาธารณสุขที่ได้กำหนดไว้ในบางแห่ง เนื่องจากว่าเกณฑ์การจัดสรรขนาดโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลกำหนดไว้ว่า ขนาดเล็กจะต้องดูแลประชากรน้อยกว่า ๓,๐๐๐ คน ขนาดกลางนั้นจะต้องดูแลจำนวนประชากรตั้งแต่ ๓,๐๐๐ คน ถึง ๘,๐๐๐ คน และขนาดใหญ่ จะต้องดูแลประชากรตั้งแต่ ๘,๐๐๐ คนขึ้นไป แต่ในจังหวัดสมุทรปราการจากข้อมูล ความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลนั้นได้กำหนดขนาดเล็กไว้ จำนวน ๒๗ แห่ง ซึ่งตามเกณฑ์มีเพียง ๖ แห่งเท่านั้น แล้วก็กำหนดขนาดกลางไว้ ๓๑ แห่ง แต่ตามเกณฑ์นั้นมีเพียง ๑๘ แห่ง ขนาดใหญ่ก็กำหนดไว้ ๑๒ แห่ง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วจะต้อง เป็นไปตามเกณฑ์ถึง ๔๖ แห่ง ส่งผลให้บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในปัจจุบันในจังหวัดสมุทรปราการนั้นถูกลดจำนวนลงอย่างมาก แล้วก็ในกรณีที่บุคลากร ได้ลาออกก็ไม่มีบุคลากรมาทดแทน นอกจากนั้นงบประมาณที่จะจัดสรรมาให้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแต่ละแห่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์นั้นก็ได้จำนวนเงิน งบประมาณลดลงไปด้วย จะส่งผลให้บุคลากรดังกล่าวนั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็ม ศักยภาพที่ควรจะเป็น ก็จะขอหารือท่านประธานสภาไปถึงกระทรวงสาธารณสุขได้โปรด กำหนดเกณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่ควรจะต้องเป็น ณ ปัจจุบัน แล้วก็ขณะเดียวกันนั้นให้ขยายผลไปถึงสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ แล้วก็ศูนย์สุขภาพชุมชน อีก ๒ แห่งด้วยนะครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ครับ

นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๖ พรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตหารือท่านประธาน เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอบางละมุง สัก ๒ เรื่องครับท่านประธาน

เรื่องแรก คือปัญหาการจราจรบนถนนสุขุมวิท ทางหลวงหมายเลข ๓ บริเวณ จุดกลับรถหน้าตลาดคลองถม ตรงกันข้ามเมืองจำลองพัทยา ซึ่งมีปัญหาเกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตซ้ำบ่อยครั้ง จึงอยากมีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ซ้ำอีกครั้งครับท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากการจราจรบนถนนสุขุมวิท ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่มีปริมาณรถสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้กับพี่น้อง ประชาชนที่เดินเท้าไม่สามารถข้ามถนนหนทางตามจุดบริเวณที่มีโรงเรียน หรือชุมชน ที่มีตลาดได้อย่างปลอดภัยครับท่านประธาน ดังนั้นจึงขออนุญาตฝากท่านประธานประสาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม เพื่อความ ปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมมีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับ ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างมากต่อยุทธศาสตร์ระดับชาติและนโยบาย ของรัฐบาล โดยอาจจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณสุข การศึกษา และเศรษฐกิจเป็น อย่างมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสาธารณสุขที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายเร่งด่วนในการ แก้ปัญหาระบบการให้บริการที่เข้าถึงชนบทและประชาชนทุกรูปแบบ ทุกพื้นที่ด้วยเทคโนโลยี เทเลเมดิซิน (Telemedicine) ซึ่งจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งในเรื่องแรกที่ผมจะขอ ความกรุณาท่านประธานเพื่อหารือนั้น เป็นเรื่องการติดตามความคืบหน้าของโครงการจัดให้ มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ชายขอบชนบท ที่เรียกว่าโครงการ ในโซนซีบวก (Zone C+) จำนวน ๓,๙๒๐ หมู่บ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวง ดีอี (DE) จึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินโครงการดังกล่าวกรุณาแจ้งผลความคืบหน้าให้ทราบด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการประมูลคลื่นความถี่ ๕ จี (5G) ซึ่งการวาง โครงข่ายนั้นมีผลกระทบต่อระบบเทเลเมดิซิน (Telemedicine) และการพัฒนาประเทศ ในอนาคตอันใกล้ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปถึงกระทรวงดีอี (DE) และสำนักงาน กสทช. ในการพิจารณาหาแนวทางการประมูลคลื่นความถี่ ๕ จี (5G) อย่างเร่งด่วน และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับประเทศไทย และกรุณาแจ้งแนวทางการดำเนินการ ให้รัฐสภาทราบจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ กระผมมีเรื่องหารือกับท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายประเสริฐ บุญเรือง ครับ

นายประเสริฐ บุญเรือง กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับอำเภอเขาวง อำเภอนาคู เป็นอำเภอที่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นลักษณะภูเขาล้อมรอบ รูปแบบเป็นลักษณะก็คือแอ่งกระทะ แต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระองค์ ได้เสด็จไปที่อำเภอเขาวง เมื่อพระองค์ทรงลงจากเฮลิคอปเตอร์ พระบาทแตะพื้นดินของ อำเภอเขาวง พระองค์ได้ตรัสกับพสกนิกรว่า อำเภอเขาวงสวยมาก ผมจึงนำเรื่องของ อำเภอเขาวงขึ้นมาพูด เพราะว่าอำเภอเขาวงเป็นอำเภอที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำลำพะยัง ที่เกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ อำเภอเขาวงเป็นต้นน้ำของแม่น้ำลำพะยัง มีระยะทางทั้งหมด ๒๒๕ กิโลเมตร ผ่านอำเภอเขาวง อำเภอนาคู อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอโพนทอง อำเภอเสลภูมิ มีความกว้างอยู่ทั้งหมด ๑๐๐-๑๔๐ เมตร อัตราเฉลี่ยนะครับ ลึกประมาณ ๑๖ เมตร มีฝายอยู่ทั้งหมด ๖ ตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นในฤดูน้ำหลาก การเก็บกักน้ำไม่ประสบผลสำเร็จ เท่าที่ควร เพราะว่าฝายน้อย ทำให้อัตราการไหลของน้ำไหลแรงมาก ระยะทาง ๒๒๕ กิโลเมตร นี้มาบรรจบกันอยู่ที่อำเภอโพนทองและอำเภอเสลภูมิ ทำให้น้ำหลากอยู่ที่อำเภอโพนทองเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาอย่างมากมาย วิธีการแก้ปัญหา ก็คือการก่อสร้างฝายตามแม่น้ำลำพะยัง ๒๒๕ กิโลเมตร จะเป็นการแก้ปัญหาได้อีก อย่างหนึ่งนะครับ

เรื่องที่ ๒ อ่างเก็บน้ำห้วยส้มป่อยตอนบนขอให้เร่งรัดการดำเนินการ เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยส้มป่อยตอนบน ตำบลนาขาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะในฤดูแล้งมีปัญหาซีกแถบตำบลนาขามและตำบลแจนแลน

เรื่องที่ ๓ ถนนทางหลวงชนบทช่วงโคกกลางและพระธาตุยาคู ขอให้แก้ไข ถนนขาดครับ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญทำเรื่องมาเลยครับ ต่อไปครับ นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ครับ

นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช แบบแบ่งเขต อำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ครับ วันนี้ผมขอหารือท่านประธานสภาเพื่อจะเสนอแผนในการพัฒนา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเขตลุ่มน้ำปากพนังครับ กว่าเกือบ ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ในเขตของลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ เราขาดการดูแลและเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างจะซบเซาทางด้านเศรษฐกิจครับ ไม่ว่าจะราคาพืชผล ทางการเกษตร สิ่งหนึ่งที่เราจะช่วยได้ในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยภาพรวมและลุ่มน้ำปากพนัง คือผมอยากหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ผ่านไปยัง กระทรวงคมนาคม ผ่านไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ตามนโยบายของรัฐบาล ๑๒ ด้านนะครับ ในส่วนของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ชุมชน โดยการที่จะดึงนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจากฝั่งอันดามัน จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต แล้วก็จากประเทศมาเลเซียที่ไหลผ่านมาไหว้พระธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช แล้วให้มาเข้าจากเส้นเซาต์เทิร์น (Southern) สายเส้น ๔๔ แล้วก็มาที่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอดอนสักเข้าอำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา และผม อยากให้เกิดสะพานขึ้นมาจากท่าแพไปแหลมตะลุมพุก ซึ่งแหลมตะลุมพุกเป็นที่รู้จักของ คนไทยทั้งประเทศ แต่เราขาดการสนับสนุนทางด้านการท่องเที่ยว จริง ๆ เรามีทรัพยากร ที่สวยงามมากครับ ลุ่มน้ำปากพนังไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทยนี้ แต่เราขาดการสนับสนุน การท่องเที่ยว ถ้าเราดูแผนการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช เราไม่เคยเห็นมี การพัฒนาการท่องเที่ยวนะครับ ไม่มีดาวเกิดขึ้นเลยบนรางวัลกินรีทั้ง ๑๗ ตัว เราไม่เคยมี ฝากเรียนท่านประธานผ่านทางรัฐบาลเพื่อจะส่งเสริม อยากให้มีการศึกษาเพื่อที่จะทำสะพาน ข้ามท่าแพมาแหลมตะลุมพุกนะครับ บนสโลแกน (Slogan) ที่ว่า แวะไหว้พระธาตุ เมืองนคร แวะนอนลุ่มน้ำปากพนัง ชมวิถีชีวิตชุมชน ๒ ฟากฝั่ง แล้วมานั่งเล่าความหลังกัน ทั้งชุมชน ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นางเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๘ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอนำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดอุดรธานีมาหารือกับ ท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ

เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้งในจังหวัดอุดรธานี ดิฉันคิดว่าการเกิดปัญหาน้ำท่วมแล้วก็ภัยแล้งในจังหวัดอุดรธานีนั้นคงจะเกิดมาจาก การบริหารจัดการน้ำในเขตห้วยหลวงนะคะ เขื่อนห้วยหลวงเป็นเขื่อนที่กักเก็บน้ำใช้ในฤดูแล้ง แล้วก็เป็นน้ำอุปโภคและบริโภค ขณะนี้เขื่อนแห่งนี้ตื้นเขินนะคะ ดิฉันคิดว่าการแก้ปัญหาให้ มีแหล่งน้ำอุปโภคและบริโภคและแก้ปัญหาอุทกภัยนั้น ควรจะมีโครงการศึกษาแก้ปัญหา ระบบบริหารจัดการเขื่อนห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้จะแก้ปัญหาของ จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงได้ดีที่สุด ท่านประธานคะ การแก้ปัญหาเขื่อนห้วยหลวงตอนล่าง ได้ทำโครงการศึกษาแล้ว แต่ตอนกลางของจังหวัดอุดรธานียังไม่ได้ศึกษา ดังนั้นดิฉันทราบมา ว่ากรมชลประทานจะจัดงบประมาณเพื่อการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ดิฉันคิดว่าการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนดังกล่าวนี้ล่าช้าเกินไป พี่น้อง แย่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นก็ขอฝากกับท่านประธานว่า การที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อน น้ำท่วมนั้น ขอให้จัดสรรงบประมาณหรือเข้ามาดูแลในปี ๒๕๖๓ นี้จะได้ไหมคะ ก็ขอฝาก ท่านประธานนะคะ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานคะ เรื่องถนน กคข. ไฟเขียว ไฟแดง สัญญาณจราจร บ้านกลางใหญ่ บ้านผือ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณเทียบจุฑาทำหนังสือ มานะครับ ผมยื่นต่อให้ครับ

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายประกอบ รัตนพันธ์ เชิญเลยครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๔ กระผมขอหารือเรื่องเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อท่านประธาน สัก ๒ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ขอให้ท่านประธานได้กรุณาประสานกับกระทรวงมหาดไทย โดยท้องถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราชและองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อดูแล ซ่อมแซมถนนสายบ้านทรายขาว-บ้านลำนาว ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ส่วนที่ชำรุด ประมาณ ๖ ช่วง ประมาณ ๕ กิโลเมตร ถนนเส้นนี้พาดผ่าน ๒-๓ ตำบลครับ คือตำบลเขาขาว ตำบลบางขัน ตำบลบ้านลำนาว ระหว่างอำเภอทุ่งสง อำเภอบางขัน ประชาชนใช้สัญจร ไปมามาก เด็กนักเรียนก็หลายโรงเรียน ขณะนี้มันเป็นหลุมเป็นบ่อและเกิดอันตรายมาก ก็ขอให้ท่านประธานได้กรุณาช่วยแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยท้องถิ่นจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ดูแลด้วยนะครับ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องของกระทรวงมหาดไทยเช่นเดียวกันครับ โดยผู้ว่าราชการ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องของการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมด้วยงบประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชมี ๒๓ อำเภอ แต่ ๒ อำเภอ ไม่ได้รับ การดูแลเลยครับ คืออำเภอบางขัน อำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอลานสกา แต่ว่าบางอำเภอได้รับ งบประมาณถึง ๗๐ โครงการ ๓๐ กว่าล้านบาท แต่ ๓ อำเภอนี้ไม่ได้รับการดูแลเลยครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานได้กรุณาแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดูแล พี่น้องประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างทั่วถึงทุกอำเภออย่างเสมอภาค ชาวบ้าน เขาร้องเรียนมาท่านประธานครับ เขาน้อยใจมากว่าทำไม ๓ อำเภอนี้เป็นลูกเมียน้อยของ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้ง ๆ ที่น้ำท่วมซ้ำซากและเกิดภัยแล้งไม่แพ้อำเภออื่นครับ ผมขอ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปนะครับ ผมขออ่านรายชื่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๐ ท่าน นายวิรัตน์ วรศสิริน นายนิคม บุญวิเศษ นายเกษม อุประ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายธีรัจชัย พันธุมาศ นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา นางสิรินทร รามสูต นายอับดุลอายี สาแม็ง นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย นางมนพร เจริญศรี พรรคร่วมรัฐบาลนะครับ นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นายกรณ์ จาติกวณิช นายสมเกียรติ วอนเพียร นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ นายสายัณห์ ยุติธรรม นายสุชาติ อุสาหะ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ นายปรีดา บุญเพลิง ขอเชิญท่านวิรัตน์ วรศสิริน ครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ครับท่านประธาน ท่านประธาน ยังไม่จบนะครับเรื่องถวายสัตย์ที่ขัดรัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรียังไม่จบ การที่ไม่แสดงความรับผิดชอบแต่ยิ่งพูดยิ่งกระทำ ยิ่งทำให้ประชาชนสับสนแล้วก็เข้าใจผิดกัน ไปใหญ่ จนท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่งได้ออกมาปรามว่าอย่าเอาพระราชดำรัสตีความเป็น พระบรมราชวินิจฉัยนะครับ เกี่ยวกับปมถวายสัตย์ ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่าไม่ควรบังอาจ ไปถือเอาว่าพระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกผิดของการถวายสัตย์ ในครั้งนี้ คือท่านนายกรัฐมนตรีทำให้ประชาชนเข้าใจผิดนะครับ การพยายามบิดเบือน ให้เกิดความกลัวเพื่อไม่ให้พูดถึง เรื่องจะได้เงียบ ๆ ไป เหมือนเรื่องนาฬิกา ๒๕ เรือน มันไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะผมได้เรียนแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนมีความรักศรัทธาสูงที่สุดในชีวิต ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีควรจะตระหนักมาก ๆ ดังนั้นวันนี้ผมจึงนำเรื่องนี้มาเรียนหารือ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไปยังนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ ๔ แล้วนะครับ พี่น้องฝากถาม ท่านนายกรัฐมนตรีว่า คำถวายสัตย์ที่ขาดหายไป คำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญนั้น ถ้าใครไม่ถือปฏิบัติตามถือว่าคือกบฏใช่ไหมครับ คือฉีกรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ใช่ไหมครับ ฝากถามท่านนายกรัฐมนตรีเพราะท่านมีประสบการณ์ รายนี้จึงฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก ๓๕ ท่าน ว่าการจะทำการอันผิดต่อรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ เมื่อรู้แล้วไม่แสดงความรับผิดชอบประการใดประการหนึ่ง ทั้งด้วยการไม่แสดง ความรับผิดชอบทางด้านการเมืองก็ตาม ฉะนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจจงใจ ร่วมกันกระทำผิดรัฐธรรมนูญด้วยกันใช่หรือไม่ครับ จึงฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกท่าน กราบขอบพระคุณท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายกรุงศรีวิไลครับ

นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูง ผม กรุงศรีวิไล พรรคพลังประชารัฐ เขต ๕ สมุทรปราการ อำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง ผมได้รับการร้องเรียนมาจากท่านนายก อบต. ท่านเกษม แซ่ลี้ ซึ่งเป็น นายกที่ทำงานจริงจังมากครับ แต่ว่าเหตุการณ์ที่จะร้องเรียนผ่านท่านประธานสภาก็คือว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็คือ ลำคลองมีทั้งหมดหลายสิบลำคลองตื้นเขินครับ มีสิ่งกีดขวางลำคลอง สะพานข้ามคลอง ทางเดินเท้าเลียบคลองชำรุดเสียหาย อบต. มีงบประมาณอยู่แล้ว แต่การจะซ่อมแซมต้องขออนุญาตไปยังคณะกรรมการพิจารณาการ ก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำจังหวัดและเจ้าของพื้นที่ เช่น กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ซึ่งการพิจารณาที่แยกจากหน่วยงานต้องใช้ระยะเวลานาน บางกรณีก็ไม่ได้รับการตอบกลับ อบต. จึงไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที จึงอยากขอปรึกษาท่านประธานแจ้งไป ยังหน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขครับ สิ่งหนึ่งที่ท่านนายก อบต. ทั้งประเทศนะครับ กราบเรียนว่าไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสมุทรปราการ ผมอยากแสดง ความคิดเห็นว่าให้ช่วยทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ ครับ อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเลยครับ บ้านเมืองจะได้เจริญไปข้างหน้า แม้กระทั่งเราอยู่ในสภาแห่งนี้ ฝ่ายเราเป็นรัฐบาล ฝ่ายท่านจะเป็นใครก็แล้วแต่ จะเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ใช่ เราก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนไทยด้วยกันครับ เราต้องทำหน้าที่ให้ประชาชนมีความสุข และสุขสบาย เป็นประเทศสยามที่ยิ้มได้ตลอดเวลาของเราตลอดไปด้วยครับ ท่านประธานครับ รักท่านประธานและพี่น้องประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ทุกพรรคครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายนิคม บุญวิเศษ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๖-๒๗ สิงหาคม กระผมได้รับ เรื่องร้องเรียนจากผู้นำชุมชนตำบลเมืองเตา อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ผมได้ลงพื้นที่ไปพูดคุย แล้วก็ไปประชุมหารือกัน พบปัญหาหลายอย่างครับท่านประธานครับ แต่วันนี้จะมาขอหารืออยู่ ๒ เรื่องครับท่านประธาน

ปัญหาเรื่องที่ ๑ ครับก็คือเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานโครงการขุดบึงบัวใหญ่ครับ ท่านประธานครับ จากการสอบถามแล้ว ปรากฏว่าบึงบัวใหญ่นี้เป็นบึงขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ ประมาณ ๙๗ ไร่ ทราบว่ามีงบประมาณ ประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมผู้รับเหมาถึงทิ้งงาน นอกจากทิ้งงานแล้วยังทำให้เกิดความเดือดร้อน เพราะว่าขุดแล้ว เอาดินไปไว้บนคูคลอง ไม่สามารถสัญจรได้ทำให้ฝนตกลงมาแล้วดินก็สไลด์ (Slide) ครับ ท่านประธานครับ ทำให้พื้นที่รอบบึงไม่สามารถสัญจรได้ครับท่านประธาน บึงนี้มีความสำคัญมาก ทางด้านการเกษตร แล้วก็ทางด้านอุปโภคบริโภค เนื่องจากว่าใช้ในการผลิตน้ำประปา เลี้ยงหมู่บ้านชุมชนประมาณ ๘ หมู่บ้านครับท่านประธาน ก็กลัวว่าถ้าเกิดหน้าแล้งแล้ว น้ำจะไม่เพียงพอในการทำน้ำประปาเลี้ยงชาวบ้านทั้งหมด ๘ หมู่บ้านครับ

อีกปัญหาหนึ่งนะครับ ก็คือปัญหาเรื่องการสัญจรบนถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๒ ท่านประธานครับ มีปัญหาคือทางออกตำบลเมืองเตา พอออกมาแล้ว ปรากฏว่าแทนที่จะเลี้ยวซ้ายไปทางพยัคฆภูมิพิสัยกลับให้เลี้ยวขวาครับท่านประธาน เลี้ยวขวา แล้วก็ไปหักมุมตรงคอสะพาน ตรงนี้อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ครับ แล้วก็ถ้าเกิดเส้นทางที่จะมา ทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านเมืองเตา ปรากฏว่าแทนที่จะออกซ้ายแล้วลอด ใต้สะพานกลับให้วนขวาแล้วขึ้นสะพานแล้วก็หักคอลงสะพานนะครับ อยากให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องช่วยดูแลแก้ไขด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม พี่น้องประชาชนที่ปลูกบ้านอยู่ริมคลองนะคะ ในจังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสมุทรสงครามได้ทำหนังสือให้ประชาชน ที่อยู่อาศัยริมคลองไปชำระค่าตอบแทนการขึ้นทะเบียนรายปีสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำ ตอนนี้เดือดร้อนกันมากนะคะ แล้วก็คนที่เช่าที่วัดไหนจะต้องเสียค่าเช่าให้กับวัดและจะต้อง ไปจ่ายค่าล่วงล้ำลำน้ำกับท้องถิ่นอีกนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันได้ทำหนังสือถึงท่านประธาน ไปแล้ว ๑ ฉบับ แต่ว่าตอนนี้เดือดร้อนกันมาก แล้วก็อยากจะทราบว่าจังหวัดอื่นเขาเสีย แบบจังหวัดสมุทรสงครามไหมที่อยู่ริมน้ำนะคะ

เรื่องที่ ๒ คือเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ศาลาถล่มที่จังหวัดสมุทรสงครามแล้วก็มี พี่น้องประชาชนเสียชีวิต ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดก็เลยมีนโยบายตรวจสอบ สิ่งก่อสร้างที่อยู่ในน้ำก็ได้สั่งงดใช้สะพานข้ามคลองแม่กลองหน้าวัดนางตะเคียนเชื่อมมาที่ วัดสวนแก้ว ตอนนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากสะพานนี้มันต้องทุบไม่สามารถ ใช้การได้ก็อยากจะให้เร่งดำเนินการก่อสร้างโดยด่วน เนื่องจากพี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อนมาก

อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันได้รับหนังสือจาก นายวรวิทย์ คำเงิน อดีต ส.ส. จังหวัด เชียงราย ต้องขอบคุณท่านวรวิทย์ คำเงินที่ได้ไว้วางใจให้ดิฉันมาพูดในสภาให้กับท่าน ท่านอายุตั้ง ๘๔ ปีแล้วค่ะ เขียนจดหมายถึงดิฉัน ดิฉันก็ไม่รู้จักนะคะ ให้มาบอกกับ ท่านประธานว่าท่านได้รับเบี้ยจากเงินกองทุนสมาชิกรัฐสภาแค่เดือนละ ๙,๐๐๐ บาท แค่ ๑ ปี แล้วตอนนี้ท่านไม่ได้รับมา ๓ ปีแล้ว ดิฉันคิดว่าคนที่ทำคุณประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติควรที่จะได้รับ เพราะท่านก็อายุมากแล้วก็ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายเกษม อุประ ครับ ท่านเกษมเชิญครับ

นายเกษม อุประ สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จึงขอกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดังนี้

เรื่องที่ ๑ ถนนสายบ้านบะทอง ตำบลคันนา อำเภอพรรณานิคม ไปบ้านนาตากาง ตำบลบะฮี อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร มีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อการสัญจร ไปมาลำบาก พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกราบสักการะพิพิธภัณฑ์ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร งบประมาณของ อบต. และเทศบาลไม่เพียงพอ จึงขอความกรุณา ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้กรุณาให้ความช่วยเหลือโดยด่วนด้วย

เรื่องที่ ๒ เรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินในเขตเทศบาล ตำบลคำตากล้า อำเภอ คำตากล้า จังหวัดสกลนคร ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวนี้ได้ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ สภาพปัจจุบันเขาเป็นชุมชนเมือง เป็นสถานที่ค้าขาย และที่ตั้งของ ที่ว่าการอำเภอ ที่ตั้งของสถานีตำรวจ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ ทำให้การทำนิติกรรมต่าง ๆ ไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันนี้มีนโยบายที่จะออกเป็นโฉนดที่ดินชาวบ้านก็ยังรอความหวังอยู่นะครับ ขอความกรุณาเร่งแก้ไขโดยด่วนด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายกรณ์ จาติกวณิช เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือผ่าน ท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินหน้าตามนโยบายเร่งด่วน ข้อที่ ๑ ที่ท่านได้ประกาศไว้กับรัฐสภา คือการเร่งทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และผมขอให้ท่านประธานฝากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยเร็ว เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่ กทม. แล้ว คณะกรรมการควรต้องมีตัวแทนผู้ประกอบการและนักวิชาการที่ทำงานเรื่องนี้โดยตรง มีส่วนร่วมด้วย ท่านประธานครับ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ทาง กทม. ได้อ้างนโยบายที่เขา เรียกว่า การจัดระเบียบยกเลิกจุดขาย ที่เป็นจุดผ่อนผันเดิมกว่า ๖๐๐ จุด วันนี้เหลือเพียงแค่ ๑๐๐ กว่าจุด ซึ่งไม่ได้เป็นการทบทวนรูปแบบและมาตรฐานตามนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการปิดโอกาสการทำมาหากินของผู้ประกอบการคนไทยนับแสนคน ท่านประธานครับ ดังนั้นนอกจากการตั้งคณะกรรมการแล้ว ผมจึงขอให้ท่านประธาน ฝากท่านนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณลงไปที่ กทม. ให้พักการจัดระเบียบแบบเดิมไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อสรุปที่เป็นธรรม ในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมอยากเห็นเมืองหลวงของเรา เป็นเมืองหลวงของคนไทยทุกระดับชั้น การค้าริมถนนไม่ได้เป็นเพียงแค่การหารายได้ของ ผู้ค้าครับ แต่เป็นทางเลือกราคาถูกให้กับผู้มีรายได้ต่ำที่ไม่สามารถซื้อของตามห้างร้าน หรือทานข้าวตามร้านอาหารได้ และเพื่อความถูกต้องก็ควรจะต้องมีการขึ้นทะเบียนผู้ค้า ควรจะต้องมีการขึ้นทะเบียนผู้ค้าให้ต้องเข้าระบบภาษี มีการดูแลรักษาความสะอาด เรียบร้อย และมีการเสียค่าเช่าอย่างเป็นธรรมให้กับ กทม. ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือมีผู้ค้าต่างด้าวจำนวนมาก หลายรายมีนายทุนเป็นผู้หนุนหลัง ได้มาค้าขายแทน ผู้ค้าคนไทยที่ถูกจัดระเบียบซึ่งไม่เป็นธรรม ไม่เป็นระบบระเบียบ และเป็นช่องทาง การทำทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ผมจึงขอฝากท่านประธานช่วยเร่งรัด ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ ขอเชิญท่านพิเชษฐ์

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เขต ๕ ของผม จังหวัดเชียงรายนะครับ มีถนนเชื่อมตำบลบ้านหลวง ตำบลครึ่งไปบ้านใหม่ศรีวิไล ระยะทาง ๕ กิโลเมตร เวลาจะไประหว่างตำบลก็ต้องอ้อม ๒๐ กิโลเมตรนะครับ อยากได้ถนนลาดยางให้พี่น้องประชาชน เพื่อจะได้สัญจรไปมาแล้วก็ ขนส่งสินค้าการเกษตรนะครับ และถนนอีกสายหนึ่งนะครับ เข้าน้ำพุร้อนหนองโป่งมุ่นนะครับ ระยะทาง ๕ กิโลเมตร เพื่อการท่องเที่ยวน้ำพุร้อน แล้วก็ขนส่งสินค้าเกษตรนะครับ และถนน สายที่ ๓ ถนนที่ตำบลต้า อำเภอขุนตาล ซึ่งพี่น้องหมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๑๓ หมู่ที่ ๑๕ ของตำบลต้า ก็มีความเดือดร้อนขนสินค้าเกษตรเหมือนกัน และเรื่องสุดท้ายครับ ที่บ้านร่องห้า ตำบลศรีดอนชัย มีอยู่ ๒๒๐ หลังคาเรือน ขาดน้ำจริง ๆ ครับ น้ำบาดาลเจาะไป ๘๐ เมตร ๑๐๐ เมตร ก็ไม่ถึง เขาบอกว่ามันต้อง ๑๒๐ เมตร ฉะนั้นอยากจะได้งบประมาณที่ทำให้ บ่อบาดาลขุดไปถึง ๑๒๐ เมตร จะเจอน้ำนะครับ อย่างไรก็ฝากทางผู้เกี่ยวข้องนะครับ ช่วยดูแลหรือเป็นประปาผิวดินก็ได้ ก็ฝากกระทรวงมหาดไทยช่วยไปเป็นภาระที่จะดูแล พี่น้องของผมด้วยนะครับ กราบขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านพิเชษฐ์ครับ ต่อไปครับ นายสมเกียรติ วอนเพียร เชิญครับ ๑. สี่แยกบ้านใหม่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๙๒ ตัดกับทางหลวงชนบท กจ. ๔๐๖๖ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านใหม่ ๒. สี่แยกบ้านสระเศรษฐี ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๙๒ ตัดกับ ทางหลวงชนบท กจ. ๔๐๐๔ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านใหม่ ๓. สี่แยกบ้านหนองอีเห็น ทางหลวง แผ่นดินหมายเลข ๓๓๕๗ ตัดกับทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๒๐๙ กม. ที่ ๒๗ หมู่ที่ ๑๒ หนองตากยา ๔. สามแยกบ้านหนองคาวนก ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๒๐๙ กม. ที่ ๓๑ หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองตากยา ทั้ง ๔ จุดนี้อยู่ในเขตอำเภอท่าม่วง ๕. สามแยกถนน ด่านมะขามเตี้ย-ท่ามะกา ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๐๙ กม. ที่ ๕๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอด่านมะขามเตี้ย ก็ขอฝากท่านประธานแจ้งไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้อง ขอให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรด้วยครับ กราบพระคุณท่านประธานมากครับ

ต่อไปนายธีรัจชัยครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กรุงเทพมหานคร ขอหารือเรื่องสภาพการจราจรที่ติดขัดมากในเขตกรุงเทพมหานคร อันเนื่องมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ในเวลาเดียวกันหลายสาย ซึ่งขณะนี้ยังมีอยู่ ๑๐ สาย ที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง มีปัญหาคล้ายกัน อาทิเช่น โครงการสร้างรถไฟฟ้า สายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง กำหนดระยะเวลา ๓ ปี เดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ โครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี กำหนด ระยะเวลาก่อสร้างเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐ ถึงต้นปี ๒๕๖๖ โครงการสร้างรถไฟฟ้า สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี เริ่มเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ จะดำเนินการในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเมื่อตรวจดู ความก้าวหน้า โครงการเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ แล้ว มีความก้าวหน้าเพียงแค่ ๓๕.๕๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนด ไม่น่าที่จะเสร็จตามกำหนด ท่านประธานที่เคารพ จากการก่อสร้างหลายโครงการพร้อมกันทำให้เกิดสภาพการจราจรติดขัดมาก ทั้งกรุงเทพมหานครกระทบเป็นลูกโซ่ มีการก่อสร้างในเวลากลางคืน ในการใช้เสียงรบกวน เวลาพักผ่อนพี่น้องประชาชน อีกทั้งในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็น พี่น้องประชาชน ต้องเดินทางไปทำงาน กลับบ้าน ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เช่น สายสีชมพูบริเวณสะพาน กม. ๘ รามอินทรา บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลรามอินทรา สายสีเหลืองบริเวณถนนลาดพร้าว สายสีส้ม บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง สายสีทอง มีการก่อสร้างในเวลากลางคืนตลอดนะครับ ส่งผลต่อสุขภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ด้านครอบครัว สุขภาพจิต และมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง จึงขอฝากท่านประธานไปยัง กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดการก่อสร้าง อย่าให้มีการก่อสร้างล่าช้า อย่างเส้นถนนสายสีชมพูด้วยนะครับ อีกทั้งได้แก้ปัญหาตรงจุดต่าง ๆ ในกรณีเป็นคอขวด ที่เป็นปัญหาให้เสร็จก่อน ค่อยสร้างในจุดอื่น เพื่อคืนพื้นที่จราจรให้แก่ประชาชน รวมถึง การพิจารณางานก่อสร้างในเวลากลางคืนที่ใช้เวลาน้อยเพื่อคืนความสุขให้แก่ประชาชนครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขาม พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ เนื่องจากการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถาม ๖ ข้อ และได้รับปากว่าท่านได้รักชาวสวนยาง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ หลังจากนั้นผมเองก็ไม่ได้วิจารณ์ในนโยบายเรื่องของ ราคายางพารา เพราะว่าผมรักษามารยาททางการเมือง สิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ผมพยายาม ลงในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเลือกตั้ง ผมใช้เวลาแต่ละงานประมาณเกือบ ๑ ชั่วโมง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ผมมั่นใจว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านที่มีพื้นที่ ปลูกยางพารา พี่น้องประชาชนมีความหวังกับพวกเรานะครับ จะสอบถามทุกครั้งว่า ราคายางพาราจะขึ้นเมื่อไร ท่านประธานสภาที่เคารพครับ สิ่งที่เป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ การแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำริ ในขณะนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าคนที่รับผิดชอบก็คือ กยท. การยางแห่งประเทศไทย ปัจจุบันบอร์ดการยางแห่งประเทศไทยไม่มี ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยไม่มี มีแต่รักษาการ ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย แต่องค์กรนี้จะมาดูแลงบประมาณเกือบ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ในการชดเชยรายได้ให้กับ เกษตรกร เงินเหล่านี้ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่ธนาคาร ธ.ก.ส. สำรองออกไปก่อน แล้วก็จะไปเบิกกับในงบประมาณปีหน้า ซึ่งจะได้รายได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็คือ ๒,๖๐๐ ล้านบาท นี่ก็รายได้ของ ธ.ก.ส. ดังนั้นพี่น้องประชาชนในพื้นที่ บอกว่า อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางแบบยั่งยืน โดยเฉพาะวันนี้เป็นความหวัง ของพวกเรา ราคาที่ชาวบ้านต้องการวันนี้แค่ ๕๐ บาทก็พอ แต่ให้ได้รับความเป็นธรรม บางคนไม่มีเอกสารสิทธิ ถ้าเกิดรัฐบาลยังแก้ในรูปแบบเดิมนะครับ อุดหนุนคนที่ขึ้นทะเบียน คนที่ไม่มีเอกสารสิทธิไม่มีสิทธิได้ ผมคิดว่าไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาโดยถ้วนหน้านะครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ครับ

นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา นครปฐม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๓ พรรคอนาคตใหม่ค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่อง อยากจะขอหาท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ บริเวณริมคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งพี่น้องได้แจ้งเข้ามาว่ามี การปล่อยน้ำทิ้งลงในคลองโยงนะคะ ซึ่งถูกปล่อยมาจากหมู่บ้านจัดสรรหลาย ๆ หมู่บ้าน ในฝั่งตำบลมหาสวัสดิ์ ในขณะนี้ในคลองโยงมีกลิ่นเหม็น น้ำมีฟอง แล้วก็น้ำเปลี่ยนสีนะคะ สัตว์เล็ก ๆ หลายชนิด เช่น กุ้งและปลาหลดล้มตายไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จากเมื่อก่อนที่เด็ก ๆ สามารถลงเล่นน้ำในคลองได้ ตอนนี้ก็ลงเล่นไม่ได้เพราะว่าแสบผิว แล้วก็คันมากนะคะ นอกจากจะส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตของชาวบ้านแล้วยังส่งผลกระทบ ต่อระบบนิเวศน์โดยรวมด้วยค่ะ และชาวบ้านก็มีการร้องเรียนไปยังท้องถิ่นหลายครั้ง แต่ก็ยัง ประสบปัญหาเช่นเดิมนะคะ นอกจากนี้ยังมีปัญหาผักตบชวาซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในหลาย ๆ พื้นที่ในจังหวัดนครปฐม ทั้งในคลองโยง คลองมหาสวัสดิ์ และแม่น้ำท่าจีนนะคะ ทราบมาว่ากำนันในตำบลคลองโยงได้ใช้งบส่วนตัวในการกำจัดผักตบชวานะคะ แล้วจริง ๆ ควรจะได้งบจากส่วนกลางดิฉันก็อยากสอบถามว่าทางกรมชลประทานมีการจัดการในเรื่องนี้ อย่างไร ทั้งเรื่องน้ำเสียและเรื่องผักตบชวาค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

อีกเรื่องที่อยากจะหารือ ก็คือเรื่องสะพานข้ามคลองค่ะ สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หลังโรงเรียนบ้านคลองโยง ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างตำบลมหาสวัสดิ์และตำบลคลองโยงนะคะ ปัจจุบัน สะพานชำรุดผุพัง สะพานนี้เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ใช้ข้ามตลอดเวลา สัญจรไปมา ระหว่าง ๒ อำเภอ ๒ ตำบล มีชาวบ้านรวมตัวกันเอาปูนมาเทบริเวณทางขึ้นสะพานเอง เนื่องจากสอบถามไปยัง อบจ. แล้วยังไม่มีงบตรงส่วนนี้ ดิฉันเข้าใจระบบความล่าช้า เรื่องของงบประมาณนะคะ ก็อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา เรื่องการดำเนินการซ่อมแซมสะพานค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ของพี่น้องประชาชนค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายสายัณห์ ยุติธรรม เชิญครับ

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมกราบเรียนประธานว่าตอนนี้สินค้าที่ถูกลืมในกระบวนการของกระทรวงพาณิชย์คือ มะพร้าว มะพร้าวที่ภาคใต้ ตอนนี้ลูกละ ๔.๕๐ บาท ลิงเอาค่าขึ้น ๑.๕๐ บาท ผมอยากเรียนว่า ผมไม่อยากให้รัฐบาลต้องไปประกันราคามะพร้าวและมะเขือ จุดนี้ที่ผมอยากเรียนว่าอยากให้ ประธานช่วยคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่ามะพร้าวกับมะเขือไม่เหมือนกันครับ ตอนนี้ผมอยากเรียนว่า ในกระบวนการตอนนี้มะพร้าวภาคใต้ เศรษฐกิจประเทศนี่มะพร้าว เป็นสิ่งสำคัญมากเลยท่านประธานที่เคารพครับ แล้วก็อย่าให้เป็นสินค้าที่ถูกลืม ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะว่ามะพร้าว เป็นสินค้าตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย หมากม่วง หมากพร้าว หมากปราง หมากพร้าว เป็นสินค้าที่ประเทศไทยต้องรักษาไว้ และในกระบวนการทั้งหมดนี้ท่านประธานที่เคารพครับ มะพร้าวอยากให้กระทรวงพาณิชย์และกระบวนการทั้งหมดนี้อย่าลืมสินค้าตัวนี้นะครับ ภาคใต้ขาดไม่ได้เลยครับ ตอนนี้บ้านผมประชาชนทั้งหมดเขาไปผูกกับสินค้าชนิดหนึ่ง คือกล่อง ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสายัณห์ทำเป็น หนังสือมานะครับ ผมจะส่งต่อครับ ขอบคุณมากครับ เชิญต่อไป นางสิรินทร รามสูต ครับ

นางสิรินทร รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน สิรินทร รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่านเป็นเขต พื้นที่ที่มีการประกาศเขตอุทยานมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ๗ อุทยาน เป็นป่าต้นน้ำของ น้ำน่าน น้ำน่านให้น้ำเจ้าพระยากว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ใน จังหวัดน่านกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่า ไม่มีเอกสารใด ๆ ทั้งสิ้น บางหมู่บ้านอาศัยอยู่ก่อนการจะประกาศเป็นเขตอุทยาน เมื่อ ๒ อาทิตย์ก่อนมีเรื่องโด่งดังใน โซเชียล (Social) กล่าวถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อหมู่บ้านน้ำกาด เป็นหมู่บ้านสาขาของบ้าน สบขุ่น อยู่ในตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา อยู่ในเขตอุทยานนันทบุรีค่ะ พอเรื่องดังขึ้นก็มี หน่วยงานทหารที่สามารถเข้าไปทำงานในเขตอุทยานได้ เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน แต่ใน ความเป็นจริงแล้วโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลจัดสรรให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการชดเชย เรื่องของยางพารา ข้าวโพด ข้าว ข้าวโพดที่หนอนกระทู้ลง ภัยแล้ง อุทกภัยต่าง ๆ โครงการประชารัฐก็ทำได้แต่ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ แล้วก็เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ ตอนนี้ทราบว่ารัฐบาลได้จัดสรร โครงการภัยแล้งให้กับหมู่บ้าน หมู่บ้านละไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่หมู่บ้านเหล่านี้ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ แม้จะมีคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ เพราะจะต้องทำให้ทันกับ ปีงบประมาณนะคะ ดิฉันก็อยากจะฝากไปยังรัฐบาลช่วยดูแลพี่น้องประชาชนเหล่านี้ อย่างจริงจัง พวกเขาอยู่ห่างไกลความเจริญขาดโอกาสอยู่แล้ว แต่ด้วยกฎเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตอุทยานป่าต้นน้ำไม่สามารถรับความช่วยเหลือตาม ความประสงค์ของพี่น้องประชาชนได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสุชาติ อุสาหะ ครับ

นายสุชาติ อุสาหะ เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือ ท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านวราวุธ ศิลปอาชา แล้วก็ผ่านไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชนะครับ วันนี้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ เรื่องของบิลลี่ที่ถูกอุ้มหายตัวไป แล้วขณะนี้ ดีเอสไอ (DSI) ก็ได้เข้ามาทำความจริงให้ปรากฏ ก็เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ เรื่องของบิลลี่แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานผมก็คงปล่อยเป็นเรื่องของดีเอสไอ (DSI) ไปนะครับ แต่มีชาวบ้านในพื้นที่เขาฝากมาอีก ๒ เรื่อง เรื่องของการปลูกป่าลมที่แก่งกระจาน แล้วก็ฮั้วประมูลสร้างหน่วยพิทักษ์อุทยานห้วยคมกฤชนะครับ ส่วนผมเป็นเรื่องที่นำเสนอ วันนี้คือเรื่องปัญหาของพี่น้องที่คำสั่ง ที่ ๙๗/๕๘ ของอธิบดีกรมอุทยานก่อสร้างกำหนด แนวเขตป่าไม้ไม่เป็นไปตามแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกาก่อตั้งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ขอคลิป (Clip) ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ฝากคลิปเรื่องนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วยนะครับให้แก้ไขเป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้จังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการ แล้วก็สรุปแล้วนะครับว่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น กำหนดแนวเขตทับพื้นที่ ของราษฎรทั้ง ๒ อำเภอทั้งหนองหญ้าปล้องและแก่งกระจานจริง ๆ นะครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุชาติทำเรื่องมานะครับ ต่อไปนะครับ นายอับดุลอายี สาแม็ง ครับ

นายอับดุลอายี สาแม็ง ยะลา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ผมอยากจะนำเรียนหารือ กับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือปัญหาของครูผู้ดูแลเด็กจำนวน ๙๘ คน ซึ่งเมื่อวานก็มีการเอา หนังสือมาร้องเรียนที่สภาผู้แทนราษฎร รวมหนังสือไปถึงท่านประธานด้วย ว่าครูเหล่านี้ได้รับ การบรรจุการจ้างเป็นครูผู้ดูแลเด็ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พอมาตอนหลังก็มีคำสั่งให้มีการเลิก หรือว่าให้พ้นจากราชการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหากับครูที่ดูแลเด็กมาอย่างตลอด ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๔ ถึง ปีนี้ปี ๒๕๖๒ ก็อยากจะให้มีการนำเรียนไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้มีการทบทวนคำสั่ง เพื่อให้มีการผ่อนผันคำสั่งของครูที่ดูแลเด็ก ซึ่งดำเนินการ มาหลายปีแล้วนะครับ ซึ่งในฐานะที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีการรับสมัคร ของครูเหล่านี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๔ กำหนดคุณสมบัติ คุณลักษณะต่าง ๆ ถูกต้องแล้ว แล้วก็พอมาตอนหลังหาว่าครูเหล่านี้ขาดคุณสมบัติความเป็นครูที่ไม่สามารถดูแลเด็กได้

และมีอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ครูซึ่งได้มีการจ้างของใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ จากปัญหาที่มันเกิดขึ้นจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขาดแคลนครู แล้วก็มี การดำเนินการรับเข้ามาเป็นครูลูกจ้างนะครับ เป็นการจ้างปีต่อปี ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็มีครูบางคน ที่มีวุฒิครู และมีบางคนที่ไม่มีวุฒิครู ก็อยากจะให้มีการดูแลและอนุโลมผ่อนผัน เพื่อให้ ครูเหล่านี้สามารถดำเนินการให้เกิดการต่อเนื่องกับเด็กและโรงเรียนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ด้วย

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ เรื่องครูผมได้รับไปแล้วครับ จะส่งเรื่องไปให้เจ้าหน้าที่ต่อไปครับ ต่อไปนายวัชรพล โตมรศักดิ์ ครับ

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ท่านประธานครับผมมีเรื่องหารือเพียง ๑ เรื่อง ที่จะกราบรบกวน ท่านประธานสภาโดยเร่งด่วนไปยังกระทรวงศึกษาธิการครับ เมื่อประมาณ กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้านหนองขอน ชาวบ้านเดื่อ แล้วก็หนองเป็ดน้ำ ของตำบลโคกกรวด ว่ามีโรงเรียนบ้านหนองเป็ดน้ำ ซึ่งทางผู้อำนวยการคณะกรรมการสถานศึกษาได้มาร้องเรียนว่าอาคารเรียนหลังเดิม ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ ปี ๒๕๒๕ เป็นอาคารเรียนแบบ ป. ๑ ฉ ๔ ห้องเรียน ได้เกิดการทรุดตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาของอาคาร ถ้าประธานได้มองภาพที่ผมถือเป็นสนิมขุม สูงจากพื้นมาเพียง ๕๐-๖๐ เซนติเมตร เสาระเบิดหมดทุกต้นครับ จวบจนในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ทางเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต ๑ ได้ออกมาดำเนินการตรวจสอบ มีท่านรองผู้อำนวยการ ๒ ท่าน แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็มีตัวแทนวิศวกรโยธา จำนวน ๒ ท่าน เป็นผู้ชำนาญการพิเศษ ได้ออกมาตรวจสอบอย่างเร่งด่วนครับ ผลปรากฏของการตรวจสอบ ซึ่งมีหนังสือตอบกลับมาในวันที่ ๒๖ บอกว่า พบว่าโครงสร้างหลักบางส่วนเสาชั้นที่ ๑ วิบัติ ใช้คำว่า วิบัติ โดยเหล็กเสริมเกิดสนิม เนื้อเหล็กคอนกรีตโครงสร้างเสื่อมสภาพ จากการวิบัติ ส่งผลทำให้เกิดการทรุดตัวของอาคาร และสรุปสุดท้ายว่าเห็นควรระงับการใช้อาคารดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุอันเกิดขึ้นที่จะสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน พังทลาย พร้อมทั้งเห็นควรรื้อถอน อาคารและขอรับการสนับสนุนโดยเร่งด่วน ท่านประธานครับ ผลปรากฏครั้งนี้อาคารเรียน ที่ไม่สามารถเรียนได้ เด็กต้องไปเรียนในโรงจอดรถ และขณะเดียวกันครูไม่มีที่พัก ต้องไปอาศัย ในอาคารเรียนหลังนี้ ผมจึงกราบขอความกรุณาท่านประธานครับ อาคารเรียนหลังนี้ เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ท่านได้โปรดกรุณาได้ส่งเรื่องไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการเถอะครับ ผมจะส่งเอกสารให้ท่านอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ครับ

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หนีไม่พ้น แล้งซ้ำซาก ท่วมซ้ำซากครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ผมได้นำเรื่องนี้ มาหารือต่อท่านประธานขอสร้างอ่างเก็บน้ำปางมะขามป้อมเพื่อแก้ไขปัญหาแล้งซ้ำซาก ท่วมซ้ำซาก ให้กับประชาชนทั้ง ๓ อำเภอ อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐมนตรีที่กำกับดูแล วันนี้ไม่เป็นไรครับ ท่านประธาน ช้าหน่อย รอได้ครับ น้ำท่วมแล้วครับ เทวดาให้มาก่อนครับ กระผมขอภาพครับ

(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดคลิปภาพ)

ภาพนี้ล่ะครับท่านประธาน ยังมีอีกหลายภาพครับที่เสียหาย ผ่านไปครับ ต่อไปครับ จะได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะอะไรครับท่านประธาน ถ้าอ่างเก็บน้ำปางมะขามป้อมสำเร็จ ยังมีภาพอีกครับ ถ้าอ่างเก็บน้ำปางมะขามป้อมสำเร็จครับ ภาพเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นครับ แล้งซ้ำซาก ท่วมซ้ำซาก ท่วมมากที่สุดครับ ที่อำเภอฝาง นี่ละครับหมู่ ๔ เขตเทศบาล ตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ รัฐมนตรีที่กำกับ กระผม ขอให้ท่านมาดูแลครับ ถ้าอ่างเก็บน้ำปางมะขามป้อมสำเร็จ ภาพเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในสภา แห่งนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ เชิญนางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ครับ

นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๖ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องอยากจะกราบเรียนหารือท่านประธาน ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว ที่เคยหารือไปแล้วในเรื่องของปัญหามลพิษฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5)

เรื่องแรกคืออยากจะฝากไปยังหน่วยงานกรมควบคุมมลพิษ ที่เคยเรียน ไปแล้วว่าอีกไม่กี่เดือนนี้หลังจากฝน พอเข้าหน้าหนาว ปัญหาฝุ่นละออง ๒.๕ น่าจะกลับมา อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นอยากฝากไปยังกรมควบคุมมลพิษในเรื่องของการติดตั้งเครื่อง วัดค่าฝุ่นละอองในจุดที่เหมาะสมนะคะ ในจุดที่ประชาชนสามารถเห็น แล้วก็อยากจะให้ แจ้งข่าวสารในแง่ของความรู้ความเข้าใจในการอ่านค่าอย่างถูกต้อง เพื่อให้ประชาชน จะได้ทราบว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนชรา หรือว่า คนที่เป็นโรคหอบหืด หรือว่าคนที่ตั้งครรภ์ จะได้ทราบว่าควรจะออกจากบ้านได้หรือไม่ ในวันที่เกิดวิกฤตที่ค่าเกินมาตรฐาน

เรื่องที่ ๒ ก็คืออยากจะฝากไปยังกรมประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการเตรียม ความพร้อมในการแจ้งข่าวสารไปถึงประชาชน ในครั้งที่แล้วที่เกิดวิกฤตการณ์มีเหตุการณ์ ที่ประชาชนมากมายไม่เข้าใจแล้วก็ไม่ทราบข่าวสารที่ถูกต้องนะคะ วันนี้อยากจะฝากว่า วันนี้เรายังพอมีเวลาที่อาจจะเตรียมความพร้อมได้ ก็อยากจะฝากเอาไว้ตั้งแต่วันนี้

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าถ้าเราย้อนกลับไปวันที่เกิดวิกฤตการณ์ เครื่องฟอกอากาศ แล้วก็หน้ากากอนามัยถือเป็นสินค้าที่หายาก แล้วก็ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตก็จะมีกลุ่มที่เป็น ผู้ฉวยโอกาสในการที่จะขึ้นราคาสินค้า ทำให้สินค้านั้นมีราคาแพง แล้วก็หาซื้อได้ยาก อาจจะฝากไปยังกระทรวงพาณิชย์ให้พิจารณาเป็นสินค้าควบคุมราคา แล้วก็อาจจะพิจารณา เตรียมหาให้มีจำนวนเพียงพอในวันที่เกิดวิกฤตค่ะ ฝากไว้ ๓ เรื่องค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางมนพร เจริญศรี เชิญเลยครับ

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะหารือ ต่อท่านประธาน ๓ เรื่อง และเรื่องที่จะต้องติดตาม ๑ เรื่อง

เรื่องแรก ดิฉันได้รับคำร้องจากครูธุรการและนักการภารโรงว่าขณะนี้เป็น ระยะเวลา ๒ เดือน เข้ามาเดือนที่ ๓ แล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้จ่ายเงินเดือน เดือนละ ๙,๐๐๐ บาทแต่อย่างใด เพราะเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ ก็อยากจะขอเร่งรัดให้มีการจ่ายเงินเดือน เพราะว่าขณะนี้ทางครูและนักการภารโรง มีรายจ่ายประจำทุกเดือน ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาแก้ไขปัญหา ฝากท่านประธานไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าก่อนที่จะจ่ายเงินสำหรับการท่องเที่ยวคนละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๐ ล้านคน ขอเอาเงินเดือนนักการภารโรงแล้วก็ครูธุรการไปให้ก่อนค่ะ

เรื่องที่ ๒ ในยุคข้าวยากหมากแพง จริง ๆ ขณะนี้ข้าวเหนียวนึ่งแถวบ้านของ ดิฉันกิโลกรัมละ ๔๕-๕๐ บาท ในขณะที่ชาวบ้านที่ไม่ได้ดำนาจะต้องหาเช้ากินค่ำ เพราะว่า วันนี้ข้าวเหนียวนึ่งกิโลกรัมละ ๔๕-๕๐ บาท ข้าวเปลือกกิโลกรัมละ ๒๒ บาท หมื่นละ ๒๒๐ บาท ตันละ ๒๒,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าในช่วงฤดูกาลทำนาครั้งแรกประมาณ ๒ เดือน ที่แล้วพายุเข้า ชาวนาต้องดำนาถึง ๒ ครั้ง ขณะที่ดำนา ๒ ครั้งแล้ว ข้าวกำลังอยู่ในช่วง ตั้งท้อง ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดแห้งแล้ง ข้าวในนาใกล้จะตาย พอมาทีนี้พายุเข้าอีก ๒ ลูก ทำให้ผีซ้ำด้ามพลอยจริง ๆ ค่ะท่านประธาน ขณะที่ข้าวเปลือกมีราคาสูงเช่นนี้ปรากฏว่า ข้าวเปลือกไม่ได้อยู่ในมือของชาวนา ข้าวเปลือกดังกล่าวไปอยู่ในมือของเถ้าแก่โรงสี และนายทุนจนหมด เพราะขณะที่ชาวนาเพิ่งจะดำนาแล้วก็ปลูกข้าวแล้วเสร็จ ชาวนาต้องเร่ง ขายข้าวเพื่อจะเอาเงินเหล่านั้นมาใช้หนี้นายทุน เพราะนายทุนเอาปุ๋ยไปตกเขียวให้ชาวนา ใช้หนี้ค่าแรง ใช้หนี้ค่ารถไถ ก็ขอฝากว่าในสิ่งเหล่านี้รัฐบาลเมื่อชุดที่แล้วกับรัฐบาลปัจจุบันนี้ คือชุดเดียวกัน ขอให้หันกลับมาดูแลปากท้องพี่น้องประชาชน แล้วก็ควบคุมราคาในขณะนี้ ขอขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณมนพร ขออภัยเอ่ยชื่อท่านผิด ต่อไปนายปรีดา บุญเพลิง เชิญคุณปรีดาเลยครับ

นายปรีดา บุญเพลิง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอกราบเรียนท่านประธานหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในโครงการทางรถไฟรางคู่ จากชุมทางจิระ จังหวัดนครราชสีมาถึงจังหวัดขอนแก่น ในบริเวณเขตอำเภอเมืองพล เนื่องจากรถไฟรางคู่ที่ได้ทำมาถึงเมืองพลนั้นมีปัญหา อย่างมากมาย พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก เพราะว่าได้ทำแผงกั้นในการเดินทางของ พี่น้องประชาชนชาวอำเภอพล อำเภอแวงน้อย อำเภอแวงใหญ่ แล้วก็พี่น้องประชาชนทั่วไป ที่เดินทางในเส้นทางนี้ และมีเด็กนักเรียนประมาณเกือบ ๕,๐๐๐ คน ของโรงเรียน เมืองพลพิทยาคม และโรงเรียนพลที่เดินผ่านข้ามทางรถไฟ ถ้าทางเส้นนี้เสร็จสมบูรณ์ จะมีปัญหาอย่างมาก เพราะว่าเด็กจะต้องเดินข้ามทางรถไฟโดยใช้ทางที่เป็นทาง ยูเทิร์น (U-Tern) ซึ่งเป็นปัญหามาก ก็ขอกราบเรียนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ลงไปดูแล และทางลอดระหว่างอำเภอพลไปอำเภอแวงใหญ่ ณ วันนี้ฝนตกน้ำท่วมไม่สามารถสัญจรไปได้ เป็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างมากในพื้นที่ตรงนี้ และ

เรื่องที่ ๒ เส้นทางหนึ่ง ก็คือเส้นทางสาย ๒๐๖๕ ระหว่างอำเภอพลไป อำเภอแวงน้อย ไปอำเภอคอนสวรรค์ อันนี้พี่น้องประชาชนอยากจะได้ขยายเส้นทางเป็น ๔ เลน

เรื่องที่ ๓ ในเขตเทศบาลอำเภอแวงน้อย ก็อยากจะได้ไฟจราจร ทำให้ ประชาชนได้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการเดินทางในทางสี่แยก ในเขต เทศบาลตำบลแวงน้อย ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ จบวาระ ปรึกษาหารือ ผมขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกคนที่ช่วยรักษาเวลา ยังไม่ได้เปิดประชุมนะครับ ท่านสมาชิกเตรียมตัวเข้ามาประชุมครับ ยังไม่ได้เปิดประชุมครูมานิตย์เชิญเลยครับ นอกวาระประชุมครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานนิดเดียวครับ เมื่อวานนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีครับ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราทุกพรรคการเมืองได้เจอปัญหาเรื่องของครูผู้ดูแลเด็ก ผมเข้าใจว่าคณะครูผู้ดูแลเด็กที่เขากำลังจะให้ออกจากราชการนั้นได้ไปยื่นหนังสือให้กับ ท่านประธานแล้ว และวันนี้คำสั่งจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้นได้ทำเรื่องไปถึงให้ ท่านนายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหลาย ๆ ตำบล จริง ๆ แล้วไม่ได้มี ในเขตเลือกตั้งผมหรอกครับ แต่ว่ามันเป็นภาพรวมของประเทศครับท่านประธาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสั่งให้ออกครับ โดยให้นายกเป็นคนให้เลิกจ้าง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ เป็นบุคคลที่น่าสงสารมากครับท่านประธาน รับราชการมา ๕-๖ ปีแล้ว วันนี้ถ้าไล่เขาออกไป มันเหมือนกับทำลายชีวิต นอกจากพวกเราแล้ว ๙๘ ชีวิต มีเป็นพันชีวิตผมกลัวว่า ในอาทิตย์ที่จะถึงนี้ทางนายก อบต. ก็ดี นายกเทศมนตรีก็ดี จะดำเนินการลงนามให้ ออกจากราชการก็จะเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ พวกผมเองก็เห็นใจเขามากก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าได้กรุณาทำเรื่องเพื่อนำเรียนกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยตรงอยู่แล้ว และท่านนายกรัฐมนตรี ว่าให้ชะลอไว้ก่อนนะครับ ให้หาข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ เพราะว่าคนที่รับราชการ ที่เขามาเป็นครูนั้นเขาไม่ได้ผิดครับ แต่วันนี้เขาเป็นครูมา ๕ ปีแล้วครับ ๕ ๖ ๗ ปี บางคน ๗ ปี แล้วอยู่ ๆ ก็จะให้เขาออก ซึ่งพวกผมไปดูกันทุกพรรคครับ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย เมื่อวานพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย แม้กระทั่งท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งเป็น มท. ๓ ก็มาร่วมดู เมื่อวานนี้ ทางพวกผม ก็ท่านสุทิน ท่านกรุงศรีวิไลก็ไปกันหมดเลยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครูมานิตย์ครับ รับทราบครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

อยากจะฝากท่านประธานให้เป็น เรื่องที่เร่งด่วนครับ กราบขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณมากครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกเราคุณอับดุลอายีก็ได้ปรึกษาเรื่องนี้ แล้วผมก็เรียนไปแล้วว่าผมได้รับ เรื่องเมื่อวานครับ จะส่งเรื่องไปให้หน่วยงานเขาพิจารณาต่อไป ครูมานิตย์ขอบคุณนะครับ

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๙ คน

ขณะนี้มีท่านสมาชิก มาลงชื่อแล้วทั้งหมด ๓๒๙ ท่านนะครับ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ เปิดประชุมแล้วนะครับ เดี๋ยวขออนุญาตไปตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

ผมขอเรียนที่ประชุมล่วงหน้าไว้ก่อนนะครับว่าวันศุกร์ที่ ๑๓ เพื่อนสมาชิก กรุณาได้เตรียมประชุมไว้หน่อยครับ เพราะว่าเราจะใช้เวลาวันนั้นเพื่อประชุมเรื่องญัตติ โดยเฉพาะ เพราะเนื่องจากว่ามีเรื่องญัตติค้างอยู่มากครับ แล้วก็เราได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ กับกระทู้และเรื่องเพื่อทราบ ทำให้เรื่องสาระสำคัญจริง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ ส.ส. เกี่ยวกับญัตติด่วนและญัตติธรรมดานั้นค้างอยู่จำนวนมาก ขณะนี้ได้หารือกับทางฝ่ายสภา แล้วก็แยกกลุ่มญัตติเพื่อสะดวกในการที่เราจะพิจารณา ผมคิดว่าวันศุกร์ที่ ๑๓ เราจะนำญัตติ เหล่านั้นมาพิจารณาเฉพาะ ไม่เอาเรื่องอื่นเข้ามา โดยผมเรียนให้ทราบอย่างนี้นะครับ เรามี ญัตติด่วน ๒๓ ญัตติ เราแยกญัตติที่เกี่ยวกับพระราชกำหนดออกไปแล้วเหลือ ๒๓ ญัตติ ญัตติธรรมดาที่ค้างอยู่และข้อเสนอใหม่ทั้งหมด ๙๒ ญัตติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะทำให้ก่อนปิดประชุมงานของท่านสมาชิกเป็นรูปธรรมก็คือ การที่ญัตติเหล่านั้นได้รับการพิจารณา กรณีใดที่ตั้งกรรมาธิการก็จะให้กรรมาธิการ ได้พิจารณาในระหว่างปิดสมัยประชุมนะครับ ผมก็ลองหารือว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะทำได้ เร็วขึ้น เพราะวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการที่หารือในมติญัตติทั้งหลาย ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ ได้แยกกลุ่มดูครับ ก็เราแยกกลุ่มใหญ่ ๆ อย่างนี้นะครับ เช่นวันนี้เราจะมีกลุ่ม กลุ่มที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่อง อีอีซี (EEC) โดยเฉพาะ ซึ่งได้มีการอภิปรายไปแล้วของท่านวันนอร์ ท่านสุรสิทธิ์ก็ยังมี ๒ ท่านต้องอภิปรายต่อ เพราะรวมทั้งหมด ๔ ญัตติ กลุ่มที่ ๒ การควบคุม การใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม มี ๗ ญัตติของท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ของท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ของท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ของท่านกูเฮง ยาวอหะซัน ของท่านอนันต์ ผลอำนวย ของท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ของท่านนริศ ขำนุรักษ์ ซึ่งของท่านนริศนั้น อยู่ในญัตติธรรมดา แต่เป็นเรื่องเดียวกับญัตติด่วนก็สามารถรวมได้ เพราะฉะนั้น ๗ ญัตติในนี้ เราสามารถมาหารือกันถ้าเราจบญัตตินี้ได้ ๑ ญัตติ ก็จะเท่ากับจบ ๗ ญัตติ ถ้ามีการตั้ง กรรมาธิการ กรรมาธิการจะได้มีเวลาทำงาน มีญัตติที่แยกกลุ่มไปอีก เช่น กลุ่มที่ ๓ จะเป็น ญัตติเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบจากคำสั่ง คสช. มีญัตติที่ ๖ ของท่านปิยบุตร แสงกนกกุล ญัตติที่ ๑๓ ของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นต้น ซึ่งเมื่อเราแยกออกไปอย่างนี้ก็จะมี ประมาณ ๔ ๕ ๖ กลุ่ม มีกลุ่มละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเป็นของคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ มีของคุณสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ มีของคุณปิยบุตร แสงกนกกุล มีของคุณอันวาร์ สาและ นอกจากนั้นก็มีญัตติเดี่ยว ที่ไม่มีญัตติอื่นผสม ซึ่งผมคิดว่าเราสามารถที่จะทำให้ญัตติเหล่านี้ ผ่านการพิจารณาไปได้ถ้าเราใช้เวลาในการทำความเข้าใจและการอภิปรายนั้น นอกข้อบังคับ ก็คือไม่วนเวียนซ้ำเกินไป แล้วก็ผมคิดว่าเจ้าของญัตติมาหารือกันได้ ว่าใครจะพูดประเด็นไหน เพื่อไม่ให้ซ้ำกัน แล้วเราก็ขอมติที่ประชุมว่าจะตั้งกรรมาธิการ หรือไม่ ถ้าเราตั้งกรรมาธิการ กรรมาธิการก็จะได้มีเวลาไปทำงาน แล้วก็รายงานเรากลับมา เมื่อเปิดสมัยประชุมครั้งต่อไป ที่เรียนเหล่านี้เพราะเหตุว่าญัตติเหล่านี้มีผลต่อประชาชนมาก ญัตติสารเคมีนั้นไม่ใช่เฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือตำบลใดตำบลหนึ่ง หรือหมู่บ้านหนึ่ง เรื่องกระทู้เป็นเฉพาะนะครับ แต่ญัตติเหล่านี้จะมีผลทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องเหล่านี้ ผ่านไปได้ก็จะมีผลต่อประชาชนทั้งประเทศ อันนี้ก็เลยให้ความสำคัญว่า เราใช้วันศุกร์ที่ ๑๓ ขอเวลาตั้งแต่ ๐๙.๓๐ นาฬิกาเป็นต้นไปนะครับเราพิจารณาไปช่วงถึงตอนเย็น หรือตอนค่ำ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมตรงเวลานั้นว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องไปได้เท่าใด ผมเชื่อว่า จะทำให้จำนวนญัตติที่มีอยู่นั้นก็จะลดลงไป แล้วผลงานของท่านสมาชิกก็จะได้เกิดผล รูปธรรมนะครับ แล้วก็จากนั้นเราก็ค่อยมาหารือเรื่องญัตติธรรมดาต่อไป เพราะเราสามารถ จะทำให้ญัตติของผู้เสนอเหล่านั้นได้ผ่านการพิจารณามาได้อย่างไร ผมไม่อยากให้ค้าง เป็นดินพอกหางหมูแบบในสมัยก่อนนะครับ เมื่อหมดวาระผู้แทนแล้วก็ปรากฏว่าญัตติ ได้รับการพิจารณาไปน้อยมาก ค้างอยู่ ของเราเที่ยวนี้อย่างไรต้องทำให้สภามีคุณภาพ คือญัตติถ้าเป็นไปได้ให้ผ่านทุกเรื่องเหมือนกระทู้ก็ต้องผ่านทุกกระทู้ แต่เนื่องจากเราเสียเวลา ไปกับเรื่องพวกนั้นมาก โดยเฉพาะเรื่องเพื่อทราบปกติ ปกติเรื่องเพื่อทราบก็จะไม่เสียเวลา มากนัก แต่ปัจจุบันนี้สมาชิกจะสนใจเพราะเป็นช่วงเวลา ๕ ปีกว่าที่ผลงานขององค์กร เหล่านั้นไม่ได้มีการพิจารณาจากตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นสมาชิกเขาสนใจ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในส่วนหนึ่ง แต่ว่าเวลาก็จะมีผลกระทบต่อญัตติก็เลยขอความร่วมมือ สมาชิกว่าวันศุกร์ที่ ๑๓ ขอเวลาเราสักวันหนึ่งเต็ม ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าจะสางญัตติไปได้ไม่น้อย เมื่อเราแบ่งกลุ่มแล้วครับ ก็เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบครับ สมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ

(ไม่มีสมาชิกขัดข้อง)

ถ้าไม่ขัดข้อง กรุณากัน วันไว้วันศุกร์ที่ ๑๓ ล่วงหน้านะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานการพิจารณาศึกษาการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

มีเรื่องที่ค้างมาจากครั้งที่แล้ว ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ผมขอเชิญกรรมาธิการที่พิจารณา เรื่องของญัตติที่เรา พิจารณาไป กรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จนะครับ รายงานการพิจารณาศึกษาการขยาย สัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ขอเชิญกรรมาธิการครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายวีระกร คำประกอบ ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวีระกร คำประกอบ ประธานกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) สภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอรายงานเรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรดังนี้ครับ

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) โดยมี กำหนดระยะเวลาการพิจารณาศึกษาไว้ทั้งสิ้น ๔๕ วันนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ได้พิจารณา ศึกษารายงานเรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) เสร็จแล้ว จึงขอเสนอรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเห็นชอบรายงาน ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการต่อไป โดยผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแบ่งออกเป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ดังนี้

๑. ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน คณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนเพื่อเป็น การยุติปัญหาข้อพิพาททั้งหมดระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม (BEM) และจะไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อ ปัญหาการแพ้คดีต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อพิพาทในอนาคต ข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยกับ บีอีเอ็ม (BEM) หรือบริษัทเอกชนเกิดจาก ๒ คดีหลัก คือ

๑. เรื่องคดีขอชดเชยรายได้ตามสัญญาสัมปทานทางด่วนเส้นบางปะอิน-ปากเกร็ด และโดยกรณีนี้เกิดจากการก่อสร้างโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ส่วนต่อขยาย จากอนุสรณ์สถาน-รังสิต ซึ่งเป็นทางที่มีลักษณะแข่งขัน

๒. เรื่องคดีขอชดเชยรายได้จากการไม่ปรับค่าผ่านทาง ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แพ้คดี ชดเชยค่าเสียหายจากคดีทางที่มีลักษณะแข่งขันโครงการทางด่วนสาย บางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นมูลค่าถึง ๔,๓๑๘ ล้านบาท ซึ่งข้อพิพาทอื่น ๆ มีประเด็นข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันกับที่ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสิน เป็นบรรทัดฐานให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีแล้ว ในส่วนกรณีข้อพิพาทเรื่อง การไม่ปรับค่าผ่านทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ แพ้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ และศาลปกครองกลางแล้ว หากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พิพาทคดีต่อไป โดยไม่เจรจายุติข้อพิพาท การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงมีโอกาสที่จะ แพ้คดีสูง โดยข้อพิพาททั้งหมดคิดเป็นมูลค่า ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท ซึ่งหากมีการพิพาทกัน ต่อไปและการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีทุกคดี จะมีมูลค่าข้อพิพาทรวมดอกเบี้ยทั้งสิ้น ไปจนถึงปี ๒๕๗๘ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ศาลจะมีคำสั่งพิพากษาถึงที่สุดทุกคดี จะรวมเป็น เงินถึง ๓๒๖,๑๒๗ ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะทางการเงินของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันสภาพการจราจรบนทางด่วนขั้นที่ ๒ เข้าสู่ สภาวะวิกฤต โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาเร่งด่วน การเดินทางจากงามวงศ์วานไปถึงพระราม ๙ ปัจจุบันนี้ใช้เวลาถึง ๙๑ นาที ในช่วงเวลาเร่งด่วน การก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ ๒ หรือดับเบิลเดก (Double Deck) และการทำบายพาส (Bypass) ช่วงดินแดงไปพระราม ๙ ทั้งไปและกลับ และการขยายผิวจราจรตรงคลองประปาและมักกะสัน และการปรับปรุง ทางด่วนอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น จากการศึกษาของสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าหากได้ดำเนินการปรับปรุงทางด่วนในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ จะสามารถลดเวลา การเดินทางจากงามวงศ์วานไปถึงพระราม ๙ จาก ๙๑ นาที จะเหลือเพียง ๓๑ นาที ทั้งนี้เงื่อนไขและเวลาที่ขยายสัมปทาน ขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบ เป็นไปด้วย ความโปร่งใส รวมถึงกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และควรกำหนดสัดส่วนการแบ่ง ผลประโยชน์ระหว่างรัฐและเอกชนให้มีความเหมาะสม และควรลดอัตราค่าผ่านทาง รวมถึง การกำหนดระยะเวลาการปรับอัตราค่าผ่านทางให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติและประชาชนสูงสุด

ในประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านได้ให้กรรมาธิการ ได้พิจารณา คือเรื่องการขยายสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ บีทีเอส (BTS) คณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้กรุงเทพมหานครขยายสัญญา สัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ บีทีเอส (BTS) เนื่องจากสัญญาสัมปทานเส้นทางหลัก หรือคอร์ไลน์ (Core line) ยังเหลือเวลาอีกหลายปีก่อนจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน การดำเนินการหาผู้ประกอบการเดินรถรายใหม่สามารถทำได้โดยขั้นตอนตามกฎหมายปกติ (พระราชบัญญัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ปี ๒๕๖๒) รวมทั้งเมื่อสิ้นสุดสัญญา สัมปทานในปี ๒๕๗๒ คืออีก ๑๐ ปีข้างหน้า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหลายจะโอนกลับมา เป็นของรัฐ ทำให้รัฐมีอำนาจในการต่อรองในเรื่องของการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ที่ราคาจะถูกลง จนกระทั่งประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐได้ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวลดลง ส่งผลให้การจราจร ในกรุงเทพมหานครดีขึ้น ทั้งนี้ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปรากฏในรายงาน ดังกล่าวแล้ว ขอความกรุณาให้สภาผู้แทนราษฎรได้โปรดพิจารณาและให้ความเห็นชอบ เสนอรายงานข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ กรรมาธิการมีอะไรเพิ่มเติม

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาครับ ผมขออนุญาตอภิปรายต่อครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญกรรมาธิการ

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลานิดหนึ่ง ในการที่จะ ชี้แจงในส่วนความเห็นส่วนตัวของกระผม สิ่งแรกผมขอพูดเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัมปทาน ทางด่วน ในส่วนตัวผมเองได้แสดงความเห็นไว้ชัดเจนว่า กระผมไม่เห็นด้วยที่จะทำการ ต่ออายุสัมปทานทางด่วนในครั้งนี้ด้วยเหตุผล ๔-๕ ประการ อยู่ในข้อแรกก็คือประเด็น ทางกฎหมาย ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าก็ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถที่จะต่อได้โดยถูกกฎหมาย หรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่คณะอัยการที่มาให้ความเห็นต่อกรรมาธิการ ก็ได้มีความเห็นว่า ยังมีประเด็นที่น่าจะสู้ต่อได้และอัยการอยากจะสู้ต่อ แต่เรามีความจำกัด เรื่องเวลา ๔๕ วัน ซึ่งคิดว่าใน ๒ ประเด็นนี้คาดว่าน่าจะมีกรรมาธิการท่านอื่นมาให้ ในรายละเอียดปลีกย่อย ต่อไปในโครงการก่อสร้าง ดับเบิลเดก (Double Deck) ซึ่งลงทุน ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะแลกด้วยสัมปทานอีก ๑๕ ปี เห็นว่ามีความไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ผลประโยชน์ต่อประชาชนมากเกินไป เพราะ ๑๕ ปีแรกเป็นการเคลียร์ข้อพิพาท ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่การต่อ ดับเบิลเดก (Double Deck) เพียง ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่แลกกับสัมปทานอีก ๑๕ ปี ไม่น่าจะเหมาะสม แต่จุดสำคัญที่ผมอยากขออนุญาต จะใช้เวลา ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยขึ้นภาพประกอบด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ผมอยากจะให้ข้อมูลแก่สภา ภาพแรกที่ขึ้นเป็นตารางเปรียบเทียบ ซึ่งทางบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) และบอร์ดการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยได้นำเสนอเข้าสู่กรรมาธิการ ซึ่ง ๓ ทางเลือกที่เสนอตัวเลขชัดเจนนะครับ

ทางเลือกที่ ๑ ถ้าต่อสัมปทานให้ บีอีเอ็ม (BEM) ให้อีก ๓๐ ปี ผลประโยชน์ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ของ บีอีเอ็ม (BEM) จะได้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง บีอีเอ็ม (BEM) ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลซ่อมบำรุงประมาณ ๒๓๕,๐๐๐ การลงทุนดับเบิลเดก (Double Deck) อีก ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยอีกประมาณ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว บีอีเอ็ม (BEM) จะมีรายได้ในช่วง ๓๐ ปี เพียง ๙๗,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือข้อเสนอ แต่สิ่งที่ขาดคือประชาชนได้เสียอะไรใน ๓๐ ปี ไม่ได้มีการพูดถึง และจะเห็นว่าตัวเลข ๙๗,๕๐๐ ล้านบาท คือรายได้ที่ บีอีเอ็ม (BEM) จะได้ใน ๓๐ ปี มันรวมถึงการยุติข้อพิพาท ๕๙,๐๐๐ ล้านบาทด้วย แสดงว่าผลประโยชน์อื่นนอกเหนือจากคดี บีอีเอ็ม (BEM) จะได้อีก ประมาณแค่ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นในช่วง บีอีเอ็ม (BEM) ๓๐ ปี นี่คือข้อมูล ทางเลือกแรกก็คือทางเลือกที่ต่อสัมปทาน ๓๐ ปี ตามสัญญาที่เสนอมา

ทางเลือกที่ ๒ คือว่าถ้าไม่ต่อสัมปทานการทางพิเศษสู้ทุกคดี แต่ว่าปรากฏว่า ถ้าสู้แล้วแพ้หมดทุกคดีจากยอด ๑๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท กว่าจะสู้จบทุกคดีอีกประมาณ ๑๐ ปีจะมีดอกเบี้ยรวมหมด ถ้าแพ้คดีทั้งหมดตัวเลขที่เสนอคือจะเสนอว่าเสียค่าเสียหาย ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากทางเลือกที่ ๒ เรามาดูในรายละเอียดอีกต่อไปว่า ทางเลือกทางเลือกนี้รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่เขาได้เสนอมาจะเห็นว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแม้ว่าจะได้รายได้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๓๐ ปี ตัวเลขรายได้ ๓๐ ปีที่จะได้ทำถ้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยดูแลเองได้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท บวกค่าแวต (VAT) ด้วย รวมหมดประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราเอาตัวเลข ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาคิด ไม่เอาแวต (VAT) มาคิด จะเห็นว่าทางการพิเศษแห่งประเทศไทย จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลซ่อมบำรุง ๒๓๕,๕๐๐ ล้านบาท ต่อไปการลงทุน ดับเบิลเดก (Double Deck) อีก ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่อไปถ้าแพ้คดี ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท และค่าดอกเบี้ยอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถ้าเลือกเส้นทางสู้คดีแล้วแพ้หมดจะเหลือเงินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพียง ๕,๙๐๐ ล้านบาท ส่วน บีอีเอ็ม (BEM) ก็จะได้ค่าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ช่องสุดท้ายคือผลประโยชน์ประชาชนไม่ได้พูดถึง ขอภาพที่ ๒ ต่อเลยครับ อันนี้คือ ๒ ทางเลือก

ต่อไปทางเลือกที่ ๓ ที่ บีอีเอ็ม (BEM) และการทางพิเศษเสนอมาก็คือ ถ้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสู้คดี ไม่ต่อสัมปทานแล้วสู้คดีทั้งหมด แล้วปรากฏว่าสู้แล้ว แพ้ครึ่งหนึ่ง แพ้เสียหายประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผลก็คือเราดูที่ช่องแรกนะครับ รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยใน ๓๐ ปี รายได้ก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แพ้คดี ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุน ดับเบิลเดก (Double Deck) ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยประมาณ ๑๔,๙๐๐ ล้านบาท สรุปการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะเหลือเงินเพียง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๓๐ ปี ถ้าสู้คดีแล้วแพ้ครึ่งหนึ่ง ส่วน บีอีเอ็ม (BEM) จะได้รายได้จากการแพ้คดีไป ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนภาคประชาชนได้หรือเสียอันนี้ไม่มี นี่คือข้อมูลสำคัญที่ส่งผลในการตัดสินใจต่อความเห็น ของกรรมาธิการ

คราวนี้ผมขออนุญาตเสนอภาพต่อไป อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นการคาดการณ์คร่าว ๆ ว่าในส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ผมคิดว่าตัวเลขตรงนี้ เป็นตัวเลขที่โอเวอร์เอสทิเมชัน (Over estimation) หรือไม่นะครับ ขอภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นความเห็นที่ผมประเมินนะครับ ถ้าสมมุติว่า ทางเลือกที่ ๑ มีการต่อสัมปทาน ให้ บีอีเอ็ม (BEM) ๓๐ ปี ตามทางเลือกที่เขาเสนอมา รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็จะได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็ตรงกัน ต่อมานะครับรายได้ ของ บีอีเอ็ม (BEM) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าประการแรกคือค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ต่างประเทศที่ผมศึกษามาค่าซ่อมบำรุง ค่าดูแลทางด่วนระดับ ๓๐ ปี ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของเราจากตัวเลขที่บอร์ด (Board) เสนอมา ๒๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมว่าสูงเกินความเป็นจริง และในการชี้แจงทาง บีอีเอ็ม (BEM) พูดชัดเจนว่าถ้าเขาได้ต่อ สัญญาสัมปทานจริงผมได้ถามว่าคุณได้เงินแค่ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คุ้มหรือที่คุณ จะได้ต่อสัมปทาน ๓๐ ปี ทาง บีอีเอ็ม (BEM) ก็บอกว่าถ้าเขาสามารถบริหารจัดการได้ดีพอ เขาก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นผมก็มองว่าจุดแรกก็คือค่าบริหารจัดการ ซึ่งถ้าเกิด มีการบริหารจัดการโดยการทางพิเศษ หรือมีการประมูลอะไรต่อไปในอนาคต เราสามารถลด ตัวเลขค่าใช้จ่ายได้ เช่น ปัจจุบันนี้ด่านที่เป็นอีซี่พาส (Easy Pass) น้อยแล้วทำให้รถติด ถ้ามีการลดเป็นด่านอีซี่พาส (Easy Pass) ก็จะลดค่าบุคลากรลงไปได้ ดังนั้นผมก็ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจริง ๆ ถ้าได้มีการดำเนินการใน ๓๐ ปีข้างหน้าโลกมันเปลี่ยนไปใช้เป็นอีซี่พาส (Easy Pass) มากขึ้น ใช้เป็นบัตรที่เชื่อมต่ออะไรต่าง ๆ มากขึ้นค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุนดับเบิลเดก (Double Deck) ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดแล้วถ้าต่อสัมปทานให้บริษัทเอกชน ๓๐ ปี เอกชนจะได้ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่อยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่า ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ แล้วที่สำคัญก็คือผมพิจารณาถึงประชาชนได้ หรือเสียอะไรใน ๓๐ ปี ซึ่งผมก็ได้มาวิเคราะห์ ว่าประชาชนต้องเสียถ้าต่อสัญญาสัมปทานนี้ คือเสียค่าผ่านทาง ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปี ซึ่งล่าสุดก็คือเสียเมื่อปีที่แล้วปี ๒๕๖๑ ขึ้นไปแล้ว ดังนั้นต่อไปปี ๒๕๗๑ จะขึ้น ๑๐ บาท ปี ๒๕๘๑ จะขึ้น ๑๐ บาท แต่ปี ๒๕๙๑ ขึ้น ๑๐ บาท ประเมินคร่าว ๆ ตรงนี้นะครับ ส่วนตัว ประเมินบอกว่าประชาชนต้องเสียค่าทางด่วน ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดตรงนี้มารวมกัน ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้รายได้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ประชาชนต้องเสีย ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าประเทศได้แค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถ้าต่อสัมปทานนะครับ นี่เป็นความเห็นในตัวเลขที่ผมวิเคราะห์ส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่ความเห็น ของกรรมาธิการ ต่อมาครับทางเลือกที่ ๒

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอสรุปเลยครับ ข้อสังเกตคุณหมอได้ส่งไปในข้อสังเกตด้วยไหมครับ

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ

ส่งไปครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ส่งแล้วนะครับ มันจะมี ข้อสังเกตด้วย

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ

ข้อสังเกตนี้ส่งให้คณะกรรมาธิการครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอสรุปนะครับ

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ

เดี๋ยวผมใช้เวลาอีกประมาณสัก ๕ นาที ต่อไปครับ ถ้าไม่ต่อสัมปทานแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสู้ทุกคดีนะครับ แล้วแพ้หมด เสียประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจาก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แพ้คดี ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลงทุนดับเบิลเดก (Double Deck) ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปว่าแม้ว่าจะแพ้ทุกคดีก็จะมีรายได้เหลือการประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วน บีอีเอ็ม (BEM) ก็ว่ากันไปตามนั้นนะครับ คราวนี้ภาคประชาชน ประชาชนได้เสียก็คือถ้าสมมุติว่า ไม่ต่อสัมปทาน ถ้ารัฐมีนโยบายว่าค่าทางด่วนแพงอยู่แล้ว ไม่ขึ้นค่าทางด่วนในปี ๒๕๗๑ ปี ๒๕๘๑ และปี ๒๕๙๑ ประชาชนประหยัดไปได้อีก ๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นแม้ว่าจะแพ้คดีไปแล้วมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้รายได้เพียง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้ารวมประชาชนที่ไม่ต้องเสียอีก ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ขอภาพต่อไปครับ เช่นเดียวกันครับ ถ้าสู้ทุกคดี แล้วไม่ต่อสัมปทานให้ แล้วแพ้ครึ่งหนึ่งคือเสียค่าเสียหาย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขจะเป็นอย่างไร การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีรายได้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่าย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แพ้คดี ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเหลือรายได้ประมาณ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๓๐ ปี ส่วน บีอีเอ็ม (BEM) ก็จะได้ไป ตามนั้น แต่ประชาชนละครับ ประชาชนก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก ๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอภาพต่อไปเลยครับ อันนี้คือที่มาของการนำเสนอว่าค่าทางด่วนขึ้น ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปี จะเป็นเงิน ๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเวลามีน้อย ผมขอผ่านไปนะครับ แล้วค่าใช้จ่าย ในการซ่อมบำรุงที่ประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ขอภาพต่อไปครับ ผมขออนุญาตที่จะสรุปนะครับ ในความเห็นผม เนื่องจากผมก็ต้อง เคารพเสียงส่วนข้างมากนะครับ ถ้าได้มีการนำเสนอการศึกษานี้เข้าสู่รัฐบาลต่อไป ถ้ารัฐบาล จะต่อสัมปทานให้กับเอกชน ผมก็เสนอว่า ๑. ควรจะลดอายุสัมปทาน จาก ๓๐ ปี ลงเหลือประมาณ ๒๒-๒๕ ปี ก็ควรจะพอแล้ว แล้วต่อไปก็คือพิจารณาสัดส่วนรายได้ ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับ บีอีเอ็ม (BEM) ใหม่ อันสุดท้าย ก็คือการขึ้น ค่าทางด่วนน่าจะพิจารณาเป็นไม่ขึ้นเลย หรือว่าขึ้น ๕ บาท ทุก ๑๐ ปี แทนที่จะเป็น ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปีครับ ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ภาพขาดไป ผมขออนุญาตที่จะวิเคราะห์ว่า ในความเห็นของกรรมาธิการ ๓๙ ท่าน ที่เมื่อสักครู่ประธานได้สรุปแล้วนะครับว่าเห็นด้วยกับ การต่อสัมปทาน ๒๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒ ท่าน งดออกเสียงและสงวนความคิดเห็น ๕ ท่าน ลาประชุม ๑ ท่าน ผมขอวิเคราะห์ว่าตัวเลขกรรมาธิการที่เห็นด้วยกับ การต่อสัมปทาน ๒๑ ท่าน ไม่ใช่เห็นด้วยต่อ ๓๐ ปี ทั้ง ๒๑ ท่านนะครับ ตัวเลขที่วิเคราะห์ ออกมาเห็นด้วยกับการต่อสัมปทาน ๓๐ ปี ตามที่เสนอเข้ามาเพียง ๕ ท่านนะครับ ส่วนอีก ๔ ท่านเห็นด้วยกับการต่อสัมปทานเพียง ๑๕ ปีเท่านั้น แล้วอีก ๕ ท่าน เห็นด้วยกับ การต่อสัมปทาน ๓๐ ปี แต่มีเงื่อนไข เช่นลดเวลาสัมปทานลง ลดส่วนแบ่งของ บีอีเอ็ม (BEM) ลง เป็นการเห็นด้วย ๓๐ ปี แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่เห็นไปตามกรรมาธิการใน ๕ ท่านแรก แล้วก็มีอีก ๗ ท่านที่เห็นด้วย แต่ขอไม่เปิดเผยในรายละเอียด ดังนั้นผมก็มีความคิดเห็น ที่จะเสนอท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ ในฐานะที่ผมได้เป็นกรรมาธิการร่วมกับทางคุณหมอระวี ซึ่งตัวเลขที่ คุณหมอระวีได้เอาแสดงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ขอย้ำกับท่านประธานนะครับว่า เป็นตัวเลขที่คุณหมอระวีไปเอามา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหน แล้วก็มันไม่ได้มีอยู่ใน รายงานการประชุมที่ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ซึ่งก็ต้องกราบเรียนว่าถ้ามันเกิด ความเสียหายแล้วมันไม่เป็นจริงตามนั้น คุณหมอระวีก็คงต้องรับผิดชอบไปแต่คนเดียว คือผมก็ยืนยันนะครับว่าตัวเลขอะไรต่าง ๆ มันก็อยู่ในเล่มรายงานการประชุมที่ได้เสนอต่อ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ขอยืนยัน แล้วก็ได้เรียนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเกียรติครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการ กรณีการขยายสัมปทานทางด่วน ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีการสงวนความเห็นไว้ เหตุผลที่ผมสงวนความเห็นไว้ ผมคิดว่าเราต้องกลับไปดูว่าหลักในการที่เราให้สัญญาสัมปทาน ในครั้งแรกเลยเหตุผลมันมีอะไรบ้าง เหตุผลที่สำคัญก็คือทำไม่เป็น เงินไม่มีนะครับ ในตอนนั้น ที่ให้สัมปทานไป ๓๐ ปี เพราะเราทำไม่เป็น เงินไม่มี ก็มีการให้สัญญาสัมปทานระยะยาว แต่หลังจากนั้น จริง ๆ แล้วทรัพย์สินทั้งหมดต้องโอนถ่ายมาเป็นของรัฐ และไปบริหารจัดการ เพื่อประชาชน ในหลายประเทศในเรื่องของทางด่วน หลังจากที่หมดสัญญาสัมปทาน เราก็สามารถเอาทรัพย์สินกลับมาเป็นของรัฐ และลดค่าบริการให้ประชาชนผู้ใช้ได้นะครับ

แนวทางอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า แนวทางที่ใช้ในการเจรจาต่อรอง ผมยังมีข้อสงสัยในประเด็นข้อกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ เพราะว่าการที่เราแพ้ ๑ คดี อนุมานเลยว่าจะต้องแพ้ทุกคดี แล้วก็ประเมินจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่ทราบ มันเป็นบรรทัดฐานในการที่ไปเจรจา อันนี้มันต้องมีกฎหมายรองรับ ข้อชี้แจง ของผู้มาชี้แจงที่กรรมาธิการก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้

ประการสุดท้ายที่ผมสงวนความเห็นก็คือว่า ทางเลือกที่กำลังทำกันอยู่นี้ มันดีที่สุดแล้วหรือยัง เพราะว่าจริง ๆ ข้อพิจารณามันมีมากกว่านั้นนะครับ สมมติฐาน ที่เขาใช้ก็คือว่าเราแพ้ ๑ คดี ท่านประธานครับ ตัวเลขเงินต้นในคดีที่แพ้มัน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่เป็นดอกเบี้ยที่พอกพูนขึ้นมา ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ต้องกลับไปดูสิครับว่าทำไม ความเสียหายมันลากมายาวนาน และมีดอกเบี้ยซึ่งพอกพูนขึ้นมาเป็นเท่าตัว เกินเท่าตัว ด้วยซ้ำไปนะครับ กรณีของคดีที่แพ้ไปแล้ว ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท ก่อนที่จะไปสู่ขั้น อนุญาโตตุลาการและไปถึงชั้นศาล มีการตรวจสอบตัวเลขชัดเจนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นเท่าไร มีการตั้งวิศวกรอิสระ มีคณะผู้พิจารณาตามสัญญาทั้งหมดนะครับ พิจารณาถี่ถ้วน หมดแล้ว ถึงจะสรุปออกมาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงินต้น ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่คดีที่เหลือที่อนุมานว่าแพ้แน่ ยังไม่มีการตรวจสอบตัวเลขโดยวิศวกรอิสระ ยังไม่มี การตรวจสอบตัวเลขโดยคณะผู้พิจารณาอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นการที่อนุมานว่า ความเสียหายจะเป็นไปในลักษณะนั้น ผมก็คิดว่าอาจจะเป็นความสุ่มเสี่ยงของภาระที่รัฐ ต้องเข้าไปรับผิดชอบ

อีกประการหนึ่งที่ผมสงวนความเห็นก็คือว่า อัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณ ในการชดเชย ตามสัญญาเขียนไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับการผิดนัด เกิน ๓๐ วันหรือไม่ แต่จริง ๆ การชดเชยดอกเบี้ยเป็นการชดเชยที่ต้องชดเชยกับดอกเบี้ย จริง ๆ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมเชื่อว่าทางบริษัทคู่สัญญาเองก็พร้อมที่จะเจรจา เพราะเป็นบริษัทในตลาดสามารถที่จะพิสูจน์ทราบได้ว่าต้นทุนดอกเบี้ยจริง ๆ มันเป็นเท่าไร มันไม่ควรจะเป็นดอกเบี้ยที่สูงขนาดนั้น สัญญาสัมปทานจริง ๆ แล้วมันไม่เหมือนสัญญา จ้างทำของครับ จริง ๆ เวลาเราบริหารสัญญาสัมปทานเราต้องบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ทุกขั้นตอน อันนี้เรารู้แล้วว่าความเสี่ยงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ แล้วนะครับ ทราบว่ามี ข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว แต่การบริหารนี่ใช้เวลานานมาก ซึ่งเดี๋ยวผมจะชี้แจงว่าแต่ละฝ่าย ใช้เวลาไปสักเท่าไร ผมคิดว่ากรณีอย่างนี้เราต้องใช้เป็นบทเรียน ในการบริหารทรัพย์สิน หรือโครงการของภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดอย่างนี้อีกซ้ำซ้อน ความเสียหายเกิด ความซ้ำซ้อน ระยะในการดำเนินการของแต่ละฝ่ายนะครับท่านประธาน กทพ. เอง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยรอให้คู่สัญญายื่นข้อพิพาท ๒ ปีครึ่ง ๒ ปีครึ่งในกรณีทางแข่ง และ ๓ ปีครึ่งในกรณีการขึ้นค่าผ่านทาง ก่อนที่จะไปยื่นคัดค้านเสียเวลาไปอีก ๑ ปีครับ ผมคิดว่าเวลานี้ยาวนานมาก ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยมันพอกทุกวัน แต่ไม่มีความพยายามที่จะ เร่งดำเนินการให้ยุติข้อพิพาทอนุญาโตตุลาการใช้เวลาพิจารณา ๔ ปี ในคดีหนึ่ง อีกคดีหนึ่งใช้เวลาพิจารณา ๖ ปี ๘ เดือน ยาวนานมากจริง ๆ พอไปถึงชั้นศาลปกครอง ๒ ศาล ศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดใช้เวลาพิจารณา ๙ ปี ๖ เดือนครับท่านประธาน ต้องถือว่ายาวนานมากจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยมันพอกไปทุกวันในกรณีที่มีการแพ้คดี ผมอยากเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ อนุญาโตตุลาการ ถ้าเป็นมาตรฐานสากลมีอยู่ ๒ องค์กร เท่านั้นครับที่เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก อันหนึ่งคืออันซิทรัล (UNCITRAL) ก็คือของ สหประชาชาตินะครับ อันซิทรัล (UNCITRAL) ระยะเวลาพิจารณาคดีเฉลี่ย ๓ ปี ๗ เดือน ของเรายาวนานมาก ไอซีซี (ICC) คือหอการค้านานาชาติที่กรุงปารีส ซึ่งผมเคยเป็นกรรมการ อนุญาโตตุลาการอยู่ เขียนในกฎเลยครับว่า ทุกคดีเมื่อยื่นเอกสารพร้อมต้องพิจารณาให้เสร็จ ภายใน ๖ เดือนครับ เห็นไหมครับว่ามันมีความแตกต่างในเรื่องของการพิจารณาคดีด้วย ทีนี้ทุกเรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะไม่ให้ขึ้นค่าผ่านทางก็ดี หรือจะมีการสร้างทาง แข่งก็ดี ถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องบอกรัฐบาลว่า ถ้าไปดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐบาลจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง แล้วถ้ามีผลกระทบอย่างไรรัฐบาล ต้องทราบล่วงหน้า กรณีนี้ผมคิดว่าไม่ได้มีการประเมินและแจ้งให้รัฐบาลทราบว่าถ้าจะไม่ขึ้น ค่าผ่านทางจะมีผลกระทบอย่างไร อันนี้ก็เป็นบทเรียนที่ผมคิดว่าเราต้องตระหนักไว้และไม่ให้ เกิดอีกในอนาคตนะครับ

กรณีดับเบิลเดก (Double Deck) ตอนนี้ยังไม่ชัดนะครับว่า จะผ่าน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ยังมีความสุ่มเสี่ยงมาก เอาไปผนวกรวมไปเลย ในการพิจารณาต่อสัมปทาน ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องนะครับ ผมเองไม่ขัดข้อง ถ้าจะต่อสัญญาสัมปทาน เพราะเพื่อใช้ในการชำระหนี้ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พอรับได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เรารับโอนทรัพย์สินมา จ้างเขาบริหารจัดการ และบำรุงรักษา เงินได้เป็นของรัฐ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถชำระหนี้ได้เหมือนกัน อาจจะชำระหนี้ได้เร็วกว่า มากกว่าด้วยซ้ำ พิสูจน์ให้ได้ครับ ว่าต่อสัญญาสัมปทานดีกว่าการที่รับโอนทรัพย์สินเข้ามาและจ้างเขาบริหารนะครับ

ในกรณีของ บีทีเอส (BTS) ผมก็สงวนความเห็นไว้เหมือนกันครับ ที่ผมต้องสงวนความเห็นไว้ เพราะผมคิดว่าปัญหามันใหญ่กว่าแค่ต่อหรือไม่ต่อ ที่ต้องต่อ คือปัญหาหนี้ทั้งสิ้นเลยครับ หนี้ล้วน ๆ เลยครับ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รับโอนมา ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จาก รฟม. ในทางเพิ่มการต่อขยาย อีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินลงทุนของ กทม. ในเรื่องอาณัติสัญญาณ หนี้ตรงนี้ กทม. ไม่มีปัญญาจะใช้ แต่ในขณะเดียวกันถามว่าเร่งด่วนไหมครับ ไม่ได้เร่งด่วนนะครับ เพราะว่าเซ็นสัญญา ให้เดินรถไปแล้วจนถึงปี ๒๕๘๕ ฉะนั้นพอมันไม่เร่งด่วนก็เลยมีคำถามว่าทำไมต้องใช้ มาตรา ๔๔ คำถามนี้ทุกกรรมาธิการตั้งคำถามกับผู้มาชี้แจงนะครับ ไม่มีใครตอบได้เลย ว่ามันมาได้อย่างไร เหตุผลคืออะไรแล้วถ้าบ้านเมืองเราไม่ได้อยู่ในภาวะปกติถึงจะใช้ มาตรา ๔๔ ได้ แต่ถ้าภาวะปกติบอกว่า ถ้าไม่มีมาตรา ๔๔ จะแก้ปัญหาไม่ได้นี่ผมคิดว่า ประเทศไทยคงไม่ตกอับถึงขนาดนั้นนะครับ กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันน่าจะสามารถ ที่จะทำให้เราปลดล็อกแก้ปัญหาได้ ฉะนั้นปัญหานี้ต้องทบทวนนโยบายนะครับ แล้วถามว่า บีทีเอส (BTS) นี่ทำมาเพื่อใคร เพื่อให้คนขึ้นได้นะครับ ถึงจุดนี้ผมตั้งคำถามในกรรมาธิการ ว่าอัตราค่าบริการการใช้ บีทีเอส (BTS) เมื่อเปรียบเทียบแล้วเราอยู่ตรงไหน คนเข้าถึงได้ไหม คนมีปัญญาใช้ไหม ทั้งขั้นต่ำ ทั้งขั้นสูง ถึงแม้เราจะบอกว่าจะจัดไว้ไม่ให้เกิน ๖๕ บาท เทียบกับรายได้ของประชาชนทั่วไปแล้วเป็นอย่างไร ถึงจุดนี้ผมขอให้ขึ้นชาร์ต (Chart) ที่ผมขออนุญาตไว้ล่วงหน้านิดหนึ่งนะครับ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นนะครับ ตัวเลขที่ผมโชว์ ในชาร์ต (Chart) นี้นะครับ จะเห็นได้ชัดเลยผมเปรียบเทียบเพราะว่าผมขอข้อมูลไป ไม่ได้รับมา ผมก็เลยทำเองครับ ไปหามาเอง เอามาให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก รับทราบ ง่าย ๆ เลยครับ ถ้าเทียบค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยแล้วทอนออกมา เป็นต่อชั่วโมง แล้วเทียบว่าอัตราขั้นต่อสุดของประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างนะครับ เราอยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เที่ยวเดียวนะครับ ไปกลับคือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในขณะที่ขนส่งมวลชน ของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในเอเชียอยู่ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ เอาประเทศพัฒนาแล้วเลยก็อยู่ที่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดที่ลอนดอนเท่านั้นเองนะครับ แต่ของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบแล้วเราอยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน อัตราสูงสุดที่บอกไว้ที่ ๖๕ บาท เราอยู่ที่ ๑๗๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเพื่อนบ้านเราใน ประเทศฟิลิปปินส์ ในกัวลาลัมเปอร์ มะนิลา อยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของเราอยู่ ๑๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหามันมากแค่ว่าจะต่อเพื่อแก้หนี้หรือไม่ต่อ ผมว่าถึงเวลาแล้วครับ อันนี้เป็นโอกาสนะครับ ควรจะไปทบทวนด้วยว่าคนที่จะเข้าถึงควรจะ ได้รับการใช้บริการในอัตราเท่าไร หลายประเทศขนส่งมวลชนไม่ใช่เรื่องที่บอกว่าต้อง ทำกำไรได้ มันมีการอุดหนุนมันเป็นเรื่องของนโยบาย เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่จะทบทวน นโยบายทั้งหมด จริง ๆ แล้วถ้าหมดสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ ส่วนที่คนใช้เยอะที่สุดคือส่วนชั้นใน เราเก็บรายได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นกอบเป็นกำครับ ชำระหนี้ได้ไหม ปัญหามันมีอยู่แค่ว่า จากวันนี้ ปี ๒๕๖๒ ถึง ปี ๒๕๗๒ กทม. ไม่มีปัญญาที่จะไปใช้หนี้ที่รับโอนมาจาก รฟม. ตรงนี้ถามว่าประเทศอื่นเขาทำอย่างไร ประเทศอื่นเขาให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถ ออกพันธบัตรได้ ออกพันธบัตรดอกเบี้ยต่ำ ๆ เพื่อมาชำระหนี้บางส่วนจนกว่ามีรายได้เข้ามา เป็นกอบเป็นกำถึงจะชำระหนี้ แล้วก็ไปปลดล็อกพันธบัตรที่ทำได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า เป็นโอกาสที่ต้องมาทบทวน เป็นเรื่องนโยบายล้วน ๆ ที่จะทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ แล้วก็ ให้บริการประชาชนได้ในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าสุดท้ายเลย ถ้าจะใช้วิธีต่อสัญญาสัมปทาน ผมไม่ขัดข้องนะครับ แต่ขอให้พิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ามันดีกว่าทางเลือกที่ผมรับโอนทรัพย์สินมา ทั้งหมดสามารถออกพันธบัตรได้ และเอารายได้ทั้งหมดเป็นของรัฐ แล้วก็จ้างบริษัทเอกชน เพื่อเดินรถในสิ่งที่ไม่ถนัดเท่านั้น ผมก็จึงสงวนความเห็นไว้ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ เชิญกรรมาธิการครับ

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านครับ ผมกราบเรียนว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่เสนอญัตติเรื่องนี้นะครับ แล้วก็หลังจากได้ฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสหภาพแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเอกชนก็คือบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ในส่วนที่ทุกฝ่ายมาชี้แจงนั้น ผมก็ได้พิจารณาบนพื้นฐานที่ว่ารัฐจะต้องได้ส่วนแบ่งที่ควรจะได้ อันที่หนึ่ง

อันที่ ๒ ก็คือเอกชนก็ต้องได้รับการเยียวยาตามหลักการและเหตุผลที่ เป็นธรรมนะครับ ส่วนสุดท้ายก็คือประชาชนจะต้องได้ประโยชน์จากการขยายสัมปทาน ในครั้งนี้ ซึ่งจากที่กรรมาธิการหลายท่านได้ชี้แจงต่อที่ประชุมนั้น ก็หมายความว่าสุดท้ายแล้ว การขยายสัมปทานในครั้งนี้ก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นขยายสัมปทานให้ บีอีเอ็ม (BEM) ๓๐ ปี หรือ ๑๕ ปี ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ดี ไม่ว่าจะให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ดำเนินการต่อก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการที่จะดำเนินการอยู่แล้วนะครับ ผมสรุปสั้น ๆ ก็คือ ข้อเสนอของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าให้ขยาย ๓๐ ปี ใน ๑๕ ปีแรก โดยสัดส่วนนั้น ให้รัฐได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ บีอีเอ็ม (BEM) ได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ผมเห็นว่าใน ๑๕ ปีแรก ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเสนอมานั้น เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป เนื่องจากว่ามันเป็น ตัวเลขเหมือนกับตอน บีอีเอ็ม (BEM) ลงทุนตั้งแต่แรก แต่ใน ๑๕ ปีหลังที่จะต่อ ทางเอกชน ไม่ได้ลงทุนแล้ว ผมจึงเห็นว่าในการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่เสนอ ๖๐ ๔๐ นั้น ผมก็ลดสัดส่วนรายได้ของเอกชนลงเหลือรัฐได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เอกชนควรจะได้แค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ส่วน ๑๕ ปีหลังนั้นยิ่งไม่มีการลงทุนต่อ ๑๕ ปีหลังผมเสนอให้รัฐได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เอกชนได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนดับเบิลเดก (Double Deck) ที่พูดถึงที่ว่า เอามาผนวกแล้วก็เอามารวมในการขยายสัมปทานนั้น ผมเห็นว่าควรจะแยกออกจาก การพิจารณาการขยายสัมปทานในครั้งนี้ เนื่องจากว่าเราสามารถจ้างเอกชนรายอื่นมา ดำเนินการได้ในดับเบิลเดก (Double Deck) ขั้นที่ ๒ อย่างที่ว่า แล้วก็ในเงื่อนไขก็จะ ต้องผ่าน อีไอเอ (EIA) ก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ ฉะนั้นถ้าเอามาผนวกรวมใน ๑๕ ปีหลังอาจจะไม่ได้ดำเนินก็ได้ ฉะนั้นไม่ควรจะเอามา ผนวกรวมนะครับ ฉะนั้นจากการที่เสนอนั้นสุดท้ายก็คือว่าทางประชาชนจะได้อะไร จากการขยายสัมปทานในครั้งนี้ ในข้อเสนอของผมก็คือว่าหลังจากหมดสัญญาสัมปทานแล้ว ๓๐ ปีหลังรัฐจะต้องไม่ขึ้นค่าผ่านทางไม่ว่าเส้นทางใดทั้งนั้น เนื่องจากว่าไม่มีการลงทุนเพิ่ม อยู่แล้วนะครับ มีแต่การเมนเทนแนนซ์ (Maintenance) แล้วก็มีการดำเนินการเก็บ ค่าทางด่วนเท่านั้น ฉะนั้นผมไม่ได้ขัดข้องในการที่จะให้ขยายสัมปทานในครั้งนี้ เนื่องจากว่า หากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเอามาดำเนินการเองนั้น ผมเชื่อว่าไม่สามารถดำเนินการ ได้ดีกว่าเอกชน เอกชนน่าจะดำเนินการได้ดีกว่าในการบริหารการจัดการเก็บค่าผ่านทาง ต่าง ๆ ผมจึงเห็นด้วยในการขยายสัมปทานโดยมีเงื่อนไขอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็คือลดสัดส่วน รายรับของเอกชนลง แล้วก็เพิ่มสัดส่วนรายได้ของรัฐ แล้วก็งดเก็บค่าผ่านทางใน ๓๐ ปีหลัง ให้ประชาชนได้ประโยชน์ในการขยายสัมปทานในครั้งนี้ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ กรรมาธิการเชิญเลยครับ

นายวิรัช พันธุมะผล กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กระผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขอกราบเรียน ท่านประธานว่าประเด็นกฎหมายที่บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) อ้างขึ้นมา เพื่อบอกว่าบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) จะเรียกค่าเสียหายจากรัฐมากมายนั้น รวมทั้งสิ้น ๑๘ คดี กระผมในฐานะ เคยเป็นอัยการมาก่อน จึงได้ไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด และได้คุยกับอัยการรุ่นน้อง ๆ ว่า ข้อเท็จจริงมูลเหตุคดีและการต่อสู้คดีนั้นเป็นอย่างไร ผมกราบเรียนว่าจากคดีที่ ๑ คดีที่บอกว่า บีอีเอ็ม (BEM) เขาฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าให้ชดเชยค่าขาดรายได้ เนื่องจากการแข่งขันของถนนช่วงอนุสรณ์สถานไปถึงกองกษาปณ์ เรื่องนี้ต้องขออนุญาต กราบเรียนว่าเรื่องนี้มันเริ่มตั้งแต่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๓๖-๒๕๓๗ ช่วงนั้นนะครับ ได้ตั้งคณะกรรมการอำนวยการ จัดการเลือกตั้งเอเชียนเกมส์ขึ้นโดยมี ฯพณฯ บัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านบัญญัติอีกนะครับ ทีนี้พิสูจน์ต่อไปว่า บีอีเอ็ม (BEM) ฟ้องว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยผิดสัญญา เพราะไปสร้างถนนเส้นอนุสรณ์สถาน ไปถึงกองกษาปณ์ ผมว่าฟ้องผิดนะครับ เพราะว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ไม่ได้ผิดสัญญากับ บีอีเอ็ม(BEM) อย่างไรทั้งสิ้น การสร้างทางก็ดีไม่ใช่เพียงแต่จริง ๆ บีอีเอ็ม (BEM) เขายังเข้าใจผิด ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ขออนุญาตเอ่ยนาม อีกครั้งนะครับ ท่านสร้างทางหลาย ๆ เส้น ขยายเส้นช่วงนั้นเพราะว่าเพื่อรองรับ การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ เพราะท่านได้ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นสถานที่แข่งขัน กีฬาหลักด้วยซ้ำไป เชื่อมต่อราชมังคลากีฬาสถาน เชื่อมต่อเมืองเอกครับ นอกจากนั้น ในการที่ท่านกรุณาทำอย่างนั้นนะครับท่านยังติดต่อเมืองเอกยกเว้นว่าเวนคืนที่ดิน ที่ บีอีเอ็ม (BEM) ต้องสร้างบนที่ดินของเมืองทองอีกเป็นหลายพันล้านนะครับ จริง ๆ รัฐบาลทำเพื่อ บีอีเอ็ม (BEM) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำผิดสัญญา แม้แต่น้อย เมื่อการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้ผิดสัญญา บีอีเอ็ม (BEM) ก็ไม่สามารถ ที่จะนำคดีไปสู่อนุญาโตตุลาการ ถ้าจะว่ารัฐบาลทำผิด ก็ต้องมาฟ้องรัฐบาลนะครับ ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จ่ายให้ ๑,๗๙๐ ล้านบาท โดยประมาณตัวเลขผมไม่ลงรายละเอียดครับ แต่ว่าในคำพิพากษาของศาลมีท่านผู้พิพากษา ๑๖ ท่าน ศาลปกครองสูงสุดจำนวน ๑๖ ท่าน ได้พิพากษาแย้งไว้ เขียนคำแย้งไว้ในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ผมจะลอง ยกตัวอย่างคร่าว ๆ ให้ฟัง ศาลท่านบอกว่าอันนี้ ๑๖ ท่าน เสียงข้างน้อยนะครับ การพิจารณาความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต้องพิจารณาตาม วัตถุประสงค์โดยสุจริตของคู่สัญญา ตามมาตรา ๑๗๑ มาตรา ๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในขั้นตอนเจรจาการทำสัญญานั้น บริษัทได้เสนอ ต่อรองสุดท้าย ๒ ข้อ คือ ๑. ให้รัฐบาลรับรองว่าถ้าผลตอบแทนลงทุนไม่ถึงร้อยละ ๑๕ รัฐบาลจะชดเชยให้ ๒. รัฐบาลจะก่อสร้างทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ต่อแค่ อนุสรณ์สถาน แต่รัฐมนตรีนี้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๙ ว่ารัฐจะไม่จ่าย ค่าชดเชยในส่วนที่ขาดให้แก่บริษัท โดยบริษัทจะพิจารณาก่อสร้างโครงการดอนเมือง โทลล์เวย์ (Tollway) ให้สิ้นสุดเพียงอนุสรณ์สถาน กรณีจะเห็นได้ว่าการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยทำสัญญากับ บีอีเอ็ม (BEM) จะไม่ใช้วิธีชดเชยรายได้หรือประกันรายได้ ให้แก่บริษัท ซึ่งหมายความว่า บีอีเอ็ม (BEM) ยังมีความเสี่ยงว่ารายได้จากค่าผ่านทางอันเป็น ผลตอบแทนการลงทุนในโครงการทางด่วนจะคุ้มทุนหรือไม่ ความเสี่ยงที่จะได้กำไร หรือขาดทุนจากการลงทุน จึงอยู่ในวิสัยในฐานะบริษัทผู้ประกอบการขนาดใหญ่ จะต้อง ประเมินความเสี่ยงในส่วนนี้ ข้อ ๒ ที่ศาลท่านว่าการที่รัฐบาลสร้างลอยฟ้าจากอนุสรณ์สถาน ไปถึงกองกษาปณ์เป็นการแข่งขันกับ บีอีเอ็ม (BEM) นั้น ถึงร้อยละ ๕ หรือไม่ บีอีเอ็ม (BEM) ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีรถยนต์จำนวนร้อยละ ๕ ที่เคยใช้เส้นทางด่วนแจ้งวัฒนะ-บางปะอิน หันไปใช้ทางด่วนที่รัฐบาลสร้างหรือไม่ เพราะ บีอีเอ็ม (BEM) นี้เปิดใช้วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๑ ส่วนของรัฐบาลที่เปิดไปถึงกองกษาปณ์นี้ เปิดวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ ท่านเห็นไหมครับ เปิดพร้อมกัน แล้วจะบอกว่าแข่งขันกันได้อย่างไรถ้าว่าของ บีอีเอ็ม (BEM) เปิดก่อนแล้ว แล้วรัฐบาลเปิดทีหลัง แล้วมีรถหันมาใช้ของรัฐบาล อย่างนี้ถือว่าแข่งขันนี่เปิดพร้อมกัน แล้วใครจะไปรู้ว่าใครมาใช้ตรงไหนกันก่อน เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผล บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำให้เขาขาดรายได้ไปร้อยละ ๕ นะครับ อีกอย่างหนึ่งนะครับ ศาลท่านบอกว่าหน่วยงานของรัฐไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือสัญญาต้องชำระเงินแก่ผู้นั้น และโดยที่เงินหรือทรัพย์สินของรัฐนั้น ย่อมเป็นทุนหรือเครื่องมือที่หน่วยงานของรัฐจำต้องใช้ ในการดำเนินกิจการปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้นการรักษาตลอดจน การจำหน่ายจ่ายโอนเงิน หรือทรัพย์สินของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่อาจกระทำด้วยดุลพินิจอิสระตามความพึงพอใจเหมือนอยู่ภายใต้กฎหมาย หรือระเบียบ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือการจะใช้เงินนี้ต้องโดยออกเป็น พระราชบัญญัติ ออกเป็นกฎหมาย เพราะฉะนั้น และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้ ความสำคัญกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด จึงถือได้ตามหลักกฎหมายมหาชนว่าหน่วยงานของรัฐไม่อาจถูกบังคับให้ ชำระหนี้ให้แก่ผู้ใด และเป็นหลักกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะฉะนั้นศาลปกครองสูงสุดต้องพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย แต่ศาลปกครองสูงสุด เสียงข้างมากไม่ได้พิจารณาประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นศาลปกครองสูงสุด ๑๖ ท่าน ท่านบอกว่า เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อหลักกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ตุลาการเสียงข้างน้อย ๑๖ ท่าน จึงเห็นว่าศาลปกครองสูงสุดชอบที่จะมีคำสั่ง ปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ นี่คือคำพิพากษา และด้วยความเคารพ ในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด นอกจากที่ความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยแล้ว ผมยังเห็นว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำผิดสัญญา แต่การที่สร้างทางเพิ่มขึ้นนี้ สร้างทางไม่ใช่เฉพาะทางอนุสรณ์สถานไปถึงกษาปณ์นะครับ รัฐบาลยังสร้างขยายถนนต่าง ๆ ช่วงนั้น เพราะว่าเพื่อรองรับการแข่งเอเชียนเกมส์ เพราะฉะนั้น บีอีเอ็ม (BEM) จึงไม่สามารถ ใช้วิธีการของอนุญาโตตุลาการที่จะฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ ข้อ ๒ รัฐบาลเป็นผู้สร้างทางเพื่อบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน รัฐจึงไม่ต้อง รับผิดชอบ ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนเพิ่มเติมนอกจากที่ตุลาการเสียงข้างน้อย มีความเห็นแล้ว ผมยังเห็นว่าคดีนี้แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาตัดสินแล้วก็ตาม เรายังใช้วิธีพิจารณาความในศาลปกครอง มาตรา ๗๕ ขอให้ศาลปกครองพิจารณาใหม่ โดยรัฐบาลร้องสอดเข้าไปว่าการฟ้องของ บีอีเอ็ม (BEM) นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีข้อกฎหมายเพิ่มขึ้น ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น ศาลปกครองควรจะมีการพิจารณาพิพากษา ในคดีนี้ใหม่นะครับ อันนี้เป็นคดีที่ ๑ ซึ่งยังไม่จบง่าย ๆ อย่างที่บางคนว่า เราต้องแพ้ ไม่ใช่ ผมยืนยันว่าเรายังสู้ได้ ผมเรียกอัยการมาพบคุยกับอัยการแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ นี่เป็นความคิด โทษนะครับ อันชั่วร้ายของบริษัท เพราะอะไรครับ เพราะเขาฟ้องคดีแรก ค่าเสียหาย ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ท่านสมาชิกฟังนะครับ พอศาลปกครอง ชี้คดีนี้ปุ๊บ โอ้โฮ เหลิง มาฟ้องปี พ.ศ. ๒๕๔๔ กับ ปี ๒๕๖๐ โอ้โฮ นี่โทษนะครับ คิดได้อย่างไร ท่านจะให้รัฐบาลอยู่เฉย ๆ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔-๒๕๖๐ ไม่สร้างหนทางเพิ่มขึ้นเลยหรือ หรือถนน เส้นนั้นจะเป็นเสียหายตลอดถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ตลอดมา ฟ้องอีก ปี ๒๕๔๔-๒๕๖๐ ในประเด็นเดียวกันที่รัฐบาลสร้างถนนเพิ่มขึ้น ฟ้องอีก ๗๒,๒๒๕ ล้านบาท คิดได้อย่างไรครับ ผมไม่เชื่อว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินให้เรา และคดีนี้ยังไม่ได้ขึ้นศาล และผมยืนยันว่าคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินมีความเห็นแย้งว่า บีอีเอ็ม (BEM) นี่เป็นผู้ประกอบการค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ประกอบการค้าจะเรียกร้องจากความเสียหาย เกิดจากการผิดสัญญานั้นไม่เกิน ๒ ปี และผมเชื่อว่าไม่สามารถฟ้อง บีอีเอ็ม (BEM) ได้ และผมคุยกับอัยการแล้วว่าเราจะต้องสู้ว่าไม่ให้ขึ้นอนุญาโตตุลาการ จริง ๆ ท่านลองนึกดู ปี ๒๕๔๔-๒๕๖๐ เกินอายุความไหมครับ ๑. เกินอายุความไหมครับ แม้แต่คดีแรกดอกเบี้ย เขาไม่ให้คิดเกิน ๕ ปี ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านเป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญมาก ไปฟ้องดอกเบี้ยที่เกิน ๕ ปี ศาลเขาไม่น่าพิพากษาให้ได้ เพราะฉะนั้นเป็นความฝันที่ว่า โอ้โฮ จะได้อีกเท่าตัวนะครับ

คดีที่ ๓ นี่คือเห็นความเอาเปรียบบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ฟ้องอะไรครับ ฟ้องว่าขอค่าใช้ทาง เก็บค่าทาง ๓ เดือนก่อนที่ บีอีเอ็ม (BEM) จะสร้างถนน ส่งถนนให้เสร็จ แล้วความจริงเขาก็พยายามส่งเมื่อ ๓ เดือนก่อนที่จะเปิดใช้ทีหลัง แต่ปรากฏว่าแผงข้างทาง ก็ยังทำไม่เสร็จ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยบอกว่ามันยัง ไม่ปลอดภัยจึงยังไม่เปิดใช้ ท่านรู้ไหมครับ บีอีเอ็ม (BEM) นี่ดึงเรื่อง ไม่ยอมเปิดใช้แม้จะ เสร็จแล้ว การทางพิเศษแห่งประเทศไทยต้องไปฟ้องศาลแพ่ง ศาลแพ่งใช้เวลาไต่สวนวันเดียว เพราะว่าช่วงนั้นประชาชนประท้วง ประชาชนออกมาเดินขบวนว่าที่สร้างเสร็จแล้วทำไม ไม่เปิดให้ประชาชนใช้ ทำให้การจราจรข้างล่างติดขัดมาก ประชาชนจะออกมาเดินขบวน แล้วศาลใช้เวลาหนึ่งวันสั่งให้เปิดใช้ภายในหนึ่งวัน ศาลแพ่งท่านได้กรุณา ผมมีคำพิพากษา ศาลแพ่งคำสั่งศาลแพ่งไว้ ต่อไปนะครับ นี่คือคดีที่ ๓

คดีที่ ๔ หนักหนาสาหัส คดีที่ ๔ เขาขอค่าเนื้องานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น การสร้างทางลง ๓ จุด ที่ถนนอโศก ๒. ที่ถนนงามวงศ์วาน ๓. ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งใน สัญญาเขียนไว้ว่า ให้สร้างตามแบบที่เจ้าของพื้นที่กำหนด ท่านคิดดูสิครับ เมื่อ กทม. บอกเอาอย่างนี้เขาก็ไปสร้าง สร้างเสร็จแล้วฟ้องหาว่าเนื้องานเพิ่ม คดีนี้นะครับ ผมเรียนว่าศาลปกครองบอกว่า ตอนนี้ศาลได้อ่าน ผู้แถลงคดีระบบของศาลปกครอง เมื่อเจ้าของสำนวนทำเสร็จแล้วก็ต้องให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้แถลงคดี ท่านได้อ่านแล้ว ท่านได้แถลงแล้วว่าเราไม่ต้องจ่ายหรอก เพราะฉะนั้นอีก ๒ คดี คดีที่ ๒ คือเป็นสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้ คดีที่ ๓ ก็คือศาลจะอ่านแต่ว่าเราชนะไปครึ่งหนึ่งนะครับ เพราะว่าผู้แถลงคดี บอกว่าไม่ต้องจ่าย คดีที่ ๔ คดีที่ ๕ ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ผมก็ยัง เชื่อว่าเราไม่แพ้นะครับ

ทีนี้ต่อไปนี่ประเด็นสำคัญ โอ้โฮ เขาฝันมากเลยนะครับ บีอีเอ็ม (BEM) เขาฝันมากเลยครับ คดีที่ ๖-๑๘ คือจะฟ้องอะไรท่านทราบไหมครับ ฟ้องว่าการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยไม่ปรับขึ้นค่าผ่านทางตามที่ บีอีเอ็ม (BEM) ร้องขอ ทีนี้การปรับขึ้น ค่าผ่านทาง ไม่ใช่ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้มีอำนาจกำหนดว่าให้ปรับ ค่าผ่านทางเท่าไรครับ นี่ครับประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้การทางพิเศษ เฉลิมมหานคร และการทางพิเศษศรีรัชเป็นทางที่เสียค่าผ่านทางประเภทรถยนต์ที่ต้องเสีย หรือยกเว้นค่าผ่านทางและอัตราผ่านทางพิเศษ กฎหมายเขียนไว้ว่า ฉะนั้นอาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๓๔ บัญญัติให้เป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมจึงออกประกาศไว้ดังนี้ นี่คือเห็นชัดไหมครับ การจะปรับขึ้นค่าผ่านทาง เป็นอำนาจของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่สามารถ ที่จะปรับขึ้น การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเมื่อ บีอีเอ็ม (BEM) ขอร้อง ขอมา การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยก็ยื่นเรื่องไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยนั้นการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้รู้สึกมาอยู่กับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ แล้วครับ ท่านก็เป็น ผู้ที่ได้ประกาศแล้วว่า เมื่อหมดสัญญา หมดสัญญาแล้วจะเอาทางด่วนขั้น ๑ ขั้น ๒ ที่จะตกมาเป็นของรัฐในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ คือปีหน้าครับ ใกล้ ๆ นี่เองครับ จะให้ใช้แค่ ๑๕ บาท ให้เก็บแค่ ๑๕ บาทตลอดสาย นี่คือคำมั่นสัญญาของลูกสถาบัน ที่สอนให้รักประชาชน ขออนุญาตบอกว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ ขออนุญาต เอ่ยนามธรรมศาสตร์นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเก็บ ๑๕ บาทตลอดสาย ท่านรัฐมนตรี ที่เคารพครับ ผมหวังอย่างยิ่งว่าท่านจะทำเพื่อประชาชน พอเก็บ ๑๕ บาท เก็บเฉพาะทางขึ้น ท่าน ส.ส. ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ท่านจะเห็นนะครับ ตรงทางขึ้นไม่ติดหรอกครับ แต่ติดตรงไหนรู้ไหมครับ ติดตรงคลองเตยนะครับ กับติดตรงจะลงงามวงศ์งานนะครับ ติดเป็นแพเลยครับ พอติดปุ๊บมันก็ติดต่อเนื่องไป เพราะฉะนั้นถ้าเก็บจุดผ่านทาง โดยเก็บ ทางขึ้นอย่างเดียวไม่มีปัญหา รถก็จะไม่ติด ประชาชนก็จะได้เร็ว นี่คือความคิดของผม ที่ผมได้ไปศึกษาจากอัยการและอัยการทุกคนบอกว่า สู้ครับ สู้พี่ เราไม่ได้ผิดเลย เราสู้เต็มที่นะครับ และผมพร้อมที่จะไปบอกว่าเราช่วยกันนะครับ ผมคุยกับอธิบดีอัยการที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ บอกว่าต้องสู้เต็มที่ สู้ทุกทางที่เราจะไม่แพ้ เราจะยอมให้เอกชนมาครอบงำประเทศไทยได้ อย่างไรนี่คือประเด็นเกี่ยวกับทางด่วนนะครับ

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับรถไฟฟ้าก็เหมือนกัน จะครบแล้วครับ ตอนผมอยู่ กทม. ผมเคยอยู่กับ พลตรี จำลอง สร้างถนน สร้างรถไฟฟ้ามาเพื่อประชาชน แต่ตอนนั้น ผมก็ยังไม่รู้จะพูดอย่างไรครับ เพราะว่าท่านกำหนดค่ารถไฟฟ้าแพงมาก ในโอกาสนี้ ผมก็บอกว่าในส่วนที่มันจะตกเป็นของรัฐ เมื่อครบแล้วรัฐก็เอามาทำเอง รัฐอย่าคิดว่า รัฐจะต้องกำไรหรือขาดทุนนะครับ ไม่ต้องคิดว่าการเดินรถไฟฟ้ารัฐต้องกำไร ต้องคุ้มทุน ในส่วนที่เป็นของรัฐแล้ว เราก็มาลดเหลือ ๑๕ บาท อย่างที่ท่านรัฐมนตรีต้องการนะครับ ท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม เอ่ยนามอีกทีครับ ผมภูมิใจท่านเพราะว่าท่านบอกเก็บ ๑๕ บาท ท่านลองเก็บ ๑๕ บาทครับ ส่วนที่ขยายต่อ ส่วนที่เติมไปทางทิศเหนือกับทิศตะวันออกครับ อันนั้นถ้าจะลดก็ไม่เป็นไรครับ รัฐก็เอางบประมาณมาชดเชยสิครับ เพราะว่าทุกคนเสียภาษี อย่าบอกว่าเสียภาษีเอาเงินของแผ่นดินทั้งประเทศมาชดเชยให้คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่ครับ คนกรุงเทพฯ เสียภาษีเยอะ ก็เอาเงินที่เสียมาก ค่าภาษีต่าง ๆ จากกรุงเทพฯ นี่ก็เยอะนะครับ เพราะฉะนั้นมาชดเชย เพราะฉะนั้นนี่คือความเห็นของกระผมครับ เพื่อแผ่นดินของเรา เพื่อประโยชน์ของประชาชน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านวิรัตน์ครับ มีท่านสมาชิกอยากจะขออภิปรายแต่ว่าขอไว้ก่อนก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวขอให้ทาง กรรมาธิการได้ชี้แจงก่อน เชิญครับ ท่านศุภชัย

นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังทางสมาชิกทุกท่านนะครับว่า ผมเองเป็นกรรมาธิการท่านหนึ่ง แล้วก็พิจารณา เรื่องนี้กันด้วยความถี่ถ้วน แล้วก็ค่อนข้างลำบากใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็ผลประโยชน์กับ กทพ. หรือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมได้เข้าไป พิจารณาศึกษาในฐานะกรรมาธิการ ผมก็คำนึงถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องรอบด้าน สิ่งหนึ่ง ที่ต้องยอมรับก็คือว่าในประเทศไทยเราที่ผ่านมา การดำเนินการ การพัฒนาประเทศ ในโครงการใหญ่ ๆ ยักษ์ ๆ ทั้งหลายล้วนแล้วที่รัฐบาลจะต้องร่วมกับเอกชนในการดำเนินการ โครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย กรณีเรื่องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่มีการดำเนินการ เรื่องทางด่วน เราก็พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในหลาย ๆ สิบปีประเทศเราพัฒนา จากการที่เอกชนเข้ามาร่วมทุนกับรัฐด้วย วันนี้มีรูปแบบในการดำเนินการมากมาย วิธีการสลับซับซ้อนขึ้น แต่ผมว่าจุดสำคัญที่สุดก็คือการที่เราจะทำอย่างไรให้ประเทศ ได้ประโยชน์สูงสุด ในส่วนของรัฐไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนใช้งบประมาณมากในการมาลงทุน เพราะฉะนั้นแน่นอนครับว่าหลายเรื่องหลายราว มันจำเป็นที่จะต้องทำสัญญากันให้เกิดลงตัว สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ผมเองนี่นะครับ ผมได้เข้าไปแล้วขออนุญาต ที่จะศึกษา แล้วก็แสดงความคิดเห็นเฉพาะประเด็นเรื่องของทางด่วนของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเท่านั้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการดำเนินการตามขั้นตอน ทางกฎหมาย หรือทางคดี กระผมเองมีประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพเป็นทนายความมา ไม่น้อยกว่า ๓๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ได้ศึกษาเท่า ๆ กับสมาชิกหลายท่านที่เป็น นักกฎหมายแล้วได้เห็นเรื่องคดีต่าง ๆ ในเรื่องนี้ แต่อยากจะเรียนว่าในบางส่วน ผมก็มีความเห็นต่างกับท่านสมาชิกที่มาเป็นกรรมาธิการร่วมกัน เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในคดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในหลาย ๆ คดีที่มีการพิพาทกัน เราพบว่า สัญญาล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาที่เคยทำมาแบบเดียวกันหมด ผมจะไม่พูดว่าการเจรจา เพื่อการทำสัญญานั้น มีความเป็นธรรมกับรัฐมากน้อยขนาดไหน เพราะมันเป็นเรื่องที่มี การดำเนินการกันมาแล้วเสร็จแล้ว แต่ผมคิดว่าในระหว่างการเจรจาในการทำสัญญาแน่นอนละครับ ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดความไม่เสียเปรียบ ผมจะไม่ใช้ว่าได้เปรียบ เมื่อเจรจากันแล้วก็ลงนาม ในภาครัฐเองเราก็ต้องยอมรับว่าการดำเนินการในเรื่องของสัญญา ถ้าผมจำไม่ผิด การตรวจสอบสัญญาก็มีหน่วยงานของภาครัฐ คือสำนักงานอัยการสูงสุด เข้ามาดูแลอยู่ อัยการสูงสุดหรืออัยการก็มีหน้าที่ในการมาดูแลรวมถึงการเข้ามาสู้คดี แน่นอนครับสิ่งที่จะต้องเรียนว่าการดำเนินคดีคนต่อสู้คดีให้ที่เป็นทนายความก็ดี หรือท่านอัยการก็ดี ท่านก็มีความมั่นใจเสมอครับว่าสู้คดีแล้วชนะ ผมเป็นทนายความ ผมก็สู้คดีแล้วผมก็มั่นใจว่าชนะ ไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา แต่ในความจริงที่ต้องยอมรับ ก็คือพอแพ้แล้วผู้ที่มีผลกระทบคือตัวความหรือจำเลย ผมสู้คดีให้กับจำเลยในคดีอาญา ตัวทนายความไม่ติดคุกหรอกครับ คนต้องเข้าคุกคือคนแพ้คดี คือจำเลย ทำนองเดียวกันครับ เรื่องคดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมก็มานั่งคิดว่าในระหว่างที่จะบอกกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย บอกสู้คดีไปแต่ละคดีเถอะ ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นว่าคดีที่ศาล เคยตัดสินมาแล้วมีข้อยุติมาแล้วว่าแพ้ และเป็นสัญญาชนิดเดียวกันแล้วข้อพิพาทใน ลักษณะเดียวกันสู้ไปก็แพ้แต่สิ่งที่จะเกิดปัญหาสำหรับแต่ละคดี ก็คือว่าดอกเบี้ยครับ ดอกเบี้ยซึ่งกำหนดไว้ตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในขณะที่วันนี้เงินฝาก เราไม่ถึง ๑ บาท ถ้าเอกชนสู้คดีไปเรื่อย ๆ เงินมันก็จะเพิ่มขึ้น ๆ คำถามก็คือ พอเราบอกว่า ให้ไปสู้คดีแล้วพอแพ้เราจะรับผิดชอบประการใด อย่างไร กรรมาธิการจะแนะว่าให้สู้คดี แล้วอย่างไร ผมจึงมีความเห็นในกรณีนี้ว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จ่ายเงินที่แพ้ไปแล้ววันนี้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็สู้คดีไปแต่ละคดี เพราะความจริงแล้ว วันนี้มีบรรทัดฐานแล้วว่า ค่าชดเชยจากกรณีการแข่งขันศาลปกครองสูงสุดเขาตัดสินให้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีไปแล้ว

ในส่วนของค่าชดเชยกรณีการไม่ปรับค่าผ่านทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็มีการแพ้ในชั้นอนุญาโตตุลาการ แล้วก็ศาลปกครองกลางไปแล้ว ในที่สุดมีการสู้คดีไป ถ้าชนะก็ โอเค (OK) แต่ถ้าแพ้ละครับ เงินว่ากันว่าพอถึงเวลานั้น จากมูลค่าคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด ณ เดือนธันวาคม ๒๕๖๑ มีมูลค่ารวมประมาณ ๑๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วถ้าคดีถึงที่สุด จริง ๆ จะมีมูลค่าที่พิพาท ๓๒๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยทำอย่างไร ล้มไหม ผมว่าในฐานะที่เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าการที่เสนอความเห็นไป ในเรื่องของการที่จะต่อหรือไม่ต่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรื่องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าสมควรต่อหรือไม่ต่อ มันมีพื้นฐานมาจากเรื่อง ของคดีแล้วต้องยอมกัน ผมก็เห็นว่าในทัศนความเห็นส่วนตัวผม ในฐานะกรรมาธิการคนหนึ่ง ที่เป็นนักกฎหมาย ผมก็คิดว่าเรื่องนี้เดินหน้าต่อไปแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เหนื่อยแน่แพ้คดีแน่ ยอดหนี้ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นแน่นอน คำถามคือ ถ้ามีการเสนอ เพื่อยื่นข้อตกลงในการระงับข้อพิพาท คือมาเจรจาความกันมาลดกันว่าเหลือยอดเงินเท่าไร แล้วมีการตกลงทำสัญญากันต่อ ต่อสัมปทานทางด่วนเพื่อยุติข้อพิพาทกัน แล้วมันมี ความสมเหตุสมผล มันมีความเป็นไปได้ ในทัศนะของผม ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่อง ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือภาครัฐควรที่จะรับไว้พิจารณา แล้วเรื่องนี้ผมก็ดูว่า มีการเดินหน้าไปมาก มากทีเดียวนะครับ จากการที่ได้มีการพบก็คือว่า ขณะนี้หลังจากที่มี พิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยชดเชยค่าเสียหายจากคดีทางการแข่งขัน โครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ดให้กับ บีอีเอ็ม (BEM) ไปมูลค่า ๔,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งคดีนั้นก็มีผลมาจนถึงปัจจุบันมาเรื่อย ๆ เราก็ได้ทราบว่าความจริงแล้ววิธีการในการระงับ ข้อพิพาทก็มีการดำเนินการกันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วก็คือมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ ให้หน่วยงานภาครัฐก็คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีการเจรจา ต่อรองกับคู่พิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐ ซึ่งต่อมา ครม. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ รับทราบแนวทางการเจรจาและมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธุ์ ๒๕๖๒ เมื่อต้นปีนี้เองนะครับ ก่อนการเลือกตั้งที่เร่งรัดให้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเจรจากับ บีอีเอ็ม (BEM) ให้มีข้อยุติโดยเร็ว เรื่องนี้ก็ต้อง บอกว่าขั้นตอนตามกฎหมายมีมาเป็นระยะ ๆ นะครับ ซึ่งผมคิดว่าพอถึงจุด ๆ นี้แล้ว ในส่วนของตรงนี้ขั้นตอนเขาได้ดำเนินการมามากมายว่าไปตามกฎหมายด้วย มีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องรวม ๒ ฉบับก็คือ พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ แล้วก็พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ฉบับแรกปี ๒๕๕๖ และฉบับที่ ๒ คือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ปี ๒๕๖๒ มีการดำเนินการมา ตามลำดับ เพราะฉะนั้นในส่วนของผม ผมก็คิดว่าการขยายสัมปทานทางด่วนเพื่อยุติ ข้อพิพาทเป็นการแก้ไขปัญหาการดำเนินการโครงการโดยใช้วิธีการแก้ไขสัมปทาน เป็นการ ดำเนินการตามมาตรา ๔๗ ของ พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๕๖ ที่ผมเรียนกับที่ประชุมแห่งนี้ ให้ทราบนะครับ โดยใช้บทเฉพาะกาล มาตรา ๖๒ ที่ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๕๖ จนแล้วเสร็จ แล้วจึงจะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๒ ต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น การสอดคล้องตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ผมได้เรียนให้กับที่ประชุมแห่งนี้ได้ทราบ ท่านประธานครับ การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ความเห็นผม ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นการขยายระยะเวลา สัญญาสัมปทาน ตามสัญญา ข้อ ๒๑ ที่ให้สิทธิขอขยายได้ครั้งละ ๑๐ ปี ๒ ครั้ง มีประเด็น เรื่องนี้ว่าให้ขยายไป ๑๐ ปี ๑๐ ปี ตามพระราชบัญญัติร่วมทุนตรงนั้น เพราะผมเห็นว่า ตามสัญญา ข้อ ๒๑ จะต้องดำเนินการภายใต้มาตรา ๔๙ ซึ่งจะต้องเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัด อย่างน้อย ๕ ปี ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดลง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือเรื่องหนี้สิน เพราะฉะนั้นในส่วนเรื่องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนี่นะครับ ผมจึง คิดว่าผมเห็นด้วยที่จะต้องให้มีการต่อสัมปทานกับ บีอีเอ็ม (BEM) ต่อไป โดยบนพื้นฐานของ ความถูกต้อง เหมาะสม ชอบธรรม แล้วก็พิจารณาเรื่องตัวเลข ผมตกเลขมาเลยไม่เคยเข้าไป ดูว่าตัวเลขควรจะเป็นเท่าใด จำนวนไหนถึงจะเป็นเรื่องที่จะเหมาะสม แต่ทั้งหมดทั้งปวงต้อง อยู่บนพื้นฐานตรงนี้ เรามีการพูดถึงว่าเราทำสัญญาทีไรเสียเปรียบทุกที ภาครัฐไปเซ็นสัญญาทีไร ก็เสียเปรียบทุกที ก็คราวนี้ละครับถ้าคิดว่ามันมีเรื่องจำเป็นแล้วสัญญาไหนที่มันแนวโน้มว่า จะเสียเปรียบ ก็ไปแก้ไขสัญญาสิครับ สัญญาไหนที่เสียเปรียบก็แก้ไขให้เกิดความเหมาะสม แต่อย่างที่เรียนนะครับว่าประเทศมันต้องเดินหน้าควบคู่ไปทั้งรัฐและเอกชน ผมว่า คงไม่มีประโยชน์ถ้าเราจะบังคับขู่เข็ญให้เอกชนต้องมาเซ็นสัญญา แล้วเขาเสียเปรียบ จนเกินสมควร แล้วเขาก็ไม่ร่วมพัฒนาชาติไทยให้กับเรา เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอต่อที่ประชุม แห่งนี้ว่าในความเห็นของผมเฉพาะเรื่องนี้ และผมจะไม่แสดงความเห็นเรื่อง บีทีเอส (BTS) เรื่องของทางด่วนผมเห็นสมควรว่า เราควรจะต้องเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่นำเสนอต่อ ให้เขาได้พิจารณาว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของรัฐสภาแห่งนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว ให้เขารับไปพิจารณา เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ กรรมาธิการ เชิญเลยครับ ผมเรียนสมาชิกว่าอันนี้เป็นรายงานการศึกษาของกรรมาธิการซึ่งเรารับทราบ แต่บังเอิญว่ารายงานนี้มีข้อสังเกต ซึ่งตามข้อบังคับก็จะต้องให้เราลงมติว่าเห็นชอบ กับข้อสังเกตหรือไม่ ในข้อบังคับนั้นไม่ให้มีการอภิปรายในข้อสังเกตนะครับ แต่ว่าให้ เราลงมติ เพราะฉะนั้นสมาชิกอาจจะจำเป็นในตอนหลังจากอภิปรายจบแล้วก็คือต้องลงมติ เรื่องข้อสังเกตครับ ขอเชิญกรรมาธิการ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณเพื่อนกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ที่ให้ความร่วมมือกับผมและพรรคอนาคตใหม่ในการผลักดันความเป็นรัฐโปร่งใส ถ้าเพื่อนสมาชิกดูในรีพอร์ต (Report) นี้นะครับ อันนี้เรามีการเขียนลงไปนะครับว่า ใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไรก็ว่าไป ผมเชื่อว่าการทำเป็นรัฐโปร่งใสอย่างนี้ ประชาชนจะได้รับประโยชน์เต็ม ๆ เพราะว่าเขาจะได้รู้ว่าใครสู้เพื่อเขา ใครสู้เพื่อใคร ด้วยเหตุผลอะไร ก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการทุกท่านที่ช่วยกันยกระดับ สภาของเรา ในส่วนของกรรมาธิการชุดนี้มีเรื่อง ๒ ประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มาพิจารณากัน ผมขอพูดประเด็นของ บีทีเอส (BTS) ก่อน เพราะว่าสั้นนะครับ ประเด็นของ บีทีเอส (BTS) ที่มันสั้นเพราะว่าผมเห็นตรงกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือเราไม่ควรขยาย สัญญาสัมปทานที่ยังคงเหลืออยู่อีก ๑๐ ปี ยังเหลืออยู่อีก ๑๐ ปี แต่เขามาขอขยายไปอีก ๓๐ ปี รวมเป็น ๔๐ ปี ประเด็นนี้ทางผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็เลยจะ ไม่พูดอะไรมากในประเด็นนี้ แต่อยากจะย้ำด้วยเหตุผลสั้น ๆ ๒ ประเด็นด้วยกัน

๑. คือประเด็นเรื่องของปัญหาค่าโดยสารแพงมันเกิดจากการที่รัฐอุดหนุน ไม่เพียงพอ เพราะการลงทุนแบบไม่พอเพียง คือจะสร้างโน่นสร้างนี่เยอะแยะไปหมด แล้วก็หลาย ๆ เส้นลากออกไปยาวเกินไป หลาย ๆ เส้นใช้ระบบที่ใหญ่เกินจำเป็น ทำให้มีเงิน ไม่เพียงพอ แล้วก็ให้เอกชนร่วมลงทุน เอกชนร่วมลงทุนเขาก็ไม่ยอมขาดทุนหรอก เขาจะต้องตั้ง นี่ก็จะเจรจาเพื่อเอารายได้ในอนาคตมาชดเชยให้ถูกลง แต่ต่อให้เราแก้ปัญหา ในเส้นนี้ได้ เราก็ยังมีปัญหาในเส้นอื่น ๆ อีกมากหลาย ๆ เส้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าอย่างนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างบูรณาการ เราจึงไม่เห็นด้วยกับ การขยายสัญญาสัมปทาน ด้วยเวลาที่น้อยรายละเอียดติดตามได้จากเฟซบุ๊กผม ผมเคยให้สัมภาษณ์นี้แล้วว่า รัฐอุดหนุนไม่เพียงพอ เพราะการลงทุนแบบไม่พอเพียง ทำให้ค่าโดยสารแพง สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ เราเห็นว่าควรนำเข้าสู่กระบวนการ พีพีพี (PPP) แบบปกติ อาจใช้พีพีพี กรอส คอสต์ (PPP Gross Cost) แทนที่จะใช้ พีพีพี เน็ต คอสต์ (PPP Net Cost) เพื่อให้ค่าโดยสารถูกลง อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ อำนาจพิเศษตามมาตรา ๔๔ เพราะทำให้เกิดข้อสงสัยหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นของความไม่โปร่งใสในการเจรจา ทางกรรมาธิการของเราทำหน้าที่อย่างดี เราเชิญผู้แทนซึ่งเป็นปลัด กทม. แล้วก็ผู้แทนที่เป็นผู้ว่า รฟม. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยมาให้การ ท่านยืนยันอย่างนี้ครับ ท่านยืนยันว่า ยืนยันหลายรอบต่อหน้า กรรมาธิการเพราะโดยถามย้ำ ท่านไม่ทราบที่มาที่ไป มาตรา ๔๔ ลอยมาจากท่านผู้นำ ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานก็เตรียมตัวดำเนินการตามขั้นตอนปกติอยู่แล้ว ฉะนั้นประเด็นนี้ เราจึงไม่ขยายสัญญาสัมปทาน

ในส่วนที่ ๒ เรื่องของสัมปทานทางด่วน ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขอสงวนความเห็นและแสดงจุดยืนในการไม่ขยายสัญญาสัมปทานออกไปอีก ๓๐ ปี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

ข้อที่ ๑ ประเด็นความชอบด้านกฎหมาย เดี๋ยวผมจะเรียนในลำดับต่อไป ผมจะเรียนเชิญทางรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ภูมินทร์ บุตรอินทร์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผมเชิญท่านมาเป็นกรรมาธิการเพื่อให้ความเห็นในด้านกฎหมาย เดี๋ยวท่านคงจะได้อธิบายต่อไปนะครับ แต่โดยสรุปสั้น ๆ ประเด็นความชอบด้านกฎหมาย มันอาจจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เช่น อีกหน่อยมีใคร ไปเขียนสัญญาขลุกขลิก ๆ อะไรไว้พอได้อำนาจมาก็ไปเจรจายอมความกันแล้วเอาเงินรัฐ ไปจ่ายให้เอกชน อย่างนี้มันถูกต้องหรือไม่นะครับ ถ้าเรายอมกรณีสัมปทานทางด่วน มันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนครับ ประเด็นนี้ลำดับต่อไปผมจะให้อาจารย์ภูมินทร์มาอภิปรายต่อนะครับ

ผมขอข้ามไปประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของประเด็นการแพ้คดี อย่างเมื่อสักครู่ทางเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการก็ได้อภิปรายประเด็นนี้ไปในรายละเอียดแล้ว แต่ผมสรุปสั้น ๆ ให้ฟังอย่างนี้ครับ กรรมาธิการเราทำหน้าที่เป็นอย่างดีนะครับ เราเชิญ อัยการที่ได้รับมอบอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมาย และเราเชิญไปถึงตัวผู้ที่ถือคดีอยู่ไม่ใช่ แค่ระดับผู้บริหาร ระดับผู้ที่ถือคดีอยู่ ท่านให้การแล้วเราก็ถามย้ำ ท่านก็ยืนยันว่าควรจะสู้คดี ท่านบอกว่าคดีนี้สู้ได้และควรสู้ จึงไม่ควรยอมแพ้ และต่อให้แพ้ ถ้าเราแพ้คดีก็ควรจะหา ผู้กระทำผิดไม่ใช่ยอมความเพื่อกลบเกลื่อนนะครับ และที่สำคัญเราควรจะต้องเรียนรู้ จากความผิดพลาดในอดีตไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตนะครับ ฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรจะสู้คดี นี่เราแพ้ไป ๑ แต่จะเจรจาเพื่อล้มมวยอีก ๑๖ คดี ทำแบบนี้ มันถูกต้องหรือไม่

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นนี้หลาย ๆ คนยังเข้าใจผิดกันอยู่นะครับ หลาย ๆ คน ชอบพูดว่า การขยายสัญญาสัมปทานรัฐไม่ได้เสียอะไร อันนี้ผิดเลยนะครับ การขยายสัญญา สัมปทานไม่ได้แปลว่ารัฐไม่ต้องจ่าย แต่เป็นการเปลี่ยนจากการจ่ายเงินสดมาจ่ายเงินผ่อน เพราะว่ารายได้จากการจัดเก็บค่าผ่านทางมันจะเข้ากระเป๋าเอกชนแทนที่จะเข้ากระเป๋ารัฐ อย่างเมื่อสักครู่ถ้ามีเพื่อนสมาชิกกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่มีเงินไปสู้คดี ถ้าแพ้คดีอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีแน่ ถ้ายกเงินให้เอกชนเขาไปแล้วครับ ประเด็นคือสัมปทานคือเปลี่ยนจากการจ่ายเงินสด มาจ่ายเงินผ่อน แทนที่จะเก็บเข้ากระเป๋ารัฐ ไปเก็บเข้ากระเป๋าเอกชนแทน เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ต้องระวังนะครับ มีคนที่พยายามจะผูกประเด็นนี้ว่าขยายสัญญาสัมปทานไปเถอะ รัฐไม่ได้เสียอะไร อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างแรงนะครับ

๔. ประเด็นเรื่องของดับเบิลเดก (Double Deck) นะครับ ดับเบิลเดก (Double Deck) เป็นโครงการใหม่นะครับ จะดีไม่ดีอย่างไรเวลาเราพูดถึงโครงการใหญ่ ขนาดนี้อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวว่าโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่นะครับ มันต้องมีการศึกษา ในรายละเอียด มีการทำฟีสซิบิลิตีสตัดดี (Feasibility study) มีการทำดีเทลดีไซน์ (Detail design) ว่าคอสต์ (Cost) จริง ๆ มันเท่าไร มีทำ อีไอเอ (EIA) ว่าจะสร้างได้หรือไม่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร แต่นี่ไม่มีรายละเอียดครับ จะเอามารีบพ่วงยัดลงไป ตอนอำนาจพิเศษนี่นะครับ ทำแบบนี้จะเกิดค่าโง่ก้อนใหม่ขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้น โครงการจะคุ้มค่าหรือไม่ จะสร้างได้หรือไม่ก็ต้องไปศึกษาในรายละเอียดตามขั้นตอนปกติ ต่อไปแล้วค่อยมาว่ากัน อย่ามางุบงิบเจรจาโดยใช้อำนาจพิเศษแบบนี้มันไม่ถูกต้องครับ

ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๕ การที่เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เราก็ไม่ได้จำกัด ข้อนั้นมันเป็นสิ่งที่ดีนะครับให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แต่มันมีรูปแบบอื่นที่เอกชน ร่วมลงทุนได้ อย่างเช่นว่าการจ้างเอาต์ซอร์ซ (Outsource) หรือว่าการทำ พีพีพี กรอส คอสต์ (PPP Gross Cost) นะครับ คือผมไม่ได้รังเกียจเอกชนนะครับ แต่ต้องเข้ามาตาม ช่องทางปกติแล้วต้องผ่านการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมไม่ใช่จะงุบงิบเอาเจ้าเดียว ต่อสัญญาสัมปทานไปแบบนี้ไม่ถูกต้อง โดยพึ่งพาอำนาจพิเศษอย่างนี้ยิ่งไม่ถูกต้องใหญ่ครับ

เรื่องสุดท้ายผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า คำว่า เสียงข้างมาก ไม่ได้แปลว่าถูกนะครับ ผมอยากให้ท่านสมาชิกทุกท่านใช้วิจารณญาณ แล้วมาช่วยกันนะครับ อย่าปล่อยให้ค่าโง่ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ที่เราแพ้ไป ๑ คดี กลายเป็น ค่าแกล้งโง่ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท คือรายรับที่เอกชนจะได้ใน ๓๐ ปีข้างหน้า มาช่วยกันครับ มาช่วยกัน หากเพื่อนสมาชิกท่านใดยังไม่เข้าใจในรายละเอียดที่ผมทราบกลับไปดูที่ผม อภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม อยู่ในเฟซบุ๊กของผมไปเซิร์ช (Search) ก็ได้ครับ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผมให้รายละเอียดไว้หมดครับ แต่วันนี้ด้วยเวลาที่จำกัดผมขอสรุปว่า ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในเรื่องของ บีทีเอส (BTS) ที่จะไม่ขยายสัญญา สัมปทาน ส่วนทางด่วนผมก็คิดว่าไม่ควรขยายสัมปทานเช่นกันนะครับ ไม่ขยายทั้ง ๒ เรื่อง ส่วนมติที่จะลงกัน ผมเชื่อว่าเป็นมติที่แค่จะบอกว่าจะส่งรายงานฉบับนี้ออกไปข้างนอก หรือไม่ ถ้ามติถามอย่างนั้นผมก็ขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันนะครับ ต้องออกไปข้างนอกครับ อย่าให้มันตกไปจะได้เห็นครับว่าใครทำเพื่อประชาชน ใครทำเพื่อนายทุน ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน กรรมาธิการท่านต่อไปครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์ภูมินทร์ บุตรอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน และผู้เข้าร่วมประชุม ผม ภูมินทร์ บุตรอินทร์ กรรมาธิการ สัดส่วนพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมขออนุญาต ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ในการที่จะชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าเรื่องนี้นั้น ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้นไม่สามารถที่จะทำได้ การขยายสัมปทานนั้นจะขัดกับกฎหมาย ทั้งระดับรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ ดังต่อไปนี้นะครับ

ในเบื้องต้นการขยายสัมปทานนั้น ต้องพิจารณาที่ พ.ร.บ. ร่วมทุนใช่ไหมครับ ใน พ.ร.บ. ร่วมทุนแน่นอนว่าหลายท่านได้มีการนำเสนอในประเด็นของ มาตรา ๔๗ การที่จะปรับเปลี่ยนตัวสัญญานั้น โดยปกติก็สามารถที่จะทำได้ แต่ถ้าเป็นสาระสำคัญ เมื่อไรก็จะต้องผ่านคณะกรรมการกำกับดูแล แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่นั้นครับท่าน เพราะว่า ถ้าท่านไปพลิกดูในตัว พ.ร.บ. ร่วมทุนใน มาตรา ๖ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้ ในตัวกฎหมายเขียนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนเลยเพื่อให้กระบวน แล้วก็รูปแบบนั้นถูกต้อง การที่จะทำอะไรก็ตามตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนนั้นจะต้องสอดคล้อง กับการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐด้วย อันนี้เป็นเจตนารมณ์ขัดไม่ได้ ทีนี้ที่ผมจะเชื่อมโยง ก็คือว่ามันไปสอดคล้องกับเรื่องที่พูดอย่างไร ทำไม่ได้อย่างไร ประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่สาธารณชนจับจ้อง แล้วอาจจะมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการทำนิติกรรมอำพรางที่เกิดขึ้น ถามว่านิติกรรมอำพรางอย่างไรนะครับ ที่แสดงออกอาจจะเป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แล้วก็รัฐก็จะได้ประโยชน์นะครับ แต่อย่าลืมว่าที่แสดงออกมาเป็นการไกล่เกลี่ยนั้น ถ้าท่านไปพลิกดู ในกฎหมายบางฉบับ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ดูที่มาตรา ๖๖/๓ (๓) (๔) ท่านก็จะเห็นชัดเจนนะครับว่าในกฎหมายเขียนเอาไว้ค่อนข้าง ชัดเจน ว่าการจะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทถ้าเป็นกรณีคดีกฎหมายมหาชนต่าง ๆ คดีปกครองนี่ ไม่สามารถที่จะไกล่เกลี่ยได้ครับ ทีนี้การกระทำในลักษณะนี้ โอเค (OK) ในทางแพ่ง เราอาจจะมองเป็นเรื่องของการแปลงหนี้ใหม่อาจจะทำได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมายมหาชน แน่นอนมีกฎหมายอื่น ๆ แล้วกระบวนการดังกล่าวนั้นก็จะเป็น การหลบเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของศาลปกครองโดยทางอ้อมหรือเปล่า อันนี้ผม ตั้งข้อสังเกตข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ถ้าเราดูจากรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๔๐ ในมาตรา ๑๔๐ รายละเอียดจะพูดถึงเรื่องของการจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ไว้ ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย และกฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายเกี่ยวข้อง เว้นแต่ กรณีจำเป็นเร่งด่วนก็จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าไว้ในมาตรา ๑๔๐ ถามว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับมาตรา ๖ ที่เมื่อสักครู่ผมพูดไปในเรื่องของวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ร่วมทุน ถ้าดูให้ดีนะครับ การที่เรานำเอาคดีทั้งที่จบแล้วและยังไม่จบ ๑๗ คดีนั้น มารวมกันแล้วก็จบลงด้วยการขยายสัมปทานนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ รายรับรายจ่าย ของรัฐนั้นปะปนกัน การทำลักษณะนี้อาจจะเป็นการมองได้ว่าเป็นการทำรายจ่ายแฝง ของหน่วยงาน โดยการนำเอาไปหักกลบกับรายได้ที่ควรจะได้รับมาในอนาคตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเปิดประมูลใหม่ หรือการดำเนินการในลักษณะอื่น ๆ ซึ่งก็จะเป็นการเบียดบัง งบประมาณภาครัฐ แล้วก็ก่อให้เกิดความเสียหายในเรื่องของวินัยการคลัง อันนี้คือ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมฝากเอาไว้ ส่วนประเด็นที่ใหญ่ยิ่งกว่านั้น ก็คือประเด็นเรื่องของ ผลกระทบที่จะตามมายังสัมปทานอีกจำนวนมากที่รัฐทำกับเอกชน เพราะถ้ามีข้อเท็จจริง เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่ผมพูดถึงนะครับคือการขยายสัมปทานกรณีของทางด่วน สัมปทาน ของรัฐนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สัมปทานเดียว มีทั้งสัมปทานรังนก ป่าไม้ ดาวเทียม ถ้าข้อเท็จจริง มันเหมือนกันในอนาคตก็จะส่งผลให้เอกชนที่ทำสัมปทานกับรัฐนั้น ใช้ข้ออ้างจากข้อเท็จจริง เดียวกันในการยุติข้อพิพาท การยุติข้อพิพาทอย่างนี้ผมมองว่าเป็นการหลบเลี่ยงกระบวนการ ของรัฐตามหลักนิติรัฐก็คือศาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ และนอกจากประเด็นที่ผมพูดถึงแล้ว นอกจากมีการสร้างบรรทัดฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ให้กับไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นในการต่อรองกับรัฐโดยใช้คดีที่มีอยู่ ก็มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ ในมาตรา ๖ การกระทำในลักษณะแบบนี้มีความเสี่ยงต่อหลักสากล ในเรื่อง ของการทำสัมปทานก็คือหลักในเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และหลัก ความมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าของการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นหลักการ ดังนั้นโดยสรุปก็คือจาก กฎหมายต่าง ๆ ที่ผมพยายามอธิบายให้ที่ประชุมรับทราบ ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกต่าง ๆ อาจจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการตัดสินใจในพระราชบัญญัติ ความรับผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านสามารถ เปิดดูกันเองได้นะครับ อยู่ในมาตรา ๑๑ ถึงมาตรา ๑๓ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๓ นั้น เป็นมาตราที่ว่าด้วยเรื่องของความรับผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทางการเมือง ดังนั้น โดยข้อสรุปผมจึงขอแสดงความคิดเห็นในฐานะนักกฎหมายว่าเรื่องดังกล่าวนั้นผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงมากมาย ควรจะมีการพิจารณามากกว่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน กรรมาธิการครับ

นายคริส โปตระนันทน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม คริส โปตระนันทน์ ในฐานะโฆษก กรรมาธิการ ในเรื่องนี้กรณีที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะขยายสัมปทานให้กับ ทางด่วนเป็นจำนวนระยะเวลา ๓๐ ปี เพื่อแลกกับการยุติข้อพิพาทค่าเสียหาย หรือค่าโง่ ที่ในหนังสือพิมพ์เราเรียกกันนี่นะครับ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมในฐานะกรรมาธิการ เสียงส่วนน้อยขอตั้งข้อสังเกตไว้ ๒ ประการด้วยกันครับ

ข้อที่ ๑ ค่าเสียหายเหล่านี้เป็นที่ยุติแล้วหรือยัง ในเมื่อเราทราบว่าค่าเสียหาย เกิดจากคดีเพียงแค่คดีเดียว จากทั้งหมด ๑๗ คดี ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน ถามว่า ในข้อพิพาทเหล่านี้ถ้าผมมีลูกความและลูกความบอกว่าในเมื่อเสียหายกัน ๔,๐๐๐ บาท แต่ฝั่งโน้นเขาเรียกผมมา ๑๓๗,๐๐๐ บาท ผมก็บอกถ้าเขาจะยุติให้ผมว่าก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเป็นลูกความของผม แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่ครับท่านประธาน กรณีนี้เป็นเรื่องของสัมปทานของรัฐ เป็นเรื่องของรายได้ในอนาคตของประเทศชาติ เราไม่สามารถที่จะเกี้ยเซี๊ยะและจบได้ด้วย คณะบุคคลหนึ่งคุยกับเอกชนเพียงรายเดียว ถามว่ากรณีนี้มันมีความหมิ่นเหม่อย่างไรครับ มันมีความหมิ่นเหม่ต่อความไม่โปร่งใส รวมไปถึงการที่อาจจะมีข้อกังขากับเอกชนว่าอาจจะมี การเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอกชนหรือไม่

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ในส่วนที่เรากำลังจะแลกสัญญา สัมปทาน ๓๐ ปี กับค่าเสียหายที่เอกชนบอกว่าเขาจะยกให้เรา รวมถึงเขาจะสร้างทางด่วน ขั้นที่ ๒ ให้เราด้วยคือดับเบิลเดก (Double Deck) นั้น ถามว่าข้อเสนอนี้ดีหรือไม่ ผมตอบได้ ว่าไม่มีใครทราบครับ ถามว่าที่ไม่มีใครทราบเพราะอะไร เพราะการที่เราคุยกับเอกชน เพียงรายเดียวมันไม่มีการเปิดประมูล เมื่อไม่มีการเปิดประมูลเราจะทราบได้อย่างไรครับว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะไม่มีเอกชนรายอื่นที่เสนอที่ดีกว่า หากมีการเปิดประมูลครับท่านประธาน อาจมีเอกชนรายอื่นที่มีความสามารถมากกว่าเอามาให้ สามารถเสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่า ให้กับรัฐก็เป็นไปได้ แต่ถ้าสมมุติว่าข้อเสนอของเอกชนรายนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เขาก็ยังสามารถ ที่จะเสนอข้อเสนอดังกล่าวได้อยู่ดี เขาก็ยังจะได้ต่อสัมปทานอยู่ดี การดำเนินตามแนวทาง ที่ผมกล่าวนี้จะเป็นที่ยุติและยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่เป็นการเอาเปรียบกับเอกชน และที่สำคัญ คือการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ตอนนี้เราไม่ทราบหรอกครับว่าข้อเสนอนี้ที่ บีอีเอ็ม (BEM) คุยกับ กทพ. มันดีที่สุดหรือยัง เราไม่ทราบครับท่าน เพราะมันมีการคุยกับเอกชน เพียงแค่เจ้าเดียว ผมฝากข้อสังเกตไว้ ๒ ข้อด้วยกันครับ

ข้อที่ ๑ ค่าเสียหายยังไม่เป็นที่ยุติ รัฐควรจะต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ข้อที่ ๒ เราจำเป็นต้องทราบราคาตลาดครับ ว่าข้อเสนอนี้การแลกสัมปทาน ๓๐ ปี กับการยุติข้อพิพาททั้งหมดมันดีที่สุดแล้วหรือยัง ขอบคุณครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการยังเหลือนะครับ เชิญครับ ไม่ชี้แจงแล้วใช่ไหมครับ ผมจะให้ท่านหมอชลน่าน อภิปรายนะครับ ท่านกรรมาธิการเอาอย่างไรแน่ เชิญครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตครับท่านประธาน ให้กรรมาธิการแสดงความคิดเห็นให้เรียบร้อยแล้วก็ให้สมาชิกซักถามนะครับ เพราะมันมีทั้ง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็เสนอความคิดเห็นให้ครบก่อนและท่านสมาชิกสอบถาม สอบถามนั้น ท่านกรรมาธิการก็จะไม่ได้พูดถึงความเห็น แต่จะพูดถึงว่าในหลักการคืออะไร เรียนด้วย ความเคารพ ผมก็ขออนุญาตอภิปรายเลย

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมก็ได้ให้ โอกาสท่านกรรมาธิการแล้วนะครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการ

พอดียกมือ ๒ คนพร้อมกันครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

กรรมาธิการ ยกมือ ๒ คน ผมก็ชี้ให้ ผมขออภัย ผมจำชื่อท่านไม่ได้ ผมก็เลยว่าชี้ให้ท่านข้างหน้า แต่ท่านข้างหน้าก็ชี้ท่านข้างหลัง ท่านข้างหลังก็ชี้มาข้างหน้า ผมว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้อง อธิบายแล้ว เอาท่านหมอชลน่านเลย แต่ถ้าท่านกรรมาธิการจะชี้แจงก็เชิญครับ ท่านชาดา ใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ เรียนด้วย ความเคารพท่านประธานครับ ในเรื่องของทางด่วนที่เราพูดกันอยู่นั้น ในความเห็นผมคือ กรรมาธิการก็มีความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตามในข้อสังเกตต่าง ๆ แต่ในความเห็นผม ผมบอกว่าผมจะพูดก็ได้ว่าถ้าผมเป็นผมจะไม่ต่อ แต่การพูดของผมนั้นผมอยู่นอกวง ผมไม่ใช่ ผู้ที่มีอำนาจเต็ม ผมพูดอย่างไรก็ได้จะถูกฟ้องร้อง จะถูกเรื่องราวจะวุ่นวายและมีเหตุเกิด อะไรอีกมากมายนั้นผมไม่ต้องรับผิดชอบ แต่วันนี้ในความเห็นผม ผมเห็นว่าเรื่องของ สัมปทานทางด่วนนั้นมันเป็นเรื่องที่ว่า ๑๕ ปี สมควรต่อ ๑๕ ปีเท่านั้น อีก ๑๕ ปีคืออะไร อีก ๑๕ ปีที่บอกว่าเอกชนจะสร้างดับเบิลเดก (Double Deck) ให้กับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยแล้วจะเก็บต่อไปอีก ๑๕ ปี แต่ตรงนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องที่จะสร้างได้ หรือไม่ได้เพราะต้องทำ อีไอเอ (EIA) เป็นการคร่อมทางด่วนอีกชั้นหนึ่งพูดง่าย ๆ ครับ ให้สมาชิกได้ทราบว่าเป็นการสร้างคร่อมแล้วก็ต้องผ่านถึงคลองประปา แล้วอีกหลายประการ ความยุ่งยากไม่สามารถจะเอ่ยได้ แต่ปัญหาคือว่า ถ้าเกิดไม่มีการสร้างเอกชนจะให้อะไร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ปัญหาคือว่า ถ้าเราปล่อยให้รัฐดำเนินการเอง ผมไม่เชื่อว่า สิ่งที่รัฐดำเนินการโดยรัฐจะได้กำไร เดี๋ยวนโยบายมาก็บอกให้ลดราคาเพื่อหาเสียง เดี๋ยวความคิดต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นอีกมากมาย แล้วเราก็พิสูจน์ทราบแล้วว่าในกิจการหลายกิจการ ที่รัฐทำแล้วขาดทุน วันนี้โลกยุคใหม่เราต้องให้เอกชนครับ เราเป็นรัฐ ในความเป็นรัฐก็ต้อง ไม่ใช่เอาเปรียบเอกชน เอกชนก็ไม่ใช่เอาเปรียบรัฐ แต่อย่าไปนึกว่าเอาเปรียบเอกชนได้เป็นเรื่องดี ไม่ถูกต้องแต่สิ่งที่สำคัญคือ ๑๗ คดี เกิดอะไรขึ้นครับ ผมคิดง่าย ๆ ทุกคนก็บอกว่าไม่แพ้ นักกฎหมายของรัฐบาลก็บอกไม่แพ้ ก็แพ้ไปแล้วนี่ใครเป็นคนตรวจสัญญาที่ทำให้เกิดช่องว่าง ก็ฝ่ายรัฐหรือเปล่า ผมเรียนด้วยความเคารพว่า ผมคิดว่า ๑๗ คดี แพ้ครึ่ง ชนะครึ่ง คิดแบบเป็นกลางก็ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในระหว่างที่ฟ้องกันนั้น กิจการนี้จะ ดำเนินการไปอย่างไร ผมยกตัวอย่างวันนี้ท่าบกที่ลาดกระบัง เขาเรียกว่า ท่าบก วันนี้ไม่มี การเอาเอกชนรายใหม่ หมดสัญญาแล้วปล่อยให้คา มีการประมูลแล้วก็ยังไม่ได้ยื่น ครม. ยังไม่ได้อะไรอีกมากมาย ปรากฏว่าเอกชน ๔-๕ รายเก่า เก็บฟรี ๆ อยู่เลยครับ เก็บฟรี ๆ เลย เก็บสตางค์โดยไม่ต้องส่งรัฐ ลักษณะแบบนี้เรามีในรัฐวิสาหกิจ หลายรัฐวิสาหกิจ ท่านทราบไหมครับ เอกชนจ่ายค่าเงินเดือนคนที่นั่งอยู่ในตู้ที่ส่งบัตรให้ท่าน เงินเดือนเท่าไร ๘๐,๐๐๐ บาทโดยเฉลี่ย อันนี้ข้อมูลผมจะเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่ทราบจากผู้ที่มาชี้แจง เดือนละ ๘๐,๐๐๐ บาทครับ และท่านคิดหรือว่าถ้ารัฐทำแล้ว จะได้กำไร ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าใครทำ ปัญหาวันนี้เราต้องใช้เงื่อนไขที่เอกชนนั้น เขาเป็นผู้ลงทุน เขาได้เวลามาแล้ว เขาครบแล้วสัมปทาน แต่จะต่อให้เขา เราต้องดีกว่าประมูล เพราะเปิดประมูลใหม่คนใหม่ต้องมีต้นทุน แต่เขาต้นทุนน้อย เราต้องอยู่ที่การเจรจาครับ อยู่ที่การเจรจาของผู้บริหารหรือรัฐภายใต้ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าท่านเป็นผู้บริหารและมาปล่อยให้ฟ้องกัน วุ่นวายกัน นั่นทำถูกแล้วหรือ วันนี้คนที่มีหน้าที่มีอำนาจต้องแก้ปัญหาครับ ไม่ใช่เข้าไปแล้วไปสร้างปัญหา ปัญหามี คาราคาซังอยู่เกิดมาต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่า ถ้าจะให้เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกจะทำอย่างไรครับ ที่เขาพูดกันว่าทำให้ เกิดค่าโง่ก็หันไปเช็ก (Check) ยอดให้หมดเลยครับ ใครมันทำให้เกิดการเสียเปรียบ อย่างนี้ ใครเป็นผู้ที่ดำเนินการ ไปไล่เอากับพวกนั้น ราชการจะได้ไม่ต้องลอยตัว ทำดีได้รับการปูนบำเหน็จแต่ทำผิดก็ว่ากันไป นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับประเทศนี้ แต่อย่าไปยืนอยู่บนพื้นฐานของด้านใดด้านหนึ่งทั้งหมด แล้วมันก็จะกลายเป็นเกิด ความเสียหาย ความหวังดีบางทีมันก็เสียหายเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เสียหาย ผมจึงเรียนว่า ผมเห็นด้วยที่ต่อ ๑๕ ปี อีก ๑๕ ปี เป็นเรื่องที่จะให้เขาต่อก็ได้แต่ค่าทางด่วน ๑๐ บาท ได้ไหม ๕ บาท ได้ไหม อย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดเมื่อสักครู่นี้ ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านต่อสัญญาแล้ว ประชาชนได้อะไร นี่คือเรื่องสำคัญครับ ต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้ ไม่ใช่ว่าความรู้สึกของ พี่น้องประชาชนว่าคุณต่อ รายได้ของรัฐกับรายจ่ายของประชาชนไม่เหมือนกันท่านอย่าพูด แต่ว่ารัฐได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ถามว่าแล้วประชาชนได้อะไร ผลประโยชน์ของรัฐบาลก็ไม่ใช่ ผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งมวล เราต้องมองตรงนี้ให้กว้างแล้วก็มองให้ลึก สิ่งที่สำคัญว่า พี่น้องประชาชนได้อะไร แล้วรัฐให้ความเป็นธรรมกับเอกชนในการลงทุน ผมเรียนด้วยความ เคารพครับ ในส่วนของทางด่วนผมมีความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับ บีทีเอส (BTS) บีทีเอส (BTS) นั้น ในช่วงต้น ๆ เราต้องยอมรับว่าเอกชนขาดทุน เข้ากองทุนฟื้นฟูเมื่อปี ๒๕๔๙ ออกจากกองทุน เข้ากองทุนด้วยหนี้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าผมจำไม่ผิด เข้ากองทุนแล้ว ออกจากกองทุนเมื่อปี ๒๕๕๑ นั่นแสดงว่าในช่วงต้นการลงทุนของเอกชนนั้นขาดทุน มาช่วงระยะหลังก็ทำให้เกิดอะไรครับ เอกชนมีกำไรแน่นอนใน บีทีเอส (BTS) ในช่วงหลัง ก็เป็นธรรมดาของการลงทุน แต่ปัญหามันมีอยู่อย่างหนึ่งผมไปขึ้น บีทีเอส (BTS) ของ กทม. ซึ่งนานครั้งจะได้ขึ้น แต่ทุกครั้งที่ขึ้นผมดูผู้มาใช้บริการจะเป็นคนชั้นกลาง คนจนไม่มีใช้ เพราะค่าโดยสารแพง คนระดับล่างไม่ได้ใช้ ปัญหาอยู่ที่ว่าวันนี้เราจะต่อสัญญา แล้วก็ควบรวม เอาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหัวท้ายขึ้นมาซึ่งเอกชนจะต้องรับภาระหนี้สิน อีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วพร้อมด้วยส่วนต่อขยายที่ขาดทุนอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับเอกชนจะต้องรับภาระไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าทำไมเราจะต้องต่อให้ บีทีเอส (BTS) เราต้องต่ออยู่บนพื้นฐานของสัญญาที่ว่าคุณมีกำไรแล้ววันนี้ดีกว่าไป เอาคนใหม่ที่ยังไม่เคยมีกำไรมา แล้วต่อรองครับ อยู่ที่ว่าการต่อรอง การเจรจาของฝ่ายรัฐ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้สามารถจะทำให้ต่อรองราคาแล้วทำให้ดีกว่าเอกชนรายใหม่ก็ได้ เอกชนซึ่งเขามีสัมปทานอยู่แล้วเขาคงไม่อยากทิ้งหม้อข้าวเขาไป แต่เราต้องใช้โอกาสนี้ ใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ อย่าไปมองว่าจะเอาคนใหม่มาเปิดเพื่อเกิดความแฟร์ (Fair) ประมูล ใหม่มีเอกชนรายใหม่ไม่ใช่ความแฟร์ (Fair) ครับ มันอยู่ที่ว่าในภายใต้เงื่อนไขเอกชนเก่า เราทำอย่างไรให้การเจรจานั้นได้เปรียบ บีทีเอส (BTS) บอกว่าจะทำให้ค่าโดยสาร ๖๕ บาท ตลอดสาย จากสถานีคูคตจนเข้ามาชั้นใน แล้วก็ออกไปถึงจังหวัดสมุทรปราการ ผมก็เห็นว่า ถ้า ๖๕ บาททั้งสายก็เป็นเรื่องดี แต่ทำให้ถูกกว่านี้ได้ไหม ผู้รับผิดชอบต้องเจรจาบนพื้นฐาน ที่ว่าให้ประชาชนเขารู้สึกว่าเขาได้อะไร ผมเรียนด้วยความเคารพครับ การมองมุมมอง ในฐานะผู้บริหารกับมุมมองของบุคคลทั่วไปแล้วยืนอยู่ข้างนอกมองแล้วมองเอามันไม่ได้ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าครั้งนี้ในฐานะ ส.ส. ต่างจังหวัดก็พยายามเข้ามาดูแล้ว ดูบนพื้นฐานประโยชน์ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าต้องขอขอบคุณกรรมาธิการทุกท่าน ที่ให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ดอกเตอร์สุรพันธ์ก็ให้ความรู้กับผมมากมาย ไม่ว่าจากพรรคพลังประชารัฐ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ ท่านที่ผมสอบถามก็ให้ ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา แต่ผมอยากจะให้มองเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรม และอยู่บนพื้นฐานการบริหารธรรมาภิบาล ให้ปัญหานั้นจบสิ้น แล้วก็เกิดประโยชน์ วันนี้ผู้บริหารเท่านั้นที่จะทำให้เรื่องนี้ดีหรือไม่ดี เรียนด้วยความเคารพครับ เพราะว่า บนพื้นฐานเจรจากับคนที่ต้องการจะรักษาสิ่งที่เขามีอยู่ต้องทำให้ได้ถูก เรียนด้วยความเคารพ ว่าอยู่ที่ว่าพี่น้องประชาชนได้อะไร อันนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะครับ ด้วยความเคารพท่าน ประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านกรรมาธิการ ท่านดอกเตอร์มานะ มหาสุวีระชัย ครับ

นายมานะ มหาสุวีระชัย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม มานะ มหาสุวีระชัย กรรมาธิการ ตามที่สภาได้มอบหมายให้กรรมาธิการไปศึกษาญัตตินี้ ผมคิดว่า จะใช้เวลาไม่นานแล้วจะให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายซักถาม ขอเวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีท่านประธานครับ มันมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณาสาระสำคัญของเรื่อง เพราะเรื่องนี้ข้อมูลมันเยอะ เอาสาระสำคัญ ผมสรุปสั้น ๆ สาระสำคัญ ๒ เรื่องมีอยู่ ทั้ง ๒ เรื่องผมถือว่ามันเป็นเรื่อง เหมือนกัน ทางด่วนกับ บีทีเอส (BTS) ใครจะว่าอย่างไรในความเห็นของกรรมาธิการ ผมเป็น กรรมาธิการผมเห็นว่ามันเหมือนกัน เหมือนกันอย่างไร เหมือนกันข้อแรกก็คือว่า ทั้ง ๒ โครงการ เป็นโครงการสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาจราจรของกรุงเทพมหานคร ต่างกันอยู่ นิดหน่อย ทางด่วนสร้างมาเพื่อขนรถ รถไฟฟ้าสร้างมาเพื่อขนคน แก้ปัญหาจราจรเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่าง สาระสำคัญเหมือนกัน ข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือทั้ง ๒ โครงการ เป็นกิจการที่ขาดทุนทางการเงิน แต่กำไรทางเศรษฐกิจ ขาดทุนการเงินไม่ต้องอธิบายนะครับ ลงทุนไปแล้วไม่สามารถได้เงินคืนมาให้มันคุ้มทุน กำไรเศรษฐกิจหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ามันจะทำให้ไม่ต้องเป็นกำไรทางอ้อม ไม่ต้องไปเผาน้ำมันทิ้งในช่วงรถติด ประชาชนไม่ต้องไปเสียเวลา ไม่ต้องเครียด คุณภาพชีวิตดีขึ้น อันนี้คือผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจที่มันคุ้มค่า แตกต่างกันอย่างไร ๒ โครงการนี้ในประเด็นนี้นะครับ ก็คือว่าทางด่วน เงินลงทุนขั้นต้นสูงกว่า แต่ค่าบริหารจัดการ ค่าโอเปอร์เรตติง คอสต์ (Operating Cost) บริหารจัดการ คือโอแอนด์เอ็ม (O&M) โอเปอร์เรตติง แอนด์ เมนเทนแนนซ์ (Operating and Maintenance) ต่ำกว่า แต่รถไฟฟ้าถ้าลงทุนเบื้องต้นสร้างระบบมันต่ำกว่าทางด่วน แต่ว่าค่าโอแอนด์เอ็ม (O&M) สูงกว่านี่คือข้อแตกต่างแค่นั้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่า โครงการลักษณะนี้หัวใจของมันคือมันไม่คุ้มเงิน แต่มันคุ้มเศรษฐกิจ ปัญหาคือว่าถ้ารัฐ ไม่อุดหนุนเอกชนเข้ามาทำไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาก็คือว่า แล้วเอกชนเข้ามาได้ มันจะต้องมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้น รถไฟฟ้าในเมืองไทยจริง ๆ จะเกิดมาตั้ง ๔๐ ปี มันเกิดไม่ได้ เพราะผู้บริหารหลงประเด็นนี้ เอกชนเข้ามาได้เพราะอะไรครับ เพราะเขามีระบบการบริหาร จัดการที่ดีกว่าภาครัฐ ถึงแม้เขาจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า แต่คิดโหลงโจ้งแล้ว เอกชนชนะ อันนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่ว วันนี้เราไปพูดถึงเรื่องต่อสัญญา ๓๐ ปี ๑๕ ปี ๔๐ ปี หรือไม่ไปบอกว่าส่วนแบ่งรายได้รัฐเอกชนเท่าไร ผมคิดว่ามันไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญ ของทั้ง ๒ เรื่องนี้มันมีตัวแปรอยู่แค่ ๒ ตัว คือค่าผ่านทางหรือค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง ของทางด่วน หรือค่าโดยสารของรถไฟฟ้า และอีกตัวหนึ่งคือเงินอุดหนุนจากรัฐ ๒ ตัวนี้รัฐไม่ควรจะต้องไปถามอะไรเอกชน เพราะควรจะเป็นเรื่องนโยบายของรัฐ ค่าผ่านทางหรือค่าโดยสารนี้เป็นตัวที่จะกำหนดความสมดุล รัฐจะไปคิดแง่เดียวไม่ได้ครับ ความสมดุลของอะไรครับท่านประธาน ความสมดุลของผู้ใช้บริการกับผู้ไม่ใช้บริการ และต้อง มีเงินอุดหนุนอยู่ อย่างไรก็ต้องมีเงินอุดหนุนครับ อย่าไปลืมประเด็นนี้เด็ดขาด เพราะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไปพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราจะไปออกกฎหมายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก เราจะไปเขียนกฎหมายอย่างไรมันก็ต้องขึ้นทาง ทิศตะวันออกท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่านี่คือเรื่องที่ควรจะมาพิจารณาเรื่องนี้ ให้ถ่องแท้ ทีนี้ปัญหาเรื่องนี้นะครับ ผมพยายามจะพูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ก็เกรงใจกรรมาธิการ และเกรงใจสภาเพราะว่าเป็นโจทย์ที่สภาไม่ได้ตั้ง กรรมาธิการบอกผมว่าอย่างนี้ ผมจะขอ อย่างนี้ ว่าเรื่องนี้จริง ๆ ก็ดูว่าความจริงคืออะไร ผมยกตัวอย่าง ท่านสัญชาติ อุปนันชัย ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เมื่อเดือนที่แล้วนี้โทรศัพท์ ถึงผมบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้ ป.ป.ท. ไปเอา ข้อเท็จจริงมาว่าค่าโง่โฮปเวลล์ (Hopewell) ซึ่งเป็นมหากาพย์มา ๒๙ ปีแล้วนะครับ ท่านสัญชาติมาถามว่า ให้ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพราะผมเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ผมคิดว่าวันนี้ สภาแห่งนี้ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว แล้วผมไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีอีก ๓๐ ปีข้างหน้า กลับมาถามเรื่องนี้อีก เรื่องทางด่วน เรื่องรถไฟฟ้าอีก เพราะฉะนั้นวันนี้นะครับ ผมจะ ไม่รบกวนเวลาสภา เพราะเป็นโจทย์ที่ท่านไม่ได้ถาม แต่ถ้าท่านสมาชิกสนใจจะซักถามนะครับ ผมยินดีชี้แจง แล้วก็สมาชิกท่านใดสนใจรายละเอียดหรือประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดนี้ ติดตามดูในเฟซบุ๊กดอตคอม (Fecebook.com) ด็อกเตอร์มานะ เดอะ โซลูชัน (The solution) มีเรื่องพวกนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านกรรมาธิการ ยุทธพงศ์ครับ เชิญท่านครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่า ผมทำงานเป็นกรรมาธิการและผมขอยืนยัน และผมเชื่อครับว่าไม่มี กรรมาธิการคนไหนหรอกครับในชุดนี้ที่นั่งทำงานกันมาเดือนครึ่งหรือ ๔๕ วันนี้ จะไม่ได้ ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน จะไปทำงานเพื่อนายทุน ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา แล้วก็ไม่ชอบพูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น ท่านประธานครับ ในที่ประชุมนี้ ในการประชุม บางครั้งกรรมาธิการที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็รู้ว่า มีคนบางคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องก็แอบเข้ามาใน ห้องประชุม ผมไม่ก้มหัวให้ แล้วผมก็บอกว่าต้องทำงานแบบตรงไปตรงมา อะไรเป็นอะไร ผมไม่อยากจะมาพูดให้เสียเวลาในที่ประชุมแห่งนี้ แต่ผมก็ยืนยันว่าผมนี้ไม่พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ท่านประธานครับ ผมเป็นคนเสนอญัตติเรื่องรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ผมก็ได้ ขออนุญาตท่านประธานว่า ผมก็ต้องขอใช้เวลามากนิดหนึ่ง เพราะว่าเป็นเจ้าของญัตตินะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ใช้แผ่นชาร์ต (Chart) เพื่อได้อธิบายให้กับ ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตลอดจนท่านผู้ชมที่ชมการถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้าน แล้วผมเองก็ขอปูพื้นให้ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกนะครับ ซึ่งมาจากทั่วประเทศ บางคน ก็อาจจะไม่เข้าใจหรือยังไม่มีพื้นฐานว่า ที่กรรมาธิการไปพิจารณาเรื่องรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) นี้อยู่ตรงไหน แล้วส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือมันอยู่ตรงไหน สีเขียวใต้ มันอยู่ตรงไหน ผมก็ขออนุญาตอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คือรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) เส้นเริ่มต้นเลยของกรุงเทพมหานครที่เขาบอกว่า ไข่แดง ก็คือเริ่มจากสถานีหมอชิต ขอกล้องได้ซูม (Zoom) มาใกล้ ๆ เลย สถานีหมอชิต ผ่านถนนพหลโยธิน มาถนนอนุสาวรีย์ชัย แล้วก็มาถึงศูนย์การค้าสยาม ตรงศูนย์การค้าสยามจะมี จุดเปลี่ยนรถ จากศูนย์การค้าสยามเราก็จะผ่านสถานีชิดลม สถานีเพลินจิต สถานีสุขุมวิท ทั้งแถบไปถึงสถานีอ่อนนุช อันนี้ก็คือรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) สายแรก

อีกเส้นหนึ่ง ก็คือสนามกีฬาแห่งชาติหรือสนามกีฬาศุภชลาศัย มาถึง ศูนย์การค้าสยามเป็นจุดเปลี่ยนรถ ผ่านสถานีราชดำริ สถานีสีลม สถานีศาลาแดง แล้วก็มา สิ้นสุดที่สถานีสะพานตากสิน ๒ สายนี้เป็นสัมปทานที่บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ได้จาก กทม. แล้วก็เป็นเขาเรียกว่า ไข่แดง หรือเป็นเส้นหลักของสัญญาเส้นทาง รถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานในปี ๒๕๗๒ ต่อมาก็ได้มีการขยายเส้นทาง รถไฟฟ้าในสมัยที่ท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน แต่ไม่ได้เสียหาย ท่านก็ได้ขยายจากสถานีอ่อนนุช ไปถึงสถานีแบริ่ง ซึ่งจะหมดสัญญา ขอโทษนะครับ ส่วนต่อขยายกรุงเทพมหานครลงทุนเองทั้งหมด

แล้วอีกเส้นหนึ่ง จากสถานีตากสินผ่านสะพานสาทรข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มาถึงสถานีวงเวียนใหญ่ แล้วก็ไปสิ้นสุดที่สถานีบางหว้า นี่ก็คือสมัยท่านผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครอภิรักษ์ เหมือนกัน กทม. เป็นคนลงทุนงานโครงสร้างทั้งหมด ในส่วนต่อขยายหลังจากที่เปิดใช้กรุงเทพมหานครก็ได้จ้างให้กับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) วิ่งรถ สัญญาจะไปสิ้นสุดในปี ๒๕๘๕ คำว่า จ้างวิ่งรถ หมายถึงอย่างไร หมายความว่า ตั้งแต่สถานีบางหว้ามาถึงตรงสถานีสะพานตากสิน หรือจากสถานีแบริ่ง ไปถึงสถานีอ่อนนุชจะกำไรขาดทุนไม่ต้องสนใจ กทม. รับผิดชอบหมด ซึ่งรถไฟฟ้าเวลา ออกมาชานเมืองมันก็จะขาดทุน แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องดูแลประชาชน ท่านประธาน ครับ ทำอย่างไรครับ การที่ขนคนเข้ามาก็เท่ากับมาเข้าเขตไข่แดง เข้าเขตเส้นทางหลัก ให้กับ บีทีเอส (BTS) ก็ทำให้ บีทีเอส (BTS) กำไรอย่างมหาศาลในปัจจุบันนี้ ผมต้องเรียน ท่านประธานว่า ปัจจุบันถ้าท่านประธานไปขึ้นรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ช่วงเช้ากับช่วงเย็นที่เลิกงาน กับตอนเข้าทำงานหรือเข้าโรงเรียน บางทีผ่านไป ๓-๔ ขบวนถึงจะได้ขึ้น เพราะว่าแน่นมาก แล้วปัจจุบันรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ก็มีอยู่เพียงแค่ ๔ โบกี้ (Bogie) เอง อันนี้คือสภาพในปัจจุบัน แล้วก็สัญญาสัมปทาน ก็ยังเหลืออีก ๑๐ ปี แล้วตรงสัญญาสัมปทานต่างกันเรื่องทางด่วนนะครับท่านประธาน ทางด่วนรัฐได้ ๖๐ เอกชนได้ ๔๐ แต่ บีทีเอส (BTS) ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย รัฐหรือ กทม. บาทหนึ่งก็ไม่ได้ มันต่างกันอย่างนี้ท่านประธานครับ ทีนี้ท่านประธานครับ รัฐบาลก็ได้มี การทำส่วนต่อขยาย เขาเรียกว่า เขียวเหนือกับเขียวใต้ เขียวเหนือก็คือจากสถานีจากหมอชิต ผ่านเซ็นทรัลลาดพร้าวไปมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกไปทางสถานีสะพานใหม่ แล้วก็ออกไปทางสถานีคูคต ซึ่งสถานีคูคตไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ อยู่จังหวัดปทุมธานี อันนี้เขาเรียกว่า ส่วนต่อขยายเขียวเหนือ ซึ่งรัฐบาลลงทุนร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลไม่ใช่ กทม. ก็คือรัฐบาลกลาง และส่วนต่อขยายเขียวใต้ ก็คือจากสถานีแบริ่งผ่านสถานีสำโรง

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านยุทธพงศ์ ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ท่านปูพื้นนี่ก็สมควรนะครับ แต่ผมว่าตอนนี้เรากำลังรับทราบ การแถลงผลการพิจารณาของกรรมาธิการ ฉะนั้นผมมีความเห็นว่า อยากให้กรรมาธิการ เอาผลสรุปของกรรมาธิการได้แถลงต่อที่ประชุม แล้วจากนั้นก็ค่อยฟังข้อสงสัยหรือมีอะไร ท่านสมาชิกสงสัยก็ถาม ผมจำได้ว่าตอนอภิปรายตอนญัตตินี้เข้าสู่สภานั้นท่านยุทธพงศ์ ก็ได้นำเสนอเป็นเบื้องต้นไปพอสมควรแล้วยังจำได้ ฉะนั้นตรงนี้ท่านเอาสรุป ๆ แล้วก็มา แถลงผลข้อสรุปของกรรมาธิการมีอย่างไร ตกลงกันอย่างไร เชิญท่านยุทธพงศ์ต่อเลยครับ ขออนุญาตแซงนิดเดียว

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านประธาน คือท่านประธานครับเนื่องจากว่า ในรายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อสภา เหมือนว่าเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดเดียว แต่มันมี ๒ เรื่องครับท่านประธาน แล้วก็ที่ผ่านมาตอนที่ท่านประธานชวน นั่งเป็นประธานในที่ประชุม ก็จะเป็นแต่เรื่องทางด่วนทั้งนั้นนะครับท่านประธาน บีทีเอส (BTS) ผมว่าแทบจะไม่มีคนพูดถึงเลยครับ แต่ว่าในญัตติมันมีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน ทีนี้ท่านประธานครับ ผมก็เรียนอย่างนี้ว่า ในกรรมาธิการมันมีความเห็นที่มันไม่ตรงกัน มีทั้งคนที่เห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ผมด้วยความเคารพท่านประธานผมก็จะได้รวบรัด เพราะว่าผมเคารพประธาน อย่างเมื่อวานนี้ท่านประธานบอกเอาอย่างนี้ ผมก็เอาตาม ประธานเลย ทีนี้ท่านประธานครับ พอมันมีส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือกับสายสีเขียวใต้ ถามว่า ถ้าท่าน พลเอก ประยุทธ์ หรือบิ๊กตู่ ไม่ไปออก ม. ๔๔ ที่มีกรรมาธิการพูดถึงหลายคน ถามว่ารถไฟสายสีเขียวเหนือกับสายสีเขียวใต้ที่จะต้องเปิดทำเสร็จแล้วมันวิ่งได้ไหม วิ่งได้ครับ วิ่งได้อย่างไรผมจะเรียนท่านประธาน เรียนท่านกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ในสมัยยุคผู้ว่าราชการอัศวิน พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๕๙ ได้ไปจ้างบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) วิ่งรถเรียบร้อยแล้วครับ ไปถึงปี ๒๕๘๕ ก็คือส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือจากสถานีหมอชิตไปถึงสถานีคูคต จังหวัดปทุมธานี แล้วก็จากสถานีแบริ่งไปถึงสถานีเคหะบางปู จังหวัดสมุทรปราการ วิ่งรถเรียบร้อย จ้างวิ่งรถไปถึงปี ๒๕๘๕ เพื่อมันไปสิ้นสุดพร้อมกับส่วนต่อขยายที่ทำสมัย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อภิรักษ์ เป็นเงินทั้งหมด ๑๙๒,๕๘๘ ล้านบาท ดังนั้นไม่ต้องออก ม. ๔๔ ก็ไม่มีปัญหาครับ ส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ สายสีเขียวใต้มันวิ่งได้ปกติอยู่แล้ว และผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะนั่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถ้าท่านนั่งจากสถานีแบริ่งไปถึงสถานีเคหะบางปู วันนี้วิ่งได้อยู่แล้ว และขณะเดียวกัน จากสถานีหมอชิตที่ท่านจะวิ่งตอนนี้ไปถึงสถานีห้าแยกลาดพร้าว วันนี้ก็วิ่งได้อยู่แล้ว และท่านประธานครับอยู่ ๆ วันที่ ๑๑ เมษายน ก็คือหลังเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แล้วก็ไปออก ม. ๔๔ ตั้งคณะกรรมการเรียกว่า คำสั่งกระทรวงมหาดไทย เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีใครครับ มี ๑. ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ ๒. ปลัดกระทรวงการคลัง ๓. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ๔. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ๕. เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ๖. อัยการสูงสุด ๗. ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ๘. นายภควัต โกวิทย์วัฒนพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน ๙. ศาสตราจารย์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบรถไฟฟ้าคนนี้เป็นใครครับ คนนี้นะครับที่เป็นคนออกแบบถนนเลียบ แม่น้ำเจ้าพระยาแล้วมันทำไม่ได้คนนี้ละครับ ๑๐. ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการ แล้วก็เป็นเลขานุการ ท่านประธานครับ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ไปทำอะไรครับ มีหน้าที่ไปเจรจากับบริษัทบีทีเอสซี (BTSC) บีทีเอส (BTS) นั้นละครับ ใช้คำว่า ซี (C) คือว่า คอมพานี (Company) ไปเจรจากับ บีทีเอส (BTS) ที่จะให้เขาต่อขยายสัมปทานไป ๔๐ ปี นับอย่างไร ๔๐ ปี ก็คือนับจากวันนี้ไป ปีนี้ ๒๕๖๒ ไปถึงปี ๒๕๗๒ ๑๐ ปี แล้วท่านก็บวกมาอีก ๓๐ ปี ก็เป็น ๔๐ ปี ซึ่งที่ผมสงสัย ท่านประธานครับ แล้วกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็เอากับผมไม่ให้ต่อนี่เพราะอะไรครับ ไปออกทำไมครับ ซึ่งผู้ว่าฯ อัศวินเขาจ้างวิ่งรถอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนเลยครับ ทุกวันนี้ก็วิ่งได้ อยู่แล้ว และขณะเดียวกันไปต่อให้เขาตั้ง ๔๐ ปี นอกจากคณะกรรมการชุดนี้ไปเจรจา ต่อให้เขา ๔๐ ปี ไม่พอครับท่านประธาน คณะกรรมการชุดนี้ไม่รู้เก่งมาจากไหนครับ มีท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นเลขานุการ บอกว่า ถ้าคณะกรรมการชุดนี้เจรจากับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เสร็จแล้ว ให้เขาต่อสัญญาออกไปอีก ๔๐ ปี สัมปทาน ๔๐ ปีก็ถือว่า บีทีเอส (BTS) เข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน ที่เรียกว่า พีพีพี (PPP) เข้าไปเลยโดยไม่ต้องไปผ่านคณะกรรมการด้านการเงินของ กระทรวงการคลัง อะไรไม่ต้องผ่านเลยนะครับ ให้ถือว่าเข้าไปเลย และท่านประธานครับ บีทีเอส (BTS) นี่ท่านประธานตั้งแต่วิ่งมาเมื่อ ๒๐ ปีจนถึงวันนี้ยังไม่เคยเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน เลยครับ ซึ่งท่านประธานเชื่อไหมครับ มันเกินพันล้านบาทแน่นอนครับ บีทีเอส (BTS) มูลค่า เป็นแสน ๆ ล้านบาท แต่ไม่ยอมเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน อันนี้คือสิ่งที่กรรมาธิการตั้งข้อสงสัยครับ และกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่า ไม่ให้ต่อ และคณะกรรมการชุดนี้ทุกวันนี้ยังไม่เลิกนะครับ ท่านประธาน ผมฝากท่านประธานไปบอกคณะกรรมการชุดนี้ว่า ถ้าไม่เลิกผมจะเอาเรื่อง เป็นรายคนเลยนะครับ

ท่านประธานครับ คำถามต่อมา ท่านประธานสงสัยไหมครับว่า จากสถานีแบริ่ง ไปถึงสถานีเคหะบางปู คือสถานีแบริ่ง สถานีสำโรง สมุทรปราการ ผ่านโรงเรียนนายเรือ ไปถึงสถานีเคหะบางปู มันไม่ได้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร มันคือจังหวัดสมุทรปราการ และจากสถานีหมอชิตวิ่งขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ ไปถึงสถานีคูคตมันอยู่จังหวัดปทุมธานี ถามว่า แล้วกรุงเทพมหานครเกี่ยวอะไร แล้วคุณจะเอาเงินของคนกรุงเทพมหานครไปวิ่งรถให้กับ คนจังหวัดสมุทรปราการ คนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งไม่เกี่ยวเลย ผมและคณะกรรมาธิการ ก็ได้ถามท่านปลัดกรุงเทพมหานครบอกว่า เรื่องนี้สภากรุงเทพมหานครเคยรู้เรื่องไหม แล้วเคยเห็นชอบไหม ท่านประธานทราบไหมครับว่าเป็นอย่างไรครับ เรื่องนี้มันเหมือน เรื่องโกหกหลอกลวง อย่างไรท่านประธาน ส่งหนังสือมาให้ท่านประธาน คือท่านวีระกร ส่งหนังสือมาบอกว่า สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบ เห็นชอบอะไรครับ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ มีหนังสือ ที่ กท ๐๒๐๐/๑๘๓๒ เรื่องแจ้งมติที่ประชุมสภา กทม. บอกว่า ที่ประชุมสภา กรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบให้ญัตติขอความเห็นชอบในหลักการ ให้กรุงเทพมหานคร ดำเนินการระบบขนส่งมวลชนระบบหลัก สายหมอชิต-ลำลูกกา และสายแบริ่ง-บางปู ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่นอกกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่สมัยไหนครับ ตั้งแต่ ๓๑ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ สมัยนั้น คุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอยู่เลย แต่ว่ามาตรา ๔๔ เพิ่งออกเมื่อสงกรานต์ปีนี้ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลยครับ วันนี้กรรมาธิการได้พบเรื่องที่ไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริตหลายเรื่องมากถึงได้มาเรียนท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า เรื่องนี้ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้หรอกครับ เพราะว่ามันมีเรื่องความไม่โปร่งใส เรื่องความไม่ถูกต้อง อยู่หลายเรื่องที่ผมได้เรียน แล้วก็ฝากท่านสมาชิกว่าเอกสารรายละเอียดที่ผมได้อภิปราย อยู่ในรายงานการประชุมที่เอามาเสนอต่อสภาแห่งนี้นะครับ

ท่านประธานครับ อีกเรื่องเดียวครับ สั้น ๆ นิดเดียวก็คือ เรื่องการต่อขยาย ทางด่วน เพราะว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ ผมเห็นว่าอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดเดียวกัน แต่ว่าเป็น ๒ เรื่องนะครับท่านประธาน และท่านประธานครับ ผมก็ต้องกราบเรียนว่าในญัตติ ทั้งเรื่องทางด่วนและเรื่อง บีทีเอส (BTS) ที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้บรรจุให้เป็นญัตติด่วน เพราะว่าทั้ง ๒ เรื่องจะต้องรีบต่อขยาย รีบตัดสินใจนะครับ นี่ละภายในเดือนนี้ต้องรู้แล้วว่า ทางด่วนจะให้เขาต่อไหม บีทีเอส (BTS) จะให้เขาต่อไหม เพราะว่า บีทีเอส (BTS) มีเรื่อง มาตรา ๔๔ เรื่องทางด่วนก็มีเรื่องคำพิพากษาศาล มีเรื่องดอกเบี้ย มีเรื่องการบังคับคดี ทีนี้พอเข้ามาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการครับท่านประธาน ก็มีทั้งคนเห็นด้วย มีทั้งคน ไม่เห็นด้วย ทีนี้ในกรรมาธิการในเมื่อมีทั้งคนเห็นด้วยและคนไม่เห็นด้วยก็ต้องฟังเสียง ส่วนใหญ่ว่า เสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ ผมก็เรียนว่าไม่มีใครไปล็อบบี้ (Lobby) ใคร หรือไปมีใครไปอะไรใครครับ แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยที่ผมมาเป็นกรรมาธิการ บางเรื่องก็เห็นเหมือนกัน บางเรื่องก็เห็นไม่เหมือนกัน ซึ่งผมว่าไม่มีเรื่องอะไรผิดปกตินะครับ ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครเห็นเหมือนกันหมดหรอกครับ ท่านประธานครับ ผมขอสรุป นิดเดียว เรื่องการต่อขยายสัมปทานทางด่วน ๓๐ ปี ถามว่ากรรมาธิการไม่ได้ไปลงลึกหรอกว่า คดีสู้กันมากี่คดีนะครับ ตั้งแต่เมื่อไร แต่มีเรื่องอย่างนี้ครับ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ กทพ. คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยให้ชำระเงิน ๔,๓๑๘ ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วันนับตั้งแต่วันที่คดีสิ้นสุดนะครับ อันนี้จะครบ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑ อันนี้คือที่มาของเรื่องทั้งหมด วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานของรัฐที่มีข้อพิพาทสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือถูกฟ้องต่อ คดีศาลปกครองเป็นคดีเดียวหรือหลายคดี ในประเด็นเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องการเจรจา ต่อรองกับคู่พิพาท เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทบรรเทาความเสียหายของรัฐ และให้เกิดประโยชน์ เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎร มติ ครม. บอกว่าให้ไปเจรจาเรื่องมันถึงเป็นที่มานะครับ ส่วนที่ว่าจะไปพิพาทกันเมื่อไร แล้วกี่คดีอะไรต่าง ๆ มันมาแบบนี้ครับ มันมีมติ ครม. สรุปมาแล้วครับ ทีนี้ถึงเป็นเรื่องด่วนเข้ามาถึงสภาว่า สภาจะเห็นชอบไหมหรือจะไม่เห็นชอบ ไม่ใช่สภานะครับ ก็คือให้ศึกษาว่ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัญญาสัมปทาน ทางด่วน วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ครม. มีมติรับทราบ และแนวทางการเจรจาของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ครม. มีมติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเร่งรัดการเจรจากับบริษัททางด่วนหรือ บีอีเอ็ม (BEM) ให้ยุติโดยเร็วที่สุด อันนี้ละครับก็คือเป็นที่มาที่จะต้องเป็นญัตติด่วนเข้ามา แล้วสภา แห่งนี้ถึงตั้งกรรมาธิการขึ้นมา แล้วประเด็นในการเจรจา ๑. ก็คือมูลค่าข้อพิพาทที่ยุติ ซึ่งกรรมาธิการหลายท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ๒. การก่อสร้างดับเบิลเดก (Double Deck) คืออะไร ผมขอขยายความนิดเดียวครับ คือปัจจุบันเนื่องจากว่าการเวนคืนที่ดินมันลำบาก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ที่ทำไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้วมีอยู่ ๒ สายหลักก็คือ บางปะอิน-โคราช ซึ่งตอนนี้คนเป็น ส.ส. ทางภาคอีสานคงเห็นแล้วว่าเป็นรูปเป็นร่าง ใกล้จะได้ใช้แล้ว อีกสายหนึ่งก็คือ จากบางใหญ่ไปกาญจนบุรี บางใหญ่-กาญจนบุรี เพิ่งก่อสร้างไปได้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เองครับ เพราะอะไรครับ เวนคืนครับ ขนาดไป ต่างจังหวัดยังติดเรื่องเวนคืน ทีนี้ในกรุงเทพมหานครวันนี้การจราจรติดขัดมาก อย่างเรา มาสภาเราต้องอาศัยทางด่วนขั้นที่ ๒ ที่ว่าจะต่อสัญญาจากด่านตรงงามวงศ์วานมา ของผม ก็ต้องมาทางพระราม ๖ ทีนี้ท่านประธานครับ วันนี้จะเห็นเลยครับว่ารถมันติดมหาศาลเลย ทีนี้ครั้นจะขยายหรือจะ สร้างทางด่วนใหม่วันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านเห็นไหมครับในต่างประเทศการแก้ปัญหาก็คือ ทำทางด่วนที่เขาเรียกว่า ดับเบิลเดก (Double Deck) ก็คือทำเป็นชั้นที่ ๒ ยกระดับขึ้นไป ซึ่งถามว่าในประเทศไทยของใหม่ไหมครับ ไม่ใหม่ครับ วันนี้มีกองทุนอันหนึ่งเขาเรียกว่า ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ไอเอฟ (Thailand future fund IF) ก็คือ ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ (Thailand future fund Infrastructure fund) ซึ่งการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยได้ขายไป แล้วเอาเงินมาทำทางด่วนยกระดับตรงบริเวณสะพานแขวน ตรงบางโคล่ ทำสะพานคู่กับสะพานแขวนอีก ๒ สะพาน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากพระราม ๓ ทำดับเบิลเดก (Double Deck) ขั้นที่ ๒ เพื่อระบายรถไปยังถนนพระราม ๒ ก็คือ ธนบุรี-ปากท่อ คือขนาดออกไปนอกเมือง ชานเมืองอย่างนั้นยังทำเลยครับ และถ้าในเมืองในรายงาน การประชุมก็คือจะทำดับเบิลเดก (Double Deck) จากไหนครับ ก็คือจากตรงด่านงามวงศ์วาน เลียบมาถนนพระราม ๖ แล้วก็จะมาถึงตรงต่างระดับพญาไท ก็จะออกไปพระราม ๙ เพื่อที่จะยกระดับไปสนามบินสุวรรณภูมิ ก็คือไปจบตรงหมดเขตของทางด่วนตรงนั้น อันนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ ทำไมกรรมาธิการได้พิจารณาว่าควรจะทำหรือไม่ เพราะว่าอะไร เพราะว่าถ้าไม่ทำรถมันเพิ่มทุกวันครับ ถ้าไม่ทำแล้วการจราจรมันจะเดินทางกันอย่างไรครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่กรรมาธิการได้พิจารณา แล้วก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็เป็นที่มาของเรื่องนี้ทั้งหมด และผมก็ยืนยันกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าไม่มีหรอก ครับท่านประธานครับ ไม่มีใครที่จะมาแทรกแซงการทำงานของกรรมาธิการได้ กรรมาธิการ ทุกท่านผมยืนยันครับว่าทำงานเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ขอขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านกรรมาธิการวิรัตน์ เชิญครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะกรรมาธิการครับท่านประธาน นั่งนานหน่อยคอแห้ง เพราะน้ำชาหมด การที่พิจารณาต่ออายุสัมปทานให้กับบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ๓๐ ปี ก็เพราะว่า มีข้อพิพาท ๑๕ คดีด้วยกัน ถามว่าถ้า ๑๕ คดี จะแพ้ไหม อัยการเจ้าของสำนวนได้มาชี้แจง ให้กรรมาธิการว่า เชื่อมั่นว่าจะไม่แพ้จะชนะทุกคดีครับ แต่ถ้าถามว่าถ้าแพ้แล้วการทางพิเศษ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านกรรมาธิการณัฐชา ถ้าประเด็นใดซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการท่านอื่นได้แถลงไปแล้ว

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรรมาธิการ

สรุปนิดเดียวครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

โอเค (OK) เชิญครับ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน พรรคอนาคตใหม่ ส.ส. กรุงเทพมหานคร รถไฟฟ้ามาไม่ถึงทางด่วนข้ามไป ข้ามมาอยู่ชายแดนกรุงเทพมหานคร วันนี้นั่งทำงานในฐานะกรรมาธิการ เป็นที่ปรึกษา กรรมาธิการ ๔๕ วัน ได้ข้อสรุปของทางด่วนที่แตกต่างกันไป จะสังเกตได้ว่าทั้ง ๓๙ ท่าน ที่มานั่งทำงานอยู่ ๔๕ วันนี้มีผลออกมาไม่ว่าจะเป็นการต่อสัมปทาน ๓๐ ปี ต่ออีกเพียง แค่ ๑๕ ปี หรือไม่ต่อหรืออยากให้ประมูลกับบริษัทอื่น เพื่อเป็นทางเลือก ๔๕ วัน ที่เราทำงานกันมาได้ผลสรุปออกมาเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่คือมติ ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนน้อย จะต้องตกไป แต่ทั้งหมดคือผลการศึกษาของที่เราไปทำงานกันมาว่า ทางออกทางเลือก ของการต่อสัมปทานทางด่วนนั้นยังมีช่องทางต่าง ๆ ในความเห็นของกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านที่ได้ไปศึกษาข้อมูลกันมา และในฝ่ายของทางพวกเราได้ชี้แจงไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์สุรเชษฐ์ก็ดีในเรื่องของรายละเอียดเชิงลึก อาจารย์ภูมินทร์ได้ตั้งข้อสังเกต ทั้งด้านกฎหมาย ท่านวิรัตน์ได้นำข้อคิดเห็นของอัยการต่าง ๆ มาเปรียบเทียบว่า คดีหนึ่ง มีผลตัดสินไปแล้ว ทุก ๆ คดีต่อไปนี้จะต้องตกไปด้วยหรือไม่อย่างไร แกก็ได้ค้นคว้าข้อมูล และนำมาใส่ในผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการนี้ คุณคริส โปตระนันทน์ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องต่อสัมปทานจริง นั่นคือหน้าที่ของฝ่ายบริหารและถ้าต่อมีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่า จะต้องต่อแบบไหน อย่างไร แล้วทำไมถึงไม่มีการเปิดประมูลใหม่ เพื่อแสวงหาประโยชน์ สูงสุดให้กับประชาชน

ท่านประธานครับ ผลการสรุปของคณะกรรมาธิการต่อสัมปทานทางด่วน และรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ผลการศึกษานี้จะต้องถามต่อที่ประชุมในอีกสักครู่ว่า ผลการศึกษาของพวกเราจะนำออกไปสู่ภายนอกหรือไม่ นี่คือจุดเริ่มต้น เราสู้ฟันกันมา ในที่ประชุมว่ารัฐต้องโปร่งใส ใครคิดเห็นอย่างไร แสดงความเห็นอย่างไร ข้อมูลทั้งสิ้นจะต้อง นำสู่กระบวนการที่จะไปประกอบการพิจารณา โอเค (OK) ครับ กรรมาธิการของเราไม่ได้ มีอำนาจชี้ขาดว่าจะต้องต่อหรือไม่ต่อ แต่เป็นเพียงผลการศึกษาเท่านั้น เพื่อให้ฝ่ายบริหาร เขาจะได้นำไปพิจารณาว่าความเห็นของใครเป็นอย่างไร ความเห็นจากด้านไหนเป็นอย่างไร นี่คือผลการศึกษาในด้านทางด่วนครับ ส่วนในด้านของรถไฟฟ้า เราตั้งข้อสังเกตกันมาว่าเราเชิญผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี มาให้ข้อมูลให้ข้อคิดเห็นเรา และเราก็ถามคำถามนี้กับทุกหน่วยงานว่า มาตรา ๔๔ มาจากที่ใด มาตรา ๔๔ ใครเป็นคนร้องขอ ทุกหน่วยงานที่มาตอบครับ ตอบเหมือนกันครับ ไม่ทราบ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนร้องขอ มาตรา ๔๔ ท่านปลัดกรุงเทพมหานคร ท่านรองปลัด กรุงเทพมหานคร ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยที่มาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทุกท่านตอบ เหมือนกันหมดครับ อันนี้ไปค้นคว้าในบันทึกรายงานการประชุมได้ว่าไม่ทราบจริง ๆ ว่า มาจากที่ไหน อยู่ดี ๆ ก็ลอยตูมมาแล้วก็ตั้งคณะกรรมการทำงาน แล้วก็มีความกระเหี้ยน กระหือรือที่จะต้องต่อภายในตอนนี้ เมื่อสักครู่นี้ท่านยุทธพงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เขาบอกว่าจะต้องต่อ ๔๐ ปี ในความเป็นจริงขออนุญาตอธิบายชัด ๆ อีกนิดเดียวก็คือว่า ต่ออีก ๓๐ ปี แต่สัมปทานนี้จะหมดอายุในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า แต่มีความต้องการที่จะต่อ ตั้งแต่ตอนนี้ครับ ต่อไปอีก ๓๐ ปีจาก ๑๐ ปีนี้ ท่านยุทธพงศ์ก็เลยสรุปว่า ๔๐ ปี เพราะฉะนั้น อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๕๗๒ ผ่านไปกี่รัฐบาลครับ ผ่านไปกี่ยุคสมัย ผ่านไปกี่คนตัดสินใจ และบริบทของประเทศเปลี่ยนไปเช่นไรมันยังมาไม่ถึง แต่วันนี้ข้อสรุปคืออยากจะให้ต่อไปอีก ๓๐ ปี แต่ตัดสินใจในวันนี้ ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาตัดสินใจในวันนี้ และความคิดเห็นของพวกเราที่มานั่งในกรรมาธิการทั้ง ๖ ท่านในนามพรรคอนาคตใหม่ ทั้ง ๖ ท่านเรามีความเห็นอย่างชัดเจนว่า เราจะไม่ต่อสัมปทานทางด่วนและเราจะไม่ต่อ สัมปทานรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ทั้ง ๒ กรณีอย่างชัดเจน และนี่คือผลการทำงาน ๔๕ วัน อยู่ภายใต้การศึกษาของคณะกรรมาธิการนี้ที่จะถามต่อสภาต่อไปว่า ผลการศึกษานี้จะ นำออกไปให้ฝ่ายบริหารพิจารณาหรือไม่ หรือถ้าสภาแห่งนี้เห็นว่าไปทำงานกันมา ๔๕ วัน แล้วผลการศึกษาทั้งหมดนี้ไม่ควรออกไปอีกสักครู่น่าจะต้องกดไม่เห็นด้วย ก็คือผลอันนี้ จะต้องอยู่ตรงนี้ละครับ ไม่ได้ออกไปไหนอยู่ในห้องนี้ แต่ถ้าทุกท่านเห็นด้วย ผมคิดว่าน่าจะ เห็นด้วยเหมือนกันทั้งห้อง ผลการศึกษาเล่มนี้จะได้เดินออกจากห้องไปสู่สายตาประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐโปร่งใส คือการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่คือผลการสรุป คร่าว ๆ ที่อยากจะให้ทุกท่าน ส่วนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านใดมีข้อสงสัยหรืออยากจะ ซักถามก็เดี๋ยวกราบเรียนเชิญเลยครับ ผมขอสรุปเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรียนเชิญ สมาชิกเป็นหน้าที่ของประธานนะครับ ที่ประชุมครับ ท่านคณะกรรมาธิการก็ได้แถลงข้อสรุป ให้กับที่ประชุมได้รับทราบแล้วนะครับ มีท่านสมาชิกเราให้ความสนใจที่อยากจะร่วม อภิปรายแสดงความคิดเห็นตอนนี้ยื่นความจำนงมาแล้ว ๒ ท่าน เชิญท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ผมต้องกราบขอบคุณ ท่านประธานที่กรุณาอนุญาตให้ผมได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ต่อกรณีที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าที่สภามอบหมายให้ไป ทำการศึกษาและนำรายงานเข้าสู่สภาให้สภาได้พิจารณารับรู้รับทราบรายงานนี้ และที่สำคัญ รายงานนี้มีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการแนบท้ายมาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ ท่านประธานจะขึ้นบัลลังก์ ท่านประธานชวน หลีกภัย ได้กรุณาแจ้งกับสมาชิกว่ามันเป็น ภารกิจของสภา มันเป็นหน้าที่ของสภาเลยที่ต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ข้อสังเกตที่กรรมาธิการได้แนบมาพร้อมกับรายงาน เพราะการเห็นชอบของสภามันมีผล ต่อการนำไปสู่การปฏิบัติ คือสภาจะส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะนี้คือฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรี และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้รับข้อสังเกต ของสภา ผมต้องใช้คำว่า ของสภานะครับ เพราะเมื่อกรรมาธิการผ่านมาที่สภา สภารับแล้ว เป็นของสภา นำไปพิจารณาว่าจะปฏิบัติอย่างไร เมื่อครบ ๖๐ วันแล้วนี่ต้องแจ้งว่าได้ปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติหรือไม่มาให้สภารับทราบ มันจำเป็นขนาดที่ข้อบังคับเขียนไว้เลยครับ ท่านประธานที่เคารพ เขียนไว้เลยว่าท่านประธานต้องแจ้งให้สมาชิกทราบเป็นวาระแรกด้วย หลังจากได้รับการแจ้งมาจากหน่วยงานที่นำข้อสังเกตนั้นไปปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเกริ่นมาอย่างนี้มันเป็นความสำคัญของสภาจริง ๆ ที่จะต้องมี ความเห็นในวันนี้ แต่ก่อนที่จะมีความเห็น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิกที่จะได้พิจารณาตัวรายงานของคณะกรรมาธิการ ผลการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการ และก่อนที่จะมีการลงมตินะครับ ผมเองไม่มีสิทธิที่จะอภิปราย ข้อสังเกต เพราะข้อบังคับกำหนดไว้ให้ลงมติโดยไม่ต้องอภิปราย ก็เป็นข้อจำกัดยิ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมือผมคือรายงานผลงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งมีอดีต ท่านรัฐมนตรีวีระกร คำประกอบ ขออภัยที่เอ่ยนาม ขออนุญาตเอ่ยนามท่านทำหน้าที่เป็น ประธาน ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการที่เคารพทุกท่าน ๓๙ ท่านนะครับ ที่ได้ไปเป็นตัวแทนของสภาเรา ได้รับภารกิจที่ค่อนข้างจะลำบากนะครับ ไปร่วมกันพิจารณาศึกษาและมีผลงานการศึกษา มีข้อสรุปมา มีข้อสังเกตมาให้เรา ผมดูคณะกรรมาธิการแต่ละท่าน ชื่นชมครับ อย่างน้อยมีรัฐมนตรีอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ ๔ ท่าน เป็นเสนาบดีที่เคยทำงานด้านการบริหารมา และหลายท่านมีเวลาที่จะเป็นเสนาบดี ผมฟังจากทุกท่านได้อภิปราย หลังจากที่ท่านประธานแถลงรายงานมาแล้ว ทุกท่านได้แสดง ความเห็นให้กับสภารับรู้รับทราบ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการพิจารณารายงาน ของสภาผู้แทนราษฎร เอาสมัยนี้ก็ได้ครับ หรือล่วงไปอีก ๒๐ ปีก็ได้ ทุกสมัยที่ผ่านมา ผมไม่เคยเห็นกรรมาธิการจะมาแถลงเป็นรายบุคคลในลักษณะอย่างนี้ต่อสภา อย่างมาก ท่านประธานก็แถลงให้สมาชิกได้พิจารณามีข้อพิจารณาซักถามสอบถามข้อเท็จจริง หรือต่าง ๆ ผลงานที่ท่านศึกษามา ท่านกรรมาธิการแต่ละท่านก็ลุกขึ้นมาตอบในมุมที่ท่าน ได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นการเฉพาะ หลังจากนั้นเราก็จะมาลงมติในเรื่องข้อสังเกต ท่านประธานครับ เหตุที่ผมต้องพูดอย่างนี้มันมีผลครับ มีผลต่อรายงานฉบับนี้มากเลย ท่านประธานครับ ผมเองได้ให้ความสนใจเรื่องนี้ เพราะว่าในญัตติที่ท่านเสนอเข้ามา เป็นญัตติด่วน บอกว่ามันกระทบกับประโยชน์สำคัญของประเทศชาติและประชาชน ถ้ามีการต่ออายุสัมปทานรัฐจะเสียหาย พี่น้องประชาชนจะเสียหาย ไม่มีผลการศึกษา ไม่มีผลการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เขียนมาอย่างนั้นครับ เราก็บอกถ้าอย่างนั้นไปศึกษามา เอารายละเอียดมาตอบในสภา แต่สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ รายงานที่เราได้มามีผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ถ้าผมจะเอาข้อเท็จจริงขึ้นมา ชี้ให้ท่านประธานเห็นผลการพิจารณา ผลการพิจารณามีอยู่ ๕ บรรทัด แล้วก็แยกส่วน เพราะว่าญัตตินี้มี ๒ เรื่องครับ การต่อสัมปทานทางด่วนและการต่อสัมปทานรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ทางด่วนขนรถ รถไฟฟ้าขนคน ผมชอบมาก ขออนุญาตนำเอาคำของท่าน ดอกเตอร์มาครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านไปใช้ เพื่อเข้าใจง่าย มีอยู่ในข้อ ๕.๒.๑ นี่คือ ผลการพิจารณา ผลการศึกษา ผลการศึกษาเขียนไว้อย่างนี้ท่านประธานครับ ผลการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน มีกรรมาธิการจำนวน ๓๙ คน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน แล้วก็มีรายละเอียดว่า กรรมาธิการเห็นด้วยมี ๒๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒ ท่าน งดออกเสียงและสงวนความเห็น มาอภิปรายในสภา ๕ ท่าน แล้วก็มีการลาการประชุมไป ๑ ท่าน หลังจากนั้นรายงานฉบับนี้ ก็จะเข้าสู่สรุปความเห็นข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โดยรวบรวม ความเห็นของกรรมาธิการแต่ละคนได้แสดงไว้ในภาคผนวก แล้วก็รวมมาเป็นความเห็น ข้อสังเกต ท่านประธานครับ มันเป็นสิ่งที่ผมเองในฐานะสมาชิกสภามีความลำบากใจมากว่า ผมจะให้ความเห็นกับข้อสังเกตนี้อย่างไร

ประเด็นที่ ๑ ครับ ข้อสังเกตนี้ไม่ใช่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่เป็นกลุ่มเป็นบุคคล เพราะท่านมีข้อสังเกต ทั้งกรรมาธิการที่เห็นด้วยว่าควรให้ต่อ มีเหตุผลไล่ไป ๑ หน้า และมีข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วยว่าไม่ควรต่อ มีเหตุผลอีก ๑ หน้า ความเห็นของคณะกรรมาธิการ ที่งดออกเสียงและขอสงวนความเห็นมาชี้แจงต่อสภาแห่งนี้อีก ๑ หน้า อันนี้คือข้อสังเกตครับ ท่านประธาน ข้อสังเกตคือสิ่งที่เมื่อสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องส่งไปให้หน่วยงาน เขารับไปสู่การปฏิบัติ ผมถามท่านประธานครับ อันที่ ๑ ไม่ใช่ข้อสังเกตกรรมาธิการ อันที่ ๒ ผมเป็นหน่วยงานคือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่รับผิดชอบโดยตรงเลยครับ เขาจะเอาข้อสังเกตของท่านผู้ใดไปสู่การปฏิบัติ อย่างมากเขาก็รับไปแล้วก็ตอบว่า นำเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ข้อสังเกตที่รับมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ไม่สามารถปฏิบัติได้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ มันจะเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ อันนี้คือ ตัวข้อสังเกตที่ผมจะไม่ลงเนื้อหาในรายละเอียด เพราะข้อบังคับห้ามไม่ให้ผมอภิปราย แต่สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ผมขอบคุณท่านกรรมาธิการไปแล้วนะครับ วันนี้เป็นครั้งแรกที่แต่ละท่านได้มาแสดงทัศนะของท่านให้สภาได้รับรู้รับทราบ ผมเอง ก็เสียดายครับ ทัศนะเหล่านั้น ความรู้ความเห็นเหล่านั้น แทนที่จะมาอยู่ในเนื้องาน ของรายงานเป็นผลการพิจารณา เรากลับไม่เห็นอะไรเลยครับ เรื่องอัยการที่พูดมาอย่างดี ไม่มีให้เห็น เรื่องเชิงเทคนิคที่ท่านเสนอมาไม่มีให้เห็น เรื่องขัดต่อกฎหมายไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญ กฎหมายการร่วมทุนไม่มีให้เห็นครับ ท่านบอกว่า ไม่ต้องซ่อน ไม่ต้องบอก ไม่ต้องเขียนในรายงาน ขออนุญาตไปแถลงที่สภา อย่างนั้นหรือครับ ทำได้หรือ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านทำรายงานมาให้กับสภามันไม่ใช่รายงานที่สภาพึงจะใช้ได้ และสภาของเรา ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแหล่งที่ใช้ข้อมูลในการอ้างอิงไปทุกหน่วยงาน ผมเป็นลูกหลานเยาวชน ผมสนใจมาก ขออนุญาตท่านประธานหยิบเอกสารฉบับนี้ เราอยากทราบว่าเรื่องเขตอุทยานแห่งชาติ ที่ทับลานเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ มีการศึกษาไว้ ผมก็สืบค้นหา ผมได้รายงานฉบับนี้มา สามารถที่จะอ้างอิงที่มาที่ไป ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ที่มันหนาเป็นปึ๊งใหญ่ มีรายงาน ของกรรมาธิการจริง ๆ ที่ต้องมาใช้อยู่แค่ ๑๘ หน้าครับ นี่คือเอกสารอ้างอิงแหล่งที่มาที่ไป ที่กรรมาธิการได้ศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อมาบอกกับสภาว่าข้อตัดสินใจของเขา ๑๙ คนนี้ อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล หลักฐานเชิงประจักษ์ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่มีทั้งหมดแล้ว ท่านประธานครับ แต่เสียดายครับ กรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานเหล่านั้นให้กับสภา ได้รับรู้รับทราบเลย ท่านก็ไปรวบรวมความเห็นของแต่ละท่าน ซึ่งดี ๆ ทั้งนั้นละครับ ผมพยายามอ่านทุกคน ผมขอบคุณในความรู้ความสามารถของกรรมาธิการแต่ละท่าน เสียดายว่าทำไมท่านไม่มาเขียนไว้ในรายงาน ทำไมท่านไปคิดว่าความเห็นของกรรมาธิการ แต่ละท่านเป็นข้อสังเกตที่ต้องนำสู่ปฏิบัติ มันได้หรือครับ มันได้หรือ จริงอยู่ครับ ท่านประธานครับ ฉบับแรกในชุดที่ ๒๕ ของเราที่มีรายงานแบบนี้เข้ามา เป็นฉบับแรก จริง ๆ ครับ ผมมิอาจจะไปกล่าวว่าเป็นข้อผิดพลาดบกพร่อง ความไม่เข้าใจ ไม่รู้ ของกรรมาธิการ เพราะทุกท่านเป็นผู้รู้ทั้งหมดเลย ท่านกรรมาธิการ ขออภัยครับเอ่ยนาม ท่านเกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อสังเกตไว้ดีมาก ท่านสงวนความเห็นไว้ด้วยแล้วก็มีทางออก ถ้ากรรมาธิการชุดนี้รับความเห็นอย่างนั้น เป็นความเห็นกรรมาธิการและไปเขียนเป็น ข้อสังเกตที่เป็นความเห็นร่วมของกรรมาธิการนะครับ ส่งไปใครก็นำสู่ปฏิบัติ ประเด็นที่ ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่ก้าวล่วงเรื่องมติเรื่องความเห็นนะครับ เมื่อการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาจะตอบญัตตินั้นอย่างไรขึ้นกับญัตติครับ ถ้าศึกษาเรื่องของ อีอีซี (EEC) ที่เรากำลังจะเข้านี่นะครับ แน่นอนครับ โครงการมันยังไม่ได้ทำ ความเห็นของ กรรมาธิการที่ศึกษาอาจจะมีทางเลือก ๑ ๒ ๓ ดีอย่างนี้ ไม่ดีอย่างนี้ ถ้าทำแล้วผลกระทบ จะเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ทำผลกระทบจะเป็นอย่างนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อย่างนี้ รัฐต้องลงทุน อย่างนี้ ให้เราเห็นหมดเป็นทางเลือก แต่ว่าเห็นใจครับ กรรมาธิการชุดนี้รับโจทย์ไปเป็นเรื่อง ที่มีการต่ออายุอยู่แล้ว ทำอยู่แล้ว มันก็เลยเป็นลักษณะว่า แม้ว่าเราให้ไปศึกษาสิ่งที่ กรรมาธิการทุกท่านคิดอยู่ในกรอบของกรรมาธิการคือต้องตอบให้ได้ว่าต่อหรือไม่ต่อ ต่อหรือไม่ต่อ คิดได้ครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว กรรมาธิการต้องมี ความเห็นว่าต่อดีอย่างไร ไม่ต่อดีอย่างไร แล้วก็สรุปให้เราครับ สรุปมาในนี้เลยว่ากรรมาธิการ ส่วนใหญ่เสียงข้างมากเห็นด้วยว่า ควรต่ออายุสัมปทานทางด่วนให้กับบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่กรรมาธิการได้กรุณาพูดว่า บีอีเอ็ม (BEM) บีอีเอ็ม (BEM) บีอีเอ็ม (BEM) นี่ละครับ มันเป็นภาษาอังกฤษเป็นตัวย่อ ผมก็ขออนุญาตขยายความว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อันนั้นคือชื่อจริงของเขาที่จะต้องพูด ในสภาและเพื่อพี่น้องจะได้เข้าใจ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้แย้งเลยว่าท่านจะมีความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นเป็นเรื่องของกรรมาธิการและสภาเราก็จะพิจารณาเอง แต่สิ่งที่ท่านทำ ท่านไม่มีข้อมูลสนับสนุนในรายงานการศึกษาของเราเลย ออกมาปั้งเป็นมติเลย ท่านประธาน ผมฝากไปยังท่านประธานกรรมาธิการครับ ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีทำงานในสภามานาน ผมก็แปลกใจว่า ทำไมรายงานฉบับนี้โผล่ออกมาได้ เราไม่ได้ให้ท่านไปทำญัตติ ถ้าสภา มอบหมายอย่างนี้ให้เสนอตั้งญัตติด่วน เรื่องตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณาให้ความเห็นชอบ การต่ออายุสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า ไปให้ความเห็นชอบมาเลย แล้วกรรมาธิการนำมา เสนอต่อสภา สภาจะได้พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับกรรมาธิการหรือไม่ ท่านตอบมาอย่างนั้น เป๊งเลยครับ ไม่เป็นปัญหาใด ๆ แต่อันนี้ท่านตอบคำถามนั้นโดยละทิ้งประเด็นอื่นไป ผลดี ผลเสีย เอาง่าย ๆ ครับ ที่มาของปัญหาท่านก็ไม่แจ้งพวกผมเลยว่ามันเกิดจากอะไร ทำไมต้องไปเสียค่าโง่ ทำไมต้องขึ้นอนุญาโตตุลาการ ทำไมต้องเสีย ๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอีก ๑๘ คดี ทำไมท่านคิดว่า ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ทำไม มันเกิดจากอะไร ใครต้อง รับผิดชอบ ใครผิด ไม่มีครับ ไม่มีในรายงานฉบับนี้เลย ผมก็แปลกใจว่า ๔๕ วันนี่ท่านไปทำอะไร ท่านไปทำอะไรครับ เป็นผู้รู้ทั้งนั้น ขออภัยที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะที่ผมพูดผมต้อง รักษาสภาไว้ครับ ถ้าสภาให้ความเห็นฉบับนี้ไปนะครับ การตีความของความเห็นสภา มีหลากหลายมาก ร้ายกาจที่สุด คือสภาให้ความเห็นชอบการต่ออายุแล้ว สภาไม่ให้ต่อนะ เหมือนกรรมาธิการบางท่านบอกว่า เมื่อสภาไม่ให้ต่อแล้วคุณยังทำอยู่นี่คุณทำได้หรือ หมายถึงถามคนที่กระทำนะครับ ท่านประธานครับ ผลการศึกษาของสภาหมายถึง ของกรรมาธิการ เราย่อมมีความเห็นของสภา ย่อมมีความเห็นกรรมาธิการตามเอกสิทธิ์ ของเรา จะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ทำได้หมดครับ เพราะว่าผลการศึกษานั้นไม่ได้มีข้อผูกมัด กับหน่วยงานหรือองค์กรใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ไม่ได้มีข้อผูกมัดใด ๆ นะครับ เพียงแต่ส่งไปแล้วเขาจะนำสู่การปฏิบัติหรือไม่เท่านั้นเอง มันเป็นข้อเสนอของสภา ถ้าคุณนำสู่ปฏิบัติก็จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน มีแค่นั้น ไม่ได้ผูกมัด เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพท่านประธานครับ สัญญาแรก สัมปทานแรกคือ ทางด่วน ท่านบอกว่าท่านเห็นด้วย แล้วทุกท่านก็มาให้เหตุผลตรงนี้ ซึ่งโดยอนุมานว่า เสียงส่วนรวมเห็นด้วยควรต่อ แล้วอนุมานเอาเรื่องของการต้องชดใช้หนี้ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านเขียนมาญัตติเป็นหลักว่ามันจะถูกฟ้องร้องคดีแรกเสียแล้ว คดีที่ ๑๕ คดีที่ ๑๖ คดีที่ ๑๗ คดีที่ ๑๘ ต้องเสียต่อ ท่านอนุมานอย่างนั้นก็พอที่จะฟังได้ครับ พอที่จะฟังได้ เรื่อง บีทีเอส (BTS) ของกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายไปถึงบางหว้า ท่านประธานครับ กรรมาธิการบอกว่าไม่สมควรต่อ เหตุผลท่านก็ไปเขียนเป็นเหตุผลส่วนตัวเหมือนผมไปดู การวินิจฉัยของศาลที่เราใช้ระบบไต่สวน ให้เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งในรายงานเท่าที่ผ่านมาผมค้นทุกฉบับไม่เคยมีครับ อันนี้เป็นครั้งแรกก็ดีครับ เป็นเรื่องดี ผมว่ากรรมาธิการต่อไปก็ควรจะทำอย่างนี้ด้วยนะครับ กรณีถ้ามีความเห็นที่บันทึกเป็น ลายลักษณ์อักษร ท่านประธานครับ ผมเองด้วยความเคารพท่านประธาน ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ของเราคือสภาจะให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกตที่ผมนำเรียนไปแล้ว เนื้อในผมพูดได้แค่นี้ เพราะท่านสรุปให้ผมแค่นี้ ไม่มีข้อดี ข้อเสียอะไรให้ผมเปรียบเทียบได้ แต่ข้อสังเกต ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้นะครับ ๑. มันไม่ใช่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ๒. ข้อสังเกตนี้ คุณนำเอาความเห็นส่วนบุคคลไปเขียนไว้ทั้งหมดมันจะนำสู่การปฏิบัติของหน่วยงานไม่ได้เลย มันก็แค่ส่งไปแล้วเขาก็โยนทิ้ง แล้วก็ตอบมาว่าไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็แล้วแต่สภาที่จะ พิจารณาว่าจะเห็นอย่างไร ด้วยความเคารพท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอสรุป ได้แล้วนะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ผมกำลังสรุปให้ท่านครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมพูดตรงนี้ฝากท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการ หรือแม้แต่พวกเราที่จะไปทำหน้าที่แทนสภาให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีสภาให้มาก อย่าได้ทำอะไรที่แบบดูอะไรไม่ได้อย่างนี้กลับเข้ามา ผมเสนออย่างนี้สรุปสุดท้ายนะครับ ในความเห็นผมเพื่อให้สภาเดินหน้าต่อไปได้ ท่านประธานครับ ข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรของเรา ผมขออนุญาตหยิบข้อบังคับอ่านให้ท่านประธานครับ ข้อ ๑๐๔ เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทำกิจการพิจารณาสอบข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ตามหน้าที่และอำนาจที่สภามอบหมายให้เสร็จแล้วให้รายงานต่อสภาตามระยะเวลา ที่กำหนดนะครับ ในที่ประชุมของสภาวันนี้คณะกรรมาธิการมีสิทธิแถลง ชี้แจง หรือแก้ไข เพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวในวรรคหนึ่งได้ ผมอยากจริง ๆ ครับ ผมอยากจะเห็น รายงานฉบับสมบูรณ์ที่ทุกท่านพูดเอาไว้มันอยู่ในเนื้องาน ในรายงานเพื่ออ้างอิงลูกหลาน เยาวชนค้นได้ สมาชิกค้นได้ เพื่อไปตอบคำถาม เพื่อไปแก้ปัญหา ถ้าท่านจะกรุณากลับไป ทำรายงานใหม่จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลย ถ้าท่านอ้างว่าทำใหม่ก็ไม่ทันก็แล้วแต่ ท่านพิจารณา แต่ว่ารายงานฉบับนี้ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงไม่ได้จริง ๆ ผมเองขออนุญาตครับ ความเห็นผมแม้ผมเห็นชอบกับข้อสังเกตส่งไปยังหน่วยงาน หน่วยงานก็ถือปฏิบัติไม่ได้ เว้นแต่ในข้อสังเกตที่ท่านบอกท่านเห็นชอบนะ ท่านก็เอาเฉพาะประเด็นที่เห็นชอบ ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะข้อสังเกตเราจะเขียนทุกมุม ถ้าปฏิบัติแล้วต้องไปดูอะไรที่จะ กระทบอีก ทั้งมุมบวก มุมลบ เพื่อให้เขาพึงระวัง โดยสรุปถ้าจะมีการลงมติซึ่งต้องลงครับ มันเป็นข้อบังคับ ผมเองขอสงวนสิทธิว่าผมจะไม่ออกความเห็นใด ๆ เลย เพราะผมถือว่า นี่คือไม่ใช่รายงานของสภา นี่ไม่ใช่ข้อสังเกตของกรรมาธิการที่พึงจะยอมรับได้ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ คุณหมอครับ ต่อไปเชิญท่านนวัธ เตาะเจริญสุข ครับ ท่านกรรมาธิการฟังก่อนนะครับ ให้ทาง สมาชิกได้แสดงความเห็น

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๗ ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านได้อภิปราย ผมฟังดูแล้วมันชัดเจนครับ มันชัดเจนอย่างที่สุดนะครับ ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้แล้ว ท่านประธานทราบไหมครับ ผมเดินออกไปหน้าสภา เดินออกไปรับประทานอาหารคุยกับ เพื่อนฝูงต่างพรรคหลาย ๆ พรรคนะครับ คุยไปคุยมาเขาลือกันทั้งสภาแล้วครับ เขาบอกว่า คณะกรรมาธิการบางท่านนะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องการต่อสัมปทานครั้งนี้ เขาพูดกัน อย่างนั้นนะท่านประธานครับ แต่ถามหน่อยครับว่าถ้ามีส่วนได้ส่วนเสียอย่างนั้นจริงนะครับ ท่านประธาน อย่าเพิ่งสิครับ ท่านวีระกร ฟังพูดผมให้จบก่อนครับ อันนี้เขาลือ เขาลือ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยว ท่านประธานกรรมาธิการจะได้ชี้แจงครับ เชิญท่านนวัธ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

มันไม่ได้รุนแรงนะครับท่านประธาน อันนี้พูดเฉย ๆ ข่าวลือ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็อย่าไปเอา ข่าวลือ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

ผมยังไม่ได้กล่าวหาท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนวัธครับ เพื่อความสงบเรียบร้อยของสภาเรานะครับ อย่าไปเอาข่าวลือที่ไม่มีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้ พิสูจน์ ท่านฟังผมก่อนสิครับ ไม่ใช่หัวเราะ เดี๋ยวท่านฟังผมก่อน ผมว่าสภาแห่งนี้เป็นสภา ที่ศักดิ์สิทธิ์นะครับ เราไม่ควรจะไปเอาข่าวลือที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงมากล่าวในสภา แห่งนี้นะครับ ท่านนวัธก็เป็นผู้อาวุโสในสภาแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นก็เป็นแบบอย่างให้กับสมาชิก น้อง ๆ เราที่จะได้ถือเป็นแบบอย่างต่อไปนะครับ ข้อความใดที่มันจะส่งผลกระทบกับบุคคลอื่น ไม่ว่าอยู่ภายในหรือภายนอกก็ตามนะครับ ไม่อยากให้กล่าวโดยไม่มีข้อเท็จจริงนะครับ เชิญท่านนวัธต่อครับ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

ผมถอนก็ได้ คำว่า ข่าวลือ แต่ผมใช้คำว่า เขาคุยกันในสภา เมื่อสักครู่นี้ก่อนจะเดินเข้ามาเขาคุยกันอย่างนั้น

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านถอนแล้ว ก็ไม่ควรจะพูดเรื่องนั้นต่อ ถ้าถอนแล้วก็ควรจะพูดเรื่องใหม่นะครับ เมื่อสักครู่ท่านได้อภิปรายว่า คุณหมอชลน่านได้พูดอะไรไปชัดเจนแล้ว

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

เพราะว่าท่านฟังผมไม่จบนะครับ ถ้าท่านฟังผมจบท่านจะเข้าใจ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านถอนแล้ว ท่านก็ไม่ควรจะพูดเรื่องนั้นต่อ ควรจะพูดเรื่องใหม่ครับ ท่านถอนใช่ไหมครับ ถอนแล้วก็พูด เรื่องใหม่ พูดเรื่องเก่าผมจะไม่อนุญาตนะครับ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

ผมคุย ๆ กัน แล้วกันนะครับ ผมคุยกัน ปรากฏว่าคุยไปคุยมา ที่ผมพูดไปท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อนะ เขาพูดกันผมไม่เชื่อเลย ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าคณะกรรมาธิการทำอย่างนั้น ผมเชื่อว่าก็เลวชั่วที่สุดแล้วผมคิดอย่างนั้นนะครับ ผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ผมเชื่ออย่างนั้น ผมฝากท่านประธาน และผมขอสงวนสิทธิด้วยเหมือนกันไม่ใช้สิทธิในครั้งนี้ อาจจะใช้สิทธิ แบบไหนก็เป็นสิทธิของผมละคราวนี้ แต่ผมฝากนะครับท่านประธาน ท่านกรรมาธิการว่า เรื่องนี้ได้คุยกันมาในส่วนของพรรคก็ตาม ยืนยันกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่ได้ มันมีอย่างนั้น มันมีอย่างนี้ แต่วันนี้บางท่านกลับให้ความเห็นไปอย่างนั้น ท่านทราบไหมครับ เจ้าหน้าที่ ทางด่วนส่วนใหญ่ที่โทรมาคุยกับผม เขาก็บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยนะ เขาเคยบอกว่าเรื่องนี้ จะนำเข้าสู่สภา เจ้าหน้าที่พยายามแห่กันมาที่สภานะครับ ไม่เห็นด้วยนะท่านประธาน เขาไม่เห็นด้วยกับการต่อสัมปทานในครั้งนี้ ส่วนตัวผมเองผมก็ไม่เห็นด้วยครับ เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างบนผมไม่รู้จักชื่อท่าน ท่านมาใหม่ แต่ท่านพูดได้ถูกใจจับใจผมมาก แต่พอพูดถึงเรื่องข้อกฎหมาย ท่านชลน่านพูด ผมฟันธงได้เลยครับว่า ผิดปกติ ขออนุญาตใช้ คำว่า ผิดปกติ นะครับ ท่านสมาชิก มันผิดปกติจริง ๆ ถ้าเราจะดึงออกไปอีกช้าอีก พิจารณา ให้ชัดเจนมากไปกว่านี้อีกมันน่าจะดีนะ เอายืดออกไปก่อน หรือเอาวาระนี้เลื่อนออกไปก่อน อย่าเพิ่งลงมติ แล้วค่อยมาคุยกันใหม่ไปพิจารณาใหม่ให้ความชัดเจนก่อนว่าร่างที่ว่านี้ ที่ท่านชลน่าน ศรีแก้ว พูดเมื่อสักครู่นี้เป็นคำวินิจฉัยชัดเจนของคณะกรรมาธิการแล้ว โอเค (OK) อย่างนั้นเราก็พอรับได้ แต่นาทีนี้ถ้าเป็นแบบนี้และให้โหวตเดี๋ยวนี้ วันนี้ ผมเรียน ท่านเลยนะครับ ผมรับไม่ได้ และผมก็คิดว่ารับไม่ได้แล้วน่าจะใช้คำว่า เชื่อไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานครับว่า ผมไม่เชื่อนะครับ ข่าวลือ ผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อ ข่าวลือ แต่ถ้ามันเป็นจริงเลวชั่วที่สุด ขอบคุณครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอท่านสาทิตย์ อีกท่านหนึ่งนะครับ แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการค่อยชี้แจง เดี๋ยวนะครับท่านยังมีสิทธิ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ

ท่านประธานมันเสียหายมากเลย ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมอนุญาต ท่านสาทิตย์ก่อนนะครับ เชิญครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ

คือท่านประธานครับ พาดพิงเรื่องว่า กรรมาธิการไปรับผลประโยชน์ ผมก็อยู่ในนี้ด้วย เสียหายครับท่านประธาน วันนี้ถ่ายทอดสด ไปทั่วประเทศนะครับ ผมต้องขออนุญาตชี้แจงท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นเสียหายไปหมดเลย ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน กรรมาธิการยุทธพงศ์ครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาเฉพาะประเด็น ที่ถูกพาดพิงนะครับ เชิญครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ

เรื่องรับผลประโยชน์นี่ท่านประธาน เอาตรง ๆ ของผมไม่อ้อมค้อมหรอกครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการครับท่านประธาน ผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนวัธเลย ถ้าท่านมีหลักฐานผมท้าเลย ถ้าท่านมีหลักฐานแล้วคนที่พูดกับท่านดำเนินคดีเลย เอามันติดคุกเลยนะครับ ท่านอย่าปล่อยไว้ครับ เพราะว่าท่านบอกมีคนมาคุยกับท่าน มีคนมา ซุบซิบกับท่าน ต้องมีตัวตน ผมท้าครับ ท่านอย่าปล่อยไว้ แล้วผมก็เรียนกับท่านประธานว่า ในกรรมาธิการชุดนี้รับรองได้ว่าไม่มีใครไปคดโกง ไปทุจริตครับ แล้วก็ไม่เคยมีใครไปพัวพัน กับคดีฆ่าคนตายด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านสาทิตย์ ท่านนวัธครับ เมื่อท่านได้พูดถึงกรรมาธิการ กรรมาธิการก็ชี้แจงที่ท่านพาดพิง มันไม่ใช่เรื่องที่ จะไปทะเลาะกันแล้ว เชิญท่านนั่งลงครับ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

ไม่ได้ทะเลาะครับท่านประธาน เอานิ่ม ๆ นิดเดียวครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านนั่งลง ท่านกล่าวหากรรมาธิการ ท่านฟังผม ท่านฟังประธานก่อน ท่านกล่าวหาว่ามีข่าวลือซุบซิบกันว่า กรรมาธิการมีส่วนได้เสีย วันนี้กรรมาธิการเขาถูกพาดพิงในทางเสียหาย เขาก็ลุกขึ้นชี้แจง ใช่หรือไม่ครับ ฉะนั้นไม่มีอะไรที่ไปพาดพิงให้เกิดความเสียหายกับท่าน เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

อย่าเพิ่งท่านประธานครับ อย่างนี้ ไม่เป็นธรรมกับผมแน่ ท่านเป็นประธานในที่ประชุม ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนด้วย

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมให้ ความเป็นธรรมอยู่แล้ว ก็เอ่ยชื่อท่านสิเพราะท่านเป็นคนกล่าวหาเขา ผมให้เวลาท่านครึ่งนาที โอเค (OK) เชิญครับ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ขอนแก่น

ท่านให้ผมพูดนิดหนึ่ง ผมไม่ได้กล่าวหา นายยุทธพงศ์ ไม่ใช่เขาอยู่พรรคเดียวกับผม แต่ผมบอกว่า ข่าวลือ ท่านประธานบอกห้ามใช้ คำว่า ข่าวลือ ผมก็ถอนคำว่า ข่าวลือ ออกไป ก็เลยใช้คำว่า ที่บอกว่าซุบซิบกัน อย่างนั้นไม่ให้พูด ก็ไม่พูดตรงนี้ แต่ผมไม่ได้กล่าวหาคณะกรรมาธิการนะครับ แต่เขาลือ ผมพูดอย่างนี้ว่า เขาลือ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เลวชั่วที่สุดแล้ว

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ ท่านนวัธครับ ท่านไปเอาข่าวลือที่ไม่มีข้อเท็จจริง ที่ยังไม่มีการพิสูจน์มากล่าวหากรรมาธิการเขา ฟังนะครับ ท่านยุทธพงศ์ก็เป็นกรรมาธิการ เมื่อท่านยุทธพงศ์เป็นกรรมาธิการถูกพาดพิง ท่านยุทธพงศ์ก็ต้องลุกขึ้นชี้แจง ถูกต้องแล้วครับ ประธานวินิจฉัยถูกแล้ว ท่านนวัธ หยุดแล้วครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านประธานว่า เรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะเป็นเรื่องของบทบาทของสภา ผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็น ๑ ใน ๓ อำนาจ ก็คืออำนาจนิติบัญญัติที่ต้องทำหน้าที่ในฐานะ ที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญมากก็คือว่า รายงานฉบับนี้เป็นรายงาน ที่ทำเสร็จแล้วของกรรมาธิการ เป็นชุดแรกของสภาชุดนี้ด้วย แต่สภาพที่เราเห็นตลอด ระยะเวลาตั้งแต่คณะกรรมาธิการชุดนี้รายงานมาตั้งแต่ต้น ผมคิดว่าทำให้พวกเราในฐานะ สมาชิกสภานี้สับสนมาก และยิ่งมีการถ่ายทอดสดไปถึงพี่น้องประชาชนทางบ้านด้วย ก็จะยิ่ง เกิดความสับสนมากขึ้นอีกว่า รายงานการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโดยปกติที่ผ่านมา เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นรูปเล่มของรายงานนั้น เวลาเสนอสภาประธาน จะใช้เวลาที่สั้นมากในการสรุป แล้วก็ให้เพื่อนสมาชิกซักถาม แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการให้กรรมาธิการแต่ละคนลุกขึ้นแสดงความเห็น และเป็นความเห็นที่ ไม่ตรงกันด้วย ให้สมาชิกได้ฟังในสภานี้ เหมือนกับฉายซ้ำว่า ในห้องคณะกรรมาธิการก็เป็น แบบนี้แล้วก็ให้สมาชิกได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ผมตั้งประเด็นขึ้นมาเป็นประเด็นแรกว่า นี่ถือว่า เป็นรายงานผลการพิจารณาศึกษาหรือไม่ ที่สำคัญก็คือในตัวรายงานที่บอกว่า เป็นรายงาน เรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ไม่มี สิ่งที่เรียกว่าเป็นผลของการรายงานการศึกษา มีแต่รายงาน ๒ เรื่อง คือ ๑. รายงานว่า ในเรื่องดังกล่าวนี้มีกรรมาธิการลงมติไว้อย่างไร และมีความเห็นอย่างไร เมื่อผมอ่านจบแล้ว ผมเกิดคำถามขึ้นในใจอีกว่า นี่เป็นรายงานผลการพิจารณาศึกษาหรือเป็นรายงานสรุป ความเห็นของคณะกรรมาธิการ ถ้าเป็นรายงานผลการพิจารณาศึกษา รายงานฉบับนี้เสนอ เข้าสู่สภาเพื่อรับทราบ ผมคิดว่าชอบ แต่ถ้าเป็นรายงานความเห็นของกรรมาธิการ ไม่ใช่รายงานผลการพิจารณาศึกษา ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ยังไม่ควรเสนอเข้าสู่สภาก่อน ท่านอย่าลืมกรรมาธิการชุดนี้ไปทำงานในฐานะที่สภามีมติตั้งกรรมาธิการเป็นการทำหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๒๙ เขียนไว้เรื่องของการตั้งกรรมาธิการ รวมถึง กรรมาธิการวิสามัญด้วยว่า เพื่อกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษา เรื่องใด ๆ แล้วรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาที่สภากำหนด เขียนไว้ในข้อบังคับด้วยว่า เมื่อศึกษาเสร็จแล้วต้องรายงาน ผมกลับไปอ่านดูรายงานเดิมของสภาที่เคยทำไว้ เอาใกล้ที่สุด ท่านเสิร์ช (Search) กูเกิล (Google) เดี๋ยวนี้เลย รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปประเทศในชุดเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ตัวรายงานของเขา จะไม่เขียนเลยว่า กรรมาธิการแต่ละคนคิดอย่างไร เพราะสภาไม่ต้องการฟังว่าสมาชิก หรือกรรมาธิการแต่ละคนมีความเห็นอย่างไร เพราะความเห็นทุกคนที่อภิปราย ถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุมเรียบร้อยแล้ว เรียกสอบค้นได้ ไม่ว่าท่านอภิปรายในสภานี้ หรืออภิปรายในคณะกรรมาธิการก็ตาม แต่สิ่งที่ทำในรายงานเขาจะบอกเลยว่า ที่มาของ เรื่องที่พิจารณาศึกษาเป็นอย่างไร คณะกรรมาธิการเชิญใครมา แต่ละคนให้ข้อมูลอย่างไร ก็มีข้อมูลพูดตรง ๆ เป็นรายงานการศึกษาในเชิงที่เป็นงานค่อนข้างจะเป็นวิชาการ กรรมาธิการซักถามเขาให้ข้อเท็จจริง ก็สรุปมาเป็นรายงานการศึกษาในแต่ละเรื่อง เมื่อศึกษา จนครบกระบวนการแล้วข้อบังคับเราจึงเขียนต่อว่า ถ้าคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกต แล้วข้อสังเกตนั้นมีข้อสังเกตไปถึงหน่วยงานใด เช่น บางรายงานมีข้อสังเกตถึงศาล บางรายงานมีข้อสังเกตถึงองค์กรอิสระ บางรายงานมีข้อสังเกตถึงรัฐบาล หรือกระทรวง ทบวง กรมใด กรรมาธิการก็ชอบที่จะเขียนข้อสังเกตเหล่านั้น ลงในรายงานผลการพิจารณา ศึกษาของคณะกรรมาธิการ เมื่อเรื่องเข้าสู่สภา สภารับทราบรายงานจบแล้ว จริง ๆ ไม่มี โหวตอะไร ยกเว้นท่านมีข้อสังเกต ข้อบังคับจึงเขียนว่าให้สภานี้ลงมติให้ความเห็นชอบ เรื่องของข้อสังเกตนั้น แต่ในข้อบังคับเขียนว่าโดยไม่มีการอภิปราย เพราะถือว่า คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาศึกษาและอภิปรายกันครบถ้วนแล้วในชั้นของ คณะกรรมาธิการนั้นเอง ท่านไปอ่านรายงานฉบับนี้ดูครับ ไม่มีผลการพิจารณาศึกษาที่เป็นรายงานทางวิชาการ เช่นที่ว่านั้นเลยแม้แต่ข้อเดียว ท่านเพียงแต่บันทึกว่า ในเรื่องของการต่อสัมปทานทางด่วน มีคนเห็นด้วย ท่านใช้คำว่า ส่วนใหญ่ ด้วยนะ ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าต้องต่อสัญญาสัมปทาน แล้วแบ่งเป็นช่องว่า เห็นด้วยคนนี้คิดอย่างไร เห็นด้วยคนนี้คิดอย่างไร นั่นคือความเห็นครับ ไม่ใช่ผลการพิจารณาศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้น คำถามจึงนำต่อมาว่า เมื่อเป็นรายงานความเห็น ไม่ใช่ผลการพิจารณาศึกษาสภาจะรับทราบอะไรครับ สภารับทราบความเห็นหรือครับ ไม่ใช่สิ่งซึ่งรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ข้อบังคับเขียนไว้เลยแม้แต่น้อย เพราะความเห็น แต่ละคนสภารับทราบไม่ได้ ความเห็นท่านท่านต้องรับผิดชอบบันทึกไว้ในรายงาน การประชุมและต้องถูกเปิดเผยโดยรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ยกเว้นเป็นเรื่องรายงานการประชุมลับ ซึ่งการเปิดเผยต้องมีมติเป็นการเฉพาะ ด้วยความเคารพนะครับ ทุกหน้าของท่านเป็นเรื่อง ความเห็นทั้งสิ้น แล้วไม่เคยมี ผมอยู่สภานี้มาปีนี้ปีที่ ๒๔ ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับ ผมไม่เคยเจอรายงานกรรมาธิการแบบนี้นะครับ จริงอยู่ความเห็นกรรมาธิการอาจจะ ไม่ตรงกัน แต่ผลการพิจารณาศึกษาท่านเอาแหล่งข้อมูลหรือคนที่ให้ข้อมูล ๑๐-๒๐ ที่ กรรมาธิการก็ต้องมีข้อสรุปว่า ๑๐-๒๐ ที่นั้น เขามีข้อศึกษาที่เป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ ต่อเรื่องที่ท่านพิจารณาศึกษาอย่างไร ที่เป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง นั่นจึงต้องตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ไม่มีนะครับ ในรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับใด ที่จะเขียนบอกว่า ทั้งนี้ให้ระบุความเห็นของกรรมาธิการลงไปด้วย ไม่มีครับ และไม่เคย มีรายงานกรรมาธิการชุดใดที่ขึ้นต้นบอกว่า กรรมาธิการลงมติด้วยคะแนนเสียงเท่านั้นเท่านี้ และเห็นด้วยแบบนั้นแบบนี้ มันจึงไม่แปลกหรอกครับที่เป็นที่มาของประเด็นที่เกิดขึ้นสักครู่ ก่อนที่ผมพูดขึ้นมา เพราะถ้ามีรายงานในลักษณะที่ไม่เป็นทางวิชาการแบบนี้จะชวนให้ สมาชิกเกิดข้อสงสัย และเป็นประเด็นที่อาจจะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ ผมเห็นด้วย กับคุณหมอชลน่านจากพรรคเพื่อไทย ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ผมคิดว่าท่านต้องเอา รายงานฉบับนี้กลับไปทบทวนใหม่แล้วครับ ที่สำคัญก็คือ ถ้าจะทำรายงานใหม่ต้องกลับมาให้ ตรงตามรัฐธรรมนูญ กลับมาให้ตรงตามข้อบังคับ เป็นผลการพิจารณาศึกษาและเป็นข้อมูล ทางวิชาการ จะออกซ้าย ออกขวา มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ท่านเขียนมาครับ สภาก็รับทราบ และถ้าท่านมีข้อสังเกตในการศึกษาของนักวิชาการที่เขียนถึงรายงานของคณะกรรมาธิการ เขาให้ความสำคัญมากว่า รายงานของคณะกรรมาธิการที่สภาตั้งขึ้นถือเป็นงานสำคัญ ของระบบรัฐสภา เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายของประเทศ ท่านต้อง มีข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน แต่ไม่ใช่เสนอความเห็นลักษณะแบบนี้ ผมถามว่าถ้าเรารับทราบ ความเห็นเหล่านี้ส่งไปไหนส่งไปแล้วคนรับฟังความเห็นจะให้ทำอย่างไรต่อ มันทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงเสนอว่า รายงานฉบับนี้ผมคิดว่าไม่ใช่รายงาน ผลการพิจารณาศึกษา และควรที่จะถอนเพื่อกลับไปพิจารณาทำใหม่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านสาทิตย์นะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายวีระกร คำประกอบ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เริ่มแรกที่ผมต้องมาเป็นประธานกรรมาธิการคณะนี้ หรือมาเป็นกรรมาธิการในเบื้องต้นก็มีความรู้สึกหนักใจอยู่แล้วละครับ ท่านเพื่อนสมาชิก ทั้งหลายครับ มันเป็นการรวม ๒ เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย และแต่ละเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนก็ดี หรือการต่อสัญญารถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ก็ดี แต่ละเรื่องมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง กันเลย แต่ก็ปรากฏว่าก็จับมารวมกัน แล้วการจับมารวมกันสภาก็ให้เวลาศึกษาเพียง ๔๕ วัน ต้องบอกว่ากรรมาธิการทำงานกันอย่างหนักนะครับ ในช่วง ๔๕ วันนี้ ทำงานแทบจะ ๓ วันต่อสัปดาห์ แล้วบางวันก็ประชุมถึง ๔ ทุ่ม คือความเห็นของกรรมาธิการมันมีความเห็น ที่หลากหลาย มันไม่เป็นเรื่องอะไรที่มันเป็นเรื่องจำเพาะเจาะจง ไม่เหมือนกับเรื่องต่าง ๆ ที่กำลังเข้าสู่สภานะครับ ยกตัวอย่างญัตติให้กรรมาธิการศึกษาหาวิธีการควบคุม สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีในภาคการเกษตรอย่างนี้ เป็นต้น ถ้าเป็นเรื่องอย่างนี้ มันมีประเด็นเดียว แล้วท่านก็ไปศึกษา แล้วก็จะมีความคิดเห็นที่รวม ๆ กันได้ แต่ในกรณีของ เรื่องทางด่วนอย่างเดียวก็มีความเห็น ๓๙ ท่าน ก็แทบจะ ๓๙ ความเห็น พยายามอย่างยิ่ง ที่รวบรวมให้มันเป็นกลุ่มก้อนของความเห็น แต่ที่จะเห็นไปเหมือนกันหมดทั้ง ๓๙ ท่านนั้น เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นความเห็นจึงเป็นในเรื่องของความเห็นที่หลากหลายออกมาในรายละเอียด ของแต่ละท่าน ที่เขียนลงไปตามความคิดเห็นของกรรมาธิการแต่ละท่าน ผมเองก็ ห้ามไม่ได้หรอกที่จะให้ท่านกรรมาธิการแต่ละท่านต้องมาเห็นเหมือนกัน ซึ่งมันเป็นกรณีที่ ผมเรียนแล้วว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องเพียงประเด็นเดียว ในเรื่องของทางด่วนก็แตกแยกไป หลายประเด็นมาก ในเรื่องของ บีทีเอส (BTS) ก็แตกไปอีกหลายประเด็นมาก ก็เรียนกับ ท่านว่าในความเห็นของกรรมาธิการที่ได้พิจารณาแล้วออกมาเป็นข้อสังเกต แล้วความเห็น ของกรรมาธิการดังกล่าว การศึกษาตามรัฐธรรมนูญ ผลการพิจารณาศึกษาตามรัฐธรรมนูญ มันก็จึงออกมาเป็นลักษณะอย่างนี้ ผมเองก็อยู่สภามานานผมก็ยังไม่ค่อยเคยเห็นในลักษณะ ที่เป็นแบบนี้ อย่างที่เรียนแล้วว่าพยายามอย่างยิ่งแล้วครับที่จะรวบรวมเอาความเห็น ที่คล้าย ๆ กันจับมาอยู่รวมกันอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วให้เหตุผลออกมา ซึ่งถ้าท่านอ่านจริง ๆ เราก็มีเหตุผลในรายละเอียดที่ให้ท่านพอศึกษาได้ แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถที่จะเล่าเรื่อง ความเป็นมา คือความจริงก็อาจจะเป็นข้อบกพร่องที่เราไม่ได้เล่าเรื่องความเป็นมาของ แต่ละเรื่องแต่ละราวออกมา ซึ่งก็ยอมรับว่าในส่วนนี้ก็อาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ก็กราบเรียนท่านประธานให้ได้เห็นใจกรรมาธิการด้วยนะครับว่า ก็พยายามทำงาน อย่างเต็มที่แล้ว ส่วนความคิดเห็นที่หลากหลาย เสียงส่วนใหญ่ในเรื่องของทางด่วนอาจจะ ออกไปในแนวที่เสียงส่วนใหญ่ให้ต่อ แต่ใน บีทีเอส (BTS) เราไม่ให้ต่อ ซึ่งก็จะเห็นว่า แม้กระทั่งความเห็นของส่วนใหญ่ก็ยังเป็นความเห็นที่หลากหลายไม่ได้ตรงกันทั้ง ๒ เรื่อง ไม่ใช่ให้ต่อทั้ง ๒ เรื่อง หรือไม่ให้ต่อทั้ง ๒ เรื่อง ก็เป็นความเห็นที่ยังหลากหลายนะครับ ก็เลย ขอกราบเรียนท่านประธานว่า ก็พยายามทำดีที่สุดที่ออกมาในแนวนี้ ยังมีเพื่อนกรรมาธิการ อีกหลายท่านที่จะขออนุญาตชี้แจงในรายละเอียดต่อไปครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจิรายุ ขออภิปราย ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ เพราะว่าเราก็ได้อภิปรายกันมามากพอสมควรแล้ว หลังจากนั้นท่านกรรมาธิการมีอะไรก็ค่อยเพิ่มเติม เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวาท่าน ประธานครับ ผมพยายามจะอ่านฟังคำชี้แจงของท่านประธานกรรมาธิการแล้วเหมือนกับ ท่านจะมาโยนให้พวกผม ไม่เป็นไรครับ ท่านวีระกรท่านเคยอยู่สภามานาน ผมก็เป็นกรรมาธิการ สมัยที่แล้วก็หลายคณะ ก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันครับ ก็ไม่ต้องพูดยาวแล้วท่านประธานครับ ประเด็นก็คือ ผมอยากจะเสนอผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าไปทำใหม่ได้ไหมครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทำกิจการเพื่อพิจารณาสอบหา ข้อเท็จจริง ซึ่งท่านได้แถลงต่อสภาแล้ว ถ้ามันยังไม่ดีพอ สรุปใจความก็คือ ท่านสามารถ เอากลับไปทำใหม่ได้ ท่านวีระกรส่ายหัวเลยใช่ไหมครับ นี่ผมผิดหวังกับท่านวีระกรมากเลยท่านประธานครับ เพราะอะไรทราบไหมครับ เป็นถึงประธาน เคยเป็นรัฐมนตรีอยู่พรรคเดียวกับผมนี่ละ สมัยก่อน โอ้โฮ แต่ปล่อยหลุดมาเละเทะ เละเทะยิ่งกว่ากล้วยปิ้งถูกทับกลางถนนอีก ท่านประธานครับ ผมจึงบอกท่านวีระกรผู้ทรงเกียรติของผมว่าคราวหน้าถ้าเกิดท่านไปนั่ง เป็นประธานกรรมาธิการอะไรก็แล้วแต่ ตรวจให้ละเอียดเรียบร้อย อย่าไปกังวล ไม่ต้องกลัวครับ ทุกอย่างมันมีได้และเสีย ท่านเห็นด้วยกับต่อสัมปทานทางด่วน ท่านก็โดนฝ่ายเขาไม่เห็นด้วย เสียผลประโยชน์ เขาก็ต้องไปกดดันพวกท่านอยู่แล้ว แต่การเป็นผู้ทรงเกียรติบนบัลลังก์นี่ สุดยอด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อท่านบอกว่าส่ายหัวอย่างนี้แล้วนี่นะครับ ไม่อยากกลับไปทำต่อ เพราะเดี๋ยวอาทิตย์หน้าปิดสมัยประชุม ผมขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเท่าที่ดูก็เพิ่งเคยเจอครับ มีการลงมติด้วยบอกว่า ๒๑ คน ให้ต่อ ๕ คน ไม่ให้ต่อ โน่นนี่นั่น เหมือนกับการลงมติในที่ประชุมสภาใหญ่ ขอให้เป็นบทเรียน ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะโหวตรับความเห็นของพวกท่านนี่ละ แล้วท่านก็ไปรับ ผลกระทบเองในฐานะกรรมาธิการ ถ้าเกิดเอกชนเขาไปร้องต่อ ไปยื่นอนุญาโตตุลาการ ไปยื่นศาลปกครองว่าความเห็นของคณะกรรมาธิการทั้งหลายแหล่ที่ท่านไปประชุมกันมานี่ ไม่ชอบนี่ก็เตรียมตัวตัวใครตัวมันนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานครับ ท่านประธานครูแก้วของผมนี่น่ารัก ท่านลองดูให้ดี ท่านประธานลองดูนะครับ อีกหน่อย สภาจะเจอแบบนี้ เพราะแน่นอนกรรมาธิการมาหลากหลายพรรค ท่านก็ต้องต่อสู้กันอยู่แล้ว คนเสนอก็อยากจะให้เลื่อน คนไม่อยากให้เลื่อนก็ทะเลาะกันวุ่นวาย แต่ท่านเอาความเห็น มาระบุนี่แล้วผมจะเชื่อใคร เชื่อคุณยุทธพงศ์ก็ไม่ได้ เชื่อคุณอนุรักษ์ มุกดาหารได้ไหม เพราะฉะนั้นโดยอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมว่าไม่ต้องอภิปรายกันเยิ่นเย้อครับ ลองกันอีก สักครั้งหนึ่งครับ สมัยแรกสภานี้จะได้ทราบว่ารายงานของคณะกรรมาธิการที่เรารับหลักการ ที่ท่านได้เสนอเข้ามานี่นะครับ รับรายงานนี่ มันจะมีผลออกมาอย่างไร แล้วผมเชื่อว่าสัปดาห์ ถัดไปก็จะมีคนไปร้องพวกท่าน โดยเฉพาะความเห็นกรรมาธิการที่ท่านนั่งกันข้างบนนี่ เตรียมตัวให้ดีนะครับ เขาเอารายงานที่ท่านระบุไปบอกว่าท่านไม่มีความเห็น แล้วท่าน มีผลประโยชน์อย่างนี้ซวยนะ หรือถ้าเกิดเขาเอารายงานที่ท่านบอกว่าเฮ้ยไม่ต้องต่อ ก็ซวยอีก ไม่รู้จะเป็นอภิมหาซวยอย่างไรนะท่านประธานครับ ต่อไปนี้กรรมาธิการศึกษาเรื่องอะไร มันควรจะเป็นบทสรุปผู้บริหารที่ระบุมาเลยว่าไม่เพราะอะไร อย่างไร นี่ ๒๑ คน ผมต้องไปดูแล้ว ข้างบนนี่ใครไปรับสตางค์เขามาหรือไม่ ๑๒ คนรับมาไหม หรือทำเพื่อประชาชนอย่างเดียว อันนี้ซวยแบบฉบับสมบูรณ์นะพี่หมอ เพราะฉะนั้นเตรียมตัวกันให้ดีนะครับ ต่อไปนี้ ถ้าตั้งกรรมาธิการแล้ว ศึกษาแล้วเอามาแบบนี้นี่ผมเสียของ โดยเฉพาะท่านวีระกร คำประกอบ นี่พูดต่อหน้าหลายครั้งแล้วนะครับ เพราะว่าผมผิดหวังกับพี่จริง ๆ ถ้าทำได้ละเอียดถี่ถ้วนนะครับ ไม่มีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมเสนอเลยครับ โหวตไปเลย รับไปก่อน พวกผมพร้อมโหวต แล้วเดี๋ยวจะดูต่อไปครับว่า กรรมาธิการคณะอื่นเสนอเข้ามาแล้ว เป็นแบบนี้นี่จะเป็นอย่างไร ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ขอท่านด็อกเตอร์มานะก่อนนะครับ เพราะท่านยกนานแล้ว เชิญครับ

นายมานะ มหาสุวีระชัย กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม มานะ มหาสุวีระชัย กรรมาธิการนะครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านคุณหมอชลน่าน กับท่านสาทิตย์ครับ ผมว่านี่คือคำถามที่ตรงประเด็นที่สุด แล้วเป็นเรื่องที่จริง ๆ นี่ ประเทศของเรานี่นะครับ ควรจะต้องหันมาดูเรื่องพวกนี้กันจริง ๆ เสียที เพราะอะไรครับ ทำไมเสียงกรรมาธิการต้องแตก เพราะว่าความจริงของเรื่องนี้ ท่านอะไร ท่านสัญชาติ ถามผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีลุงตู่นี่ ต้องการจะทราบว่าจริง ๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้นในโฮปเวลล์ (Hopewell) ผมก็อยากขอเรียนนะครับ ความจริงของเรื่องมันมีอยู่ ๒ กรณี ความจริง ทางนิตินัยกับความจริงทางพฤตินัย ท่านประธานครับ ความจริงทางนิตินัยนี่นะครับ เป็นความจริงที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้างนะครับ ถ้าจริงบ้าง ไม่จริงบ้างนี่คือไม่จริง แต่ผม ไม่อยากจะพูดคำนั้น เพราะมันแรงเกินไป จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และจริงไม่หมด นี่คือสิ่งที่ ประเทศของเรานี่นะครับ เอาเรื่องพวกนี้มาพิจารณากัน ผมเห็นใจคนที่ต้องตัดสินใจนะ เหมือนกับว่า เอ๊ะ คุณมีผลประโยชน์กันหรือเปล่า เห็นใจเอกชนนะครับท่านประธานครับ เอกชนเขามาทำมาหากินในประเทศนี้เขาต้องกำไรนะ ถ้าไปทำให้เขาขาดทุนนี่ไม่ได้นะ เขาต้องกำไร แต่รัฐจะต้องทำให้เขาได้กำไรแต่พอควร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมบอกเลยครับ ผมจะยกตัวอย่างนะครับ โฮปเวลล์ (Hopewell) ทางด่วน บีทีเอส (BTS) สั้น ๆ นะครับท่านประธาน กรณีนี้ผมเรียนท่านสัญชาติไปแล้วครับ มี ๓ ขั้นตอนแค่นั้นครับ โง่ทั้งหลายนี่ ๑. สัญญามันเกิดมาได้อย่างไร ๒. การบริหารจัดการ สัญญาจนสิ้นสุดสัญญา มันคืออะไรและ ๓. ตั้งแท่นครับท่าน ตั้งแท่นตั้งแต่อนุญาโตตุลาการ ไปถึงอัยการ ถึงศาล ถึงอะไร จนมีคำพิพากษา นั่นคืออะไร มี ๓ ขั้นตอน โฮปเวลล์ (Hopewell) นี่นะครับ การเกิดของสัญญานี่ ๒๙ ปีมาแล้วท่านประธานครับ มันมี ข้อครหาเยอะ แต่ท่านก็เสียชีวิตไปแล้วทั้ง ๒ ท่าน แต่โฮปเวลล์ (Hopewell) นี่นะครับ การบริหารจัดการของตั้งแต่รัฐมนตรี ท่านนุกูล ประจวบเหมาะ สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ จนถึงการบอกเลิกสัญญาของท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกรัฐมนตรีชวน มันเป็นการบริหารสัญญาที่ไม่มีทางที่จะไปฉ้อฉลได้เลย ผมยืนยัน ผมเป็นคนเสนอท่านสุเทพเองตอนท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคมของ สภาผู้แทนราษฎร แล้วท่านก็ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและไปบอกเลิกโครงการ ผมได้ข่าวมาว่า ท่านสุเทพจะต้องโดน ผมว่าบ้าไปแล้วหรือเรื่องแบบนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำงานนี้นะครับ ต้องได้รับคำสรรเสริญในความกล้าหาญและทำหน้าที่ของตน ไม่มี แต่เรื่องโฮปเวลล์ (Hopewell) นี่ท่านไปดูดี ๆ เถอะ ตั้งแท่น ขบวนการตั้งแท่นข้อที่ ๓ มันเกิดอะไรขึ้น มันอยู่ตรงนี้ ทีนี้แบบทางด่วนนี่นะครับ ทางด่วนการเกิดของสัญญานี่ไม่มีปัญหา แต่การบริหารจัดการสัญญามันพูดไม่จบท่านชลน่าน ไม่จบอย่างไร ผมยกตัวอย่างกรณีเดียว ทางด่วนจากแจ้งวัฒนะไปบางปะอิน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยบอกว่ามีรถผ่าน วันละ ๘๐,๐๐๐ คัน ของจริง ๒๐,๐๐๐ คัน เล่นแบบนี้ไม่ใช่เล่นขายขนมครกนะครับ ท่านประธาน งานนี้เอกชนเข้าเนื้อไปไม่รู้กี่หมื่นล้านบาทแล้ว เราไม่เคยพูดกันเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันไปพูด ไปพิจารณาเอาข้อเท็จจริงที่ไม่หมดมาคุยกัน มันคุยกันไม่จบ แล้วในอนาคตอีก ๓๐ ปีข้างหน้า นายกรัฐมนตรีต้องมาถาม ป.ป.ท. อีกว่ามันเกิดอะไรขึ้น กรณีการเกิดของ บีทีเอส (BTS) เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่จะไม่มีโครงการลักษณะเช่นนี้เกิด ขึ้นมาอีกแล้วในโลกนี้นะครับ ไม่ใช่ในประเทศไทย เพราะโครงการ บีทีเอส (BTS) เกิด โดยที่รัฐไม่ต้องไปให้เงินอุดหนุน นี่เป็นผลงานชิ้นโบแดงของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง และตอนนี้ครับปรากฏว่ามีคนแบบคุณคีรี ผมก็ไม่รู้เขาคิดอย่างไรนะ เขาไปทำโครงการนี้ เขาตายแล้วฟื้นมาแล้วรอบหนึ่งนะ แต่เราไม่เคยเอาของพวกนี้มาพิจารณากัน เพราะฉะนั้น มันก็เลยเป็นอะไรที่อิหลักอิเหลื่อ เพราะฉะนั้นวันนี้อย่างที่ท่านพูด ท่านสาทิตย์บอกว่า ใครใหญ่กว่าสภาก็ทำให้มันจริง ๆ เสียทีเถอะ แล้วใครใหญ่กว่าสภา เพราะท่านมาจาก ประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นทำเรื่องนี้ให้ปรากฏเสีย ถ้าทำของจริงนะครับ มันจะไม่มีลูบหน้าปะจมูก มันจะไม่มีอะไรหรอกครับ มันก็จะชัดเจน และทุกอย่างก็จบ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน กรรมาธิการยุทธพงศ์ครับ สุดท้ายแล้วนะครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการ 🔗

ขอชี้แจงสั้น ๆ ครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตท่านประธานได้ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจ กับท่านประธาน กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับว่า การที่พวกผมได้รับมอบหมายจากสภา จากทุกพรรคการเมืองให้เข้าไปทำหน้าที่กรรมาธิการในครั้งนี้ ท่านประธานครับ คือเพื่อให้ ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกได้สบายใจว่าพวกผมได้ทำหน้าที่ตามข้อบังคับ ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แล้วก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านญัตตินะครับว่า ญัตติเขาให้พวกผมไปทำอะไรครับ ญัตติ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ เรื่องขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา กรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คนที่ยื่นคือนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ มี ๒ ท่านที่ยื่น ท่านประธานครับ มันก็ชัดเจนว่าให้กรรมาธิการไปศึกษาการต่อสัญญาสัมปทาน ไปศึกษานะครับ ท่านประธาน พวกผมก็เลยไปทำงานกัน ๔๕ วันเต็ม ๆ สัปดาห์หนึ่งประชุม ๓ ครั้ง ตั้งแต่เก้าโมงเช้า ถึง ๑๔.๐๐ นาฬิกา ๓ วันต่อสัปดาห์ ท่านประธานครับ อีกญัตติหนึ่งครับ เรื่อง บีทีเอส (BTS) เรื่องขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสัมปทาน บีทีเอส (BTS) ก็เรียน ท่านประธานครับ ก็บอกว่าให้กรรมาธิการไปศึกษา กรรมาธิการก็ได้ไปศึกษาแล้วก็บอกว่า ท่านประธานครับกรรมาธิการจะไปศึกษาเสร็จแล้วบอกว่า ไม่บอกอะไรเลยหรือครับ ไปศึกษามาแล้ว ก็บอกว่ามีข้อดี ข้อเสียก็ได้บอกอยู่แล้วว่าแต่ละคนคิดอย่างไร แต่มันก็ต้องบอกสิครับว่า กรรมาธิการที่พวกท่านตั้งขึ้นมา ผลอย่างไรครับ หรือพวกผม มารายงานต่อที่ประชุม รายงานต่อท่านประธานแล้วก็บอกว่าไม่รู้ ไม่มีอะไร ผมก็กราบเรียน ท่านประธานครับ พวกผมไม่ได้ทำผิดข้อบังคับการประชุมสภาอะไรเลยครับ ข้อ ๑๐๔ ข้อบังคับใหม่ ๆ เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ตามหน้าที่และอำนาจตามที่สภามอบหมายเสร็จ ให้รายงานต่อสภา ตามระยะเวลาที่กำหนดก็ครบ ๔๕ วัน แล้วก็เป็นชุดแรกในกรรมาธิการวิสามัญที่สภาชุดนี้ ได้ตั้งขึ้น ก็มารายงานพวกท่านภายในกำหนดเวลา ผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าในที่ประชุม ความเห็นมันหลากหลาย ผมกับท่านประธานวีระกรก็ขัดแย้งกันในความเห็นอยู่เป็นประจำครับ ผมก็เรียนท่านประธานวีระกรว่าอย่าได้มีการลงมติเลย ซึ่งท่านประธานบอกว่า คงอย่างนั้น ไม่ได้ เพราะว่ามันมีทั้งคนเห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วย แล้วจะไปสรุปอย่างไร แล้วแต่ละท่าน ก็มาจากทุกพรรคการเมือง ก็เลยเป็นที่มาที่จะต้องลงมติอย่างกรณี บีทีเอส (BTS) ตรงนี้ ก็ต้องชมท่านประธานวีระกรอีกครับว่าท่านเป็นประชาธิปไตยมากครับ ยิ่งกับผม ในห้องประชุมกรรมาธิการทะเลาะกันประจำเลยครับ ถามใครดูก็ได้ครับ คือเรื่องบีทีเอส (BTS) ท่านประธานวีระกรก็สรุปบอกว่า กรรมาธิการพิจารณาแล้ว ไม่เห็นควรให้มีการต่อขยาย สัมปทาน บีทีเอส (BTS) มีกรรมาธิการท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีกไหม ไม่มีใครแย้งเลย สักคนหนึ่ง ผมก็ถือเป็นมติแล้ว เพราะว่าไม่มีใครแย้งเลย องค์ประชุมก็ครบนะครับ ท่านก็ถามอีกว่ามีใครเห็นเป็นอย่างอื่นอีกรอบหนึ่งไหม ก็ไม่มีใครแย้งอีกครับ พอถึง วันสุดท้ายเลย ที่เรามาสรุปกันก็มีกรรมาธิการในซีกทางโน้นก็บอกว่าไม่เห็นด้วยว่ายังไม่มี การลงมติ ผมก็แย้งบอกว่า อันนั้นคือมติ เพราะว่าไม่มีใครเห็นด้วย ก็ปรากฏว่าให้ลงมติใหม่ ผมก็ต้องยอมรับครับ เพราะว่าผมก็ไปทำงานกับท่านประธานกับกรรมาธิการด้วยกัน ก็ในเมื่อเขาจะลงมติใหม่ ลงก็ลงครับ ผลออกมามันก็เหมือนเดิม ผมก็กราบเรียน ท่านประธานครับว่า กรรมาธิการเราไปทำงานก็ได้คิดถึงข้อบังคับตามระเบียบ แล้วก็ มีเจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่พวกใหม่ ๆ หรือพวกไม่เคยทำงานมา แล้วก็ผ่านตามสายงานมา กว่าจะมาถึงท่านประธาน กว่าจะมาถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เพียงแต่ว่าก็ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ไม่มีหรอกครับ ไม่มีกรรมาธิการ ท่านไหนหรอกที่จะไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ทุกคนก็มีความคิดเห็นได้ แล้วทุกคน การทำงานก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ผมกับกรรมาธิการในซีกโน้น ที่สาว ๆ สวย ๆ ในกรรมาธิการก็ทะเลาะกัน นี่ผมพูดความจริงนะครับ แต่วันนี้มีสมาชิกมากล่าวหา ว่ากรรมาธิการไปรับเงิน ผมก็ต้องปกป้องครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่ามันไม่เป็นเรื่องจริงนี่ครับ ท่านประธาน แล้วผมก็ย้ำว่าผมทำงานด้วยความตรงไปตรงมา และไม่กลัวครับ เรื่องคดีความ นี่นะครับ เพราะว่าไม่ได้ไปทำผิดตรงไหนเลยนะครับ มันจะไปมีคดีความอยู่ตรงไหนครับ สภาให้ไปศึกษาก็ไปศึกษามาแบบนี้ แล้วจะไปดำเนินคดีอะไรกับพวกผมครับ แล้วผมก็ขอย้ำว่า ผมทำงานตรงไปตรงมาแล้วก็ไม่เคยเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น ขอบคุณท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอ ยังมีอะไรไหมครับ เอาสั้น ๆ นะครับคุณหมอผมจะได้ปิดการอภิปรายแล้ว

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สั้น ๆ ครับท่านประธาน ผมนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ในรายงานสภาไม่ได้มีความเห็นแย้งกับท่านนะครับว่าจะมีความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในรายงาน มีเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยได้ครับ แต่นั่นหมายความว่าเป็นกระบวนการศึกษา ที่มีข้อมูลรองรับมาหมดเรียบร้อยสรุปมา พอท่านสรุปอย่างนั้นมันจะมีสิ่งที่ปรากฏ ในข้อสังเกตสอดรับกับความเห็นของท่านนะครับ ผมยกตัวอย่างว่า บีทีเอส (BTS) ท่านไม่เห็นด้วย ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่ได้ให้หน่วยงานประจำเขารับไปสู่การปฏิบัติ ท่านจะได้เขียนได้ว่าเมื่อไม่เห็นด้วยเขาจะต้องทำอย่างไร ควรจะทำเมื่อไรใช่ไหมครับ อันนั้น ก็จะได้เป็นสิ่งที่สภาเรามีความสบายใจในการที่จะให้ ๑. รับทราบรายงาน ๒. เห็นชอบ กับข้อสังเกตนั้น เพราะดูแล้วมันเป็นประโยชน์ใช่ไหมครับ แต่อันนี้มันเป็นความเห็นของ แต่ละบุคคล มันไม่ใช่ข้อสังเกตกรรมาธิการครับ ก็นำเรียนไว้เท่านั้นเองครับ ไม่ได้บอกว่า ห้ามมีความเห็น ไม่ใช่ครับ มันเป็นความเห็นได้ครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยได้ ขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณ คุณหมอครับ ท่านกรรมาธิการขออีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านอนุรักษ์ เชิญครับ

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า การที่สภามอบหมายให้คณะกรรมาธิการพวกเราไปพิจารณา เรื่องสัมปทานทางด่วนกับ บีทีเอส (BTS) นั้น ที่จริงแล้วมันมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก็มีการถกเถียงกันอย่างมากอย่างที่ท่านกรรมาธิการยุทธพงศ์ได้กราบเรียนว่ามีการถกเถียงกัน หลายประเด็นอย่างมาก จนหาข้อสรุปไม่ได้ในข้อสังเกตตามที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้ว่าควรจะเป็นข้อสังเกตที่เหมือนกัน แต่ประเด็นมันก็คือข้อสังเกตที่แต่ละคนเห็น มันไม่เหมือนกัน เมื่อมันไม่เหมือนกันพวกเราก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร ก็เลยมีความเห็นว่า ให้เขียนความเห็นส่วนตนลงในความเห็นนะครับ ฉะนั้นในการที่แต่ละคนมีความเห็นนั้น ก็จะเขียนไว้ในความเห็นของตน แล้วก็วันนี้หากสภาแห่งนี้ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ทำมา ในวันนี้ ฝ่ายรัฐบาลเขาก็สามารถขยายสัมปทานโดยอำนาจของฝ่ายรัฐบาลได้อยู่แล้ว ฉะนั้น รายงานฉบับนี้ถ้าเราไม่เห็นด้วยและไม่ส่งไป ฝ่ายรัฐบาลเขาก็จะไม่รับทราบอะไรทั้งนั้น เกี่ยวกับเรื่องสภาไปทำฉบับนี้มา แต่ถ้าสภาแห่งนี้เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ส่งมานี่ เราก็จะส่งรายงานทั้งหมดนี้ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๕ หากรัฐบาลจะมาขยายสัมปทานให้กับเอกชน รัฐบาลก็จะต้องเอาข้อสังเกตต่าง ๆ ที่กรรมาธิการเขียนไว้นำมาพิจารณาด้วยก็แค่นั้นเองครับ ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่ผิดข้อบังคับ หรืออะไรต่าง ๆ หรอก แต่ว่ามันก็จะเป็นความเห็นหนึ่งในกรรมาธิการ และในนี้เราก็เขียนว่า สรุปความเห็นของกรรมาธิการในหน้า ๘ สรุปความเห็นข้อสังเกตของกรรมาธิการก็เขียนไว้ นี่คือสรุปความเห็นและข้อสังเกตของกรรมาธิการ นี่คือตามข้อบังคับ นี่คือข้อสังเกต ของกรรมาธิการ ฉะนั้นกรรมาธิการมีความเห็นหลากหลาย ผมจะยกตัวอย่างอ่านให้นิดหนึ่ง เพื่อเป็นประโยชน์นะครับ อย่างที่ผมกราบเรียนว่า ในการขยายสัมปทานครั้งนี้ ๑. เราต้อง คำนึงถึงว่ารัฐควรจะได้ผลประโยชน์ที่ควรจะได้ ๒. เอกชนก็ควรจะได้รับการเยียวยา ตามความเป็นธรรม ๓. ประชาชนจะได้อะไรในการขยายสัมปทานครั้งนี้นะครับ ฉะนั้น ผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คำนึงถึง ๓ ข้อนี้อยู่แล้ว แล้วก็ข้อ ๑.๓ ผมเรียนอย่างนี้ผมขอ อ่านนิดเดียวข้อ ๑.๓ อันนี้เป็นความเห็นข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ ข้อ ๑.๓ การขยายสัมปทานดังกล่าว เงื่อนไขและระยะเวลาที่ขยายสัมปทานของรัฐบาล ให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบ ไม่เสียเปรียบเอกชน และต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส รวมถึงการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และควรขยายสัมปทานเป็นระยะเวลาไม่เกิน ๑๕ ปีแรก และใน ๑๕ ปีหลังควรมีการเจรจาลดผลประโยชน์ของเอกชนลงใน ๑๕ ปีแรก เนื่องจาก ไม่มีการลงทุนเพิ่มแล้ว นี่ก็คือข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการชุดนี้ จึงกราบเรียนให้ที่ประชุม ได้รับทราบครับ ขอบคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านประเสริฐ ผมว่ากรรมาธิการชี้แจงเยอะแล้วนะครับ หรือว่ากรรมาธิการต้องพูดทุกคน เลยหรือ ที่จริงมันไม่ใช่นะครับ เชิญท่านประเสริฐสั้น ๆ นะครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ขออนุญาตเป็นประเด็น สั้น ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะกรรมาธิการ ผมต้องขอขอบคุณคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว แล้วก็ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ได้ให้ข้อคิด ท่านจิรายุอีกท่านหนึ่งนะครับที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง ผมเรียนว่าตามที่ท่านได้อภิปรายไป เรื่องที่มาที่ไปของการทำรายงานฉบับนี้ จริง ๆ แล้วกรรมาธิการได้เขียนไว้ในหน้า ๖ หน้า ๗ แต่เนื่องจากว่าเป็นข้อสรุปที่สั้น ๆ กรรมาธิการได้ไปเน้นในเรื่องข้อคิดเห็นของกรรมาธิการ แต่ละท่าน แล้วก็ในภาพรวม ที่จริงแล้วในภาพรวมนี่กรรมาธิการได้แสดงให้เห็นถึงข้อดี และข้อเสียโดยการเอาประเมินความคิดเห็นของกรรมาธิการทุกท่านมารวมกัน แต่ในขณะที่ พิจารณาได้มีกรรมาธิการท่านหนึ่งได้มีข้อเสนอบอกว่าน่าจะเขียนความเห็นกรรมาธิการ แยกรายบุคคล เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เสียหาย แต่อย่างใด ก็เลยเกิดรายงานที่มีข้อคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคนขึ้นมาในคณะ ในรายงาน ผลการพิจารณาในฉบับนี้นะครับ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ายินดีรับฟัง ข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เป็นประโยชน์ แล้วก็หลายท่านนั้นได้ให้ความรู้ ที่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมชี้แจงเพียงเท่านี้นะครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอปิดการอภิปรายแล้วนะครับ เนื่องจากว่าเราได้อภิปรายกันมานาน ท่านกรรมาธิการวทันยาก็คงไม่ต้องชี้แจงอะไรนะครับ เพราะว่าท่านวทันยาบอกจะขอใช้ สิทธิพาดพิง ก็คงไม่พาดพิงหรอก พาดพิงถ้าท่านวทันยายืนขึ้นพูดก็จะมีท่านสุภาพสตรี กรรมาธิการทางนี้พูดทุกคน เพราะท่านยุทธพงศ์พาดพิงว่ากรรมาธิการฝั่งโน้นก็มีความเห็น แตกต่างกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะกรรมาธิการสวย ๆ ทางโน้น เพราะผมมองดูแล้วสวยทุกคน ก็ไม่อนุญาตนะครับ ถ้าอนุญาตคนหนึ่งต้องได้อนุญาตหมดเลย ขออนุญาต ปิดการอภิปรายนะครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกต ไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วย ท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ผมอภิปรายไปตั้งแต่ต้น ปกติแล้วรายงานจะต้องมีการแยกข้อสังเกตออกมา ต่างหากว่าอันใดคือข้อสังเกต ท่านดูในรายงานนะครับ ไม่มีตรงไหนที่แยกเป็นข้อสังเกต คือเขาเขียนรวมว่าสรุปความเห็นข้อเสนอแนะและข้อสังเกต จะให้สภาเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กับข้อสังเกตใดครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่เป็นไรครับ ท่านสาทิตย์ ก็พอจะเข้าใจกันแล้วนะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ไม่ใช่ครับ เรื่องใหญ่นะครับ เราจะเอา รายงานฉบับนี้ให้สภาโหวตว่าเห็นชอบด้วยกับมติของกรรมาธิการที่บอกต่อสัญญาหรือไม่ต่อ ไม่ได้นะครับ ข้อสังเกตคือข้อไหนครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสาทิตย์ ขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ผมได้ปิดการอภิปรายแล้วนะครับ ส่วนท่านจะโหวตเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิของท่านสมาชิก ถ้าเห็นว่าข้อสังเกตมันไม่ใช่ข้อสรุปหรือใช้ไม่ได้ ท่านก็โหวตไม่เห็นด้วย ส่วนท่านเห็นด้วยก็โหวตเห็นด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงาน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานครับ กดออดเรียกด้วยครับ รอหน่อย

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องสั่งประธาน ประธานมีขั้นตอนอยู่

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ที่ประชุมครับ ต่อไปนี้ผมจะได้ขอมติจากที่ประชุมนะครับ ฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก ห้องประชุมได้เข้าสู่ห้องประชุมนะครับ ผมขออนุญาตว่า ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ ข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยประธานจะส่งรายงาน และข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ นะครับ สำหรับรายละเอียดของข้อสังเกตได้ปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งให้ท่านสมาชิกศึกษาล่วงหน้าแล้ว ต่อไปนี้ผมจะถามมติ จากที่ประชุม จะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่นะครับ ก่อนที่จะลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกได้เข้าสู่ห้องประชุม พอท่านเข้าสู่ห้องประชุมแล้วขอความกรุณาท่านได้กดแสดงตนนะครับ ท่านสมาชิก ขอความกรุณาท่านได้กดแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดแสดงตนด้วยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ตอนนี้ ท่านสมาชิกเรากำลังทยอยเข้าสู่ห้องประชุมนะครับ ฉะนั้นเราก็คงต้องรอสักระยะหนึ่ง การขอมตินี้เราจะขอมติว่า จะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่เท่านั้น ถ้าเห็นด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎรก็จะส่งข้อสังเกตนี้ไปให้รัฐบาลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาดำเนินการต่อไป ขอท่านสมาชิกได้โปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนครับ มีท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้าง ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ท่านประธานครับ ๔๗๘ อัครเดช ขอแสดงตนครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๔๗๘ เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกด้วยนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนครับ มีปัญหา เรื่องเสียบบัตรยกมือขึ้นนะครับ เจ้าหน้าที่เราจะได้ช่วยดูแลท่าน ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตน ถ้าท่านสมาชิกทุกท่านได้แสดงตนแล้ว ยังนะครับ ยังนี่ติดขัดด้วยการเสียบบัตรใช่ไหม ยังใช้เวลานะครับ เชิญครับ ท่านกรุงศรีวิไลกดเสียบบัตรแสดงตนหรือยัง แสดงตนแล้วนะครับ เชิญเสียบบัตรแสดงตนนะครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้กดบัตรแสดงตนครับ ยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหมครับ เห็นกำลังวิ่งวุ่นกันอยู่ก็แสดงว่ายังไม่เรียบร้อย เชิญครับ ที่จริงแล้วเสียบบัตรแสดงตนนั้น ถ้าท่านเสียบบัตรแสดงตนเสร็จ สมาชิกท่านอื่นรออยู่ท่านก็ถอดบัตรท่านแล้วให้เพื่อนเสียบ เข้าไปได้ครับ ถือว่าเป็นการแสดงตนแล้วนะครับ เพียงแต่อย่าไปเสียบบัตรแทนกันเท่านั้นละครับ ยังมีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้กดบัตรแสดงตน หมดแล้วนะครับ

ถ้าท่านสมาชิก ได้กดบัตรแสดงตนเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่แจ้งผลการแสดงตนด้วยครับว่า องค์ประชุม ครบไหม ท่านสมาชิกครับ จำนวนท่านสมาชิกของเราในห้องประชุมขณะนี้ ๔๕๔ ท่าน บวกท่านอัครเดชอีก ๑ ท่าน เป็น ๔๕๕ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมครับ

เมื่อครบ องค์ประชุมนะครับ ผมจะขออนุญาตเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิลงมตินะครับ ท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ ท่านใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญออกเสียงลงคะแนนได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ท่านประธานครับ ๔๗๘ เห็นด้วยครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๔๗๘ เห็นด้วย เนื่องจากว่าห้องประชุมเรามีข้อจำกัด ท่านสมาชิกก็แบ่ง ๆ กันเสียบบัตรนะครับ ท่านผู้ใดมีปัญหาเรื่องการใช้สิทธิลงคะแนนมีไหมครับ ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนยกมือขึ้นนะครับ จะได้ให้เจ้าหน้าที่ช่วยดู แสดงว่าท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเป็นที่เรียบร้อยนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่ ช่วยแสดงผลด้วยครับ

ท่านสมาชิกครับ จำนวนท่านสมาชิกเข้าประชุมในวันนี้ ๔๕๖ ท่าน เห็นด้วย จำนวน ๔๑๑ ท่าน บวก ๑ ก็เป็น ๔๑๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๕ ท่าน งดออกเสียง ๒๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี แสดงว่าที่ประชุมเราเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่ได้พิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า ทางประธานสภา ก็จะได้ดำเนินการต่อไปนะครับ

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้พิจารณา ญัตติฉบับนี้และเห็นชอบให้นำญัตติซึ่งเป็นเรื่องทำนองเดียวกันอีก ๓ ฉบับ คือ

๑. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการดำเนินการโครงการพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี (EEC) ซึ่งนายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ นะครับ

๒. ญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาและตรวจสอบผลกระทบจากการดำเนินโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคตะวันออก การวางผังเมือง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง (นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) เสนอตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๓ นะครับ

๓. ญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและแสวงหาแนวทาง ป้องกันแก้ไข ซึ่งนายบัญญัติ เจตนจันทร์ และนายธารา ปิตุเตชะ เป็นผู้เสนอ ตามระเบียบ วาระเรื่องด่วนที่ ๔ รวมพิจารณาไปในคราวเดียวกัน

ภายหลัง ผู้เสนอญัตติตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑ และตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ ได้แถลง เหตุผลจบแล้ว ประธานของที่ประชุมในขณะนั้นคือท่านชวน หลีกภัย ได้สั่งปิดประชุมเพื่อ มาพิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อเลยนะครับ

ขอเชิญผู้เสนอญัตติอีก ๒ ฉบับ ตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๓ และเรื่องด่วนที่ ๔ ได้แถลงเหตุผลตามลำดับ เชิญท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ได้แถลงเหตุผล เชิญครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตค่ะท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขออภัย ที่ประชุมครับ ขอเปลี่ยนผู้แถลงเหตุผลจากท่านจิรัฏฐ์เป็นคุณศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งเป็น ผู้เสนอญัตติเรื่องด่วนที่ ๓ แทนนะครับ เชิญคุณศิริกัญญาครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้เสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและตรวจสอบผลกระทบจากการดำเนินโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) ในเรื่องของการวางผังเมืองและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับ ผู้เสนออีก ๔ ท่าน คือ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นางสาวเบญจา แสงจันทร์ นายขวัญเลิศ พานิชมาท และนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ค่ะ

ท่านประธานคะ ตามที่รัฐบาลได้มีการผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้มีการออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ และเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการทั้ง ๔ กลุ่ม แล้วก็ ๑๕ โครงการ มีการ วางแผนว่าจะใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อการลงทุนราว ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และคาดว่า จะต้องมีเงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนรวมกันเป็นมูลค่ากว่า ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น ก็ถือว่า เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ถือว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่ประเทศไทยไม่ได้มี นานแล้ว ซึ่งในทางหนึ่งก็จะเป็นเรื่องดี โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จในด้าน โครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ฐานอุตสาหกรรมในพื้นที่ของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นี้ เป็นโครงการ ที่เป็นเรือธงของประเทศไทยที่มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นโครงการที่ทำให้ประเทศไทยและ เศรษฐกิจไทยสามารถพลิกฟื้น และเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ แต่อันที่จริงแล้ว บทเรียนที่เราได้จากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั้นก็ไม่ได้ดีอย่างที่เรา คิดไว้ สมควรที่จะต้องมีการถอดบทเรียนก่อนที่เราจะดำเนินซ้ำรอยเดิมที่เราเคยทำมากับ โครงการเขตพัฒนาภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) สำหรับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เรามีบทเรียนมาแล้วว่า เมื่อมีการเวนคืนที่นั้น ๑๐ ปีผ่านไปแล้ว ค่าเวนคืนก็ยังคงจ่ายไม่ครบถ้วน มีการร้องเรียนมาตลอดสำหรับนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรือว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ว่ามีปัญหาเรื่อง มลภาวะเป็นพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งโรคที่เป็นโรคทางเดินหายใจแล้วก็โรคมะเร็ง มีการลุกขึ้นมาต่อสู้ของชาวบ้านอย่างนับครั้งไม่ถ้วน แต่ว่าทุกครั้งที่มีการต่อสู้ก็มักจะมี ข้อกล่าวอ้างว่า กำลังจะมีเงินลงทุนเข้ามาเพิ่ม มีโครงการอะไรเข้ามาใหม่ และการที่ชาวบ้าน ออกมาต่อต้านนั้นจะเป็นปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สุดท้าย ชาวบ้านต้องหวังพึ่งศาลปกครอง โดยการยื่นฟ้องไปที่ศาลปกครองเพื่อให้ระงับการดำเนิน โครงการต่าง ๆ เหล่านั้น ที่ผ่านมาเราเห็นว่ารัฐพยายามที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการหลับตาข้างหนึ่ง ละเลยการบังคับใช้กฎหมายในด้านสิ่งแวดล้อม ปล่อยให้ชาวบ้าน กับนายทุนต้องมาทะเลาะกันเอง ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเสียหายที่ยับเยินและ เป็นผลต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้ได้ก่อเกิดเป็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างกลุ่มทุน กับชาวบ้าน ทำให้ต่อมาเมื่อมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นเราก็จะเห็นชาวบ้านออกมารวมตัวกัน คัดค้าน ออกมารวมตัวกันประท้วง เพราะว่าจากบทเรียนที่ผ่านมาพวกเขาเรียนรู้แล้วว่า เมื่อไรก็ตามที่เขายอมปล่อยให้โครงการขนาดใหญ่พวกนี้เกิดขึ้นแล้วเกิดผลกระทบกับพวกเขา จะไม่มีใครมาคุ้มครองสิทธิของพวกเขาได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็ต้องต่อสู้กันแบบ เลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว ถามว่าสุดท้ายแล้วประชาชนได้อะไรจากโครงการ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเราดูที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด หรือที่เรียกว่า จีพีพี (GPP) เราจะพบว่าระยองมีผลิตภัณฑ์ มวลรวมระดับจังหวัดสูงเป็นอันดับ ๑ ของประเทศ จังหวัดชลบุรีอยู่ในอันดับที่ ๒ จังหวัด ฉะเชิงเทราอยู่ในอันดับที่ ๖ แต่ถ้าเราดูรายได้ครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ในทั้ง ๓ จังหวัดนั้น เราจะพบว่ารายได้ครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ในจังหวัดชลบุรีนั้นอยู่อันดับที่ ๑๖ ของประเทศ ครัวเรือนของจังหวัดระยองมีรายได้อยู่อันดับที่ ๑๘ และจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น อยู่อันดับที่ ๒๕ มันกลายเป็นการพัฒนาที่มันไม่ได้เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ครัวเรือน ที่เป็นประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ก็มาตั้งคำถามกันว่าสุดท้ายแล้ว ๓๐ ปีของอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั้น เราได้ถอดบทเรียนจากมันมากพอแล้วหรือยัง กลับมาที่ ประเด็นหลักว่าประเทศจะได้อะไร ประชาชนจะได้อะไรจากโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ ภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) ดิฉันได้ไปดูแผนระดับนโยบายที่จะมีการจัดทำขึ้น ตาม พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ๒๕๖๑ เราก็จะพบว่าในรายงานนั้นมีการระบุผลประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับจากโครงการ อีอีซี (EEC) มีทั้งหมด ๑๑ ข้อค่ะท่านประธาน จะประกอบ ไปด้วยว่ารายได้ประชาชาติจะต้องโตเฉลี่ย ๕ เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา ๒๐ ปีข้างหน้า ขนาดเศรษฐกิจของประเทศจะโตขึ้น ๒ เท่า ภายใน ๑๐ ปี ความสามารถในการเรียนรู้ เทคโนโลยีของธุรกิจจะต้องขึ้นเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน มีเม็ดเงินลงทุนรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท ใน ๕ ปีแรก จีดีพี (GDP) ของ อีอีซี (EEC) จะโตเฉลี่ย ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ในระยะ ๒๐ ปี กำลังคนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์จะต้องต่อความต้องการของอุตสาหกรรม เป้าหมาย จะมีการจ้างงานเพิ่ม ๑.๓ ล้านคน และการจ้างงานจะต้องโตเฉลี่ย ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในระยะ ๒๐ ปี โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องเสร็จตามแผนภายในปี ๒๕๖๗ อุตสาหกรรมเป้าหมาย จะต้องลงทุนในเทคโนโลยีสูงไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในระยะ ๒๐ ปี จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ ๑๑.๓ เปอร์เซ็นต์ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยโตเฉลี่ย ๖.๗ เปอร์เซ็นต์ และจะมี เมืองใหม่ที่เป็นเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ อย่างน้อย ๑ เมืองในอีก ๒๐ ปี ผลประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รับทั้ง ๑๑ ข้อนั้น ไม่มีการพูดถึงว่าแล้วประชาชนในพื้นที่จะได้อะไร ประชาชนทั่วไปในประเทศนี้จะได้อะไรจากโครงการ อีอีซี (EEC) รายได้เขาจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร เขาจะได้สิทธิเข้าไปอยู่ในเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ที่จะเกิดขึ้น ๑ เมือง ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าหรือไม่ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าที่เราบอกว่าประเทศจะได้นั้น ประเทศจะได้อย่างที่โฆษณาไว้จริงหรือไม่ ถ้าเราไปดูแผนนี้มีเรื่องให้ได้ถกเถียง กันอีกมากมายนะคะ โดยเฉพาะสมมติฐานต่าง ๆ ที่คณะที่ปรึกษาได้ทำการประมาณการ เอาไว้ แต่ว่าตรงนั้นขอเก็บเอาไว้ถกเถียงและอภิปรายในเมื่อเราได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญนี้ ขึ้นมาแล้วนะคะ ถ้าเรามาดูกันจริง ๆ ว่าประเทศจะได้อะไรจากเม็ดเงินลงทุน ดิฉันก็อยากจะ ฉายภาพว่าเหรียญอีกด้านหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามาขอส่งเสริมการลงทุนนั้น อีกมุมหนึ่งก็คือภาษีที่เราจะเก็บไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้มีการสรุปไว้ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนที่มาขอส่งเสริมในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือว่า อีอีซี (EEC) รวมเป็นเม็ดเงินกว่า ๑ ล้านล้านบาท ถ้าตามหลักเกณฑ์การส่งเสริม การลงทุนนะคะ นับเฉพาะที่จะขอยกเว้นภาษีนิติบุคคลยังไม่รวมที่ยกเว้นภาษีศุลกากร นักลงทุนจะสามารถขอยกเว้นภาษีได้ไม่มากกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป แต่ก่อนนี้ตาม พ.ร.บ. บีโอไอ (BOI) ฉบับเก่านี้สามารถที่จะขอลดหย่อนยกเว้นภาษีตรงนี้ได้ไม่เกิน ๘ ปี ต่อมา ได้มีการขยายแก้ไข พ.ร.บ. บีโอไอ (BOI) ให้ขยายจาก ๘ ปี ไปเป็น ๑๓ ปี นอกจากนี้ยังมี อีก พ.ร.บ. หนึ่ง ชื่อ พ.ร.บ. กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่อนุญาตให้ยกเว้น ภาษีนิติบุคคลได้ยาวนานถึง ๑๕ ปี ดังนั้นเม็ดเงินลงทุน ๑ ล้านล้านบาท ก็เท่ากับว่า ภาษีนิติบุคคลของประเทศไทยนี้ก็จะหายไป ๑ ล้านล้านบาทด้วยเช่นเดียวกัน ถ้ามีการขอรับ การส่งเสริมเท่ากับเม็ดเงินที่จะมาลงทุน แต่การลงทุนเอกชนที่เราจะต้องเสียภาษี สูญเสีย รายได้ภาษีของเราไปนี้เราจะได้อะไรกับระบบเศรษฐกิจขึ้นมา นอกเหนือไปจากตัวเลข จีดีพี (GDP) ที่มันจะเพิ่มขึ้น เราจะได้อะไรถ้าเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ ที่นักลงทุนนั้น นำเข้ามาไม่ได้ถูกถ่ายทอดให้กับบุคลากรคนไทย เราจะได้อะไรกับระบบเศรษฐกิจ ถ้าแรงงานไทยไม่ได้มีทักษะมากพอที่จะได้ทำงานในตำแหน่งที่ได้ค่าจ้างสูง เราจะได้อะไร ถ้านักลงทุนไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานในการดูแล สวัสดิภาพของแรงงาน ดังนั้นเรื่องพวกนี้ทำให้เราต้องคิดหนักว่าโครงการต่าง ๆ การส่งเสริม ให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับนักลงทุนใน อีอีซี (EEC) นั้น ประเทศชาติจะได้อะไร เมื่อพูดถึง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็วิถีชีวิตนะคะ จริง ๆ แล้วร่างพระราชบัญญัติ อีอีซี (EEC) ในร่างแรกที่ผ่านมติ ครม. ออกมา ได้มีการเสนอแนะว่า ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เลยว่า การจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนี้จะต้องมีการทำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ชื่อเล่น ๆ ของมันคือ เอสอีเอ (SEA) หรือว่าสตราทีจิก เอ็นวายรอนเมนทัล แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Assessment) แต่ว่าหลังจากที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายแล้ว ข้อนั้นก็หายไปไม่มีการทำประเมิน สิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์อีกต่อไป เอสอีเอ (SEA) นี้มีความสำคัญอย่างไร ดิฉันจะขอเล่าให้ ฟังอย่างคร่าว ๆ ปกติเราจะคุ้นเคยกับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกว่า อีไอเอ (EIA) หรือว่า อีเอชไอเอ (EHIA) นะคะ แต่ว่า อีไอเอ (EIA) หรือ อีเอชไอเอ (EHIA) นั้นเป็นการ ประเมินสิ่งแวดล้อมรายโครงการ แต่ละโครงการอาจจะผ่าน อีไอเอ (EIA) แต่ถ้า ๑๐ โครงการปล่อยมลพิษกันอย่างละนิดละอย่างหน่อย ถ้า ๑๐ โครงการนั้นผ่าน อีไอเอ (EIA) แล้วเกิดขึ้นจริง พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมหนึ่งก็อาจจะไม่สามารถที่จะรองรับมลพิษ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันจาก ๑๐ โครงการนั้นก็เป็นไปได้ การทำ เอสอีเอ (SEA) หรือว่า การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นการประเมินในระดับพื้นที่ ในระดับแผน หรือว่าระดับนโยบายขึ้นไป ถ้ามีในภาพกว้างมากขึ้นเพื่อดูข้อจำกัดแล้วก็ศักยภาพของพื้นที่ เรามีบทเรียนมาแล้วมาจากมาบตาพุด ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นได้ส่งผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านอากาศ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับผลกระทบ ทางสุขภาพ ดิฉันจึงอยากขอร้องว่าถ้าจะต้องมีการทบทวนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากโครงการ อีอีซี (EEC) นั้นก็ควรจะต้องมีการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์นี้ด้วย อย่างที่เจตนารมณ์เริ่มแรกของ พ.ร.บ. นี้เคยระบุไว้

ท่านประธานคะ นอกจากเรื่องผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มี การประเมินเชิงยุทธศาสตร์ในระดับพื้นที่แล้ว ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำอุปโภคบริโภค ในภาคตะวันออกก็มีปัญหามาอย่างยาวนาน ดิฉันเองก็เป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในจังหวัดชลบุรี ก็รับรู้เรื่องปัญหานี้มาโดยตลอด ถ้าเราจะมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้น แน่นอนว่า จะต้องมีการวางแผนที่จะต้องเพิ่มน้ำต้นทุน หรือว่าสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อที่จะ รองรับน้ำเพิ่มเติม แต่ว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเองก็ดี หรือว่าการสร้างเขื่อน หรือว่าบ่อเก็บน้ำเองก็ดี อาจจะไม่ใช่ทางออกทางเดียว เพราะนั่น เท่ากับว่าเราต้องบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทางที่ดีเราควรจะต้องมีการออกข้อกำหนด หรือไม่ว่ากิจการที่จะได้รับการส่งเสริมนั้นจะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ ต้องมีข้อกำหนดหรือไม่ว่า จะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิล (Recycle) น้ำ จากน้ำเสีย ให้มาเป็นน้ำใช้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในพื้นที่ ที่มีความขาดแคลนน้ำเป็นอย่างยิ่ง อย่างภาคตะวันออก จากในเรื่องของน้ำใช้ มาที่เรื่องของ น้ำเสีย ปัจจุบัน ๓ จังหวัดใน อีอีซี (EEC) นั้นมีความสามารถที่จะบำบัดน้ำเสียเพียงแค่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของน้ำเสียที่ปล่อยออกมาแล้วทั้งหมด โครงการ อีอีซี (EEC) เองก็รู้ ก็ตระหนักดีในปัญหาเรื่องนี้ มีแผนในเรื่องของการจัดการสาธารณูปโภคออกมาว่าจะต้องมี การก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมอีก ๕๑ แห่ง โดยที่แบ่งระยะออกมาเป็นระยะเร่งด่วน ใน ๕ ปีแรกจะสร้างเพิ่มขึ้น ๕ แห่ง ระยะกลางอีก ๔๔ แห่ง ระยะยาวอีก ๒ แห่ง ซึ่งดิฉัน ฟังแล้วเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำเสียที่จะเพิ่มขึ้นในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า ประมาณ ๑ เท่าตัวจนถึง ๑.๕ เท่า ดิฉันไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจากแผนที่สำนักงาน อีอีซี (EEC) ได้กล่าวมาจะสามารถทำให้เรามีระบบบำบัดน้ำเสียที่เพียงพอหรือไม่ ที่เรายังจะต้อง ตรวจสอบกันต่อไป

นอกจากน้ำเสียแล้ว เรื่องการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมก็เป็นปัญหา เช่นเดียวกัน ตอนนี้มีปริมาณกากอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากโรงงาน ที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด อีอีซี (EEC) อยู่ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปี แต่ว่ามีเพียงแค่ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมามีโรงงานรับกำจัดของเสียอุตสาหกรรม ประเภทของเสียอันตรายอยู่แค่เพียง ๑ แห่งในจังหวัดระยอง แล้วตอนนี้ก็เต็มคาพาซิตี (Capacity) แล้วก็ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมนั้นแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียน มาอย่างต่อเนื่องว่ามีการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมในพื้นที่สาธารณะมาโดยตลอด ตัวแผนของ อีอีซี (EEC) เองมีระบุเพียงแค่ว่าจะมีการเพิ่มพื้นที่กำจัดกากอุตสาหกรรม เพิ่มจากเดิม แต่ก็ไม่ได้มีการระบุว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทำให้เกิดข้อกังวลจากประชาชน ในพื้นที่ว่า เมื่อมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้นขนาดนั้นแล้ว เรายังจะมีศักยภาพ ที่จะสามารถกำจัดกากอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ถูกต้องตามหลักวิชาหรือไม่ ผลกระทบ ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมาทั้งหมดยังเป็นแค่หนังตัวอย่าง จริง ๆ ญัตติด่วนเรื่องนี้ ที่เราพูดกันมามันยื่นมาตั้งแต่เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อที่จะยับยั้งการอนุมัติ ผังเมือง อีอีซี (EEC) ที่เพิ่งได้เข้าสู่กระบวนการการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี (EEC) ไปเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมา และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ไม่เป็นไรในที่สุดผ่านมา ๖ สัปดาห์ เราก็ได้มีโอกาสที่จะมาแถลง ญัตตินี้ ก็คาดว่าเสียงที่เราพูดในวันนี้จะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ให้มีการทบทวนในเรื่องของ การอนุมัติผังเมืองของ อีอีซี (EEC) เนื่องจากมีปัญหาอย่างน้อย ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ผังเมือง อีอีซี (EEC) มีปัญหาว่าถูกทำขึ้นโดยถูกต้องตามหลัก วิชาการผังเมืองหรือไม่ ถ้าท่านที่เคยเห็นรายงานเรื่องผังเมืองท่านจะเห็นว่าวิธีการทำผังเมือง ของ อีอีซี (EEC) เป็นวิธีการที่ค่อนข้างที่จะประหลาด โดยปกติตามหลักวิชาแล้ว ผังเมือง จะถูกกำหนดขึ้นบนพื้นฐานของความเหมาะสมของพื้นที่ว่าพื้นที่ใดเหมาะสมกับการทำ กิจการอะไร กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบไหน แต่สำหรับผัง อีอีซี (EEC) เราจะเห็นว่า ในผังจะมีการทำระบายเป็นสีม่วง สีม่วงคือเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม จะมีการระบายผังให้เป็น สีม่วงเป็นจุด ๆ เป็นหย่อม ๆ โดยปกติแล้ววิธีการทำผังเมืองที่เป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรมก็จะ เป็นบล็อก ๆ กินเขตพื้นที่ในระดับหนึ่ง แต่ของ อีอีซี (EEC) จะเป็นจุด จุด จุด เสมือนหนึ่งว่า ทราบมาก่อนแล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของใครและอยากจะให้ทำอะไร จากนั้นจึงระบายสี ตามที่เจ้าของที่ดินหรือว่าคนที่ต้องการจะใช้ที่ดินนั้นต้องการ และมีหลายพื้นที่ที่ถูกระบาย ให้เป็นสีม่วงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ได้เหมาะสมกับการทำนิคมอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งเราอาจจะบอกได้ว่ามันก็เป็นเรื่องของเอกชนไหมว่าถ้าอยากจะตั้ง ในพื้นที่ที่มันเป็นเขตน้ำท่วมซ้ำซาก ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะต้องเข้าไปจัดการเอง แต่ถ้าเราดูดี ๆ เอกชนอาจจะสามารถที่จะทำคันดิน พนังกั้นน้ำหรือว่าอะไรก็ตามเพื่อที่จะป้องกัน เขตอุตสาหกรรมของตัวเองไม่ให้ถูกน้ำท่วมได้ แต่นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีพื้นที่ รับน้ำบางส่วนเพิ่มเติม อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของพื้นที่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่การตั้ง คันดินของเขตพื้นที่ที่เป็นเขตส่งเสริมนั้นจะส่งผลให้ชาวบ้านในอีก ๓ อำเภอที่เกี่ยวข้อง ต้องได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

อีกปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตาม พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) มาตรา ๓๒ ได้ประกาศยกเลิกผังเมืองที่เป็นผังระดับจังหวัดไปหมดแล้ว แต่ว่าผังเมือง อีอีซี (EEC) เองนั้น ครอบคลุมพื้นที่ถึง ๓ จังหวัด มีขนาดเทียบเท่ากับผังเมืองปกติถึง ๓๐ ผังรวมกัน ดังนั้น ผังอีอีซี (EEC) จะเป็นผังหยาบ เราเรียกว่าผังหยาบนะคะ จะไม่ได้มีการระบุรายละเอียด อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ไหน ชุมชนไหนควรจะทำอะไร มีอาคารสูงได้กี่ที่ มีสถานบริการ ได้หรือไม่ เราก็เลยจะเห็นภาพการใช้ผังเมือง อีอีซี (EEC) ที่เป็นผังหยาบนำมาบังคับใช้กับผังเมือง ขนาดเล็กอย่างผังเมืองพัทยา ซึ่งที่เคยมีความละเอียดสูงถึงขั้นระบุได้ว่าจะต้องไม่มีสถานบริการ อยู่ใกล้เคียงกับชุมชน แต่เมื่อเป็นผัง อีอีซี (EEC) แล้วนั้น ข้อกำหนดเหล่านั้นได้ถูกยกเลิกไป ตามมาตรา ๓๒ ของ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความโปร่งใสอีกค่ะ ท่านประธาน พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นั้น อย่างที่เราทราบว่าผ่านร่างเมื่อปี ๒๕๖๑ แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑ ปีก่อนที่จะมีการผ่านร่างนั้นได้เริ่มมีการเปิดประมูลการจัดทำผัง อีอีซี (EEC) ไปแล้ว เท่ากับว่าผังเมือง อีอีซี (EEC) ได้ถูกประมูลการรับงานตั้งแต่ ๑ ปีก่อนที่ พ.ร.บ. จะออก ก่อนที่แผนนโยบายจะออก เสมือนหนึ่งว่ามีการรับรู้มาก่อนว่าจะต้องมีการจัดทำผังอีอีซี (EEC) เกิดขึ้น โดยที่ยังไม่ต้องมีแผนนโยบายนะคะ นอกจากนี้ก็มีการเร่ง เร่งการรับแล้วก็ส่งงาน เนื่องจากตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ นั้นได้ระบุไว้ว่าจะต้องจัดทำแผนให้เสร็จภายใน ๑ ปี ตามปกติตามแต่ละงวดงานที่ดิฉันไปดู ทีโออาร์ (TOR) มา ก็จะมีการอนุมัติทั้งหมด ๕ ระยะด้วยกัน มีงวดส่งงานทั้งหมด ๕ งวด งวดที่ ๑ งวดที่ ๒ ก็เป็นไปตามปกติ แต่พองวดที่ ๓ งวดที่ ๔ แล้วก็งวดที่ ๕ นั้น มีการอนุมัติอย่างเร่งรัดให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ เดือน ก็เท่ากับว่า ผังเมืองนี้มีการเร่งรัดให้เกิดขึ้นให้ทันตามเวลาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ยังไม่ต้องพูดถึง เรื่องของการทำประชาพิจารณ์นะคะ เรื่องพวกนี้มีการพูดถึงกันในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ อยู่ตลอดเวลาว่ากระบวนการทำประชาพิจารณ์ของการทำผังเมืองอีอีซี (EEC) นั้น ก็มีปัญหามาโดยตลอด มีหลักฐานว่าทางสำนักงาน อีอีซี (EEC) นั้น ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูล ล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ตามกระบวนการการทำประชาพิจารณ์ทั่ว ๆ ไป มีปัญหา เรื่องความโปร่งใสในเรื่องของการที่เลือกกลุ่มประชาชนให้เข้ามารับฟัง ไม่มีการเปิดเผยว่า คัดเลือกด้วยวิธีการใด แล้วมีประชาชนกลุ่มใดที่เข้ามาร่วมรับฟังบ้าง มีการกระจายตัว ของการคัดเลือกอย่างเพียงพอหรือไม่ การจัดประชาพิจารณ์ก็ทำไปในลักษณะของการแจ้ง เพื่อทราบมากกว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ ซึ่งเป็นกระบวนการการทำประชาพิจารณ์ ทั่ว ๆ ไป สุดท้ายก็ไม่ได้มีการชี้แจง เมื่อประชาชนมีความเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการ หรือสำนักงานว่า สำนักงานหรือว่าคณะกรรมการนโยบายนั้นได้นำความเห็นของประชาชน ที่เห็นต่างมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงผังเมืองอย่างไรบ้าง

ท่านประธานที่เคารพคะ เรื่องของผังเมืองนั้นก็อาจจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง ของวิถีการพัฒนาที่ผ่านมาของประเทศไทย ซึ่งยอมที่จะเสียสละบางอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจนั้น สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ ก่อนจะจบดิฉันขอยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เราพูดถึง อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ไปแล้ว หลายท่านที่อาจจะอาวุโสสักนิดหนึ่ง อาจจะยังจำกันได้ว่านอกจากอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้ว เราก็เคยมี โครงการที่ชื่อว่า เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว แนวคิดเรื่องของเซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) เกิดขึ้นก่อน อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ด้วยซ้ำไป ก็คือในปี ๒๕๑๘ หลังจากนั้นประมาณปี ๒๕๒๐ ถึงได้มี โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เกิดขึ้น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) กลายเป็นภาพจำของความสำเร็จของรัฐบาลในยุคนั้นที่สามารถที่จะพลิก อุตสาหกรรม แล้วก็ดำเนินให้เศรษฐกิจไทยสามารถที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่เซาท์ เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) กลับไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไร อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มีปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรกก็คือ การมีอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างโฟกัส (Focus) ก็คือ มีอุตสาหกรรม มุ่งเป้าอยู่เพียงแค่ไม่กี่อุตสาหกรรม ถ้าเราจำกันได้ก็จะมีเรื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ แล้วก็ท่าเรือน้ำลึก ส่วนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) นั้น อุตสาหกรรมหลักค่อนข้างหลากหลายมาก มีปิโตรเลียม ปิโตรเคมี มีโรงไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การแปรรูป สินค้าเกษตร อาหารทะเลแปรรูป นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้วนะคะ ส่วนคนที่เป็นตัวคีย์ไดรเวอร์ (Key driver) ที่เป็นคนขับเคลื่อนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ก็จะมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย มีบีโอไอ (BOI) และที่สำคัญอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มีไจก้า (JICA) ค่ะ มีไจก้า (JICA) ที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายแล้วก็ออกแบบนโยบายในเรื่องของ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แต่ว่าเซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) นั้น ไม่มีเจ้าภาพหลักแบบนี้ ก็จะมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกัน มีกระทรวงคมนาคม มีการพลังงาน แต่สุดท้ายแล้วไม่ได้มีหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก

สุดท้ายแล้วอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) สามารถดำเนินการไปได้ อย่างดีนะคะ จากปี ๒๕๒๔ ที่เริ่มมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปี ๒๕๓๔ เริ่มมีการเปิดทำการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง แล้วก็มีการเปิดนิคมอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา แล้วก็ดำเนินกิจการมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่า จะมีการสะดุดเล็กน้อยในกรณีนิคมมาบตาพุด แต่ในขณะที่เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) นั้นเริ่มต้นจากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๓๒ ครม. เห็นชอบสะพานเศรษฐกิจ ถ้าจะมีหลายท่านจำได้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติศึกษาความเหมาะสมของ พื้นที่เศรษฐกิจโดยได้รับเงินช่วยเหลือจาก เอดีบี (ADB) ในปี ๒๕๕๐ มีการตั้งคณะกรรมการ พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ในปี ๒๕๕๒ และยกเลิกคณะกรรมการนี้ในปี ๒๕๕๓ ก็ต้องบอกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือว่าอีอีซี (EEC) นั้นสามารถที่จะ เรียนรู้บทเรียนจากทั้งอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้วก็เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เราไม่เดินซ้ำรอยที่ผิดพลาดของ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) และไม่ให้เกิดความล้มเหลว อย่างเช่นที่ เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) เคยเกิดขึ้น

ท่านประธานที่เคารพคะ เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา การยินดีที่จะสนับสนุน โครงการ อีอีซี (EEC) นี้ให้เกิดขึ้นได้โดยที่จะไม่ต้องให้ใครต้องเสียสละมากจนเกินไป ต้องไม่ทิ้งประชาชนคนใดไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ต้องให้เขาได้มีส่วนร่วม ให้เขาได้มีปากมีเสียงที่จะออกแบบวิถีการพัฒนาที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเขา เราต้องการ ให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ปิดตาข้างเดียว ทำหน้าที่ทั้งในการส่งเสริมในการขับเคลื่อน การพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ไม่บกพร่องในเรื่องของการกำกับดูแล เราต้องการเห็นเอกชน ที่นำเงินมาลงทุน ไม่ว่าจะเพื่อแสวงหาผลกำไรหรือว่าใด ๆ ก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยอมรับกติกาที่จะดูแลผลกระทบต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่รับได้ ดิฉันจึงขอเสนอให้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาและตรวจสอบ ผลกระทบจากการดำเนินโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) รวมถึงการวางผังเมืองและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป และทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศนี้แล้วก็ของประชาชน ขอบคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ลำดับต่อไป ขอเชิญคุณบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ พรรคอนาคตใหม่ มีผู้อภิปราย ๔ ท่านนะครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณบัญญัติ เป็นผู้เสนอญัตติ เรื่องด่วนที่ ๔

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

ครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ให้ผู้เสนอ ญัตติได้อภิปรายก่อนนะครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปรายสนับสนุนญัตติที่กระผม เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบ โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและแสวงหาแนวทางป้องกันแก้ไข ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรียกว่า โครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือเรียกย่อ ๆ ว่า อีอีซี (EEC) นั้น เป็นโครงการขนาดใหญ่ หรือว่าโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่ทางรัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะนำโครงการนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าประเทศไทยของเรานั้นติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มาเป็นเวลานาน แล้วก็ยังไม่เห็นช่องทางที่จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับประเทศที่ใหญ่ แล้วก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ประเทศเรามีการขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจมีจีดีพี (GDP) ที่เติบโตเพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศ รัฐบาลก็เลยเล็งเห็นว่าโครงการ พัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี (EEC) นี้ ซึ่งมีงบประมาณในการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชนประมาณถึง ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น คงจะเป็นเครื่องจักรที่สำคัญที่จะขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจของประเทศ กระจายความมั่งคั่งแล้วก็ความอยู่ดีกินดีไปให้ทุก ๆ จังหวัด ในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ โครงการนี้มิได้เกิดอยู่ในทุกภูมิภาค ของประเทศ ในระยะแรกรัฐบาลก็ได้ออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ใช้พื้นที่ในระยะแรก ๓ จังหวัด ก็คือจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัด ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการ อีอีซี (EEC) ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการและเหตุผลของการที่มีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกนั้น กระผมไม่ขัดข้อง เพราะเนื่องจากเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะต้องมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อให้เกิดรายได้มวลรวมของประเทศมากขึ้น แล้วก็เท่าที่ทราบโครงการอีอีซี (EEC) นี้ ก็จะเป็นกิจการที่เกี่ยวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สะอาด และเป็นกิจกรรม ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับนวัตกรรม ซึ่งมันเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เรียกว่า ๔.๐ อันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ท่ามกลางความค่อนข้าง ที่จะเร่งรัดในการที่จะตั้งโครงการนี้ ภาคประชาชนในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวันนี้ก็จะมาขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้โปรดเห็นใจพื้นที่ ในภาคตะวันออก เช่น จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ที่จำเป็น จะต้องรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ แล้วก็จะมีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยที่จะต้องอพยพไปใช้แรงงานในพื้นที่ของจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งนี้ละครับเป็นสิ่งที่กระผมและเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกัน เสนอญัตติ ซึ่งมีท่าน ส.ส. ธารา ปิตุเตชะ ด้วย และเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดอื่น ๆ ด้วย ว่าผลกระทบจากเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่เรียกย่อ ๆ ว่า อีอีซี (EEC) นั้น มันเป็น ผลกระทบที่รัฐบาลได้ให้ความสนใจในเรื่องของรายละเอียด หรือได้รับฟังความคิดเห็น หรือได้รับการบันทึกไว้เพื่อที่จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตั้งงบประมาณหรือบริหาร จัดการผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในพื้นที่ ๓ จังหวัดนี้ แล้วหรือยัง ผมในฐานะที่เป็นชาวจังหวัดระยองซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากโครงการ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนปัจจุบันนี้การปรับฐาน ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นั้นยังปรับฐานได้ไม่เสร็จสิ้นดีเลย ยกตัวอย่าง เรื่องของสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเรื่องของการสาธารณสุข แล้วก็ยกตัวอย่างเรื่องของ สาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำประปา น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเสียและเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายยังปรับฐานไม่เสร็จสิ้นดี ผมขอยกตัวอย่างนิดหนึ่งนะครับ อย่างพื้นที่ของอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ปัจจุบัน มีพี่น้องประชาชนในทะเบียนบ้านอยู่เพียงประมาณ ๕๕,๐๐๐ คน จากที่คาดการณ์ มีผู้ถือสิทธิบัตรทองประมาณสัก ๕๐,๐๐๐ คน มีผู้ถือสิทธิบัตรประกันสังคมถึงประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ คน แล้วก็ถือสิทธิข้าราชการอย่างอื่น ๆ อีก และเงินสดด้วย เพราะฉะนั้น แสดงว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองนั้นมีจริง ๆ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน มากกว่าในทะเบียนบ้านถึง ๕ เท่าครับ และโรงพยาบาลที่อยู่ในอำเภอ ปลวกแดงนั้นก็เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ขนาด ๓๐ เตียง จริง ๆ แล้วต้องเป็นโรงพยาบาล เท่ากับโรงพยาบาลมาบตาพุด ซึ่งเคยยกฐานะจาก ๓๐ เตียง ขึ้นเป็น ๒๐๐ เตียง เพื่อรองรับ พี่น้องประชาชนประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน ในสมัยที่กระผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๒ พร้อมด้วยท่าน ส.ส. ในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. สาธิต ปิตุเตชะ ปัจจุบันท่านเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่าน ส.ส. ธารา ปิตุเตชะ ท่าน ส.ส. วิชัย ล้ำสุทธิ ในขณะนั้นนะครับ ได้ร่วมกันผลักดันในครั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขามีการยกฐานะโรงพยาบาลมาบตาพุดเป็นโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปัจจุบันก็ ๒๐๐ เตียง ก็ค่อนข้าง จะเพียงพอ สำหรับที่อำเภอปลวกแดงนั้นโรงพยาบาลประมาณ ๓๐ เตียง ซึ่งเพิ่งยกฐานะเป็น ๖๐ เตียง แต่ว่าบุคลากรก็ดี เครื่องมือเครื่องไม้ต่าง ๆ ก็ดี คิดว่าตามสภาพความเป็นจริง ต้อง ๒๐๐ เตียง ก็ยังมิได้งบประมาณในการดำเนินการแต่อย่างใด พื้นที่ที่ตั้งของโรงพยาบาล ปลวกแดงก็เป็นพื้นที่ที่คับแคบ จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่ของหน่วยราชการอื่น กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ประมาณ ๗๐-๘๐ ไร่ ตรงนี้ต้องใช้งบลงทุนเพื่อปรับฐานอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เดิม ยังไม่ได้เป็นฐานของ อีอีซี (EEC) ประมาณอย่างน้อย ก็ ๗๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็ไม่มีงบประมาณ ไม่มีงบประมาณเพราะเหตุใด เพราะงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข เขาเรียกว่า งบฟังก์ชัน (Function) หรืองบตามภารกิจ อย่างเขตสุขภาพ เขต ๖ อย่างนี้นะครับ ประมาณ ๘ จังหวัดเขามีงบประมาณทั้งหมด แค่ประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท ครั้งจะมาลงไว้ที่อำเภอเดียว ๗๐๐ ล้านบาทคงเป็นไปไม่ได้ ถ้า อีอีซี (EEC) ซึ่งผมไม่ได้ขัดในหลักการและเหตุผลนะครับท่านประธาน จะกรุณาปรับฐาน ตรงส่วนนี้ ซึ่ง อีอีซี (EEC) นั้นก็มีกองทุน ใน พ.ร.บ. นี้ก็มีกองทุน ซึ่งกองทุนนี้ก็จะต้อง มารับผิดชอบเป็นงบบูรณาการ อีอีซี (EEC) เพื่อที่จะปรับฐานหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อรองรับ พี่น้องประชาชนที่จะหลั่งไหลเข้ามา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเราคงไม่มีโอกาสที่จะได้เม็ดเงิน ภาษีโดยฝ่ายเดียว โดยที่ไม่ต้องมีการสูญเสียต้นทุนแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลได้รับสิ่งนี้ เป็นพิเศษว่า เมื่อรัฐบาลจะได้ผลบวกจาก อีอีซี (EEC) รัฐบาลจะต้องลงทุน แล้วก็ฟังพี่น้อง ประชาชน ฟังผู้แทนราษฎร นำไปปรับฐานก่อน ไม่ใช่จังหวัดระยองอย่างเดียวหรอกครับ จังหวัดชลบุรียิ่งหนักกว่าผมอีก เพราะประชากรจังหวัดชลบุรีเขาเยอะมาก แล้วก็ โรงพยาบาลทั้งจังหวัดระยองทั้งจังหวัดชลบุรี พระพุทธโสธร แปดริ้ว ก็แน่นมากทั้งนั้น โครงการขนาดใหญ่ที่มาลง ผมได้ศึกษาดู อีอีซี (EEC) แล้ว ส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องของ การลงทุน จากต่างประเทศก็ดี จากในประเทศก็ดี แต่ไม่ค่อยมีพูดถึงเรื่องของการลงทุน ในหมวดของโรงพยาบาล ในหมวดของโรงเรียน ในหมวดของสาธารณูปโภคอื่น ๆ เรื่องของโรงพยาบาลในฐานะที่ผมเป็นนายแพทย์แล้วก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ อยากจะให้ รัฐบาลนำเรื่องของการปรับฐานให้ ๓ จังหวัดนี้ให้มีความเพียงพอและให้เหลือสเปซ (Space) หรือเหลือพื้นที่ไว้สำหรับผู้อพยพที่เข้ามาในพื้นที่นะครับ งบประมาณปกติของกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถที่จะแบกรับภาระนี้ได้อย่างแน่นอน ท่านต้องมีงบบูรณาการ อีอีซี (EEC) จัดให้ ผมถึงจะหยุดพูดนะครับ ไม่เช่นนั้นผมก็ต้องพูด ไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเขาให้ผมมาเป็นผู้แทน แล้วผมไม่พูดให้เขา ผมก็อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้อง ประชาชนชั้น ๒ ที่ว่าคนต่างถิ่น ต่างจังหวัดไม่ได้รังเกียจนะครับ และคนต่างประเทศก็ไม่ได้ รังเกียจนะครับ เมื่อมาใช้แรงงาน มากระตุ้นเศรษฐกิจ เขาต้องมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี พอ ๆ กับจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย อัตราการครองเตียงของที่โรงพยาบาลปลวกแดง ๒๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ หมายความว่ามีเตียง ๑๐๐ เตียง อยู่กันถึง ๒๒๐ เตียง เสริมแล้ว เสริมอีก ท่านโปรดยื่นมือเข้ามาดูตรงนี้ด้วยนะครับ ผมถึงจะหยุดพูด ทีนี้ที่พูด ในสภาผู้แทนราษฎรท่านประธานสภาที่เคารพครับ คงไม่มีเวลาให้ผมและเพื่อนสมาชิก ได้พูดจนหมดสิ้นกระแสความ ก็เลยเล็งเห็นว่าถ้าหากว่ามีกรรมาธิการวิสามัญก็จะได้มีที่พูด แล้วก็ไม่ขัดรัฐบาลด้วย จะพูดแล้วก็จดให้ทันก็แล้วกันว่ามีอะไรบ้างที่อยากจะให้ทำ ทีนี้การพูดทางเดียวถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ซักถาม บางครั้งก็อาจจะไม่เข้าใจเหตุ ไม่เข้าใจผลนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่รัฐบาลสามารถที่จะทำโครงการนี้ต่อไป แต่ท่านจะต้องดูแล ผลกระทบในหมวดสาธารณูปโภคอื่น ๆ ซึ่งผมจะขออนุญาตในที่นี้บอกเล่าในสิ่งที่เป็น เรื่องหลัก ๆ นะครับ เรื่องสุขภาพท่านต้องปรับฐานจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และแปดริ้ว คือจังหวัดฉะเชิงเทราให้เรียบร้อยโดยเร็วนะครับ ปี ๒๕๖๓ นี้ไม่น่าทันแล้ว ท่านต้องจัด เป็นพิเศษนะครับ เรียกว่า เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ลงไป การที่จะดูแลโรงพยาบาล จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยขยายโรงพยาบาลพื้นที่ก็ไม่มีแล้วครับ ท่านต้องไปขยายโรงพยาบาลอำเภอต่าง ๆ กระทรวงสาธารณสุขเขาชอบเรียกว่า โหนด (Node) คือไปทำเป็นฝายไว้ กันไม่ให้ผู้ป่วยไหลเข้ามาในโรงพยาบาลจังหวัด ท่านต้องทำ ตั้งแต่ รพ.สต. คืออนามัยนะครับ สมัยก่อนเรียกอนามัย เรียก รพ.สต. แต่เดี๋ยวนี้ถ้าทันสมัย กว่านั้นเขาจะเรียกว่าคลินิกหมอครอบครัว ในทุก ๆ รพ.สต. รวมกันให้ได้ประมาณ สัก ๑๐,๐๐๐ คน จัดหมอไปสัก ๑ คน จัดพยาบาลไปสัก ๒ คน จัดหมออนามัยไปสัก ๔ คน อันนี้เป็นข้อสมมุติ จัดทันตกรรมหรือผู้ช่วยทันตแพทย์ จัดแพทย์แผนไทย จัดกายภาพบำบัด ต้องมีเภสัชกร ต้องมีวิชาชีพกายภาพบำบัดลงไป ชาวบ้านพี่น้องประชาชนไม่อยากมา โรงพยาบาลจังหวัดหรอกครับ เขาอยู่ใกล้บ้าน เหมือนเป็นโพลีคลินิก (Polyclinic) ที่นั่นละนะครับ โรงพยาบาลต่าง ๆ ลดความแออัดทันทีเลยครับ เขาก็จะเป็นโรงพยาบาล ที่รับการรักษาโรคตติยภูมิ ทุติยภูมิ ให้ปฐมภูมิ เบาหวาน ความดัน โรคหวัด โรคไอ ท้องเสียให้อยู่ในพื้นที่ แล้วก็เหลือบ่ากว่าแรงมาที่อำเภอก็เป็นทุติยภูมิ ปฐมภูมิ อยู่ที่หมู่บ้าน ทุติยภูมิอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ ตติยภูมิอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัด บางโรงพยาบาลจังหวัด เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ก็จะมีความสามารถในการดูแลโรคต่าง ๆ ในเขตสุขภาพ ๘ จังหวัด ทั้งประเทศไทยนี้มีเขตสุขภาพ ๑๓ เขต ทำให้มันเจริญเท่ากัน แล้วก็ผู้ป่วยไม่หลงเข้า กรุงเทพฯ ไม่ต้องดั้นด้นมารักษาต่อในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ อย่างแน่นอน ท่านต้องมองถึงตรงนี้ด้วยว่าท่านให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่ให้สิ่งที่ไม่ใช่พิเศษแก่พื้นที่ ท่านเท่ากับว่าไปรังควานเขานะครับ ท่านต้องปรับให้พิเศษ แล้วท่านต้องปรับให้สมดุล สมดุลคืออะไรฝากคำว่าพิเศษและสมดุล เข้าไปด้วย สมดุลถามวิชาชีพที่เกี่ยวข้องถามใครก็รู้ ว่าสมดุลคืออะไร เรื่องของโรงพยาบาล เรื่องที่ผมถนัดพูดไปเดี๋ยวมันจะไม่จบผมหยุดแค่นี้ ก่อนนะครับ เรื่องการศึกษาเขามามีลูกที่นี่ เขาก็ต้องมีการศึกษาท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอ ก็สรุป ๆ นะครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง 🔗

สรุปนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน เรื่องการศึกษา ท่านเชื่อไหมครับ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องอพยพตามลูก ผมเห็นเพื่อนวิชาชีพผมเป็นหมออยู่โรงพยาบาลอำเภอ พอลูกเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ย้ายตามลูกเข้ากรุงเทพมหานครกันหมดไปแออัดที่กรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้น ถ้าการศึกษาไม่มีคุณภาพ พ่อแม่ก็ไม่อยู่พื้นที่ เพราะฉะนั้นโรงเรียนบ้านผมนะครับ วิทยาลัย อาชีวศึกษาบ้านผม วิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัย การอาชีพ วิทยาลัยสารพัดช่างก็ดี แล้วเขารวมเป็นเขต ๘ จังหวัดภาคตะวันออก เขาเรียกว่า สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกทั่วประเทศนั้นมี ๑๙ สถาบันอาชีวศึกษาที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี แล้วก็มี ๔ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร รวมเป็น ๒๓ สถาบันอาชีวศึกษา พ.ร.บ. สถาบันอาชีวศึกษาตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ๑๑ ปีแล้วยังมีแค่ ผอ. สถาบัน กับรอง ผอ. แค่ ๒ คนเองนะครับ แล้วก็ยังไม่มีหัวหน้ากลุ่มงาน ไม่มีผู้ช่วย ผอ. นะครับ ผมคิดว่า อีอีซี (EEC) มาตั้งนี่ เดี๋ยวก็คงจะขาดแคลนแรงงานสายอาชีพอย่างแน่นอน ท่านต้องตั้ง ครูบาอาจารย์บุคลากรด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลครับ ต้องบอกเลขาธิการ อีอีซี (EEC) ต้องตั้งผู้ช่วยทางด้านการศึกษา ทางด้านการสาธารณสุขต่าง ๆ ทำงานไม่ต้องมีภารกิจ อะไรมากหรอกครับ จัดงบประมาณขอจากท่านนายกรัฐมนตรีลงไปนะครับ แล้วก็ให้ แต่ละกระทรวงไปบูรณาการทั้งในแง่ของงบประมาณ อาคารสถานที่ ทั้งในแง่บุคลากร ต้องต่อรองกับ ก.พ. ให้เรียบร้อยด้วยนะครับ เพราะว่า ก.พ. ท่านก็จะใช้อีกกรอบหนึ่งอีก ว่าต้องจำกัดบุคลากรข้าราชการ ท่านต้องเพิ่มอัตรากำลังไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้นะครับ กระทรวงศึกษาธิการท่านมีคณะกรรมการครูแล้ว กระทรวงสาธารณสุข ข้าราชการ ๒๐๐,๐๐๐ คน ตั้งเป็นคณะกรรมการสาธารณสุขเลย ให้เขาบริหารบุคคลของเขาแยกออกไป เขาจะได้ดูแลบุคลากรของเขาให้สมดุล สมกับที่ อีอีซี (EEC) จะไปลงในพื้นที่ในภาคตะวันออก ของกระผม เรื่องน้ำนะครับ ปัจจุบันน้ำดิบในภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำมีน้ำอยู่ ๑,๓๐๐ ล้าน ลูกบาศก์เมตร จะพอใช้แค่ปี ๒๕๖๕ เอง ท่านอย่าลืมภาคเกษตร ท่านก็จะ เอาใจอุตสาหกรรม เอาน้ำไปให้เขาใช้อุตสาหกรรม พี่น้องชาวเกษตรกรบ้านผมเขามอง อุตสาหกรรมแล้วเขาไม่ค่อยอนุโมทนาเท่าไรหรอกครับท่าน เอาน้ำของผมดูดไปดูดไปวันหนึ่ง อย่างอ่างเก็บน้ำประแสร์นี่นะครับ ดูดไปตั้งเท่าไรละ ๓๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร และเขา ไปขายได้ด้วยนะ เขาถึงบอกว่าเมื่อเอาไปแล้วจะต้องเอามาแก้ไขป่าที่มันหายไปจากอ่างเก็บน้ำ นะครับ พอผมพูดเรื่องช้างในภาคตะวันออกผม อย่างช้างป่ายังเดินเพ่นพ่านไปจนถึง อำเภอปลวกแดง ๒ ตัว ต้อนกว่าจะกลับ เดี๋ยวนี้ช้างอยู่นอกเขตรักษาพันธุ์ป่ามากกว่า อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มันเจริญถึงขนาดจะมีอุตสาหกรรม อีอีซี (EEC) แล้ว ยังมีช้างป่า เดินเพ่นพ่านอยู่แล้วผู้คนเสียชีวิตล้มตายจากอุบัติเหตุรถชนช้าง คนจุดประทัดไล่ช้าง ช้างก็เหยียบกันไปเหยียบกันมา ไม่ได้ตั้งใจทั้งคู่ละครับ นี่มันไม่ได้หรอกครับ มันอย่างนี้ จะไป อีอีซี (EEC) แล้วผมจะมาตามใจรัฐบาลเสียจนว่าไม่พูดอะไรเลยนี่ผมก็ว่าผมสมัยหน้า คงไม่ได้เข้ามาแล้วล่ะ ผมต้องพูดเพื่อให้ผมได้เข้ามาพูดอีกนะครับท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานได้ให้ผมพูดต่ออีกสักนิดหนึ่งเถอะ เรื่องของโรงเรียน ผมพูดไว้แค่นี้ก่อนว่า อาชีวศึกษาอีกนิดหนึ่งนะครับว่า เขามาตั้งอุตสาหกรรมนี่เขาเอาโนว์ฮาว (Know-how) หรือว่าความรู้เชิงขั้นตอน อันนี้ภาษาราชบัณฑิตนะครับ ความรู้เชิงขั้นตอน แต่เรารับจ้าง แรงงานได้ค่าแรงขั้นต่ำที่จังหวัดระยอง ๓๓๐ บาท จังหวัดอื่นไม่ถึง จังหวัดผมค่าแรงสูงสุด ได้แค่นั้นไม่พอครับ เราต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีมาให้พี่น้องของเรา คนที่จะรับเทคโนโลยี อุตสาหกรรมคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่ก่อน จะมาถ่ายทอดให้พนักงานไม่ได้หรอก เราต้องเอานักเรียนอาชีวศึกษาเราไปเรียนทวิภาคี ผมก็ไม่ทราบว่า พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) เมื่อออกกฎหมายลูกแล้ว แล้วก็ บีโอไอ (BOI) ที่จะให้ เงินลงทุนแก่เขาจะต้องกำหนดไว้ข้อหนึ่ง คุณมาตั้งอุตสาหกรรมอะไรก็แล้วแต่ คุณจะต้องทำ ทวิภาคีกับวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิค ระยอง วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด วิทยาลัยเทคนิคแปดริ้ว วิทยาลัยเทคนิคพัทยา วิทยาลัย เทคนิคชลบุรี ทุกอย่างท่านต้องทำทวิภาคี การทำทวิภาคีปัจจุบันวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัย อาชีวศึกษาต่าง ๆ เขาทำกันเองของเขา ท่านเชื่อไหมครับ ไม่มีงบสำหรับจ้างครูพี่เลี้ยง ไปอยู่ ก็ไปอาศัยหัวหน้างานในโรงงานนั่นละเป็นครูพี่เลี้ยง เขาก็ยุ่งกับการทำงาน พนักงาน ของเขาเหลือเกินแล้ว เขาไม่มีเวลาสอนหรอก ส่วนหนึ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมรับเด็กนักเรียน ไปทวิภาคีเพราะว่าประหยัดค่าจ้างแรงงานรายวัน ถ้าอย่างนั้นไม่ได้ความรู้หรอก ได้แต่แรงงาน แต่ไม่ได้ความรู้ เราต้องมีงบสำหรับจ้างครูหรืออบรมหัวหน้างานในโรงงานนั้น ให้มีความรู้ทางครุศาสตร์ มีความรู้ในเชิงการสอนด้วย แต่งตั้งเขาเป็นครูพิเศษ ต้องมี งบประมาณตรงนี้ กรมอาชีวศึกษาหรือสำนักงานเลขาธิการอาชีวศึกษาหรือ สอศ. ก็คงไม่มี งบประมาณอะไรปกติ งบ อีอีซี (EEC) ต้องจัดอีกแผนกหนึ่ง ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการศึกษา ต้องจัดอาชีวศึกษาลงไป เพื่อที่จะให้มันสมดุลแก่การที่จะให้การศึกษาทางด้านอาชีวศึกษา จะซื้อเครื่องไม้เครื่องมือมาทำช็อป (Shop) ทำโรงงานในวิทยาลัยอาชีวศึกษาก็ไม่คุ้ม ไม่เกิน ๕ ปี เทคโนโลยีดิสรัปต์ (Disrupt) หมด มันเปลี่ยนหมด ดีที่สุดคือทวิภาคี ใช้เครื่องจักร เครื่องกลของโรงงาน เรียนตรงนั้น จบแล้วทำงานตรงนั้น แต่ไม่ทราบว่าทาง อีอีซี (EEC) ทางนี้ได้มีโอกาสได้รับฟังสิ่งนี้จากตัวแทนพี่น้องประชาชนแล้วหรือไม่ ถ้าได้รับฟังแล้ว ถ้าได้ ตั้งกรรมาธิการสำเร็จคงจะได้พูดให้ละเอียด ท่านก็จะได้ไม่ต้องไปจ้างที่ปรึกษาเยอะนะครับ แต่ถ้าตั้งไม่สำเร็จแล้วผมจะพูดตรงไหนได้ ผมก็ไม่มีที่จะพูดนะครับท่านประธานที่เคารพ เรื่องสาธารณูปโภคน้ำ เรื่องของการศึกษา เรื่องสาธารณสุข เรื่องผังเมืองที่จังหวัดระยอง ผมยกตัวอย่างได้แค่จังหวัดระยอง เพราะว่าอยู่จังหวัดระยอง อำเภอวังจันทร์ เป็นอำเภอ ที่เป็น อีอีซี (EEC) แล้วมีไอ (i) ตัวเล็กด้วย อีอีซีไอ (EECi) เพราะว่าที่นั่นมีโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ของ ปตท. ตั้งอยู่ มีวิทยาลัยสิริเมธี ผมจำชื่อไม่ได้เต็มนะครับ เป็นสถาบันวิจัยของ ปตท. เพราะฉะนั้นจึงตั้งอำเภอนี้เป็น อีอีซีไอ (EECi) ก็คือว่า อีอีซี (EEC) ที่มีอินโนเวชัน (Innovation) นักวิจัยต้องเป็นหมื่นเป็นพันอยู่ที่นั่น ต่างประเทศเขามีซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ที่นั่นมีวังจันทร์วัลเลย์ (Valley) ก็คือจะเป็นนักวิจัย เขายังจะต้องมาติดต่อ โรงพยาบาลวังจันทร์ว่าคนของเขาถ้าป่วย จะเข้าโรงพยาบาลอำเภอวังจันทร์ โรงพยาบาล ก็เล็กเหลือเกิน เขาจะมาร่วมทุนกับเราเพื่อขยายโรงพยาบาล หรือเขาจะสร้างโรงพยาบาล เขาเอง เขายังคิดไม่ตกนะครับ นี่ครับ โครงสร้างพื้นฐานมันยังเป็นอย่างนี้ แล้วพื้นที่อำเภอ วังจันทร์เกือบทั้งหมด ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เป็นเขตนิคมสหกรณ์ นิคมสหกรณ์ชะแวะ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ครอบคลุม ๔ อำเภอ ในข้อกำหนดของนิคมสหกรณ์นั้นให้ทำได้เฉพาะ เกษตรกรรม แล้ว อีอีซีไอ (EECi) มันไม่ใช่ไอ (i) เกษตรกรรมนี่ครับ มันไอ (i) อุตสาหกรรม ทำไมถึงยังไม่ได้ปรับผังเมืองเลย ผังเมืองตรงนี้ต้องให้พวกผมได้มีโอกาสได้แก้ไขด้วย ปัจจุบันผมก็ไม่รู้ว่าประกาศไปแล้วมันเป็นแบบไหน พี่น้องประชาชนก็ยังมองไม่ออกแล้วก็ยัง ไม่ได้มีโอกาสได้เสนอแนะในการที่จะมีส่วนร่วมกับการพัฒนาของภาครัฐ แล้วก็ไม่เช่นนั้น ถ้าคนในพื้นที่เขาไม่มีโอกาสได้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปกับประเทศหรือรัฐบาลด้วย มีแต่ต่างชาติที่เข้ามา แล้วท่านก็ให้สิทธิพิเศษกับคนต่างชาติ เผลอ ๆ จะมากกว่าคนไทย ไปเรื่อย ๆ อีกหน่อยคนไทยก็ไม่รู้จะหวงแหนพื้นที่ได้อย่างไร ก็ขาย ๆ ไป แล้วก็หนี ๆ ไป อีกหน่อยจะลำบากไม่มีใครรักษาอาณาเขตพื้นที่ของท้องถิ่น และท้องที่ในประเทศในพื้นที่ ตรงนั้นอย่างแน่นอน ท่านต้องให้คนในพื้นที่ได้เจริญ ได้รุ่งเรืองได้ก้าวหน้า ได้รักถิ่นและ ไม่หนีถิ่นไปก่อนนะครับ ความเจริญจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีวิถีชีวิตของความเป็นท้องถิ่น อยู่ตรงนั้นนะครับ ก็ขอฝากท่านประธานที่เคารพนะครับว่า อีอีซี (EEC) ที่จะตั้งในภาคตะวันออกนั้น เราไม่ขัด ในหลักการและเหตุผล แต่เรากังวลถึงเรื่องผลกระทบในทุก ๆ เรื่องนะครับ ทุก ๆ เรื่องว่า คงจะยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน แต่ว่าทำอย่างไรที่ข้อเสนอของพวกผม ไม่ใช่เฉพาะพวกผมหรอกครับ อันนี้เป็นเพียงตัวแทนจะได้ถึงรัฐบาล ถึงท่านเลขาธิการ อีอีซี (EEC) ถึงรัฐมนตรีหลาย ๆ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ อีอีซี (EEC) นำไปป้องกัน นำไปแก้ไข และนำไปบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่าให้ประวัติศาสตร์ของอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ที่ตั้งขึ้นมาหลาย ๑๐ ปีนั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีการศึกษาแล้วก็นำมาเป็น การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และพวกผมก็ไม่ต้องทำอะไรหรอก วัน ๆ ก็จะต้องมารายงาน ผลกระทบแก่สภาผู้แทนราษฎร หารือก็ได้แค่ ๒ นาทีนะครับ ท่านประธานที่เคารพ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เจ้าของ ญัตติ คือผู้เสนอญัตติได้อภิปรายครบทั้ง ๔ ฉบับแล้วนะครับ ต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๖๗ เป็นการอภิปรายสลับกันระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน เชิญท่านจิรัฏฐ์ก่อนนะครับ ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์

นายธารา ปิตุเตชะ ระยอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธารา ปิตุเตชะ จริง ๆ ผมเสนอร่วมไว้กับท่านนายแพทย์บัญญัติครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เสนอได้ คนเดียวก่อนครับ ผู้อภิปรายได้คนเดียว ผมอนุญาต เชิญท่านอภิปรายเลยครับ

นายธารา ปิตุเตชะ ระยอง 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ธารา ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยองครับ ผมขอใช้เวลาของสภาแห่งนี้อภิปรายเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาดำเนินการโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตลอดจนหาแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบต่าง ๆ ของโครงการ ท่านประธานครับ เหตุผล ที่สำคัญของพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาดำเนินโครงการต่อไปนะครับ อีอีซี (EEC) เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจในการนำประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงตามยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล อีอีซี (EEC) เป็นพื้นที่ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ในการพัฒนาจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ การดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด โครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และโครงการสร้างรันเวย์ (Runway) ระยะที่ ๒ ของท่าอากาศยานอู่ตะเภานะครับ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลต้องมีผลบังคับใช้ในพื้นที่ อีอีซี (EEC) อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอากาศ ฝุ่นละออง ขยะ น้ำเสีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวแล้วก็เป็นแหล่งผลิตอาหารทะเล รวมทั้งแหล่งผลิตผลไม้ชั้นนำของประเทศ ท่านประธานครับ จริง ๆ กราบประทานอภัยนะครับ มีผู้เรียกร้องว่าจังหวัดระยองได้อะไร จากพรรคอนาคตใหม่ เรียกร้องให้ผมแล้วครับ กราบประทานอภัยที่เอ่ยนาม เรียกร้องแล้ว คนจังหวัดระยองจะได้อะไรในโครงการอย่างนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดที่จัดเก็บภาษีเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดระยองจัดเก็บภาษีได้ปีละ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าโครงการ อีอีซี (EEC) เกิด ท่านประธานคิดดูจะเกิด ภาษีเพิ่มขึ้นอีกมากมายครับ ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุล แล้วไม่มีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ ผมขอให้ท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เป็นพิเศษให้เกิดความสมดุลดังที่ท่าน นายแพทย์บัญญัติได้เรียกร้องไว้นะครับ เพื่อให้พี่น้องที่ได้รับผลกระทบกับโครงการ ไม่ว่า จะอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มาแล้ว กับโครงการใหม่ซึ่งเราเรียก อีอีซี (EEC) สุดท้ายที่การจัดสรรงบประมาณจริง ๆ แล้วในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งผมกล่าวไว้ว่า จัดเก็บไปปีละ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานเชื่อไหม ที่แล้วมาจัดสรรงบประมาณ ไปเพียงน้อยนิดมาก ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาทต่อปี มันจะเกิดความสมดุลได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ท่านคิดว่าการจัดเก็บภาษีมากมายขนาดนี้ คนต้องไปอยู่เท่าไร เมื่อคนอยู่เยอะ ปัญหาก็มาก แต่จัดงบประมาณอย่างไม่สมดุลปัญหาก็เกิดทุกด้าน ไม่ว่าด้านสาธารณูปโภค ไม่ว่าด้านต่าง ๆ ซึ่งไปสร้างผลกระทบให้คนเป็นอยู่เดิม ๆ ของพี่น้องคนจังหวัดระยองเขา เพราะฉะนั้นผมเรียกร้องเรื่องนี้เหมือนท่านนายแพทย์พูดไว้ ผมเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ก็ขอใช้สิทธิมาเรียกร้องยังสภาแห่งนี้ จะเอาพี่น้องมาเรียกร้องทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ครับ เขาก็ไว้ใจผมให้ผมมาเรียกร้องแทนเขานะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธานสภาผ่านไปยัง ผู้บริหารประเทศนะครับ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งผมเคยเดินทางไปดูงานในหลายประเทศ ในบางประเทศ ที่เขามีการประกอบการของอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ ผมถามท้องถิ่นที่นั่นว่า การจัดเก็บภาษีจัดเก็บอย่างไร แล้วภาษีจัดเก็บแล้วมาบริหารอย่างไร บางแห่งเขาบอก จัดเก็บภาษีมาแล้ว อย่างเก็บมา ๑๐๐ บาท คืนไปส่วนกลาง ๖๐ บาท เอาไว้บริหารในเขต พื้นที่ของเขาเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ๔๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ถ้าอย่างนี้ โอเค (OK) ผมไม่มาเรียกร้องหรอกครับ ผมเชื่อว่าจังหวัดระยองนี่ไปได้อย่างสมบูรณ์แน่ เกิดความสมดุลแน่ แต่ที่มาเรียกร้องวันนี้เพราะว่าพี่น้องจังหวัดระยองไม่ได้มาขัดในโครงการ อีอีซี (EEC) ในการพัฒนาประเทศ ในการทำให้ประเทศโตขึ้นทัดเทียมกับภาคพื้นเอเชีย ไม่ต้องระดับโลกหรอกครับ อย่างนี้ไม่เคยขัดข้อง แต่ที่มาเรียกร้องเพราะว่าไม่เคยได้รับ ความเป็นธรรมในเรื่องการจัดเม็ดเงินภาษีลงไปสู่จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรีนะครับ

สุดท้ายท่านประธานผมก็จะพูดต่อในเรื่องของท้องถิ่น แล้วก็ฝาก ท่านประธานไปด้วยนะครับ จริง ๆ แล้วก็เกี่ยวพันกัน ในท้องถิ่นจริง ๆ เป็นองค์กร ท่านประธานก็ทราบดีท่านประธานก็เป็นนักการเมือง เป็นองค์กรที่ใกล้ชิดประชาชน มากที่สุด ท้องถิ่นเป็นองค์กรที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เกิดขึ้นรวดเร็ว เป็นองค์กรที่รับรู้ เป็นองค์กรที่มีความผูกพันกับพี่น้องประชาชน เพราะเขามีตัวแทนเขา ทุกหมู่บ้าน ท่านประธานครับ แต่สุดท้ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกกำกับดูแล ของศูนย์อำนาจส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคมากเกินไปจนบางครั้งไม่สามารถจัดการ กับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน ผมใช้คำว่า เร่งด่วน ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของระบบสาธารณูปโภค ไม่ว่าปัญหา เรื่องของพี่น้องเกษตรกร สินค้าล้นตลาด ยกตัวอย่างผลไม้ล้นตลาด เขาไม่สามารถ ไปจัดบริหารได้เลย พอจัดใช้วิธีต่าง ๆ เข้าไปก็มีปัญหาต่อคนตรวจสอบโดยเฉพาะ สตง. ก็บอกไม่ใช่ภารกิจ ไม่ใช่หน้าที่ สุดท้ายนายกรัฐมนตรีคนไหนเสี่ยงหน่อยต้องเรียกเงินคืน คืนสตางค์ครับ ถามเอาที่ไหนคืน นายกรัฐมนตรีก็ต้องไปขายที่เอามาคืน ท่านประธาน อันนี้สำคัญนะครับ ในส่วนของท้องถิ่นจริง ๆ ก็ถือว่ารัฐบาลได้กระจายอำนาจไปแล้ว แต่การกระจายอำนาจนั้นไม่ได้ให้อำนาจอะไรเลยครับท่านประธาน โครงการที่เป็นประโยชน์ แก่พี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วท่านประธาน ถ้ามันไม่มีส่อทุจริตคอร์รัปชัน ผมว่าควรอนุโลม ได้บ้าง แล้วก็ควรให้อำนาจในจังหวัดนั้น ๆ เรามีผู้ว่าราชการจังหวัด มีท่านนายอำเภอ มีส่วนราชการกำกับอยู่ ถ้าเขาไปหารือแล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนก็ควรอนุโลม ได้บ้างหรือให้อำนาจจังหวัด ให้มีสิทธิให้ใช้อำนาจได้บ้าง อะไรส่วนหนึ่งทำลงไป ก็ต้องส่งมา สอบถามส่วนกลาง ส่งเรื่องให้ส่วนกลาง แล้วก็หายตามก็ไม่เจออย่างนี้แล้วแก้ปัญหาได้ อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นถ้าโครงการไหนที่สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้จริง ๆ แล้วควรอนุโลมได้บ้างครับ โดยเฉพาะโครงการซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการของพัฒนา พิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี (EEC) นะครับ

สุดท้ายเลยท่านประธานสุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ คนที่รู้เรื่องท้องถิ่น ดีที่สุด ผมฝากท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงมหาดไทยเลยครับ ท่านรัฐมนตรีนิพนธ์ รู้ปัญหาของท้องถิ่นดีที่สุด ขอตำแหน่งท่านดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเถอะครับ ขอเลยครับ จะได้แก้ปัญหาของท้องถิ่นได้ถูกจุด ท่านประธานจากเหตุผลทั้งหมดนี้ที่ผม กล่าวมาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาโครงการพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก ตลอดจนหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ของโครงการนี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ท่านมีเอกสารจะใช้แสดงประกอบไหมครับ เชิญครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับต้องบอกว่า อีอีซี (EEC) คำนี้เป็นคำที่ผมเชื่อว่า หลายท่านถ้าเกิดได้ยินคำนี้จะต้องรู้สึกว่ามันคือการพัฒนาของประเทศ หลายท่านอาจ จินตนาการไปถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ซึ่งมันจะนำพาความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับเรา แต่ถ้าท่านประธานลองไปถามคนในพื้นที่ของผม ถ้าท่านประธานไปถามคนที่ได้รับ ผลกระทบจากโครงการ อีอีซี (EEC) ท่านประธานลองไปถามผู้ประกอบการที่ไม่สามารถ ผลิตสินค้าใหม่ ๆ ได้ เนื่องจากพื้นที่ที่เขาตั้งโรงงานอยู่มันกลายเป็นสีเขียว ท่านประธาน ลองไปถามประชาชนที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ เพราะว่าไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ของตัวเอง พวกเขาจะตอบท่านครับว่า ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนที่เรากำลังพูดอยู่มันเป็นความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของใครกันแน่ ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าประชาชนในเขตพื้นที่ที่ผม รับผิดชอบ รวมถึงตัวผมเองตอนนี้หวาดระแวงมากครับ เพราะว่าร่างผังเมืองผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน อีอีซี (EEC) สำนักงาน อีอีซี (EEC) อนุมัติไป เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมา ตอนนี้รออย่างเดียว คือรอ ครม. อนุมัติ ซึ่งไม่รู้เมื่อไร ในขณะที่ ญัตติที่ผมยื่นเข้าไปเพราะว่าผังเมืองเป็นเหตุผลหลักเลยครับ ผมต้องการชะลอไว้ก่อน เพื่อที่จะทบทวน กระบวนการที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการที่มีข้อสงสัยเคลือบแคลงเยอะแยะ มากมาย ผมยื่นญัตตินี้วันที่ ๓ กรกฎาคมครับท่านประธาน จนถึงวันนี้ก็ ๒ เดือนนิด ๆ ครับ ผมก็ไม่ทราบว่าอะไรทำให้ญัตติด่วนมันไม่ด่วน ท่านประธานครับ ก่อนจะพูดถึงเหตุผลที่ต้อง ขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาโครงการนี้ ผมคงต้องเล่าย้อนกลับไปสักเล็กน้อยครับว่า โครงการ อีอีซี (EEC) ถ้าผมอยากจะเล่าเป็นนิทานต้องบอกว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วครับ ท่านประธาน รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร พยายามหมกมุ่นอยู่กับตัวเลข จีดีพี (GDP) พวกเขาต้องการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้วิธีแบบเดิมก็คือแผนพัฒนาพิเศษ พวกเขา เริ่มจากโครงการ เอสอีซี (SEC) โครงการพัฒนาพิเศษเขตชายแดนในหลาย ๆ จังหวัด เงิน๕๒,๐๐๐ ล้านบาทของประชาชนถูกใช้ไปโดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง แต่ยังไม่จบ ครับ ยังไม่ล้มเหลว เพราะท่านบอกว่าท่านชะลอเอาไว้ก่อน ขอกลับมาดูที่ อีอีซี (EEC) ก่อน ผมเชื่อครับว่าท่านมีความพยายาม เพราะว่าท่านพยายามกู้หน้าด้วยการอัปเกรด (Upgrade) อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ด้วยการเพิ่มครับ เพิ่มอะไรบ้าง เพิ่มรถไฟ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับต่างชาติ เพิ่มพื้นที่สีม่วง เพิ่มอำนาจให้กับสำนักงาน อีอีซี (EEC) แบบล้นฟ้าเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญท่านไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วท่านเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำแบบ ไม่มีทางจะแก้ไขได้เลย แต่ด้วยความที่โครงการใหญ่ระดับนี้ครับท่านประธาน มีข้อจำกัด ทางกฎหมายเยอะแยะมากมายเลย ไม่สามารถที่จะทำให้สำเร็จภายในเวลาอันสั้นได้ คสช. จึงออกคำสั่งหลายฉบับตั้งแต่ ๒/๒๕๖๐ ๒๘/๒๕๖๐ ๔๗/๒๕๖๐ ยังมี พ.ร.บ. เกี่ยวกับโรงงาน เกี่ยวกับโรงงานขยะ พ.ร.บ. เกี่ยวกับอาคารสูง ผังเมือง เยอะแยะมากมาย ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด เพราะว่าสุดท้ายแล้วกลายร่างไปเป็น พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ในเดือนพฤษภาคมปี ๒๕๖๐ ซึ่งท่านก็พยายามชมกันเองว่าดี เลิศหรูและรวดเร็วมาก เพราะว่า ท่านข้ามกฎหมายไป ๓๐ กว่าฉบับ กฎหมายที่ท่านข้ามไปแล้วท่านบอกว่ารวดเร็ว เป็นกฎหมายที่เป็นหลักประกันว่ามรดกทรัพยากรธรรมชาติของเราจะถูกส่งต่อให้ลูกหลาน กฎหมายที่เป็นหลักประกันในเรื่องของผังเมือง เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของสิ่งแวดล้อม กฎหมายพวกนี้มีไว้คุ้มครองปกป้องรักษามรดกของเรา ซึ่งท่านไม่สนใจ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. นี้มีบอร์ด (Board) บริหารเป็นนายกรัฐมนตรีครับ มีคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอีกเยอะแยะมากมายเลย ยกเว้นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งแน่นอนว่าทำอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องท่องเที่ยวอยู่แล้ว ยกเว้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อันนี้ต้องเว้นครับ เพราะมนุษย์ไม่มีความมั่นคงแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อันนี้ต้องรีบเว้นเลยครับ เพราะไม่มีอะไรยุติธรรมเลยสำหรับ อีอีซี (EEC) ท่านประธานครับ ท่านบอกว่าจำเป็นต้องให้ รัฐมนตรีเหล่านี้เข้ามาเพื่อร่วมรับผิดชอบถึงแม้ ครม. ยังไม่อนุมัติผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน อีอีซี (EEC) แต่ว่าสำนักงาน อีอีซี (EEC) ซึ่งก็เป็นคณะ ครม. นั่นละที่เป็นบอร์ด (Board) บริหารอนุมัติไปแล้ว พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ให้อำนาจอะไรท่านบ้าง ท่านให้อำนาจตัวเองยิ่งเสียกว่า คณะรัฐประหารอีก ท่านสามารถกำหนดเขตเองได้ กำหนดเพิ่มได้ด้วย พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ไม่ใช่ ๓ จังหวัดนะครับ ท่านสามารถเพิ่มจังหวัดใกล้เคียงได้เป็น ๗ จังหวัด ๘ จังหวัด ๙ จังหวัด เมื่อไรก็ได้ ขยายเขตได้ ลดได้ บอร์ด อีอีซี (Board EEC) ออกใบอนุญาตได้หมด ออกใบอนุญาต โรงงานได้ ออกเวิร์กเพอร์มิต (Work Permit) ได้ เราไม่ต้องมี ตม. แล้วนะครับ ๓ จังหวัด ให้สัมปทานได้ จัดซื้อจัดจ้างได้ จะเวนคืนที่ตรงไหนก็ได้ ถึงแม้ท่านจะอ้างตลอดว่า แต่ต้องให้ ครม. อนุมัติก่อน แต่มันก็หมายความว่ามันมีความเป็นไปได้ถูกไหมครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายมาจนถึงวันนี้ร่างผังก็ถูกผ่านโดยสำนักงาน อีอีซี (EEC) ไปแล้วเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ต้องยอมรับว่าท่านมีเทคโนแครต (Technocrat) ที่ดีเยี่ยม ท่านมี พีอาร์ (PR) สุดอลังการ ท่านใช้เงิน พีอาร์ (PR) ๑ เดือน ๘ ล้านกว่าบาทไปกับการ พีอาร์ (PR) โฆษณาด้วยกราฟิค (Graphic) ด้วยวิธีทางการตลาดที่สุดยอด ผมต้องยอมรับ ซึ่งเป็นวาทกรรม มันเป็นวาทกรรมการพัฒนา ที่ทำให้คนต่อต้าน มันเหมือนมีน้อย แต่คนในพื้นที่พวกเขาลำบาก มีแต่ผู้ได้ประโยชน์เท่านั้น ที่จะมีสิทธิมีเสียงมาตะโกนบอกว่าเราสนับสนุน อีอีซี (EEC) ท่านประธานครับ วาทกรรมนี้ มันสืบทอดมาตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลของอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้วมัน ก็มาถึง อีอีซี (EEC) แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันได้ง่าย ท่านประธานครับ เวลานี้ท่านเหลือ กระดุมแค่เม็ดเดียว คือ ครม. ถ้าท่านติดกระดุมเม็ดนี้เมื่อไรจะไม่มีอะไรหยุดได้แล้วนะครับ นี่คือเหตุผลที่เราจะต้องมีคณะกรรมาธิการเข้าไปศึกษา นิทานเรื่องนี้จบดื้อ ๆ แบบนี้ ท่านประธาน เพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่ามันแฮปปีเอ็นดิ้ง (Happy Ending) หรือเปล่า แต่ว่า ที่รู้แน่ ๆ คือนิทานเรื่องนี้มันสอนอะไรบ้าง ผมขออนุญาตเจ้าหน้าที่เปิดเอกสารได้ไหมครับ ก่อนอื่นขออนุญาตบอกว่าทั้งผมเองและพรรคอนาคตใหม่ เราไม่ได้มีเจตนาในการขัดขวาง การพัฒนาของประเทศ เพราะว่าเราเห็นความไม่โปร่งใส แล้วก็มีความสงสัยเคลือบแคลง เยอะแยะมากมายในกระบวนการจัดทำผัง ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายถึงข้อแนะนำที่เป็นทางออก ให้นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ช่วยเปลี่ยนหน้าด้วย ผมเลื่อนไม่ได้ ที่ท่านเห็นนี้คือผัง อีอีซี (EEC) นี่คือผังที่อนุมัติจากสำนักงาน อีอีซี (EEC) ครั้งแรกที่ผม เห็นผังนี้มันสะดุดตาตรงไหน ท่านประธานลองดูหน้าถัดไปครับ ตรงนี้เกาะสีชังครับ ซ้ายมือเรามีพื้นที่สีม่วงอยู่บนเกาะสีชังแล้วนะครับไม่เป็นไรอันนี้เอาไว้ก่อน หน้าถัดไป ท่านประธานครับ ผมลองปรับสีเพื่อให้เห็นชัดว่าพื้นที่สีม่วงกับพื้นที่อย่างอื่นมันแตกต่างกัน ตรงไหน ผมไม่เข้าใจว่านี่เรียกว่าเขตตรงไหน ไม่ใช่เขตครับท่านประธาน นี่มันกระจัดกระจาย มั่วซั่วไปหมด จะจิ้มเอาตรงไหนก็ได้สเกล (Scale) ๑ ต่อ ๒๐๐,๐๐๐ มองอะไร ไม่เห็นเลย นี่เป็นการทำแบบลวก ๆ จะพูดแบบนั้นก็ได้ มันเร็วเกินไปท่านประธาน ผมไม่คิดว่าการทำ อีไอเอ (EIA) การลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครอบคลุมพื้นที่ ๘,๒๙๐,๐๐๐ ไร่ มีประชากร ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนมันจะเสร็จภายใน ๑ ปีได้ หลายคน บอกว่าอะไรที่เกี่ยวกับ อีอีซี (EEC) มันเร็วไปหมด แต่ผมอยากบอกว่ามันไม่จริง เพราะญัตติ ผมไม่เร็วเลย หน้าถัดไปครับ นี่คือพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบเป็นปากอ่าวออกทะเลของ แม่น้ำบางปะกง ท่านจะเห็นทางคดเคี้ยวนั่นคือแม่น้ำบางปะกงที่เลาะไปกับตัวเมืองแปดริ้ว ซึ่งถ้าท่านประธานจับปลาได้ที่นี่ ท่านสามารถบั้งปลาได้ ๘ ครั้ง และนั่นคือที่มาของ ชื่อแปดริ้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วชาวประมงที่อยู่ริมฝั่งเลี้ยงปลากะพงในกระชังไม่ได้ ปักหอยแมลงภู่ไม่ได้ ทั้งปู ทั้งป่าชายเลนไม่เหลือแล้วครับ แต่ท่านทำอะไร หน้าถัดไป ผมขออนุญาตซูม (Zoom) เข้าไปตรงพื้นที่ที่เห็นภาพเมื่อสักครู่ ท่านจะเห็นเส้นคั่นกลาง ข้างบน อันนั้นคือถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ที่มุ่งหน้าไปพัทยา พื้นที่ตรงนั้นถูกรายล้อม ข้างหน้าด้วยแม่น้ำบางปะกงโอบล้อมไว้ เราไม่จำเป็นต้องจินตนาการไปไกลครับ แค่เมกเซนส์ (Make sense) ธรรมดาทั่วไปก็รู้ว่า พื้นที่ตรงนี้มันทำอุตสาหกรรมไม่ได้ หน้าถัดไปครับ ท่านแจ้งผมมาว่าท่านจะต้องเว้นพื้นที่ เพื่อเป็นกันชนกับแหล่งน้ำ ๕๐๐ เมตร ผมตีรัศมีมาให้ ๕๐๐ เมตร หน้าถัดไปครับ นี่คือพื้นที่ ที่ได้ครับ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ที่เป็นโรงงานที่ผมได้ข่าวว่าผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม (Lithium) ท่านเว้น ๕๐๐ เมตรก็จริงครับ แต่ผมจินตนาการไม่ถึงครับว่าเราจะปล่อยน้ำเสีย เราจะ ปล่อยของเหลวที่มีสารปนเปื้อนมุดใต้มอเตอร์เวย์ (Motorway) ถนน ๘ เลนข้ามไปทิ้ง ข้างบนอย่างไร วิถีชีวิตของคนแปดริ้วอยู่กับแม่น้ำบางปะกงนะครับ ผมไม่รู้ว่าพวกท่าน เกิดที่จังหวัดไหนกัน แต่นี่จังหวัดบ้านผม พื้นที่ตรงนี้โลเคชัน (Location) มันดีจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ข้างหลังติดมอเตอร์เวย์ (Motorway) ข้างหน้าติดแม่น้ำ ผมไม่รู้ว่าแบตเตอรี่ ลิเทียม (Lithium) ที่ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบ เขาจะขนมาทางถนนหรือเปล่า ผมเชื่อว่าต้องมา ทางเรืออยู่แล้ว ๕๐๐ เมตรตรงนั้นที่เว้นไว้มันจะมีผลอะไรครับ เราประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมจากยุทธศาสตร์ เราไม่ได้ประเมินจากตัวหนังสือที่เขียนบอกไว้ ในกระดาษนะครับท่านประธานแต่ละพื้นที่มันไม่เหมือนกัน หน้าถัดไปครับ ท่านประธานผมขออนุญาตซูม (Zoom) เข้ามาอีกนะครับ ในวงกลมสีแดงตรงนั้น หน้าถัดไปครับ ผมซูม (Zoom) เข้ามาอีกนิดหนึ่ง นี่คือพื้นที่ก่อสร้างที่เป็นภาพจาก กูเกิล เอิร์ท (Google earth) ถ่ายเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ ในขณะที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ ผังเมืองยังเป็นสีเขียวอยู่นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้คือภาพเก่านะครับ เมื่อเช้านี้ ก่อนผมออกมาที่สภา กำลังขึ้นโครงหลังคาแล้ว หน้าถัดไปครับ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๒ ยังไม่ได้สีม่วงนะครับท่านประธาน แต่ก่อสร้างไว้เกือบปีแล้ว ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ เพิ่งจะมา สีม่วงเอง มีการแจ้งความ มีการฟ้องร้องแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันนี้ก็ยังเชื่อมเหล็กกัน แบบสบายใจ ผมไม่ได้โทษนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้โทษผู้ประกอบการ ผมตั้งญัตติ เพื่อโทษนโยบายที่เอื้อให้พวกเขาได้ นโยบายที่เอื้อให้คนรวยแล้วรวยได้อีก เราเคยตั้ง ข้อสงสัยว่าทำไมคนรวยไม่รู้จักพอ ก็ประเทศเรามันเอื้อให้ทุกครั้ง เอื้อให้ตลอด หน้าถัดไป กลับมาที่ภาพนี้ ผมอยากทราบว่าทำไมความสงสัยนี้เป็นคำถามที่ถามมานาน พื้นที่ที่เพิ่ม ขึ้นมา ๑๖๕,๐๐๐ ไร่เฉพาะสีม่วง ทำไมต้องมาอยู่ในจุด ๆ ตรงนั้น ทำไมไปอยู่ในบริเวณ สีเหลืองบ้างไม่ได้ ความเหมาะสม ความสมควร ท่านไม่เคยให้เหตุผล ในขณะที่ชาวบ้าน มีเหตุผลว่าทำไมไม่ควรจะสีม่วงตรงนั้น แต่ท่านไม่เคยตอบว่าทำไมมันควรจะสีม่วงตรงนั้น ๑๖๕,๐๐๐ ไร่ ที่เพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำทะลุจักรวาลไปแล้ว เพราะปีที่แล้วเราที่สุดในโลก ๑๖๕,๐๐๐ ไร่ที่มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น ๒๐-๓๐ เท่าหรือบางคนอาจจะบอกถึง ๑๐๐ เท่าด้วยซ้ำ เพราะซื้อราคาไร่หนึ่งไม่ถึงแสนแต่ขายได้ ๒๕ ล้านบาท คนที่ถือที่ดินถือครองที่ดิน เยอะที่สุดคือนิคมอมตะนคร อย่างต่ำ ๆ ก็ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐,๐๐๐ ไร่ แน่นอน มีความสงสัยครับว่าท่านวิษณุ เครืองาม เคยเป็นประธานบอร์ด (Board) อมตะนคร ท่านลาออก ๑ วัน วันรุ่งขึ้นท่านได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ อีอีซี (EEC) ก็มา หน้าถัดไป เรามาดูอันนี้ครับ ผมอยากรู้ว่าพื้นที่ตรงนี้เราลองมาเล่นเกมกันท่านประธาน อันนี้เหมาะ จะเป็นพื้นที่สีม่วงไหมครับ ข้างหน้าเป็นถนน เส้น ๓๓๑ หน้าถัดไปเลยครับ สีม่วงนั้นคือ นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ (Gateway) แต่ทำไมตรงนั้นไม่สีม่วงครับในวงกลม ในเมื่อมีถนนอยู่แล้ว มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ถนนเส้นนี้ก็เขาทำไว้เพื่อรองรับ อุตสาหกรรม แค่มันไม่ติดแม่น้ำเอง หน้าถัดไปครับ ตรงนี้สมควรสีม่วงไหมครับ ไปเลยครับ ไปเร็ว ๆ ครับ ตอนนี้สีม่วงแล้วครับ ไม่มีเหตุผล ไม่มีความเหมาะสม ไม่มีหลักการอะไรทั้งสิ้น อยากสีม่วงตรงไหนก็สีม่วง โอเค (OK) ท่านถือปากกาอยู่ ท่านถือดินสอสีม่วงอยู่ผมรู้ แต่ท่านต้องถามคนในพื้นที่ด้วยครับ หน้าถัดไปครับ นี่คือการรับฟังความคิดเห็น ๔๐ ครั้ง ที่ท่านบอก หน้าถัดไปครับ นี่คือพื้นที่ตำบลโยธะกาพื้นที่ของทหารเรือที่เป็นปัญหา แล้วตอนนี้ชะลออยู่ ซึ่งชาวบ้านก็ยังหวาดระแวงเหมือนเดิมว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ จะเอาหรือไม่เอากันแน่ หน้าถัดไปครับ นี่ที่วัดหลวงพ่อโสธรวรารามวิหารครับ วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีมา แล้วก็ได้รับหนังสือจากมือ รับด้วยมือของท่านเองแต่ยังไม่มีการตอบ หน้าถัดไปครับ นี่คือหนังสือเรียกเพื่อเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้าย ลงวันที่ ๒๐ เพื่อนัดประชุมวันที่ ๒๕ โดยที่หนังสือฉบับนี้ผมต้องหามาด้วยความยากเย็นกว่าจะได้ หน้าถัดไปครับ อันนี้คือความคิดเห็นของประชาชนในวันนั้น ที่มีคนอัดเสียงออกมาแล้ว ผมถอดเป็นข้อความ อันนี้แค่ส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งไม่เคยได้นำมาใช้เลยแม้แต่ข้อความเดียว นี่แค่ ๑ ใน ๔๐ นะครับท่านประธาน หน้าถัดไปครับ อันนี้คือตัวอย่างการทำ อีไอเอ (EIA) การลงไปรับฟังความคิดเห็นของกรมโยธาธิการและผังเมืองเองครับ ซึ่งทำควบคู่ไปกับ อีอีซี (EEC) เพราะว่า อีอีซี (EEC) มันซ้อน มันเป็นการทำงานซ้ำซ้อนของ ๒ หน่วยงานผมจะ ให้ดูว่าวิธีการรับฟังความคิดเห็นมันทำกันอย่างไร หน้าถัดไปเลยครับนี่คือผังเมืองรวม อำเภอบางปะกงที่ถูกเปลี่ยน ผังนี้ถือว่าใหญ่สำหรับการลงรายละเอียด แต่ถ้าเทียบกับผังอีอีซี (EEC) ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เรามองอะไรไม่เห็นหรอกครับ หน้าถัดไปครับ นี้คือข้อเสนอที่ นิคมอุตสาหกรรมร้องขอเข้ามาเพื่อขอตั้งโรงงาน ขอตั้งนิคมอุตสาหกรรม จะเห็นว่า มีหลายนิคมอุตสาหกรรมที่ขอตั้งบริเวณนี้ หน้าถัดไปครับ พอมีการขอตั้งนิคมอุตสาหกรรม ที่ปรึกษาก็ลงไปหาประชาชน ลงไปหาผู้นำท้องถิ่น อันนี้เป็นภาพบางส่วน เปลี่ยนหน้าเลยครับ ซึ่งลงไปเยอะมากและเอาความคิดเห็นทุกคนไปใช้จริง ๆ หน้าถัดไปครับ เปลี่ยนเลยครับ โอเค (OK) เจ้าหน้าที่ครับผมใช้พอยเตอร์ (Pointer) ได้แล้ว อันนี้เป็นสรุปประเด็นย่อยครับ ประเด็นที่ได้รับฟังความคิดเห็นมา นี่คือพรีเซนต์ (Present) ที่เขาบอกว่าเขาเอามาใช้จริง ๆ อันต่อไปคือประเด็นปัญหา เขาพบปัญหาเยอะแยะมากมายเลยครับทั้งรถติด ทั้งพื้นที่กาก อุตสาหกรรม ทั้งปัญหาน้ำเสีย ปัญหาจราจรติดขัด ระบายน้ำไม่ทัน พื้นที่สามารถเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะ พื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศบริเวณเกาะนก มีปัญหาระบายน้ำในเขตบางผึ้งปัญหาน้ำทะเล กัดเซาะ มีศักยภาพด้านการเกษตรที่ดีในอำเภอเขาดิน ซึ่งอำเภอเขาดินก็คือตรงบริเวณที่มี การก่อสร้างไปแล้วที่ผมได้เปิดให้ดูนะครับ อันนี้เป็นปัญหาศักยภาพพื้นที่ พื้นที่ตรงนี้เป็น พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยการขยายตัวของอุตสาหกรรมตรงนี้รวดเร็วเกินไป ปัญหาน้ำเน่าเสีย ระบายไม่ทัน บำบัดไม่ทัน คลองสาขาเน่าเสีย ชุมชนไม่มีรางระบายน้ำเลย ปัญหาเส้นทาง สัญจรสายหลักมีปริมาณจราจรแออัด พื้นที่ใหญ่เกินไป พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยรุนแรง ปัญหาน้ำ ในแม่น้ำบางปะกงมีความเค็มและเป็นกรดระยะเวลานาน ปัญหาน้ำเสียส่งผลกระทบถึง ป่าชายเลน ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง น้ำดิบมีจำกัด เยอะแยะไปหมด นี่คือปัญหาของ พื้นที่ นี่คือภาพจากกรมโยธาธิการและผังเมืองที่บอกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่เกษตรชั้นดี พื้นที่ตรงนี้ ผลิตปลาน้ำจืด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ สุดท้ายที่ปรึกษาคอนซัลต์ (Consult) ทีมนี้ มีทางเลือกออกมา ๒ ทาง หลังจากนั้นมีการประชุมครับท่านประธาน แล้วก็ลงไปรับฟัง ความคิดเห็นอีก ๑ รอบเพื่อที่จะสรุป สุดท้ายสรุปได้ว่าจะใช้ผังทางเลือกที่ ๒ ซึ่งถ้า ท่านประธานดูเปรียบเทียบกับผัง อีอีซี (EEC) เมื่อสักครู่มันคนละโลกกันเลยครับ พื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำพวกเขาเว้นไว้ พวกเขาบอกว่าไม่ควรจะทำอุตสาหกรรม นอกจากเป็น อุตสาหกรรมเก่าอยู่แล้ว และนี่คือสรุปผังครับท่านประธาน เมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่อันนี้แน่นอนครับ อันนี้คือการระบุ ระบายสีม่วงลงไปในพื้นที่ที่มี คนโทรศัพท์มาบอกให้ระบายพื้นที่ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่แล้ว หรือพื้นที่ที่เพิ่งซื้อมาได้ ซึ่งกว้านซื้อมาด้วยราคาถูกแสนถูก เรามาดู พ.ร.บ. ต่อ สิทธิประโยชน์เยอะแยะเลยครับ ท่านประธาน สิทธิประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้ให้เฉพาะผู้ที่มาลงทุน ๑๖,๕๐๐ ไร่ เพราะว่า นิคมอุตสาหกรรมเดิม ผู้ประกอบการเดิม โรงงานอุตสาหกรรมเดิมที่เคยได้ไปแล้วก็ได้ต่อ ได้วีซ่า (Visa) ทำงาน ๕ ปี มีวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ดูแลอย่างดี ภาษี เงินได้บุคคลธรรม ๑๗ เปอร์เซ็นต์ต่ำสุดในอาเซียน (ASEAN) สามารถเช่าที่ดินราชพัสดุได้ อันนี้ชาวโยธะกาได้ยินแล้วสะดุ้งนะครับท่านประธาน ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรรวมถึงวัตถุดิบ มีเงินสนับสนุนให้ไปทำวิจัยก็ได้ อนุญาตให้ถือ กรรมสิทธิ์ที่ดินได้ด้วย แถมปล่อยเช่าต่อได้ด้วย ท่านประธานครับ นี่คือ ๑๒ อุตสาหกรรม เป้าหมาย ๑๒ อย่างที่เป็นนิว เอสเคิฟ (New S-curve) ผมยกตัวอย่างหุ่นยนต์ เพื่ออุตสาหกรรม การแพทย์สุขภาพครบวงจร การบินโลจิสติกส์ (Logistics) เชื้อเพลิง ชีวภาพ เคมีชีวภาพดิจิทัล การป้องกันประเทศ ท่านประธานครับจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นที่ผลิตรถยนต์อันดับ ๑๐ ของโลกนะครับ มหาวิทยาลัยราชภัฏฉะเชิงเทรา ยังไม่มีวิชาหรือสาขาอะไรเกี่ยวกับยานยนต์เลย แต่ท่านประธานจะให้เราไปผลิตรถยนต์ ที่ไม่ใช้น้ำมันแล้วหรือครับ ด้านล่างคือภาพที่เป็นผลจากวาทกรรมที่ผมได้พูดไป นี่คือภาพ การต่อต้านในพื้นที่ของคนที่ได้ประโยชน์ ชาวบ้านที่คิดว่านี่คือการพัฒนา ชาวบ้านที่บอกว่า เราอยากทำงานใกล้บ้าน ในขณะที่กรมการจัดหางานเมื่อเช้าผมเช็ก (Check) มีตำแหน่งว่างอยู่ ๘๕๐ ตำแหน่ง จังหวัดฉะเชิงเทรามีอุตสาหกรรม ๒,๒๐๐ โรง ไม่มีใครตกงานหรอกครับ ท่านประธาน อันนี้คือสิ่งที่ท่านบอกเราไว้ครับ ท่านบอกว่าจะมีอัตราจ้าง ๔๗๕,๐๐๐ อัตรา ท่านบอกว่ารัฐจะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอบแทนทางการเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากให้ท่านพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยครับ ท่านพิสูจน์ไม่ได้ครับ ท่านทำ ได้แค่กราฟิก (Graphic) ที่สวยงามนี่ละ ที่ท่านพิสูจน์ได้คือความสัมพันธ์อันดีระหว่างท่านกับ เจ้าสัว นายทุนพวกนั้นต่างหาก ที่ท่านพิสูจน์ได้คือความลำบากของประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อนต้องไปก้มกราบผู้ที่มาฟังความคิดเห็น ที่ท่านพิสูจน์ได้คือการเสียสิทธิสภาพ นอกอาณาเขตในพื้นที่โยธะกาที่มีฝรั่งนั่งรถทหารเข้ามาดูพื้นที่ เข้ามาดูบ้านที่ชาวบ้านกำลัง นั่งกินข้าวกับลูกอยู่ เพื่อมองทำเลที่จะตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ นี่คือ การกำหนดเขตผังเมืองอุตสาหกรรม หรือว่าผัง อีอีซี (EEC) เป็นการกำหนดเขตที่ไม่ได้เป็น การพัฒนา หรือถ้าเป็นการพัฒนานี่ก็เป็นการพัฒนาที่ผลประโยชน์มันไปตกอยู่กับคนไม่กี่คน ผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่กับคนพื้นที่ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ไม่ได้จ้างคน ในพื้นที่ทำงาน ผลประโยชน์ที่สุดแล้วเป็นของเจ้าสัว นายทุนที่ผมพูดถึงตั้งแต่โรงงานยังไม่ได้ ทันมีหลังคา เพราะมูลค่าที่เพิ่มมหาศาลขนาดนั้น นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครยังไม่ทันได้ ถมที่เลยนะครับ ๘๐,๐๐๐ กว่าไร่ เขายังไม่ได้ถมเลยท่านประธาน เขาขายได้ทันที ท่านบอกว่า ประชาชนคนธรรมดาได้อะไรจาก อีอีซี (EEC) ๑. ขจัดความยากจน ความหิวโหย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ท่านคอมเมนต์ (Comment) เองนะครับ ผมอ่านให้อย่างเดียว ๒. ความมั่งคั่ง ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีสอดคล้องกับธรรมชาติ ๓. ปกป้องดูแลโลก ๔. สันติภาพ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ๕. ความร่วมมือ ผมขอข้ามเลย ดีกว่าครับ เสียเวลาอ่านตรงนี้ อย่าลืมนะครับภาษีที่เอาไปสร้างอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) เป็นภาษีจากคนจนด้วย ท่านประธานครับนี่คือพื้นที่เขาดินที่ผมบอก คนเขาดินหาเงินได้วันละ ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท จากการที่มีปู มีกุ้ง เข้ามาในเขตของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องออกไปจับ ท่านวัด จีดีพี (GDP) คนพวกนี้ไม่ได้ ท่านวัด จีดีพี (GDP) การขายกุ้ง ขายปลา ขายปูไม่ได้นะครับ ในเมื่อท่านวัดไม่ได้ ท่านอย่าบอกว่ามันไม่มี แน่นอนว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ โอเค (OK) มูลค่าทางการเกษตรมันเทียบเท่าไม่ได้กับอุตสาหกรรม หรอกครับ แต่ท่านไม่มีสิทธิจะมาบอกว่าประชาชนของผมเป็นได้แค่แรงงาน ประชาชน พวกนี้ไม่ได้เป็นภาระของรัฐเลยนะครับ พวกเขาไม่เคยออกจากพื้นที่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่จำเป็น ต้องออกมาซื้อข้าวซื้อของ ผมไม่เคยเห็นพวกเขาด้วยซ้ำ

ท่านประธานครับสุดท้ายผมอยากย้อนกลับไปวันที่ ๕ สิงหาคม วันที่เรามี ครม. อนุมัติผังเมือง อีอีซี (EEC) ถ้าเราใช้ความเป็นปกติชน ใช้สติปัญญาพื้นฐานทั่วไป ผมอยากจะถามว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ทักท้วง อะไรเลยหรือครับ ผมอยากจะถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไม่คิดจะทำนิคม อุตสาหกรรมเองหรือครับ ทำไมต้องเอาทุกอย่างไปให้นิคมอุตสาหกรรมหมดเลย กำไรอยู่กับ นิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านไม่คิดบ้างหรือครับว่า ค่าเช่าที่ดิน ๙๙ ปีมันจะเพียงพอในการรักษาสุขภาพของประชาชนที่เดือดร้อนจากมลพิษ เหล่านี้ กระทรวงคมนาคมท่านไม่คิดว่ารถไฟมันจะเกินไปหรือครับ ในเมื่อถ้าผมจะไปพัทยา ผมขับรถแค่ชั่วโมงเดียวเองจากมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไป ผมจะขึ้นรถไฟทำไมครับ ถ้าท่านอยู่แรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กรมจัดหางาน ฉะเชิงเทรา ตำแหน่ง ว่างงานเต็มไปหมด โนว์ฮาว (Know-how) เราก็ไม่เคยได้ กระทรวงศึกษาธิการท่านต้อง ตอบว่าท่านเซ็นอนุมัติผังนี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่มีความพร้อมเลย ประชาชนไม่มี ความพร้อมในการทำธุรกิจอุตสาหกรรมคลัสเตอร์ (Cluster) ๗ อย่างที่ท่านบอก แถมท่าน ยังปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาใช้วิชาชีพ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เราควรจะหวงไว้ให้คนของเรา อย่างเช่น วิศวกร สถาปนิก ไกด์ หมอ พยาบาล พวกเขาเข้ามาทำได้หมดนะครับวิชาชีพเหล่านี้ ในประเทศอื่นเขาไม่ให้เข้าทำนะครับ ถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนอื่น ผมต้องขอทวงเอกสารที่ผมขอไปก่อน ท่านให้สัญญาไว้แล้วเมื่อครั้งก่อน ซึ่งผมยังไม่ได้ ถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผังเมืองมันทำให้คนเหลื่อมล้ำกันขนาดนี้ ท่านไม่ตั้งคำถามบ้างหรือครับ ถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมอยากถาม อีกนิดหนึ่งว่า ท่านเวนคืนที่ประชาชนได้ตลอดเลยครับ ไม่ว่าจะมีรถไฟ ไม่ว่าจะมีถนนอะไร จะเวนคืนแค่ไหนก็ได้ ท่านเวนคืนที่เจ้าสัวบ้างได้ไหมครับ เวนคืนที่ ๑๖๕,๐๐๐ ไร่ก่อน แล้วค่อยขายคืนได้ไหมครับ สุดท้ายถ้าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีบวกรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าเป็นห่วงที่สุด ในเมื่อ ๓ จังหวัดนี้อยู่ใจกลางประเทศ ท่านยังดูแลรักษาไม่ได้เลย ท่านยังปล่อยให้ต่างชาติเข้ามากอบโกย เข้ามาถือครอง ถือสิทธิที่ดิน เอาลูกเอาหลานเข้ามาอยู่ได้โดยที่ไม่เสียภาษี และท่านจะดูแลจังหวัดที่อยู่ ชายแดนอย่างไร ท่านจะดูแลพี่น้องทหาร พี่น้องตำรวจอย่างไร ท่านประธานครับ ผมคิดว่า การพัฒนาที่ผลประโยชน์มันไม่ได้ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ ผลประโยชน์มันไปตกอยู่กับคนเพียง ไม่กี่คน คนแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วยังอ้างเหตุผลสารพัด อ้างเอกสารที่ท่านเมก (Make) เก่งมาก ท่านสร้างเอกสารเก่ง ผมต้องยอมรับ ท่านมีเอกสารรองรับทุกอย่าง มีการจ้าง การคอนซัลต์ (Consult) มาทำถี่จนไม่รู้จะถี่อย่างไร งบประมาณมหาศาล สำนักงาน อีอีซี (EEC) ไม่ขึ้นกับใครเลยนอกจากนายกรัฐมนตรี แต่ใช้งบหลวง การพัฒนาแบบนี้ผมคิดว่า เราจำเป็นต้องมีกรรมาธิการวิสามัญเข้าไปศึกษา ถ้าเป็นไปได้เจตนาผมอยากจะทบทวน พ.ร.บ. นี้ใหม่ด้วยซ้ำ

สุดท้ายผมอยากให้พรรคการเมืองทั้ง ๔ พรรคที่ยื่นญัตตินี้เข้ามานะครับ ขออนุญาตเอ่ยถึง มีข่าวว่าเราจะไม่ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ถ้า ๔ พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. รวมกันผมคิดว่าน่าจะเกิน ๓๐๐ คนตั้งกรรมาธิการวิสามัญนี้ไม่ได้ ผมคิดว่าเราควรจะ พิจารณาตัวเองครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านรณเทพ อนุวัฒน์ ของพรรคพลังประชารัฐครับ

นายรณเทพ อนุวัฒน์ ชลบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายรณเทพ อนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นนั้นกระผมต้องขอกราบขอบพระคุณรัฐบาลที่ผ่านมาภายใต้การนำของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ให้ความสำคัญกับ ๓ จังหวัดในภาคตะวันออก ด้วยการตราพระราชบัญญัติให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกหรือ อีอีซี (EEC) ก่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคม ขนส่ง ทั้งทางน้ำ ทางบก แล้วก็ทางอากาศ ในส่วนของทางบกนั้นกรมทางหลวง กระทรวง คมนาคมนั้นได้จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างถนนที่เชื่อมโยงระหว่าง ๓ จังหวัดให้เป็น ๖ ช่องการจราจร ทำให้เกิดการพัฒนาในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง ซึ่งก็ยังมีถนนอีกหลายสาย ที่ยังอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง รวมถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งยังเป็นปัญหาซึ่งจะต้องมีการพัฒนาแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากว่าปัญหาเรื่องของ การจราจรนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ทางรัฐ ถ้าหากว่าจะเป็น อีอีซี (EEC) นั้นก็จะต้องเร่ง ดำเนินการในการแก้ไข กล่าวคือในปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ กรมทางหลวงได้จัดสรร งบประมาณในการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๑๕ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี ให้เป็น ๖ ช่องการจราจร ก็คือทำให้มีความกว้างเท่ากับถนนที่อยู่ในเขต เทศบาลเมืองพนัสนิคม และทำการก่อสร้างถนนทางทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๔๙ พนัสนิคม ไปหนองชาก อำเภอบ้านบึงให้เป็น ๖ ช่องการจราจร ยกเว้นในส่วนของถนน ที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม ยังคงเป็น ๔ ช่องการจราจร ซึ่งเนื่องจากมีปัญหาในเรื่อง ของที่ดิน ซึ่งถนนทางหลวงทั้ง ๒ สายนี้มาบรรจบกันที่สี่แยกไฟแดงเทศบาลเมืองพนัสนิคม ซึ่งสภาพการจราจรปัจจุบัน มีสภาพการจราจรที่หนาแน่นเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัญหา การจราจรติดขัด ถ้าหากว่าในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน จะต้องรอถึง ๔ ไฟแดงรถที่จะผ่านไฟแดง ตรงนี้ไปได้ต้องรอถึง ๔ ไฟแดงถึงจะผ่านไปได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นมีผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคมเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการค้า การขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมนั้นทราบปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ทำการศึกษาผลกระทบและแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการวางนโยบาย ในการก่อสร้าง วงแหวนเลี่ยงเมืองพนัสนิคม ซึ่งมีระยะทาง ๔๑ กิโลเมตร ผ่าน ๑๖ ตำบล ๒ อำเภอ คือ อำเภอพนัสนิคมแล้วก็อำเภอพานทอง เพื่อที่จะแก้ปัญหาการจราจรดังกล่าว ซึ่งการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน จำนวน ๕๐๐ คน เห็นด้วย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ให้มีการ ก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองพนัสนิคมทางด้านซีกซ้ายก่อน ซึ่งกรมทางหลวงนั้นมีแผนงาน ในการก่อสร้างวงแหวนเลี่ยงเมืองพนัสนิคมทางซีกซ้ายในปี ๒๕๖๖ จะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๘ ซึ่งนับจากนี้ไปก็คือ ๖ ปีด้วยกัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าปริมาณ จราจรที่บริเวณสี่แยกไฟแดงพนัสนิคมนั้นนับวันจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันต้องรอถึง ๔ ไฟแดงจึงจะผ่านสี่แยกไฟแดงนี้ไปได้ ถ้าหากว่ารออีก ๖ ปี พนัสนิคมก็คงจะกลายเป็น ป่าช้า เพราะคงต้องรอถึง ๖-๘ ไฟแดงจึงจะผ่านไปได้ ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ก็คงจะต้องฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปด้วย

ปัญหาประการที่ ๒ ก็คือ ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๕ พนัสนิคม ไปจังหวัดชลบุรี ซึ่งผ่านอำเภอพานทอง กิโลเมตรที่ ๔๐ เราจะเจอกับสามแยกไฟแดง ซึ่งเป็น สามแยกไฟแดงที่จะเข้าออกมอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็คือรถที่มาจากพนัสนิคมก็ต้องรอ สัญญาณไฟจราจรที่สามแยกไฟแดงนี้ เพื่อที่จะเลี้ยวขวาตัดการจราจรแล้วเข้าทางยูเทิร์น (U-Turn) ที่ไปพัทยา ไปจังหวัดระยอง ไปสัตหีบ รถที่ออกมาจากมอเตอร์เวย์ (Motorway) จากจังหวัดชลบุรี ที่จะเข้าจังหวัดชลบุรีที่มาจากกรุงเทพมหานครก็ต้องรอสัญญาณไฟจราจร เพื่อที่จะรอเลี้ยวขวาตัดการจราจรที่เข้าไปจังหวัดชลบุรี ถัดจากสามแยกนี้ไป ๓๐๐ เมตร ก็จะเจอสี่แยกไฟแดง ซึ่งตรงไปก็จะเป็นจังหวัดชลบุรี เลี้ยวขวาก็จะเป็นทางเข้าออก มอเตอร์เวย์ (Motorway) เลยไปหน่อยหนึ่งเป็นเทศบาลดอนหัวฬ่อ แล้วก็เข้าไปอีกนิดหนึ่งก็จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครที่มีโรงงานอยู่ ๗๕๐ โรง มีประชากรที่เข้าไปทำงานอยู่ในนั้นเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งการที่มีสามแยกไฟแดง สี่แยกไฟแดง ห่างกันเพียงแค่ ๓๐๐ เมตร ก่อให้เกิดการชะลอของรถที่ใช้ไปมาและก่อให้เกิดปัญหารถติด ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการจราจรที่หนาแน่น คือในช่วงเช้า ช่วงเย็น รถติดยาวเป็นกิโลเมตร มากกว่าปริมาณการจราจรที่สี่แยกไฟแดงที่เทศบาลเมืองพนัสนิคม เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นกระผมเองได้นำไปตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมในสมัยที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ซึ่งการตั้งกระทู้ถามในครั้งนั้นบัดนั้นจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่อย่างไร ซึ่งจากการที่ได้ทำการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวงก็ดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็ดี ทุกภาคส่วนนั้นลงความเห็นกันว่า การแก้ปัญหาการจราจรดังกล่าว ซึ่งบริเวณสามแยกไฟแดงสี่แยกไฟแดงเข้ามอเตอร์เวย์ (Motorway) ดังกล่าวนั้นมีทางเดียวครับที่จะแก้ไขปัญหาก็คือการสร้างอุโมงค์ลอด โดยเริ่ม ตั้งแต่พูดง่าย ๆ ก็คือก่อนที่จะถึงโรงเรียนดีเทค แล้วก็ไปลอดทางขึ้นเลยสี่แยกไฟแดง วัดท้องคุ้งไป ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตรก็สามารถที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ แต่ถ้าหากว่าจะสร้างทางยกระดับก็ติดปัญหาในเรื่องของทางรถไฟที่ยกระดับสูงขึ้นประมาณ ๕-๗ เมตรจึงไม่สามารถที่จะสร้างทางลดระดับที่จะข้ามบริเวณดังกล่าวได้นะครับ อันนี้ เป็นปัญหาประการที่ ๒

ปัญหาประการที่ ๓ เป็นปัญหาเรื่องของการเข้าออกที่ทางมอเตอร์เวย์ (Motorway) สาย ๗ คือก่อนที่จะมีการก่อสร้างด่านเก็บเงินที่มอเตอร์เวย์ (Motorway) สาย ๗ นั้น การทางพิเศษแห่งประเทศไทยนั้นได้เปิดทางเข้าออกมอเตอร์เวย์ (Motorway) ที่บริเวณศรีราชา บางพระ แล้วก็ถนนข้าวหลาม แล้วก็ในส่วนของแหลมฉบังและพัทยา ๕ จุดด้วยกัน หลังจากที่มีการสร้างด่านเก็บเงินเรียบร้อยแล้ว ทางการพิเศษแห่งประเทศไทยนั้น ได้ปิดกั้นจุดเข้าออกที่บริเวณบางพระ ศรีราชา และถนนข้ามหลาม ทำให้พี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นผู้เสียสละในการเวนคืนที่ดินในการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) สายนี้ ไม่สามารถที่จะเข้าไปในจุดที่เขาเคยเข้าออกที่บริเวณ ๓ จุดดังกล่าวได้ จึงเป็นการ สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนของศรีราชา บางพระ บางแสน หนองมน ซึ่งเรื่องนี้ผมเองพร้อมด้วยคณะของ ส.ส. ได้เคยร้องเรียนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสมัยที่ท่านเองนั้นได้ไปตรวจราชการที่จังหวัดจันทบุรีแล้วได้มีการร้องขอว่า ขอให้เปิดจุดเข้าออก ๓ บริเวณดังกล่าว ซึ่งก็มีหน่วยงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนั้น ออกมารับปากว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ แต่บัดนั้นจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างไร จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าหากว่าการตั้งกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษา รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ไม่ได้มีการตั้งกรรมาธิการขึ้น ก็กราบเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมทางหลวง และในส่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย เนื่องจากว่าการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะนำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาของ อีอีซี (EEC) เพราะฉะนั้น ก็กราบเรียนฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ผมจะแจ้งรายชื่อท่านสมาชิกที่จะอภิปรายต่อไปอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านอนุรักษ์ บุญศล ท่านนันทนา สงฆ์ประชา ท่านเบญจา แสงจันทร์ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันเห็นด้วย กับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟ ความเร็วสูง เชื่อม ๓ สนามบิน สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา และการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) ท่านประธานที่เคารพคะ เพราะว่าคำว่า มหาศาล ดิฉันไม่ได้ไปขัดขวางการสร้างการเจริญเติบโตของ อีอีซี (EEC) แต่อย่างใด และดิฉันไม่ได้ไปขัดขวางการสร้างแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) ๓ สนามบิน และเชื่อมไปไฮสปีด (High Speed) ไปที่ อีอีซี (EEC) แต่อย่างใดนะคะ แต่เมื่อคำว่า มหาศาล จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาตรวจสอบให้รู้ถึง แก่นแท้จริง ๆ ว่าเราจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้อย่างไรบ้าง โครงการนี้ผ่าน ๕ จังหวัดค่ะ ท่านประธาน คือกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้ง ของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ท่าเรืออุตสาหกรรมและพาณิชย์ที่เป็นประตูการนำเข้า และส่งออกสินค้าหลักของประเทศ และตลอดแนวเส้นทางสายหลักในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก มีย่านชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือหลักคือท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือ แหลมฉบัง ทำให้รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ ๓ สนามบิน เส้นทางนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ อย่างมหาศาล เมื่อมีคำว่า มหาศาล จะต้องมีคำว่า ต้องละเอียด ศึกษาให้รู้เท่าทันการลงทุน ขนาดใหญ่ ท่านประธานที่เคารพคะ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการ โครงการนี้ แปลกกว่าโครงการอื่น ๆ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องออกเงินร่วมทุนเท่านั้น ดิฉันถามว่ารัฐบาล จะเลือกผู้ร่วมทุนแบบใด นี่คือคำถามพื้นฐาน คำถามพื้นฐานจากประชาชน แต่ดิฉันทราบ มาแล้วว่ารัฐบาลนั้นเลือกผู้ร่วมทุนแล้ว ดิฉันเลือกคำนี้นะคะ ดิฉันทราบคำว่า ประมูล ดี แต่ดิฉันเลือกคำนี้ จึงอยากทราบข้อมูลผู้ร่วมทุนเป็นแบบใด กลเม็ดเด็ดพรายแยบยล สักเพียงใด นี่คือความน่าสงสัยคลางแคลงใจเป็นยิ่งนัก เพราะมูลค่าที่รัฐร่วมลงทุนเป็นมูลค่า ถึง ๒๓๘,๓๓๐ ล้านบาท ดิฉันถามว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ และต้องคุ้มค่ากับการลงทุน เพื่อประโยชน์สูงสุดให้ประชาชนในเขต อีอีซี (EEC) ทั้งหมด นั่นคือคำถามที่ ๒ และอีกหนึ่ง ข้อสังเกตต่อไปนี้ว่าโครงการนี้นั้นที่กรุงเทพมหานครไปตะวันออกมีคนใช้ถนนถึง ๒๕ เส้นทาง ของถนน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนต่อวัน แล้วโครงการที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงนี้นั้น แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะมาขึ้นรถไฟ ๔๐,๐๐๐ กว่าคนต่อวัน แล้วดิฉันถามว่าเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคได้หรือยัง ต้องถามอีกครั้งว่าเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้หรือยัง ดูสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวอย่างนะคะท่านประธานที่เคารพคะ เพราะว่าทุกคนน้อยนัก ที่จะมารถไฟหรือแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) หรือรถบีทีเอส (BTS) อะไรก็ตามที่รถยนต์ คันไหนที่แพงที่สุดในโลกมาดูที่นี่ค่ะ แล้วก็ดิฉันถามว่าเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วท่านมีโครงการ เปลี่ยนพฤติกรรมหรือยัง ๔๐๐,๐๐๐ คน ถ้า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะมี ๔๐๐,๐๐๐ คนที่มาใช้ รถไฟความเร็วสูง ประเทศไทยมีรถยนต์กว่า ๔๐ ล้านคัน ประชากรในประเทศประมาณ ๖๖ ล้านคน ทุก ๆ ประชากร ๑.๖๕ คน มีรถยนต์ ๑ คัน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่มีคนเดินทาง กว่า ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน ดิฉันถามเพียงว่าท่านให้ประชาชนมาใช้ระบบราง และการเพิ่มขึ้น ลดลงของประชากรนั้นท่านมีโครงการที่แยบยลสักเพียงใด เพราะว่าเมื่อสักครู่นั้นก่อนที่จะ เข้าสู่คณะกรรมาธิการนี้นั้นก็มีการถกแถลงกันอย่างถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียวว่า ค่าโง่ทางด่วน แต่ดิฉันนั้นไม่กล้าที่จะใช้คำนั้นหรอกค่ะ เพราะว่าข้าราชการครูเก่าอย่างดิฉันไม่กล้าที่จะใช้ คำนั้น เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่ให้กล่าวว่าใครโง่ ทุกคนนั้นเก่งไม่เหมือนกันค่ะ ดิฉัน ใช้คำว่า ค่าต่ำต้อยด้อยศักดินานั้นจะเสียซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือไม่ แล้วทีนี้นั้นเรื่องของผู้โดยสารบอกว่าถ้าทำแล้วจะมีผู้โดยสารทั้งไทยและเทศจะใช้แอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) และลงไปที่ระเบียงเศรษฐกิจ อีอีซี (EEC) ที่สวยงาม มีพร้อมทุกอย่าง ถึงวันละ ๑๐๐,๐๐๐-๑๒๐,๐๐๐ คน ดิฉันถามว่าการประกันผู้โดยสารจากภาครัฐมีหรือไม่ อย่างไรแล้วใครได้ประโยชน์จากผู้โดยสารเพิ่ม และใครเสียประโยชน์เมื่อผู้โดยสารลด รัฐหรือเอกชนคะ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวพัทยากว่า ๑๓.๖ ล้านคน เป็นคนไทย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ต่างชาติ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันหวังว่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตั้ง คณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาตรวจสอบนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคราวก่อนนั้น ในปี ๒๕๕๔ มีการศึกษาโครงการที่จะทำรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานครผ่านอีสาน ไปที่ สปป. ลาว ไปที่ประเทศเวียดนาม ไปที่ประเทศจีน โดยนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ของประเทศ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนอีสาน ๒๐ ล้านกว่าคน หวังว่าจะได้ไป เที่ยวทะเลที่ประเทศเวียดนามไปกลับ เราหวังไว้เช่นนั้นและเราก็หวังอยู่ว่าเมื่อมีรถไฟ ความเร็วสูงไปที่อีสานผ่านที่ สปป. ลาวแล้วไปที่ประเทศเวียดนาม ไปถึงประเทศจีนนั้น อีสานก็จะไม่ได้ย้ายถิ่นฐานมาที่ อีอีซี (EEC) เรื่องนี้ที่ ส.ส. อีสานลุกขึ้นมาเพื่อให้ตั้ง กรรมาธิการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ แต่ตราบใดที่ยังเสียค่าต่ำต้อยด้อยศักดินาอยู่นั้น คนอีสานก็จะเดินทางด้วยรถ ด้วยถนนที่มีการร้องเรียนในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด เพื่อสู่พัทยา ๙๐๐ กิโลเมตร ก็ไม่ต้องใช้รถไฟความเร็วสูงก็ได้หากว่าพี่น้องทางภาคตะวันออกนั้น เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส นี่คือดิฉันถามว่าเมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นได้ มันจะต้องกระจาย ความเจริญรุ่งเรืองไปสู่ทุกภาค เราไม่มีทะเล เรามีภูเขา เราไม่มีทรัพยากรที่เกิดมาและงดงาม เหมือนภาคอื่น ๆ เขา แต่เรามีวัตถุโบราณมากมายที่ซ่อนอยู่ในใต้ผืนพิภพเช่นนี้ แล้วเมื่อ การลำเลียงในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงถึงภาคอีสาน สร้างโรงงานสิคะคนก็ไม่ได้ย้ายถิ่นฐาน หรือสร้างงานให้เกิดขึ้น คนอีสานก็ไม่ได้ย้ายถิ่นฐานมา แล้วที่ดิฉันเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ ใครร่วมลงทุนกับรัฐ รัฐจะเสียค่าต่ำต้อยด้อยศักดินาหรือไม่ ดิฉันสนับสนุนให้ตั้งกรรมาธิการ ศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านนันทนาครับ

นางนันทนา สงฆ์ประชา แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ โครงการ อีอีซี (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พวกเรา ก็คงจะทราบกันดีว่าครอบคลุมไปยัง ๓ จังหวัด ก็คือจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง โครงการนี้เท่าที่ฟังข่าวสารมาโดยตลอดก็จะได้ยินถ้อยคำว่า เป็นโครงการ ขายชาติบ้าง เป็นโครงการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนบ้าง คำพูดดังกล่าวเป็นการมองโลก ในแง่เดียวนะคะในความเห็นของดิฉัน ท่านประธานคะ เครื่องมือในการหาเงินของประเทศเรา ถ้าเปรียบเสมือนเครื่องจักร เราก็จะมีการขับเคลื่อนอยู่ประมาณ ๔ ภาคส่วน ภาคส่วนที่ ๑ ก็คือภาคส่วนอุตสาหกรรม ภาคส่วนที่ ๒ คือภาคส่วนเกษตรกรรม ภาคส่วน ที่ ๓ คือการท่องเที่ยวและการบริการ ภาคส่วนที่ ๔ คือพาณิชยกรรม ถ้าพูดถึง ด้านภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยเรามีการพัฒนาการลงทุนโดยรัฐบาลในโครงการ ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการมาบตาพุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ มีท่าเรือทั้งหมด ๑๒ ท่า และคาดว่าจะก่อสร้างเพิ่มอีกประมาณ ๓ ท่านะคะ โครงการแหลมฉบังที่จังหวัดชลบุรี สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๓๔ ปัจจุบันมีแอ่งจอดเรืออยู่ ประมาณ ๒ ท่า โครงการทั้ง ๒ โครงการนี้ลงทุนมานานกว่า ๒๗ ปีแล้วค่ะท่านประธาน หลังจากนั้นหลังจากสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้ง ๒ โครงการแล้ว ประเทศไทยเรายังไม่มี การลงทุนในด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกเลยใน ๒๗ ปี ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่รัฐบาล จัดทำโครงการ อีอีซี (EEC) คือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก แล้วก็ได้ออกกฎหมาย บังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เป็นการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างก้าวกระโดด ท่านสมาชิกคงทราบดีว่าเหตุที่ประเทศไทยของเราทำโครงการนี้ได้ เพราะประเทศไทยของเรามีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีความได้เปรียบ เป็นศูนย์กลางภูมิภาค อาเซียน (ASEAN) เอเชียจึงเป็นโอกาสและโครงการที่ดีมาก ขอขอบคุณรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าทำ ส่วนข้อกังวลในวาทกรรมที่พูดกันว่า จะมีการให้เช่าพื้นที่โครงการนี้ ในสัดส่วนถึง ๙๐ ปีนั้น เป็นการขายชาติเราต้องคิดใหม่ คิดบวกว่านักลงทุนในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านใด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ยิ่งมาลงทุนในประเทศไทยเรามากเท่าไร นานเท่าไร ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ร่ำรวย ให้กับประเทศและประชาชนโดยรวม โครงการ อีอีซี (EEC) นี้จะมีการร่วมมือกันกับสถานศึกษา สร้างหลักสูตรให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะสามารถสร้างแรงงานให้ได้จำนวนกว่า ๔๗๕,๐๐๐ คน โดยจะมีการสร้างแรงงาน ด้านการท่องเที่ยว ยานยนต์ การแพทย์ครบวงจร โลจิสติกส์ (Logistics) อุตสาหกรรม การบินอากาศยานและขนส่งระบบราง เป็นต้น พื้นที่ในการพัฒนาโครงการทั้ง ๓ จังหวัด แต่ละจังหวัดใช้พื้นที่ในการพัฒนาไม่มากนัก ในขณะที่ประเทศไทยเรามีพื้นที่รวมทั้งประเทศ อยู่ถึงประมาณ ๕๑๓,๑๒๐ ตารางเมตร เมื่อไม่นานมานี้นะคะท่านประธาน ดิฉันเพิ่งเดินทาง ไปยังประเทศสิงคโปร์กับท่าน ส.ส. มณเฑียร สงฆ์ประชา พี่ชาย ประเทศเขาเล็กนิดเดียว มีพื้นที่รวมทั้งประเทศประมาณ ๗๒๓.๒ ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทยเรามีพื้นที่ รวมถึง ๕๑๓,๑๒๐ ตารางเมตร เขาพยายามที่จะทำให้ประเทศเขานี่เจริญ สร้างโอกาสให้กับ ตนเองให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของโลกในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเราก็ฟัง ข่าวสารทุกวันว่า วันนี้มังกรกำลังสู้กับอินทรีย์ ทำไมเราไม่ฉกฉวย ทำไมเราต้องร่วมกัน สนับสนุนในโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในแผ่นดินของเรา เพราะฉะนั้นดิฉันอยู่ในสภา แห่งนี้มานานหลายปี ยังไม่เห็นโครงการที่ดีและเป็นความหวังของคนไทยได้เหมือนกับ โครงการ อีอีซี (EEC) นี้ และเชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากจะเห็นเครื่องจักรในการสร้างรายได้ ให้กับประเทศขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศไทยของเรา งานเดินมาได้ดีแล้วค่ะ ท่านประธาน ก่อนดำเนินการโครงการดิฉันเชื่อว่า ผู้รับผิดชอบคงได้ศึกษาผลได้ ผลเสีย ผลกระทบ หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในทุก ๆ มิติ นักลงทุนทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ ดิฉันเชื่อว่ามีความเชื่อมั่นที่จะมาลงทุน ถ้าเรามีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาอีกอาจจะเป็นการสร้างความไม่มั่นใจก็อาจจะเป็นได้ ถ้าสมาชิกท่านใดสงสัยท่านก็ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายตามข้อสงสัย ได้อยู่แล้ว ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการในญัตตินี้ สร้างไปเลยค่ะท่านประธาน เพื่อทำให้ประเทศชาติเรารุ่งเรือง ร่ำรวยต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณเบญจา แสงจันทร์ ๒๐ นาที เชิญครับ

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันและคณะเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเสนอให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและตรวจสอบผลกระทบจากการดำเนิน โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) ท่านประธานคะเป็นเวลาเกือบ ๓๘ ปี ที่ดิฉันเกิดและเติบโตในภาคตะวันออก ก็ได้เห็นการเดินหน้าภาคตะวันออกสู่การเป็น ประเทศอุตสาหกรรมมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีการผลักดันพื้นที่ชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออก หรือที่เราเรียกกันว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ภายใต้รัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่น น้ำมัน ท่าเรือสินค้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาแทนที่เศรษฐกิจดั้งเดิมของคนในท้องถิ่น ภาคตะวันออกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ศาลปกครองสูงสุดจะได้ยืนยันถึงปัญหามลพิษ ที่ตามมาจากอุตสาหกรรมเหล่านั้น และกำหนดให้บางพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตควบคุม มลพิษ แต่ท่านทราบหรือไม่คะว่าโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ก็ยังเป็น กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของเก่าได้เลย ปัจจุบันประเทศไทยของเราก็กำลังย้อนกลับไปสู่ทางเลือกเดิม นั่นก็คือการทุ่มเทให้กับ การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยทุนจากต่างประเทศแบบเหล้าเก่าในขวดใหม่ ในชื่อ โครงการว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทรา ในปัจจุบันประเทศไทยไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ต้องพึ่งพาการลงทุนของทุนต่างชาติและถ้าไปดูในโครงการ อีอีซี (EEC) แทบจะไม่มี อุตสาหกรรมตัวไหนเลยที่ตอบสนองกับชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้อง ในภาคตะวันออก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมไบโอเทค (Biotech) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ แทบไม่เกี่ยวข้องเลยกับพี่น้องที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกยางพารา มังคุด ทุเรียนหรือเงาะ ที่ผ่านมาคนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่คนทั่วไป อย่างประชาชนในพื้นที่ค่ะ พูดให้ชัดก็คือคนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุนระดับชาติที่มี สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งฐานการผลิตอยู่ที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรากับกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาหาสถานที่เพื่อเป็นสถานที่ประกอบ กิจการ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าพรรคอนาคตใหม่จะขวางความเจริญหรือขวางการพัฒนา แต่เราอยากเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่สร้างเม็ดเงินให้กับการพัฒนา เยอะที่สุดในประเทศไทยแล้ว แต่คนภาคตะวันออกไม่เคยได้รับส่วนแบ่งจากเม็ดเงินนั้นเลย ที่ผ่านมารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ใช้ทุกกลไกทางกฎหมายที่จะขจัดปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ เพื่อที่จะเร่งเครื่องเดินหน้าในโครงการนี้ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่มี หลายมาตราที่เอื้อให้กับกลุ่มทุนและนักลงทุน อย่างเช่น การยกเว้นภาษีต่าง ๆ มากมาย มีการออกคำสั่ง มาตรา ๔๔ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกที่มีตัวแทนของรัฐและเอกชนเข้าไปนั่ง เบิกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากเงิน งบประมาณ แล้วก็ใช้อำนาจมหาศาลในการที่คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจยิ่งใหญ่ กว่าคณะรัฐมนตรีปัจจุบันเสียอีก เพราะว่าคณะกรรมการชุดนี้ใช้อำนาจเต็มในการผูกพัน กับหน่วยงานราชการทุก ๆ โครงการเลยนะคะ แล้วก็สามารถกำหนดนโยบายอนุมัติ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ โดยมาจากส่วนกลาง โดยไม่มีคนในพื้นที่มีส่วนร่วมด้วยเลย เรียกว่า คุณประยุทธ์คิด คณะกรรมการทำ ส่วนกลางรับเงิน แต่ว่าประชาชนรับกรรมค่ะ ท่านประธาน การส่งเสริมและการลงทุนใน บีโอไอ (BOI) กลายเป็นการส่งเสริมให้กับ กลุ่มทุนธุรกิจผูกขาดมากขึ้นในปัจจุบัน - ๙ ๕ / ๑ สผ ๒๐/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) จินตนา ๙๕/๑ เพราะว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนไม่กี่กลุ่มที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ มีการลดภาษี ให้มากมาย แล้วก็ให้สิทธิประโยชน์หลายอย่างกับรัฐ ประชาชนกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์ ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบนี้มันเป็นทิศทางการพัฒนาที่เอื้อให้กลุ่มทุนใหญ่มากกว่า แม้รัฐบาลจะอ้างว่าตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกมีตัวเลขที่ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ว่าปัญหา ของโครงสร้างทางเศรษฐกิจมันจะชัดเจนขึ้นเมื่ออดีตปลัดกระทรวงการคลังท่านหนึ่ง ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังว่า ตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้นนั้น มีเพียงบริษัทส่งออกรายใหญ่ราว ๑๐ บริษัทเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์ แต่ว่าธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยกลับไม่ได้รับประโยชน์เหล่านั้นเลย ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีการรื้อผังเมืองใน ๓ จังหวัดภาคตะวันออกและใช้กระบวนการพิจารณารายงาน การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA) ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเร่งรัด และไม่คำนึงถึง การมีส่วนร่วมของประชาชนเลยค่ะ เมื่อไม่กี่วันมานี้เราจะได้ยินข่าวจากหน้า ๑ มีการ ประกาศออกมาว่า ได้มีการศึกษาเพื่อที่จะถมทะเล เพื่อพัฒนาพื้นที่ท่าเรือ ๓,๐๐๐ ไร่ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีส่วนขยายของเอ็กซอนโมบิล ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มูลค่าประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ ที่รองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคอล อุตสาหกรรมชนิดนี้เป็นอุตสาหกรรมสกปรกค่ะ ท่านประธาน เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมลภาวะให้กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก และมันยังเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ระบุใน พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) อีกด้วย มีแต่จะทำให้อุตสาหกรรมเดิมดำเนินการในพื้นที่ สิ่งที่รัฐบาลที่แล้ว ได้กล่าวไว้ว่าอยากจะมีอินโนเวชัน (Innovation) มีดิสรัปชัน (Disruption) อยู่ที่ไหนคะ อันนี้เรายังไม่เคยเห็นเลยในรัฐบาลที่ผ่านมา ขณะนี้พื้นที่ อีอีซี (EEC) ได้มีโครงสร้างพื้นฐาน ไปบ้างแล้ว และมีการจัดทำข้อตกลงกับเอกชนบางรายเพื่อเร่งให้เกิดโครงการนี้เร็วที่สุด ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ รัฐบาลที่ผ่านมา และผูกพันต่อในรัฐบาลนี้ตามกรอบแผน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านประธานทราบหรือไม่คะว่า ทุกอย่างเร่งรีบมากจนดูเหมือนว่า ประชาชนทุกคนนั่งเป็นเพียงแค่ผู้ชมเท่านั้น ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ก็ถูกขีดเส้นให้เดิน จนไม่เห็นทางเลือกอื่นที่จะเดินเลยค่ะ ท่านประธานคะ รัฐบาลที่ผ่านมาวางเป้าหมายให้มี รายได้มากขึ้น และ อีอีซี (EEC) คือเครื่องยนต์ตัวเดียวของรัฐบาลที่แล้ว ที่เป็นเครื่องยนต์ สผ ๒๐/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) จินตนา ๙๕/๒ ที่เหลืออยู่ที่รัฐบาลเลือกจะที่จะใช้เดินหน้าเร่งเครื่องโดยไม่สนใจเสียงทัดทานของคน ในพื้นที่เลย ท่านประธานคะคำถามคือว่า ก่อนที่เราจะเริ่มเดินหรือเริ่มขยับเท้า เราจะไม่ศึกษาเส้นทางความเป็นไปได้ทั้งหมดก่อนที่จะก้าวเดินกันเลยหรือคะ ครั้งหนึ่งดิฉัน ได้เข้าร่วมเวทีดีเบต (Debate) ของพรรคการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเวทีที่พูดถึง เรื่อง อีอีซี (EEC) ใครได้ประโยชน์และใครเสียประโยชน์ ในเวทีนั้นมีคุณอุตตมหัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเดิมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั่งอยู่ในรัฐบาล คสช. แต่ปัจจุบันท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั่งอยู่ด้วย มีเสียงประชาชนคนในพื้นที่ ลุกขึ้นถามท่านว่า ท่านทราบหรือไม่ว่ารถไฟความเร็วสูงที่ท่านปั้นมาด้วยความภูมิใจ นักหนานั้นอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัยแก๊สระเบิดสูงสุดถึง ๑๐ กิโลเมตร ท่านทราบหรือไม่พื้นที่ ที่ท่านส่งเสริมเขตอุตสาหกรรมนั้น มันอยู่ในเขตพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี อยู่ในพื้นที่ ที่อยู่ในอำเภอพานทอง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอบางปะกง ท่านกำลังจะปั้นให้มันเป็น นิคมอุตสาหกรรม แต่พื้นที่เหล่านั้นเป็นที่ผลิตข้าวปลาอาหารให้คนทั้งประเทศกินนะคะ ท่านจะเอาโรงงานไปตั้งไว้ตรงนั้นจริง ๆ หรือคะ ท่านทราบหรือไม่ว่าพื้นที่ที่ท่านส่งเสริม เป็นเขตอุตสาหกรรม จริง ๆ แล้วท่านส่งเสริมไปแล้วนั้นพื้นที่บริเวณอมตะนครใกล้ ๆ บ้าน ดิฉันเมื่อต้นปีที่ผ่านมาฝนตกแป๊บเดียวน้ำก็ท่วมแล้ว พื้นที่ตรงนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัย น้ำท่วมตามข้อมูลโยธาธิการและผังเมือง ยังไม่รวมคันดินที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เพราะว่ามันได้เปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากไปแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังท่วมอยู่ ตกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นชาวบ้านนอนไม่หลับนะคะพื้นที่บริเวณนั้น ต้องคอยระวังว่าน้ำจะท่วม ตอนไหน เมื่อไร ท่านทราบหรือไม่ว่าชาวบ้านในพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกนั้นได้ต่อสู้ กับโครงการที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่แบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เป็นต้นมา แต่วันนี้พวกเขาต้องพ่ายแพ้เพราะว่ามีมาตรา ๔๔ ซึ่งยกเลิกกระบวนการทำผังเมืองทั้งหมด พื้นที่ อีอีซี (EEC) ตอนนี้โรงงานจะไปตั้งที่ไหนก็ได้ จะเสี่ยงภัยน้ำท่วมหรือว่าจะเป็นพื้นที่ เกษตรกรรมชั้นดีก็ไม่ได้สน เพื่อที่จะบอกว่าตั้งตรงนี้แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น บ้านเมือง จะเจริญรุ่งเรืองรุดหน้า และนี่คือเสียงจากประชาชนคนในพื้นที่ ท่านทราบหรือไม่คะ มีชาวบ้านที่ต่อสู้ในพื้นที่มานานมากกว่า ๕๐ ปี ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาและรัฐบาล ปัจจุบันมีนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี (EEC) ชาวบ้านถูกข่มขู่คุกคาม ขับไล่ออกจาก ที่ดินที่อยู่มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และที่น่าเศร้าเสียใจมากที่สุดในการต่อสู้ในครั้งนี้คือ มีชาวบ้านในตำบลแสมสารที่ถูกขับไล่ มีความเครียดมากเสียจนเส้นเลือดในสมองแตก และขณะนี้เสียชีวิตแล้ว นี่เป็นความน่าเศร้าและน่าสลดมากที่เราพยายามผลักดันโดยที่ไม่มี ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่หรือมีส่วนร่วมในการพัฒนานี้เลย การจัดการโรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลไม่ได้เป็นไปตามนโยบายเขตเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันพื้นที่อีอีซี (EEC) ตอนนี้มีปัญหาอย่างมาก มีความเสียหายรุนแรงต่อชุมชน กิจการบางอย่างก็เอา โรงงานไปตั้ง แล้วก็เอาเครื่องจักรไปตั้งได้เลย โดยที่ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเรื้อรัง มานานมาก ปัญหาที่สำคัญของชาวชุมชนภาคตะวันออกคือ ในเรื่องของปัญหาผังเมือง และปัญหาที่ดิน เรื่องผังเมืองไม่เฉพาะ อีอีซี (EEC) แต่กรณีผังเมือง อีอีซี (EEC) ปัจจุบันนี้ใช้ มาตรา ๔๔ ไปแล้ว วันนี้ได้แปลงร่างเข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ไปแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วมีการกำหนดให้มีการศึกษาและวางผังเมืองก่อน แต่ว่าโครงการนี้ มีการใช้มาตรา ๔๔ ก็เลยไม่ต้องมีการศึกษา สำนักงาน อีอีซี (EEC) กับคณะกรรมการอีอีซี (EEC) ที่มีอำนาจมากล้นเหลือสามารถที่จะจิ้มเอาได้เลยว่าเอาพื้นที่ไหนทำอะไรก็ได้ แล้วก็แผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในช่วงนี้ กำลังอยู่ในช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อค่ะท่านประธาน กำลังจะมีการประกาศใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้แล้ว ดิฉันและประชาชนในพื้นที่เห็นว่าผังเมืองไม่ควรเป็นเรื่องของใครบางคน หรือว่าเป็นของคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่มันควรจะเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เป็นเรื่องของคนไทย ทุกคน เหมือน ๆ กันค่ะท่านประธาน สิ่งที่รัฐบาลที่แล้วบอกกับเราเสมอก็คือว่าจะไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าที่ตำบลแสมสารมีคนมากกว่า ๖,๐๐๐ คน ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง มีคนมากกว่า ๑๐๐ คนแน่ ๆ ตำบลหนองตีนนก อำเภอบ้านโพธิ์ มากกว่า สผ ๒๐/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ลลิตา ๙๖/๒ ๑,๐๐๐ คน ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง มากกว่า ๑,๐๐๐ คน ท่านทราบหรือไม่ว่า คนเหล่านี้กำลังจะไร้ที่อยู่อาศัย กำลังจะไร้ที่ทำกิน เขากำลังจะถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ เพื่อจะเอาที่ดินเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) นี่ละค่ะ วันนี้รัฐกำลังวิ่งหนีเรา แล้วก็ทิ้งคนเหล่านั้นไว้ข้างหลัง โดยไม่ได้สนใจว่าเขาจะอยู่กันอย่างไร ท่านประธานคะ ผู้มีอำนาจในช่วงที่ผ่านมา เขาอาจจะไม่ทราบว่าประเทศนี้เป็นของคนไทย ทุกคน เขาทราบหรือเปล่าว่ามีคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และอยู่ในพื้นที่ที่มีการพัฒนา เขาคง ไม่ได้ยินเสียงประชาชนที่ตะโกนส่งเสียงบอกกับพวกเขาว่าประชาชนเหล่านี้เขาไม่ได้ ขัดขวางความเจริญ หรือไม่ได้ขัดขวาง ไม่ต่อต้านการพัฒนาใด ๆ เลย เขาเห็นด้วย และเขาต้องการให้พื้นที่ที่เขาอยู่อาศัยมีความเจริญ เหมือนทัดเทียมนานาอารยประเทศ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวเขา ไม่เห็นหัวประชาชน และไม่นับรวมเขา เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานี้ ท่านทราบหรือไม่ว่าคนในท้องถิ่นดั้งเดิมเขาอยู่อาศัยกันมา หลายชั่วอายุคน พวกเขาส่งเสียงบอกกล่าวกับรัฐบาลที่แล้วที่ใช้อำนาจออกกฎหมายอีอีซี (EEC) มาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนได้เข้าไปดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ โดยไม่ฟังเสียง ทัดทาน ไม่ปรึกษาหารือกับประชาชนคนในพื้นที่นี้เลย ท่านทราบหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นไฟ หรือไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคใด ๆ ในภาคตะวันออก มีค่าการใช้ไฟฟ้า หรือค่าการใช้น้ำนี้สูงที่สุดในประเทศไทย และน้ำไม่เพียงพอในการใช้ ไฟไม่เคยเพียงพอ ในการใช้ แต่ท่านกำลังจะเอาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ของภาคตะวันออก และน้ำกับไฟหรือว่าสาธารณูปโภคอื่น ๆ จะถูกส่งตรงไปที่พื้นที่นี้ก่อนที่จะให้ประชาชนได้ใช้ อันนี้คือสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนานี้นะคะ ด้วยเหตุนี้เองค่ะท่านประธาน ดิฉันจะขอทวงสัญญาจากทุก ๆ พรรคการเมืองที่ได้ให้ไว้กับ พี่น้องประชาชนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ดิฉันจำได้ค่ะได้ว่าทุกพรรคการเมืองในเวลานั้นเห็นด้วยว่า ควรจะมีการชะลอแล้วมีการทบทวนโครงการ อีอีซี (EEC) นี้ไปก่อน และดิฉันเสนอให้ ทุกพรรคการเมืองที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ วันนี้เรามาร่วมกันเพื่อทบทวนพิจารณา กระบวนการจัดทำผังเมืองและ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นี้ และขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาและศึกษาผลกระทบของการจัดทำผังเมืองในพื้นที่และการออก พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นี้เพื่อมีการคำนึงถึงประชาชนทุกคนที่ท่านเคยสัญญาไว้ แล้วก็คำนึงถึงสภาวะ แวดล้อม คำนึงถึงหลักการระบบนิเวศตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย ท่านประธานคะ ที่ดิฉันทวงสัญญากับทุก ๆ คน เพื่อที่จะบอกว่าให้ทุก ๆ ท่านกลับไปตอบกับประชาชน ในพื้นที่ของท่านได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของประเทศนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้เป็นของใคร มันพิเศษสำหรับใครกันแน่ พิเศษสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พิเศษสำหรับนายทุนคนไหน หรือว่าพิเศษสำหรับคนไทยทุก ๆ คนเท่า ๆ กัน ท่านประธานคะ ขอบคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน ต่อไปผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อ ๔ ท่าน ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๕๘ ได้ประกาศเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ๑๐ จังหวัด ปี ๒๕๕๘ มาจนถึงปี ๒๕๖๒ ๑๐ จังหวัดนี้ใช้งบประมาณอยู่ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งพื้นที่ของ ๑๐ จังหวัดสำหรับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น พื้นที่เล็กที่สุดก็คือ ๘๐๐ ไร่ พื้นที่ ที่มากที่สุดก็คือ ๒,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ วันนี้เอาไปทุ่มอยู่กับ อีอีซี (EEC) แล้ว ๑๐ จังหวัด ที่ท่านโหมประโคมข่าววันนี้นิ่งสนิท ผมอยากจะเรียนกับท่านพี่น้องประชาชนว่าตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ รัฐบาลได้เสนอพระราชบัญญัติเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเร่งรัดโครงการ ๔ กลุ่ม ๑๕ โครงการ ใช้งบเบื้องต้น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ๒๒๖ กิโลเมตร มูลค่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งกำลังจะเซ็นสัญญา สผ ๒๐/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) จงถนอม ๙๗/๒ กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย จะเซ็นหรือไม่เซ็นก็ยึกยัก ๆ เพราะว่าผลประโยชน์ ก็ยังไม่ลงตัว ปรากฏว่าสูญเสียพื้นที่บางส่วนไปให้กับบุคคลอื่นก็เลยต้องมาพิจารณาใหม่ว่า ตกลงจะเอาหรือไม่เอา โครงการนี้ตั้งแต่ที่ดินทองแผ่นดินทองย่านมักกะสันก็อยู่ในโครงการนี้ ซึ่งเป็นผืนดินแผ่นพื้นสุดท้ายใจกลางกรุงเทพมหานครจะต้องตกไปเป็นของกลุ่มนายทุน กลุ่มนี้ พื้นที่ตลอด ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร รวมแล้ว ๘๕๐ ไร่ พื้นที่เศรษฐกิจใกล้สถานีรถไฟ ความเร็วสูงก็ต้องเป็นผลประโยชน์ของผู้ที่สัมปทานไป จะต้องเวนคืนแล้วก็พัฒนาที่ดิน ถ้าได้ไปมันมหาศาลมาก มีการกว้านซื้อที่ดินของกลุ่มนายทุนไว้มากมายมหาศาล ทุกกลุ่มไปทุ่มที่นั่น เก็งกำไรตามพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีได้ออกมา ระเบียงเศรษฐกิจ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ๓ จังหวัดนั้น จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลไม้ อร่อยครับ ปลาทะเลก็สด จังหวัดชลบุรีแหล่งท่องเที่ยว จังหวัดฉะเชิงเทราแหล่งวัฒนธรรม ทุกอย่างก็อยู่ดีอยู่แล้วนะครับแต่อยากจะให้มันดีขึ้น ใน ๓ จังหวัดนี้เมื่อก่อนนี้เรารักษาไว้ สมัยสงครามโลก เราสูญเสียที่ดินไปหลายรอบ เราเอาฝั่งขวาของแม่น้ำโขงที่ประเทศลาว ยกให้ประเทศฝรั่งเศสไป เพื่อรักษาแหลมติดทะเลตรงนี้ แหลมเศรษฐกิจตรงนี้ วันนี้ ท่านกำลังจะทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด ผมถามว่าที่ท่านออกผังมานี่ศูนย์กลาง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอยู่ตรงไหน อยู่ตรงไหนครับ ๓ จังหวัดนี้ ไปดูต่างประเทศเขา พัฒนาเขตเศรษฐกิจอย่างไร มันต้องพิเศษจริง ๆ นี่ผังออกมาเป็นหย่อม ๆ หย่อม ๆ หย่อม ๆ มันคืออะไรครับ แล้วโครงสร้างพื้นฐานที่ท่านเอาไปตรงนั้นมันเกิดประโยชน์กับใคร ผมจะตรวจสอบต่อไปว่าหย่อมสีม่วงนั้นใครเป็นเจ้าของบ้าง ใครเป็นเจ้าของบ้างมันหลีกเลี่ยง ไม่ได้ครับที่จะถูกตรวจสอบ ประเทศเสียประโยชน์นะครับ เขาบอกว่าคาดว่าจะมีการลงทุน ภาครัฐและเอกชน ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผังเมืองเฉพาะ ท่านประยุทธ์จะออกผังเมือง เฉพาะเป็นคณะกรรมการนโยบาย อีไอเอ (EIA) รวดเร็วมาก ไม่ต้องไปศึกษากันมากแล้ว รีบ ๆ อนุมัติตามคณะกรรมการนโยบายได้กำหนด ผังเมืองออกเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม เป็นประโยชน์กับใครเดี๋ยวตรวจสอบต่อ ศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องมีครับ ท่านประธาน ๑๐ จังหวัดที่เป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนปรากฏว่าบางจังหวัดมี ๕๐๐ ไร่ บางจังหวัดมี ๑,๐๐๐ ไร่ บางจังหวัดมี ๒,๐๐๐ ไร่ ผมถามว่ามันพิเศษตรงไหน มันเพียงพอ คุ้มค่ากับการลงทุน คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจพิเศษมันต้องใหญ่ มันต้องมีการเวนคืนและต้องเป็นของรัฐบาล แล้วรัฐต้องได้ประโยชน์สูงสุด อีอีซี (EEC) ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๕ รัฐบาลวางแผนการใช้เงินของรัฐบาล ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปที่นั่น เอาไปให้ใครครับ เอาไปให้ใคร เอาไปให้ผ่านที่ดินของบริษัทยักษ์ใหญ่กี่บริษัท กี่กลุ่มทุน เดี๋ยวจะตรวจสอบต่อไปครับว่ารถไฟสายนี้มันเฉียดตรงไหนบ้าง ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ถ้ามันเข้าสู่ศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจพิเศษ ของภาคตะวันออก มันจะเป็นเมืองที่สวยงามมาก เป็นเมืองใหม่ เป็นเมืองเทคโนโลยี เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่จัดระเบียบเรียบร้อย เป็นผังเมืองที่สวยงาม วันนี้แค่ดูในแผนที่ ก็ดูไม่ได้แล้ว คุณทำเพื่อใคร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคิดว่าท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไปอีกกี่ปี ประเทศสูญเสียงบประมาณมหาศาล วันนี้พี่น้องเกษตรกรเจอภัยแล้งหมดเนื้อ หมดตัว หวังว่าหว่านข้าวปลูกข้าวรอบสุดท้ายจะได้ ปรากฏว่าน้ำท่วม วันนี้หมดหนทาง ทำมาหากินจริง ๆ คุณทำเพื่อใครครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภาคตะวันออกที่พูดมานี่ไม่เห็นเขาสนับสนุนท่านสักคน เขาเดือดร้อนทั้งหมด ทำไมการพัฒนาถึงต้องทำให้คนไทยเดือดร้อน พระราชบัญญัติ ของท่าน มาตรา ๑๐ ให้มีคณะกรรมการเรียกว่า คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน และรัฐมนตรีอีก ๑๔ ท่าน สำนักงบประมาณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ คน เป็นกรรมการและเลขาธิการ อยู่ได้ ๓ ปี นายกรัฐมนตรีเป็นคนพิจารณา ทั้งนั้น ไม่เป็นไรครับ ท่านทำไป มาตรา ๑๑ กรรมการนโยบายมีหน้าที่เบ็ดเสร็จ กำหนด นโยบายเห็นชอบแผน แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกาศเขตส่งเสริมพิเศษ พิจารณา อนุมัติอนุญาตให้สิทธิหรือสัมปทานตามมาตรา ๓๗ ได้ทุกอย่างครับ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ๑๔ รัฐมนตรี ท่านทำได้ทุกอย่าง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กรรมการเฉพาะกิจ อนุกรรมการ มาตรา ๑๒ กรรมการนโยบายกำหนดกระบวนการ ร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ถือว่า การร่วมทุนกับเอกชนหรือการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนนั้นได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐแล้ว อันตรายที่สุดเลย อันนี้ความจริงมันจะต้องผ่าน กระบวนการกลั่นกรองเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัย เพื่อความเหมาะสม ท่านทำ ด้วยตัวเองทั้งหมดเลยอันตรายที่สุด แล้วจังหวัดอื่นละครับ พื้นที่อื่นละครับ จะอนุมัติที ก็ ๒ ปี ๓ ปีกว่าจะได้ ดังนั้นในมาตรา ๑๓ ให้คณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการอื่น ได้รับค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด กำหนดเองทั้งหมดครับ ค่าตอบแทน ทุกอย่างท่านก็กำหนดเอง จะเอากันสักแค่ไหนครับ จ่ายค่าตอบแทนตัวเอง

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพิเชษฐ์ สรุปได้แล้วนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

แล้วประเทศนี้จะได้อะไร ผมจะ ติดตามตรวจสอบต่อ อยากจะตั้งกรรมาธิการ จะตั้งไหมครับ ถ้าไม่ตั้งเดี๋ยวนับองค์นะ ท่านประธานกราบขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศุภชัย ใจสมุทร ขออภัยด้วยนะครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ผมตกใจท่านพิเชษฐ์ ขออภัย ท่านประธานครับ ถ้าเราพูดกันว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) คือ ความสำเร็จของประเทศเราในการที่จะพัฒนา วันนี้ต้องตั้งคำถามว่าเราจะอยู่กับ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ต่อไปเรื่อย ๆ ให้อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดว่าจะมีโครงการสำคัญอื่นอีกหรือเปล่า ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่าเรามี เออีซี (AEC) ก็คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้กำหนดกติกาให้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การลงทุนและแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี ถ้าเราคิดว่าเราอยู่ในอาเซียน (ASEAN) โดยไม่ต้อง แข่งขันกับใคร เราก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือว่าช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเราที่เคยโตถึง ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ เราคิดที่จะพัฒนาประเทศนี้โดยวิธีการใด เรามีรายได้จากการส่งออกที่เป็นกำลังหลักที่จะเกื้อกูลให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าปัจจัยในการลงทุนโดยเฉพาะจากต่างประเทศ ไม่ได้ตัดสินใจให้เขาตัดสินใจมาลงทุน ในประเทศนี้แล้วเราจะมีรายได้จากที่ไหน ผมว่าวันนี้เป็นความแหลมคมที่รัฐบาลชุดนี้ จะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกไปในทางไหน แน่นอนครับ อีอีซี (EEC) มีกฎหมายออกมาแล้ว และว่ากันว่า อีอีซี (EEC) จะมาต่อยอดจากอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ที่เรา ทำกันมา ๓๐ ปี เราต้องยอมรับว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) สร้างความเจริญ ขึ้นมาให้กับ ๓ จังหวัดในภาคตะวันออกแล้วก็ประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับ ว่ามันมีผลกระทบอยู่มากมายพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราทั้งหลายในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องช่วยกันคิดว่าเราจะคิดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร สิ่งที่ จะต้องเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าถ้าเราคิดที่จะต้องให้ประเทศ เดินหน้าต่อไปให้มีความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่นได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องคิด ที่จะให้มีโครงการสำคัญ ๆ ให้เกิดขึ้นมาใหม่แบบ อีอีซี (EEC) เราเคยประสบความสำเร็จ ในอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ซึ่งตอนนั้นก็เป็นวาระแห่งชาติที่ทำให้บริเวณ ชายฝั่งภาคตะวันออกได้มีการร่วมสร้างท่าเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ มีแหล่งเงินลงมามหาศาล ในเรื่องของการผลิตยานยนต์อุตสาหกรรมต่าง ๆ ปิโตรเคมี ตรงนั้นเราเคยไปดีทรอยต์ ออฟ เดอะ อีสต์ (Detroit of the East) มีการลงทุนทางยานยนต์อยู่มากมาย มีการเจริญเติบโต แต่วันนี้ก็ต้องยอมรับอย่างที่เรียนแล้วว่าวันนี้บรรยากาศมันซบเซามาก จากที่ประเทศเรา ประสบปัญหาหลายเรื่องตั้งแต่ ๑๐ ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้น เพราะการเมืองไม่แข็งแรงก็เป็นผล เพราะฉะนั้นผมว่าถ้ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับ อีอีซี (EEC) ในการที่จะสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ผมว่าเราก็ควรที่จะต้องสนับสนุน สิ่งที่จะต้องคิดก็คือว่า วันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าในอาเซียน (ASEAN) เองเราเคยเป็น เสือตัวใหญ่แต่วันนี้ไม่ใช่ วันนี้เราถูกจับไปเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามซึ่งมีศักยภาพ อย่างมากมาย มีการเบนช์มาร์ก (Benchmark) เรากับประเทศเวียดนามว่า ประเทศเวียดนาม กับเราเป็นอย่างไร เราจะพบว่าประเทศเวียดนามเป็นตัวเลือกที่มีความโดดเด่นและเป็นที่ จับตามองจากนักลงทุนจากทั้งโลก คนที่เคยคิดที่จะมาลงทุนในประเทศไทยโยกย้ายฐาน การผลิตไปที่ประเทศเวียดนาม เขามีความพร้อมในด้านโครงสร้างประชากรวัยทำงาน ในด้านทรัพยากรมนุษย์ ขณะที่เราเองเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น การพัฒนาฝีมือแรงงาน ของประเทศเราก็ไม่ต่อเนื่องและไม่สามารถที่จะรองรับเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันได้ นี่คือสิ่งที่เราเป็นอย่างนั้นจริง ต้องยอมรับว่าประเทศเวียดนามมีความมั่นคงทางการเมือง มาด้วยระบบการปกครองของเขา เขามีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งมีมานาน แล้วก็สามารถ ที่จะสร้างความมั่นคง สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจมาสูงขึ้น ๆ ตามลำดับ วันนี้ ประเทศเวียดนามผมเข้าใจว่าอัตราเขาอาจจะถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ประเทศไทยเรามีปัญหา การแข่งขันเราสู้กับประเทศเวียดนามไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า อีอีซี (EEC) นี่ละครับควรที่จะเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้การตัดสินใจของนักลงทุน ได้หวนกลับมาที่นี่ แน่นอนว่าวิธีการที่จะดึงเขากลับมา เราก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ เขามีความเชื่อมั่นว่าเขามาลงทุนแล้วเขามีความมั่นคง มั่นคงในเรื่องของกฎหมาย เรื่องภาษี อากร เรื่องอะไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่สุดผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่พวกเราก็ต้องคิดก็คือว่า ประเทศควรที่จะได้จากการลงทุน เราตัดสินใจทำ อีอีซี (EEC) ให้เป็นพื้นที่พิเศษสุด อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว วัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) มีเลขาธิการคนเดียวก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งตรงนั้นผมก็ยังเชื่อในความสุจริตของคน ที่จะมาดำรงตำแหน่งว่าเขาจะต้องทำหน้าที่โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ พวกเรานี่ละมีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังเชื่อมั่นว่า อีอีซี (EEC) มาแล้ว อีอีซี (EEC) ก็ควรจะต้องทำประโยชน์ และผมเชื่อว่าสิ่งที่แน่นอนการที่จะมีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามารองรับใน อีอีซี (EEC) ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพมหานคร-ระยองที่เชื่อมต่อจากสนามบิน ๓ สนามบิน ที่เราพูดคุยกัน ก็จะทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวก และเป็นประโยชน์ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ตรงนั้น เราจะทำให้สถานีหลักที่เป็นสถานีอยู่ที่อู่ตะเภา จะเป็นสนามบินที่มีโครงการที่พัฒนาใกล้เคียงตรงนั้น ในสิ่งที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า แอโรโทรโพลิส (Aerotropolis) ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเรื่อง อีอีซี (EEC) แต่สิ่ง สำคัญที่สุดผมก็คิดว่าการพัฒนาแน่นอนสิ่งที่เราใช้กันก็คือว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนมันไม่ง่าย มีบทเรียนจากอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) อยู่มากมายในโรงงานอุตสาหกรรม ท่านสมาชิกได้อภิปรายหลายท่านถึงความยากลำบากของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำให้มันดี ก่อให้เกิดประโยชน์และมีความยั่งยืน และปลอดภัยให้กับประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะฝากซึ่งน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะฝาก ให้ถ้าจะต้องมีการดำเนินการของ อีอีซี (EEC) ครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือการพัฒนาทางเทคโนโลยี การพัฒนานั้นจะต้องเป็นการปิด จุดอ่อนของการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ที่ผ่านมาในอดีต เดิมมี การลงทุนกันเป็นจำนวนมากมาย แต่การถ่ายทอดทางเทคโนโลยีไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องที่ ๒ ก็คือการพัฒนาเชิงพื้นที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราที่นี่ทุกคน ได้มีการพูดคุยกัน ก็คือควรจะมีการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม รายละเอียด หลายอย่างเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์มาก มีน้ำ มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง มีสถานที่ ท่องเที่ยว การพัฒนาเชิงพื้นที่ก็จะต้องยึดหลักนี้

เรื่องที่ ๓ เรื่องคน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่อีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ยังไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์เลย เพราะฉะนั้นถ้า อีอีซี (EEC) เข้ามาท่านจะต้องทำเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องสุดท้ายครับ ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ซึ่งผมก็เห็นด้วย คือความไว้วางใจ ซึ่งเป็นจุดเปราะบางมาก ผมลงพื้นที่ในจังหวัดระยอง ในพื้นที่นิคม อุตสาหกรรมจำนวนมากมาย เป็นนักเรียนหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข ของสถาบัน พระปกเกล้า รุ่น ๑ ได้ไปศึกษาและเห็นสภาพปัญหาที่มันเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้น เรื่องความชัดเจน เรื่องผังเมืองที่หลายท่านได้มีการพูดกันเมื่อสักครู่ มีรายละเอียด หลายประการที่จะต้องแสดงให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ โดยภาครัฐจะต้องกำหนดพื้นที่ อนุรักษ์อย่างชัดเจน ห้ามอุตสาหกรรมเข้าไปอย่างเด็ดขาด การลงทุนทุกการลงทุนจะต้อง ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ก่อมลพิษหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมว่าถ้าหากรัฐบาลไม่สามารถ สร้างความชัดเจนตรงนี้ก็จะเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาล เหมือนที่สมาชิกหลายท่านได้แสดง ให้พวกเราได้เห็นกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ในเวลาอันจำกัดก็เพียงแต่อยากจะเรียนว่า ผมสนับสนุนให้มี อีอีซี (EEC) เกิดขึ้นเพื่อที่จะพัฒนาในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ของเรา เช่นประเทศเวียดนามที่มีการก้าวหน้าไกลและแซงหน้าเราไปแล้วครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปเชิญคุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เดี๋ยวขอ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้กรอบในการอภิปรายของผมจะอยู่ที่โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม ๓ สนามบิน วันนี้จริง ๆ ญัตติมันรวม อีอีซี (EEC) กับ ๓ สนามบิน ผมจะพูดถึงเฉพาะ ๓ สนามบิน ซึ่งโครงการนี้ก็เป็นโครงการที่ผมเกาะติดในรายละเอียด โดยผมนับเป็นผลงาน ชิ้นโบดำชิ้นที่ ๒ ผลงานชิ้นโบดำชิ้นแรก ที่ผมเกาะติดก็คือเรื่องของการขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วนที่เมื่อเช้าเราได้มีการสรุปกันไป ชิ้นนี้จะเป็นผลงานชิ้นโบดำของรัฐบาล คสช. ชิ้นที่ ๒ ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้นนะครับ เรามาเริ่มดูกันจากข้อเท็จจริงในโครงการ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นในโครงการก็คือ โครงการนี้ประกอบไปด้วย ๙ สถานี ในการเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ เข้ากับสนามบินดอนเมืองทางด้านเหนือ แล้วก็อู่ตะเภาทางด้านใต้ โดยผ่านสถานีหลักก็คือ จากดอนเมืองมาบางซื่อ มามักกะสัน สุวรรณภูมิ มาจังหวัดฉะเชิงเทรา มาจังหวัดชลบุรี มาศรีราชา มาพัทยา แล้วก็อู่ตะเภา ผมไม่เคยขัดขวางการพัฒนา แต่ผมขัดขวางการพัฒนา ที่เกินจำเป็นไม่คุ้มค่า เพราะท่านดูเส้นสีน้ำเงินก็คือรถไฟทางคู่ ไล่ลงมาแล้วก็สีแดงก็คือรถไฟ ความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็คือสีเขียว เห็นไหมว่ามันซ้ำซ้อนกันขนาดไหน จากสนามบินดอนเมืองมาสนามบินสุวรรณภูมิ ไล่มาอู่ตะเภามันซ้ำซ้อนกัน รถไฟความเร็วสูง ไม่ได้มีความจำเป็นใด ๆ เลย รถไฟทางคู่ เวลาเป็นทางคู่จากทางเดียวมาเป็นทางคู่ เราเพิ่ม ความจุให้กับระบบประมาณ ๑๐ เท่า เพราะว่ารถมันไม่ต้องรอสับหลีกกัน แล้วรถไฟทางคู่ ก็ขนได้ทั้งคนทั้งของ ถ้าเกิดมาไม่บ่อย มาไม่พอก็เพิ่มขบวนรถให้มีความถี่เพิ่มขึ้น จะเอา ขบวนยาวขึ้นอะไรก็ได้ ที่สำคัญมันถูกกว่ามาก เดี๋ยวผมจะไล่รายละเอียดให้ฟัง แต่เรื่องของ ความจำเป็นแล้วบอกว่าจะต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อพัฒนา อีอีซี (EEC) มันคนละเรื่องกัน มันอยู่ที่การขนคนกับการขนของ เราต้องการขนคนหรือขนของจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง เราใช้ รถไฟทางคู่ก็ได้ ขนได้ทั้งคนทั้งของ ก็ไปอัปเกรด (Upgrade) ให้มันดี ไม่ใช่รถไฟที่ยังเป็นอยู่ อย่างทุกวันนี้ แต่การทำอย่างนั้นมันถูกกว่ามาก และรถไฟทางคู่ถ้าเราอัปเกรด (Upgrade) ระบบมันจะวิ่งได้ถึง ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่รถไฟความเร็วสูงที่เราพูดกันถึง ก็ไม่ได้เร็วอะไรมากอยู่ที่ประมาณ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น มันไม่ได้ต่างกันมาก แล้วก็ระยะเวลาการก่อสร้างก็จะใช้เวลาประมาณ ๕ ปี แล้วก็จะให้สัมปทานการเดินรถ อีก ๔๕ ปี ในขณะเดียวกันก็มอบการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์หลัก ๆ ก็เป็นที่มักกะสัน แล้วก็มีที่ศรีราชา แล้วก็ที่เอกชนไปกว้านซื้อไว้ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดระยอง โครงการนี้นอกจากนั้นมันยังทับซ้อนกับ โครงการแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) โครงการแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) ก็อยู่ที่ สถานีพญาไทข้าง ๆ สถานีมักกะสัน แล้วก็ไล่มาจนถึงสนามบินสุวรรณภูมิอย่างที่ทุกคนทราบ มี ๘ สถานีด้วยกัน โครงการนั้นก็มีผู้ดำเนินการอยู่แล้ว ก็มีรัฐวิสาหกิจก็คือบริษัทรถไฟฟ้า ที่ดูแลแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) ก็จะไปยกเขาออก จะไปทำลายรัฐวิสาหกิจนั้น แล้วก็เอาเส้นนี้ที่เริ่มมีกำไรแล้วให้เอกชนดำเนินการแทนที่เรียกว่าเป็นโครงการรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน คำนี้จำไว้ดี ๆ รถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน เดี๋ยวผมจะอภิปรายต่อว่ามันผิดตั้งแต่ชื่อ ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น เรามาดูกันผมแบ่งกรอบการอภิปรายเป็น ๔ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรก ผมจะพูดถึงเหตุผลที่แท้จริงของโครงการนี้ว่าคืออะไร อย่างที่บอกซ้ำซ้อนกับ โครงการรถไฟทางคู่เห็น ๆ แล้วโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อนสมาชิกทุกพรรคเท่าที่ผมดู รวมถึงพรรคผมด้วยก็สนับสนุน เพราะขนได้ทั้งคนทั้งของ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย ต้องทำรถไฟความเร็วสูงมาซ้อนกันตามแนวทางเดียวกัน ๒. มีการประมูลแบบพิสดาร ๓. มีเจตนาของผู้มั่งมีในการยื่นข้อเสนอซองที่ ๔ และ ๔. ผมก็จะสรุปให้ฟังทำไม ผมถึงบอกว่า โครงการนี้เป็นโครงการชิ้นโบดำชิ้นที่ ๒ ที่ผมเจาะในเชิงลึก

มาดูเหตุผลนะครับเชื่อม ๓ สนามบิน เพื่อนสมาชิกลองพิจารณาดูครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเป็น ส.ส. เขตมาจากต่างจังหวัด ท่านบินมาลงสนามบินดอนเมือง ท่านจะไปต่อเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภาไหม ต่อให้บินมาต่างประเทศมาลงสนามบิน ดอนเมือง ท่านจะไปเปลี่ยนเครื่องบินไหมที่สนามบินอู่ตะเภา ปกติรถไฟเขาเชื่อมกันระหว่าง เทอร์มินอล (Terminal) จะได้ไม่ต้องผ่านโพรเสส (Process) เช็กอิน (Check in) เช็กเอาต์ (Check out) ไม่ต้องผ่าน ตม. มันไม่ได้มีเหตุผลจำเป็นใด ๆ เลย หรือต่อให้มีก็คงมีปริมาณ ที่น้อยมาก ๆ แต่รถไฟความเร็วสูง ความจุมันมากกว่าเครื่องบินอีก ไม่มีเหตุผลใด ๆ เลย ลองตอบผมให้ได้สิครับ ขอเพื่อนสมาชิกสักคนหนึ่งที่ตอบผมให้ได้ ด้วยเหตุด้วยผลว่าจะเชื่อม ไปทำไม ๓ สนามบิน ผมถึงบอกว่ามันผิดตั้งแต่ชื่อนะครับ แต่คราวนี้ถ้าเรามาลองดูเรื่องของการพัฒนาที่ดินนะครับ การพัฒนาที่ดินอันนี้เห็น ๆ มักกะสัน ๑๕๐ ไร่ พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ๘๕๐,๐๐๐ ตารางเมตร ศรีราชา ๒๕ ไร่ ๒๐,๐๐๐ ตารางเมตร นี่ยังไม่นับรวมการที่ผู้มั่งมีไปซื้อเพิ่มหรือบางส่วนก็มีอยู่ก่อนแล้ว กว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้ ที่สำคัญการใช้เงินภาษีของพี่น้อง ทุกคนไปอุดหนุน ไม่ควรไปอุดหนุนให้คนรวยได้ใช้นาน ๆ ที คือถ้าเราทำอย่างรถเมล์ในเมือง นี่นะครับ คนจนได้ใช้ทุก ๆ วัน แต่รัฐบาลที่ผ่านมาทำอะไรครับ ไปขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ แต่เอาเงินไปประเคนกับโครงการแพง ๆ ที่เกินจำเป็นไม่คุ้มค่าอย่างนี้ ให้คนรวยได้ใช้ นาน ๆ ทีไม่มีใครเขาทำขึ้นทุกวัน หลักการพัฒนาที่ดีก็คือเราทำรถไฟทางคู่ จนมีผู้ใช้ ผู้โดยสารมากพอ แล้วจะมีคนรวยบางส่วนที่ต้องการประหยัดเวลาการเดินทางก็จะซื้อเวลา ด้วยการขึ้นรถไฟความเร็วสูงแทน เมื่อมีผู้ใช้มากพอมันก็จะคุ้มค่า แต่อย่างนี้ไม่คุ้มค่า นอกจากนั้นยังทำมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปตัดดีมานด์ (Demand) กันเองอีก แล้วคนขึ้น รถไฟความเร็วสูงจะเหลือกี่คน ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ

มาดูที่ดินผืนใหญ่กว่า ๓,๐๐๐ ไร่บริเวณจังหวัดระยองนะครับ ก็อยู่ภายใต้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของผู้มั่งมี นอกจากนั้นก็มีการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย-จีนกว่า ๓,๕๐๐ ล้านบาท อยู่บริเวณพื้นที่ดังแสดงในภาพ นอกจากนั้นก็ยังมีข่าวอย่างที่เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกในส่วนของพรรคอนาคตใหม่ได้อภิปราย ก็มีการกว้านซื้อที่ดินนับหมื่นไร่ พร้อมขอเปลี่ยนโซน (Zone) สีบริเวณสถานีฉะเชิงเทรา นอกจากนั้นก็ยังมีที่ที่เขามีอยู่แล้ว บริเวณจอมเทียนบางเสร่อีกประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ไร่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ แล้วรถไฟ ความเร็วสูงก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ที่ดินอย่างเห็น ๆ โดยเฉพาะบริเวณ ๔๐๐ เมตร รอบสถานี ซึ่งเป็นระยะทางที่คนเดินถึง นอกจากโครงการจะไม่เมกเซนส์ (Make sense) แล้วนะครับ มาดูเรื่องของการประมูลครับ เกิดการประมูลแบบพิสดารขึ้น ท่านลองคิดภาพดู ถ้าท่านจะพัฒนาพื้นที่ อย่างสมมุติว่าท่านจะสร้างร้านอาหารใหญ่ ๆ เป็นคอมเพล็กซ์ (Complex) ใหญ่ ๆ ท่านจะทำอย่างไรครับ ท่านก็ต้องเลือกผู้รับเหมาที่เก่ง ๆ มาเป็น ผู้รับเหมาในการสร้างใช่ไหมครับ แล้วท่านก็ต้องไปเลือกบริษัทที่บริหารจัดการเก่ง ๆ มาคอยบริหารจัดการดูแล ท่านอาจจะไปเลือกแบรนด์เนม (Brand name) ดัง ๆ มาเปิดร้าน ไอศกรีมข้างร้านอาหารของท่านเพื่อให้คนมาซื้อ แล้วมีแอคทิวิตี (Activity) ต่อ แต่นี่สิ่งที่ คสช. จัดให้จะประเคนแพกเกจ (Package) ใหญ่ให้นายทุน โดยเหมารวบ ๓ โครงการที่เขา ศึกษาต่างกัน ต่างกรรมต่างวาระ ก็คือโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง โครงการแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) ที่มีอยู่แล้ว แล้วก็การพัฒนาที่ดินมักกะสันซึ่งศึกษา แยกเอามาแพกเกจ (Package) รวมกันแล้วประเคนให้นายทุนไป เพราะฉะนั้นโดยปกติ มันจะต้องประมูลแยกโครงการแล้วก็ต้องใช้ความรอบคอบในการศึกษาแล้วก็ประเมิน โครงการในรายละเอียดก่อนโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่มาหยิบ ๆ แล้วก็ประเคนให้อย่างนี้ มันไม่ถูกต้อง ถ้าท่านไปศึกษาข่าวดูเมื่อประมาณสัก ๓ ปีก่อน ท่านก็คงจะเห็นข่าว ในลักษณะที่ว่าตกลงกันแล้ว ในโครงการที่ชื่อเหมือนพรรค ๆ หนึ่งว่าสายนี้ให้บริษัทนี้ไป สายนี้ให้บริษัทนี้ไป สายนี้ให้บริษัทนี้ไป ท่านลองไปหาข่าวนั้นดูว่ามีคำตอบในใจแล้วหรือไม่ จากนั้นก็เกิดการเร่งรัดการศึกษาแล้วก็เตรียมการประมูลนะครับ แบบใครจะกล้าทำแบบนี้ พอประมูลมีผู้เข้าร่วม ๓๑ ราย เหลือจริงอยู่แค่ ๒ รู้บ้างว่าใครใหญ่ก็มารวมกัน มารวมกับ กลุ่มผู้มั่งมีได้ชัวร์ (Sure) เสร็จแล้วกลุ่มผู้มั่งมีก็ชนะการประมูลโดยขอเลื่อนเจรจา แบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติม แบบงง ๆ ครับ มันทำไมเป็นอย่างนี้ นอกจากนั้นเดี๋ยวผมจะเปิด รายละเอียดในส่วนของที่เรียกว่าข้อเสนอซองที่ ๔ ซึ่งชื่อว่า ข้อเสนออื่น ๆ มีด้วยกัน ๑๑ ข้อ นอก ทีโออาร์ (TOR) การเสนอแบบนี้เป็นการเสนอแบบไม่เกรงใจใคร เดี๋ยวเรามาดูกันว่า ข้อเสนอซองที่ ๔ คืออะไร

เรามาดูนะครับ ข้อเสนอซองที่ ๔ คำว่าซองที่ ๔ คืออะไร ซองที่ ๑ เวลาเรา ไปยื่นประมูลงานใหญ่ ๆ โครงการใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของคุณสมบัติทั่วไปอันนี้ปกติไม่ว่ากัน ๒. คือข้อเสนอทางเทคนิคอันนี้เป็นดีเทล (Detail) อะไรต่าง ๆ ๓. ข้อเสนอด้านการลงทุน และผลตอบแทน ปกติมันควรจะจบแค่นี้นะครับ ใครต้องการเงินสนับสนุนจากภาครัฐ น้อยกว่ากัน คนนั้นก็ควรจะได้ไป แล้วก็วัดกันตรงนั้น แต่นี่มีซองที่ ๔ ข้อเสนออื่น ๆ ซึ่งชื่อก็ชื่อเพราะดีนะครับ ในการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ ถ้าฟังเผิน ๆ อย่างนี้ก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่เดี๋ยวเราไปดูรายละเอียดกันนะครับ ประเทศไทย เรายังโชคดีที่มีข่าวนี้หลุดออกมา อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณทางหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจและ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจที่เล่นเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นนะครับ คือเขาเสนอกัน แล้วก็เป็น ความลับด้วยนะซองที่ ๔ แต่ว่ามีข่าวรั่วออกมา พอข่าวรั่วออกมาคณะกรรมการพิจารณา อะไรต่าง ๆ เขาก็ต้องระวัง ไม่อย่างนั้นอำนาจ คสช. หมดไป เขาก็ติดคุกเอาได้นะครับ อันนี้ ก็ยังถือว่าโชคดี แล้วก็ต้องขอขอบคุณทางสื่อมวลชนที่ช่วยกันเจาะประเด็นนี้ทำให้มีข่าวหลุด ออกมา อันนี้ผมเอามาจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ มีลิงก์ (Link) อยู่ด้านล่างนะครับ ไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง แค่เขียนขึ้นมาเองให้มันดูสวยงามขึ้น ก็มีข้อเสนอต่าง ๆ แล้วก็ หลาย ๆ ข้อ คณะกรรมการคัดเลือกก็ไม่กล้าพิจารณา ไม่รับพิจารณาหรือบางอันก็เอาไปไว้ ในบัญชีแนบท้าย บางอันก็บอกว่าโอเค (OK) ดำเนินการได้ รับพิจารณา แต่ตรงนี้ละครับ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราตั้งขึ้นต้องเข้าไปตรวจสอบว่าตามที่เป็นข่าวออกมา มันจริงหรือไม่ เพราะบางเรื่องมันก็น่าเกลียดเกินไป ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องที่ ๑๐ เดี๋ยวผม จะให้พี่น้องประชาชนช่วยกันจับตานะครับ ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง แล้วมีการย้ายตำแหน่ง สถานีได้ อันนี้เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ปกติประมูลกันเขาต้องบอกก่อนสถานีอยู่ตรงไหน ใช่ไหมครับ แล้วถ้าเกิดเขายอมให้เลื่อนได้ ถ้าเลื่อนแบบ ๑๐๐-๒๐๐ เมตร อันนี้ผมไม่ว่ากัน บางทีในการก่อสร้างมันติดโน่นติดนี่ แต่ถ้าเลื่อนไปเป็นกิโลเมตรอย่างนี้ครับ เพื่อประโยชน์ ที่ดินของใคร อันนั้นต้องจับตาดูประเด็นนี้เรื่องของการย้ายตำแหน่งสถานี เราอยากให้ตั้ง กรรมาธิการเพื่อไปตรวจสอบ มาดูตัวอย่างอื่นกันนะครับ ขอให้รัฐบาลการันตีผลตอบแทน จากการลงทุนด้วย ไออาร์อาร์ (IRR) ๖.๗๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ถือว่าสูงมากสำหรับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ คือไม่เคยมีกลุ่มบริษัทเอกชนใด กล้าเรียกร้องแบบนี้กับรัฐ มาก่อนในข้อเสนอสุดพิเศษนะครับ ต้องสนิทกันแค่ไหนครับ ถึงจะกล้าเสนออย่างนี้นะครับ นอกจากนั้นอันนี้แบบสุด ๆ ไปเลย นานอย่างกับตอนประเทศอังกฤษยึดเกาะฮ่องกงครับ คือ ทีโออาร์ (TOR) เขียนไว้ชัดว่า ๕๐ ปี แต่ขอต่อเป็น ๙๙ ปี ขอกันอย่างนี้ครับ ในข้อเสนอ ซองที่ ๔ สุดพิเศษ โดยใน ทีโออาร์ (TOR) ระบุให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าเชิงพาณิชย์พัฒนาได้ ๕๐ ปี ในเรื่องของรถไฟก่อสร้าง ๕ ปี แล้วก็หากำไรอีก ๔๕ ปี ก็มาขอกัน ๙๙ ปี กล้าขอ อย่างนี้ครับ อันนี้อย่างที่ผมบอกผมเอามาจากข่าว แต่ต้องมีกรรมาธิการไปตรวจสอบกันว่า ที่ผมพูดนี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมก็อยากเห็นเอกสารเหมือนกัน แต่เป็นเอกสารลับ การที่ขอต่อเวลาเพื่อกำจัดคู่แข่งไม่ให้เข้ามาประมูลในอนาคต มันเป็นการหากำไรให้ตัวเอง แล้วมันนานเกินไปมาก ๆ จะเป็น ๕๐ ปีที่ว่านานแล้ว แต่ โอเค (OK) โครงการขนาดใหญ่ อย่างนี้ก็ยอมกันได้ แต่ว่า ๙๙ ปี อย่างนี้ก็ไม่ไหว แต่เจตนาเขาคืออะไรครับ ทำไมเขากล้าขอ ขนาดนี้ นอกจากนั้นก็ยังมีการขอว่าจะขอชำระค่าเช่าที่ดินบริเวณมักกะสัน แล้วก็ศรีราชา เมื่อวันที่ถึงจุดที่มีผลตอบแทน จากจำนวนเงินที่ผู้ประมูลต้องจ่ายให้รัฐรวม ๕๒,๐๐๐ ในการ พัฒนาพื้นที่ตรงนี้ ฉะนั้นกลุ่มพวกผู้มั่งมีก็พยายามจะยึดที่ดินจากประชาชนมาพัฒนา โดยจะ จ่ายเงินให้ทีหลังเมื่อมีผลตอบแทน คือมันเป็นการจับเสือมือเปล่าครับ แล้วก็ไม่ขอรับ ความเสี่ยง แต่เป็นการลงทุนในลักษณะที่เอกชนต้องมาขอรับความเสี่ยง อันนี้ให้ตัวอย่าง ๓ ข้อว่าเจตนาเขาต้องการอะไร ทำไมเขากล้าขอขนาดนี้ ฉะนั้นโดยสรุป ตกลงที่จะเชื่อมนี่ เชื่อม ๓ สนามบินหรือที่ดินของใครครับ นอกจากนั้นพอจะทำนะครับ ทำโครงการที่มัน ไม่เมกเซนส์ (Make sense) ที่จะสร้าง แต่พอจะสร้างขึ้นมาก็เกิดการประมูลแบบพิสดาร โครงการขนาดใหญ่นี่มันล็อกให้ใครหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเจตนาในการยื่นก็เลยเป็นแบบ ไม่เกรงใจใครอย่างนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าไปช่วยกันตรวจสอบ ผมเข้าใจดี เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ถึงแม้จะอยู่ฝั่งรัฐบาลก็ดี เราไม่ได้ว่าท่านนะ แต่ว่ามันเป็นผลงาน ที่ค้างมาจากสมัย คสช. ที่เขาใช้อำนาจพิเศษในการเจรจากัน เรามาช่วยกันตรวจสอบว่า มันเป็นจริงอย่างที่ผมว่าหรือเปล่า เป็นจริงอย่างที่ข่าวจากหนังสือพิมพ์เขามีข่าวหลุดมา อย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเรายังเบรกทันนะ ฉะนั้นโดยสรุปนะครับมันเหมือนถูกล็อกให้กลุ่มผู้มั่งมีมาตั้งแต่แรก หลังจากประกาศผลก็เกิด การต่อเวลาเพื่อให้กลุ่มผู้มั่งมีปรับปรุงข้อเสนอเพิ่มเติมแบบไม่ต้องเกรงใจใคร ก็เขาใหญ่ ข้อเสนอและเงื่อนไขหลายข้อก็เหมือนกับให้กลุ่มผู้มั่งมีเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ จากที่ดินแบบเอื้อกันสุด ๆ ฉะนั้นรัฐบาลปกติไม่อุกอาจทำอะไรแบบนี้แน่ แต่นี่เขารัฐบาล คนดี คนดีทำอะไรก็ไม่ผิด แต่เราไปช่วยกันตรวจสอบเถอะครับ อย่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้เลย ในเรื่องนี้ผมเคยขึ้นเวทีกับท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ผู้เปิดญัตติเรื่องนี้นะครับ ผมก็สนับสนุนท่านเต็มที่เพราะผมก็ตามติดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ก็มีประชาชนแล้วก็สหภาพ มายื่นคำถามอะไรต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับโครงการนี้ ผมพยายามจะตอบ ผมพยายามมอง โลกในแง่ดีและพยายามจะช่วยตอบ แต่มันหาเหตุผลไม่เจอว่าจะทำไปทำไมโครงการนี้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนจุดยืน แทนที่เราจะมองโลกในแง่ดี เรามามองถึงข้อเท็จจริงอะไรต่าง ๆ ผมว่า ผมได้คำตอบว่า ชื่อรถไฟความเร็วสูง มันไม่ควรจะเชื่อมต่อ ๓ สนามบินเหมือนชื่อ โครงการหรอก ที่มันผิดแม้กระทั่งชื่อของโครงการ จะเชื่อมไปทำไมรถไฟความเร็วสูง เปลี่ยนเป็นโครงการเชื่อมที่ดินให้ผู้มั่งมีด้วยภาษีประชาชนจะเหมาะสมกว่าครับ เพราะรัฐ จะอุดหนุนเงิน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท ในการไปประเคนให้เอกชนพัฒนาที่ดิน ที่ดินราคาขึ้น เขากำไรไปแล้วแต่ต้องเอาภาษีมาแบกนะครับ พี่น้อง เพื่อนสมาชิกอะไรต่าง ๆ เรียกร้องกัน ใช่ไหมครับ เราได้ยิน หารือ เรื่องซ่อมถนน ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ อยากจะทำให้คมนาคม ในประเทศดี รถโดยสารห่วย ค่าโดยสารแพงอะไรต่าง ๆ แต่เราจะเอาไปผลาญให้คนรวย ได้ใช้นาน ๆ ทีโดยไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น ตัวเลขนี้ผมไม่ได้เมกอัป (Make up) ตัวเลขนี้ อยู่ในเอกสารจากมติ ครม. วันที่ ๒๘ พฤษภาคมนะครับ คราวนี้เรามาดูกัน มติไม่ได้มีแค่นั้น มติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม เราก็ต้องถาม เพื่อนสมาชิกคงจำได้ พวกเราถวายสัตย์ฯ เข้ามาเป็น ส.ส. วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ วันนั้นสถานะของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คืออะไร สถานะของ ครม. คืออะไร ที่เขาอนุมัติกันไปเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นอกจากนั้นโดยมารยาททางการเมืองมันไม่ควรทำนะครับ การอนุมัติโครงการใหญ่ ๆ ในช่วงเปลี่ยนผ่านและเขาก็จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาภายใต้ สกพอ. หรือว่าสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งทุกท่านก็คงรู้ดีว่าผู้บริหารใหญ่ ของสำนักนี้เป็นคนของใครมาจากไหน และมันน่าแปลกไหมครับ โครงการที่จะมาดูแล รถไฟความเร็วสูงมันไม่ได้ขึ้นกับคมนาคม จริง ๆ ที่ขออนุมัตินี้โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยนะครับไม่ใช่กระทรวงคมนาคมขออนุมัติโครงการนี้ เดี๋ยวไปเปิดมติ ครม. กันดูนะครับ ที่สำคัญที่อยากจะให้ฝั่งรัฐบาลช่วยกันตรวจสอบ เวลาเราอนุมัติมติ ครม. จะต้องมีความเห็น จากหน่วยงานต่าง ๆ ท่านจะรู้รายละเอียดมากกว่าผมอีก ของผมยังได้หลุดมาบ้างจาก หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ แต่พวกท่านเข้าถึงข้อมูลมากกว่าผม ไปช่วยกันตรวจสอบดูว่า โครงการนี้มันประหลาดจริง ๆ ทางออกของเรื่องนี้เราจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะว่า เราจะใช้ภาษีของประชาชนเพื่อพี่น้องประชาชน อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด เงื่อนไขลับในซองที่ ๔ ที่บอกว่าไม่สามารถเปิดเผยได้คืออะไร เราจะ ยอมไหมครับ ให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินภาษีแสนกว่าล้านบาทเพื่อคนรวยได้ใช้นาน ๆ ที ในโครงการที่ไม่คุ้มค่าเลย แล้วเราก็ไปช่วยกันตรวจสอบอีกว่าเจ้าของที่ดิน แล้วก็มูลค่าของที่ ที่แท้จริงเขาประเมินไว้เท่าไร ก็มีข่าวออกมาผมไม่อยากกล่าวหาแต่ก็ตรวจสอบกันก่อน เขาบอกว่าที่ดินมักกะสันประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงประมาณ ๓-๔ เท่า อันนี้เราไป ช่วยกันเช็ก (Check) ว่าประเมินไว้ต่ำเพื่อประเคนให้เอกชนอย่างนั้นจริงหรือไม่ มักกะสัน ที่ใหญ่ใจกลางเมือง ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ นอกจากนั้นเราไปตรวจสอบกันในเรื่องของ ความสมเหตุสมผลและคุ้มค่าของโครงการ และเราไปช่วยรัฐบาลคิดด้วยว่าก้าวต่อไป ของบริษัทรถไฟฟ้า รฟท. ที่เขาบริหารจัดการโครงการที่เรียกว่า แอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) อยู่แล้วจะไปหยิบเขาออก พนักงานเขาจะตกงาน ต้องไปหาที่ใหม่ให้เขาทำนี่นะครับ แล้วให้เอกชนมารับบริหารจัดการในโครงการรถไฟความเร็วสูง มันยุติธรรมกับพวกเขาไหม ไปช่วยกันหาทางออกให้เขา

สุดท้ายเรื่องของหน่วยงานที่ตั้งมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการโครงการ แล้วก็ หน่วยงานที่ตั้งใหม่ที่ไม่ใช่คมนาคมที่อยู่ภายใต้ สกพอ. ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นมัน เมกเซนส์ (Make sense) แล้วหรือยัง หรือว่าถ้ามันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราจะทำอย่างไร ไม่ให้มันเกิดค่าโง่ หรือว่าความซ้ำซ้อนของหน่วยงานหรือการบริหารจัดการที่หลาย ๆ หน่วยงานมันจะยิ่งยุ่ง ยิ่งเยอะ ยิ่งยาก ก็ต้องไปช่วยกันดูตรงนั้นว่าทางออกของประเทศ ควรจะเป็นอย่างไร สุดท้ายผมอยากให้ช่วยกันคิดนะครับ อำนาจพิเศษมันเปรียบเหมือน ดาบสองคมนะครับ แต่สิ่งที่รัฐบาล คสช. ทำ คือทำเพื่อประชาชนหรือกลุ่มทุนใหญ่ ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ เชิญครับ

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปราย ในส่วนของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการดำเนินการโครงการเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออกหรือที่เราเรียกกันว่า อีอีซี (EEC) ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือการลงทุน ของรัฐบาล หรือเรียกสิ่งหนึ่งว่าอีก ๑.๗ ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลร่วมลงทุนกับเอกชน แต่ผม มีตัวเลขหนึ่งที่อยากจะนำเรียนท่านประธานคือตัวเลข ๒.๙๔ ล้านล้านบาท คือรายได้ ปี ๒๕๖๑ จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย ตรงนี้เอง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ แต่ตัวเลขหลัก ๆ ก็คือน่าจะประมาณ ๓.๒๗ แสนล้านบาท คือรายได้จากการท่องเที่ยว ๓ จังหวัดของจังหวัดในพื้นที่ อีอีซี (EEC) คือจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัด ฉะเชิงเทรา ตรงนี้เองครับกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ทุกอย่าง มันต้องมีการลงทุน ต้องกราบขอบพระคุณทางรัฐบาลด้วยที่เล็งเห็นจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลักของประเทศ จากรายได้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เราได้จากการท่องเที่ยว กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า อีอีซี (EEC) ให้อะไรเรา นอกจากการพัฒนาด้านการอุตสาหกรรม การพัฒนาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม ๓ สนามบิน สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาหรือท่าเรือน้ำลึก ตรงนี้เองคือสิ่งอำนวย ความสะดวกที่จะดึงนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและชาวต่างชาติ นำรายได้มาให้กับ ประเทศไทยเรา ตรงนี้เราเอาเงินของชาวต่างชาติมาให้บ้านเรา แล้วเราก็ใช้เงินของคนไทยกันเอง หมุนเวียนในประเทศในเรื่องของการท่องเที่ยว อีกหนึ่งตัวเลขในส่วนของ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ปี ๒๕๕๗ มีเพียงแค่เทอร์มินอล (Terminal) เดียว จำนวน ผู้โดยสาร ๑๓๙,๐๐๐ คน เมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๖๑ จากสถิติที่ผมขอ มาจากการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ๑,๙๙๐,๐๐๐ คน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ใช้ บริการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาที่เพิ่งเปิดเทอร์มินอล ๒ (Terminal 2) เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วยังมีเฟส (Phase) ๓ อีก ๕ ปีที่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง ๕๐ ล้านคนต่อปี ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนในเขตพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผมก็เป็นคน จังหวัดชลบุรี จากปี ๒๕๕๙ จนปี ๒๕๖๑ ตัวเลขของนักท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี ปี ๒๕๖๑ ๑๘ ล้านคน รายได้ปี ๒๕๖๑ ๒๗๒,๐๐๐ แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินลงทุน ๑.๗๗ ล้านล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวเรามากกว่าอีกนะครับ ภายในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้า ทีนี้ถามว่าพี่น้องประชาชนได้อะไร ผมขอเพิ่มนิดหนึ่งฝากไปถึงคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คุณมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว คุณมีสนามบิน คุณมีท่าเรือจุกเสม็ดแล้ว คุณมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวหรือพี่น้อง ประชาชนชาวไทยภูมิภาคอื่น ๆ แต่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรียังไม่ได้รับเท่าที่ควร โดยเฉพาะในเรื่องระบบขนส่งสาธารณะภายใน จำเป็นไหมเรามีสถานีรถไฟหลัก ควรที่ จะต้องมีซับสเตชัน (Substation) สถานีรถไฟรองเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุก ๆ อำเภอทั้งอำเภอหลักและอำเภอรองใช้บริการสาธารณะ เพื่ออะไรครับ นักท่องเที่ยว ผมขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ปัจจุบันการท่องเที่ยวพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน จากเดินทางโดยกรุปทัวร์ (Group tour) มาเป็นเดินทางด้วยตัวเองมากถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ นักท่องเที่ยวบางท่านยังต้องแบกเป้เดินออกมาจากสนามบิน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว พฤติกรรมที่เป็นแบบแบ็กแพ็ก (Backpack) ตรงนี้เองผมก็กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี (EEC) ให้เล็งเห็นถึงจะเป็นระบบรถรางเบาก็ดี รถโดยสารสาธารณะก็ดี หรือแม้กระทั่ง โมโนเรล (Monorail) ก็ดี เชื่อมอำเภอรองเถอะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทราได้โดยสารในราคาที่ประหยัด จากการท่องเที่ยวที่ผมนำเรียนท่านประธานทำให้เกิดอะไร ๑๒ อุตสาหกรรมหลักเป้าหมาย ต้องการตลาดแรงงานเป็นหลัก ปัจจุบัน อีอีซี (EEC) คาดการณ์ไว้ว่าอีก ๕ ปีจะมีอัตรา การจ้างงาน ๔๗๕,๖๗๔ ตำแหน่ง เป็นอาชีวะ ๒๕๐,๐๐๐ ตำแหน่ง เป็นปริญญาตรี ๒๑๐,๐๐๐ ตำแหน่ง และเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก อีกประมาณ ๘,๕๐๐ ตำแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันโดยเฉพาะระดับอาชีวะเราผลิตผู้สำเร็จการศึกษา หรือตลาดแรงงานฝีมือได้เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ ด้านการตลาด แต่เป็นข้อดีนะครับ ความต้องการตลาดมากกว่าจำนวนที่เราผลิตออกไป ดีมานด์ (Demand) มากกว่าซัปพลาย (Supply) เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเร่งก็คือ ผลิตบุคลากรซึ่งเป็นเยาวชนของเราให้สามารถตอบแทนตลาดแรงงานที่กำลังจะเข้ามา แล้วตลาดแรงงานที่จะให้เงินเดือนกับเรา คือภาคเอกชน คือนักลงทุน ลองคิดตัวเลขกลม ๆ ท่านประธาน ๔๗๕,๐๐๐ ตำแหน่ง ค่าแรงขั้นต่ำให้ ๓๐๐ บาท เดือนหนึ่งให้ ๑๐,๐๐๐ บาท รายได้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือนที่ให้กับพี่น้องกับประชาชนหรือเยาวชนของเราในอนาคต ตรงนี้เอง อีอีซี (EEC) ทำให้เยาวชนมีอนาคตโดยเฉพาะเรื่องของอาชีวศึกษา ปริญญาตรี และปริญญาโท ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็ได้ลงพื้นที่ไป โรงเรียนมัธยม ปัจจุบัน นักเรียนมัธยมปลายมีอัตราการเรียนลดลงไม่ได้มุ่งเน้นที่จะไปศึกษาระบบอุดมศึกษาอะไร ผมก็ถามทางผู้อำนวยการโรงเรียนเกือบทุกโรงเรียนนะครับว่า เพราะอะไรทำไมจำนวน นักศึกษา นักเรียนมัธยมปลายลดลง หันไปเรียนอาชีวะครับท่านประธาน เพราะเป็นการ ร่วมลงทุนกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะนักศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูง ปวช. ปี ๓ เริ่มได้เงินเดือนโดยบริษัทเอกชนให้ครึ่งหนึ่ง ถ้า อีอีซี (EEC) หยุดไป โดยเฉพาะเมคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ก็ดี โรโบติกส์ (Robotics) ก็ดี โลจิสติกส์ (Logistics) ก็ดี การแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรก็ดี ไออี คอมเมิร์ซ (IE commerce) ก็ดี นักศึกษาที่เรียนอาชีวะอยู่จะทำงานที่ไหน กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ การพัฒนาเศรษฐกิจผมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศไทยของเรา แต่อยากให้ทางภาครัฐเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เราไม่ได้เอาเงินจากใครเลยครับ เราเอารายได้จากต่างชาติ มาให้เรา เราต้องพัฒนาครับ ฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แอปพลิเคชัน (Application) เราก็ยังไม่มี ป้ายบอกสัญญาณทางปัจจุบันนักท่องเที่ยว ประเทศจีนเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่ประเทศจีนนำรายได้ มาให้เรานักท่องเที่ยว เราควรที่จะต้องมีป้ายสัญญาณที่เป็นภาษาจีนบ้างแล้ว ตรงนี้ ที่ผมอยากจะฝากบอกท่านประธาน

ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อม อีอีซี (EEC) มีทั้งหมด ๘๖ โครงการผมอยากให้เน้น ในส่วนของเพิ่มโครงการมากยิ่งขึ้น ผมขออนุญาตสรุปอีก ๑ นาทีขออีกเรื่องหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะอัตราการจ้างงานเกี่ยวกับเรื่องเราส่งเสริมคนปกติแล้ว ทางภาครัฐก็อย่าลืม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ในภาคเอกชนควรที่จะต้องเพิ่มจำนวนผู้พิการเข้าไปทำงาน มากขึ้น โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตรงนี้ผมขอนำเรียนท่านประธานว่า อีอีซี (EEC) จะเดินต่อไปได้ถ้าภาครัฐร่วมเดินและเล็งเห็นเสียงของพี่น้องประชาชนร่วมกัน อย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ คุณสะถิระครับ ท่านสมาชิกครับ ผมมีเรื่องด่วนที่มีความจำเป็นกับพี่น้องประชาชน ที่กำลังเจอภัยพิบัติอยู่ในขณะนี้ คือถูกน้ำท่วมอยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน เนื่องจากว่า ทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับหนังสือด่วนมากจากกระทรวงสาธารณสุข

ด้วย นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ได้มีหนังสือแจ้งว่า ในขณะนี้เกิดสภาวะน้ำท่วมหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้ประชาชน ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ดังนั้นรองนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในปัญหาดังกล่าว จึงมีความประสงค์ แจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ที่มีความประสงค์จะขอรับ การสนับสนุนยาสามัญประจำบ้าน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย ให้แจ้ง ถ้าท่านมีความประสงค์ ให้ท่านแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวง สาธารณสุข ชื่อผู้ประสานงาน นายวีระศักดิ์ ย้อยนวล และนางสาวนพมาศ วีระชาญชัย เบอร์ติดต่อ ๐-๒๕๙๐-๑๑๕๐ เพื่อที่จะให้ท่านได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ผมได้สั่งให้ เจ้าหน้าที่สำเนาเอกสารจากกระทรวงสาธารณสุขแจกจ่ายให้กับท่านสมาชิกได้ไปติดต่อ ประสานงานโดยตรงทุกท่านแล้วนะครับ ฉะนั้นจึงขอแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบ

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เนื่องจากว่าญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาตรวจสอบการดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม ๓ สนามบิน สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา และการกำหนด พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ยังมีท่านสมาชิกแจ้งความจำนงที่จะขอร่วมอภิปราย แสดงความคิดเห็นอีกเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นวันนี้เราได้ประชุมกันมาพอสมควรแล้ว ผมขอเลื่อนการพิจารณาญัตติเรื่องด่วนเรื่องนี้ไปพิจารณาในสัปดาห์หน้า ในสัปดาห์ต่อไป ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน วันนี้ขอปิดประชุมนะครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๓๑ นาฬิกา