วีระกร คำประกอบ รายงานผลการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยเสนอให้ขยายสัญญาเพื่อยุติข้อพิพาทและลดความเสี่ยงจากคดีความในอนาคต พร้อมหารือปัญหาคดีชดเชยค่าผ่านทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่อาจกระทบฐานะการเงิน และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการขยายสัมปทานอย่างโปร่งใส เน้นความสมดุลของผลประโยชน์ระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการลดภาระค่าผ่านทางเพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยเนื่องจากสัญญาหลักยังมีอายุเหลืออีกหลายปี จึงเสนอให้เปิดกระบวนการคัดเลือกผู้เดินรถใหม่ตามกฎหมาย เพื่อเตรียมการโอนทรัพย์สินกลับเป็นของรัฐในอนาคต ควบคู่กับการลดค่าโดยสารและส่งเสริมความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสาธารณะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวีระกร คำประกอบ ประธานกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) สภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอรายงานเรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรดังนี้ครับ
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) โดยมี กำหนดระยะเวลาการพิจารณาศึกษาไว้ทั้งสิ้น ๔๕ วันนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ได้พิจารณา ศึกษารายงานเรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) เสร็จแล้ว จึงขอเสนอรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเห็นชอบรายงาน ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการต่อไป โดยผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแบ่งออกเป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ดังนี้
๑. ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน คณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนเพื่อเป็น การยุติปัญหาข้อพิพาททั้งหมดระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม (BEM) และจะไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อ ปัญหาการแพ้คดีต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อพิพาทในอนาคต ข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยกับ บีอีเอ็ม (BEM) หรือบริษัทเอกชนเกิดจาก ๒ คดีหลัก คือ
๑. เรื่องคดีขอชดเชยรายได้ตามสัญญาสัมปทานทางด่วนเส้นบางปะอิน-ปากเกร็ด และโดยกรณีนี้เกิดจากการก่อสร้างโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ส่วนต่อขยาย จากอนุสรณ์สถาน-รังสิต ซึ่งเป็นทางที่มีลักษณะแข่งขัน
๒. เรื่องคดีขอชดเชยรายได้จากการไม่ปรับค่าผ่านทาง ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แพ้คดี ชดเชยค่าเสียหายจากคดีทางที่มีลักษณะแข่งขันโครงการทางด่วนสาย บางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นมูลค่าถึง ๔,๓๑๘ ล้านบาท ซึ่งข้อพิพาทอื่น ๆ มีประเด็นข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันกับที่ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสิน เป็นบรรทัดฐานให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีแล้ว ในส่วนกรณีข้อพิพาทเรื่อง การไม่ปรับค่าผ่านทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ แพ้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ และศาลปกครองกลางแล้ว หากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พิพาทคดีต่อไป โดยไม่เจรจายุติข้อพิพาท การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงมีโอกาสที่จะ แพ้คดีสูง โดยข้อพิพาททั้งหมดคิดเป็นมูลค่า ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท ซึ่งหากมีการพิพาทกัน ต่อไปและการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีทุกคดี จะมีมูลค่าข้อพิพาทรวมดอกเบี้ยทั้งสิ้น ไปจนถึงปี ๒๕๗๘ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ศาลจะมีคำสั่งพิพากษาถึงที่สุดทุกคดี จะรวมเป็น เงินถึง ๓๒๖,๑๒๗ ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะทางการเงินของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันสภาพการจราจรบนทางด่วนขั้นที่ ๒ เข้าสู่ สภาวะวิกฤต โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาเร่งด่วน การเดินทางจากงามวงศ์วานไปถึงพระราม ๙ ปัจจุบันนี้ใช้เวลาถึง ๙๑ นาที ในช่วงเวลาเร่งด่วน การก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ ๒ หรือดับเบิลเดก (Double Deck) และการทำบายพาส (Bypass) ช่วงดินแดงไปพระราม ๙ ทั้งไปและกลับ และการขยายผิวจราจรตรงคลองประปาและมักกะสัน และการปรับปรุง ทางด่วนอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น จากการศึกษาของสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าหากได้ดำเนินการปรับปรุงทางด่วนในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ จะสามารถลดเวลา การเดินทางจากงามวงศ์วานไปถึงพระราม ๙ จาก ๙๑ นาที จะเหลือเพียง ๓๑ นาที ทั้งนี้เงื่อนไขและเวลาที่ขยายสัมปทาน ขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบ เป็นไปด้วย ความโปร่งใส รวมถึงกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และควรกำหนดสัดส่วนการแบ่ง ผลประโยชน์ระหว่างรัฐและเอกชนให้มีความเหมาะสม และควรลดอัตราค่าผ่านทาง รวมถึง การกำหนดระยะเวลาการปรับอัตราค่าผ่านทางให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติและประชาชนสูงสุด
ในประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านได้ให้กรรมาธิการ ได้พิจารณา คือเรื่องการขยายสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ บีทีเอส (BTS) คณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้กรุงเทพมหานครขยายสัญญา สัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ บีทีเอส (BTS) เนื่องจากสัญญาสัมปทานเส้นทางหลัก หรือคอร์ไลน์ (Core line) ยังเหลือเวลาอีกหลายปีก่อนจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน การดำเนินการหาผู้ประกอบการเดินรถรายใหม่สามารถทำได้โดยขั้นตอนตามกฎหมายปกติ (พระราชบัญญัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ปี ๒๕๖๒) รวมทั้งเมื่อสิ้นสุดสัญญา สัมปทานในปี ๒๕๗๒ คืออีก ๑๐ ปีข้างหน้า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหลายจะโอนกลับมา เป็นของรัฐ ทำให้รัฐมีอำนาจในการต่อรองในเรื่องของการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ที่ราคาจะถูกลง จนกระทั่งประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐได้ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวลดลง ส่งผลให้การจราจร ในกรุงเทพมหานครดีขึ้น ทั้งนี้ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปรากฏในรายงาน ดังกล่าวแล้ว ขอความกรุณาให้สภาผู้แทนราษฎรได้โปรดพิจารณาและให้ความเห็นชอบ เสนอรายงานข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ