สะถิระ หารือพัฒนาอีอีซี เน้นท่องเที่ยว-ขนส่ง-สิ่งแวดล้อม-แรงงานพิการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๒

สะถิระ เผือกประพันธุ์ หารือความคืบหน้าโครงการอีอีซี โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว การขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมต่อพื้นที่รอง พร้อมผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการเพิ่มโครงการสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปราย ในส่วนของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการดำเนินการโครงการเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออกหรือที่เราเรียกกันว่า อีอีซี (EEC) ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือการลงทุน ของรัฐบาล หรือเรียกสิ่งหนึ่งว่าอีก ๑.๗ ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลร่วมลงทุนกับเอกชน แต่ผม มีตัวเลขหนึ่งที่อยากจะนำเรียนท่านประธานคือตัวเลข ๒.๙๔ ล้านล้านบาท คือรายได้ ปี ๒๕๖๑ จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย ตรงนี้เอง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ แต่ตัวเลขหลัก ๆ ก็คือน่าจะประมาณ ๓.๒๗ แสนล้านบาท คือรายได้จากการท่องเที่ยว ๓ จังหวัดของจังหวัดในพื้นที่ อีอีซี (EEC) คือจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัด ฉะเชิงเทรา ตรงนี้เองครับกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ทุกอย่าง มันต้องมีการลงทุน ต้องกราบขอบพระคุณทางรัฐบาลด้วยที่เล็งเห็นจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลักของประเทศ จากรายได้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เราได้จากการท่องเที่ยว กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า อีอีซี (EEC) ให้อะไรเรา นอกจากการพัฒนาด้านการอุตสาหกรรม การพัฒนาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม ๓ สนามบิน สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาหรือท่าเรือน้ำลึก ตรงนี้เองคือสิ่งอำนวย ความสะดวกที่จะดึงนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและชาวต่างชาติ นำรายได้มาให้กับ ประเทศไทยเรา ตรงนี้เราเอาเงินของชาวต่างชาติมาให้บ้านเรา แล้วเราก็ใช้เงินของคนไทยกันเอง หมุนเวียนในประเทศในเรื่องของการท่องเที่ยว อีกหนึ่งตัวเลขในส่วนของ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ปี ๒๕๕๗ มีเพียงแค่เทอร์มินอล (Terminal) เดียว จำนวน ผู้โดยสาร ๑๓๙,๐๐๐ คน เมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๖๑ จากสถิติที่ผมขอ มาจากการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ๑,๙๙๐,๐๐๐ คน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ใช้ บริการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาที่เพิ่งเปิดเทอร์มินอล ๒ (Terminal 2) เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วยังมีเฟส (Phase) ๓ อีก ๕ ปีที่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง ๕๐ ล้านคนต่อปี ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนในเขตพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผมก็เป็นคน จังหวัดชลบุรี จากปี ๒๕๕๙ จนปี ๒๕๖๑ ตัวเลขของนักท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี ปี ๒๕๖๑ ๑๘ ล้านคน รายได้ปี ๒๕๖๑ ๒๗๒,๐๐๐ แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินลงทุน ๑.๗๗ ล้านล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวเรามากกว่าอีกนะครับ ภายในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้า ทีนี้ถามว่าพี่น้องประชาชนได้อะไร ผมขอเพิ่มนิดหนึ่งฝากไปถึงคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คุณมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว คุณมีสนามบิน คุณมีท่าเรือจุกเสม็ดแล้ว คุณมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวหรือพี่น้อง ประชาชนชาวไทยภูมิภาคอื่น ๆ แต่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรียังไม่ได้รับเท่าที่ควร โดยเฉพาะในเรื่องระบบขนส่งสาธารณะภายใน จำเป็นไหมเรามีสถานีรถไฟหลัก ควรที่ จะต้องมีซับสเตชัน (Substation) สถานีรถไฟรองเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุก ๆ อำเภอทั้งอำเภอหลักและอำเภอรองใช้บริการสาธารณะ เพื่ออะไรครับ นักท่องเที่ยว ผมขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ปัจจุบันการท่องเที่ยวพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน จากเดินทางโดยกรุปทัวร์ (Group tour) มาเป็นเดินทางด้วยตัวเองมากถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ นักท่องเที่ยวบางท่านยังต้องแบกเป้เดินออกมาจากสนามบิน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว พฤติกรรมที่เป็นแบบแบ็กแพ็ก (Backpack) ตรงนี้เองผมก็กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี (EEC) ให้เล็งเห็นถึงจะเป็นระบบรถรางเบาก็ดี รถโดยสารสาธารณะก็ดี หรือแม้กระทั่ง โมโนเรล (Monorail) ก็ดี เชื่อมอำเภอรองเถอะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทราได้โดยสารในราคาที่ประหยัด จากการท่องเที่ยวที่ผมนำเรียนท่านประธานทำให้เกิดอะไร ๑๒ อุตสาหกรรมหลักเป้าหมาย ต้องการตลาดแรงงานเป็นหลัก ปัจจุบัน อีอีซี (EEC) คาดการณ์ไว้ว่าอีก ๕ ปีจะมีอัตรา การจ้างงาน ๔๗๕,๖๗๔ ตำแหน่ง เป็นอาชีวะ ๒๕๐,๐๐๐ ตำแหน่ง เป็นปริญญาตรี ๒๑๐,๐๐๐ ตำแหน่ง และเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก อีกประมาณ ๘,๕๐๐ ตำแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันโดยเฉพาะระดับอาชีวะเราผลิตผู้สำเร็จการศึกษา หรือตลาดแรงงานฝีมือได้เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ ด้านการตลาด แต่เป็นข้อดีนะครับ ความต้องการตลาดมากกว่าจำนวนที่เราผลิตออกไป ดีมานด์ (Demand) มากกว่าซัปพลาย (Supply) เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเร่งก็คือ ผลิตบุคลากรซึ่งเป็นเยาวชนของเราให้สามารถตอบแทนตลาดแรงงานที่กำลังจะเข้ามา แล้วตลาดแรงงานที่จะให้เงินเดือนกับเรา คือภาคเอกชน คือนักลงทุน ลองคิดตัวเลขกลม ๆ ท่านประธาน ๔๗๕,๐๐๐ ตำแหน่ง ค่าแรงขั้นต่ำให้ ๓๐๐ บาท เดือนหนึ่งให้ ๑๐,๐๐๐ บาท รายได้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือนที่ให้กับพี่น้องกับประชาชนหรือเยาวชนของเราในอนาคต ตรงนี้เอง อีอีซี (EEC) ทำให้เยาวชนมีอนาคตโดยเฉพาะเรื่องของอาชีวศึกษา ปริญญาตรี และปริญญาโท ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็ได้ลงพื้นที่ไป โรงเรียนมัธยม ปัจจุบัน นักเรียนมัธยมปลายมีอัตราการเรียนลดลงไม่ได้มุ่งเน้นที่จะไปศึกษาระบบอุดมศึกษาอะไร ผมก็ถามทางผู้อำนวยการโรงเรียนเกือบทุกโรงเรียนนะครับว่า เพราะอะไรทำไมจำนวน นักศึกษา นักเรียนมัธยมปลายลดลง หันไปเรียนอาชีวะครับท่านประธาน เพราะเป็นการ ร่วมลงทุนกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะนักศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูง ปวช. ปี ๓ เริ่มได้เงินเดือนโดยบริษัทเอกชนให้ครึ่งหนึ่ง ถ้า อีอีซี (EEC) หยุดไป โดยเฉพาะเมคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ก็ดี โรโบติกส์ (Robotics) ก็ดี โลจิสติกส์ (Logistics) ก็ดี การแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรก็ดี ไออี คอมเมิร์ซ (IE commerce) ก็ดี นักศึกษาที่เรียนอาชีวะอยู่จะทำงานที่ไหน กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ การพัฒนาเศรษฐกิจผมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศไทยของเรา แต่อยากให้ทางภาครัฐเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เราไม่ได้เอาเงินจากใครเลยครับ เราเอารายได้จากต่างชาติ มาให้เรา เราต้องพัฒนาครับ ฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แอปพลิเคชัน (Application) เราก็ยังไม่มี ป้ายบอกสัญญาณทางปัจจุบันนักท่องเที่ยว ประเทศจีนเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่ประเทศจีนนำรายได้ มาให้เรานักท่องเที่ยว เราควรที่จะต้องมีป้ายสัญญาณที่เป็นภาษาจีนบ้างแล้ว ตรงนี้ ที่ผมอยากจะฝากบอกท่านประธาน

ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อม อีอีซี (EEC) มีทั้งหมด ๘๖ โครงการผมอยากให้เน้น ในส่วนของเพิ่มโครงการมากยิ่งขึ้น ผมขออนุญาตสรุปอีก ๑ นาทีขออีกเรื่องหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะอัตราการจ้างงานเกี่ยวกับเรื่องเราส่งเสริมคนปกติแล้ว ทางภาครัฐก็อย่าลืม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ในภาคเอกชนควรที่จะต้องเพิ่มจำนวนผู้พิการเข้าไปทำงาน มากขึ้น โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตรงนี้ผมขอนำเรียนท่านประธานว่า อีอีซี (EEC) จะเดินต่อไปได้ถ้าภาครัฐร่วมเดินและเล็งเห็นเสียงของพี่น้องประชาชนร่วมกัน อย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณครับ