ศุภชัย ใจสมุทร แสดงความเห็นในฐานะกรรมาธิการเกี่ยวกับคดีพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับบีอีอีเอ็ม โดยระบุว่าแม้หน่วยงานจะมั่นใจในการสู้คดี แต่เมื่อศาลตัดสินแล้วควรยอมรับคำพิพากษาและยุติการต่อสู้เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อรัฐและประชาชนในระยะยาว พร้อมเสนอให้พิจารณาเจรจาต่อสัมปทานเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นธรรมและลดภาระหนี้ของรัฐอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังทางสมาชิกทุกท่านนะครับว่า ผมเองเป็นกรรมาธิการท่านหนึ่ง แล้วก็พิจารณา เรื่องนี้กันด้วยความถี่ถ้วน แล้วก็ค่อนข้างลำบากใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็ผลประโยชน์กับ กทพ. หรือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมได้เข้าไป พิจารณาศึกษาในฐานะกรรมาธิการ ผมก็คำนึงถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องรอบด้าน สิ่งหนึ่ง ที่ต้องยอมรับก็คือว่าในประเทศไทยเราที่ผ่านมา การดำเนินการ การพัฒนาประเทศ ในโครงการใหญ่ ๆ ยักษ์ ๆ ทั้งหลายล้วนแล้วที่รัฐบาลจะต้องร่วมกับเอกชนในการดำเนินการ โครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย กรณีเรื่องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่มีการดำเนินการ เรื่องทางด่วน เราก็พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในหลาย ๆ สิบปีประเทศเราพัฒนา จากการที่เอกชนเข้ามาร่วมทุนกับรัฐด้วย วันนี้มีรูปแบบในการดำเนินการมากมาย วิธีการสลับซับซ้อนขึ้น แต่ผมว่าจุดสำคัญที่สุดก็คือการที่เราจะทำอย่างไรให้ประเทศ ได้ประโยชน์สูงสุด ในส่วนของรัฐไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนใช้งบประมาณมากในการมาลงทุน เพราะฉะนั้นแน่นอนครับว่าหลายเรื่องหลายราว มันจำเป็นที่จะต้องทำสัญญากันให้เกิดลงตัว สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ผมเองนี่นะครับ ผมได้เข้าไปแล้วขออนุญาต ที่จะศึกษา แล้วก็แสดงความคิดเห็นเฉพาะประเด็นเรื่องของทางด่วนของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเท่านั้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการดำเนินการตามขั้นตอน ทางกฎหมาย หรือทางคดี กระผมเองมีประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพเป็นทนายความมา ไม่น้อยกว่า ๓๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ได้ศึกษาเท่า ๆ กับสมาชิกหลายท่านที่เป็น นักกฎหมายแล้วได้เห็นเรื่องคดีต่าง ๆ ในเรื่องนี้ แต่อยากจะเรียนว่าในบางส่วน ผมก็มีความเห็นต่างกับท่านสมาชิกที่มาเป็นกรรมาธิการร่วมกัน เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในคดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในหลาย ๆ คดีที่มีการพิพาทกัน เราพบว่า สัญญาล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาที่เคยทำมาแบบเดียวกันหมด ผมจะไม่พูดว่าการเจรจา เพื่อการทำสัญญานั้น มีความเป็นธรรมกับรัฐมากน้อยขนาดไหน เพราะมันเป็นเรื่องที่มี การดำเนินการกันมาแล้วเสร็จแล้ว แต่ผมคิดว่าในระหว่างการเจรจาในการทำสัญญาแน่นอนละครับ ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดความไม่เสียเปรียบ ผมจะไม่ใช้ว่าได้เปรียบ เมื่อเจรจากันแล้วก็ลงนาม ในภาครัฐเองเราก็ต้องยอมรับว่าการดำเนินการในเรื่องของสัญญา ถ้าผมจำไม่ผิด การตรวจสอบสัญญาก็มีหน่วยงานของภาครัฐ คือสำนักงานอัยการสูงสุด เข้ามาดูแลอยู่ อัยการสูงสุดหรืออัยการก็มีหน้าที่ในการมาดูแลรวมถึงการเข้ามาสู้คดี แน่นอนครับสิ่งที่จะต้องเรียนว่าการดำเนินคดีคนต่อสู้คดีให้ที่เป็นทนายความก็ดี หรือท่านอัยการก็ดี ท่านก็มีความมั่นใจเสมอครับว่าสู้คดีแล้วชนะ ผมเป็นทนายความ ผมก็สู้คดีแล้วผมก็มั่นใจว่าชนะ ไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา แต่ในความจริงที่ต้องยอมรับ ก็คือพอแพ้แล้วผู้ที่มีผลกระทบคือตัวความหรือจำเลย ผมสู้คดีให้กับจำเลยในคดีอาญา ตัวทนายความไม่ติดคุกหรอกครับ คนต้องเข้าคุกคือคนแพ้คดี คือจำเลย ทำนองเดียวกันครับ เรื่องคดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมก็มานั่งคิดว่าในระหว่างที่จะบอกกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย บอกสู้คดีไปแต่ละคดีเถอะ ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นว่าคดีที่ศาล เคยตัดสินมาแล้วมีข้อยุติมาแล้วว่าแพ้ และเป็นสัญญาชนิดเดียวกันแล้วข้อพิพาทใน ลักษณะเดียวกันสู้ไปก็แพ้แต่สิ่งที่จะเกิดปัญหาสำหรับแต่ละคดี ก็คือว่าดอกเบี้ยครับ ดอกเบี้ยซึ่งกำหนดไว้ตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในขณะที่วันนี้เงินฝาก เราไม่ถึง ๑ บาท ถ้าเอกชนสู้คดีไปเรื่อย ๆ เงินมันก็จะเพิ่มขึ้น ๆ คำถามก็คือ พอเราบอกว่า ให้ไปสู้คดีแล้วพอแพ้เราจะรับผิดชอบประการใด อย่างไร กรรมาธิการจะแนะว่าให้สู้คดี แล้วอย่างไร ผมจึงมีความเห็นในกรณีนี้ว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จ่ายเงินที่แพ้ไปแล้ววันนี้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็สู้คดีไปแต่ละคดี เพราะความจริงแล้ว วันนี้มีบรรทัดฐานแล้วว่า ค่าชดเชยจากกรณีการแข่งขันศาลปกครองสูงสุดเขาตัดสินให้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดีไปแล้ว
ในส่วนของค่าชดเชยกรณีการไม่ปรับค่าผ่านทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็มีการแพ้ในชั้นอนุญาโตตุลาการ แล้วก็ศาลปกครองกลางไปแล้ว ในที่สุดมีการสู้คดีไป ถ้าชนะก็ โอเค (OK) แต่ถ้าแพ้ละครับ เงินว่ากันว่าพอถึงเวลานั้น จากมูลค่าคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด ณ เดือนธันวาคม ๒๕๖๑ มีมูลค่ารวมประมาณ ๑๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วถ้าคดีถึงที่สุด จริง ๆ จะมีมูลค่าที่พิพาท ๓๒๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยทำอย่างไร ล้มไหม ผมว่าในฐานะที่เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าการที่เสนอความเห็นไป ในเรื่องของการที่จะต่อหรือไม่ต่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรื่องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าสมควรต่อหรือไม่ต่อ มันมีพื้นฐานมาจากเรื่อง ของคดีแล้วต้องยอมกัน ผมก็เห็นว่าในทัศนความเห็นส่วนตัวผม ในฐานะกรรมาธิการคนหนึ่ง ที่เป็นนักกฎหมาย ผมก็คิดว่าเรื่องนี้เดินหน้าต่อไปแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เหนื่อยแน่แพ้คดีแน่ ยอดหนี้ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นแน่นอน คำถามคือ ถ้ามีการเสนอ เพื่อยื่นข้อตกลงในการระงับข้อพิพาท คือมาเจรจาความกันมาลดกันว่าเหลือยอดเงินเท่าไร แล้วมีการตกลงทำสัญญากันต่อ ต่อสัมปทานทางด่วนเพื่อยุติข้อพิพาทกัน แล้วมันมี ความสมเหตุสมผล มันมีความเป็นไปได้ ในทัศนะของผม ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่อง ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือภาครัฐควรที่จะรับไว้พิจารณา แล้วเรื่องนี้ผมก็ดูว่า มีการเดินหน้าไปมาก มากทีเดียวนะครับ จากการที่ได้มีการพบก็คือว่า ขณะนี้หลังจากที่มี พิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยชดเชยค่าเสียหายจากคดีทางการแข่งขัน โครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ดให้กับ บีอีเอ็ม (BEM) ไปมูลค่า ๔,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งคดีนั้นก็มีผลมาจนถึงปัจจุบันมาเรื่อย ๆ เราก็ได้ทราบว่าความจริงแล้ววิธีการในการระงับ ข้อพิพาทก็มีการดำเนินการกันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วก็คือมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ ให้หน่วยงานภาครัฐก็คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีการเจรจา ต่อรองกับคู่พิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐ ซึ่งต่อมา ครม. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ รับทราบแนวทางการเจรจาและมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธุ์ ๒๕๖๒ เมื่อต้นปีนี้เองนะครับ ก่อนการเลือกตั้งที่เร่งรัดให้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเจรจากับ บีอีเอ็ม (BEM) ให้มีข้อยุติโดยเร็ว เรื่องนี้ก็ต้อง บอกว่าขั้นตอนตามกฎหมายมีมาเป็นระยะ ๆ นะครับ ซึ่งผมคิดว่าพอถึงจุด ๆ นี้แล้ว ในส่วนของตรงนี้ขั้นตอนเขาได้ดำเนินการมามากมายว่าไปตามกฎหมายด้วย มีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องรวม ๒ ฉบับก็คือ พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ แล้วก็พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ฉบับแรกปี ๒๕๕๖ และฉบับที่ ๒ คือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ปี ๒๕๖๒ มีการดำเนินการมา ตามลำดับ เพราะฉะนั้นในส่วนของผม ผมก็คิดว่าการขยายสัมปทานทางด่วนเพื่อยุติ ข้อพิพาทเป็นการแก้ไขปัญหาการดำเนินการโครงการโดยใช้วิธีการแก้ไขสัมปทาน เป็นการ ดำเนินการตามมาตรา ๔๗ ของ พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๕๖ ที่ผมเรียนกับที่ประชุมแห่งนี้ ให้ทราบนะครับ โดยใช้บทเฉพาะกาล มาตรา ๖๒ ที่ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๕๖ จนแล้วเสร็จ แล้วจึงจะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๒ ต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น การสอดคล้องตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ผมได้เรียนให้กับที่ประชุมแห่งนี้ได้ทราบ ท่านประธานครับ การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ความเห็นผม ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นการขยายระยะเวลา สัญญาสัมปทาน ตามสัญญา ข้อ ๒๑ ที่ให้สิทธิขอขยายได้ครั้งละ ๑๐ ปี ๒ ครั้ง มีประเด็น เรื่องนี้ว่าให้ขยายไป ๑๐ ปี ๑๐ ปี ตามพระราชบัญญัติร่วมทุนตรงนั้น เพราะผมเห็นว่า ตามสัญญา ข้อ ๒๑ จะต้องดำเนินการภายใต้มาตรา ๔๙ ซึ่งจะต้องเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัด อย่างน้อย ๕ ปี ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดลง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือเรื่องหนี้สิน เพราะฉะนั้นในส่วนเรื่องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนี่นะครับ ผมจึง คิดว่าผมเห็นด้วยที่จะต้องให้มีการต่อสัมปทานกับ บีอีเอ็ม (BEM) ต่อไป โดยบนพื้นฐานของ ความถูกต้อง เหมาะสม ชอบธรรม แล้วก็พิจารณาเรื่องตัวเลข ผมตกเลขมาเลยไม่เคยเข้าไป ดูว่าตัวเลขควรจะเป็นเท่าใด จำนวนไหนถึงจะเป็นเรื่องที่จะเหมาะสม แต่ทั้งหมดทั้งปวงต้อง อยู่บนพื้นฐานตรงนี้ เรามีการพูดถึงว่าเราทำสัญญาทีไรเสียเปรียบทุกที ภาครัฐไปเซ็นสัญญาทีไร ก็เสียเปรียบทุกที ก็คราวนี้ละครับถ้าคิดว่ามันมีเรื่องจำเป็นแล้วสัญญาไหนที่มันแนวโน้มว่า จะเสียเปรียบ ก็ไปแก้ไขสัญญาสิครับ สัญญาไหนที่เสียเปรียบก็แก้ไขให้เกิดความเหมาะสม แต่อย่างที่เรียนนะครับว่าประเทศมันต้องเดินหน้าควบคู่ไปทั้งรัฐและเอกชน ผมว่า คงไม่มีประโยชน์ถ้าเราจะบังคับขู่เข็ญให้เอกชนต้องมาเซ็นสัญญา แล้วเขาเสียเปรียบ จนเกินสมควร แล้วเขาก็ไม่ร่วมพัฒนาชาติไทยให้กับเรา เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอต่อที่ประชุม แห่งนี้ว่าในความเห็นของผมเฉพาะเรื่องนี้ และผมจะไม่แสดงความเห็นเรื่อง บีทีเอส (BTS) เรื่องของทางด่วนผมเห็นสมควรว่า เราควรจะต้องเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่นำเสนอต่อ ให้เขาได้พิจารณาว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของรัฐสภาแห่งนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว ให้เขารับไปพิจารณา เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ