สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ หารือการไม่ขยายสัมปทานบีทีเอสด้วยเหตุผลเพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สาธารณะ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาค่าโดยสารแพงจากการลงทุนต่ำและการอุดหนุนที่ไม่เพียงพอ คัดค้านการขยายสัมปทานที่ไม่เปิดแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเสนอแนวทาง PPP แบบกรอสคอสต์เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันตั้งข้อกังวลต่อการตัดสินใจยอมความคดีสัมปทานทางด่วนที่อาจตั้งบรรทัดฐานเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน และวิพากษ์โครงการดับเบิลเดกที่ขาดการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบอย่างรอบด้าน ย้ำถึงความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลและใช้วิจารณญาณในการพิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนเทียบกับผลประโยชน์ของนายทุน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณเพื่อนกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ที่ให้ความร่วมมือกับผมและพรรคอนาคตใหม่ในการผลักดันความเป็นรัฐโปร่งใส ถ้าเพื่อนสมาชิกดูในรีพอร์ต (Report) นี้นะครับ อันนี้เรามีการเขียนลงไปนะครับว่า ใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไรก็ว่าไป ผมเชื่อว่าการทำเป็นรัฐโปร่งใสอย่างนี้ ประชาชนจะได้รับประโยชน์เต็ม ๆ เพราะว่าเขาจะได้รู้ว่าใครสู้เพื่อเขา ใครสู้เพื่อใคร ด้วยเหตุผลอะไร ก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการทุกท่านที่ช่วยกันยกระดับ สภาของเรา ในส่วนของกรรมาธิการชุดนี้มีเรื่อง ๒ ประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มาพิจารณากัน ผมขอพูดประเด็นของ บีทีเอส (BTS) ก่อน เพราะว่าสั้นนะครับ ประเด็นของ บีทีเอส (BTS) ที่มันสั้นเพราะว่าผมเห็นตรงกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือเราไม่ควรขยาย สัญญาสัมปทานที่ยังคงเหลืออยู่อีก ๑๐ ปี ยังเหลืออยู่อีก ๑๐ ปี แต่เขามาขอขยายไปอีก ๓๐ ปี รวมเป็น ๔๐ ปี ประเด็นนี้ทางผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็เลยจะ ไม่พูดอะไรมากในประเด็นนี้ แต่อยากจะย้ำด้วยเหตุผลสั้น ๆ ๒ ประเด็นด้วยกัน
๑. คือประเด็นเรื่องของปัญหาค่าโดยสารแพงมันเกิดจากการที่รัฐอุดหนุน ไม่เพียงพอ เพราะการลงทุนแบบไม่พอเพียง คือจะสร้างโน่นสร้างนี่เยอะแยะไปหมด แล้วก็หลาย ๆ เส้นลากออกไปยาวเกินไป หลาย ๆ เส้นใช้ระบบที่ใหญ่เกินจำเป็น ทำให้มีเงิน ไม่เพียงพอ แล้วก็ให้เอกชนร่วมลงทุน เอกชนร่วมลงทุนเขาก็ไม่ยอมขาดทุนหรอก เขาจะต้องตั้ง นี่ก็จะเจรจาเพื่อเอารายได้ในอนาคตมาชดเชยให้ถูกลง แต่ต่อให้เราแก้ปัญหา ในเส้นนี้ได้ เราก็ยังมีปัญหาในเส้นอื่น ๆ อีกมากหลาย ๆ เส้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าอย่างนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างบูรณาการ เราจึงไม่เห็นด้วยกับ การขยายสัญญาสัมปทาน ด้วยเวลาที่น้อยรายละเอียดติดตามได้จากเฟซบุ๊กผม ผมเคยให้สัมภาษณ์นี้แล้วว่า รัฐอุดหนุนไม่เพียงพอ เพราะการลงทุนแบบไม่พอเพียง ทำให้ค่าโดยสารแพง สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ เราเห็นว่าควรนำเข้าสู่กระบวนการ พีพีพี (PPP) แบบปกติ อาจใช้พีพีพี กรอส คอสต์ (PPP Gross Cost) แทนที่จะใช้ พีพีพี เน็ต คอสต์ (PPP Net Cost) เพื่อให้ค่าโดยสารถูกลง อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ อำนาจพิเศษตามมาตรา ๔๔ เพราะทำให้เกิดข้อสงสัยหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นของความไม่โปร่งใสในการเจรจา ทางกรรมาธิการของเราทำหน้าที่อย่างดี เราเชิญผู้แทนซึ่งเป็นปลัด กทม. แล้วก็ผู้แทนที่เป็นผู้ว่า รฟม. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยมาให้การ ท่านยืนยันอย่างนี้ครับ ท่านยืนยันว่า ยืนยันหลายรอบต่อหน้า กรรมาธิการเพราะโดยถามย้ำ ท่านไม่ทราบที่มาที่ไป มาตรา ๔๔ ลอยมาจากท่านผู้นำ ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานก็เตรียมตัวดำเนินการตามขั้นตอนปกติอยู่แล้ว ฉะนั้นประเด็นนี้ เราจึงไม่ขยายสัญญาสัมปทาน
ในส่วนที่ ๒ เรื่องของสัมปทานทางด่วน ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขอสงวนความเห็นและแสดงจุดยืนในการไม่ขยายสัญญาสัมปทานออกไปอีก ๓๐ ปี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
ข้อที่ ๑ ประเด็นความชอบด้านกฎหมาย เดี๋ยวผมจะเรียนในลำดับต่อไป ผมจะเรียนเชิญทางรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ภูมินทร์ บุตรอินทร์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผมเชิญท่านมาเป็นกรรมาธิการเพื่อให้ความเห็นในด้านกฎหมาย เดี๋ยวท่านคงจะได้อธิบายต่อไปนะครับ แต่โดยสรุปสั้น ๆ ประเด็นความชอบด้านกฎหมาย มันอาจจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เช่น อีกหน่อยมีใคร ไปเขียนสัญญาขลุกขลิก ๆ อะไรไว้พอได้อำนาจมาก็ไปเจรจายอมความกันแล้วเอาเงินรัฐ ไปจ่ายให้เอกชน อย่างนี้มันถูกต้องหรือไม่นะครับ ถ้าเรายอมกรณีสัมปทานทางด่วน มันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนครับ ประเด็นนี้ลำดับต่อไปผมจะให้อาจารย์ภูมินทร์มาอภิปรายต่อนะครับ
ผมขอข้ามไปประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของประเด็นการแพ้คดี อย่างเมื่อสักครู่ทางเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการก็ได้อภิปรายประเด็นนี้ไปในรายละเอียดแล้ว แต่ผมสรุปสั้น ๆ ให้ฟังอย่างนี้ครับ กรรมาธิการเราทำหน้าที่เป็นอย่างดีนะครับ เราเชิญ อัยการที่ได้รับมอบอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมาย และเราเชิญไปถึงตัวผู้ที่ถือคดีอยู่ไม่ใช่ แค่ระดับผู้บริหาร ระดับผู้ที่ถือคดีอยู่ ท่านให้การแล้วเราก็ถามย้ำ ท่านก็ยืนยันว่าควรจะสู้คดี ท่านบอกว่าคดีนี้สู้ได้และควรสู้ จึงไม่ควรยอมแพ้ และต่อให้แพ้ ถ้าเราแพ้คดีก็ควรจะหา ผู้กระทำผิดไม่ใช่ยอมความเพื่อกลบเกลื่อนนะครับ และที่สำคัญเราควรจะต้องเรียนรู้ จากความผิดพลาดในอดีตไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตนะครับ ฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรจะสู้คดี นี่เราแพ้ไป ๑ แต่จะเจรจาเพื่อล้มมวยอีก ๑๖ คดี ทำแบบนี้ มันถูกต้องหรือไม่
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นนี้หลาย ๆ คนยังเข้าใจผิดกันอยู่นะครับ หลาย ๆ คน ชอบพูดว่า การขยายสัญญาสัมปทานรัฐไม่ได้เสียอะไร อันนี้ผิดเลยนะครับ การขยายสัญญา สัมปทานไม่ได้แปลว่ารัฐไม่ต้องจ่าย แต่เป็นการเปลี่ยนจากการจ่ายเงินสดมาจ่ายเงินผ่อน เพราะว่ารายได้จากการจัดเก็บค่าผ่านทางมันจะเข้ากระเป๋าเอกชนแทนที่จะเข้ากระเป๋ารัฐ อย่างเมื่อสักครู่ถ้ามีเพื่อนสมาชิกกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่มีเงินไปสู้คดี ถ้าแพ้คดีอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีแน่ ถ้ายกเงินให้เอกชนเขาไปแล้วครับ ประเด็นคือสัมปทานคือเปลี่ยนจากการจ่ายเงินสด มาจ่ายเงินผ่อน แทนที่จะเก็บเข้ากระเป๋ารัฐ ไปเก็บเข้ากระเป๋าเอกชนแทน เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ต้องระวังนะครับ มีคนที่พยายามจะผูกประเด็นนี้ว่าขยายสัญญาสัมปทานไปเถอะ รัฐไม่ได้เสียอะไร อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างแรงนะครับ
๔. ประเด็นเรื่องของดับเบิลเดก (Double Deck) นะครับ ดับเบิลเดก (Double Deck) เป็นโครงการใหม่นะครับ จะดีไม่ดีอย่างไรเวลาเราพูดถึงโครงการใหญ่ ขนาดนี้อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวว่าโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่นะครับ มันต้องมีการศึกษา ในรายละเอียด มีการทำฟีสซิบิลิตีสตัดดี (Feasibility study) มีการทำดีเทลดีไซน์ (Detail design) ว่าคอสต์ (Cost) จริง ๆ มันเท่าไร มีทำ อีไอเอ (EIA) ว่าจะสร้างได้หรือไม่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร แต่นี่ไม่มีรายละเอียดครับ จะเอามารีบพ่วงยัดลงไป ตอนอำนาจพิเศษนี่นะครับ ทำแบบนี้จะเกิดค่าโง่ก้อนใหม่ขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้น โครงการจะคุ้มค่าหรือไม่ จะสร้างได้หรือไม่ก็ต้องไปศึกษาในรายละเอียดตามขั้นตอนปกติ ต่อไปแล้วค่อยมาว่ากัน อย่ามางุบงิบเจรจาโดยใช้อำนาจพิเศษแบบนี้มันไม่ถูกต้องครับ
ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๕ การที่เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เราก็ไม่ได้จำกัด ข้อนั้นมันเป็นสิ่งที่ดีนะครับให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แต่มันมีรูปแบบอื่นที่เอกชน ร่วมลงทุนได้ อย่างเช่นว่าการจ้างเอาต์ซอร์ซ (Outsource) หรือว่าการทำ พีพีพี กรอส คอสต์ (PPP Gross Cost) นะครับ คือผมไม่ได้รังเกียจเอกชนนะครับ แต่ต้องเข้ามาตาม ช่องทางปกติแล้วต้องผ่านการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมไม่ใช่จะงุบงิบเอาเจ้าเดียว ต่อสัญญาสัมปทานไปแบบนี้ไม่ถูกต้อง โดยพึ่งพาอำนาจพิเศษอย่างนี้ยิ่งไม่ถูกต้องใหญ่ครับ
เรื่องสุดท้ายผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า คำว่า เสียงข้างมาก ไม่ได้แปลว่าถูกนะครับ ผมอยากให้ท่านสมาชิกทุกท่านใช้วิจารณญาณ แล้วมาช่วยกันนะครับ อย่าปล่อยให้ค่าโง่ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ที่เราแพ้ไป ๑ คดี กลายเป็น ค่าแกล้งโง่ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท คือรายรับที่เอกชนจะได้ใน ๓๐ ปีข้างหน้า มาช่วยกันครับ มาช่วยกัน หากเพื่อนสมาชิกท่านใดยังไม่เข้าใจในรายละเอียดที่ผมทราบกลับไปดูที่ผม อภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม อยู่ในเฟซบุ๊กของผมไปเซิร์ช (Search) ก็ได้ครับ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผมให้รายละเอียดไว้หมดครับ แต่วันนี้ด้วยเวลาที่จำกัดผมขอสรุปว่า ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในเรื่องของ บีทีเอส (BTS) ที่จะไม่ขยายสัญญา สัมปทาน ส่วนทางด่วนผมก็คิดว่าไม่ควรขยายสัมปทานเช่นกันนะครับ ไม่ขยายทั้ง ๒ เรื่อง ส่วนมติที่จะลงกัน ผมเชื่อว่าเป็นมติที่แค่จะบอกว่าจะส่งรายงานฉบับนี้ออกไปข้างนอก หรือไม่ ถ้ามติถามอย่างนั้นผมก็ขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันนะครับ ต้องออกไปข้างนอกครับ อย่าให้มันตกไปจะได้เห็นครับว่าใครทำเพื่อประชาชน ใครทำเพื่อนายทุน ขอบคุณครับ