บัญญัติ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบอีอีซี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๒

บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือถึงผลกระทบจากโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีต่อพื้นที่ 3 จังหวัดชายฝั่งตะวันออก โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เน้นย้ำถึงภาระที่ชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมรองรับการพัฒนาขนาดใหญ่

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปรายสนับสนุนญัตติที่กระผม เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบ โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและแสวงหาแนวทางป้องกันแก้ไข ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรียกว่า โครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือเรียกย่อ ๆ ว่า อีอีซี (EEC) นั้น เป็นโครงการขนาดใหญ่ หรือว่าโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่ทางรัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะนำโครงการนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าประเทศไทยของเรานั้นติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มาเป็นเวลานาน แล้วก็ยังไม่เห็นช่องทางที่จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับประเทศที่ใหญ่ แล้วก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ประเทศเรามีการขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจมีจีดีพี (GDP) ที่เติบโตเพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศ รัฐบาลก็เลยเล็งเห็นว่าโครงการ พัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี (EEC) นี้ ซึ่งมีงบประมาณในการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชนประมาณถึง ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น คงจะเป็นเครื่องจักรที่สำคัญที่จะขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจของประเทศ กระจายความมั่งคั่งแล้วก็ความอยู่ดีกินดีไปให้ทุก ๆ จังหวัด ในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ โครงการนี้มิได้เกิดอยู่ในทุกภูมิภาค ของประเทศ ในระยะแรกรัฐบาลก็ได้ออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ใช้พื้นที่ในระยะแรก ๓ จังหวัด ก็คือจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัด ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการ อีอีซี (EEC) ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการและเหตุผลของการที่มีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกนั้น กระผมไม่ขัดข้อง เพราะเนื่องจากเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะต้องมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อให้เกิดรายได้มวลรวมของประเทศมากขึ้น แล้วก็เท่าที่ทราบโครงการอีอีซี (EEC) นี้ ก็จะเป็นกิจการที่เกี่ยวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สะอาด และเป็นกิจกรรม ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับนวัตกรรม ซึ่งมันเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เรียกว่า ๔.๐ อันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ท่ามกลางความค่อนข้าง ที่จะเร่งรัดในการที่จะตั้งโครงการนี้ ภาคประชาชนในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวันนี้ก็จะมาขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้โปรดเห็นใจพื้นที่ ในภาคตะวันออก เช่น จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ที่จำเป็น จะต้องรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ แล้วก็จะมีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยที่จะต้องอพยพไปใช้แรงงานในพื้นที่ของจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งนี้ละครับเป็นสิ่งที่กระผมและเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกัน เสนอญัตติ ซึ่งมีท่าน ส.ส. ธารา ปิตุเตชะ ด้วย และเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดอื่น ๆ ด้วย ว่าผลกระทบจากเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่เรียกย่อ ๆ ว่า อีอีซี (EEC) นั้น มันเป็น ผลกระทบที่รัฐบาลได้ให้ความสนใจในเรื่องของรายละเอียด หรือได้รับฟังความคิดเห็น หรือได้รับการบันทึกไว้เพื่อที่จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตั้งงบประมาณหรือบริหาร จัดการผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในพื้นที่ ๓ จังหวัดนี้ แล้วหรือยัง ผมในฐานะที่เป็นชาวจังหวัดระยองซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากโครงการ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนปัจจุบันนี้การปรับฐาน ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นั้นยังปรับฐานได้ไม่เสร็จสิ้นดีเลย ยกตัวอย่าง เรื่องของสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเรื่องของการสาธารณสุข แล้วก็ยกตัวอย่างเรื่องของ สาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำประปา น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเสียและเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายยังปรับฐานไม่เสร็จสิ้นดี ผมขอยกตัวอย่างนิดหนึ่งนะครับ อย่างพื้นที่ของอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ปัจจุบัน มีพี่น้องประชาชนในทะเบียนบ้านอยู่เพียงประมาณ ๕๕,๐๐๐ คน จากที่คาดการณ์ มีผู้ถือสิทธิบัตรทองประมาณสัก ๕๐,๐๐๐ คน มีผู้ถือสิทธิบัตรประกันสังคมถึงประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ คน แล้วก็ถือสิทธิข้าราชการอย่างอื่น ๆ อีก และเงินสดด้วย เพราะฉะนั้น แสดงว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองนั้นมีจริง ๆ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน มากกว่าในทะเบียนบ้านถึง ๕ เท่าครับ และโรงพยาบาลที่อยู่ในอำเภอ ปลวกแดงนั้นก็เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ขนาด ๓๐ เตียง จริง ๆ แล้วต้องเป็นโรงพยาบาล เท่ากับโรงพยาบาลมาบตาพุด ซึ่งเคยยกฐานะจาก ๓๐ เตียง ขึ้นเป็น ๒๐๐ เตียง เพื่อรองรับ พี่น้องประชาชนประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน ในสมัยที่กระผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๒ พร้อมด้วยท่าน ส.ส. ในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. สาธิต ปิตุเตชะ ปัจจุบันท่านเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่าน ส.ส. ธารา ปิตุเตชะ ท่าน ส.ส. วิชัย ล้ำสุทธิ ในขณะนั้นนะครับ ได้ร่วมกันผลักดันในครั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขามีการยกฐานะโรงพยาบาลมาบตาพุดเป็นโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปัจจุบันก็ ๒๐๐ เตียง ก็ค่อนข้าง จะเพียงพอ สำหรับที่อำเภอปลวกแดงนั้นโรงพยาบาลประมาณ ๓๐ เตียง ซึ่งเพิ่งยกฐานะเป็น ๖๐ เตียง แต่ว่าบุคลากรก็ดี เครื่องมือเครื่องไม้ต่าง ๆ ก็ดี คิดว่าตามสภาพความเป็นจริง ต้อง ๒๐๐ เตียง ก็ยังมิได้งบประมาณในการดำเนินการแต่อย่างใด พื้นที่ที่ตั้งของโรงพยาบาล ปลวกแดงก็เป็นพื้นที่ที่คับแคบ จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่ของหน่วยราชการอื่น กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ประมาณ ๗๐-๘๐ ไร่ ตรงนี้ต้องใช้งบลงทุนเพื่อปรับฐานอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เดิม ยังไม่ได้เป็นฐานของ อีอีซี (EEC) ประมาณอย่างน้อย ก็ ๗๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็ไม่มีงบประมาณ ไม่มีงบประมาณเพราะเหตุใด เพราะงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข เขาเรียกว่า งบฟังก์ชัน (Function) หรืองบตามภารกิจ อย่างเขตสุขภาพ เขต ๖ อย่างนี้นะครับ ประมาณ ๘ จังหวัดเขามีงบประมาณทั้งหมด แค่ประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท ครั้งจะมาลงไว้ที่อำเภอเดียว ๗๐๐ ล้านบาทคงเป็นไปไม่ได้ ถ้า อีอีซี (EEC) ซึ่งผมไม่ได้ขัดในหลักการและเหตุผลนะครับท่านประธาน จะกรุณาปรับฐาน ตรงส่วนนี้ ซึ่ง อีอีซี (EEC) นั้นก็มีกองทุน ใน พ.ร.บ. นี้ก็มีกองทุน ซึ่งกองทุนนี้ก็จะต้อง มารับผิดชอบเป็นงบบูรณาการ อีอีซี (EEC) เพื่อที่จะปรับฐานหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อรองรับ พี่น้องประชาชนที่จะหลั่งไหลเข้ามา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเราคงไม่มีโอกาสที่จะได้เม็ดเงิน ภาษีโดยฝ่ายเดียว โดยที่ไม่ต้องมีการสูญเสียต้นทุนแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลได้รับสิ่งนี้ เป็นพิเศษว่า เมื่อรัฐบาลจะได้ผลบวกจาก อีอีซี (EEC) รัฐบาลจะต้องลงทุน แล้วก็ฟังพี่น้อง ประชาชน ฟังผู้แทนราษฎร นำไปปรับฐานก่อน ไม่ใช่จังหวัดระยองอย่างเดียวหรอกครับ จังหวัดชลบุรียิ่งหนักกว่าผมอีก เพราะประชากรจังหวัดชลบุรีเขาเยอะมาก แล้วก็ โรงพยาบาลทั้งจังหวัดระยองทั้งจังหวัดชลบุรี พระพุทธโสธร แปดริ้ว ก็แน่นมากทั้งนั้น โครงการขนาดใหญ่ที่มาลง ผมได้ศึกษาดู อีอีซี (EEC) แล้ว ส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องของ การลงทุน จากต่างประเทศก็ดี จากในประเทศก็ดี แต่ไม่ค่อยมีพูดถึงเรื่องของการลงทุน ในหมวดของโรงพยาบาล ในหมวดของโรงเรียน ในหมวดของสาธารณูปโภคอื่น ๆ เรื่องของโรงพยาบาลในฐานะที่ผมเป็นนายแพทย์แล้วก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ อยากจะให้ รัฐบาลนำเรื่องของการปรับฐานให้ ๓ จังหวัดนี้ให้มีความเพียงพอและให้เหลือสเปซ (Space) หรือเหลือพื้นที่ไว้สำหรับผู้อพยพที่เข้ามาในพื้นที่นะครับ งบประมาณปกติของกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถที่จะแบกรับภาระนี้ได้อย่างแน่นอน ท่านต้องมีงบบูรณาการ อีอีซี (EEC) จัดให้ ผมถึงจะหยุดพูดนะครับ ไม่เช่นนั้นผมก็ต้องพูด ไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเขาให้ผมมาเป็นผู้แทน แล้วผมไม่พูดให้เขา ผมก็อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้อง ประชาชนชั้น ๒ ที่ว่าคนต่างถิ่น ต่างจังหวัดไม่ได้รังเกียจนะครับ และคนต่างประเทศก็ไม่ได้ รังเกียจนะครับ เมื่อมาใช้แรงงาน มากระตุ้นเศรษฐกิจ เขาต้องมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี พอ ๆ กับจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย อัตราการครองเตียงของที่โรงพยาบาลปลวกแดง ๒๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ หมายความว่ามีเตียง ๑๐๐ เตียง อยู่กันถึง ๒๒๐ เตียง เสริมแล้ว เสริมอีก ท่านโปรดยื่นมือเข้ามาดูตรงนี้ด้วยนะครับ ผมถึงจะหยุดพูด ทีนี้ที่พูด ในสภาผู้แทนราษฎรท่านประธานสภาที่เคารพครับ คงไม่มีเวลาให้ผมและเพื่อนสมาชิก ได้พูดจนหมดสิ้นกระแสความ ก็เลยเล็งเห็นว่าถ้าหากว่ามีกรรมาธิการวิสามัญก็จะได้มีที่พูด แล้วก็ไม่ขัดรัฐบาลด้วย จะพูดแล้วก็จดให้ทันก็แล้วกันว่ามีอะไรบ้างที่อยากจะให้ทำ ทีนี้การพูดทางเดียวถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ซักถาม บางครั้งก็อาจจะไม่เข้าใจเหตุ ไม่เข้าใจผลนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่รัฐบาลสามารถที่จะทำโครงการนี้ต่อไป แต่ท่านจะต้องดูแล ผลกระทบในหมวดสาธารณูปโภคอื่น ๆ ซึ่งผมจะขออนุญาตในที่นี้บอกเล่าในสิ่งที่เป็น เรื่องหลัก ๆ นะครับ เรื่องสุขภาพท่านต้องปรับฐานจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และแปดริ้ว คือจังหวัดฉะเชิงเทราให้เรียบร้อยโดยเร็วนะครับ ปี ๒๕๖๓ นี้ไม่น่าทันแล้ว ท่านต้องจัด เป็นพิเศษนะครับ เรียกว่า เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ลงไป การที่จะดูแลโรงพยาบาล จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยขยายโรงพยาบาลพื้นที่ก็ไม่มีแล้วครับ ท่านต้องไปขยายโรงพยาบาลอำเภอต่าง ๆ กระทรวงสาธารณสุขเขาชอบเรียกว่า โหนด (Node) คือไปทำเป็นฝายไว้ กันไม่ให้ผู้ป่วยไหลเข้ามาในโรงพยาบาลจังหวัด ท่านต้องทำ ตั้งแต่ รพ.สต. คืออนามัยนะครับ สมัยก่อนเรียกอนามัย เรียก รพ.สต. แต่เดี๋ยวนี้ถ้าทันสมัย กว่านั้นเขาจะเรียกว่าคลินิกหมอครอบครัว ในทุก ๆ รพ.สต. รวมกันให้ได้ประมาณ สัก ๑๐,๐๐๐ คน จัดหมอไปสัก ๑ คน จัดพยาบาลไปสัก ๒ คน จัดหมออนามัยไปสัก ๔ คน อันนี้เป็นข้อสมมุติ จัดทันตกรรมหรือผู้ช่วยทันตแพทย์ จัดแพทย์แผนไทย จัดกายภาพบำบัด ต้องมีเภสัชกร ต้องมีวิชาชีพกายภาพบำบัดลงไป ชาวบ้านพี่น้องประชาชนไม่อยากมา โรงพยาบาลจังหวัดหรอกครับ เขาอยู่ใกล้บ้าน เหมือนเป็นโพลีคลินิก (Polyclinic) ที่นั่นละนะครับ โรงพยาบาลต่าง ๆ ลดความแออัดทันทีเลยครับ เขาก็จะเป็นโรงพยาบาล ที่รับการรักษาโรคตติยภูมิ ทุติยภูมิ ให้ปฐมภูมิ เบาหวาน ความดัน โรคหวัด โรคไอ ท้องเสียให้อยู่ในพื้นที่ แล้วก็เหลือบ่ากว่าแรงมาที่อำเภอก็เป็นทุติยภูมิ ปฐมภูมิ อยู่ที่หมู่บ้าน ทุติยภูมิอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ ตติยภูมิอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัด บางโรงพยาบาลจังหวัด เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ก็จะมีความสามารถในการดูแลโรคต่าง ๆ ในเขตสุขภาพ ๘ จังหวัด ทั้งประเทศไทยนี้มีเขตสุขภาพ ๑๓ เขต ทำให้มันเจริญเท่ากัน แล้วก็ผู้ป่วยไม่หลงเข้า กรุงเทพฯ ไม่ต้องดั้นด้นมารักษาต่อในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ อย่างแน่นอน ท่านต้องมองถึงตรงนี้ด้วยว่าท่านให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่ให้สิ่งที่ไม่ใช่พิเศษแก่พื้นที่ ท่านเท่ากับว่าไปรังควานเขานะครับ ท่านต้องปรับให้พิเศษ แล้วท่านต้องปรับให้สมดุล สมดุลคืออะไรฝากคำว่าพิเศษและสมดุล เข้าไปด้วย สมดุลถามวิชาชีพที่เกี่ยวข้องถามใครก็รู้ ว่าสมดุลคืออะไร เรื่องของโรงพยาบาล เรื่องที่ผมถนัดพูดไปเดี๋ยวมันจะไม่จบผมหยุดแค่นี้ ก่อนนะครับ เรื่องการศึกษาเขามามีลูกที่นี่ เขาก็ต้องมีการศึกษาท่านประธานครับ