ภูมินทร์ บุตรอินทร์ ชี้แจงว่าการขยายสัมปทานดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกหลายฉบับ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอาจขัดหลักนิติรัฐและวินัยการคลัง เสี่ยงต่อการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อสัญญาของรัฐในอนาคต และอาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายและอาญาได้
เรียนท่านประธาน และผู้เข้าร่วมประชุม ผม ภูมินทร์ บุตรอินทร์ กรรมาธิการ สัดส่วนพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมขออนุญาต ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ในการที่จะชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าเรื่องนี้นั้น ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้นไม่สามารถที่จะทำได้ การขยายสัมปทานนั้นจะขัดกับกฎหมาย ทั้งระดับรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ ดังต่อไปนี้นะครับ
ในเบื้องต้นการขยายสัมปทานนั้น ต้องพิจารณาที่ พ.ร.บ. ร่วมทุนใช่ไหมครับ ใน พ.ร.บ. ร่วมทุนแน่นอนว่าหลายท่านได้มีการนำเสนอในประเด็นของ มาตรา ๔๗ การที่จะปรับเปลี่ยนตัวสัญญานั้น โดยปกติก็สามารถที่จะทำได้ แต่ถ้าเป็นสาระสำคัญ เมื่อไรก็จะต้องผ่านคณะกรรมการกำกับดูแล แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่นั้นครับท่าน เพราะว่า ถ้าท่านไปพลิกดูในตัว พ.ร.บ. ร่วมทุนใน มาตรา ๖ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้ ในตัวกฎหมายเขียนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนเลยเพื่อให้กระบวน แล้วก็รูปแบบนั้นถูกต้อง การที่จะทำอะไรก็ตามตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนนั้นจะต้องสอดคล้อง กับการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐด้วย อันนี้เป็นเจตนารมณ์ขัดไม่ได้ ทีนี้ที่ผมจะเชื่อมโยง ก็คือว่ามันไปสอดคล้องกับเรื่องที่พูดอย่างไร ทำไม่ได้อย่างไร ประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่สาธารณชนจับจ้อง แล้วอาจจะมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการทำนิติกรรมอำพรางที่เกิดขึ้น ถามว่านิติกรรมอำพรางอย่างไรนะครับ ที่แสดงออกอาจจะเป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แล้วก็รัฐก็จะได้ประโยชน์นะครับ แต่อย่าลืมว่าที่แสดงออกมาเป็นการไกล่เกลี่ยนั้น ถ้าท่านไปพลิกดู ในกฎหมายบางฉบับ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ดูที่มาตรา ๖๖/๓ (๓) (๔) ท่านก็จะเห็นชัดเจนนะครับว่าในกฎหมายเขียนเอาไว้ค่อนข้าง ชัดเจน ว่าการจะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทถ้าเป็นกรณีคดีกฎหมายมหาชนต่าง ๆ คดีปกครองนี่ ไม่สามารถที่จะไกล่เกลี่ยได้ครับ ทีนี้การกระทำในลักษณะนี้ โอเค (OK) ในทางแพ่ง เราอาจจะมองเป็นเรื่องของการแปลงหนี้ใหม่อาจจะทำได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมายมหาชน แน่นอนมีกฎหมายอื่น ๆ แล้วกระบวนการดังกล่าวนั้นก็จะเป็น การหลบเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของศาลปกครองโดยทางอ้อมหรือเปล่า อันนี้ผม ตั้งข้อสังเกตข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ถ้าเราดูจากรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๔๐ ในมาตรา ๑๔๐ รายละเอียดจะพูดถึงเรื่องของการจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ไว้ ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย และกฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายเกี่ยวข้อง เว้นแต่ กรณีจำเป็นเร่งด่วนก็จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าไว้ในมาตรา ๑๔๐ ถามว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับมาตรา ๖ ที่เมื่อสักครู่ผมพูดไปในเรื่องของวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ร่วมทุน ถ้าดูให้ดีนะครับ การที่เรานำเอาคดีทั้งที่จบแล้วและยังไม่จบ ๑๗ คดีนั้น มารวมกันแล้วก็จบลงด้วยการขยายสัมปทานนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ รายรับรายจ่าย ของรัฐนั้นปะปนกัน การทำลักษณะนี้อาจจะเป็นการมองได้ว่าเป็นการทำรายจ่ายแฝง ของหน่วยงาน โดยการนำเอาไปหักกลบกับรายได้ที่ควรจะได้รับมาในอนาคตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเปิดประมูลใหม่ หรือการดำเนินการในลักษณะอื่น ๆ ซึ่งก็จะเป็นการเบียดบัง งบประมาณภาครัฐ แล้วก็ก่อให้เกิดความเสียหายในเรื่องของวินัยการคลัง อันนี้คือ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมฝากเอาไว้ ส่วนประเด็นที่ใหญ่ยิ่งกว่านั้น ก็คือประเด็นเรื่องของ ผลกระทบที่จะตามมายังสัมปทานอีกจำนวนมากที่รัฐทำกับเอกชน เพราะถ้ามีข้อเท็จจริง เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่ผมพูดถึงนะครับคือการขยายสัมปทานกรณีของทางด่วน สัมปทาน ของรัฐนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สัมปทานเดียว มีทั้งสัมปทานรังนก ป่าไม้ ดาวเทียม ถ้าข้อเท็จจริง มันเหมือนกันในอนาคตก็จะส่งผลให้เอกชนที่ทำสัมปทานกับรัฐนั้น ใช้ข้ออ้างจากข้อเท็จจริง เดียวกันในการยุติข้อพิพาท การยุติข้อพิพาทอย่างนี้ผมมองว่าเป็นการหลบเลี่ยงกระบวนการ ของรัฐตามหลักนิติรัฐก็คือศาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ และนอกจากประเด็นที่ผมพูดถึงแล้ว นอกจากมีการสร้างบรรทัดฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ให้กับไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นในการต่อรองกับรัฐโดยใช้คดีที่มีอยู่ ก็มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ ในมาตรา ๖ การกระทำในลักษณะแบบนี้มีความเสี่ยงต่อหลักสากล ในเรื่อง ของการทำสัมปทานก็คือหลักในเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และหลัก ความมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าของการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นหลักการ ดังนั้นโดยสรุปก็คือจาก กฎหมายต่าง ๆ ที่ผมพยายามอธิบายให้ที่ประชุมรับทราบ ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกต่าง ๆ อาจจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการตัดสินใจในพระราชบัญญัติ ความรับผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านสามารถ เปิดดูกันเองได้นะครับ อยู่ในมาตรา ๑๑ ถึงมาตรา ๑๓ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๓ นั้น เป็นมาตราที่ว่าด้วยเรื่องของความรับผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทางการเมือง ดังนั้น โดยข้อสรุปผมจึงขอแสดงความคิดเห็นในฐานะนักกฎหมายว่าเรื่องดังกล่าวนั้นผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงมากมาย ควรจะมีการพิจารณามากกว่านี้ ขอบพระคุณครับ