ชาดา ชี้สัมปทานทางด่วน 15 ปี ควรต่อแค่เท่าที่จำเป็น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๒

ชาดา ไทยเศรษฐ์ หารือการต่อสัมปทานทางด่วน 15 ปี พร้อมเสนอให้เจรจาใหม่เพื่อประโยชน์ประชาชนและเอกชนอย่างเป็นธรรม โดยเน้นความจำเป็นในการแก้ปัญหาข้อพิพาทและป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ เรียนด้วย ความเคารพท่านประธานครับ ในเรื่องของทางด่วนที่เราพูดกันอยู่นั้น ในความเห็นผมคือ กรรมาธิการก็มีความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตามในข้อสังเกตต่าง ๆ แต่ในความเห็นผม ผมบอกว่าผมจะพูดก็ได้ว่าถ้าผมเป็นผมจะไม่ต่อ แต่การพูดของผมนั้นผมอยู่นอกวง ผมไม่ใช่ ผู้ที่มีอำนาจเต็ม ผมพูดอย่างไรก็ได้จะถูกฟ้องร้อง จะถูกเรื่องราวจะวุ่นวายและมีเหตุเกิด อะไรอีกมากมายนั้นผมไม่ต้องรับผิดชอบ แต่วันนี้ในความเห็นผม ผมเห็นว่าเรื่องของ สัมปทานทางด่วนนั้นมันเป็นเรื่องที่ว่า ๑๕ ปี สมควรต่อ ๑๕ ปีเท่านั้น อีก ๑๕ ปีคืออะไร อีก ๑๕ ปีที่บอกว่าเอกชนจะสร้างดับเบิลเดก (Double Deck) ให้กับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยแล้วจะเก็บต่อไปอีก ๑๕ ปี แต่ตรงนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องที่จะสร้างได้ หรือไม่ได้เพราะต้องทำ อีไอเอ (EIA) เป็นการคร่อมทางด่วนอีกชั้นหนึ่งพูดง่าย ๆ ครับ ให้สมาชิกได้ทราบว่าเป็นการสร้างคร่อมแล้วก็ต้องผ่านถึงคลองประปา แล้วอีกหลายประการ ความยุ่งยากไม่สามารถจะเอ่ยได้ แต่ปัญหาคือว่า ถ้าเกิดไม่มีการสร้างเอกชนจะให้อะไร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ปัญหาคือว่า ถ้าเราปล่อยให้รัฐดำเนินการเอง ผมไม่เชื่อว่า สิ่งที่รัฐดำเนินการโดยรัฐจะได้กำไร เดี๋ยวนโยบายมาก็บอกให้ลดราคาเพื่อหาเสียง เดี๋ยวความคิดต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นอีกมากมาย แล้วเราก็พิสูจน์ทราบแล้วว่าในกิจการหลายกิจการ ที่รัฐทำแล้วขาดทุน วันนี้โลกยุคใหม่เราต้องให้เอกชนครับ เราเป็นรัฐ ในความเป็นรัฐก็ต้อง ไม่ใช่เอาเปรียบเอกชน เอกชนก็ไม่ใช่เอาเปรียบรัฐ แต่อย่าไปนึกว่าเอาเปรียบเอกชนได้เป็นเรื่องดี ไม่ถูกต้องแต่สิ่งที่สำคัญคือ ๑๗ คดี เกิดอะไรขึ้นครับ ผมคิดง่าย ๆ ทุกคนก็บอกว่าไม่แพ้ นักกฎหมายของรัฐบาลก็บอกไม่แพ้ ก็แพ้ไปแล้วนี่ใครเป็นคนตรวจสัญญาที่ทำให้เกิดช่องว่าง ก็ฝ่ายรัฐหรือเปล่า ผมเรียนด้วยความเคารพว่า ผมคิดว่า ๑๗ คดี แพ้ครึ่ง ชนะครึ่ง คิดแบบเป็นกลางก็ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในระหว่างที่ฟ้องกันนั้น กิจการนี้จะ ดำเนินการไปอย่างไร ผมยกตัวอย่างวันนี้ท่าบกที่ลาดกระบัง เขาเรียกว่า ท่าบก วันนี้ไม่มี การเอาเอกชนรายใหม่ หมดสัญญาแล้วปล่อยให้คา มีการประมูลแล้วก็ยังไม่ได้ยื่น ครม. ยังไม่ได้อะไรอีกมากมาย ปรากฏว่าเอกชน ๔-๕ รายเก่า เก็บฟรี ๆ อยู่เลยครับ เก็บฟรี ๆ เลย เก็บสตางค์โดยไม่ต้องส่งรัฐ ลักษณะแบบนี้เรามีในรัฐวิสาหกิจ หลายรัฐวิสาหกิจ ท่านทราบไหมครับ เอกชนจ่ายค่าเงินเดือนคนที่นั่งอยู่ในตู้ที่ส่งบัตรให้ท่าน เงินเดือนเท่าไร ๘๐,๐๐๐ บาทโดยเฉลี่ย อันนี้ข้อมูลผมจะเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่ทราบจากผู้ที่มาชี้แจง เดือนละ ๘๐,๐๐๐ บาทครับ และท่านคิดหรือว่าถ้ารัฐทำแล้ว จะได้กำไร ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าใครทำ ปัญหาวันนี้เราต้องใช้เงื่อนไขที่เอกชนนั้น เขาเป็นผู้ลงทุน เขาได้เวลามาแล้ว เขาครบแล้วสัมปทาน แต่จะต่อให้เขา เราต้องดีกว่าประมูล เพราะเปิดประมูลใหม่คนใหม่ต้องมีต้นทุน แต่เขาต้นทุนน้อย เราต้องอยู่ที่การเจรจาครับ อยู่ที่การเจรจาของผู้บริหารหรือรัฐภายใต้ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าท่านเป็นผู้บริหารและมาปล่อยให้ฟ้องกัน วุ่นวายกัน นั่นทำถูกแล้วหรือ วันนี้คนที่มีหน้าที่มีอำนาจต้องแก้ปัญหาครับ ไม่ใช่เข้าไปแล้วไปสร้างปัญหา ปัญหามี คาราคาซังอยู่เกิดมาต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่า ถ้าจะให้เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกจะทำอย่างไรครับ ที่เขาพูดกันว่าทำให้ เกิดค่าโง่ก็หันไปเช็ก (Check) ยอดให้หมดเลยครับ ใครมันทำให้เกิดการเสียเปรียบ อย่างนี้ ใครเป็นผู้ที่ดำเนินการ ไปไล่เอากับพวกนั้น ราชการจะได้ไม่ต้องลอยตัว ทำดีได้รับการปูนบำเหน็จแต่ทำผิดก็ว่ากันไป นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับประเทศนี้ แต่อย่าไปยืนอยู่บนพื้นฐานของด้านใดด้านหนึ่งทั้งหมด แล้วมันก็จะกลายเป็นเกิด ความเสียหาย ความหวังดีบางทีมันก็เสียหายเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เสียหาย ผมจึงเรียนว่า ผมเห็นด้วยที่ต่อ ๑๕ ปี อีก ๑๕ ปี เป็นเรื่องที่จะให้เขาต่อก็ได้แต่ค่าทางด่วน ๑๐ บาท ได้ไหม ๕ บาท ได้ไหม อย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดเมื่อสักครู่นี้ ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านต่อสัญญาแล้ว ประชาชนได้อะไร นี่คือเรื่องสำคัญครับ ต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้ ไม่ใช่ว่าความรู้สึกของ พี่น้องประชาชนว่าคุณต่อ รายได้ของรัฐกับรายจ่ายของประชาชนไม่เหมือนกันท่านอย่าพูด แต่ว่ารัฐได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ถามว่าแล้วประชาชนได้อะไร ผลประโยชน์ของรัฐบาลก็ไม่ใช่ ผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งมวล เราต้องมองตรงนี้ให้กว้างแล้วก็มองให้ลึก สิ่งที่สำคัญว่า พี่น้องประชาชนได้อะไร แล้วรัฐให้ความเป็นธรรมกับเอกชนในการลงทุน ผมเรียนด้วยความ เคารพครับ ในส่วนของทางด่วนผมมีความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับ บีทีเอส (BTS) บีทีเอส (BTS) นั้น ในช่วงต้น ๆ เราต้องยอมรับว่าเอกชนขาดทุน เข้ากองทุนฟื้นฟูเมื่อปี ๒๕๔๙ ออกจากกองทุน เข้ากองทุนด้วยหนี้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าผมจำไม่ผิด เข้ากองทุนแล้ว ออกจากกองทุนเมื่อปี ๒๕๕๑ นั่นแสดงว่าในช่วงต้นการลงทุนของเอกชนนั้นขาดทุน มาช่วงระยะหลังก็ทำให้เกิดอะไรครับ เอกชนมีกำไรแน่นอนใน บีทีเอส (BTS) ในช่วงหลัง ก็เป็นธรรมดาของการลงทุน แต่ปัญหามันมีอยู่อย่างหนึ่งผมไปขึ้น บีทีเอส (BTS) ของ กทม. ซึ่งนานครั้งจะได้ขึ้น แต่ทุกครั้งที่ขึ้นผมดูผู้มาใช้บริการจะเป็นคนชั้นกลาง คนจนไม่มีใช้ เพราะค่าโดยสารแพง คนระดับล่างไม่ได้ใช้ ปัญหาอยู่ที่ว่าวันนี้เราจะต่อสัญญา แล้วก็ควบรวม เอาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหัวท้ายขึ้นมาซึ่งเอกชนจะต้องรับภาระหนี้สิน อีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วพร้อมด้วยส่วนต่อขยายที่ขาดทุนอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับเอกชนจะต้องรับภาระไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าทำไมเราจะต้องต่อให้ บีทีเอส (BTS) เราต้องต่ออยู่บนพื้นฐานของสัญญาที่ว่าคุณมีกำไรแล้ววันนี้ดีกว่าไป เอาคนใหม่ที่ยังไม่เคยมีกำไรมา แล้วต่อรองครับ อยู่ที่ว่าการต่อรอง การเจรจาของฝ่ายรัฐ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้สามารถจะทำให้ต่อรองราคาแล้วทำให้ดีกว่าเอกชนรายใหม่ก็ได้ เอกชนซึ่งเขามีสัมปทานอยู่แล้วเขาคงไม่อยากทิ้งหม้อข้าวเขาไป แต่เราต้องใช้โอกาสนี้ ใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ อย่าไปมองว่าจะเอาคนใหม่มาเปิดเพื่อเกิดความแฟร์ (Fair) ประมูล ใหม่มีเอกชนรายใหม่ไม่ใช่ความแฟร์ (Fair) ครับ มันอยู่ที่ว่าในภายใต้เงื่อนไขเอกชนเก่า เราทำอย่างไรให้การเจรจานั้นได้เปรียบ บีทีเอส (BTS) บอกว่าจะทำให้ค่าโดยสาร ๖๕ บาท ตลอดสาย จากสถานีคูคตจนเข้ามาชั้นใน แล้วก็ออกไปถึงจังหวัดสมุทรปราการ ผมก็เห็นว่า ถ้า ๖๕ บาททั้งสายก็เป็นเรื่องดี แต่ทำให้ถูกกว่านี้ได้ไหม ผู้รับผิดชอบต้องเจรจาบนพื้นฐาน ที่ว่าให้ประชาชนเขารู้สึกว่าเขาได้อะไร ผมเรียนด้วยความเคารพครับ การมองมุมมอง ในฐานะผู้บริหารกับมุมมองของบุคคลทั่วไปแล้วยืนอยู่ข้างนอกมองแล้วมองเอามันไม่ได้ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าครั้งนี้ในฐานะ ส.ส. ต่างจังหวัดก็พยายามเข้ามาดูแล้ว ดูบนพื้นฐานประโยชน์ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าต้องขอขอบคุณกรรมาธิการทุกท่าน ที่ให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ดอกเตอร์สุรพันธ์ก็ให้ความรู้กับผมมากมาย ไม่ว่าจากพรรคพลังประชารัฐ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ ท่านที่ผมสอบถามก็ให้ ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา แต่ผมอยากจะให้มองเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรม และอยู่บนพื้นฐานการบริหารธรรมาภิบาล ให้ปัญหานั้นจบสิ้น แล้วก็เกิดประโยชน์ วันนี้ผู้บริหารเท่านั้นที่จะทำให้เรื่องนี้ดีหรือไม่ดี เรียนด้วยความเคารพครับ เพราะว่า บนพื้นฐานเจรจากับคนที่ต้องการจะรักษาสิ่งที่เขามีอยู่ต้องทำให้ได้ถูก เรียนด้วยความเคารพ ว่าอยู่ที่ว่าพี่น้องประชาชนได้อะไร อันนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะครับ ด้วยความเคารพท่าน ประธานครับ