มานะ มหาสุวีระชัย พูดถึงปัญหาการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าและทางด่วน โดยชี้ว่าโครงการเหล่านี้มีความจำเป็นในการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร แต่มีข้อแตกต่างในด้านการลงทุนและค่าบริหารจัดการ และเรียกร้องให้รัฐมีนโยบายในการสนับสนุนและควบคุมการลงทุนในโครงการเหล่านี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม มานะ มหาสุวีระชัย กรรมาธิการ ตามที่สภาได้มอบหมายให้กรรมาธิการไปศึกษาญัตตินี้ ผมคิดว่า จะใช้เวลาไม่นานแล้วจะให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายซักถาม ขอเวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีท่านประธานครับ มันมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณาสาระสำคัญของเรื่อง เพราะเรื่องนี้ข้อมูลมันเยอะ เอาสาระสำคัญ ผมสรุปสั้น ๆ สาระสำคัญ ๒ เรื่องมีอยู่ ทั้ง ๒ เรื่องผมถือว่ามันเป็นเรื่อง เหมือนกัน ทางด่วนกับ บีทีเอส (BTS) ใครจะว่าอย่างไรในความเห็นของกรรมาธิการ ผมเป็น กรรมาธิการผมเห็นว่ามันเหมือนกัน เหมือนกันอย่างไร เหมือนกันข้อแรกก็คือว่า ทั้ง ๒ โครงการ เป็นโครงการสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาจราจรของกรุงเทพมหานคร ต่างกันอยู่ นิดหน่อย ทางด่วนสร้างมาเพื่อขนรถ รถไฟฟ้าสร้างมาเพื่อขนคน แก้ปัญหาจราจรเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่าง สาระสำคัญเหมือนกัน ข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือทั้ง ๒ โครงการ เป็นกิจการที่ขาดทุนทางการเงิน แต่กำไรทางเศรษฐกิจ ขาดทุนการเงินไม่ต้องอธิบายนะครับ ลงทุนไปแล้วไม่สามารถได้เงินคืนมาให้มันคุ้มทุน กำไรเศรษฐกิจหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ามันจะทำให้ไม่ต้องเป็นกำไรทางอ้อม ไม่ต้องไปเผาน้ำมันทิ้งในช่วงรถติด ประชาชนไม่ต้องไปเสียเวลา ไม่ต้องเครียด คุณภาพชีวิตดีขึ้น อันนี้คือผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจที่มันคุ้มค่า แตกต่างกันอย่างไร ๒ โครงการนี้ในประเด็นนี้นะครับ ก็คือว่าทางด่วน เงินลงทุนขั้นต้นสูงกว่า แต่ค่าบริหารจัดการ ค่าโอเปอร์เรตติง คอสต์ (Operating Cost) บริหารจัดการ คือโอแอนด์เอ็ม (O&M) โอเปอร์เรตติง แอนด์ เมนเทนแนนซ์ (Operating and Maintenance) ต่ำกว่า แต่รถไฟฟ้าถ้าลงทุนเบื้องต้นสร้างระบบมันต่ำกว่าทางด่วน แต่ว่าค่าโอแอนด์เอ็ม (O&M) สูงกว่านี่คือข้อแตกต่างแค่นั้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่า โครงการลักษณะนี้หัวใจของมันคือมันไม่คุ้มเงิน แต่มันคุ้มเศรษฐกิจ ปัญหาคือว่าถ้ารัฐ ไม่อุดหนุนเอกชนเข้ามาทำไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาก็คือว่า แล้วเอกชนเข้ามาได้ มันจะต้องมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้น รถไฟฟ้าในเมืองไทยจริง ๆ จะเกิดมาตั้ง ๔๐ ปี มันเกิดไม่ได้ เพราะผู้บริหารหลงประเด็นนี้ เอกชนเข้ามาได้เพราะอะไรครับ เพราะเขามีระบบการบริหาร จัดการที่ดีกว่าภาครัฐ ถึงแม้เขาจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า แต่คิดโหลงโจ้งแล้ว เอกชนชนะ อันนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่ว วันนี้เราไปพูดถึงเรื่องต่อสัญญา ๓๐ ปี ๑๕ ปี ๔๐ ปี หรือไม่ไปบอกว่าส่วนแบ่งรายได้รัฐเอกชนเท่าไร ผมคิดว่ามันไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญ ของทั้ง ๒ เรื่องนี้มันมีตัวแปรอยู่แค่ ๒ ตัว คือค่าผ่านทางหรือค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง ของทางด่วน หรือค่าโดยสารของรถไฟฟ้า และอีกตัวหนึ่งคือเงินอุดหนุนจากรัฐ ๒ ตัวนี้รัฐไม่ควรจะต้องไปถามอะไรเอกชน เพราะควรจะเป็นเรื่องนโยบายของรัฐ ค่าผ่านทางหรือค่าโดยสารนี้เป็นตัวที่จะกำหนดความสมดุล รัฐจะไปคิดแง่เดียวไม่ได้ครับ ความสมดุลของอะไรครับท่านประธาน ความสมดุลของผู้ใช้บริการกับผู้ไม่ใช้บริการ และต้อง มีเงินอุดหนุนอยู่ อย่างไรก็ต้องมีเงินอุดหนุนครับ อย่าไปลืมประเด็นนี้เด็ดขาด เพราะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไปพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราจะไปออกกฎหมายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก เราจะไปเขียนกฎหมายอย่างไรมันก็ต้องขึ้นทาง ทิศตะวันออกท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่านี่คือเรื่องที่ควรจะมาพิจารณาเรื่องนี้ ให้ถ่องแท้ ทีนี้ปัญหาเรื่องนี้นะครับ ผมพยายามจะพูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ก็เกรงใจกรรมาธิการ และเกรงใจสภาเพราะว่าเป็นโจทย์ที่สภาไม่ได้ตั้ง กรรมาธิการบอกผมว่าอย่างนี้ ผมจะขอ อย่างนี้ ว่าเรื่องนี้จริง ๆ ก็ดูว่าความจริงคืออะไร ผมยกตัวอย่าง ท่านสัญชาติ อุปนันชัย ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เมื่อเดือนที่แล้วนี้โทรศัพท์ ถึงผมบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้ ป.ป.ท. ไปเอา ข้อเท็จจริงมาว่าค่าโง่โฮปเวลล์ (Hopewell) ซึ่งเป็นมหากาพย์มา ๒๙ ปีแล้วนะครับ ท่านสัญชาติมาถามว่า ให้ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพราะผมเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ผมคิดว่าวันนี้ สภาแห่งนี้ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว แล้วผมไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีอีก ๓๐ ปีข้างหน้า กลับมาถามเรื่องนี้อีก เรื่องทางด่วน เรื่องรถไฟฟ้าอีก เพราะฉะนั้นวันนี้นะครับ ผมจะ ไม่รบกวนเวลาสภา เพราะเป็นโจทย์ที่ท่านไม่ได้ถาม แต่ถ้าท่านสมาชิกสนใจจะซักถามนะครับ ผมยินดีชี้แจง แล้วก็สมาชิกท่านใดสนใจรายละเอียดหรือประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดนี้ ติดตามดูในเฟซบุ๊กดอตคอม (Fecebook.com) ด็อกเตอร์มานะ เดอะ โซลูชัน (The solution) มีเรื่องพวกนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ