เกียรติ ตั้งข้อสังเกตขยายสัมปทานทางด่วน ห่วงผลพวงคดี-ไร้กฎหมายรองรับ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๒

เกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อกังวลต่อการขยายสัมปทานทางด่วนและบีทีเอส โดยตั้งคำถามต่อเหตุผลด้านการเงินและการไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน พร้อมแสดงความกังวลต่อภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นหากตัดสินใจรับผิดโดยไม่รอบคอบ และเสนอให้รัฐพิจารณาการรับคืนทรัพย์สินเพื่อบริหารเองเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมถึงเรียกร้องให้ประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจต่อสัญญา

นายเกียรติ สิทธีอมร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการ กรณีการขยายสัมปทานทางด่วน ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีการสงวนความเห็นไว้ เหตุผลที่ผมสงวนความเห็นไว้ ผมคิดว่าเราต้องกลับไปดูว่าหลักในการที่เราให้สัญญาสัมปทาน ในครั้งแรกเลยเหตุผลมันมีอะไรบ้าง เหตุผลที่สำคัญก็คือทำไม่เป็น เงินไม่มีนะครับ ในตอนนั้น ที่ให้สัมปทานไป ๓๐ ปี เพราะเราทำไม่เป็น เงินไม่มี ก็มีการให้สัญญาสัมปทานระยะยาว แต่หลังจากนั้น จริง ๆ แล้วทรัพย์สินทั้งหมดต้องโอนถ่ายมาเป็นของรัฐ และไปบริหารจัดการ เพื่อประชาชน ในหลายประเทศในเรื่องของทางด่วน หลังจากที่หมดสัญญาสัมปทาน เราก็สามารถเอาทรัพย์สินกลับมาเป็นของรัฐ และลดค่าบริการให้ประชาชนผู้ใช้ได้นะครับ

แนวทางอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า แนวทางที่ใช้ในการเจรจาต่อรอง ผมยังมีข้อสงสัยในประเด็นข้อกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ เพราะว่าการที่เราแพ้ ๑ คดี อนุมานเลยว่าจะต้องแพ้ทุกคดี แล้วก็ประเมินจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่ทราบ มันเป็นบรรทัดฐานในการที่ไปเจรจา อันนี้มันต้องมีกฎหมายรองรับ ข้อชี้แจง ของผู้มาชี้แจงที่กรรมาธิการก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้

ประการสุดท้ายที่ผมสงวนความเห็นก็คือว่า ทางเลือกที่กำลังทำกันอยู่นี้ มันดีที่สุดแล้วหรือยัง เพราะว่าจริง ๆ ข้อพิจารณามันมีมากกว่านั้นนะครับ สมมติฐาน ที่เขาใช้ก็คือว่าเราแพ้ ๑ คดี ท่านประธานครับ ตัวเลขเงินต้นในคดีที่แพ้มัน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่เป็นดอกเบี้ยที่พอกพูนขึ้นมา ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ต้องกลับไปดูสิครับว่าทำไม ความเสียหายมันลากมายาวนาน และมีดอกเบี้ยซึ่งพอกพูนขึ้นมาเป็นเท่าตัว เกินเท่าตัว ด้วยซ้ำไปนะครับ กรณีของคดีที่แพ้ไปแล้ว ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท ก่อนที่จะไปสู่ขั้น อนุญาโตตุลาการและไปถึงชั้นศาล มีการตรวจสอบตัวเลขชัดเจนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นเท่าไร มีการตั้งวิศวกรอิสระ มีคณะผู้พิจารณาตามสัญญาทั้งหมดนะครับ พิจารณาถี่ถ้วน หมดแล้ว ถึงจะสรุปออกมาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงินต้น ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่คดีที่เหลือที่อนุมานว่าแพ้แน่ ยังไม่มีการตรวจสอบตัวเลขโดยวิศวกรอิสระ ยังไม่มี การตรวจสอบตัวเลขโดยคณะผู้พิจารณาอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นการที่อนุมานว่า ความเสียหายจะเป็นไปในลักษณะนั้น ผมก็คิดว่าอาจจะเป็นความสุ่มเสี่ยงของภาระที่รัฐ ต้องเข้าไปรับผิดชอบ

อีกประการหนึ่งที่ผมสงวนความเห็นก็คือว่า อัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณ ในการชดเชย ตามสัญญาเขียนไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับการผิดนัด เกิน ๓๐ วันหรือไม่ แต่จริง ๆ การชดเชยดอกเบี้ยเป็นการชดเชยที่ต้องชดเชยกับดอกเบี้ย จริง ๆ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมเชื่อว่าทางบริษัทคู่สัญญาเองก็พร้อมที่จะเจรจา เพราะเป็นบริษัทในตลาดสามารถที่จะพิสูจน์ทราบได้ว่าต้นทุนดอกเบี้ยจริง ๆ มันเป็นเท่าไร มันไม่ควรจะเป็นดอกเบี้ยที่สูงขนาดนั้น สัญญาสัมปทานจริง ๆ แล้วมันไม่เหมือนสัญญา จ้างทำของครับ จริง ๆ เวลาเราบริหารสัญญาสัมปทานเราต้องบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ทุกขั้นตอน อันนี้เรารู้แล้วว่าความเสี่ยงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ แล้วนะครับ ทราบว่ามี ข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว แต่การบริหารนี่ใช้เวลานานมาก ซึ่งเดี๋ยวผมจะชี้แจงว่าแต่ละฝ่าย ใช้เวลาไปสักเท่าไร ผมคิดว่ากรณีอย่างนี้เราต้องใช้เป็นบทเรียน ในการบริหารทรัพย์สิน หรือโครงการของภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดอย่างนี้อีกซ้ำซ้อน ความเสียหายเกิด ความซ้ำซ้อน ระยะในการดำเนินการของแต่ละฝ่ายนะครับท่านประธาน กทพ. เอง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยรอให้คู่สัญญายื่นข้อพิพาท ๒ ปีครึ่ง ๒ ปีครึ่งในกรณีทางแข่ง และ ๓ ปีครึ่งในกรณีการขึ้นค่าผ่านทาง ก่อนที่จะไปยื่นคัดค้านเสียเวลาไปอีก ๑ ปีครับ ผมคิดว่าเวลานี้ยาวนานมาก ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยมันพอกทุกวัน แต่ไม่มีความพยายามที่จะ เร่งดำเนินการให้ยุติข้อพิพาทอนุญาโตตุลาการใช้เวลาพิจารณา ๔ ปี ในคดีหนึ่ง อีกคดีหนึ่งใช้เวลาพิจารณา ๖ ปี ๘ เดือน ยาวนานมากจริง ๆ พอไปถึงชั้นศาลปกครอง ๒ ศาล ศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดใช้เวลาพิจารณา ๙ ปี ๖ เดือนครับท่านประธาน ต้องถือว่ายาวนานมากจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยมันพอกไปทุกวันในกรณีที่มีการแพ้คดี ผมอยากเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ อนุญาโตตุลาการ ถ้าเป็นมาตรฐานสากลมีอยู่ ๒ องค์กร เท่านั้นครับที่เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก อันหนึ่งคืออันซิทรัล (UNCITRAL) ก็คือของ สหประชาชาตินะครับ อันซิทรัล (UNCITRAL) ระยะเวลาพิจารณาคดีเฉลี่ย ๓ ปี ๗ เดือน ของเรายาวนานมาก ไอซีซี (ICC) คือหอการค้านานาชาติที่กรุงปารีส ซึ่งผมเคยเป็นกรรมการ อนุญาโตตุลาการอยู่ เขียนในกฎเลยครับว่า ทุกคดีเมื่อยื่นเอกสารพร้อมต้องพิจารณาให้เสร็จ ภายใน ๖ เดือนครับ เห็นไหมครับว่ามันมีความแตกต่างในเรื่องของการพิจารณาคดีด้วย ทีนี้ทุกเรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะไม่ให้ขึ้นค่าผ่านทางก็ดี หรือจะมีการสร้างทาง แข่งก็ดี ถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องบอกรัฐบาลว่า ถ้าไปดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐบาลจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง แล้วถ้ามีผลกระทบอย่างไรรัฐบาล ต้องทราบล่วงหน้า กรณีนี้ผมคิดว่าไม่ได้มีการประเมินและแจ้งให้รัฐบาลทราบว่าถ้าจะไม่ขึ้น ค่าผ่านทางจะมีผลกระทบอย่างไร อันนี้ก็เป็นบทเรียนที่ผมคิดว่าเราต้องตระหนักไว้และไม่ให้ เกิดอีกในอนาคตนะครับ

กรณีดับเบิลเดก (Double Deck) ตอนนี้ยังไม่ชัดนะครับว่า จะผ่าน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ยังมีความสุ่มเสี่ยงมาก เอาไปผนวกรวมไปเลย ในการพิจารณาต่อสัมปทาน ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องนะครับ ผมเองไม่ขัดข้อง ถ้าจะต่อสัญญาสัมปทาน เพราะเพื่อใช้ในการชำระหนี้ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พอรับได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เรารับโอนทรัพย์สินมา จ้างเขาบริหารจัดการ และบำรุงรักษา เงินได้เป็นของรัฐ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถชำระหนี้ได้เหมือนกัน อาจจะชำระหนี้ได้เร็วกว่า มากกว่าด้วยซ้ำ พิสูจน์ให้ได้ครับ ว่าต่อสัญญาสัมปทานดีกว่าการที่รับโอนทรัพย์สินเข้ามาและจ้างเขาบริหารนะครับ

ในกรณีของ บีทีเอส (BTS) ผมก็สงวนความเห็นไว้เหมือนกันครับ ที่ผมต้องสงวนความเห็นไว้ เพราะผมคิดว่าปัญหามันใหญ่กว่าแค่ต่อหรือไม่ต่อ ที่ต้องต่อ คือปัญหาหนี้ทั้งสิ้นเลยครับ หนี้ล้วน ๆ เลยครับ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รับโอนมา ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จาก รฟม. ในทางเพิ่มการต่อขยาย อีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินลงทุนของ กทม. ในเรื่องอาณัติสัญญาณ หนี้ตรงนี้ กทม. ไม่มีปัญญาจะใช้ แต่ในขณะเดียวกันถามว่าเร่งด่วนไหมครับ ไม่ได้เร่งด่วนนะครับ เพราะว่าเซ็นสัญญา ให้เดินรถไปแล้วจนถึงปี ๒๕๘๕ ฉะนั้นพอมันไม่เร่งด่วนก็เลยมีคำถามว่าทำไมต้องใช้ มาตรา ๔๔ คำถามนี้ทุกกรรมาธิการตั้งคำถามกับผู้มาชี้แจงนะครับ ไม่มีใครตอบได้เลย ว่ามันมาได้อย่างไร เหตุผลคืออะไรแล้วถ้าบ้านเมืองเราไม่ได้อยู่ในภาวะปกติถึงจะใช้ มาตรา ๔๔ ได้ แต่ถ้าภาวะปกติบอกว่า ถ้าไม่มีมาตรา ๔๔ จะแก้ปัญหาไม่ได้นี่ผมคิดว่า ประเทศไทยคงไม่ตกอับถึงขนาดนั้นนะครับ กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันน่าจะสามารถ ที่จะทำให้เราปลดล็อกแก้ปัญหาได้ ฉะนั้นปัญหานี้ต้องทบทวนนโยบายนะครับ แล้วถามว่า บีทีเอส (BTS) นี่ทำมาเพื่อใคร เพื่อให้คนขึ้นได้นะครับ ถึงจุดนี้ผมตั้งคำถามในกรรมาธิการ ว่าอัตราค่าบริการการใช้ บีทีเอส (BTS) เมื่อเปรียบเทียบแล้วเราอยู่ตรงไหน คนเข้าถึงได้ไหม คนมีปัญญาใช้ไหม ทั้งขั้นต่ำ ทั้งขั้นสูง ถึงแม้เราจะบอกว่าจะจัดไว้ไม่ให้เกิน ๖๕ บาท เทียบกับรายได้ของประชาชนทั่วไปแล้วเป็นอย่างไร ถึงจุดนี้ผมขอให้ขึ้นชาร์ต (Chart) ที่ผมขออนุญาตไว้ล่วงหน้านิดหนึ่งนะครับ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นนะครับ ตัวเลขที่ผมโชว์ ในชาร์ต (Chart) นี้นะครับ จะเห็นได้ชัดเลยผมเปรียบเทียบเพราะว่าผมขอข้อมูลไป ไม่ได้รับมา ผมก็เลยทำเองครับ ไปหามาเอง เอามาให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก รับทราบ ง่าย ๆ เลยครับ ถ้าเทียบค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยแล้วทอนออกมา เป็นต่อชั่วโมง แล้วเทียบว่าอัตราขั้นต่อสุดของประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างนะครับ เราอยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เที่ยวเดียวนะครับ ไปกลับคือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในขณะที่ขนส่งมวลชน ของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในเอเชียอยู่ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ เอาประเทศพัฒนาแล้วเลยก็อยู่ที่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดที่ลอนดอนเท่านั้นเองนะครับ แต่ของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบแล้วเราอยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน อัตราสูงสุดที่บอกไว้ที่ ๖๕ บาท เราอยู่ที่ ๑๗๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเพื่อนบ้านเราใน ประเทศฟิลิปปินส์ ในกัวลาลัมเปอร์ มะนิลา อยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของเราอยู่ ๑๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหามันมากแค่ว่าจะต่อเพื่อแก้หนี้หรือไม่ต่อ ผมว่าถึงเวลาแล้วครับ อันนี้เป็นโอกาสนะครับ ควรจะไปทบทวนด้วยว่าคนที่จะเข้าถึงควรจะ ได้รับการใช้บริการในอัตราเท่าไร หลายประเทศขนส่งมวลชนไม่ใช่เรื่องที่บอกว่าต้อง ทำกำไรได้ มันมีการอุดหนุนมันเป็นเรื่องของนโยบาย เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่จะทบทวน นโยบายทั้งหมด จริง ๆ แล้วถ้าหมดสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ ส่วนที่คนใช้เยอะที่สุดคือส่วนชั้นใน เราเก็บรายได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นกอบเป็นกำครับ ชำระหนี้ได้ไหม ปัญหามันมีอยู่แค่ว่า จากวันนี้ ปี ๒๕๖๒ ถึง ปี ๒๕๗๒ กทม. ไม่มีปัญญาที่จะไปใช้หนี้ที่รับโอนมาจาก รฟม. ตรงนี้ถามว่าประเทศอื่นเขาทำอย่างไร ประเทศอื่นเขาให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถ ออกพันธบัตรได้ ออกพันธบัตรดอกเบี้ยต่ำ ๆ เพื่อมาชำระหนี้บางส่วนจนกว่ามีรายได้เข้ามา เป็นกอบเป็นกำถึงจะชำระหนี้ แล้วก็ไปปลดล็อกพันธบัตรที่ทำได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า เป็นโอกาสที่ต้องมาทบทวน เป็นเรื่องนโยบายล้วน ๆ ที่จะทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ แล้วก็ ให้บริการประชาชนได้ในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าสุดท้ายเลย ถ้าจะใช้วิธีต่อสัญญาสัมปทาน ผมไม่ขัดข้องนะครับ แต่ขอให้พิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ามันดีกว่าทางเลือกที่ผมรับโอนทรัพย์สินมา ทั้งหมดสามารถออกพันธบัตรได้ และเอารายได้ทั้งหมดเป็นของรัฐ แล้วก็จ้างบริษัทเอกชน เพื่อเดินรถในสิ่งที่ไม่ถนัดเท่านั้น ผมก็จึงสงวนความเห็นไว้ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ขอบคุณครับ