ระวี มาศฉมาดล แสดงความคัดค้านการต่อสัมปทานทางด่วนโดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายและข้อกังวลต่อข้อเสนอ Double Deck พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมและภาระที่ประชาชนจะต้องแบกรับในระยะยาว หากต่อสัมปทานให้บีอีเอ็มอีก 30 ปี โดยชี้ว่าผลตอบแทนที่บริษัทได้รับต่ำเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน และตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าทางการเงิน ทั้งในกรณีสู้คดีและไม่สู้คดี ซึ่งอาจทำให้รัฐสูญเสียเงินหลายแสนล้านบาท จึงเรียกร้องให้ทบทวนการบริหารจัดการอย่างรอบด้านเพื่อพิจารณาประโยชน์ของรัฐและประชาชนอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลานิดหนึ่ง ในการที่จะ ชี้แจงในส่วนความเห็นส่วนตัวของกระผม สิ่งแรกผมขอพูดเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัมปทาน ทางด่วน ในส่วนตัวผมเองได้แสดงความเห็นไว้ชัดเจนว่า กระผมไม่เห็นด้วยที่จะทำการ ต่ออายุสัมปทานทางด่วนในครั้งนี้ด้วยเหตุผล ๔-๕ ประการ อยู่ในข้อแรกก็คือประเด็น ทางกฎหมาย ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าก็ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถที่จะต่อได้โดยถูกกฎหมาย หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่คณะอัยการที่มาให้ความเห็นต่อกรรมาธิการ ก็ได้มีความเห็นว่า ยังมีประเด็นที่น่าจะสู้ต่อได้และอัยการอยากจะสู้ต่อ แต่เรามีความจำกัด เรื่องเวลา ๔๕ วัน ซึ่งคิดว่าใน ๒ ประเด็นนี้คาดว่าน่าจะมีกรรมาธิการท่านอื่นมาให้ ในรายละเอียดปลีกย่อย ต่อไปในโครงการก่อสร้าง ดับเบิลเดก (Double Deck) ซึ่งลงทุน ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะแลกด้วยสัมปทานอีก ๑๕ ปี เห็นว่ามีความไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ผลประโยชน์ต่อประชาชนมากเกินไป เพราะ ๑๕ ปีแรกเป็นการเคลียร์ข้อพิพาท ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่การต่อ ดับเบิลเดก (Double Deck) เพียง ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่แลกกับสัมปทานอีก ๑๕ ปี ไม่น่าจะเหมาะสม แต่จุดสำคัญที่ผมอยากขออนุญาต จะใช้เวลา ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยขึ้นภาพประกอบด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ผมอยากจะให้ข้อมูลแก่สภา ภาพแรกที่ขึ้นเป็นตารางเปรียบเทียบ ซึ่งทางบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) และบอร์ดการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยได้นำเสนอเข้าสู่กรรมาธิการ ซึ่ง ๓ ทางเลือกที่เสนอตัวเลขชัดเจนนะครับ
ทางเลือกที่ ๑ ถ้าต่อสัมปทานให้ บีอีเอ็ม (BEM) ให้อีก ๓๐ ปี ผลประโยชน์ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ของ บีอีเอ็ม (BEM) จะได้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง บีอีเอ็ม (BEM) ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลซ่อมบำรุงประมาณ ๒๓๕,๐๐๐ การลงทุนดับเบิลเดก (Double Deck) อีก ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยอีกประมาณ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว บีอีเอ็ม (BEM) จะมีรายได้ในช่วง ๓๐ ปี เพียง ๙๗,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือข้อเสนอ แต่สิ่งที่ขาดคือประชาชนได้เสียอะไรใน ๓๐ ปี ไม่ได้มีการพูดถึง และจะเห็นว่าตัวเลข ๙๗,๕๐๐ ล้านบาท คือรายได้ที่ บีอีเอ็ม (BEM) จะได้ใน ๓๐ ปี มันรวมถึงการยุติข้อพิพาท ๕๙,๐๐๐ ล้านบาทด้วย แสดงว่าผลประโยชน์อื่นนอกเหนือจากคดี บีอีเอ็ม (BEM) จะได้อีก ประมาณแค่ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นในช่วง บีอีเอ็ม (BEM) ๓๐ ปี นี่คือข้อมูล ทางเลือกแรกก็คือทางเลือกที่ต่อสัมปทาน ๓๐ ปี ตามสัญญาที่เสนอมา
ทางเลือกที่ ๒ คือว่าถ้าไม่ต่อสัมปทานการทางพิเศษสู้ทุกคดี แต่ว่าปรากฏว่า ถ้าสู้แล้วแพ้หมดทุกคดีจากยอด ๑๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท กว่าจะสู้จบทุกคดีอีกประมาณ ๑๐ ปีจะมีดอกเบี้ยรวมหมด ถ้าแพ้คดีทั้งหมดตัวเลขที่เสนอคือจะเสนอว่าเสียค่าเสียหาย ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากทางเลือกที่ ๒ เรามาดูในรายละเอียดอีกต่อไปว่า ทางเลือกทางเลือกนี้รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่เขาได้เสนอมาจะเห็นว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแม้ว่าจะได้รายได้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๓๐ ปี ตัวเลขรายได้ ๓๐ ปีที่จะได้ทำถ้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยดูแลเองได้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท บวกค่าแวต (VAT) ด้วย รวมหมดประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราเอาตัวเลข ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาคิด ไม่เอาแวต (VAT) มาคิด จะเห็นว่าทางการพิเศษแห่งประเทศไทย จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลซ่อมบำรุง ๒๓๕,๕๐๐ ล้านบาท ต่อไปการลงทุน ดับเบิลเดก (Double Deck) อีก ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่อไปถ้าแพ้คดี ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท และค่าดอกเบี้ยอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถ้าเลือกเส้นทางสู้คดีแล้วแพ้หมดจะเหลือเงินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพียง ๕,๙๐๐ ล้านบาท ส่วน บีอีเอ็ม (BEM) ก็จะได้ค่าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ช่องสุดท้ายคือผลประโยชน์ประชาชนไม่ได้พูดถึง ขอภาพที่ ๒ ต่อเลยครับ อันนี้คือ ๒ ทางเลือก
ต่อไปทางเลือกที่ ๓ ที่ บีอีเอ็ม (BEM) และการทางพิเศษเสนอมาก็คือ ถ้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสู้คดี ไม่ต่อสัมปทานแล้วสู้คดีทั้งหมด แล้วปรากฏว่าสู้แล้ว แพ้ครึ่งหนึ่ง แพ้เสียหายประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผลก็คือเราดูที่ช่องแรกนะครับ รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยใน ๓๐ ปี รายได้ก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แพ้คดี ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุน ดับเบิลเดก (Double Deck) ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยประมาณ ๑๔,๙๐๐ ล้านบาท สรุปการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะเหลือเงินเพียง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๓๐ ปี ถ้าสู้คดีแล้วแพ้ครึ่งหนึ่ง ส่วน บีอีเอ็ม (BEM) จะได้รายได้จากการแพ้คดีไป ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนภาคประชาชนได้หรือเสียอันนี้ไม่มี นี่คือข้อมูลสำคัญที่ส่งผลในการตัดสินใจต่อความเห็น ของกรรมาธิการ
คราวนี้ผมขออนุญาตเสนอภาพต่อไป อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นการคาดการณ์คร่าว ๆ ว่าในส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ผมคิดว่าตัวเลขตรงนี้ เป็นตัวเลขที่โอเวอร์เอสทิเมชัน (Over estimation) หรือไม่นะครับ ขอภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นความเห็นที่ผมประเมินนะครับ ถ้าสมมุติว่า ทางเลือกที่ ๑ มีการต่อสัมปทาน ให้ บีอีเอ็ม (BEM) ๓๐ ปี ตามทางเลือกที่เขาเสนอมา รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็จะได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็ตรงกัน ต่อมานะครับรายได้ ของ บีอีเอ็ม (BEM) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าประการแรกคือค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ต่างประเทศที่ผมศึกษามาค่าซ่อมบำรุง ค่าดูแลทางด่วนระดับ ๓๐ ปี ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของเราจากตัวเลขที่บอร์ด (Board) เสนอมา ๒๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมว่าสูงเกินความเป็นจริง และในการชี้แจงทาง บีอีเอ็ม (BEM) พูดชัดเจนว่าถ้าเขาได้ต่อ สัญญาสัมปทานจริงผมได้ถามว่าคุณได้เงินแค่ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คุ้มหรือที่คุณ จะได้ต่อสัมปทาน ๓๐ ปี ทาง บีอีเอ็ม (BEM) ก็บอกว่าถ้าเขาสามารถบริหารจัดการได้ดีพอ เขาก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นผมก็มองว่าจุดแรกก็คือค่าบริหารจัดการ ซึ่งถ้าเกิด มีการบริหารจัดการโดยการทางพิเศษ หรือมีการประมูลอะไรต่อไปในอนาคต เราสามารถลด ตัวเลขค่าใช้จ่ายได้ เช่น ปัจจุบันนี้ด่านที่เป็นอีซี่พาส (Easy Pass) น้อยแล้วทำให้รถติด ถ้ามีการลดเป็นด่านอีซี่พาส (Easy Pass) ก็จะลดค่าบุคลากรลงไปได้ ดังนั้นผมก็ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจริง ๆ ถ้าได้มีการดำเนินการใน ๓๐ ปีข้างหน้าโลกมันเปลี่ยนไปใช้เป็นอีซี่พาส (Easy Pass) มากขึ้น ใช้เป็นบัตรที่เชื่อมต่ออะไรต่าง ๆ มากขึ้นค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุนดับเบิลเดก (Double Deck) ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดแล้วถ้าต่อสัมปทานให้บริษัทเอกชน ๓๐ ปี เอกชนจะได้ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่อยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่า ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ แล้วที่สำคัญก็คือผมพิจารณาถึงประชาชนได้ หรือเสียอะไรใน ๓๐ ปี ซึ่งผมก็ได้มาวิเคราะห์ ว่าประชาชนต้องเสียถ้าต่อสัญญาสัมปทานนี้ คือเสียค่าผ่านทาง ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปี ซึ่งล่าสุดก็คือเสียเมื่อปีที่แล้วปี ๒๕๖๑ ขึ้นไปแล้ว ดังนั้นต่อไปปี ๒๕๗๑ จะขึ้น ๑๐ บาท ปี ๒๕๘๑ จะขึ้น ๑๐ บาท แต่ปี ๒๕๙๑ ขึ้น ๑๐ บาท ประเมินคร่าว ๆ ตรงนี้นะครับ ส่วนตัว ประเมินบอกว่าประชาชนต้องเสียค่าทางด่วน ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดตรงนี้มารวมกัน ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้รายได้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ประชาชนต้องเสีย ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าประเทศได้แค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถ้าต่อสัมปทานนะครับ นี่เป็นความเห็นในตัวเลขที่ผมวิเคราะห์ส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่ความเห็น ของกรรมาธิการ ต่อมาครับทางเลือกที่ ๒