ศิริกัญญา เสนอตั้ง กมธ. สอบผลกระทบอีอีซี ด้านสิ่งแวดล้อมและผังเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๒

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือประเด็นการพัฒนาโครงการอีอีซี โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการวางผังเมืองที่ขาดความโปร่งใสและแผนจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไม่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องน้ำเสีย กากขยะอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พร้อมเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบผลกระทบอย่างรอบด้านและเน้นย้ำความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้เสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและตรวจสอบผลกระทบจากการดำเนินโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) ในเรื่องของการวางผังเมืองและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับ ผู้เสนออีก ๔ ท่าน คือ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นางสาวเบญจา แสงจันทร์ นายขวัญเลิศ พานิชมาท และนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ค่ะ

ท่านประธานคะ ตามที่รัฐบาลได้มีการผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้มีการออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ และเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการทั้ง ๔ กลุ่ม แล้วก็ ๑๕ โครงการ มีการ วางแผนว่าจะใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อการลงทุนราว ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และคาดว่า จะต้องมีเงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนรวมกันเป็นมูลค่ากว่า ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น ก็ถือว่า เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ถือว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่ประเทศไทยไม่ได้มี นานแล้ว ซึ่งในทางหนึ่งก็จะเป็นเรื่องดี โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จในด้าน โครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ฐานอุตสาหกรรมในพื้นที่ของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นี้ เป็นโครงการ ที่เป็นเรือธงของประเทศไทยที่มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นโครงการที่ทำให้ประเทศไทยและ เศรษฐกิจไทยสามารถพลิกฟื้น และเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ แต่อันที่จริงแล้ว บทเรียนที่เราได้จากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั้นก็ไม่ได้ดีอย่างที่เรา คิดไว้ สมควรที่จะต้องมีการถอดบทเรียนก่อนที่เราจะดำเนินซ้ำรอยเดิมที่เราเคยทำมากับ โครงการเขตพัฒนาภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) สำหรับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เรามีบทเรียนมาแล้วว่า เมื่อมีการเวนคืนที่นั้น ๑๐ ปีผ่านไปแล้ว ค่าเวนคืนก็ยังคงจ่ายไม่ครบถ้วน มีการร้องเรียนมาตลอดสำหรับนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรือว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ว่ามีปัญหาเรื่อง มลภาวะเป็นพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งโรคที่เป็นโรคทางเดินหายใจแล้วก็โรคมะเร็ง มีการลุกขึ้นมาต่อสู้ของชาวบ้านอย่างนับครั้งไม่ถ้วน แต่ว่าทุกครั้งที่มีการต่อสู้ก็มักจะมี ข้อกล่าวอ้างว่า กำลังจะมีเงินลงทุนเข้ามาเพิ่ม มีโครงการอะไรเข้ามาใหม่ และการที่ชาวบ้าน ออกมาต่อต้านนั้นจะเป็นปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สุดท้าย ชาวบ้านต้องหวังพึ่งศาลปกครอง โดยการยื่นฟ้องไปที่ศาลปกครองเพื่อให้ระงับการดำเนิน โครงการต่าง ๆ เหล่านั้น ที่ผ่านมาเราเห็นว่ารัฐพยายามที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการหลับตาข้างหนึ่ง ละเลยการบังคับใช้กฎหมายในด้านสิ่งแวดล้อม ปล่อยให้ชาวบ้าน กับนายทุนต้องมาทะเลาะกันเอง ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเสียหายที่ยับเยินและ เป็นผลต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้ได้ก่อเกิดเป็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างกลุ่มทุน กับชาวบ้าน ทำให้ต่อมาเมื่อมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นเราก็จะเห็นชาวบ้านออกมารวมตัวกัน คัดค้าน ออกมารวมตัวกันประท้วง เพราะว่าจากบทเรียนที่ผ่านมาพวกเขาเรียนรู้แล้วว่า เมื่อไรก็ตามที่เขายอมปล่อยให้โครงการขนาดใหญ่พวกนี้เกิดขึ้นแล้วเกิดผลกระทบกับพวกเขา จะไม่มีใครมาคุ้มครองสิทธิของพวกเขาได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็ต้องต่อสู้กันแบบ เลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว ถามว่าสุดท้ายแล้วประชาชนได้อะไรจากโครงการ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเราดูที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด หรือที่เรียกว่า จีพีพี (GPP) เราจะพบว่าระยองมีผลิตภัณฑ์ มวลรวมระดับจังหวัดสูงเป็นอันดับ ๑ ของประเทศ จังหวัดชลบุรีอยู่ในอันดับที่ ๒ จังหวัด ฉะเชิงเทราอยู่ในอันดับที่ ๖ แต่ถ้าเราดูรายได้ครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ในทั้ง ๓ จังหวัดนั้น เราจะพบว่ารายได้ครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ในจังหวัดชลบุรีนั้นอยู่อันดับที่ ๑๖ ของประเทศ ครัวเรือนของจังหวัดระยองมีรายได้อยู่อันดับที่ ๑๘ และจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น อยู่อันดับที่ ๒๕ มันกลายเป็นการพัฒนาที่มันไม่ได้เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ครัวเรือน ที่เป็นประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ก็มาตั้งคำถามกันว่าสุดท้ายแล้ว ๓๐ ปีของอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั้น เราได้ถอดบทเรียนจากมันมากพอแล้วหรือยัง กลับมาที่ ประเด็นหลักว่าประเทศจะได้อะไร ประชาชนจะได้อะไรจากโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ ภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) ดิฉันได้ไปดูแผนระดับนโยบายที่จะมีการจัดทำขึ้น ตาม พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ๒๕๖๑ เราก็จะพบว่าในรายงานนั้นมีการระบุผลประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับจากโครงการ อีอีซี (EEC) มีทั้งหมด ๑๑ ข้อค่ะท่านประธาน จะประกอบ ไปด้วยว่ารายได้ประชาชาติจะต้องโตเฉลี่ย ๕ เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา ๒๐ ปีข้างหน้า ขนาดเศรษฐกิจของประเทศจะโตขึ้น ๒ เท่า ภายใน ๑๐ ปี ความสามารถในการเรียนรู้ เทคโนโลยีของธุรกิจจะต้องขึ้นเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน มีเม็ดเงินลงทุนรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท ใน ๕ ปีแรก จีดีพี (GDP) ของ อีอีซี (EEC) จะโตเฉลี่ย ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ในระยะ ๒๐ ปี กำลังคนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์จะต้องต่อความต้องการของอุตสาหกรรม เป้าหมาย จะมีการจ้างงานเพิ่ม ๑.๓ ล้านคน และการจ้างงานจะต้องโตเฉลี่ย ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในระยะ ๒๐ ปี โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องเสร็จตามแผนภายในปี ๒๕๖๗ อุตสาหกรรมเป้าหมาย จะต้องลงทุนในเทคโนโลยีสูงไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในระยะ ๒๐ ปี จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ ๑๑.๓ เปอร์เซ็นต์ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยโตเฉลี่ย ๖.๗ เปอร์เซ็นต์ และจะมี เมืองใหม่ที่เป็นเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ อย่างน้อย ๑ เมืองในอีก ๒๐ ปี ผลประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รับทั้ง ๑๑ ข้อนั้น ไม่มีการพูดถึงว่าแล้วประชาชนในพื้นที่จะได้อะไร ประชาชนทั่วไปในประเทศนี้จะได้อะไรจากโครงการ อีอีซี (EEC) รายได้เขาจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร เขาจะได้สิทธิเข้าไปอยู่ในเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ที่จะเกิดขึ้น ๑ เมือง ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าหรือไม่ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าที่เราบอกว่าประเทศจะได้นั้น ประเทศจะได้อย่างที่โฆษณาไว้จริงหรือไม่ ถ้าเราไปดูแผนนี้มีเรื่องให้ได้ถกเถียง กันอีกมากมายนะคะ โดยเฉพาะสมมติฐานต่าง ๆ ที่คณะที่ปรึกษาได้ทำการประมาณการ เอาไว้ แต่ว่าตรงนั้นขอเก็บเอาไว้ถกเถียงและอภิปรายในเมื่อเราได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญนี้ ขึ้นมาแล้วนะคะ ถ้าเรามาดูกันจริง ๆ ว่าประเทศจะได้อะไรจากเม็ดเงินลงทุน ดิฉันก็อยากจะ ฉายภาพว่าเหรียญอีกด้านหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามาขอส่งเสริมการลงทุนนั้น อีกมุมหนึ่งก็คือภาษีที่เราจะเก็บไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้มีการสรุปไว้ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนที่มาขอส่งเสริมในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือว่า อีอีซี (EEC) รวมเป็นเม็ดเงินกว่า ๑ ล้านล้านบาท ถ้าตามหลักเกณฑ์การส่งเสริม การลงทุนนะคะ นับเฉพาะที่จะขอยกเว้นภาษีนิติบุคคลยังไม่รวมที่ยกเว้นภาษีศุลกากร นักลงทุนจะสามารถขอยกเว้นภาษีได้ไม่มากกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป แต่ก่อนนี้ตาม พ.ร.บ. บีโอไอ (BOI) ฉบับเก่านี้สามารถที่จะขอลดหย่อนยกเว้นภาษีตรงนี้ได้ไม่เกิน ๘ ปี ต่อมา ได้มีการขยายแก้ไข พ.ร.บ. บีโอไอ (BOI) ให้ขยายจาก ๘ ปี ไปเป็น ๑๓ ปี นอกจากนี้ยังมี อีก พ.ร.บ. หนึ่ง ชื่อ พ.ร.บ. กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่อนุญาตให้ยกเว้น ภาษีนิติบุคคลได้ยาวนานถึง ๑๕ ปี ดังนั้นเม็ดเงินลงทุน ๑ ล้านล้านบาท ก็เท่ากับว่า ภาษีนิติบุคคลของประเทศไทยนี้ก็จะหายไป ๑ ล้านล้านบาทด้วยเช่นเดียวกัน ถ้ามีการขอรับ การส่งเสริมเท่ากับเม็ดเงินที่จะมาลงทุน แต่การลงทุนเอกชนที่เราจะต้องเสียภาษี สูญเสีย รายได้ภาษีของเราไปนี้เราจะได้อะไรกับระบบเศรษฐกิจขึ้นมา นอกเหนือไปจากตัวเลข จีดีพี (GDP) ที่มันจะเพิ่มขึ้น เราจะได้อะไรถ้าเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ ที่นักลงทุนนั้น นำเข้ามาไม่ได้ถูกถ่ายทอดให้กับบุคลากรคนไทย เราจะได้อะไรกับระบบเศรษฐกิจ ถ้าแรงงานไทยไม่ได้มีทักษะมากพอที่จะได้ทำงานในตำแหน่งที่ได้ค่าจ้างสูง เราจะได้อะไร ถ้านักลงทุนไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานในการดูแล สวัสดิภาพของแรงงาน ดังนั้นเรื่องพวกนี้ทำให้เราต้องคิดหนักว่าโครงการต่าง ๆ การส่งเสริม ให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ กับนักลงทุนใน อีอีซี (EEC) นั้น ประเทศชาติจะได้อะไร เมื่อพูดถึง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็วิถีชีวิตนะคะ จริง ๆ แล้วร่างพระราชบัญญัติ อีอีซี (EEC) ในร่างแรกที่ผ่านมติ ครม. ออกมา ได้มีการเสนอแนะว่า ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เลยว่า การจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนี้จะต้องมีการทำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ชื่อเล่น ๆ ของมันคือ เอสอีเอ (SEA) หรือว่าสตราทีจิก เอ็นวายรอนเมนทัล แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Assessment) แต่ว่าหลังจากที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายแล้ว ข้อนั้นก็หายไปไม่มีการทำประเมิน สิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์อีกต่อไป เอสอีเอ (SEA) นี้มีความสำคัญอย่างไร ดิฉันจะขอเล่าให้ ฟังอย่างคร่าว ๆ ปกติเราจะคุ้นเคยกับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกว่า อีไอเอ (EIA) หรือว่า อีเอชไอเอ (EHIA) นะคะ แต่ว่า อีไอเอ (EIA) หรือ อีเอชไอเอ (EHIA) นั้นเป็นการ ประเมินสิ่งแวดล้อมรายโครงการ แต่ละโครงการอาจจะผ่าน อีไอเอ (EIA) แต่ถ้า ๑๐ โครงการปล่อยมลพิษกันอย่างละนิดละอย่างหน่อย ถ้า ๑๐ โครงการนั้นผ่าน อีไอเอ (EIA) แล้วเกิดขึ้นจริง พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมหนึ่งก็อาจจะไม่สามารถที่จะรองรับมลพิษ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันจาก ๑๐ โครงการนั้นก็เป็นไปได้ การทำ เอสอีเอ (SEA) หรือว่า การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นการประเมินในระดับพื้นที่ ในระดับแผน หรือว่าระดับนโยบายขึ้นไป ถ้ามีในภาพกว้างมากขึ้นเพื่อดูข้อจำกัดแล้วก็ศักยภาพของพื้นที่ เรามีบทเรียนมาแล้วมาจากมาบตาพุด ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นได้ส่งผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านอากาศ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับผลกระทบ ทางสุขภาพ ดิฉันจึงอยากขอร้องว่าถ้าจะต้องมีการทบทวนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากโครงการ อีอีซี (EEC) นั้นก็ควรจะต้องมีการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์นี้ด้วย อย่างที่เจตนารมณ์เริ่มแรกของ พ.ร.บ. นี้เคยระบุไว้

ท่านประธานคะ นอกจากเรื่องผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มี การประเมินเชิงยุทธศาสตร์ในระดับพื้นที่แล้ว ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำอุปโภคบริโภค ในภาคตะวันออกก็มีปัญหามาอย่างยาวนาน ดิฉันเองก็เป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในจังหวัดชลบุรี ก็รับรู้เรื่องปัญหานี้มาโดยตลอด ถ้าเราจะมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้น แน่นอนว่า จะต้องมีการวางแผนที่จะต้องเพิ่มน้ำต้นทุน หรือว่าสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อที่จะ รองรับน้ำเพิ่มเติม แต่ว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเองก็ดี หรือว่าการสร้างเขื่อน หรือว่าบ่อเก็บน้ำเองก็ดี อาจจะไม่ใช่ทางออกทางเดียว เพราะนั่น เท่ากับว่าเราต้องบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทางที่ดีเราควรจะต้องมีการออกข้อกำหนด หรือไม่ว่ากิจการที่จะได้รับการส่งเสริมนั้นจะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ ต้องมีข้อกำหนดหรือไม่ว่า จะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิล (Recycle) น้ำ จากน้ำเสีย ให้มาเป็นน้ำใช้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในพื้นที่ ที่มีความขาดแคลนน้ำเป็นอย่างยิ่ง อย่างภาคตะวันออก จากในเรื่องของน้ำใช้ มาที่เรื่องของ น้ำเสีย ปัจจุบัน ๓ จังหวัดใน อีอีซี (EEC) นั้นมีความสามารถที่จะบำบัดน้ำเสียเพียงแค่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของน้ำเสียที่ปล่อยออกมาแล้วทั้งหมด โครงการ อีอีซี (EEC) เองก็รู้ ก็ตระหนักดีในปัญหาเรื่องนี้ มีแผนในเรื่องของการจัดการสาธารณูปโภคออกมาว่าจะต้องมี การก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมอีก ๕๑ แห่ง โดยที่แบ่งระยะออกมาเป็นระยะเร่งด่วน ใน ๕ ปีแรกจะสร้างเพิ่มขึ้น ๕ แห่ง ระยะกลางอีก ๔๔ แห่ง ระยะยาวอีก ๒ แห่ง ซึ่งดิฉัน ฟังแล้วเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำเสียที่จะเพิ่มขึ้นในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า ประมาณ ๑ เท่าตัวจนถึง ๑.๕ เท่า ดิฉันไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจากแผนที่สำนักงาน อีอีซี (EEC) ได้กล่าวมาจะสามารถทำให้เรามีระบบบำบัดน้ำเสียที่เพียงพอหรือไม่ ที่เรายังจะต้อง ตรวจสอบกันต่อไป

นอกจากน้ำเสียแล้ว เรื่องการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมก็เป็นปัญหา เช่นเดียวกัน ตอนนี้มีปริมาณกากอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากโรงงาน ที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด อีอีซี (EEC) อยู่ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปี แต่ว่ามีเพียงแค่ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมามีโรงงานรับกำจัดของเสียอุตสาหกรรม ประเภทของเสียอันตรายอยู่แค่เพียง ๑ แห่งในจังหวัดระยอง แล้วตอนนี้ก็เต็มคาพาซิตี (Capacity) แล้วก็ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมนั้นแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียน มาอย่างต่อเนื่องว่ามีการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมในพื้นที่สาธารณะมาโดยตลอด ตัวแผนของ อีอีซี (EEC) เองมีระบุเพียงแค่ว่าจะมีการเพิ่มพื้นที่กำจัดกากอุตสาหกรรม เพิ่มจากเดิม แต่ก็ไม่ได้มีการระบุว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทำให้เกิดข้อกังวลจากประชาชน ในพื้นที่ว่า เมื่อมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้นขนาดนั้นแล้ว เรายังจะมีศักยภาพ ที่จะสามารถกำจัดกากอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ถูกต้องตามหลักวิชาหรือไม่ ผลกระทบ ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมาทั้งหมดยังเป็นแค่หนังตัวอย่าง จริง ๆ ญัตติด่วนเรื่องนี้ ที่เราพูดกันมามันยื่นมาตั้งแต่เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อที่จะยับยั้งการอนุมัติ ผังเมือง อีอีซี (EEC) ที่เพิ่งได้เข้าสู่กระบวนการการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี (EEC) ไปเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมา และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ไม่เป็นไรในที่สุดผ่านมา ๖ สัปดาห์ เราก็ได้มีโอกาสที่จะมาแถลง ญัตตินี้ ก็คาดว่าเสียงที่เราพูดในวันนี้จะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ให้มีการทบทวนในเรื่องของ การอนุมัติผังเมืองของ อีอีซี (EEC) เนื่องจากมีปัญหาอย่างน้อย ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ผังเมือง อีอีซี (EEC) มีปัญหาว่าถูกทำขึ้นโดยถูกต้องตามหลัก วิชาการผังเมืองหรือไม่ ถ้าท่านที่เคยเห็นรายงานเรื่องผังเมืองท่านจะเห็นว่าวิธีการทำผังเมือง ของ อีอีซี (EEC) เป็นวิธีการที่ค่อนข้างที่จะประหลาด โดยปกติตามหลักวิชาแล้ว ผังเมือง จะถูกกำหนดขึ้นบนพื้นฐานของความเหมาะสมของพื้นที่ว่าพื้นที่ใดเหมาะสมกับการทำ กิจการอะไร กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบไหน แต่สำหรับผัง อีอีซี (EEC) เราจะเห็นว่า ในผังจะมีการทำระบายเป็นสีม่วง สีม่วงคือเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม จะมีการระบายผังให้เป็น สีม่วงเป็นจุด ๆ เป็นหย่อม ๆ โดยปกติแล้ววิธีการทำผังเมืองที่เป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรมก็จะ เป็นบล็อก ๆ กินเขตพื้นที่ในระดับหนึ่ง แต่ของ อีอีซี (EEC) จะเป็นจุด จุด จุด เสมือนหนึ่งว่า ทราบมาก่อนแล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของใครและอยากจะให้ทำอะไร จากนั้นจึงระบายสี ตามที่เจ้าของที่ดินหรือว่าคนที่ต้องการจะใช้ที่ดินนั้นต้องการ และมีหลายพื้นที่ที่ถูกระบาย ให้เป็นสีม่วงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ได้เหมาะสมกับการทำนิคมอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งเราอาจจะบอกได้ว่ามันก็เป็นเรื่องของเอกชนไหมว่าถ้าอยากจะตั้ง ในพื้นที่ที่มันเป็นเขตน้ำท่วมซ้ำซาก ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะต้องเข้าไปจัดการเอง แต่ถ้าเราดูดี ๆ เอกชนอาจจะสามารถที่จะทำคันดิน พนังกั้นน้ำหรือว่าอะไรก็ตามเพื่อที่จะป้องกัน เขตอุตสาหกรรมของตัวเองไม่ให้ถูกน้ำท่วมได้ แต่นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีพื้นที่ รับน้ำบางส่วนเพิ่มเติม อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของพื้นที่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่การตั้ง คันดินของเขตพื้นที่ที่เป็นเขตส่งเสริมนั้นจะส่งผลให้ชาวบ้านในอีก ๓ อำเภอที่เกี่ยวข้อง ต้องได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

อีกปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตาม พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) มาตรา ๓๒ ได้ประกาศยกเลิกผังเมืองที่เป็นผังระดับจังหวัดไปหมดแล้ว แต่ว่าผังเมือง อีอีซี (EEC) เองนั้น ครอบคลุมพื้นที่ถึง ๓ จังหวัด มีขนาดเทียบเท่ากับผังเมืองปกติถึง ๓๐ ผังรวมกัน ดังนั้น ผังอีอีซี (EEC) จะเป็นผังหยาบ เราเรียกว่าผังหยาบนะคะ จะไม่ได้มีการระบุรายละเอียด อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ไหน ชุมชนไหนควรจะทำอะไร มีอาคารสูงได้กี่ที่ มีสถานบริการ ได้หรือไม่ เราก็เลยจะเห็นภาพการใช้ผังเมือง อีอีซี (EEC) ที่เป็นผังหยาบนำมาบังคับใช้กับผังเมือง ขนาดเล็กอย่างผังเมืองพัทยา ซึ่งที่เคยมีความละเอียดสูงถึงขั้นระบุได้ว่าจะต้องไม่มีสถานบริการ อยู่ใกล้เคียงกับชุมชน แต่เมื่อเป็นผัง อีอีซี (EEC) แล้วนั้น ข้อกำหนดเหล่านั้นได้ถูกยกเลิกไป ตามมาตรา ๓๒ ของ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความโปร่งใสอีกค่ะ ท่านประธาน พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นั้น อย่างที่เราทราบว่าผ่านร่างเมื่อปี ๒๕๖๑ แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑ ปีก่อนที่จะมีการผ่านร่างนั้นได้เริ่มมีการเปิดประมูลการจัดทำผัง อีอีซี (EEC) ไปแล้ว เท่ากับว่าผังเมือง อีอีซี (EEC) ได้ถูกประมูลการรับงานตั้งแต่ ๑ ปีก่อนที่ พ.ร.บ. จะออก ก่อนที่แผนนโยบายจะออก เสมือนหนึ่งว่ามีการรับรู้มาก่อนว่าจะต้องมีการจัดทำผังอีอีซี (EEC) เกิดขึ้น โดยที่ยังไม่ต้องมีแผนนโยบายนะคะ นอกจากนี้ก็มีการเร่ง เร่งการรับแล้วก็ส่งงาน เนื่องจากตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ นั้นได้ระบุไว้ว่าจะต้องจัดทำแผนให้เสร็จภายใน ๑ ปี ตามปกติตามแต่ละงวดงานที่ดิฉันไปดู ทีโออาร์ (TOR) มา ก็จะมีการอนุมัติทั้งหมด ๕ ระยะด้วยกัน มีงวดส่งงานทั้งหมด ๕ งวด งวดที่ ๑ งวดที่ ๒ ก็เป็นไปตามปกติ แต่พองวดที่ ๓ งวดที่ ๔ แล้วก็งวดที่ ๕ นั้น มีการอนุมัติอย่างเร่งรัดให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ เดือน ก็เท่ากับว่า ผังเมืองนี้มีการเร่งรัดให้เกิดขึ้นให้ทันตามเวลาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ยังไม่ต้องพูดถึง เรื่องของการทำประชาพิจารณ์นะคะ เรื่องพวกนี้มีการพูดถึงกันในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ อยู่ตลอดเวลาว่ากระบวนการทำประชาพิจารณ์ของการทำผังเมืองอีอีซี (EEC) นั้น ก็มีปัญหามาโดยตลอด มีหลักฐานว่าทางสำนักงาน อีอีซี (EEC) นั้น ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูล ล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ตามกระบวนการการทำประชาพิจารณ์ทั่ว ๆ ไป มีปัญหา เรื่องความโปร่งใสในเรื่องของการที่เลือกกลุ่มประชาชนให้เข้ามารับฟัง ไม่มีการเปิดเผยว่า คัดเลือกด้วยวิธีการใด แล้วมีประชาชนกลุ่มใดที่เข้ามาร่วมรับฟังบ้าง มีการกระจายตัว ของการคัดเลือกอย่างเพียงพอหรือไม่ การจัดประชาพิจารณ์ก็ทำไปในลักษณะของการแจ้ง เพื่อทราบมากกว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ ซึ่งเป็นกระบวนการการทำประชาพิจารณ์ ทั่ว ๆ ไป สุดท้ายก็ไม่ได้มีการชี้แจง เมื่อประชาชนมีความเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการ หรือสำนักงานว่า สำนักงานหรือว่าคณะกรรมการนโยบายนั้นได้นำความเห็นของประชาชน ที่เห็นต่างมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงผังเมืองอย่างไรบ้าง

ท่านประธานที่เคารพคะ เรื่องของผังเมืองนั้นก็อาจจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง ของวิถีการพัฒนาที่ผ่านมาของประเทศไทย ซึ่งยอมที่จะเสียสละบางอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจนั้น สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ ก่อนจะจบดิฉันขอยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เราพูดถึง อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ไปแล้ว หลายท่านที่อาจจะอาวุโสสักนิดหนึ่ง อาจจะยังจำกันได้ว่านอกจากอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้ว เราก็เคยมี โครงการที่ชื่อว่า เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว แนวคิดเรื่องของเซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) เกิดขึ้นก่อน อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ด้วยซ้ำไป ก็คือในปี ๒๕๑๘ หลังจากนั้นประมาณปี ๒๕๒๐ ถึงได้มี โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เกิดขึ้น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) กลายเป็นภาพจำของความสำเร็จของรัฐบาลในยุคนั้นที่สามารถที่จะพลิก อุตสาหกรรม แล้วก็ดำเนินให้เศรษฐกิจไทยสามารถที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่เซาท์ เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) กลับไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไร อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มีปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรกก็คือ การมีอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างโฟกัส (Focus) ก็คือ มีอุตสาหกรรม มุ่งเป้าอยู่เพียงแค่ไม่กี่อุตสาหกรรม ถ้าเราจำกันได้ก็จะมีเรื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ แล้วก็ท่าเรือน้ำลึก ส่วนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) นั้น อุตสาหกรรมหลักค่อนข้างหลากหลายมาก มีปิโตรเลียม ปิโตรเคมี มีโรงไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การแปรรูป สินค้าเกษตร อาหารทะเลแปรรูป นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้วนะคะ ส่วนคนที่เป็นตัวคีย์ไดรเวอร์ (Key driver) ที่เป็นคนขับเคลื่อนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ก็จะมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย มีบีโอไอ (BOI) และที่สำคัญอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มีไจก้า (JICA) ค่ะ มีไจก้า (JICA) ที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายแล้วก็ออกแบบนโยบายในเรื่องของ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แต่ว่าเซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) นั้น ไม่มีเจ้าภาพหลักแบบนี้ ก็จะมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกัน มีกระทรวงคมนาคม มีการพลังงาน แต่สุดท้ายแล้วไม่ได้มีหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก

สุดท้ายแล้วอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) สามารถดำเนินการไปได้ อย่างดีนะคะ จากปี ๒๕๒๔ ที่เริ่มมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปี ๒๕๓๔ เริ่มมีการเปิดทำการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง แล้วก็มีการเปิดนิคมอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา แล้วก็ดำเนินกิจการมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่า จะมีการสะดุดเล็กน้อยในกรณีนิคมมาบตาพุด แต่ในขณะที่เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) นั้นเริ่มต้นจากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๓๒ ครม. เห็นชอบสะพานเศรษฐกิจ ถ้าจะมีหลายท่านจำได้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติศึกษาความเหมาะสมของ พื้นที่เศรษฐกิจโดยได้รับเงินช่วยเหลือจาก เอดีบี (ADB) ในปี ๒๕๕๐ มีการตั้งคณะกรรมการ พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ในปี ๒๕๕๒ และยกเลิกคณะกรรมการนี้ในปี ๒๕๕๓ ก็ต้องบอกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือว่าอีอีซี (EEC) นั้นสามารถที่จะ เรียนรู้บทเรียนจากทั้งอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้วก็เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เราไม่เดินซ้ำรอยที่ผิดพลาดของ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) และไม่ให้เกิดความล้มเหลว อย่างเช่นที่ เซาท์เทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) เคยเกิดขึ้น

ท่านประธานที่เคารพคะ เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา การยินดีที่จะสนับสนุน โครงการ อีอีซี (EEC) นี้ให้เกิดขึ้นได้โดยที่จะไม่ต้องให้ใครต้องเสียสละมากจนเกินไป ต้องไม่ทิ้งประชาชนคนใดไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ต้องให้เขาได้มีส่วนร่วม ให้เขาได้มีปากมีเสียงที่จะออกแบบวิถีการพัฒนาที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเขา เราต้องการ ให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ปิดตาข้างเดียว ทำหน้าที่ทั้งในการส่งเสริมในการขับเคลื่อน การพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ไม่บกพร่องในเรื่องของการกำกับดูแล เราต้องการเห็นเอกชน ที่นำเงินมาลงทุน ไม่ว่าจะเพื่อแสวงหาผลกำไรหรือว่าใด ๆ ก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยอมรับกติกาที่จะดูแลผลกระทบต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่รับได้ ดิฉันจึงขอเสนอให้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาและตรวจสอบ ผลกระทบจากการดำเนินโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) รวมถึงการวางผังเมืองและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป และทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศนี้แล้วก็ของประชาชน ขอบคุณค่ะ