รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
ท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ขณะนี้ได้มีสมาชิกมาลงชื่อเพื่อเข้าประชุม จำนวน ๒๖๒ ท่านแล้ว ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่มีในระเบียบวาระคือ
- รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ผมจึงขอ เชิญท่านสมาชิกได้กรุณายืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการครับ เชิญท่านเลขาธิการได้ อ่านพระบรมราชโองการครับ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
แต่งตั้งรัฐมนตรี
___________
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ แล้ว นั้น
บัดนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นายพิชัย ชุณหวชิร เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล
เพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางสาวจิราพร สินธุไพร เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศ
นายสรวงศ์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว
และกีฬา
นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
นายอิทธิ ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
นายอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
นางมนพร เจริญศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
ศึกษาธิการ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
สาธารณสุข
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
อุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี”
ขอบคุณครับ เชิญนั่งลงครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม วันนี้ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
- ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้วันพุธที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในวาระที่ ๒ โดยพิจารณาต่อในมาตรา ๑๔ จนจบ มาตรา ๒๔ ซึ่งประธานที่ประชุมเห็นว่า ได้มีการพิจารณาพอสมควรแล้วจึงสั่งปิดการประชุม ซึ่งจะพิจารณาต่อในวันนี้ ผมมาดำเนินการต่อจากมาตรา ๒๔ ครับ เชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่นะครับ เชิญท่านเลขาธิการดำเนินการต่อครับ
มาตรา ๒๕ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ผมจะขอเชิญ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายก่อนนะครับ ท่านแรกคือ ท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ในฐานะ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นครับ ผมมีความเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๒๕ งบของกระทรวง สาธารณสุขที่ผมติดใจดังนี้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในส่วนที่ผมติดใจนะครับ จะเป็นส่วนของ กรมสนับสนุนบริการทางการแพทย์ ที่จะเป็นโครงการที่ชื่อว่า World Expo 2025 Osaka Kansai ท่านประธานครับ ถ้าท่านดูข้างบนปีนี้โครงการ World Expo 2025 Osaka Kansai ได้ของบมาที่ ๕๕๕ ล้านบาท โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องใช้งบทั้งหมด ๘๖๗ ล้านบาท ขอมา ๔ ปี คือปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ และปี ๒๕๖๙ ครับ ถ้าถามว่า World Expo 2025 Osaka Kansai คืออะไรครับ คือโครงการ World Expo ที่จะจัดเวียนกันทั่วโลก แล้วเราก็นำสินค้า นำผลิตภัณฑ์ นำความเป็นไทยไปโชว์ในงาน World Expo เหล่านี้ ที่ผ่านมาเราก็เข้าร่วมมาตลอด แต่ว่าที่ผมติดใจมันมีประการแรกครับ ประการแรกคือ งานมันจัดปี ๒๐๒๕ หรือว่าปี ๒๕๖๘ แต่ว่างบประมาณปี ๒๕๖๙ ยังขออยู่เลยครับ งานจบไปแล้วนะครับ แต่ยังของบปี ๒๕๖๙ ไปอีก ๒๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้งงมากเลยนะครับ แล้วโครงการนี้ใช้งบทั้งหมด ๘๖๗ ล้านบาท ทีนี้มาดูว่า World Expo ที่เราจะไปจัดนี่ จัดอะไรครับ ท่านประธานดูได้เลยนะครับ ก็จะมีด้านที่ ๑ ด้านที่ ๑๐ ด้านที่ ๑๐๐ ด้านที่ ๑,๐๐๐ ด้านที่ ๑๐,๐๐๐ ด้านที่ ๑๐๐,๐๐๐ ด้านที่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ที่เขาพยายาม จัดครับ หลักการง่าย ๆ คือการขายของดีประเทศไทยครับ เอาของดี ๆ เอาวัฒนธรรมดี ๆ ของเราไปโชว์ให้กับชาวโลกเห็นครับ โดยรอบนี้ครับ World Expo 2025 เราเน้นเรื่องการเป็น Medical Hub ครับ ก็น่าเสียดายที่ไม่มีเรื่อง Soft Power เข้าไปนะครับ แล้วชวนคนมาท่องเที่ยวเชิงรักษาในประเทศไทยครับ โชว์นวัตกรรมด้านการแพทย์ของเราครับ ทำให้คนอยากมารักษา ต่างชาติจะมาใช้บริการการแพทย์ในไทยครับ ท่านประธานครับ รู้ไหมครับว่าโครงการนี้ที่เราไปโชว์แล้วนี่ World Expo ต่าง ๆ คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือใคร ครับ โรงพยาบาลเอกชนครับ แต่กลับใช้เงินภาษีของเราไป Roadshow โดยคนที่จะได้ ประโยชน์สูงสุดคือโรงพยาบาลเอกชนครับท่านประธานครับ ทำไมไม่ให้เอกชนจ่ายเองครับ จริง ๆ แล้วเอกชนก็มีไปออกงาน Exhibition แบบนี้อยู่แล้วด้วยงบของตัวเองนะครับ มีที่ใช้งบ ๘๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งโครงการไป Exhibition Roadshow ให้กับเอกชนนะครับ ในขณะที่ท่านประธานครับ ลองดูงบอื่น ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขดูครับ ท่านประธานดูครับ ข้อแรก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินก็ได้น้อยนิดครับ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ๔๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านประธานครับ กรมสุขภาพจิตงบดูแลสุขภาพในวัยรุ่นครับ เลขหลักเดียว หลักล้านนะครับ นี่อะไรครับ เราให้ความสำคัญกับการ Roadshow ชวนคนมารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน แบบ Premium ของไทยมากกว่าดูแลสุขภาพ มากกว่าการผลิตวัคซีน มากกว่าการดูแล แพทย์ฉุกเฉิน มากกว่าดูแลสุขภาพจิตในวัยรุ่น แบบนี้หรือครับ และถ้าดูตัวหลัก ๆ ครับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพันกว่าล้านบาทครับ ท่านประธานครับ ในขณะที่ ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากประสบปัญหาจากการคิดเงินใหม่รายหัว ของ สปสช. เรื่องผู้ป่วยในครับ จนกระทั่งโรงพยาบาลของรัฐเป็นหนี้เป็นสินบางโรงพยาบาลค้างจ่ายเงิน บุคลากรทางการแพทย์ บางโรงพยาบาลไม่สามารถซื้อยาเองได้แล้ว แต่นี่คือการจัดงบที่ยังคง ให้ความสำคัญกับ World Expo ที่คนได้ประโยชน์สูงสุดคือ เอกชน นี่หรือครับวิสัยทัศน์ ของกระทรวงสาธารณสุข ผมได้แต่สงสัยครับว่า จัดงบแบบนี้แล้วเมื่อไรระบบสาธารณสุข ของเรามันจะอยู่ได้จริง ๆ สักทีครับ
ท่านประธานครับ สุดท้ายครับ ผมขอย้ำโครงการ World Expo เป็นเรื่องดี ถ้าเราจะไปโชว์ศักยภาพของเราให้กับต่างชาติครับ แต่ใช้งบสาธารณสุขไปจัดโชว์เพื่อชวน ต่างชาติมารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของเอกชนแบบ Premium ไม่สมควรครับ เอางบไปทำ อย่างอื่นดีกว่าที่มันเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ครับ ผมขอเสนอให้ตัดโครงการนี้ทิ้ง ไปเลยครับ ในปี ๒๕๖๘ World Expo จำนวน ๕๕๕ ล้านบาทครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนนะครับ ในฐานะกรรมาธิการครับท่านประธาน วันนี้ผมจะขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นส่วนของมาตรา ๒๕ กระทรวงสาธารณสุขนะครับ ซึ่งมีคำของบประมาณมาประมาณ ๘๗,๘๒๑ ล้านบาทนะครับ และในประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา ซึ่งเป็นที่รู้กันดีนะครับว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นอาการอาหารเป็นพิษ เรื่องของการ บริโภคยา อาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ผมไปดูสถิติจากกรมควบคุมโรคก็พบว่ามีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง กับอาหารเป็นพิษในช่วง ๓ เดือนแรกของต้นปี ๒๕๖๗ ประมาณ ๒๗,๐๐๐ รายนะครับ เป็นอาหารที่ไม่ผ่านมาตรฐาน แต่ว่าเมื่อไปดูงบประมาณของคณะกรรมการอาหารและยา แทบไม่เห็นเขาจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบตรวจวัดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เลยนะครับ แล้วตั้งข้อสังเกตไปยังสิ่งที่ขาด ก็คือเรื่องของการสนับสนุนพัฒนาบุคลากรในการที่จะไป ตรวจสอบวัดมาตรฐานแล้วก็คุณภาพอาหารนะครับ และการเพิ่มความสำคัญเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของการพัฒนาอาหาร แล้วก็ยาในเรื่องของการตรวจวัด
อีกแนวทางหนึ่งครับ ก็คือการให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้าง องค์ความรู้ หรือว่าภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับการเลือกบริโภคของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ สสส. หมด การบริโภคอาหารและยาในการลดปัญหาสุขภาพก็ไม่ได้มีการบูรณาการกันนะครับ
ประเด็นต่อมาครับ ผมชวนดูโครงการนวัตกรรมสุขภาพของสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเขาทำโครงการนี้ของบประมาณรวมมาประมาณ ๖๑ ล้านบาท ในรายละเอียดผมคิดว่าไม่เป็นไปตามหลักเหตุและผล โดยเฉพาะการพัฒนา Chatbot แล้วก็ Line OA ผมไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่ท่านขอมาสำหรับการพัฒนา Line OA ของหมอพร้อมเพียงอย่างเดียวใช้งบไปประมาณ ๒๐ ล้านบาทแล้วนะครับ ซึ่งในปี ๒๕๖๗ ก็ใช้งบไปเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ Line OA ตั้งไว้ประมาณ ๑๕ ล้านบาท แล้วก็ปีนี้ขอมา ๒๐ ล้านบาทโดยให้รายละเอียดว่าพัฒนาระบบ ซึ่งงบประมาณตัวลิขสิทธิ์นี้ผมชวน ไปเปรียบเทียบดูกับหน่วยงานอื่นอย่าง กสทช. เขามีการจัดซื้อจัดจ้างในลิขสิทธิ์ Line OA เหมือนกัน เขาใช้แค่ประมาณ ๗ ล้านบาทเท่านั้นครับ ฉะนั้นผมมองว่าการตั้งงบประมาณ ในการพัฒนา Line OA การซื้อลิขสิทธิ์ตั้งมา ๒๐ ล้านบาทนี้น่าจะสูงเกินไปแน่นอน เช่นเดียวกัน กับการพัฒนา Chatbot ของกรมสุขภาพจิต ซึ่งตั้งงบประมาณมาประมาณ ๑๐ ล้านบาท แต่เมื่อเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของกรมเองกลับพบว่าทางกรมไม่ได้มีการเชื่อมต่อไปยัง Line OA ของหมอพร้อมเลยนะครับ แล้วก็หากใช้ระบบเดียวกันก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาพัฒนาระบบ Chatbot อีกนะครับ
ข้อสังเกตสุดท้ายครับ ก็คือประสิทธิภาพในการจ่ายเงินงบประมาณของ กระทรวงสาธารณสุขนะครับ ส่วนใหญ่กระจายลงในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ก็ยังคงกระจุก ไม่กี่หน่วยงาน ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งผมเข้าใจดีก็จะอยู่ในเรื่องของการ ใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐในส่วนของการพัฒนาเสริมสร้างสุขภาพ แต่เมื่อดูปัจจัยเชิงพื้นที่ หลายจังหวัดก็ยังกระจุกในโครงการพัฒนาสุขภาพ แล้วก็เรื่องของโครงการในส่วนของ การพัฒนาคนกลับมีงบประมาณที่ไม่เหมาะสมนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าเราประสบปัญหา เรื่องของบุคลากรทางการแพทย์ในทุกภาคส่วน แล้วผมเชื่อว่าประเทศไทยจริง ๆ มีบุคลากร แต่ว่าขาดการสนับสนุน คนไหลออกไปมากเลย แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ท่านสหัสวัต ก็คือเรื่องของกองทุน ซึ่งเดี๋ยวก็จะได้ไปพูดอีกในกองทุน แต่ว่าขอติดเอาไว้ นิดหนึ่งสำหรับกระทรวงสาธารณสุขก็คือว่าการจัดงบประมาณของ สปสช. ก็มีปัญหา แต่ว่าในขณะที่กรมต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นฟังก์ชันล้อมรอบ ก็ยังมีกิจกรรมหรือโครงการ ที่ฟุ่มเฟือย อาจจะเป็นไขมันบ้าง ดังนั้นผมคิดว่าบางส่วนก็ต้องไปให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ กับเรื่องของการป้องกัน ทำอย่างไรไม่ให้บุคลากรไหลออก มันก็จะวนเป็นงูกินหางเยอะมาก ฝากไว้ว่าในกรรมาธิการอย่างงบประมาณที่ผมได้แสดงให้ท่านดูมันก็มีความซ้ำซ้อนจริง จึงเสนอปรับลดงบประมาณตามหลักการและเหตุผลที่ได้แจ้งไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตตินะครับ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชนครับ อันนี้เป็นมาตรา ๒๕ กระทรวงสาธารณสุข แต่ก็เป็นตอนที่ ๖ ของ Soft Power The Series ของผมนะครับ กระทรวงสาธารณสุขมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power เช่นเดียวกัน ฟังแบบนี้เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านฟังนะครับ การอภิปรายนี้ของผมจะเจาะลงไปที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ยินแบบนี้น่าจะพอนึกออก กรมการแพทย์ แผนไทยทำอะไร ก็มีภารกิจด้านหนึ่งคือการพยายามที่จะยกระดับสมุนไพรไทยของเรา ยกระดับการนวดไทยต่าง ๆ นานา เพื่อมาสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราได้ยินมา ๔-๕ ปีแล้วว่ากรมการแพทย์แผนไทยพยายามที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้มันเกิดรายได้ ให้กับประเทศ สร้างการท่องเที่ยวชุมชน ใช้ความสร้างสรรค์ ใช้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมพบโครงการลักษณะประมาณ นี้นะครับ ชื่อจะประมาณนี้ ส่งเสริมการบริโภคอาหารไทยเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ยกระดับสินค้าและบริการที่เป็นรากฐานภูมิปัญญาที่อยู่ ตามชุมชนต่าง ๆ ที่เข้าหมวดว่าเป็นสมุนไพร เป็นการนวดเพื่อสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาการ ยกระดับการนวดไทย อัตลักษณ์ไทยสร้างเศรษฐกิจชุมชนเห็นชื่อโครงการแบบนี้มันไม่มีคำว่า Soft Power อยู่ในโครงการ ตัวเลขก็ไม่เยอะไม่ได้ติดใจอะไรเลยจากเอกสาร แต่ในการชี้แจง ในห้องงบอบรม สัมมนา นะครับ วันนั้นท่านรองอธิบดีได้พูดคำหนึ่งขึ้นมาว่า เราก็มีโครงการ ที่เป็นการเกี่ยวข้องกับ Soft Power เช่นเดียวกัน พอท่านพูดขึ้นมาแบบนี้นะครับ หูผมมัน Alert ทันที ผมก็ได้สอบถามไปทางกรมการแพทย์แผนไทยว่าท่านเข้าใจคำว่า Soft Power ในบทบาทของการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอย่างไร คำตอบที่ทางกรมตอบให้มา ผมประทับใจ กรมบอกว่า Soft Power ในมุมมองของเขานะครับ ก็เจาะจงไปที่สมุนไพรไทย เจาะจงไปที่การนำสมุนไพรมาประกอบอาหารนะครับ เจาะจงไปที่การนวดแผนไทยรูปแบบ ต่าง ๆ ที่เรามีในประเทศไทย สิ่งที่เขาพยายามทำคือ สิ่งเหล่านี้เราคนไทยรู้อยู่แล้วว่า มันมีคุณค่า มีประโยชน์ แต่นั่นเป็นการรับรู้ในเชิงความรู้สึก เรารู้อยู่แล้ว แต่ชาวต่างชาติ อาจจะไม่ได้รู้ขนาดนั้น สิ่งที่กรมการแพทย์ทำก็ไม่ได้เพียงแค่โฆษณาประชาสัมพันธ์นะครับ เขาพยายามที่จะสร้างคุณค่าให้กับสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ผ่านงานวิจัย ผ่านการศึกษา ทำมาตรฐานที่อยู่ในระดับสากล แล้วพยายามทำเรื่องนั้นอยู่เรื่อย ๆ คือเป็น การพัฒนาปรับปรุงพื้นที่รากของมันเลย ให้มันมีเอกสารทางวิชาการ ให้มีผลงานวิจัยรองรับ จนชาวต่างชาติเขาเชื่อนะครับ สิ่งที่ท่านตอบในห้องก็คือนี่ละคือ Soft Power ของมันต้อง ทำคุณค่าที่เรารับรู้ด้วยความรู้สึกให้มันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เมื่อมันมีคุณค่าเหล่านี้ เป็นเชิงประจักษ์คนจะเชื่อ แล้วมูลค่ามันก็จะเพิ่มเติมขึ้นมานะครับ
ผมไม่ได้ติดใจในโครงการ ๓ โครงการนี้งบประมาณไม่ได้มากนะครับ ผมชื่นชม และชอบคำตอบของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ แล้วโฟกัสกับสิ่งที่มีแค่กรมการแพทย์แผนไทยทำได้เท่านั้นในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปมีสมาชิกจะขออภิปราย ๔ ท่าน เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไขนะครับ เชิญคุณนิพนธ์ คนขยัน ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วาระที่ ๒ มาตรา ๒๕ ผมไม่ได้แปรญัตติ เพราะผมเห็นว่างบประมาณ มันน้อยอยู่แล้วท่านประธานถึงไม่ได้แปรญัตติ แต่เมื่อมีการแก้ไขก็ขออนุญาตร่วมอภิปราย งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในกำกับ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง นิดหน่อยครับ ในการแก้ปัญหาของพี่น้องในชาติเจ็บไข้ได้ป่วย อยากสะท้อนไปยัง ท่านกรรมาธิการได้รับทราบครับ วันนี้โรงพยาบาลในชนบททั่วประเทศคงไม่แตกต่างกันครับ อันแรก เครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในชนบท บึงกาฬบ้านผมไม่ต้องพูดไกล ขออนุญาตเอ่ย บึงกาฬบ้านผมก็เครื่องมือไม่ทันสมัยครับ ส่วนมากเป็นผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ตึกผู้ป่วยก็เห็นใจครับรัฐบาลอย่างวันนี้ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง แต่บึงกาฬโชคดีครับท่านประธาน ทำไมถึงโชคดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคงไม่เสียหายครับ ท่านเพิ่งมอบนะครับ หลวงปู่ปรีดา ฉนฺทกโร ฉายาหลวงปู่ทุย เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งไปกราบตอนท่านจะโดนพักผ่อน หมอชลน่าน ศรีแก้ว ––––––––– สร้างตึกโรงพยาบาลบึงกาฬ ๒๘๐ กว่าล้านบาท เพิ่งมอบเดือนที่แล้วเอง ถ้าไม่มีปู่ก็ลำบาก เหมือนกันนะครับ ดังนั้นวันนี้ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ อีกครับ ฯพณฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงไป ตอนนี้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกลับคืนมาแล้ว ที่อำเภอพรเจริญบ้านเกิดผมเอง ไม่มีงบสร้างตึกผู้ป่วยครับ ได้หลวงปู่พระราชมงคลวชิรญาณ วิ. (อุดม ญาณรโต) ร่วมกับลูกศิษย์ลูกหาสร้าง ๑๕ ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขสมทบ ๑๐ ล้านบาทอุปกรณ์ วันนี้ถึงชี้ให้เห็นว่าวันนี้งบประมาณสาธารณสุขมันน้อย สิ่งสำคัญวันนี้ เรื่องยาเสพติด บ้านผมเปิด ๓ ค่ายแล้วที่ ตชด. ๑๐๐ คนเต็มเพียบ กองร้อย อส. โซ่พิสัย ๓๐ คน ๕๐ กว่าคน กองร้อย อส. พรเจริญ ๒๐ คน ๓๐ กว่าคนเกินหมด สิ่งสำคัญเจ้าหน้าที่ครับ ท่านประธาน นักจิตวิทยาโรงพยาบาลทั้งจังหวัด ๗ คน พยาบาลวิชาชีพหรือว่าจิตเวชแค่ ๒๖ คน จิตแพทย์ ๑ คน ได้ตำแหน่ง อีก ๑ คนลาออก เพราะบึงกาฬคนติดยามาก จังหวัดอื่นคงไม่มี มากเหมือนบึงกาฬนะครับ ๒-๓ วันข่าวสะเทือนให้เห็นหลานฆ่ายาย ปู่ฆ่าหลาน ดังนั้นวันนี้ พยาบาลแทนที่จะได้มีโอกาสได้ความดีความชอบไปติดกรอบอีกท่านประธานครับ ฝากถึงกรรมาธิการ หน่วยงานจิตเวชต้องมีลูกน้อง ๓-๕ คนถึงจะขึ้นเป็นระดับสูงได้ อันนี้มีคนเดียวจะขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องเห็นใจ ต้องเปิดกรอบตรงนี้ และสิ่งสำคัญวันนี้ผู้ช่วย หรือว่าลูกจ้างของโรงพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ลูกจ้าง นักจิตวิทยาลูกจ้าง ค่าแรงจ้างเป็น รายวันฝึกงาน ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี ก็ได้แต่ค่าแรงรายวัน พอเขาชำนาญเขาก็หนีแล้วครับ ไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน อยากฝากสะท้อนให้รัฐมนตรีซึ่งได้โปรดเกล้าฯ หมาด ๆ นะครับ ได้พิจารณาตรงนี้เพื่อขวัญและกำลังใจ และจะเป็นการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ในโรงพยาบาลชนบท สิ่งสำคัญท่านประธานครับ ค่ายยาเสพติดวันนี้คุณหมอก็บ่น เมื่อเจ้านายสั่งไปก็ต้องทำ งบประมาณก็สำคัญครับท่านประธาน ก็เห็นใจงบประมาณมีน้อย แต่คิดว่าวันนี้ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ผ่าน คาดว่าบึงกาฬคงไม่ได้ขอเงินพระ เงินโยม ทำค่ายละครับ ขอฝากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ทุกจังหวัดทั่วประเทศคงไม่ต่างกันครับ ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากขอนแก่นนะครับ ผมขอร่วมอภิปรายมาตรา ๒๕ ซึ่งไปลงผิดมาตราครับ ไปลงมาตรา ๒๖ ท่านประธานครับ ถ้าไปดูหน้าที่ ๓๘๘ กับ ๓๘๕ งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะพูดถึงเรื่องการใช้เงินไปทำ Expo 2025 Osaka Kansai ที่ประเทศญี่ปุ่นนะครับ ใช้เงินเหมือนเยอะจริง ๆ เอาไปทำอะไรบ้างครับ เพื่อไปเผยแพร่ศักยภาพการเป็นศูนย์กลาง สุขภาพของนานาชาติ หรือ Medical Hub แล้ว เรื่องท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วงเงินทั้งหมด ประมาณ ๙๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งดูแล้วเหมือนเยอะนะครับท่านประธาน เขาเรียกว่า อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยการบริการด้านวิชาการ หรือว่า Product ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คือกระทรวงสาธารณสุขของเราเป็นกระทรวงที่ใช้เงินดูเหมือนค่อนข้างเยอะ แต่จริง ๆ ไม่พอนะครับ แล้วที่เราทำได้อย่างนี้เพราะอะไรครับ เพราะเรามีแพทย์ที่จบแล้วไป ใช้ทุนนะครับ ๓ ปี ใช้ทุนไม่มีทุนหรอกครับ คือไปเรียนแพทย์ถือว่าใช้ทุนนะครับ ผมเป็นแพทย์ใช้ทุนรุ่นที่ ๔ แต่ไปช่วยชาวบ้านที่ต่างจังหวัด และในขณะเดียวกันก็จะมีการบริการต่าง ๆ ขึ้นมา จนกระทั่งประเทศไทย เขาเรียกว่าได้เป็น Medical Hub ของ Asia เพราะเรามี Infrastructure คือโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการที่เรามี เขาเรียกว่า Universal Coverage ก็คือการที่มีบัตรทอง หรือบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกที่ เป็นสิ่งที่ประกันว่า ใช้งบประมาณได้คุ้มค่า แล้วก็ยังมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อนานาชาติ เพราะว่าเรามีหมอที่มีความชำนาญ Highly skill Doctor แล้วก็พวกวิชาชีพทางแพทย์ที่อยู่ในแนวหน้าของโลกนะครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็ได้มีนโยบายที่สนับสนุนให้มีการ หาเงิน เขาเรียกว่า Health เมื่อทำให้สุขภาพของคนดีขึ้นแล้ว ก็ใช้ Health มาทำเป็น Wealth ก็คือหาความมั่งคั่งให้ประเทศ ซึ่งอาจจะต้องมีการ Promotion แล้วที่นำ ไปก่อนเรา ก็คือโรงพยาบาลเอกชนที่มีการบริการที่ดีแล้วต่างชาติมาใช้เงินมาก โดยเฉพาะ พวกที่มีรายได้ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางมาใช้ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งพวกนี้ เขามีอยู่แล้วครับ แล้วโรงพยาบาลของราชการเองก็มีผู้เชี่ยวชาญมากมาย เพียงแต่ว่า การสนับสนุนงบอาจจะไม่พอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ผมว่าให้เขาช่วยหาเงินให้ประเทศ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดนะครับ ท่านประธานครับ พวกคุณหมอ เจ้าหน้าที่พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร หรืออื่น ๆ นี่ทำงานหนักนะครับ แต่เงินเดือนก็เหมือนข้าราชการทั่ว ๆ ไป แล้วยิ่งโดยเฉพาะ มีนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ โดยบัตรประชาชนใบเดียว การเชื่อมต่อข้อมูล หรือว่า ID มันเป็น สิ่งที่จำเป็นต้องการเงินสนับสนุนครับ แล้วก็ยังมีการเขาเรียกว่าพระราชบัญญัติระบบสุขภาพ ปฐมภูมิครับ เราไปเสียเงินในการรักษาเยอะ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบันนี้ ก็คือค่ารักษา โดยเฉพาะในโรงพยาบาล Secondary Care Tertiary Care สปสช. จ่ายเงินเปรียบเทียบแล้ว มันลดลงนะครับ เช่น เคยได้ ๕,๐๐๐ บาท ก็เหลือ ๔,๐๐๐ บาท หรือ ๓,๐๐๐ บาท ทำให้พวกคุณหมอ โรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดทุนนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องรู้ความจริง ท่านประธานครับ การที่เราไปสนับสนุนให้มีการแพทย์ปฐมภูมิจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากการรักษา เพราะว่า แพทย์ปฐมภูมิมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงาน PP คือ ป้องกัน แล้วก็ Health Promotion แล้วก็ Prevention มีการฉีดวัคซีน แล้วไปเยี่ยมชาวบ้านที่บ้าน แล้วก็มีการฟื้นฟูสมรรถภาพ อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณใส่เข้าไป เพื่อจะลดความแออัดค่าใช้จ่ายที่ โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ท่านประธานครับ อีกอย่างที่จำแล้วอาจจะเป็นเรื่องไม่คุ้นเคยของเรา งบประมาณไทยนี่น้อย ราชการนะครับ คนก็น้อย จำเป็นต้องมีการ เขาเรียกว่า Outsource ก็คือ ร่วมมือกับเอกชนเขาเรียกว่า เป็น PPP คือมีการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐบาล มาทำกิจการด้านนี้ ด้านฉุกเฉินของเราเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็ได้พูดถึงทำผลงานที่ว่ามี Sky Doctor สามารถที่จะส่งคนไข้ที่อาการหนักไปรักษาได้ทันท่วงที เป็นภาพลักษณ์ที่ดีที่ทำ ให้นักท่องเที่ยวมาประเทศไทยมากขึ้น ท่านประธานครับ แพทย์แผนไทยก็เป็นอีกอันหนึ่งที่ต้อง ได้รับการสนับสนุน แล้วแพทย์แผนไทยเองก็ต้องการงบสนับสนุนอีก เรามีสมุนไพรที่มีมูลค่า แต่ละปีนี้เยอะนะครับ สรุปว่าเรื่องการใช้งบประมาณเพื่อ Promote Medical Hub กับ Medical Tourism เป็นสิ่งจำเป็นท่านประธานทราบไหมครับว่า อุตสาหกรรมทางการแพทย์โตเร็วและ ใหญ่มาก บางประเทศอาจจะเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP เช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีงบประมาณ มีค่าการใช้จ่ายเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยเรามีความเข้มแข็งด้านนี้แล้ว การสนับสนุนและมีเงินเข้าประเทศมากขึ้น เราก็จะสามารถหาเงินเข้ามาดูแลระบบสุขภาพ ทำให้ประชาชนของเรานี่สุขภาพดีนะครับ ผมขอสนับสนุนงบกระทรวงสาธารณสุข ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎร อดีตอนาคตใหม่ อดีตก้าวไกล ปัจจุบัน พรรคประชาชน ท่านประธานครับ งบกระทรวงสาธารณสุข มีทั้งปรับลดและมีทั้งเพิ่ม ซึ่งผมคิดว่า กรรมาธิการนี้ไปปรับเพิ่มไม่เพียงพอครับท่านประธาน เพราะกระทรวงสาธารณสุขใกล้ชิด กับภาคประชาชน ต้องดูแลโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มากมายที่จังหวัดกระบี่บ้านผม หมอไม่พอ รอคิวนาน พยาบาลน้อย ด้อยเครื่องมือ ต้องไปหาซื้อยากินเอง แล้วโรงพยาบาลเอกชนก็เกิดขึ้น คลินิกเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย หมออยู่ในระบบไม่ได้ เพราะเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ เพราะว่า หมอแก่ ๆ หมอเก่า ๆ เอาเปรียบรุ่นน้อง อยู่เวรกันยาวเยียด แต่ตัวเองสบาย แล้วบางครั้ง วินิจฉัยโรคผิด ๆ ถูก ๆ ด้วยท่านประธาน เรื่องแบบนี้ต้องเอามาพูดในสภา เพราะต้องให้ คำนึงถึงการเพิ่มบุคลากรสาธารณสุข เพราะว่าอะไรรู้ไหมครับท่าน ตอนนี้คณะพยาบาล ศาสตร์หลายมหาวิทยาลัยทราบไหมครับท่านประธาน เวลารุ่นลูกรุ่นหลานเราจบพยาบาล ศาสตร์หลายคนบอกว่าไม่มีอัตราบรรจุในโรงพยาบาลของรัฐ ก็ต้องไปรับใช้เป็นหน่วยงาน ของโรงพยาบาลเอกชน หรือไปทำงานข้างนอกต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยผลิตบุคลากร เพียงพอ แต่ไม่มีอัตราบรรจุ ก.พ. ทำอะไรอยู่ หรือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทำอะไรอยู่ ท่านต้องให้ความร่วมมือ ท่านต้องแชร์ข้อมูล เพราะวันนี้ผมเป็นตัวแทนประชาชนมา สะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้นในวงราชการ และเมื่อบุคลากรยังไม่พอ เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือด้วยครับ จังหวัดกระบี่บ้านผมครับ อาคารจอดรถไม่มี เตียงผู้ป่วยก็ยังไม่เพียงพอ เครื่องไม้เครื่องมือ กว่าจะได้ ของบมาปีนี้ก็ไม่เห็นเพิ่มมากมายเลย เรื่องศูนย์ตรวจอาหาร ท่านประธาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ต้องมีศูนย์วิจัยอาหารต่าง ๆ เพราะทุกวันนี้อาหารของเรา ปนเปื้อนด้วยสารพิษ เรามีโอกาสไปดูงาน ผมอยู่คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคครับ หลายประเทศเขาให้ความสำคัญตั้งศูนย์วิจัยอาหาร ตรวจสุขภาพภาคประชาชนว่า มันปนเปื้อนไหมเป็นอย่างไร จังหวัดกระบี่บ้านผมผมต้องส่งไปตรวจจังหวัดสุราษฎร์ธานี กว่าผลจะออกมาเป็นเดือนครับแล้วมันเกิดอะไรขึ้น มันก็ล่าช้าอย่างไรครับท่านประธานครับ
เรื่องของการบริหารจัดการของบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขเช่นเดียวกัน มีธงการเมือง นักการเมืองทำไมต้องล้วงลูกไปไปตั้งกรรมการสอบ หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านไม่เสียหายครับ เพราะท่านเป็นผู้เสียหายเรื่องนี้ โดนย้ายจาก โรงพยาบาลจะนะไปที่โรงพยาบาลอื่น ทั้ง ๆ ที่ไปสร้างความเจริญ ไปชนะใจพี่น้องประชาชน เพราะเขาวิจารณ์ เพราะเขาวิจารณ์ระบบของกระทรวงสาธารณสุข แล้วอย่างไรครับ ไปฟ้องปิดปากเขา เรื่องแบบนี้ข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขต้องตระหนัก เพราะในเมื่อ วงการเดียวกันเขาวิพากษ์วิจารณ์ เขาบอกข้อดี ข้อเสีย ท่านต้องรับฟังแล้วเอาไปแก้ไข วันนี้หมอไม่มาพูดในสภา แต่ผมกล้าพูดครับ จึงมาฟ้องท่านประธานว่าในกระทรวง สาธารณสุขต้องมีการปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่ ผมผิดหวังกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยที่แล้ว ผิดหวังมากเจอในสภา ๒-๓ ครั้ง บอกว่าจะรับเอกสารจากผม สุดท้ายพอเขียนให้ ก็ไม่รับ วันนี้กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ไม่รู้ว่าจะรับอีกหรือเปล่าเวลา เอาปัญหาพี่น้องประชาชนมาฟ้องผ่านสภาแห่งนี้ ผิดหวังจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่มี สส. เขตในพื้นที่ จังหวัดกระบี่ของผม ๓ คนแท้ ๆ แต่พัฒนาไม่ได้เลย แบบนี้มันเกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ ต้องฝากเรื่องนี้ว่าศูนย์ตรวจอาหารต้องมีเพิ่มขึ้น แล้วก็ต้องเอาใจใส่ระเบียบที่ถือไว้ครับ ศูนย์บำบัดยาเสพติด สาธารณสุขจังหวัดนี่มีระเบียบว่าถ้าเอกชนเปิดศูนย์บำบัดยาเสพติด มีคนจ่ายเงิน มีคนไปอยู่ ถ้าไป ๑,๐๐๐ คน ต้องมีพยาบาลกี่คน หมอกี่คน นี่อะไรครับ จังหวัดกระบี่ บ้านผมมีศูนย์บำบัด ๒ แห่ง มีการตายเกิดขึ้น พอถามถึงระเบียบปรากฏว่าคนไปบำบัดยาเสพติด โดยภาคเอกชน เพราะภาครัฐมีไม่เพียงพอ แล้วพอเกิดอะไรขึ้น พยาบาลก็ไม่มีตามหลักเกณฑ์ อ้าว แปลว่าละเลยนี่ครับแบบนี้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอยู่ได้อย่างไร ผู้ตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุขอยู่ได้อย่างไร อธิบดีอยู่ได้อย่างไร ปลัดกระทรวงอยู่ได้อย่างไร รัฐมนตรีอยู่ได้ อย่างไรครับ ภาครัฐต้องเอาใจใส่เรื่องนี้ครับ วันนี้ลูกหลานเราติดยาเสพติด หาการบริการภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาบำบัดยาเสพติดในราคาที่ประชาชนเข้าถึงแทบไม่มี เขาต้องไปหาภาคเอกชน ยอมควักตัวเอง เพื่อให้ลูกหลานเขาห่างไกลยาเสพติด หรือแก้ไขปัญหายาเสพติด วันนี้ต้อง คิดบวกครับ อย่าไปคิดลบว่าคนติดยาแล้วเขาจะแก้ปัญหาไม่ได้ หรือเขาจะไม่ปรับปรุงตัว ผมต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการนะครับว่า ปีหน้าช่วยเอาใจใส่เรื่องนี้หน่อย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเอาใจใส่เรื่องนี้ หน่อยครับ กระบี่บ้านผมงบประมาณในเชิงพื้นที่สร้างรายได้ให้รัฐบาลปีหนึ่งเป็นแสนล้าน พังงาก็เหมือนกัน ระนองก็เหมือนกัน ภูเก็ตดีหน่อยมีโรงพยาบาลวชิระ สงขลาดีหน่อย มีโรงพยาบาล มอ. แต่จังหวัดเล็ก ๆ อย่างพวกผมสร้างรายได้ให้ภาครัฐมากมาย ทำไมละครับ คุณภาพชีวิตเราถึงด้อยกว่า ต้องฝากเรื่องนี้เป็นประเด็นไว้เลยนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญ คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในขณะนี้ เรากำลังพิจารณางบประมาณอยู่ในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงที่มีความจำเป็นของทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ ประเทศไทย แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือเรามีงบประมาณน้อย ทุกปีเราจัดงบประมาณเราขาดดุลทุกปี เพราะว่าเราเก็บภาษีได้น้อย คนเสียภาษีมีจำนวนน้อย แต่ความจำเป็นมันมากกว่า ในการแก้ไข ปัญหาทุกปัญหามันต้องใช้งบประมาณ นอกจากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องของเงินเดือน วันนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประเทศสังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุข ยิ่งสาธารณสุขก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง บังเอิญประเทศไทยเราช่วงนี้เราโชคดี ที่ผ่านมาเรามีนายกรัฐมนตรีเศรษฐา มีรัฐมนตรีชื่อ ชลน่าน วันนี้เรามีนายกรัฐมนตรีชื่อ แพทองธาร มีรัฐมนตรีชื่อ สมศักดิ์ เทพสุทิน บุคลากรเหล่านี้ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ของมนุษย์ให้ความสำคัญกับเรื่องของคน แต่ก็จำเป็นด้วยปัจจัยของงบประมาณจริง ๆ ผมได้นั่งคุยกับทั้งหมอชลน่านและท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ท่านก็เป็นห่วง ท่านอยากทำให้ดี วันนี้ อสม. ท่านยังจะทำพระราชบัญญัติเพื่อให้เขาเกิดความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่ว่ามาเป็น อาสาสมัครอย่างเดียว โดยที่พอเขามีปัญหาขึ้นมาหรือเขาเสียชีวิต เขาได้แต่เงินกองทุน ฌาปนกิจ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งเป็นกองทุนของเขาเอง แล้วเก็บได้ช้า จ่ายช้า แต่เขาก็มี ความตั้งใจพยายาม เห็นท่านรัฐมนตรีท่านก็จะมาแก้ไข แล้วก็พร้อมจะทำพระราชบัญญัติ ให้กับ อสม. เกิดความมั่นคง ท่านประธานเห็นไหมครับช่วงโควิด กลุ่มคนเหล่านี้ละครับ ที่ช่วยประเทศยกฐานะของคนป่วย ดูแลคนจนปลอดโควิดไปเยอะแยะ นี่ที่โชคดี ก็ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ตั้งกองทุน ๓๐ บาท รักษาทุกโรค วันนี้รักษาทุกที่ไว้ ทำให้วงการสาธารณสุขแข็งแรงอยู่ในระดับหนึ่ง จน UN ได้ให้รางวัล ผมไปโรงพยาบาล ทุกครั้งที่บ้านผม แล้วต่างจังหวัด คุณไชยวัฒนา มหาสารคาม หรือพี่องอาจจากสระบุรี ถึงคนละพรรค ก็มาเล่าปัญหาให้ฟัง คุณเทียบจุฑา จากอุดรธานี ก็มาบ่นเวลาเรามาโสเหล่กัน โสเหล่แปลว่าคุยกันเล่น ๆ นะครับ ปัญหาเรื่องโรงพยาบาลนี่ที่คับบ้าง บุคลากรไม่พอบ้าง พนักงานราชการที่เป็นพยาบาลเรียนจบแล้ว วันนี้ไม่ได้รับการบรรจุให้เป็นข้าราชการบ้าง นี่คือปัญหาของเขาทั้งหมด ผมอยากฝากให้กรรมาธิการไม่ทราบว่าได้คุยกันบ้างหรือไม่ ถ้าไม่ได้คุยกันในสมัยนี้ ปีหน้าอยากให้หยิบยกปัญหา โดยเฉพาะ อสม. วันนี้เป็นผู้ช่วย พยาบาลอย่างดีเยี่ยม ๑. ไปเอายามาให้ตามหลังคาบ้านแล้ว แต่เขายังขาด เช่น เครื่องมือ วัดความดัน เครื่องมือวัดโรค เครื่องมือชั่งน้ำหนัก เครื่องมืออุปกรณ์เบื้องต้น ฉะนั้นสังคมไทย วันนี้ที่มันมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต เพราะความเจ็บป่วย ผมเคยมีปรัชญาคำหนึ่ง เป็นภาษาอังกฤษ จริง ๆ ผมก็ไม่จบจากนอกหรอกครับ เขาบอกว่า A Sound mind in a Sound Body สุขภาพจิตที่ดีได้ก็ต้องอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง ถ้าเมื่อร่างกายของคนมันไม่แข็งแรงสุขภาพจิต มันก็ไม่ดีไปด้วย ฉะนั้นปัญหาพื้นฐานของกระทรวงสาธารณสุขมันเริ่มจากก่อนกระทรวงอื่น ๆ เลยนะครับ ตั้งแต่ท้อง พอท้องปั๊บก็ไปฝากครรภ์แล้วครับ พอฝากครรภ์แล้วก็ต้องกำเนิด เกิดมาลืมตาดูโลก มันก็อาศัยสาธารณสุขดูแลตลอดทั้งชีวิตของเขา ผมก็เลยอยากฝากรัฐบาล ในปีหน้าถ้าเป็นไปได้ในกระทรวงสาธารณสุขต้องเพิ่มเงินเดือนให้เขานะครับ โดยเฉพาะ พยาบาลเวร พวกพนักงานเปล อะไรพวกนี้เพิ่มขึ้น แล้วปัญหาที่ตอนนี้กำลังย้ายอีกท่านประธานครับ ถ่ายโอนจากกระทรวงสาธารณสุขไปท้องถิ่น ไปกระทรวงมหาดไทย ก็ยังมีปัญหากึก ๆ กัก ๆ กันอยู่ครับ ถ่ายโอนไปแล้วใน ๒-๓ เดือนแรกก็โอเค พอหลังจากนั้นมีปัญหาเรื่องงบไม่รู้จะ เอาอย่างไร ท้องถิ่นก็เตี้ยอุ้มค่อม อุ้มกันไปอุ้มกันมาจะเอากลับมาคืนก็กลับมาไม่ได้ หรือที่ ถ่ายไปก็ในบางจังหวัดก็ถ่ายไม่หมด ถ่ายไปให้บางท้องถิ่นบางท้องที่ไม่ถ่าย
สิ่งเหล่านี้ท่านประธานเราอาจจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่กระทรวง สาธารณสุข กระทรวงที่ต้องดูแลคนตั้งแต่เกิดจนถึงวันตาย ฉะนั้นปัญหาของหมอ ปัญหาของ พยาบาล ปัญหาของเจ้าหน้าที่ ปัญหาของ อสม. เป็นปัญหาที่เห็นใจมาก ผมไปโรงพยาบาล แต่ละครั้งได้ยินพยาบาลส่งเสียงดัง ส่งเสียงอะไรขึ้นมา ผมเห็นใจเขาครับ เพราะเขาต้องอยู่ กับคนป่วย ใครบ้างครับอยากอยู่กับคนป่วย แม้กระทั่งพ่อแม่เราที่ป่วยเรายังไม่อยากอยู่ ใกล้เลย แต่เราจำเป็นเพราะวัฒนธรรมและประเพณีไทย เมื่อพ่อแม่ชราที่แก่เฒ่าพวกเรา ก็ต้องนอนเฝ้า อันนี้มันเป็นวัฒนธรรมที่สวยงามของคนไทยเรามา แต่พยาบาลเขาไม่ใช่ญาติเรา แต่เขาจำใจเขาจำเป็น ถ้าเขามีขวัญกำลังใจที่ดี ผมเชื่อแน่ว่าบุคลากรที่มีส่วนร่วม กับกระทรวงสาธารณสุข เขาก็จะสร้างพลังในการทำงาน ทั้ง ๆ ที่วันนี้เขามีปัญหาเยอะ แต่เขาก็ยังมีขวัญกำลังใจที่จะทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็อยากฝากกรรมาธิการถ้าเกิดว่าในสมัยนี้ยังไม่ได้พูดกันในเรื่องราวเหล่านี้ไปพูด แต่โครงสร้างใหญ่ ๆ ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ก็ลุกขึ้นอภิปรายเพื่อฝากท่านรัฐมนตรีไว้นะครับ แล้วก็เล่าให้เพื่อนในสภาแห่งนี้ได้ฟัง เพื่อวันหน้าไปเป็นกรรมาธิการก็อาจจะหยิบยกปัญหา เหล่านี้ แต่ผมเข้าใจครับ ด้วยงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัดทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่กระทรวงสาธารณสุขมันอยู่กับชาวบ้านจริง ๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องมาอาศัยกระทรวงสาธารณสุขครับ ผมขอฝากไว้เพียงแค่นี้ครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๒๕ ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ดูจากงบประมาณ ในฐานะเป็นกรรมาธิการงบประมาณส่วนหนึ่งในปีนี้ ๕๓,๖๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ต้องดูคนทั้งชาติ ๗๐ กว่าล้านคนถือว่าน้อยมาก แล้วสิ่งที่ผ่านมาเราเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่เกิดจากสาธารณสุขนั้นไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร ผมจึงอยากให้ขวัญกำลังใจตรงนี้ การใช้งบประมาณนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วอยากให้มีการเสริมงบประมาณต่าง ๆ ที่เข้ามา ช่วยให้มากกว่านี้ เพราะว่าการทำให้คนในชาตินั้นมีสุขภาพแข็งแรงนั้นทำไม่ยาก แต่ต้องใช้ งบประมาณพอสมควร ให้มันมีความ Balance กันระหว่างสถานที่รักษาตลอดจนการรณรงค์ การดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศชาติ โดยเฉพาะพี่น้อง อสม. อาสาสมัคร สาธารณสุขหมู่บ้านนั้น มีความสำคัญยิ่งเหมือนคุณหมอเล็กหรือหมอที่ประจำหมู่บ้านดูแล ตั้งแต่การวัดความดันจนถึงสุขภาพและส่งยา ส่งตัวเข้าโรงพยาบาลของผู้ป่วยในหมู่บ้าน ดังนั้นขวัญกำลังใจอย่างหนึ่งที่เราเห็นในสถานที่ราชการสาธารณสุขที่ผมเข้าไปนั้น จะเห็นว่า บ้านพักไม่ว่าบ้านพักของเจ้าหน้าที่ พยาบาล ตลอดจนบ้านพักคุณหมอเองนั้น ถ้าจะ เปรียบเทียบกับบ้านพักหน่วยงานราชการจะเป็นบ้านนายอำเภอ บ้านผู้ว่า บ้านของอัยการนั้น ผิดกันมากครับท่านประธานครับ พื้นบางทีผุครับ บ้านฝารั่วครับ เป็นฝาแบบโบราณ เป็นฝ้าตอกไม่ใช่เป็นคอนกรีต น้อยมาก ที่จะเป็นอาคารที่เป็นคอนกรีตที่สมบูรณ์ จึงอยากเป็นขวัญกำลังใจที่ให้กระทรวงสาธารณสุข โดยการนำของท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ท่านเพิ่ง ได้รับตำแหน่งมาไม่กี่เดือนว่า สวัสดิการส่วนหนึ่งนั้นน่าจะสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ พยาบาลและคุณหมอ เรื่องการอยู่อาศัยที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ บางคนห่างลูก ห่างสามี มาจากต่างจังหวัดต้องมาบรรจุไว้ที่โรงพยาบาลนี้ บางทีต้องมาอยู่ในซอก ๆ บ้าน ๒ ชั้นเล็ก ๆ มีอยู่ ๓ ห้อง อยู่ห้องละ ๒ คน ๓ คน รถราอะไรก็ไม่มีที่จอด ผมสังเกตได้ว่าแม้กระทั่ง เจ้าหน้าที่ที่จะดูแลความสะอาดเรียบร้อยถางหญ้าตัดหญ้านั้นแทบยังไม่พอเลยครับ ไม่มีเลยครับ จึงอยากให้กราบเรียนถึงท่านประธาน ถึงกระทรวงว่าควรจะดูแลเรื่องสวัสดิการตรงนี้
อีกประการหนึ่ง การส่งเสริมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกนั้น วันนี้เราผ่านจากวิกฤติโควิดได้เพราะเรามีแพทย์แผนไทย หรือว่าฟ้าทะลายโจรนั้นสร้างให้ คนในชาติส่วนหนึ่งนั้นรอดพ้นจากโควิดได้ อยากให้การใช้งบประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ของกรมแพทย์แผนไทยนั้นมีน้อยมาก บางโรงพยาบาลนั้นทำเรื่องบรรจุยาสมุนไพร ยกตัวอย่างที่สุโขทัย อำเภอสวรรคโลกนั้น ทำตั้งแต่สมัยผมยังเป็นมัธยม สโมสรไลออนส์นั้น วันนี้ยังอยู่อาคารผุ ๆ ฝ้าตก แต่ก็ยังทำเม็ดแคปซูลยาสมุนไพรต่าง ๆ ส่งเสริมให้พื้นที่นั้น มีการปลูกสมุนไพรเป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับแม่บ้านกลุ่มชุมชนต่าง ๆ แต่อาคารนั้น ร้าว พัง อยากให้ตั้งงบประมาณสาธารณูปโภคตรงนี้ หรือสิ่งก่อสร้างตรงนี้ให้กับโรงพยาบาล ที่มีศักยภาพที่จะสร้างแพทย์แผนไทย โดยการผลิตยาแผนไทยให้กับพี่น้องประชาชน อย่างมีคุณภาพต่อไป
ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือเรื่อง อสม. วันนี้ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน นั้น ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อสร้างศักยภาพ สร้างสวัสดิการ สร้างคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะให้ อสม. เรามีคุณสมบัติที่ดี มีสุขภาพที่แข็งแรง แล้วก็ คุ้มครองสวัสดิการต่าง ๆ นี่เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งเหล่านี้มันก็ต้องใช้งบประมาณจากที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านพูดว่า ๒,๐๐๐ บาท ที่ให้มาวันหนึ่งไม่ถึง ๑๐๐ บาท มันน้อยมากครับ อยากให้มากกว่าครึ่งหนึ่งค่าแรงขั้นต่ำให้กับ อสม. ซึ่งทำงานทั้งวัน ตั้งแต่จดรายชื่อ ตรวจความดัน จนถึงหยอดทรายแก้ยุงลาย ตลอดจนวัดว่าบ้านนี้มีสุนัขกี่ตัวก็ยังต้องจดเลย ชื่ออะไรยังต้อง จดเลย เพราะว่าเป็น อสม. นี่ข้อมูลทุกอย่างเต็มหมดนะครับ เพราะฉะนั้นสวัสดิการวันหนึ่ง อยู่ประมาณ ๗๐ บาท ไม่คุ้มหรอกครับ แต่ว่าอาสาสมัครเหล่านี้เขามีจิตอาสาเท่านั้นเอง ถ้าเป็นไปได้มีงบประมาณพอเหลือก็อยากให้เพิ่มเงินเดือนตรงนี้ให้กับ อสม. มากกว่านี้นะครับ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ได้บรรจุในฐานะเป็นกรรมาธิการสาธารณสุขมาในสมัยนี้ เรื่องราวต่าง ๆ ถูกร้องเรียนมาว่าเจ้าหน้าที่ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คนนั้นทำงานมาจนจะเกษียณ แล้วยังไม่ได้บรรจุราชการเลย มีการถกเถียงระหว่าง ก.พ. ก.ถ. ของสาธารณสุขว่าจะทำ อย่างไร แม้กระทั่งอาสาสมัครช่วงที่มีโควิดนั้นก็ยังไม่สมัคร ตกหล่นอยู่ประมาณ ๘๐๐ กว่าคน เพราะว่ามีปริญญาตรี รับบรรจุแต่อนุปริญญา ซึ่งก็มีการร้องเรียนมาที่คณะกรรมาธิการการ สาธารณสุข อยากให้ทางสาธารณสุขนั้นได้ทบทวน โดยเฉพาะสำนักงานปลัด แล้วก็ ก.พ. ก.ถ. ว่าการที่อาสาสมัครเหล่านี้มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีสูงกว่าอนุปริญญาแล้วไม่ได้บรรจุ แต่รับเงินเดือนเทียบเท่ากับอนุปริญญานั้นไม่ได้บรรจุนะครับ ก็เลยเป็นสาเหตุให้เด็กเหล่านี้ น้อยใจครับ ๘๐๐ กว่าคนที่ร้องเรียนมา อยากให้ประธานฝากไปว่าการใช้งบประมาณตรงนี้ น่าจะเสริมสุขภาพโดยการไปตั้งงบประมาณเพื่อจ้างเด็กเหล่านี้บรรจุและข้าราชการอีก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คนที่ยังไม่ได้บรรจุรับข้าราชการครับ ขอบคุณครับ
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสหบำรุงวิทยา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมอยู่ชั้น ๔ ครับ ขอต้อนรับทุกท่านครับ นั่งลงได้ครับ ต่อไปขอเชิญคุณธีระชัย แสนแก้ว ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พอถึงมาตรา ๒๕ นี้ก็เป็นกระทรวงใหญ่ที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านก็มีความสนใจ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ตัวกระผมเอง ได้มีการแปรญัตติ แปรญัตติเพื่อที่จะได้มาทำความเข้าใจเสนอแนะบางสิ่งบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงใหญ่ รับผิดชอบดูแลพี่น้องทั้งประเทศตั้งแต่เกิดจนตาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะฉะนั้นกระทรวงนี้ มีความจำเป็นในการที่จะต้องใช้งบประมาณเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้มาดูงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทย เมื่อก่อนนั้นแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีความเจริญก้าวหน้า ถึงขนาดนี้ เราใช้ยาสมุนไพร ยาแพทย์แผนโบราณนะครับ มีการโฆษณาชวนเชื่อ มีหนังขายยา เยอะแยะ คนก็มีอายุยืนนะครับ ผ่าตัดก็ไม่เป็น เจ็บท้องก็ใช้ยาประเภทเป็นรากไม้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นพัฒนามาจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ผมในฐานะที่ว่า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่พื้นที่ชนบทนั้น ผมมีความจำเป็นที่จะต้องขอพูดเรื่อง กรมแพทย์แผนไทย กรมแพทย์แผนไทยเห็นอยู่ในงบ เพิ่งมาดูเดี๋ยวนี้ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเองครับ ดูแลพี่น้องทั้งประเทศขั้นปฐมภูมินะครับท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็น อสม. ใครก็แล้วแต่ ขั้นปฐมภูมิที่เป็นนับล้าน ๆ คนที่ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้ว แต่ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า ขณะที่แพทย์แผนไทย ตั้งงบประมาณอยู่ในขาวคาดแดง ๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่ถูกตัดมาเหลือ ๒๒๓ ล้านบาทเศษ ๆ เท่านั้นเองครับ มันจะไปพออะไรครับ อยากจะขอกราบเรียนนะครับว่า ความเชื่อที่มันเกิดขึ้นแม้กระทั่งตัวกระผมเอง ความเชื่อว่าแพทย์แผนไทยสามารถรักษา ขั้นปฐมภูมิด้วยการทุเลาได้หรืออาจจะหายได้ ถ้ารับประทานยาที่ถูกต้องครับ แพทย์แผนไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนไทยด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสามารถรักษาได้ แบบอย่างสบายใจ มีความมั่นใจมากขึ้น ณ วันนี้ ท่านจะเห็นว่า ณ วันนี้ท้องอืดขมิ้นชันครับ ขมิ้นชัน เห็นได้ชัดเลยครับว่า โรคทางเดินอาหารของพวกเราก็ใช้ขมิ้นชันครับ การเวียนหัว ยาดม ยาลม ยาหม่องอยู่ตรงนี้ ณ วันนี้เราสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ คนจีนที่เดินทาง มาเห็นยาดมไทย โอ้โฮซื้อกันไปเป็นลังเลยครับท่านประธานครับ นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าแพทย์แผนไทยไม่มีความหมาย มันมีความหมาย ผมถึงยืนยันว่า อย่างไรก็แล้วแต่ จะเจียดงบประมาณตรงไหน อะไรที่มันเหลือจากกรมอื่นก็ต้องเอามาใช้ ก็คือการบริหาร การบริหารงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีค่า ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่านั้นเอง ค่าบริหารจัดการของบุคลากรก็แย่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้กระผมถึงอยากจะ ขอกราบเรียนนะครับว่า เบื้องต้นเป็นการลดพึ่งพาการใช้ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนปัจจุบัน หลาย ๆ ท่านเวลาเป็นโรคตับ โรคเบาหวาน โรคความดัน กินยาแผนปัจจุบัน เวลากินยาแผนปัจจุบัน ก็เรียกร้องมา กินยาความดัน กินยาเบาหวานก็เรียก เรียกอะไรมาครับ คือเรียกไตมาครับ เพราะฉะนั้นจะต้องฟอกไตอีกครับ เพราะฉะนั้นกรมแพทย์แผนไทยควรจะได้รับ การสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นรัฐมนตรีสมัยที่ ๒ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องส่งเสริมกันอย่างเต็มที่ให้แพทย์แผนไทย สามารถรักษาปฐมภูมิเบื้องต้นให้กับคนทั่วโลกได้นะครับ และยังสามารถในการสร้างชุมชน สามารถสร้าง SMEs อย. ก็สามารถให้การไปสนับสนุนส่งเสริม SMEs โดยใช้แพทย์แผนไทย มีการปรุงยาเพื่อที่จะมาใช้ ถ้าให้ผมเลือกระหว่างแพทย์แผนไทยกับแพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าจะให้ผมกินยานะครับท่านประธาน ผมจะกินยาแพทย์แผนไทยมากกว่าแผนปัจจุบัน ถ้ากินยาแผนไทยมันหายนะครับท่าน ผมเคยกินอยู่ ผมอยากจะขอสนับสนุนสรุปดังนี้นะครับว่า การสนับสนุนแพทย์แผนไทยมีประโยชน์อย่างมากมาย ทั้งในแง่การรักษาที่สอดคล้องกับ วัฒนธรรมของไทยตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบันนี้ ลดการใช้เคมี การกำกับดูแลสุขภาพ ระยะยาว ทั้งเป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วไป ขอขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม วันนี้เป็นการอภิปรายเรื่องงบประมาณในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ซึ่งวันนี้เป็นมาตรา ๒๕ ของกระทรวงสาธารณสุข ท่านประธานครับ ระบบสาธารณสุขของ ประเทศไทย ถือว่ามีความเข้มแข็ง แล้วก็เป็นตัวอย่างของนานาอารยประเทศ เชื่อไหมครับว่าเรา มีงบประมาณถ้าเทียบกับ GDP เทียบกับงบประมาณต่องบประมาณทั้งหมดของรัฐบาลยังถือว่า น้อยกว่า สิ่งที่เป็นมาตรฐานด้วยซ้ำไป แต่ผลสัมฤทธิ์ของการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถือว่ามีความสำคัญ ท่านประธานครับ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของเราถือว่าเป็นหลักประกันสุขภาพที่พูดกันว่าดีที่สุดในโลก ท่านประธานครับ พี่น้อง ประชาชนมาหาผม ผ่าตัดหัวใจร้องไห้มา บอกว่าเขารอดตายเพราะหลักประกันสุขภาพ และระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งงบสาธารณสุขต้องบอกว่าต้องมาดูนโยบายของ ท่านรัฐมนตรีปัจจุบันคือท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ได้ให้นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในหลาย ๆ ด้านนะครับ ๑. คือยกระดับ ๓๐ บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว นี่ต้องถือว่าท่านมีความกล้าหาญและเข้มแข็งต่อเนื่องจากท่านรัฐมนตรีชลน่าน ศรีแก้ว แล้วนะครับ แล้วเรื่องยาเสพติดนะครับ ท่านสมศักดิ์ท่านเป็นผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องยาเสพติด เป็นอย่างดี เชื่อมั่นว่าในการป้องกันและเยียวยา โดยเฉพาะผู้ที่ติดยามานะครับ มารับ การบำบัดนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะมีบทบาทที่สำคัญนะครับ และการยกระดับการแพทย์ ปฐมภูมิถือว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะว่าการแพทย์ปฐมภูมิจะป้องกัน รักษาโรค แล้วก็ เป็นด่านหน้าที่จะสามารถจะ Screen คนไข้ได้ถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่เจ็บป่วยนะครับ และเรื่องเศรษฐกิจสุขภาพ ท่านประธานครับ การที่ท่านรัฐมนตรีอยากให้ประเทศไทย เป็น Medical Hub นอกจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวการที่ทั้งโลกรักษาในประเทศไทย
คุณหมอ ขอประทานโทษครับ เนื่องจากตอนนี้เราอภิปรายในวาระที่ ๒ และท่านไม่ได้แปรญัตติ เพราะฉะนั้นท่านอภิปรายได้เฉพาะว่าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขอย่างไร แสดงว่าท่านเห็นกับร่างเดิม ท่านอภิปรายได้แค่นี้ ถ้าอภิปรายนโยบายมันจะกลายเป็น วาระที่ ๑ ไปครับ ต้องขอประทานโทษ เพราะเวลาเราค่อนข้างจำกัดครับ
ประทานโทษครับท่านประธาน คือจะบอกว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้แปรญัตติเพื่อจะทำให้งบประมาณ ของกระทรวงสาธารณสุขทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ แล้วในส่วนของ การสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ Medical Hub ท่านจัดงบประมาณในการไป Road Show ไปทำอะไรที่ให้ Medical Hub ของเราเกิดความสำเร็จ ตอนนี้ซาอุดีอาระเบียก็มา ทางประเทศต่าง ๆ ก็มารักษาในประเทศไทยด้วยคุณภาพที่ดีนะครับ การจัดสรรงบประมาณ ด้านการเป็น World Medical Hub ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ ขอสนับสนุน นโยบายในเรื่องของการที่ให้งบประมาณในส่วนนี้ นอกจากการได้สร้างเศรษฐกิจแล้วนะครับ การเข้าถึงบริการสุขภาพก็ต้องถือว่าท่านได้จัดงบประมาณที่เข้าไปถึงในหัวใจ พี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าไปสู่การบริการที่มากยิ่งขึ้นนะครับ
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้วนะครับ เรื่องของการแพทย์แผนไทย ก็บอกว่า การจัดสรรงบประมาณ แพทย์แผนไทยที่ทำให้แพทย์แผนไทยเป็นเสาหลักในการลด การพึ่งพาของยาจากต่างประเทศนะครับ แล้วนอกจากนั้นแล้วท่านรัฐมนตรียังได้จัดงบ ในเรื่องของการสร้างแพทย์แผนไทยให้สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย ขอสนับสนุนนะครับ แต่สิ่งที่ตอนนี้ที่ท่านรัฐมนตรีได้รับเรื่องร้องเรียนนะครับ ส่วนมากรัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียน ก็คือเครือข่ายหมอศูนย์โรงพยาบาล โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์นะครับ ได้ทำหนังสือถึง สปสช. ในเรื่องการแก้ปัญหางบของ สปสช. ที่ส่งให้โรงพยาบาลน้อยจนทำให้โรงพยาบาลมีภาวะขาดทุน ฝากท่านรัฐมนตรี ฝากรัฐบาลไปแก้ไขในเรื่องของส่วนนี้ด้วยนะครับ แล้วเรื่องของ อสม. ที่ท่านได้จัด งบประมาณเพื่อ Upgrade อสม. ให้เป็น Caregiver ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วยติดเตียงซึ่งการ สร้างความเข้มแข็งให้ อสม. ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า อสม. คือเสาหลักของสาธารณสุข คือเสาหลัก ของประเทศไทย แก้ปัญหาด้านโควิดและประเทศไทยจะสามารถมีหลักประกันสุขภาพ มีระบบสาธารณสุขที่เป็นของประชาชน เกิดจากการทำงานที่เข้มแข็งของภาคประชาชนคือ อสม. วันนี้ก็ขอเรื่องของงบประมาณของสาธารณสุขแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เหลือ ๒ ท่าน สุดท้ายนะครับ ผมอยากขอความกรุณาว่าเมื่อเป็นผู้อภิปรายที่ไม่ได้แปรญัตติกรุณาอภิปราย ได้เฉพาะเรื่องที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับที่คณะกรรมาธิการแก้ไขนะครับ เราอย่าไปเลย เรื่องนโยบายหรือสนับสนุนอย่างไร ซึ่งเป็นวาระที่ ๑ นะครับ ต่อไปครับขอเชิญคุณการณิก จันทดา ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ปัจจุบันนี้บุคลากรหน้างานในโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ต้อง ให้บริการประชาชนอย่างแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร รวมไปถึงเหล่าผู้ช่วย ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยทันตแพทย์ ผู้ช่วยเภสัชกร เวรเปล แม่บ้าน ทุกองคาพยพในโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่เขาต้อง ทำงานหนักเกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน แต่ได้รับค่าตอบแทนที่น้อยค่ะ ที่สำคัญนะคะเพื่อนร่วมงาน คนใดคนหนึ่งต้องการที่จะลาหยุดนะคะ ถ้าใครคนใดคนหนึ่งของเพื่อนร่วมงานมาไม่ได้ คนที่ลาหยุดก็ต้องมาทำงานแทนค่ะ เพราะว่าไม่สามารถขาดคนในแต่ละเวรในแต่ละวันได้ เพราะข้อจำกัดด้านกรอบงานค่ะ หลาย ๆ ครั้งเรามักจะได้ยินข่าวอุบัติเหตุของพยาบาล หรือแพทย์ที่เขาขับรถหลับในได้รับอุบัติเหตุก่อนถึงที่พักค่ะ โดยเฉพาะแพทย์จบใหม่นะคะ เป็นธรรมเนียมที่จะต้องเข้าเวรตั้งแต่ ๘ โมงเช้า ออกเวรอีกทีหลัง ๔ โมงเย็นของอีกวันค่ะ ขนาด ๒ วันมานี้พวกเราที่นั่งประชุมกันอยู่ในห้องสุริยันแห่งนี้ยังมาไม่ ๙ โมงเช้าเลยค่ะ ก็เหน็ดเหนื่อย แล้วอย่างนี้หมอที่เขาต้องขึ้นเวร พยาบาลที่เขาต้องควบเวร แล้วต้องตรวจ คนไข้ ต้องดูแลคนไข้ด้วย เขาจะขนาดไหนนะคะ ดิฉันไม่ค่อยเห็นด้วยกับโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการที่เป็นเงินอุดหนุนสำหรับผลิตและพัฒนาอาจารย์แพทย์และแพทย์เวช ศาสตร์ครอบครัว หรือแม้แต่โครงการผลิตแพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ โดยที่ทางกระทรวง สาธารณสุขยังไม่ได้มีการวางแผนสำหรับการขยายโอกาสการรับแพทย์เฉพาะทาง เหล่านี้ คนที่ ไปเรียนต่อกลับเข้าสู่โรงพยาบาลชุมชนค่ะ ท่านไม่มีกรอบอัตรากำลัง ท่านไม่มีตำแหน่ง เฉพาะทางในโรงพยาบาลรอบนอก ทำให้สุดท้ายที่ผลิตออกมา แพทย์เฉพาะทาง พยาบาลที่ เขาเฉพาะทางหน่อย มีความเชี่ยวชาญหน่อย เขาก็กลับไปกระจุกตัวกันอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลใหญ่ ๆ หรือผลิตแล้วก็ลาออกไปอยู่เอกชนค่ะ ดิฉันเชื่อนะคะว่าการที่เรา ช่วยกันพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลประจำอำเภอ หรือว่า รพช. หรือโรงพยาบาลชุมชนนี้ ให้มีแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะเฉพาะทางพื้นฐานค่ะ สูติ ศัลย์ Med เด็ก ในโรงพยาบาลให้ครบ ในโรงพยาบาลทุติยภูมิแต่ละแห่งนะคะ ค่อย ๆ จัดสรรงบประมาณลงไปค่ะ มันจะช่วยในการ รองรับผู้ป่วยไม่ให้ไปกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ และที่สำคัญนะคะ จะช่วยกระจาย งานให้บุคลากรในโรงพยาบาลทำงานได้ดียิ่งขึ้นค่ะ การที่สาธารณสุขจังหวัดจัดลำดับ โรงพยาบาลตามขนาดเตียงกับเฉพาะทางบางชนิดให้กับโรงพยาบาลชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแบบ A แบบ S M1 M2 F1 F2 อะไรแบบนี้นะคะ มันมีผลต่ออัตรากำลังเจ้าหน้าที่ค่ะ ซึ่งจะส่งผลต่อการได้รับเงินค่าหัวจาก สปสช. นะคะโรงพยาบาลอำเภอหลายที่ถูกจำกัด การพัฒนาศักยภาพ ทำให้ไม่สามารถรับการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเฉพาะทางหรือว่าโรคยาก ๆ ได้ ดิฉันขอยกตัวอย่าง โรงพยาบาลชุมชนหลายที่ไม่สามารถผ่าตัดคลอดได้ แล้วทำอย่างไรคะ คนไข้ก็จะต้องถูกส่งตัวคือคนไข้มาแล้วค่ะ แต่ว่าคลอดแบบธรรมชาติไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะว่าตรวจแล้วเด็กกลับหัวไม่เป็นท่าในปกตินะคะ คนไข้ก็ต้องถูกส่งตัวไปยัง โรงพยาบาลอื่น โรงพยาบาลอำเภอที่ถูกยกระดับไปแล้ว หรือว่าส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์ ดังนั้นนี่มันก็จะยิ่งทำให้คนไข้คนนี้ทั้งแม่และลูกเสี่ยงต่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทางจาก โรงพยาบาลสู่โรงพยาบาล ทั้งเรื่องช่องว่างระยะเวลาในการเดินทางและเรื่องความปลอดภัย ของการที่จะต้องคลอดระหว่างนั้น ดังนั้นพอเวลาแพทย์ที่เขาจะต้องเติบโตในหน้าที่การงาน หรือว่าพยาบาลอยากเก่งเฉพาะด้านการเรียนต่อเฉพาะทางย่อมใช้งบประมาณที่สูงในการ ผลิตคนค่ะ แต่ว่ากลับไม่มีตำแหน่งงานในโรงพยาบาลอื่น ๆ ให้กับพวกเขา ส่วน ๓๐ บาท Plus ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาคนไข้ล้นในโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งไหม ก็อยากจะช่วย พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชนหรือ โรงพยาบาลอำเภอด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน
ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมได้สงวนคำแปรญัตติของกระทรวง สาธารณสุขไว้ด้วยนะครับ ขออนุญาตปรับลดไว้ แต่สิ่งที่ผมจะพูดก็คือสิ่งที่จะขอทราบ ข้อเท็จจริงจากการทำงานของคณะกรรมาธิการตลอดระยะเวลาในการพิจารณางบของ กระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตเรียนประธานและเพื่อนสมาชิกนะครับว่า กระทรวงสาธารณสุข เป็นกระทรวงที่คนก็ไม่อยากไปนะครับ ยิ่งอายุเท่าท่านประธาน เท่าพวกผมนี่ไม่มีใคร อยากไปโรงพยาบาลครับ แต่ทุกคนต้องเจอทั้งหมด มาถึงวันนี้ครับ ต้องยอมรับข้อเท็จจริงครับว่า กระบวนการระบบสาธารณสุขประเทศไทยเราค่อนข้างจะรับมือกับวิถีชีวิตของประชาชน ได้มาก เพราะฉะนั้นอายุของประชาชนคนไทยเริ่มสูงขึ้น ๆ เราเห็นคนอายุ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ยังรับราชการได้ เราเห็นว่าคนอายุ ๘๐ ปีอย่างท่านประธานยังสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่าง เข้มแข็งได้ เพราะฉะนั้นประเทศเรานี่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และอย่างรวดเร็ว และเพิ่มมากขึ้น ๆ ทุกวัน ต้องยอมรับความจริงครับว่า เป็นเพราะฝีมือของกระบวนการ สาธารณสุข คราวนี้คนที่ใช้บริการกับโรงพยาบาลกับระบบสาธารณสุขมากที่สุด มี ๒ ประเภทครับ ๑. ทารกหรือเด็ก ๒. ก็คือผู้สูงอายุ คนที่ทำหน้าที่ในกระบวนการระบบ สาธารณสุขทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นอาชีพที่ไม่ปกติเหมือน ข้าราชการอื่นครับ เป็นอาชีพที่ต้องมีเวรยามเหมือนกับตำรวจ หมอก็ต้องมีเวรต้องมียาม ต้องเข้า มากลางคืนกลางดึกหมอไม่อยู่โรงพยาบาลก็ถูกด่า มาเช้าพยาบาลยังไม่เข้าเวร พยาบาลก็ถูกด่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะทวงถามจากคณะกรรมาธิการคือท่านกรรมาธิการ ซักถามหรือเปล่าครับว่า วันนี้อัตรากำลังคนของกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่ได้รับการบรรจุ ยังเหลืออีกกี่คนครับ เพราะเป็นข้อเรียกร้องมาตลอดครับ บุคลากรทางการพยาบาล ทางการแพทย์ต้องการการรับบรรจุด้วยความมั่นคงทางอาชีพ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วพยาบาลประเทศไทยจบแล้วไม่มีใครเข้าทำงานที่นี่ครับ บรรจุยาก สิ่งที่พยาบาลยุค ๓๐ ปีที่แล้ว และหมอ ๓๐ ปีที่แล้วทำก็คือเดินทางไปต่างประเทศไปรับงาน ทำงานที่โน่น แต่ดีครับ ช่วงหลังนี้กระทรวงสาธารณสุขรู้ทัน สำหรับพยาบาลนี่ค่อนข้างจะ ไม่เน้นวิชาภาษาอังกฤษ พยาบาลรุ่นหลัง ๆ เลยไม่ค่อยจะมุ่งไปต่างประเทศมากนัก ก็มีโรงพยาบาลเอกชนรับอัตราเหล่านี้เข้าไป สิ่งที่ผมจะเรียนถามประการต่อไปครับว่า กรรมาธิการเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างไร ผมฟังแนวทางท่านรัฐมนตรี ผมคล้อยตาม เห็นด้วยครับ การที่จะฝึกบุคลากรที่มีของกระทรวงสาธารณสุขอีกประมาณ ๑ ล้านกว่าคน คือ อสม. เป็นผู้มีจิตอาสาที่เข้ามาช่วยงานระบบสาธารณสุข เรามี อสม. ระบบที่มากที่สุด ในโลกครับ ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขนับล้านคนเท่ากับประเทศไทย และวันนี้สาธารณสุขเรา อสม. เราก็ได้รับการช่วยเหลือได้เบี้ยค่าครองชีพไปบ้าง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ถือว่าเป็นเงินป่วยการ แต่โดยข้อเท็จจริงครับ เราสามารถที่จะพัฒนา อสม. เหล่านี้ขึ้นรับมือกับสังคมผู้สูงอายุได้ ผมคิดว่า อสม. บางท่านอายุที่ไม่มาก ๓๐-๕๐ ปี ถ้าผ่านกระบวนการในการอบรมของระบบสาธารณสุข เราก็จะมีบุคลากรทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลครับ ที่จะมีรายได้เสริมจากการดูแลผู้สูงอายุ เพราะว่าปฏิเสธไม่ได้ครับ ผู้สูงอายุ ๘๐-๙๐ ปีขึ้นไป ต้องการผู้ดูแลอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการต้องดูแล ก็คือเตรียมแผนงบประมาณสำหรับในการที่จะอบรม อสม. พัฒนาไปเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ เตรียมไว้หรือเปล่าครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากทราบก็คือ ตัวเลขที่ผมถามข้อ ๑ ก็คือมีแพทย์ พยาบาลกี่คนที่รอการบรรจุ มีแผนระยะเวลาสักกี่ปีถึงจะบรรจุแล้วเสร็จทั้งหมด ไปทุกโรงพยาบาล ผมคิดว่าถ้าท่านมีโอกาสเข้าโรงพยาบาลนะครับ โรงพยาบาลของรัฐทุกโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลจังหวัด ผู้ป่วยล้นหมดครับ เชื่อไหมครับท่านประธาน หมอคนหนึ่ง มีเวลากับผู้ป่วยคนหนึ่งไม่เกิน ๓ นาที เพราะคนป่วยนั่งรออยู่เป็น ๑๐๐ คน ใช้เวลา ๓ นาที ก็ ๓๐๐ นาที หมอไม่ต้องกินข้าวเที่ยงครับ แต่ประสิทธิภาพของเราก็ยังถือว่า อยู่ในระดับ ที่เชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นก็คือ เราจำเป็นต้องเพิ่มอัตราทั้งแพทย์และพยาบาล เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มแพทย์คิดวันนี้กว่าจะได้ ๖-๗ ปีข้างหน้าถึงจะได้ การเพิ่ม พยาบาลคิดวันนี้อย่างน้อย ๔-๕ ปีถึงจะได้ ขออนุญาตเรียนถามกรรมาธิการครับ ในงบประมาณที่ตั้งปีนี้เราเตรียมในการเพิ่มอัตราแพทย์ ๖ ปีข้างหน้า เพิ่มจากอัตราเดิมไว้ ปีละกี่คน เพิ่มพยาบาลไว้ปีละกี่คน เพราะฉะนั้นทั้งหมดกรรมาธิการมีหน้าที่แทนพวกผมต้อง ไปซักถามและไปดูมา และต้องตอบกับพวกผมในสภาครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ครับ ขอบคุณครับ เชิญคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานหารือนิดหนึ่งครับ กรณีเมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิก ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานปล่อยให้เพื่อนสมาชิกท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ จังหวัดกระบี่ กล่าวพาดพิงพวกผมในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ทั้ง ๓ คน บังเอิญว่า ผมติดประชุมอนุกรรมาธิการเรื่องเช็คอยู่นะครับ อยู่ในห้องผมไม่ได้ยินว่าท่านประเสริฐพงษ์ พูดอะไร แต่ปรากฏว่าขณะที่ผมประชุมอยู่ในห้องอนุกรรมาธิการ พ.ร.บ. เรื่องเช็คกับเพื่อน สมาชิกนะครับ มี LINE มาจากจังหวัดกระบี่ จากเพื่อนว่าปล่อยให้ท่านประเสริฐพงษ์ กล่าวหาใส่ร้าย สส. ได้อย่างไร ซึ่งไม่เป็นความจริง ซึ่งผิดตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ว่าด้วย ประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของการกล่าวเสียดสีใส่ร้ายว่า พวกผมทั้ง ๓ คน ไม่ได้ทำผลงานอะไรมาทั้ง ๔ ปี แต่ในความเป็นจริงในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ก็มีข้อจำกัด ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนให้ท่านประธานได้โปรดฟังในเรื่องของบันทึกเทปว่า มันมีความเสียหายเกิดขึ้น
ครับ ไม่เป็นไรครับ
และความเสียหายอย่างนี้ครับ
เดี๋ยว ผมขอ
ก็ขอให้ประธานวินิจฉัยครับ ขอให้เขา ถอนคำพูดด้วยนะครับ
ท่านประท้วง ท่านผู้อภิปราย
ท่านประธานครับ ขออภิปรายใช้สิทธิพาดพิงอีกครั้งครับ เพราะว่าท่านผู้แทนได้เอ่ยชื่อ ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์
เมื่อสักครู่มีการ อภิปราย แล้วก็พาดพิงเกิดความเสียหายนะครับ เพื่อให้เราดำเนินการต่อไปได้ ไม่ต้องไปเปิด เทปอะไร ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ถ้าจะกรุณาถอนคำพูดที่มันเกิดความเสียหายต่อ สส. ทั้ง ๓ ท่านนะครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เสียหายนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรุณาถอนก็ได้ครับ จะได้ประชุมต่อ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ เมื่อสักครู่ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน สส. สฤษฏ์พงษ์ ท่านพูดเองว่าท่านยังไม่ได้ฟังเลย แล้วท่านมาพูดกล่าวหาว่า ผมใส่ร้ายนี่ ท่านยิ่งพูดแบบนี้นะครับ ยิ่งใส่ร้ายผม ทางที่ดีผมแนะนำให้ท่านไปฟังคลิป ที่ผมอภิปรายก่อน ถ้าท่านฟังคนรอบข้างท่าน เพื่อน สส. ท่าน แล้วมาโต้ตอบกับผมมิตรภาพจะเสียกันเปล่า ๆ เพราะฉะนั้นผมยืนยันนะครับว่า ผมไม่มีคำพูดใด ๆ ที่ทำให้ท่านเสียหายครับท่านประธาน และไม่ขอถอนด้วยครับ เชิญท่านไปฟังคลิปที่ผมพูดก่อนครับ แล้วค่อยลุกมาประท้วงครับ อย่าฟังคนรอบข้างโดยไม่ฟังด้วยหูตัวเองครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ ครับ
เดี๋ยวผมขอฟังสักครู่ เดี๋ยวคุณสฤษฏ์พงษ์ครับ ช่วยยกคำพูดที่บอกว่าคุณและเพื่อน สส. กระบี่เสียหาย เพราะว่า มันข้ามมาหลายตอนก็อาจจะลืมเลือนไป เอาเฉพาะประเด็นคำพูดที่เกิดเสียหาย แล้วจะให้ ผู้อภิปรายได้ถอนครับ เอาเฉพาะตอนนั้น เพราะว่าเราประชุมมาด้วยดีนะครับ ถอนหน่อยครับ เชิญครับคุณสฤษฏ์พงษ์
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ในประเด็นคำพูดที่เขาบอกว่าผู้แทนกระบี่ ๓ คน ๔ ปีไม่ได้ทำอะไรเลย คือความเสียหายท่านประธานครับ คนเขาส่งมาจากกระบี่เขาฟังอยู่หน้าจอทีวีแล้วก็เพื่อน สมาชิก ๒ คนก็อยู่ในห้องเขาได้ยิน แต่ว่าเขาไม่มีจังหวะ ไม่อยากรบกวนขั้นตอนขัดจังหวะใน การทำงานของท่านประธาน แล้วคนที่กล่าวนี้นะครับ ใช้เวทีสภาแห่งนี้เพื่อที่ หาเสียงมาหลายโอกาสแล้ว และยังพาดพิงถึงคุณหมออะไรต่าง ๆ ไปด้วย หมออายุมากอะไรนี้ ผมนี่ฟังเพื่อนมีพยานหลักฐานเต็มห้องประชุมนะครับ เพราะฉะนั้นความเสียหายอย่างนี้ มันเกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แล้วครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานวินิจฉัยนะครับ
เรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ พาดพิงผม
ผมว่าเพื่อไม่ให้มัน ยืดยาวไปนะครับ เชิญคุณถอนคำพูดที่เกิดความเสียหายก็แล้วกัน
ฟังพยานบอกเล่ามา ไม่ได้ประจักษ์พยาน ผมไม่มีคำพูดคำนั้น
เขาได้ยินมา แล้วก็มีโทรมานะครับ เอาอย่างนี้ผมวินิจฉัยว่าขอให้บันทึกคำประท้วงของคุณสฤษฏ์พงษ์ ไว้นะครับ ผู้ที่อภิปรายได้อภิปรายพาดพิงในทางที่เสียหาย ประธานบอกว่าเสียหาย เอาละเราเอาแค่นี้นะครับ แต่ว่าวันหลังก็ระมัดระวังกัน เพราะว่าเราอยู่ในสภานี้นะครับ เชิญครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานอีกครั้งครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมไม่อยากทำให้เวลาของสภาแห่งนี้ การพิจารณา งบประมาณที่สำคัญเสียเวลากับเรื่องไร้สาระนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานเดี๋ยวไปตรวจเทปนะครับ แล้วตรวจชวเลขนะครับ ถ้ามันมีความ พูดจริง แล้วก็มีพยานหลักฐานเสียหายจริงนะครับ ก็ขออนุญาตดำเนินเรื่องจริยธรรม กับสมาชิกนะครับ หลายครั้งแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเป็นฝ่ายค้านนี่ไม่ได้ทำอะไร แล้วก็ยังมากล่าวหา
พอแล้วครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวเราจะไปดู เพราะมันย้อนมามาก แต่ว่าบันทึกทั้งหมดที่มีการประท้วงแล้ว ผู้ที่ได้อภิปรายไปนะครับ
ท่านประธาน ผมต้องขอ ประท้วงนะครับ มีการกล่าวหาว่าฝ่ายค้านไม่ทำอะไรเลย คำพูดนี้ชัด ฝ่ายค้านทำหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาลนะครับ ฝ่ายค้านอภิปรายงบประมาณคือการทำหน้าที่
เอาละครับ ได้แก้ข้อกล่าวหาแล้ว พาดพิงในทางที่เสียหาย ผมให้แก้แล้วก็ถือว่าจบนะครับ ขอจบทั้ง คุณสฤษฏ์พงษ์และผู้อภิปรายนะครับ ต่อไปกรรมาธิการตอบเลย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมขออนุญาต ใช้สภาแห่งนี้นะครับ ตอบข้อซักถามข้อสงสัยของท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น และท่านสมาชิก ผู้สงวนคำแปรญัตติครับ ไปในทิศทางเดียวกันนะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านครับ ได้อภิปรายถึงความสำคัญของมาตรา ๒๕ กระทรวงสาธารณสุขว่าไม่อยากให้ปรับลดงบประมาณ เพราะว่าอยู่กับพี่น้องประชาชนตั้งแต่เกิดจนตายนะครับ ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ตอบคำถาม ของท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นท่านแรกนะครับ ท่านสหัสวัต คุ้มคง ในโครงการของ Osaka Kensi ผมขอชี้แจงท่านประธานว่า โครงการนี้เป็นโครงการผูกพันงบประมาณตั้งแต่ ปี ๒๕๖๖ จนถึงงบประมาณปี ๒๕๖๙ เป็นโครงการต่อเนื่องครับ แล้วก็มีมติ ครม. ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว พ.ศ. ๒๕๖๔ อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุขนะครับ โดยอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มอบหมายให้เป็นตัวแทนประเทศไทย ในการเป็น Commissioner of General Section ในการที่จะออก Booth ในการที่จะส่งเสริมภาคเอกชน ภาคการลงทุน ผมเชื่อแน่ว่าโครงการ นี้ก็จะเป็นกระจกสะท้อนกลับให้ทางภาคเอกชนในด้านสาธารณสุข เป็นรายได้กลับมาให้กับ ประเทศต่อไปครับ
ต่อมานะครับ ผมขออนุญาตตอบคำถามของท่านสมาชิกนะครับ มีหลายท่าน ด้วยกันนะครับ ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของครุภัณฑ์ งบประมาณที่ไม่เพียงพอครับ ท่านประธาน อาทิเช่น ท่านนิพนธ์ ครูมานิตย์ ท่านจักรวาล รวมถึงท่านวิทยาด้วยนะครับ ก่อนอื่นเลย ผมขอตอบในเรื่องของครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ทางท่านสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน จริง ๆ แล้วครุภัณฑ์ ของงบประมาณปีนี้เราตัดน้อยมากเลยครับท่านประธาน ถ้าเทียบกับปีที่แล้วนะครับ จริง ๆ งบประมาณของการซื้อครุภัณฑ์ทั้งหมด ๔,๐๘๕,๗๘๐,๑๐๐ บาทถ้วน ปรับลด งบประมาณไป ๑๕,๘๐๖,๘๐๐ บาทถ้วนครับท่านประธาน เรายังคงไว้เป็นงบประมาณ ที่สำคัญ อาทิเช่น เครื่องที่เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง Photon-Counting CT Scan ของสถาบันทรวงอก รวมถึงเรื่องของโรงพยาบาลมะเร็งที่ใช้งานมา ๑๕ ปีแล้ว อาทิเช่น เครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงแบบอุโมงค์นะครับ ตรงนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่ามะเร็ง ก็เป็นโรคที่พี่น้องประชาชนมีปัญหา แล้วการบริการเข้าถึงได้อย่างน้อยครับ
ต่อมาครับท่านประธาน ในเรื่องของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดที่เรา ปรับลดไปนะครับ ซึ่ง ๑๕ ล้านบาทนี้เราปรับไปตรงไหนบ้างครับท่านประธาน เราปรับไปแค่ เครื่องตัดเฉือนชิ้นเนื้อของตับ ซึ่งเราได้สอบถามหน่วยรับงบประมาณไปแล้วว่าจะกระทบ เนื้องานไหม ก็ไม่ได้กระทบแต่อย่างใดครับ ส่วนใหญ่เราก็จะใช้ของเก่าที่มีอยู่แล้ว หรือว่าปรับลด จำนวนจากซื้อ ๓ เครื่อง เหลือ ๒ เครื่องนะครับ หรือว่าขอบริจาคจากเจ้าสัว ห้างร้าน ภาคเอกชน หรือใช้เงินสะสมของโรงพยาบาลนะครับ ทั้งนั้นทั้งนี้ครับท่านประธาน สุดท้าย ทางกรรมาธิการก็รับฟังข้อสังเกตของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แล้วก็ได้บรรจุไว้ในข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการไว้เรียบร้อยแล้วครับผม ขอบคุณครับ
เนื่องจากมาตรานี้ คณะกรรมาธิการแก้ไขนะครับ ดังนั้นผมจะถามจากที่ประชุมว่าจะเห็นสมควรให้มีการแก้ไข หรือไม่นะครับ กรรมาธิการจะตอบต่อ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงในกรณีของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของท่าน สส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ นั้น เท่าที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ซึ่งผมจับประเด็นได้ ๒ ประเด็นนะครับ
ในประเด็นแรก ท่านได้พูดถึงการจัดสรรงบประมาณในส่วนของกระทรวง สาธารณสุข ซึ่งท่านได้พูดถึงของจังหวัดกระบี่ แล้วได้มีการพาดพิงไปถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข และปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมอยากจะ กราบเรียนว่าในส่วนของจังหวัดกระบี่นั้น งบประมาณที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการ ชุดใหญ่ แล้วก็ในชั้นอนุกรรมาธิการนั้น ได้มีการพิจารณาอย่างละเอียด แล้วก็ไม่มีการปรับลด ซึ่งเท่าที่กรรมาธิการได้พิจารณาที่ผ่านความเห็นชอบแล้วนะครับ ขอชี้แจงผ่านไปยัง ท่าน สส. ประเสริฐพงษ์ ว่ามีโครงการสำคัญอยู่หลายโครงการ เช่น การก่อสร้างอาคารบำบัดรักษา ๖ ชั้น ค.ส.ล. งบประมาณ ๒๙๗ ล้านบาทของโรงพยาบาลกระบี่ หรือการก่อสร้างตึกผู้ป่วยนอก ๓ ชั้น ของโรงพยาบาลอ่าวลึก งบประมาณ ๗๔,๖๙๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ตั้งในงบปี ๒๕๖๘ นอกจากนั้นยังมีในส่วนของรายการอุปกรณ์ แล้วก็เครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ อีกร่วมเกือบร้อยล้านบาท ซึ่งกระจายไปตามโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลกระบี่ โรงพยาบาลอ่าวลึก โรงพยาบาลคลองท่อม โรงพยาบาลเหนือคลอง รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ ซึ่งเท่าที่ผมได้รวบรวมคร่าว ๆ นะครับ ด้วยเวลาจำกัดเมื่อสักครู่นี้ เฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในจังหวัดกระบี่นี่ก็รวม งบประมาณได้ ๔๗๖,๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งอันนี้ยังไม่รวมงบประมาณที่ฝังอยู่ตามกรมต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้ปรากฏอยู่ในเล่มงบประมาณ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะชี้แจงผ่านไปยังท่าน สส. สฤษฏ์พงษ์ ที่ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ แล้วนอกจากนั้นยังมีโครงการที่ผูกพันมาจากรัฐบาลที่แล้ว จากปีที่แล้ว เช่น การก่อสร้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ ๙๖ ห้อง ๖๘ ล้านบาท ซึ่งปีนี้ก็เป็นงบผูกพันในปี ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายอีก ๔๗ ล้านบาทอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงอยากจะชี้แจงทำความเข้าใจว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขนะครับ กรรมาธิการทุกคนเข้าใจดีว่ามันมีความจำเป็น ก็เช่นเดียวกับที่ท่านได้ให้ความห่วงใยนะครับ ในอีกส่วนหนึ่งที่ท่านได้ตั้งประเด็นขึ้นมา ในเรื่องของบุคลากรในการดูแลพี่น้องประชาชน อยากจะเรียนว่าในส่วนของกรรมาธิการนั้น เราเองได้สอบถามผู้บริหารหน่วยงานที่มาชี้แจงงบประมาณ คำถามก็คล้าย ๆ กับที่ท่านถาม นั่นละครับว่า ทำไมพยาบาลไม่เพียงพอ ทำไมบุคลากรให้บริการพี่น้องประชาชนไม่ได้ดังใจ ตามที่ประชาชนต้องการ แต่สิ่งที่เราได้รับคำตอบก็คือ การที่จะบรรจุบุคลากรเข้าไปสักคนนั้น มันต้องผ่านกระบวนการในเรื่องของตำแหน่งจาก ก.พ. อะไรต่าง ๆ และที่สำคัญก็คือ งบประมาณ การที่จะบรรจุบุคลากรเข้ามาสักคนมันต้องมีงบประมาณรองรับ และแน่นอนครับ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า งบประมาณเรามีจำกัดและโรงพยาบาลเหล่านั้นเขาก็สามารถ ที่จะใช้เงินในส่วนของเงินรายได้นอกงบประมาณ เงินอื่น ๆ ที่สามารถที่จะมาแก้ปัญหาไปได้ แต่มันอาจจะไม่เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่ท่าน สส. เองนะครับ เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นความแออัดหรือว่าการให้การรักษาที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานในบางเรื่อง แต่เขาก็ได้ใช้ความพยายามและในส่วนกรรมาธิการเองเราก็ได้ตั้งข้อสังเกตในหลาย ๆ เรื่อง ในเรื่องของบุคลากร รวมทั้งเรื่องที่ท่านได้ตั้งประเด็นว่าบุคลากรที่ผลิตออกมาแล้ว แล้วไม่ได้ รับการบรรจุเข้าทำงานในโรงพยาบาล มันก็จะย้อนกลับไปประเด็นที่ผมบอกเมื่อสักครู่ว่า มันก็ต้องมีงบประมาณมารองรับนะครับ หรือกรณีที่ท่านบอกว่าสมองไหล บุคลากรส่วนหนึ่ง ไปอยู่กับภาคเอกชน ในเมื่อระบบราชการมันเป็นอย่างนี้ เงินเดือนเราให้ได้แค่นี้ มันก็เป็น ความจำเป็นของบุคลากรบางส่วนที่เขาก็จะต้องออกไปหาเอกชน ซึ่งประเด็นเหล่านี้กรรมาธิการ ได้ตั้งประเด็นแล้วก็ข้อสังเกตไว้หมดแล้วนะครับ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาชี้แจงก็ได้รับที่จะไป ดำเนินการนะครับ ขอบคุณมากครับ
มีกรรมาธิการอีก ท่านหนึ่งจะขอชี้แจง เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยครับ ขอตอบข้อสังเกต ข้อกังวลและห่วงใยของท่านสมาชิกนะครับ ประเด็นสำคัญเลยที่ท่านสมาชิกส่วนใหญ่มีความกังวลก็คือ ในเรื่องของบุคลากรมีความ ขาดแคลน แล้วอาคารสถานที่ก็ไม่เพียงพอ ทางกรรมาธิการต้องเรียนนะครับว่า ได้พิจารณา และมีมติเพิ่มงบประมาณจำนวนกว่า ๓๗๘ ล้านบาทนะครับ โดยคิดเป็น ๐.๗๑ เนื่องจากว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม เป็นรายการผูกพันใหม่ ๗ รายการ เป็นค่าก่อสร้างอาคารสาธารณสุขและหอพัก ๖ รายการ และค่าบริการจัดโครงการ ๑ โครงการ โดยต้องมีงบประมาณสมทบร้อยละ ๒๐ จากวงเงินทั้งสิ้นของโครงการที่รองรับไว้ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๗ รวมทั้งได้มีการตั้งงบประมาณ เพื่อรองรับการผลิตนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล หลักสูตรสาธารณสุข ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยสาธารณสุข จำนวนกว่า ๒,๘๐๐ คนนะครับ โดยแยกให้ทางท่านสมาชิกได้ทราบเลยนะครับว่า ในส่วนของงบประมาณได้เพิ่มการผลิต แพทย์เพิ่ม ๓๐๐ อัตรา พยาบาล ๓๐๐ อัตรา นักสาธารณสุข ๗๕๕ อัตรา ผู้ช่วยพยาบาล ๑,๐๐๐ อัตรา และผู้ช่วยสาธารณสุขกว่า ๕๐๐ อัตรานะครับ และยังยืนยันว่าสิ่งที่ทาง กรรมาธิการพิจารณาก็เป็นไปตามข้อห่วงใยของทางสมาชิกทุกท่านนะครับ
สุดท้ายนี้นะครับ ทางกรรมาธิการก็ขอยืนยันตามมติกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ สนับสนุนนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เนื่องจากว่า มาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้น ผมก็จะถามจากที่ประชุมว่าเห็นควรจะมีการ แก้ไขหรือไม่นะครับ ก่อนที่จะลงมติขอให้ท่านสมาชิกเข้ามา แล้วเสียบบัตรแสดงตนครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาเพื่อลงมตินะครับ เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตน ด้วยนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใด ที่เข้ามาแล้วยังไม่ได้แสดงตนครับ เชิญครับ แสดงตนหมดแล้วนะครับ ปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาแสดงตน ๔๑๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ขอให้ท่านสมาชิก กดปุ่มลงมตินะครับว่า จะเห็นด้วยให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่มีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการ งดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนครับ ไม่มีนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้มาลงมติ ๔๒๓ ท่าน เห็นด้วย ๔๑๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๕ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้นที่ประชุมนี้เห็นด้วยให้มีการแก้ไขนะครับ
จะถามอีกครั้งหนึ่งว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือคณะกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นหรือผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนจะลงคะแนน ขอตรวจสอบ องค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านกรุณาเสียบบัตรแสดงตนอีกครั้งหนึ่งครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
กรุณากดบัตร แสดงตนด้วยครับ มีท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนครับ เมื่อแสดงตนหมดแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ มีผู้มาแสดงตนเพื่อเข้าประชุม ๔๑๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปก็จะลงมติ ว่าท่านจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านสมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ลงมติบ้างครับ ลงมติหมดแล้วนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผล มีผู้มาลงมติ ๔๓๒ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๘๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔๐ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๕ ท่าน เป็นว่ามาตรานี้ที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ
ต่อไปเชิญ เลขาธิการ มาตราต่อไปครับ
มาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ผมจะเชิญให้ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ก่อนนะครับ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนครับ สำหรับมาตรา ๒๖ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผมเชิญชวนเพื่อนสมาชิกและ กรรมาธิการเสียงข้างมากช่วยกันดูข้อสังเกต และแนวทางใหม่กับการใช้จ่ายของสำนักงาน ปลัดกระทรวง ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงมีแผนงานยุทธศาสตร์ที่ชื่อว่า แผนการสนับสนุน ในการเสริมสร้างการแข่งขัน โครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมระดับจังหวัด มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ในการผลักดันผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ ให้สามารถขายได้จนเป็น Soft Power แล้วก็กระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น เขาก็ทำอะไรครับ วิธีการก็คือบอกว่าเขาจะไปจัดสัมมนา แล้วก็จะไปปรึกษาเชิงลึกในการจัดช่องทางการตลาด แล้วก็วิเคราะห์ส่งเสริมธุรกิจ แผนธุรกิจ ให้คำปรึกษาด้านการสื่อสารข้อมูล แล้วก็จัดงาน อุตสาหกรรม Fair กับผู้ประกอบการ ๗๖ จังหวัด จำนวน ๑ ครั้ง งบประมาณใช้อยู่ประมาณ ๑๘,๕๒๐,๕๐๐ บาท ต่อมาก็คือแผนงานด้านยุทธศาสตร์การเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน เป็นโครงการยกระดับธุรกิจการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์จะใช้เหมือนกัน คล้าย ๆ โครงการแรก ก็คือสร้างองค์ความรู้ แล้วก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ รูปแบบของกิจการของ เขาคืออะไร ๑. ก็คือส่งเสริมนักธุรกิจในการเป็น SMEs Start up พร้อมกับทำแผนธุรกิจ ๒. ให้คำปรึกษาในการผลิตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้วเหมือนกันครับ ขยายช่องทาง การตลาดโดยใช้งบประมาณ ๑๙,๒๕๓,๒๐๐ บาท
สุดท้ายก็คือโครงการพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจเพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจฐานราก ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรม (ที่ไม่ใช่ SMEs) พัฒนาในการยกระดับผู้ประกอบการชุมชน ๙๐๐ คนทั่วประเทศ แล้วเหมือนกันเลยให้ คำปรึกษาเชิงลึก ทำแผนด้านสินค้า ๙๐ กิจการ แล้วก็เชื่อมโยง สร้างเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งโครงการนี้มีการใช้งบประมาณทำคำขอมาที่ ๑๔,๕๑๒,๖๐๐ บาท แค่ชื่อก็แทบจะ ไม่ต่างกันแล้วนะครับ จังหวัด ชุมชน ฐานรากอะไรเหมือนกันทุกอย่าง แต่ในทางกลับกันครับ ท่านประธาน มาดูรายงานข้อมูลของการปิดโรงงานอุตสาหกรรมจากหน่วยงานวิจัยภายนอก เขาพบว่าในปี ๒๐๒๓ จนถึงไตรมาสแรก ปี ๒๐๒๔ มีโรงงานที่ปิดตัวไปแล้วกว่า ๑,๗๐๐ โรงงาน ส่งผลกระทบต่อพนักงานประมาณ ๔๒,๐๐๐ คน อันนี้เป็นตัวเลขศึกษาครับ ตัวเลขจริงอาจจะมากกว่านั้น แล้วการเปิดโรงงานอุตสาหกรรมก็มีทิศทางชะลอตัวอย่างมาก ส่งผลให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องกว่า ๑ ปี GDP ของอุตสาหกรรม หดตัวร้อยละ ๓ บ่งบอกว่าภาคอุตสาหกรรมอยู่ในสภาวะที่แย่ลง แล้วยังมีงานวิจัยอีกอันหนึ่ง ก็คือเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคโตต่ำ ๒ เปอร์เซ็นต์ โดยมีเหตุผลก็คือว่าการแข่งขันลดลง กำลังแรงงานลดลง แล้วก็ขาดในด้านของการลงทุน การจัดกิจกรรมทั้ง ๓ โครงการที่ผมได้กล่าวไปนี่ครับ ใช้งบรวมกันกว่า ๕๐ ล้านบาท แต่ว่าวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน แต่ผมเชื่อว่าโครงการต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะไปกระตุ้น เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมให้กลับมาอยู่ในสภาวะที่ดีได้ ผมจึงขอให้มีการปฏิรูปปรับลด งบประมาณลงให้คงเหลืออยู่ในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้ง่ายในการทำขั้นตอนต่าง ๆ มากขึ้น
อีกโครงการหนี่ง ที่ผมสงสัยอยู่มากคือโครงการส่งเสริม แล้วก็พัฒนา อุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งโครงการนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่มีรายละเอียดโครงการเลย ไม่มีตัวชี้วัด ไม่มีเป้าหมาย ทำคำขอมา ๒๙ ล้านบาท แต่ไม่แน่ใจว่าเขียนมาได้อย่างไร ดังนั้นผมจึง ขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติปรับลดงบประมาณทั้งโครงการที่ผมได้กล่าวไปทั้งหมด ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเป็นผู้สงวน คำแปรญัตติ เชิญท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ครับ
เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอสงวนคำแปรญัตติงบประมาณในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากมีข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพความคุ้มค่า และจำนวนงบประมาณที่ใช้เพื่อให้ กรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณในวาระแรก ผมอภิปรายว่ารัฐบาลปัจจุบันทุกกระทรวงมีคำของบประมาณ โครงการเกี่ยวกับ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เยอะมาก ตัวอย่างเช่น ในกระทรวงอุตสาหกรรมที่ผมกำลังอภิปราย มีโครงการเกี่ยวข้องกับระบบ อัจฉริยะอย่างน้อย ๔ โครงการที่น่าสนใจ ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ๓ โครงการ เช่น โครงการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้อนุสัญญาบาเซล ๑๐ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบงานกำกับโรงงาน อุตสาหกรรมเชิงรุก ๒๐ ล้านบาท โครงการระบบ DIW Gateway Center ๑๐ ล้านบาท หรืออย่างเช่น ในสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มีโครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี ดิจิทัล ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ งบอีก ๕ ล้านบาทเศษ
ท่านประธานครับ ตัวอย่างโครงการแรก ที่ผมนำมาอภิปรายโครงการพัฒนา ระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้อนุสัญญาบาเซล ของกรมโรงงานที่บอกว่า ๑๐ ล้านบาท โครงการเกี่ยวกับอะไร ผมไปอ่านดูต้องบอกว่าก็เป็น โครงการที่มีวัตถุประสงค์ดี เขียนว่าจัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูล ระบบการอนุญาตเคลื่อนย้าย ของเสีย เคมีวัตถุ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว รวมถึงรับแจ้ง ข้อเท็จจริงการนำเข้าส่งออกวัตถุอันตราย ฟังดูดีนะครับ แต่พอมาดูตัวชี้วัดหรือผลที่คาดว่า จะได้ในเอกสารระบุว่าลดปัญหาการร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลดระยะเวลา การพิจารณาอนุมัติ อนุญาต เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการได้รับ ความสะดวก คำถามคือการกำหนดตัวชี้วัดแบบนี้มันหยาบไปไหมครับ มันจะวัดอย่างไร ในการกำหนดตัวชี้วัดที่บอกว่าจะลดเรื่องร้องเรียน ควรระบุไปเลยว่าลดได้จำนวนเท่าไร กี่เรื่องต่อเดือน ต่อปี ลดระยะเวลาได้กี่วัน หรือกี่ขั้นตอน หรือเอาดีที่สุดเลย คือจะลดจำนวน เจ้าหน้าที่ได้แค่ไหน สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับ ที่สะท้อนความสำเร็จของโครงการได้จริง
โครงการที่ ๒ โครงการพัฒนาระบบงานกำกับโรงงานอุตสาหกรรมเชิงรุก งบ ๒๐ ล้านบาท โครงการนี้ก็เขียนวัตถุประสงค์ไว้ดีครับ ทำฐานข้อมูลการตรวจโรงงาน เชื่อมโยงงานอนุมัติ อนุญาต อย่างไรก็ตามปัญหาเดิมครับ ตัวชี้วัดจับต้องไม่ได้เลย ในเอกสาร ระบุมาว่าให้เจ้าหน้าที่กำกับดูแลโรงงานได้มีประสิทธิภาพ เกิดมาตรฐานการทำงานที่ ครอบคลุม รวมถึงลดเรื่องร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ท่านประธานครับเช่นเดียวกับ โครงการแรก คำถามคือสิ่งเหล่านี้ท่านจะวัดอย่างไร ที่บอกว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพ ได้ครอบคลุม หรือปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ
โครงการถัดไป โครงการระบบ DIW Gateway Center ของกรมโรงงาน อุตสาหกรรมเช่นกัน งบประมาณ ๑๐ ล้านบาท โครงการเขียนเอาไว้ว่า วัตถุประสงค์เพื่อทำ ศูนย์กลางระบบสารสนเทศของกรมโรงงาน ทำระบบ API กลางของการบริการสารสนเทศ เป้าหมายเพื่อกำกับดูแลโรงงานได้มีประสิทธิภาพ คราวนี้มาดูตัวชี้วัด อันนี้ดี ตัวชี้วัดจับต้องได้ แต่เขียนว่าเพื่อให้ได้ระบบ ๑ ระบบ มีผู้ดูแล ๒๐๐ คน มีโรงงานเข้ามาในระบบ ๗๒,๖๐๐ โรงงาน มีผู้ใช้ ๑๒,๐๐๐ ผู้ใช้ อันนี้วัดได้แน่นอนครับ แต่คำถาม ก็คือตัวชี้วัดแบบนี้จับต้องได้จริง แต่มันไม่เน้นคุณภาพ มันไม่ได้สัมพันธ์กับ เป้าหมาย การบอกว่ามีระบบแล้ว มีโรงงานในระบบแล้ว มันทำไปสู่การกำกับที่มี ประสิทธิภาพจริงหรือตัวชี้วัดที่เหมาะสมของโครงการนี้ จึงควรเปรียบเทียบกันว่าระหว่าง ก่อนกับหลังมีระบบ การกำกับดีขึ้นหรือไม่ ประชาชนสะดวกขึ้นหรือเปล่า ตรวจจับโรงงานที่ ไม่ได้มาตรฐานไวขึ้นหรือไม่ ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับประชาชนได้จริงหรือเปล่า ตัวชี้วัดควรเป็นแบบนี้ครับ ไม่ใช่จำนวนระบบ จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ใช้งานเป็น จำนวนโรงงาน ที่สำคัญที่ต้องถามท่านกรรมาธิการก็คือ ๓ โครงการนี้วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้มันแทบจะ เหมือนกันเลย มันซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ๔๐ ล้านบาท ถ้าเอามาจัดสรรดี ๆ มันสามารถประหยัด ได้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า อันนี้คือสิ่งที่เป็นคำถาม หลังจากผมเห็นเป้าประสงค์ของโครงการ ซึ่งมันแทบจะเหมือนกันหมดเลย
นอกจากนี้ทั้ง ๓ โครงการนี้ ซึ่งเน้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล โรงงาน โดยเฉพาะโครงการแรกที่พูดถึงการเคลื่อนย้ายของเสีย วัตถุอันตราย เห็นแล้ว นึกถึงข่าวที่ประเทศไทยประสบมาในช่วงปี ๒ ปีที่ผ่านมา กากแคดเมียมจากตาก เข้ากรุงเทพมหานคร ซีเซียม ๑๓๗ สูญหายที่ปราจีนบุรี โรงงานสารเคมีในสุพรรณบุรีไม่มี ใบอนุญาตในการกำจัด แต่รับซื้อสารเคมีจากโรงงานกำจัดจากพระนครศรีอยุธยา การระเบิด ของโรงงานในนครปฐม ทำลายล้าง ๒๐ กิโลเมตรใกล้เคียง กรมโรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ระบบการกำกับที่ท่านกำลังจะลงทุน เมื่อมีแล้วมันแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้จริงหรือไม่ ในทางร้ายสุด ถ้าเกิดปัญหาจะมีผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือเจ้าหน้าที่รัฐได้หรือเปล่า นี่ต่างหากควรเป็นตัวชี้วัดที่จำเป็นสำหรับโครงการ
สุดท้ายนะครับ เป็นโครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นโครงการอบรมขอมา ๕.๑ ล้านบาท ถูกตัดไปนิดหน่อย ๑๐๐,๐๐๐ บาท โครงการนี้ดีครับ เป็นโครงการจัดอบรม แบ่งออกเป็น ๒ หลักสูตร อบรมนักออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ ๕๐ คน และนักบูรณาการระบบ อีก ๕๐ คน ต้องบอกเป็นโครงการที่ดี ตัวชี้วัดก็ดีครับ มีการกำหนดเป้าหมายจับต้องได้เลย ระบุว่าโครงการนี้จะช่วยให้อัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะขอสอบถามคือ เมื่อลงไปดู ในรายละเอียดโครงการครับ เมื่อหารเฉลี่ยต่อหัวพบว่าต้นทุนการอบรมสูงถึง ๔๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัว แม้ท่านจะไปแตกในรายละเอียดว่าค่าอบรมจริง ๆ ต่อหัวแค่ ๑๗,๐๐๐ บาท ที่เหลือเป็นค่าออกแบบหลักสูตร ค่าวิเคราะห์ข้อมูล ค่าทำรายงาน ค่าให้คำปรึกษา แต่เมื่อคิดรวม ๆ แล้ว หารเฉลี่ยก็ตกหัวหนึ่ง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อไปดูใน Timeline หรือรายละเอียดโครงการ ก็ระบุว่าใช้เวลาอบรม ๔ เดือน ซึ่งก็ไม่มี รายละเอียดว่าเรียนอะไร สอนอะไร เดือนละกี่ครั้ง กี่สัปดาห์ สัปดาห์ละกี่ชั่วโมง แต่ที่น่าสนใจคือผมก็ลองไปค้นโครงการใกล้เคียงกันว่าที่หน่วยงานอื่นเขาจัดอบรมเนื้อหา ลักษณะใกล้เคียงกัน พบว่าราคาต่อหัวต่ำกว่ามาก คำถามก็คือทำไมค่าอบรมที่สำนักงาน เศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะจัดมันถึงมีความแตกต่างตรงไหน ทำไมถึงแพงกว่าที่ท้องตลาดเขาทำกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากโครงการและงบประมาณที่ผมนำมาอภิปรายทั้งหมด โครงการจึงมี ข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อน ตลอดจนราคาที่มีแนวโน้มสูงเกินจำเป็น ผมจึงขอปรับลด งบประมาณตามที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม ในภาพรวมกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกระทรวงหนึ่งที่ในปี ๒๕๖๘ ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แล้วเป็น กระทรวงเดียวกันที่ถูกปรับลด ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ ถูกปรับลดสูงสุดเป็นอันดับ ๒ ผมจะอภิปรายถึงโครงการที่ทำให้งบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมา แล้วก็ เป็นโครงการเดียวกันนี่ละที่ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมถูกปรับลดลงไป โครงการนั้นอยู่ใน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นโครงการ Soft Power ด้านอาหารและด้านแฟชั่น
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็เป็นขาหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ก็แน่นอนครับ รับโครงการโดยตรงมาจากคณะกรรมการ แล้วก็เป็นหน่วยรับงบประมาณผ่านมา โดยตรงแน่นอน รับผิดชอบ ๒ ด้าน ด้านอาหารและด้านแฟชั่น ผมต้องเล่าอย่างนี้นะครับ ในห้องงบอบรม สัมมนา เรามีการแขวนหน่วยงานทั้งสิ้น ๒ หน่วยงาน หน่วยงานแรกที่เรา แขวนไปคือกองทัพบก และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่ ๒ ที่เราแขวนไป เหตุผลคือเอกสารชี้แจงของหน่วยงานรายละเอียดของแต่ละโครงการนั้น มันมีไม่เท่ากับ เอกสารชี้แจงที่ทางกรรมาธิการในห้องใหญ่ขอเพิ่ม เดชะบุญนะครับ ที่กรรมาธิการสัดส่วน พรรคประชาชนในห้องใหญ่กระซิบบอกผมมาก่อนว่า ให้ดูรายละเอียดของโครงการเหล่านี้ ให้ดีนะครับ ในวันที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้ามา ณ ห้องงบอบรม สัมมนา เอกสารเหล่านั้น มันไม่มี ผมก็เลยขออนุญาตประธานในที่ประชุมที่จะเชิญหน่วยงานกลับไป และให้ส่งเอกสาร ชี้แจงรายละเอียดมาใหม่มีอยู่ ๖ โครงการนะครับ ด้านอาหาร ๔ โครงการ แฟชั่น ๒ โครงการ ผมคงไม่ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ผมอยากจะพูดถึงโครงการหลัก ๆ นะครับ ๑ หมู่บ้าน ๑ เชฟ Soft Power ๔๖๘ ล้านบาท ขออนุญาตเอ่ยถึงท่านจุติ ไกรฤกษ์ นะครับ เมื่อวันก่อน ท่านอภิปรายว่ากรรมาธิการไปปรับลดโครงการนี้ ๑๒๐ ล้านบาท ทำไมนะครับ แล้วต่อมา ท่านจุลพันธ์ขออนุญาตเอ่ยนามเช่นกัน ท่านตอบว่าไม่ได้ปรับลด ๑๒๐ ล้านบาทนะครับ ผมจะบอกว่าผมในห้องอนุ. งบอบรม สัมมนา เราเป็นคนปรับลดโครงการนี้เองครับ ๑๒๐ ล้านบาท เหตุผลของมันคืออะไร ในโครงการนี้ ๔๖๘ ล้านบาท ก็จะไปพัฒนาฝีมือ Chef หมู่บ้าน มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ ๑๑,๗๐๐ คน ในปี ๒๕๖๘ ๔๖๘ ล้านในเอกสารชี้แจงครับ ค่าอาหาร จัดเลี้ยงผู้มาอบรมและค่าของว่างเครื่องดื่มที่สามารถจัดเลี้ยงผู้มาอบรมคิดเป็น ๒๘๙ ล้านบาท ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ อันนี้ย้ำนะครับ ไม่ใช่ค่าวัตถุดิบอาหารหรือใด ๆ ที่เอาไป ฝึกอบรมให้กับผู้เข้าอบรม นี่คือค่าจัดเลี้ยงอาหาร ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ ถ้าท่านประธานลองนึกภาพนะครับ การอบรมครั้งหนึ่งมีคนมา ๘๕ คน ๑๐๐ คน เราไม่จำเป็น ต้องคิดที่รายหัวราคา Maximum ๕๐๐ บาทต่อวันหรือคิดเต็ม แน่นอนการคิดราคาแบบนี้ มันเป็นไปตามระเบียบมาตรฐาน แต่ถ้าเขามาอบรมพร้อมกันมาก ๆ มันสามารถบริหาร จัดการได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อันนั้นเป็นเหตุผลหนึ่งนะครับ ในโครงการนี้เช่นเดียวกัน ค่าจ้าง วิทยากร ๘๒ ล้านบาท คือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะไปส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมหลักของประเทศเราอยู่แล้ว บุคลากรภายในของท่านไม่สามารถคิดหลักสูตร หรือไปอบรมเขาได้เลยครับ ท่านต้องจ้างวิทยากรภายนอกทั้งหมด ๘๒ ล้านบาท เพื่อมาทำ เหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ท่านน่าจะมีผู้เชี่ยวชาญของตนเอง อีกส่วนหนึ่งคือการจัดแถลง จัดแถลง เรื่องปกติเปิดโครงการจัด Booth ให้ผู้ผ่านอบรมมาแล้วได้มาแสดงผลงาน อีกเหตุผลหนึ่งครับ เป้าหมายในรายละเอียดของเอกสารคือมี ๑๐,๐๐๐ คน ต้องหาให้ได้ ๑๗,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๖๘ ทีนี้มีประชาชนส่งข้อมูลมาให้ผมครับ เขาพยายามลงทะเบียนอันนี้ แต่ยอดที่ สามารถลงทะเบียนได้ Maximum ณ ตอนนี้ลดแล้วครับ ๑๕,๐๐๐ คน ลดก่อน ผมปรับลด เขานะ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเสนอปรับลดไปที่ ๑๒๐ ล้านบาท จริง ๆ หลายท่านถ้าฟังผม ตอนนี้อาจจะปรับลดมากกว่านี้นะครับ ไม่เป็นไรนั่นคือสิ่งที่ทำไปแล้ว
อีก ๓ โครงการด้านอาหารก็ไม่ลงรายละเอียด คล้าย ๆ กันยกระดับร้านอาหาร ในชุมชนมีกลุ่มเป้าหมายนะครับ ยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารด้าน Packaging อะไรต่าง ๆ นานา ไม่ลงรายละเอียดนะครับ ลักษณะเนื้อหาภายในโครงการจะคล้าย ๆ กันครับ จ้างผู้เชี่ยวชาญจำนวนมหาศาลเลย ๔๒ ล้านบาท ๓๙ ล้านบาท จัด Event เปิดปิดงาน สิ่งที่ผมปรับลดไปทั้งหมดมันไม่ได้กระทบตัวโครงการหลัก ผมปรับลดในส่วนที่เป็น ส่วนประกอบไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ในส่วนของการจัดงาน การแถลง ในส่วนของการจ้าง ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาคือท่านจ้างมหาศาลขนาดนั้นจริง ๆ นะครับ
ด้านแฟชั่นมี ๒ โครงการนะครับ รวมแล้วเป็น ๑๑๐ ล้านบาท อันนี้จะอธิบาย เข้าใจง่าย ๆ พัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่น เราเดาได้ละว่าอบรมสัมมนา แต่ผมจะบอก รายละเอียดให้ฟังนะครับ ที่เขียนไว้ในเอกสาร มันจะเป็นรูปแบบของการ Audition Audition เสร็จปุ๊บแถลงข่าวว่าเราได้ผู้เข้าร่วมโครงการแล้วนะครับ จับเขาเข้าค่ายเหมือน เข้าบ้าน AF Workshop ครับ Workshop เสร็จพาไปดูงานครับ ดูงานเสร็จพัฒนาผลิตภัณฑ์ นำมาเสนอ Present แล้วก็มี Commentator เสร็จแล้วก็ได้ผู้ชนะแล้วก็ไปจัดแสดง คือลักษณะโครงการแบบนี้ผมนึกว่ามันคือ The Face Thailand คือผมเข้าใจได้ว่าโครงการ เหล่านี้มันยิ่งชี้ชัดนะครับว่า ท่านรับโครงการมาจากเอกชนที่ให้ความเห็นกับกรม กับทาง คณะกรรมการนะครับ ผมปรับลดไปเล็กน้อยมาก ๆ คือ ๑.๕ ล้านบาท ๑.๕ ล้านบาท ก็คือ ปรับลดในส่วนของ PR ประชาสัมพันธ์เหล่านี้นั่นละครับ แต่ในส่วนที่ท่านจะไปอบรม ติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการด้านแฟชั่น ผมก็ไม่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
อีกโครงการหนึ่งของแฟชั่นนะครับ ลักษณะเหมือนกันครับ ส่งเสริมภาพลักษณ์ สินค้าแฟชั่น อันนี้คือจะเอาผู้ประกอบการด้านแฟชั่นมาอบรมสัมมนากันใหม่ให้เขามีความรู้ ในการที่เขาจะนำเสนอ Brand ให้ตรายี่ห้อของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่ติดใจใด ๆ ในตัว หลักการและเหตุผล แต่ก็จะมีรายละเอียดว่าจ้าง Influencer มาร่วมทำ Content กับผู้ประกอบการ คือมันไม่มีรายละเอียดว่าท่านจะจ้างใคร แล้วเงินส่วนนี้ ๑๒ ล้านบาท จ้าง Influencer มาทำ Content ร่วมกัน คิดง่าย ๆ นะครับ ถ้าสิ่งที่ท่านอบรมไปในเรื่องของ Brand ของเขา ถ้าท่านอบรมได้ถูกต้อง Brand เขาจะเป็นที่รู้จักขึ้นมาด้วยตัวเองโดยอาจจะ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ Influencer มาช่วยมากมายขนาดนั้น แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือเมื่ออบรม เสร็จก็จะมีการพาไปร่วมงาน Milan Fashion Week Shanghai Fashion Week โอเค เข้าใจได้มันต้องไป ส่วนนี้ผมคิดว่ามันน่าจะรีดไขมันได้ ผมเสนอปรับลดไป ๔ ล้านบาทนะครับ
สุดท้ายนะครับ สำหรับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม งบที่ก้าวกระโดดขึ้นมา จนส่งผลให้งบของกระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมามากมายมหาศาล ก็คือมาจาก ๖ โครงการนี้ละครับ จำนวนคือ ๗๖๒ ล้านกว่าบาท ผมและอนุ. งบอบรม สัมมนา เราปรับลดไป ๑๕๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านที่ฟังอยู่หากท่านติดใจนะครับ ฟังผมอภิปรายท่านอาจจะคิด และอยากจะเสนอปรับลดมากกว่านี้ก็เป็นได้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน คนจังหวัดระยอง เขต ๔ อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ วันนี้ขอร่วมอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ วาระที่ ๒ มาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ เอาจริง ๆ ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นผู้อภิปรายหรอกนะครับ ในเรื่องของงบประมาณ แต่เนื่องจากในห้องกรรมาธิการได้มีการไปตัดลดงบ ๒ ตัวที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง ออกไปเป็นจำนวนมาก นั่นคืองบประมาณของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหมวดงบโครงการ พัฒนาและใช้นวัตกรรมลดมลพิษภาคอุตสาหกรรมในงบรายจ่ายอื่น ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการ ตรวจวิเคราะห์โรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ชุมชน และสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อ สิ่งแวดล้อม จากที่มีการเสนอขอมา ๖๔ ล้านบาท ถูกปรับลดลงไป ๓๐ ล้านบาท หรือกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รวมถึงงบโครงการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมในส่วนของ งบรายจ่ายอื่น นั่นก็คือค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมจาก ๓๒ ล้านบาท ที่ขอมาโดนตัดลดลงไป ๑๒ ล้านบาท ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนในห้องกรรมาธิการที่อยู่ ในห้องประชุมมาเล่าให้ฟังว่ามีข้อซักถามเกี่ยวกับการตั้งงบตรวจโรงงานและงบการขนย้าย ในทำนองที่ว่าแผนการตรวจโรงงานและการขนย้ายที่เสนอมาไม่มีความชัดเจน จึงมีการ ขอตัดออก ผมขออนุญาตร่วมอธิบายความยากในการตรวจสารเคมีต่าง ๆ รวมถึงแผน การขนย้ายและกำจัดให้ฟังเพื่อให้เข้าใจภาพรวมร่วมกันก่อนนะครับ โดยเคสที่ผม จะยกตัวอย่างก็คือกรณีไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ในเขตของผมที่บ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โรงงานนี้มีการลักลอบขนสารเคมีมาเก็บไว้โดยไม่มี การกำจัดจริง ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก คำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ สร้างผลกระทบการสะสม สารเคมีไม่ทราบชนิดจำนวนหลายแสนตัน หลังไฟไหม้เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่าสารเคมีที่กอง ๆ กันอยู่ตามที่เห็นในสไลด์นะครับ โรงงานเก็บไว้ไม่รู้กี่ชนิด แต่ละชนิดใช้วิธีการกำจัดต่างกันออกไป แต่ละชนิดต้องใช้งบประมาณในการพิสูจน์ทราบ เพื่อขนย้ายไปกำจัดอย่างถูกวิธี ทำให้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ครับ เพราะโรงงานกำจัดสารเคมีไม่ใช่ ว่าทุกโรงงานกำจัดได้ทุกสารนะครับ สมมุติว่าโรงงานที่กำจัดได้อย่างถูกต้อง หนึ่งโรงงาน กำจัดได้ ๑๐ ชนิด ถ้าสารเคมีตกค้างมี ๑,๐๐๐ ชนิด ขั้นต่ำใช้ ๑๐๐ โรงงาน ในการกำจัด เป็นต้น งบการตรวจสอบและการขนย้ายจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและหา ข้อมูลประกอบ รวมถึงใช้เป็นการทำคดี หลักฐานในการฟ้องเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบ ที่วิน โพรเสส แค่ที่เดียว ถ้าจะขนกากอุตสาหกรรมที่ไฟไหม้ยังไม่หมดไปกำจัด จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่ประเมิน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไปที่งบกลางที่ประมาณ ๓๙๗ ล้านบาท ซึ่งต้องใช้งบกลาง ฉุกเฉิน เพราะงบขนย้ายเท่าที่เห็นอย่างไรก็ไม่พอ แล้วเรื่องงบกลางนะครับ ผ่านไฟไหม้มา ๔ เดือนกว่าแล้วนะครับ ยังไม่ถึงไหน จนท่านรัฐมนตรีที่มีความเป็นห่วงเป็นใยมาตลอด พ้นตำแหน่งไปแล้วต้องฝากรัฐมนตรีท่านใหม่ด้วยนะครับ และในวิน โพรเสส ยังมีเครือข่าย ของบริษัทเดียวกันนี้ได้มีการเอาไปลักลอบทิ้งกระจายอยู่อีกหลายจังหวัดตามสาขา เดี๋ยวมี สาขาแรกที่จังหวัดระยองอีกทีหนึ่ง ก็คือที่ สส. กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล จะลุกขึ้นมาพูด ต่อจากนี้ นอกจากนี้ยังมีการลักลอบทิ้งที่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา ลพบุรี เพชรบูรณ์ ที่ปทุมธานีไม่ได้ทำเป็นโรงงานนะครับ เขาใช้วิธีการเอาขยะ พวกนี้ลักลอบเอาไปเก็บโดยเช่าที่ทำลานจอดรถแล้วลักลอบทิ้งสารเคมีแล้วปล่อยหมดสัญญา แล้วถ้าเกิดจะไปตรวจต้องใช้งบพวกนี้ละครับ แล้วถ้าจะไปกำจัดก็ต้องใช้งบการขนย้ายไป กำจัดซึ่งอยู่ในงบก้อนที่ท่านตัดไปนี่ละครับ ท่านตัดไปเขาจะทำงานพวกนี้ต่อกันอย่างไรครับ เรื่องนี้ผมว่าผมพูดไปหลายครั้งมาก ทั้งในสื่อ ในสภาแห่งนี้ผมก็พูด ไม่แน่ใจพวกท่านได้ฟังกัน หรือเปล่านะครับ และไม่ใช่แค่ผมที่พูด เพื่อนสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลก็พูด ปัญหาเหล่านี้ ไม่ต้องนับรวมนะครับว่า มรดกจากคำสั่งของ คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ ที่เอ่ยไปข้างต้นทำให้มี โรงงานแบบวิน โพรเสส กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า ๒,๐๐๐ แห่งนะครับ แล้วจะให้เขา ตรวจอย่างไรครับ ด้วยงบที่ท่านตัดไปแบบนี้ แล้วพอพลิกไปดูข้อสังเกตของกรรมาธิการ ในเล่มที่ ๑ ข้อ ๒.๒๐.๒ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเขียนไว้ อันเดียวเลยครับ ข้อสังเกต เขียนว่า หน่วยงานควรดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบการดำเนินงานของโรงงาน อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ข้อสังเกตเขียนไว้ แบบนี้ครับ แล้วตัดงบตรวจสอบออกครึ่งหนึ่ง ย้อนแย้งไปหรือเปล่าครับแบบนี้ เพราะถ้าเกิด จะต้องการให้มีการเร่งรัดตรวจสอบจริง ๆ สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาให้ความสำคัญ คืองบตรวจ เชิงรุกไม่ใช่หรือครับ ท่านตัดทำไม ผมดูคร่าว ๆ ที่เห็นในรายงาน คือผมฟังท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล พูดเมื่อสักครู่นี้ ผมน้อยใจนะครับ งบ Soft Power เยอะมาก ตัดไปเยอะ ขนาดนั้นก็ยังเหลืออีกเยอะมาก ทั้งที่บางอันผมฟังดูแล้วเรื่องงบแฟชั่น โอเค คงมีอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่มันเกี่ยวกับภารกิจหน้าที่หลักของกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างไร ปัญหาสารเคมีที่ผมพูดไปทั้งหมดมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองนะครับ ที่เป็นภารกิจหลัก แต่กลับได้งบน้อย แล้วยังถูกตัดออกไปเยอะมาก งบตรวจโรงงานตัดออกเกือบครึ่ง งบขนสารเคมีออกไปกำจัดตัดออกไป ๑ ใน ๓ ท่านตัดงบแบบนี้ผมถามจริง ๆ ท่านจัดลำดับ ความสำคัญต่อปัญหาเป็นหรือเปล่าครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการตัดงบส่วนนี้ออก แล้วถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านลองทบทวนให้ดี แล้วอยากให้ท่านกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทุก ท่านชี้แจงความจำเป็นในการตัดงบส่วนนี้ ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านรับทราบถึงเหตุผลว่า ทำไมท่านถึงได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมมากกว่าการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนที่ เดือดร้อนอยู่ ท่านจะไปส่งเสริมแฟชั่นอะไรครับ จะให้เขาไปเดิน Fashion Week กันบนกอง ขยะอุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศหรือครับ จัดลำดับความสำคัญกันหน่อยครับในการตัดงบ แล้วถ้าจะตัดหรือจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำให้มันถูกต้องครับ ไม่อย่างนั้นก็ขอให้ท่านตอบกับ พี่น้องประชาชนให้ชัดเจนตรงนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตที่ ๓ อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน พรรคภูมิใจไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอเสนอในส่วนของ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ได้รับจัดสรรอยู่ ๓,๑๔๗,๗๓๓,๒๐๐ บาท ผมขอนำเสนอตัดลดงบประมาณในสัดส่วน มาตรา ๒๖ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นจำนวน ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ คือในสัดส่วนของคณะกรรมการ อ้อยและน้ำตาลทราย ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ๒๙๙,๙๗๔,๙๐๐ บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ แผนงานดังต่อไปนี้ครับ ๑. แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เป็นจำนวนเงิน ๒๗,๒๙๘,๖๐๐ บาท ๒. แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า ๒๐๐,๗๐๙,๒๐๐ บาท ๓. แผนงานยุทธศาสตร์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ๒๙,๔๗๖,๒๐๐ บาท และแผนสุดท้ายครับ ๔. แผนงานยุทธศาสตร์การพัฒนาบริหารประชาชนและการพัฒนา ประสิทธิภาพของภาครัฐ เป็นจำนวน ๔๒,๔๙๐,๙๐๐ บาทครับ ที่ผมต้องตัดลดในส่วนนี้ แล้วก็มุ่งเน้นประเด็นในส่วนของอ้อยและน้ำตาล เพราะว่าในพื้นที่ของผมก็คืออำเภอท่ามะกา และอำเภอพนมทวน และภาพรวมของจังหวัดกาญจนบุรีครับ เป็นพื้นที่ที่เป็นเกษตรกร ที่มีอ้อยและน้ำตาลเยอะที่สุดนะครับท่านประธานครับ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในปัจจุบัน หากเทียบเคียงกับการบริหารงานของประเทศในที่ผ่านมามีดังต่อไปนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากสไลด์ท่านจะเห็นว่าเกษตรกร พยายามที่จะสนับสนุนและสนองนโยบายของหน่วยงานของรัฐหรือว่าทางการเป็นอย่างดี ดังตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอครับ นั่นก็คือเมื่อปี ๒๕๖๑ หรือว่าที่เรียกว่า ปีการผลิต ๒๕๖๑/๒๕๖๒ ปริมาณอ้อยหีบรวมทั้งสิ้นมีทั้งหมด ๑๓๐ ล้านตัน มีการตัดอ้อยสดอยู่ ๕๑ ล้านตัน และมีการตัดอ้อยไฟไหม้อยู่ที่ ๘๐ ล้านตัน ท่านจะเห็นว่าตัวเลขที่เปรียบเทียบนั้น แสดงว่าพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยนั้นให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐ แล้วก็ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ จนกระทั่งถึงล่าสุด ปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ แนวโน้มการตัดอ้อยของเกษตรกรได้ตัดอ้อย สดเพิ่มขึ้นและที่สำคัญครับ ในส่วนของปริมาณการตัดอ้อยไฟไหม้มีปริมาณที่ลดน้อยลง นั่นเป็นเรื่องดีครับท่านประธาน เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรนั้นได้ให้ความสำคัญกับในส่วน นโยบายของรัฐบาลนะครับ แล้วก็ไม่ใช่เพียงแค่สนองนโยบายของรัฐบาลครับ เกษตรกรนั้น ยังได้รับผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรเอง ครอบครัว ชุมชน และสิ่งสำคัญครับ รวมถึงผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลได้มุ่งเน้นในเรื่องของปัญหา PM2.5 แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ต้นทุนการผลิตอ้อยในส่วนของอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้นั้นมีความแตกต่างกันในส่วนของต้นทุน คือต้นทุนนั้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนตันละ ๒๐๐-๓๐๐ บาทต่อตันครับ และท่านประธานใครละครับ ที่แบกรับปัญหาเหล่านี้ ภาระเหล่านี้ก็คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คำตอบก็คือเกษตรกร แต่ในปีที่ ผ่านมาของปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ เกษตรกรนั้นฝากผมมาพูดในสภาและขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้ เงินชดเชยจากการตัดอ้อยสด โดยผ่านมติ ครม. เป็นจำนวน ๑๒๐ บาทต่อตัน แต่ในปีนี้ครับ ปี ๒๕๖๖/๒๕๖๗ นั้นที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เกษตรกรไม่ได้รับเงินชดเชย ไม่ได้รับเงิน ที่เกษตรกรนั้นให้ความสำคัญกับนโยบายของภาครัฐครับ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นละครับ ปัญหาภาระที่เป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของเกษตรกร ท่านประธาน ใครเป็นผู้ที่จะต้องแบกรับ นั่นก็คือ ประชาชนนั่นเองครับ เพราะฉะนั้นผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร ท่านประธาน ปัจจุบัน มีต้นทุนในการผลิตนั้นต่อตันเป็นจำนวน ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐ บาท พอมีการตัดอ้อยสดขึ้นมา ท่านประธานครับ ก็บวกขึ้นไปอีก ๒๐๐-๓๐๐ บาท เท่ากับว่ามีต้นทุนขั้นต่ำ ๆ เลยต่อ ๑ ตัน ก็คือ ๑,๔๐๐ บาทเข้าไปแล้ว สำหรับเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด แต่ท่านประธานเห็นอะไรไหมครับว่า ในการลงทุนนั้นท่านมาดูถึงการขาย วันนี้เกษตรกรได้รับราคาขายอยู่เพียงแค่ราคาตันละ ๑,๕๐๐ บาทเองครับท่านประธาน นอกเหนือจากนั้นเกษตรกรที่ผมย้ำว่าเกษตรกรนั้นเขาให้ ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดีแต่สิ่งที่เกษตรกรต้องรับภาระคือต้นทุนที่มันสูงขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากที่จะฝากกับทางท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่างบประมาณที่ท่านใช้ ในแต่ละปีที่ท่านได้รับ ๓๐๐ ล้านบาทนั้น มันคุ้มหรือไม่กับสิ่งที่ท่านนำเสนอที่จะเอางบประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทนั้น ไปทำเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่
สุดท้ายนะครับ ต้นทุนที่เท่าเดิมแต่เกษตรกรนั้นมีภาระที่สูงขึ้นนะครับ อยากจะฝากกับทางท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้โปรดให้ความสำคัญกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยด้วยนะครับ อย่าให้คนปลูกอ้อยที่เอาไปทำน้ำตาล อย่าให้ชาวไร่อ้อยที่ต้องการน้ำเอาไปทำน้ำตาลนั้น กลายเป็นไร่อ้อยที่เต็มไปด้วยน้ำตาแทนนะครับท่านประธาน ฝากท่านประธานไปยังท่าน นายกรัฐมนตรีท่านใหม่ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญคุณธีระชัย แสนแก้ว ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมได้แปรญัตติมาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม ขอตัดงบประมาณ รวมทั้งหมด ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้อภิปรายในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดูภาพรวมทั้งหมดของกระทรวงอุตสาหกรรมนี้จริง ๆ แล้วเขาตั้งงบประมาณในเล่มขาวคาดแดง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่คณะกรรมาธิการก็ตัดงบลงมาเหลือ ๒,๙๔๑ ล้านบาท ซึ่งเป็น ภาพรวมนะครับ ๒,๙๐๐ ล้านบาท เกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นดูทั้งสำนักงานต่าง ๆ ทั้งหมดก็แยก ๆ กันออกไปตามตัวเลขนี้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงาน แล้วก็ในหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลาย ๆ กรม แต่ผมเดินทางมาถึง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปสักครู่นี้นั้น จริง ๆ แล้ว เขาตั้งงบประมาณไว้ ๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่ก็ถูกตัดมาแล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอ กราบเรียนว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้ตั้งงบประมาณน่าจะสำเร็จ แล้วนะครับ ที่เราจะต้องสนับสนุน ก็คือ ๒๙๙ ล้านบาท เกือบ ๓๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ผมมาดู (๑) แผนพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน นี่ละสำคัญครับเดี๋ยวนี้ มันเสมือนว่าพี่น้องเกษตรกรมันช่วยตัวเองเสียมากกว่า การที่จะได้รับการส่งเสริมสนับสนุน กันเป็นจริงเป็นจังในการแข่งขันมีน้อย มันใช้อัตฺตาหิ อัตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน แต่ยังดีนะครับ ในแต่ละปีแต่ละครั้งนั้นได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากพี่น้องเกษตรกร ผมอยากจะขอกราบเรียนในเรื่องนี้นะครับว่า ภายหลังพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๒๗ แล้วก็มาแก้ไขเมื่อปี ๒๕๖๐ คือองค์กรอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นองค์กรที่มีความมาตรฐาน มากกว่า ท้าได้เลยนะครับว่ามากกว่าองค์กรเกษตรกรอื่น ๆ ในประเทศไทย ที่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองและสามารถดูแลตนเองได้ แต่ผมอยากจะขอ กราบเรียนว่า กระบวนการในการใช้งบประมาณนี้ แม้กระทั่งกฎหมายออกแล้ว กฎหมายอ้อยนี้ เป็นสิ่งที่ดีมากที่เราแก้ไข สอน. สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย คือยังไม่ทำตามกฎหมายแม้แต่ครั้งเดียว คือปล่อย ให้โรงงาน ชาวไร่อ้อยตกลงกันเอง ระบบการขายไปต่างประเทศ ระบบการขาย ภายในประเทศ ความชัดเจน มือใครยาวสาวได้สาวเอาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น การแบ่งเขตกำหนดประสิทธิภาพของโรงงานน้ำตาลก็ควรจะเกิดขึ้น คือการแบ่งเขตนะครับ เพราะว่าพื้นที่ไม่เหมือนกัน ประสิทธิภาพโรงงานไม่เหมือนกัน ประสิทธิภาพการทำอ้อย ไม่เหมือนกัน เปอร์เซ็นต์น้ำตาลไม่เหมือนกัน Yield น้ำตาลไม่เท่ากันนะครับ ข้อ ๔ ผมบอกว่า ปีหน้าราคาอ้อยคิดว่ายังไม่ได้มีแนวทางในการที่จะทำอย่างไรเลย ณ วันนี้ ของเก่าก็ยังชำระ ไม่สะสาง ความเป็นธรรมจะต้องเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ปีที่แล้วก่อนที่จะมีการเปิด หีบอ้อย ราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่เราได้ไปขายมานี้ ราคา ๓๗.๓๑ เซ็นต์ต่อปอนด์ ปีนี้ลดลงมา เบื้องต้นเมื่อปีที่แล้วราคาอยู่ที่ ๑,๔๒๐ บาท แต่ ณ วันนี้คาดการณ์ว่ามันจะเหลืออยู่ ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท หรือ ๑,๑๐๐ บาท เท่านั้นละครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นนโยบาย ของเอทานอลของรัฐบาลหลาย ๆ รัฐบาลนี่นะครับ ก็สะสมกันมาไม่ชัดเจน มีการสั่งเลิก E85 E20 ทำให้ราคากากน้ำตาลตกต่ำจะแก้อย่างไร คือชาวไร่อ้อยเขาจะได้จากราคา กากน้ำตาล แต่รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนกันอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่รัฐบาลแพทองธารนะครับ รัฐบาลแพทองธารกำลังจะนำ ครม. เข้าเฝ้าอยู่ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมก็ต้องฝาก ท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าให้กำกับดูแล โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ใหม่นี่ครับ ซึ่งท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จะไปดำเนินการในการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรมนี้ ขอฝากเรื่องนี้กับท่านด้วย ท่านจะได้เชื่อมโยงว่าอุตสาหกรรมอ้อยและ น้ำตาลทราย อ้อยมันทำได้หลายอย่าง พวกท่านอาจจะมองว่าอ้อยไปทำได้เฉพาะน้ำตาล มันทำได้หลายอย่าง นอกจากอ้อยทำน้ำตาลแล้ว ทำกากน้ำตาลอีก กากน้ำตาลเอาไปทำ อะไรครับ ทำเอทานอลมันจะเป็นผลประโยชน์ ถ้ากากน้ำตาลเราขายได้ เราก็จะได้เอามา แบ่งผลประโยชน์ ๗๐ ๓๐ ตามพระราชบัญญัติอ้อยน้ำตาลทรายตามกฎหมายที่เป็นข้อตกลง ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล และที่สำคัญที่สุดนะครับว่าอยากจะขอเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า พี่น้องชาวไร่อ้อย กรณีอีกอย่างหนึ่งก็คือเกี่ยวกับเรื่อง PM แผนยุทธศาสตร์จัดการกระบวนการจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็คือ PM2.5 ระยะเวลาที่ผ่านมานั้น PM2.5 ท่านสมาชิกก็ได้บอกไปแล้ว เราพยายามในการช่วยเหลือ รัฐบาลสนองต่อนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด ๓ ปีที่ผ่านมานั้นนี่ก็ได้รับความช่วยเหลือ จากต้นทุนจากรัฐบาล โดยจริง ๆ งบกลางเอามาใช้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน พี่น้องชาวไร่อ้อยทั่วประเทศที่เป็นคู่สัญญา ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน และยังมีบริวารที่จะต้องอยู่ ในอุตสาหกรรมนี้ประมาณ ๒ ล้านกว่าคน และบุคคลที่อยู่ในแวดวงในการทำโรงงานทั้งอ้อย ทั้งอะไร ส่งออกไปต่างประเทศอันดับ ๒ ของโลก เพราะฉะนั้นในแวดวงนี้ผมถึงได้พูดตลอด อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าถ้าท่านรัฐมนตรีคนใหม่เข้าไป ฝากไว้ก่อน เดี๋ยวมันจะไม่มีโอกาสพูด ได้รีบสั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมรีบประชุมได้แล้ว คณะกรรมการอ้อยน้ำตาลทรายคือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ก็มีตัวแทนจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนชาวไร่อ้อย ตัวแทน โรงงานน้ำตาลได้ประชุมเพื่อนำเสนอให้ ครม. ครม. ก็รออยู่ ไปหาท่านรัฐมนตรีอ้วน รักษาการนายกรัฐมนตรี ชาวไร่อ้อยไปพบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ ๒๙ ท่านได้สั่งการในฐานะ รักษาการนายกรัฐมนตรีให้ไปเตรียมไว้ภายใน ๑ เดือน ณ วันนี้ มันจะต้องเป็นมรรคเป็นผล แล้ว สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เลขาธิการ พร้อมทั้งบริวารทั้งหลาย จะต้องนัดประชุมได้แล้ว เรียกประชุมแล้วเอาตัวเลขอะไรต่าง ๆ ไปเข้าสู่คณะกรรมการ อ้อยและน้ำตาลทรายได้ แล้วมันเป็นบริบทของ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มันเป็น บริบทของพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายที่แก้ไขใหม่ยังไม่ไปหน้ามาหลัง เพราะฉะนั้น มันก็ยังใช้บทเก่าในการที่ต้องดำเนินการ เราก็ต้องใช้บทเก่านี่ละครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า เสรีแล้วก็ต้องปล่อยมาให้เกษตรกรกับพี่น้องโรงงานน้ำตาลทำเองนะครับ ให้เป็นเสรีไปเลย เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องมาคุม แต่ตอนนี้กติกามันเป็นอย่างนี้อยู่ ก็ต้องขอบอกฝากไปด้วย ขอขอบคุณครับ และจะลงคะแนนให้ด้วยและให้ผ่านงบประมาณไปให้พวกท่านไปทำและเรา ก็จะคอยไปเสนอแนะ แนะนำกับท่านรัฐมนตรีคนใหม่ต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านอัครเดชอยู่ไหมครับ ยังไม่มานะครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ขออภิปรายเนื่องจากมีการแก้ไข ท่านกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นตัวเลขในหนังสือรายการปรับลดแล้วรู้สึกสะท้อนใจ มาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โครงการพัฒนา และใช้นวัตกรรมลดมลพิษภาคอุตสาหกรรม และโครงการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ดิฉันมีคำถามถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ท่านเคยเห็นภาพเหล่านี้ไหมคะ ตรงนี้คือที่จอมบึง จังหวัดราชบุรี โรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ตรงนี้ก็เป็น สถานที่เก็บสารเคมีถูกไฟไหม้ที่ภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงนี้คลองกิ่ว จังหวัดชลบุรี ก็มีปัญหาเรื่องลักลอบทิ้งกากสารเคมีเหมือนกัน นี่ค่ะหนองพะวา จังหวัดระยอง ล่าสุดที่ถูก ไฟไหม้ไปเมื่อเดือนเมษายน
ท่านประธานคะ ภาพเหตุการณ์เหล่านี้คือภาพความเดือดร้อนของประชาชน มีคนได้รับผลกระทบจากการลักลอบทิ้งสารเคมี กากอุตสาหกรรม และวัตถุมีพิษต่าง ๆ ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะกระจายอยู่ทุกพื้นที่เลยค่ะท่านประธาน โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ที่เป็นทั้งแหล่งผลิตภาคอุตสาหกรรม และในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งลักลอบทิ้ง กากอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการที่ไร้ซึ่งธรรมาภิบาล สุดท้ายทิ้งซากความเน่าเหม็นไว้กับ สิ่งแวดล้อมกับประชาชนค่ะ ประชาชนเขาก็หวังพึ่งพิงหน่วยงานรัฐ หวังพึ่งพิงรัฐบาล ไม่ว่ากรณีใด ๆ ที่เกิดผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของเขา เขาเลือกไม่ได้ค่ะ เขาก็ต้องการที่จะ ส่งเรื่องทุกข์ร้อนเหล่านี้ให้กับรัฐบาลได้แก้ไขปัญหา อย่างเช่นกรณีพี่น้องชาวชุมชนโขดหิน จังหวัดระยอง ที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับกองสารเคมี กลิ่นเหม็น น้ำเสีย และน่าตกใจค่ะ ท่านประธาน ในนั้นยังเจอกองเข็มฉีดยา ขยะติดเชื้อด้วยที่โรงงานนำมากองไว้กลางชุมชนเลย ประชาชนเขาก็ร้องเรียนมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ผลกระทบทั้งต่อสุขภาพ น้ำกินน้ำใช้ ใช้ไม่ได้ มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทั้งบนดินและใต้ดินยืนยันว่า บริเวณโดยรอบของโรงงาน ระยะรัศมีประมาณ ๘๐๐ เมตร บาดาลน้ำตื้นใช้ไม่ได้เลยค่ะ น้ำปนเปื้อนสาร VOCs ที่เป็น สาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ดังรายงานของศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เขาได้ทำการศึกษาแล้วตรวจวัดคุณภาพน้ำตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๑ ยืนยันได้เป็นอย่างดีเลยว่า น้ำที่ตรวจมีการปนเปื้อนจริง คนในชุมชน เขาก็ร้องเรียนอยากให้เอาโรงงานแบบนี้ออกไป อยากให้เอาสารเคมีพวกนี้ออกไป แล้วก็เอา น้ำกินน้ำใช้ของพวกเขากลับคืนมา ทุกวันนี้ประชาชนเขาต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้เองนะคะ ทำหนังสืออนุเคราะห์ให้หน่วยงานช่วยเหลือ ช่วยแบ่งเบาภาระก็ไม่มีการตอบกลับใด ๆ ค่ะ ท่านประธานคะ อย่ารอให้ที่โขดหินเป็นเหมือนที่จังหวัดราชบุรี เหมือนที่พระนครศรีอยุธยา หรือว่าเหมือนที่หนองพะวาที่ทุกวันนี้ชาวบ้านเขาก็รอว่า เมื่อไรรัฐบาลจะเอางบประมาณมา เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ และคำตอบที่ได้คือไม่มีงบประมาณ ไม่มีงบประมาณ ดิฉันจึงอยากถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่ตัดงบ ในการกำจัดกากอุตสาหกรรมในครั้งนี้ ที่ท่านตัดออกไป ๑๒ ล้านบาท จาก ๓๒ ล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึง ๓๗.๓๘ เปอร์เซ็นต์นะคะท่าน ท่านใช้เหตุผลใดในการตัดมากมาย ขนาดนี้ค่ะ ไม่พอค่ะท่านประธานยังตัดงบค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์โรงงานที่ก่อให้เกิด ความเดือดร้อนต่อชุมชนและสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมไป ๓๐ ล้านบาท จากงบที่ตั้งไว้ ๖๔ ล้านบาท นี่มันเกือบครึ่งเลยนะคะท่านประธาน แล้วจะเอาเงินที่ไหน ไปทำงานแก้ไขความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนกันละค่ะ ช่วยตอบคำถามด้วยนะคะ เพราะว่าดิฉันก็จะได้ส่งคำตอบเหล่านี้ให้กับชาวบ้านว่าทำไมถึงยังไม่ยอมเอางบมาขนกาก พวกนี้เสียที งบที่ท่านตัดไปยิ่งท่านตัดลึกลงไปเท่าไร ก็เปรียบเหมือนท่านตัด ท่านบั่น ความหวังของพี่น้องประชาชนลงไปมากเท่านั้น แล้วเมื่อไรปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไข เมื่อไรที่กากอุตสาหกรรม ขยะมีพิษเหล่านี้มันจะถูกกำจัดออกไปได้เสียทีคะท่านประธาน หรือท่านเห็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน มีมูลค่าน้อยกว่า Soft Power ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทยครับ การเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ และการเสนอตัดของ กรรมาธิการในส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้แปรญัตติไว้ แต่ว่าพอมาถึง กระทรวงซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะยกระดับคุณภาพของประเทศแล้ว จึงต้องขออภิปราย จริง ๆ แล้วในเรื่องของงบประมาณแต่ละปีที่ผ่านมาทั้งหมด ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนัก เนื่องจากว่างบประมาณแต่ละปีนั้นมักจะเป็นแผนงานโครงการเดิมที่ปัดฝุ่นต่อเนื่องมาจาก ปีก่อน ๆ เพียงแต่ตัดยอดหรือเพิ่มยอดงบประมาณมาแต่ละปีเท่านั้น ไม่ได้เห็นกลยุทธ์ หรือวิธีการของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่ไปสู่การสร้างหรือการพัฒนาประเทศเท่าไร เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดท่านประธานครับ กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกระทรวงที่ช่วย ยกระดับของประเทศ ทำไมครับ ถ้าเราบอกว่าโลกมี ๓ ยุค ถ้าเราจะผ่านพ้นของยุค เกษตรกรรม ถ้าเราเข้ามาสู่ยุคของอุตสาหกรรม แล้วเข้ามาสู่ยุค IT วันนี้ลองถามตัวเองว่า เราอยู่ยุคไหนแล้ว เพราะฉะนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงเป็นมิติสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการ ยกระดับคุณภาพของประเทศ การเติม การเพิ่ม การตัดงบประมาณนั้นไม่ได้สร้างการ เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้น เราจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศเรามีคุณภาพ มีรายได้เพิ่มขึ้น มีศักยภาพ มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ที่ผมดูทั้งหมดนี้ ถ้าเรามองเชิง ปัจจัยการผลิต ในเรื่องของคน ทุน วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ และการประกอบการในการจัดการนั้น เราจะเห็นว่าในแผนงานโครงการต่าง ๆ นั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะเกิดการสร้างคุณภาพของประเทศได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดนั้น เราจะต้องสร้างคนครับ ประเทศที่เขาเจริญแล้ว ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศที่สร้างประเทศด้วยการใช้คนเป็นหลัก ใช้ทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก เพราะฉะนั้น จึงฝากทางกรรมาธิการและกระทรวงอุตสาหกรรมครับ ทรัพยากรมนุษย์หรือคนจึงเป็น เรื่องสำคัญ เราจะทำระยะยาวได้อย่างไร ในการที่จะปูพื้นฐานในการยกระดับ การสร้างงาน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา คือระดับพื้นฐานในเรื่องของการสร้างความคิด สร้างสรรค์ การสร้างเสริมพัฒนาการ การดูความถนัด ความสนใจต่าง ๆ มาต่อที่ระดับ อาชีวศึกษาในการสร้างทักษะอาชีพต่อยอดทักษะฝีมือสู่ผู้ประกอบการรายย่อย สร้างเสริม นวัตกรรมใหม่ ๆ และสร้างผู้ประกอบการรายย่อยเกิดขึ้น มาถึงระดับอุดมศึกษา ที่จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมความเป็นเลิศสู่การผลิต การสร้างนวัตกรรม การสร้าง Brand ใหม่ ที่เป็นชื่อไทย เป็นของไทย ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในการขับเคลื่อน แต่ที่สำคัญที่สุดครับ ทรัพยากรมนุษย์ในภาคของแรงงาน สถานประกอบการที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว การสร้าง ความเชี่ยวชาญให้หน่วยงานให้ผู้เชี่ยวชาญให้ผู้ที่มีความสามารถที่มีความเป็นเลิศนั้นเป็น ที่ปรึกษาสถานประกอบการต่าง ๆ ผมได้อ่านรายงานแล้วปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา สถานประกอบการนั้นปิดตัวลงประมาณ ๕๐ แห่ง แต่ก็มีสถานประกอบการขนาดเล็กเกิดขึ้น สถานประกอบการขนาดเล็กนี่ละครับ ที่จำเป็นที่สุดที่เราจะต้องสร้างคนขึ้นมา เพราะฉะนั้น ทุนมนุษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญครับ เราจะต้องสร้างผู้ประกอบการรายย่อยหรือกลุ่มวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรหรืออุตสาหกรรมการผลิตก็ดีเหล่านี้ ควรจะอยู่ในงบประมาณ แต่ละปี วิธีคิดเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ได้มีวิธีในการที่จะทำงบประมาณของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยมุ่งเป้าไปที่ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ การที่เราเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตร มาสู่ภาคอุตสากรรมนั้น ภาคการเกษตรเองนั้นท่านธีระชัย แสนแก้ว ท่านก็ได้อภิปราย ไปแล้วเรื่องของไร่อ้อย ยังมีเรื่องข้าว เรื่องพืชการเกษตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน ลิ้นจี่ ลองกอง ทั้งหมดนี้เราก็สามารถจะเอาภาคการเกษตรเหล่านี้มาทำเป็นภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมความเป็นเลิศได้ ตรงนี้ละครับ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมมองแล้วยังไม่เห็นการเชื่อมต่อ เชื่อมโยงในการสร้างที่เป็นระบบและปูไปสู่การพัฒนาในระยะยาว เพื่อที่จะยกระดับของ ประเทศได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมเองนั้นก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ก็ขออภิปรายในเรื่องของการพิจารณางบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกฤช ศิลปชัย เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ในมาตรา ๒๖ นี้ครับท่านประธาน เนื่องจากพอผมดูการตัดงบของคณะกรรมาธิการ ผมรู้สึกว่าท่านอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่การตั้ง งบประมาณมาแล้วครับท่านประธาน ก่อนที่ผมจะลงในรายละเอียดที่ท่านตัดไป ผมให้ท่านดู สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก่อน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ที่จังหวัดระยองบ้านของผมเอง ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ไม่รู้เวลาไหนจะได้แก้นะครับ พระนครศรีอยุธยายังรอการแก้ไข ลพบุรีครับ คลองกิ่ว ชลบุรีครับ อันนี้หนักเลยนะครับ อันนี้ทุนต่างชาติสีเทาเข้ามายึดครอง แล้วปัญหาที่มันเกิดขึ้น ก็เพราะว่าหน่วยงานในกระทรวงของท่านนี่ละ ในกระทรวง อุตสาหกรรมนั่นละครับ อนุญาตให้เขาทำ แล้วเป็นอย่างไรครับ เละครับ แคดเมียมครับ สมุทรสาครครับ แคดเมียมเหมือนกันครับ ที่ชลบุรีครับ ท่านประธานครับ ปัญหาลักลอบทิ้ง กากอุตสาหกรรมมันเยอะขนาดนี้ พอมาดูการตั้งงบประมาณมาในการจัดการกากอุตสาหกรรม ๓๒ ล้านบาท ผมว่าผมผิดหวังแล้ว เจอกรรมาธิการตัดอีก ๑๒ ล้านบาท ท่านตัดทำไมครับ ผมไม่เข้าใจ ท่านใช้ตรรกะอะไรในการตัดงบประมาณในการจัดการกากอุตสาหกรรมเหล่านี้ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับชุมชน ที่มันเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนรอบ ๆ บริเวณที่มันมีการลักลอบ ทิ้งกากอุตสาหกรรม มันเสียหายหนักมาก มันรุนแรงหนักมาก และมันยังรอการดูแลแก้ไข จากภาครัฐ เวลาติดต่อประสานงานไปอุตสาหกรรมจังหวัดก็ดี กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ดี ก็ตอบว่าไม่มีงบประมาณ ไม่มีงบประมาณ เพราะว่าตั้งมาก็น้อย แถมยังถูกตัดออกไปอีก ๑ ใน ๓ เหลือ ๒๐ ล้านบาท ผมถามว่าปี ๒๕๖๘ ๒๐ ล้านบาท จะเอาไปแก้ปัญหาที่ไหน ได้สักทีหนึ่ง ผมว่ายังแก้ไม่ได้เลยครับ ผมคิดว่าอยากให้คณะกรรมาธิการช่วยตอบผมในฐานะ ผู้แทนราษฎรว่าท่านตัดทำไม ท่านเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างเดียวโดยที่ไม่คิดแก้ไขปัญหา หรือว่าท่านไม่เข้าใจว่าวันนี้ประเทศไทยเราทั่วประเทศเจอกับมลพิษอุตสาหกรรมหนักขนาดไหน อันนี้ต้องฝาก ฝากจริง ๆ ครับ
ต่อไปในส่วนของค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์โรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ ชุมชน อันนี้ตัดหนักเลยครับ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอมา ๖๔ ล้านบาท ท่านตัด ๓๐ ล้านบาท ต่อไปเวลา สส. มีปัญหา ประชาชนร้องเรียนประสานไปที่อุตสาหกรรมจังหวัด ประสานไปที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เดี๋ยวต่อไปผมก็ได้รับคำตอบครับ เราไม่มีงบประมาณ ในการตรวจ แล้วเราจะทำงานกันอย่างไรครับ จะอยู่กันได้อย่างไร สิ่งแวดล้อมในประเทศไทย มันมีปัญหามาก ๆ แล้วนะครับ โดยที่เกิดจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่เกิดจากหน่วยงาน ในกระทรวงอุตสาหกรรม อนุญาต กำกับ ดูแลไม่เต็มที่ ผมว่าเรื่องนี้มีปัญหานะครับ ท่านประธาน อย่างไรก็ต้องฝากให้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ จะอภิปรายไหมครับ จะแปรญัตติไหมครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิ แปรญัตติอภิปรายสักเล็กน้อยครับ ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายงบประมาณในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมนะครับ ที่ผมได้เป็นผู้แปรญัตติ ได้ปรับลดงบประมาณไม่เยอะครับ เพราะว่าที่ผมปรับลดงบประมาณ ตรงนี้เป็นส่วนที่ผมคิดว่ายังมีในส่วนที่เป็นไขมัน ที่เรายังสามารถไปปรับลดตรงนี้ได้ เพื่ออะไรครับ ท่านประธาน เพราะว่าในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมนี่เราจะเจอว่าเรามีปัญหาอย่างที่ เพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายมาประมาณสัก ๓-๔ ท่าน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหา ในเรื่องของโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษและมลภาวะต่อพี่น้องประชาชน ปัญหาตรงนี้ เป็นปัญหาสำคัญครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดราชบุรีของกระผมเอง แล้วก็จังหวัด ล่าสุดที่เป็นข่าวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดระยอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ดี แล้วตอนนี้มันก็ลุกลามไปหลายจังหวัด อย่างจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดปราจีนบุรี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องกากของเสีย อุตสาหกรรมทั้งที่เป็นพิษร้ายแรง แล้วเป็นกากของเสียอุตสาหกรรมทั่วไปนั้น เป็นเรื่องสำคัญ ที่วันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องมาดำเนินการ ฉะนั้นผมเองในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และที่สำคัญในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ผมเองได้ให้คณะทำงานร่างกฎหมายอยู่ตัวหนึ่งครับ ท่านประธานครับ เป็น พ.ร.บ. โรงงาน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญก็คือ ในเรื่องของการเพิ่มโทษอาญา ให้กับผู้ประกอบการที่สร้างมลพิษและมลภาวะให้กับพี่น้องประชาชน ตรงนี้เดิมนี่มีโทษปรับ แค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ก็จะทำโรงงาน แล้วก็ประกอบกิจการสร้างมลพิษ มลภาวะให้กับพี่น้องประชาชน ทีนี้ทำอย่างไรครับ ท่านประธานเราเพิ่มโทษครับ เพิ่มโทษอาญาเป็น ๕ ปี ตอนนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว ที่กรรมาธิการอุตสาหกรรมได้เสนอเข้าสภา ได้บรรจุระเบียบวาระเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ สำคัญวันนี้ที่เกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณก็คือ อีกตัวหนึ่งครับ ที่กำลังจะยื่นเข้ามาใน สภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็ต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับรองก่อนก็คือ พ.ร.บ. โรงงานเกี่ยวกับ กองทุนโรงงาน หรือกองทุนจัดการกากของเสียอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกองทุนสำคัญที่จะใช้ใน การจัดการ กากของเสียอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษและมลภาวะให้กับประเทศชาติ แล้วก็พี่ น้องประชาชน ตรงนี้เรียกเก็บจากไหนครับ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการ อุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษและมลภาวะให้กับชุมชน แล้วก็พี่น้องประชาชน ตรงนี้ ท่านประธานครับ เราจะเรียกเก็บจากทุนจดทะเบียน แต่เมื่อเลิกประกอบกิจการแล้วก็เอา เงินคืนไป ซึ่งปัจจุบันนี้เราต้องเอาเงินงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นงบกลางก็ดี งบจากกองทุน สิ่งแวดล้อมซึ่งที่ผ่านมานี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ค่อยจะอนุมัติ งบประมาณให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมมาจัดการเท่าไร เราไม่มีเงินกองทุนของตัวเอง ฉะนั้นตอนนี้ถ้าร่าง พ.ร.บ. โรงงานที่มีการตั้งกองทุนจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมสำเร็จ ก็จะประหยัดงบประมาณแผ่นดิน เราก็จะเอางบประมาณที่มีอยู่นี้ไปใช้ในการสร้างถนน สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียนให้พี่น้องประชาชน โดยไม่ต้องมาใช้งบประมาณแผ่นดินไป จัดการกากของเสียอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็สร้าง สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลภาวะทิ้งไว้ให้กับให้กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นเราก็จะได้กองทุนตรงนี้ เข้ามาจัดการแทน ฉะนั้นผมเลยคิดว่า พ.ร.บ. นี้ในการจัดตั้งกองทุนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีที่ตอนนี้ได้เข้ามารับตำแหน่งใหม่นี่ ก็ให้ท่านเร่งดำเนินการ ในการรับรองร่างกฎหมายนี้เข้ามาสู่สภา จะได้เร่งใช้กฎหมายใหม่ เพื่อจะได้มีกองทุน จะได้ไม่ต้องเป็นภาระงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมเอง แล้วก็งบกลางของ สำนักนายกรัฐมนตรีเอง ก็จะได้มีเงินในการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมที่เพื่อนสมาชิก จากพรรคฝ่ายค้านนี่ได้อภิปรายมา ๓-๔ ท่าน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ ไม่เพียงพอ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านนะครับ ก็จะทำให้การแก้ปัญหานี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วผมก็เชื่อมั่นครับว่ารัฐมนตรีท่านใหม่ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ท่านรับไม้ต่อมาจาก ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปแล้ว ตอนนี้ท่านมารับตำแหน่ง ท่านเอกนัฏ ท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์แล้วก็สามารถจัดการปัญหานี้ได้ อย่างแน่นอน ผมเชื่อมั่นอย่างนี้ครับ ก็ขอฝากตรงนี้กับท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ด้วย ก็คือท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการจะตอบใช่ไหม เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธเนศ เครือรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑ ในฐานะ ที่เป็นประธานคณะอนุฝึกอบรม สัมมนา และเป็นคณะที่ปรับลดงบประมาณในส่วนของ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนทั้งสิ้น ๕๒ ล้านบาทเศษ ในการปรับลดงบประมาณนี้ ก็ไม่ได้เป็นความเห็นของประธานคณะอนุกรรมาธิการคนเดียว คณะอนุกรรมาธิการประกอบ ไปด้วยทุกพรรคการเมือง และสุดท้ายกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีการอุทธรณ์เข้ามาที่ คณะกรรมาธิการห้องใหญ่ ท่านกรรมาธิการทั้งหมดทุกท่านก็มีความเห็นไปในแนวทาง เดียวกัน เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมาธิการ ผมนำเรียนอย่างนี้ครับ ท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้พูดถึงประเด็นของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผมอยากจะให้ดูก่อน ว่าสิ่งที่เราได้ปรับลดไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์จัดการผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์โรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ชุมชน และสร้างผลกระทบ ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งงบประมาณไว้ ๖๔ ล้านบาทเศษ เราปรับลดไป ๓๐ ล้านบาท ยังเหลืองบประมาณอีก ๓๔ ล้านบาทเศษให้ได้บริหารนะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็คืออยู่ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์จัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมจำนวน ๑๒ ล้านบาท ที่เราปรับลดกันไป งบประมาณตั้งไว้ ๓๒ ล้านบาท ขอนำเรียนอย่างนี้ครับว่า คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่า ควรจะปรับลดงบประมาณลง ๑๒ ล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านอัครเดช ต้องขอบพระคุณ ท่านมากที่ท่านได้ให้คำแนะนำ แล้วก็อยู่ในระหว่างการยกร่างกฎหมายข้อบังคับขึ้นนะครับ ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าผู้ประกอบการควรมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่าย จะให้ภาครัฐ มีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวด มากกว่านี้ ควรไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรรณรงค์ให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบในการแก้ไข ปัญหากากอุตสาหกรรม ทางคณะอนุกรรมาธิการเลยมีมติปรับลดงบประมาณลงจำนวน ๑๒ ล้านบาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ส่วนค่าใช้จ่าย ในการตรวจวิเคราะห์โรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ชุมชน งบประมาณ ๖๔ ล้านบาทเศษ คณะอนุกรรมาธิการปรับลดงบประมาณไป ๓๐ ล้านบาท ผมถามท่านอย่างนี้ครับว่า เวลาท่านพิจารณางบประมาณท่านดูจากอะไร
ข้อ ๑ ท่านก็ต้องดูว่าในส่วนที่ผ่านมา ในปีที่ผ่านมาหน่วยงานได้ ตั้งงบประมาณไว้หรือเปล่านะครับ ผมจะให้ท่านดูว่าในปีที่ผ่านมา ๒๕๖๖ ๒๕๖๗ หน่วยงาน ตั้งงบประมาณไว้ ๒ ล้านบาทเศษ ในปี ๒๕๖๖ ในปี ๒๕๖๗ หน่วยงานตั้งไว้ ๒.๘ ล้านบาทเศษ พอในปี ๒๕๖๘ พอเกิดเหตุขึ้นหน่วยงานมาตั้งไว้ ๖๔ ล้านบาทเศษ ท่านสมาชิกถ้าท่านเป็น คณะอนุกรรมาธิการท่านก็ต้องพิจารณาแบบที่พวกเราพิจารณากัน ปกติแล้วท่านตั้ง ๒ ล้านบาท ๒ ล้านบาท ๒ ล้านบาท ท่านมาตั้ง ๖๔ ล้านบาท อันนี้ก็คือเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา
ส่วนที่ ๒ อยู่ที่การชี้แจงของหน่วยรับงบประมาณ หน่วยรับงบประมาณ ไม่สามารถที่จะชี้แจงได้ว่า งบประมาณที่รับไป ๖๔ ล้านบาทเศษจะไปใช้อะไรบ้าง ทางกรรมาธิการก็ได้ถามนะครับว่า จะมีการจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินงานหรือเปล่า หรือว่าขออนุญาตนะครับ ที่เรียกว่า Outsource ทางหน่วยงานก็บอกว่าไม่มีการจ้าง แล้วบุคลากรล่ะ เขาบอกบุคลากรมีเท่าเดิม แต่งบประมาณที่เพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐ เท่า เราคิดว่ามันเกินความสามารถของหน่วยงานที่จะสามารถบริหารจัดการได้ เราถึงขออนุญาต ปรับลดลง ๓๐ ล้านบาท ท่านอภิปรายมาท่านพูดถึงไฟไหม้ เหตุเกิดที่กากมลพิษรั่วต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นแผนเผชิญเหตุ ซึ่งผมคิดว่าทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ของบส่วนงบกลาง จากท่านนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะมีการปรับช้าหรือไม่ อย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับทาง กรรมาธิการนะครับ แต่ว่างบนี้เป็นงบ ท่านฟังให้ดี ๆ นะครับว่า ค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ โรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ชุมชน และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่เป็นแผน เผชิญเหตุที่พวกท่านพูดถึงกันนะครับ
ที่สำคัญที่สุดนะครับ หลังจากที่เรามีการปรับลดงบประมาณแล้ว ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีการอุทธรณ์เข้ามาที่คณะกรรมาธิการห้องใหญ่ และในหนังสืออุทธรณ์ กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็เขียนว่า โดยงบประมาณที่ใช้ดำเนินการ เฉลี่ยปีละ ๒๙.๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งงบประมาณทั้งหมดที่ตั้งไว้คือ ๖๔ ล้านบาท เราปรับลดไป ๓๐ ล้านบาท ยังเหลืออีก ๓๔ ล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงมา ด้วยซ้ำไปในคำขออุทธรณ์มา ส่วนคณะกรรมาธิการห้องใหญ่ก็เลยเห็นด้วยกับ คณะอนุกรรมาธิการ เลยอยากจะนำเรียนท่านผู้อภิปรายให้เข้าใจตามนี้ว่าที่ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาปรับลดงบประมาณนั้นเหมาะสมแล้ว แล้วขอยืนยันตามมติของ คณะอนุกรรมาธิการ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ
เชิญกรรมาธิการตอบก่อนไหม เชิญครับ ท่านใดจะตอบก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านเพื่อน สมาชิก ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก ท่าน สส. ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน แล้วก็ท่าน สส. ธีระชัย แสนแก้ว ที่เป็นห่วงเป็นใยชาวไร่อ้อย ได้สอบถามความคืบหน้าของโครงการสนับสนุน เกษตรกรชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ ว่าไปถึงไหนแล้วความคืบหน้า ซึ่งเรื่องนี้มติ ครม. เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ อนุมัติ หลักการของการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตนั้นปี ๒๕๖๔/๒๕๖๕ ในกรอบวงเงิน ๗,๙๙๐.๖ ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ของ ธ.ก.ส. ซึ่งประกอบด้วย ๒ หมวด อันแรกก็คือการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย ทุกรายการที่ตัดอ้อยสด คุณภาพดีส่งโรงงานในอัตรา ๑๒๐ บาทต่อตัน ซึ่งเป็นอัตรา ที่กระทรวงการคลังได้เป็นคนเห็นชอบให้ความเหมาะสม อัตราค่าใช้จ่ายในวงเงิน ๗,๗๗๕ ล้านบาท ส่วนอีกวงเงินที่เหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ ธ.ก.ส. สำหรับชดเชย ต้นทุนการผลิตของ ธ.ก.ส. วงเงิน ๒๑๕.๕๙ ล้านบาท สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้ ธ.ก.ส. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจำปีตามผลการดำเนินงานจริงต่อไป สำหรับฤดูการผลิตปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ มีปริมาณอ้อยทั้งหมดที่ส่งเข้าโรงงานผลิตน้ำตาลทรายตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล ปี ๒๕๒๗ จำนวน ๙๓,๘๘๘ ล้านตัน จึงเรียนชี้แจงให้เพื่อนสมาชิกครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการจะตอบอีกไหมครับ เชิญครับท่าน
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่าน ประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๔ พรรคประชาชน ขอขอบคุณทางท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ได้มีการตัดลดงบที่ทางเพื่อนสมาชิกได้มีการ อภิปรายไป คือ ผมขออนุญาตตอบว่า คงเป็นคำตอบที่เมื่อมอบให้กับทางพี่น้องประชาชนว่า ตัดเพราะอะไร แล้วการปรับแผนในการแก้ปัญหาที่มันลุกลามบานปลายขนาดนี้ ถูกตัดออกไป เพราะอะไร คงเป็นคำตอบที่พี่น้องประชาชนคงผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าทางคณะกรรมาธิการ งบประมาณครั้งนี้ ไม่ได้เห็นคุณค่าความสำคัญ ไม่ได้เห็นคุณค่าความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนอยู่ในหัวใจ เรื่องนี้เราพี่น้องชาวระยองหลายท่านฝากมา มีฝากมาใน สส. จังหวัดระยองหลายท่าน เราเองเห็นว่างานประจำของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่จะช่วยกัน ตรวจสอบ แล้วก็จัดการสารเคมีที่ลุกลามบานปลายมานี้คือวาระเร่งด่วน แต่ท่านก็ตอบว่า คุยกันแล้วว่า มันเพิ่มขึ้นเยอะไป แล้วที่ผ่านมาไม่ได้เพิ่มเยอะขนาดนี้ ผมว่าถ้าเกิดใช้เหตุผลนี้ งบ Soft Power หรือว่า Digital Wallet มันก็ไม่เคยมีครับ ถ้าเกิดใช้เหตุผลแบบนี้ไปตอบ พี่น้องประชาชนว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังพยายามเร่งแก้ไข เหมือนมัน ไม่เคยมีอยู่อย่างนี้ครับ ผมว่าตอบอย่านี้ผมเอาคำตอบไปแจ้งพี่น้องประชาชนคงต้องได้รับ คำวิจารณ์กลับมามากว่าสภาของเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับวาระความเดือดร้อนที่อยู่ในใจ พี่น้องประชาชน เขาฝากผมมาอย่างนี้ครับ แล้วก็ขอฝากไปยังทางกรรมาธิการไม่ว่าจะเป็น ท่านใดที่มีการเสนอตัดงบ แล้วก็มีการโหวตผ่านให้ตัดงบตัวนี้ออกไป ผมผิดหวังจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
จะตอบใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธเนศ เครือรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ ในฐานะที่เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการนะครับ จริง ๆ ก็ไม่อยากใช้เวลาของสภาแห่งนี้มากเกินไป เพราะว่า ใช้เวลามาพอสมควรแล้ว แต่ว่าการพูดจาแบบนี้ทำให้ฝ่ายคณะอนุกรรมาธิการเสียหายได้ ผมก็บอกไปแล้วครับว่างบปี ๒๕๖๖ เขาก็ไม่ได้ตั้งไว้เลย ๐ บาท งบปี ๒๕๖๗ ก็ไม่ได้ตั้ง แต่มาตั้งที่งบปี ๒๕๖๘ ๖๔ ล้านบาท เพราะว่ามีเหตุเกิดก็เลยมาตั้งงบขึ้นมา ฉะนั้นแล้ว จะไปบอกว่าเราตัดลด ที่ผ่านมามันก็ไม่เคยมีงบประมาณตรงนี้ ขอนำเรียนท่านให้ไปชี้แจง ให้ถูกต้องด้วย คือคณะอนุกรรมาธิการเห็นความสำคัญของการเผชิญเหตุหรือการป้องกัน มลพิษอยู่แล้วเพียงแต่เราคิดว่าเหตุผลที่นำประกอบการอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ก็บอกว่า งบประมาณมีเพิ่มขึ้นถึงจาก ๐ บาท ไปถึง ๖๐ ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานก็มีบุคลากรเท่าเดิม และหน่วยงานก็ไม่สามารถจะชี้แจงได้ว่าในรายละเอียดของงบประมาณ ที่จะนำไปใช้จ่าย ในส่วนของอะไรบ้าง อีกทั้งกรรมาธิการก็ประกอบไปด้วยทุกพรรคการเมืองก็มีความเห็น ตรงกัน ท่านประธาน นำเรียนท่านประธานครับ
เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็น ควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ในกรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามมติ จากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ต่อไปจะถาม มติจากที่ประชุมครับ จะเห็นสมควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้วก็กดปุ่มแสดงตนเลยครับ
ท่านประธานครับ ๔๐๘ แสดงตนครับ
๔๐๘ แสดงตนครับ
๒๙๓ แสดงตนครับ
๒๙๓ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ๒๙๗ แสดงตนครับ
๒๙๗ แสดงตนครับ
๔๓๒ แสดงตนครับ
๔๓๒ แสดงตนครับ
๓๔๘ แสดงตนค่ะ
๓๔๘ แสดงตนครับ แล้วก็อะไรอีกนะครับ
๑๘๘ แสดงตนครับ
๑๘๘ แสดงตนครับ
๒๓๔ แสดงตนครับ
๒๓๔ แสดงตนนะครับ
๑๔๔ แสดงตนครับ
๑๔๔ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ผม สุรทิน ๔๔๒ แสดงตน
๔๔๒ แสดงตนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ๒๒๑ ปรีดา บุญเพลิง แสดงตนครับ
๒๒๑ แสดงตนนะครับ แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ อีก ๑ ท่าน เชิญครับ
๔๘๕ แสดงตนครับ
๔๘๕ แสดงตนนะครับ แสดงตนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วม ประชุม ๔๓๒ ท่าน บวก ๑๑ ท่าน เป็น ๔๔๓ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเลยครับ
๔๓๒ เห็นด้วยครับ
๔๓๒ เห็นด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ๔๐๘ เห็นด้วยครับ
๔๐๘ เห็นด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ๓๒๗ วรสิทธิ์ เห็นด้วยนะครับ
๓๒๗ เห็นด้วยนะครับ ลงคะแนนกันเรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลเลยครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๒๗ ท่าน บวก ๓ ท่าน เป็น ๔๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควร ให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง เชิญท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนเลยครับ
๔๓๒ แสดงตนครับ
๔๓๒ ครับ
ท่านประธาน ๓๒๗ แสดงตนครับ
๓๒๗ ครับ แสดงตนกันเรียบร้อยหรือยังครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๒๙ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๔๓๑ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้เลยครับ
๔๓๒ เห็นชอบครับ
๓๒๗ เห็นด้วยครับ
๒ ท่านนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๕ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๒๘๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๒ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเชิญท่านเลขาครับ
มาตรา ๒๗ ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ในมาตรานี้มีท่านกรรมาธิการขอสงวนความเห็นอยู่ ๒ ท่านนะครับ เชิญท่านแรกครับ ท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมาอภิปราย เพื่อแปรญัตติงบประมาณในมาตรา ๒๗ เป็นส่วนไหนไม่ได้ต้องเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยครั้งนี้เป็นภาคต่อจากครั้งที่แล้วเคยอภิปรายไปตอนงบปี ๒๕๖๗ แล้ว แต่ครั้งนี้ จะสามารถลงลึกแล้วก็เชื่อมโยงถึงเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องปรับลดงบประมาณก้อนนี้ค่ะ งบประมาณที่ดิฉันพูดถึงคืองบประมาณในหมวดค่าใช้จ่ายในการฝึกยุทธวิธีตำรวจ ซึ่งครั้งก่อน ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามีการจัดสรรที่ไม่สมเหตุสมผล ปีนี้ก็คาดหวังว่าท่าน ผบ.ตร. จะได้ยินบ้าง แต่พอมากางงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ดูกับพบว่าเหมือนไม่ได้ฟังกันเลยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เพราะงบประมาณ ในการฝึกยุทธวิธียังคงมาบวมอยู่ที่หลักสูตรแมวบ้านค่ะ แมวบ้าน หรือ Local CAT เหมือนเดิมเป๊ะเลยนะคะ ดูตรงช่องสีเหลืองนั่นคือหลักสูตรของ Local CAT เป็นหลักสูตร ที่บวมขึ้นมา เราจึงจำเป็นจะต้องมาดูให้ลึกมาชำแหละกันว่าค่าใช้จ่ายบวม ๆ ก้อนนี้นั้น เป็นอะไรบ้าง งบประมาณ ๒๙๘ ล้านบาทนี้นะคะ
ในส่วนของการฝึก Local CAT หรือแมวบ้าน เป็นค่าเครื่องแบบไปแล้ว ครึ่งหนึ่งคือ ๑๑๙ ล้านบาท เพราะงบประมาณส่วนนี้มีประมาณ ๒๒๗.๘ ล้านบาท ค่าเครื่องแบบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในการฝึกกำลังพลทดแทน ๕.๙ ล้านบาท ฝึกครูต้นแบบ ๖.๖ ล้านบาท ฝึกทบทวน ๕๓.๒ ล้านบาท แล้วก็เกี่ยวกับ ชป. จิตอาสา ประมาณ ๕๓.๔ ล้านบาท ซึ่งคำนวณแล้วเป็นครึ่งหนึ่งของงบประมาณของ Local CAT ท่านประธานคะ งบประมาณ ที่สูงและต้องเบิกทุกปีแบบนี้ค่ะ เสี่ยงต่อการทุจริตมาก ๆ เพราะความจริง ดิฉันได้ถามไป ในห้องอนุกรรมาธิการฝึกอบรมสัมมนาได้คำตอบจาก สตช. ว่าเครื่องแบบต้องแจกทุกครั้ง เหมือน ๆ เดิม เพราะว่าการฝึก Local CAT ฝึกหนักมาก และจำเป็นต้องใหม่ตลอดเวลา เพราะว่าเวลาไปถวายความปลอดภัยต้องสมพระเกียรติค่ะ แต่ความเป็นจริงคือชุดที่ใช้ฝึก กับชุดถวายความปลอดภัยเป็นคนละชุดกันค่ะ และการทำงานของ Local CAT ไม่ได้ไปโบกรถ แบบที่เราเห็น แต่ส่วนใหญ่คนฝึกหลักสูตรนี้เขาบอกว่าเอาไว้ใช้ปะปนกับชาวบ้านเวลาไป ตามงานต่าง ๆ เสื้อขาวบ้าง เสื้อน้ำเงินบ้าง ใส่หมวกฟ้า ผ้าพันคอเหลืองบ้างค่ะ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายคล้าย ๆ กันนี้ ก็มีความซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่มีอยู่แล้วในส่วนของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ในส่วนอื่น ๆ เป็นแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ซึ่งจะมีรายการตามนี้ เป็นค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ๗๖ ล้านบาท เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พัก และพาหนะตำรวจจำนวน ๓๔๓ ล้านบาทนะคะ ก็แบ่งเป็น เขตพระราชฐานบ้าง แปรพระราชฐานบ้าง หลาย ๆ อันตามรายการดังต่อไปนี้ และยังมีเงิน รางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อการถวายการอารักขาอีก ๑๘๗ ล้านบาท แบ่งตามภาคต่าง ๆ นะคะ ผู้บัญชาการภาคดูตัวเลขไว้นะคะ ว่าท่านได้น้อยกว่าเขาหรือเปล่านะคะ ก็ขึ้นตรงไปตามว่า มีจำนวนไปรับภารกิจหลายครั้งมากกว่าหรือกำลังพลเท่าไร ๗๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ๑๗ ล้านบาท ๒๘ ล้านบาท เรียงลำดับกันต่อไปนะคะ นอกจากนั้นยังมีความซ้ำซ้อน กับมาตรา ๓๖ ส่วนราชการในพระองค์ในที่เกี่ยวกับส่วนถวายความปลอดภัย ส่วนนี้มีกำลังพล อยู่ประมาณ ๘,๑๒๐ นาย อันนี้ไม่ได้เอามาจากที่ไหนก็มาจากที่ท่านได้ชี้แจงไว้ในห้อง งบประมาณค่ะ ซึ่งภารกิจของส่วนราชการในพระองค์ ในส่วนการถวายความปลอดภัย ๘,๐๐๐ กว่านายนี้ มีหน้าที่ในการถวายความสะดวก ความปลอดภัย แด่พระมหากษัตริย์ต่าง ๆ ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง รวดเร็ว มีการจัดรถ นำขบวนปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด ประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติต่อประชาชนด้วย ความสุภาพ คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ก็เป็นภารกิจแทบจะเดียวกันเลยนะคะ ซึ่งก็มี ความทับซ้อนกันของ Local CAT ค่ะ ดูทั้งปีไปได้ข้อมูลมา ๔,๕๙๙ นาย นอกจากนั้น ยังมีการนำเอาพนักงานสอบสวนไปฝึกด้วยค่ะ ฝึกทีหลายสัปดาห์มาก ๆ บางครั้ง ๑ เดือนก็มี บางคนต้องเข้าฝึกทุกหลักสูตรนะคะ ปีหนึ่งล่อเข้าไป ๓-๔ เดือนค่ะ สำนงสำนวนไม่ได้ทำ กันแล้วนะคะ ซึ่งทราบกันอยู่ดีแล้วว่าพนักงานสอบสวนขาดแคลน งานล้น คนน้อย คนยิ่งน้อยเข้าไปอีก ส่งผลให้สำนวนล่าช้า ถูกประชาชนร้องเรียนบ้าง เกิดความเครียด ฆ่าตัวตาย Early Retire เยอะมากกว่าทุกปีค่ะ แม้ สตช. จะตอบดิฉันในห้องอนุงบประมาณ ไปนะคะว่า โครงการนี้ไม่มีพนักงานสอบสวนไปฝึกเลยครับ แต่ดิฉันก็ได้ไปถามเพื่อน ๆ ตำรวจที่ฝึกโครงการนี้เขาตอบมาคนละแบบค่ะ และไม่ต้องอะไรมากนะคะ ในห้องอนุ งบประมาณวันนั้น แค่ตำรวจท่านอื่น ๆ ที่ฟังท่านตอบวันนั้นก็ยังหันหน้ามามองดิฉัน ทำตากระพริบปิ๊ง ๆ เพื่อจะบอกว่าไม่จริง ไม่จริง เพราะว่ามันมีการนำเอาพนักงานสอบสวน ไปฝึกจริง ๆ ดิฉันก็เลยไปหาเอกสารต่อค่ะว่า การเข้ารับการฝึกมีพนักงานสอบสวนจริงหรือไม่ ก็ได้หนังสือการเรียกเข้ารับการฝึกเข้ามา แล้วก็พบตามที่ Highlight เลยว่า มีพนักงานสอบสวน ไปฝึกจริง ๆ สน. ก็ตามนั้นเลยนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านตอบในห้องอนุงบประมาณ น่าจะไม่ตรงกันแล้ว แล้วเท่าที่ทราบทั้งหมดด้วยนะคะ ใน ๔,๐๐๐ กว่านาย เป็นพนักงาน สอบสวนไปแล้ว ๘๐๐ กว่าท่าน เป็นพนักงานสอบสวนชั้นสัญญาบัตร ๗๗๗ คน ประทวน ๕๒ คน ๘๐๐ ประมาณ ๑ ใน ๕ เป็นพนักงานสอบสวนค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะต้องยกเลิกหลักสูตร Local CAT ค่ะ พูดกันตรง ๆ ค่ะ ท่านประธาน ก่อนหน้านี้ไม่มีหลักสูตรนี้ตำรวจก็ถวายงานได้ตามปกติ แล้วก็ทำหน้าที่ได้อย่าง ดีไม่ได้มีบกพร่องอยู่แล้ว แล้วข้อสำคัญจะได้ไม่ต้องมีข้อครหาด้วยว่า คนที่ฝึกหลักสูตรนี้ จะมีผลในการแต่งตั้ง โยกย้ายหรือไม่ ให้ต้องเสื่อมเสียไปถึงสถาบันได้อีก ท่าน ผบ.ตร. จะได้ หมดกังวลไปอีกเรื่องหนึ่งด้วย ดิฉันจึงขอเสนอปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการ Local CAT ทั้งหมดประมาณ ๒๙๘ ล้านบาท เพื่อคืนความสงบสุขให้กับข้าราชการ ตำรวจไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย ในฐานะกรรมาธิการ จริง ๆ สำหรับหน่วยงานในมาตรานี้มีหลายหน่วยงาน ที่อยากจะพูดถึง แต่ว่าที่สำคัญเลยก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิด กับพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลทั้งเรื่องของอรรถคดีต่าง ๆ แต่ว่า งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีข้อท้วงติงที่ผมได้ติดตามมาตั้งแต่ห้องอนุ จนมาถึงห้องกรรมาธิการหลายโครงการ แต่ว่ามีบางส่วนที่อาจจะเป็นลักษณะของการซื้อ ยุทโธปกรณ์อะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็ซื้ออุปกรณ์สำนักงานอะไรแบบนี้นะครับ แต่ว่า โครงการที่ผมติดใจก็คือเรื่องของรายจ่ายเกี่ยวกับความสะดวก แล้วก็ความปลอดภัยในการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ๑๕๗ ล้านบาท ซึ่งก็อยากจะให้มีรายละเอียดของโครงการนะครับว่า ๑๕๗ ล้านบาทนี้เป็นเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างไรบ้างนะครับ แล้วก็อีกโครงการ ซึ่งจริง ๆ โครงการนี้นะครับ ได้ตั้งผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ จนถึงปี ๒๕๖๘ ก็คือโครงการพัฒนา การสืบสวนสมัยใหม่ในระยะที่ ๒ ซึ่งทั้ง ๒ โครงการนี้ อยากจะพูดถึงประสิทธิภาพของ การพัฒนาการสืบสวนสมัยใหม่นะครับ ซึ่งในทางปฏิบัติที่พี่น้องประชาชนแล้วที่เจอ นี่นะครับ มันไม่ได้มีอะไรใหม่ อย่างเช่น จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนที่ไปแจ้งความดำเนินคดี ก็ไม่สามารถที่จะติดตามความคืบหน้าใช่ไหมครับ ของการดำเนินคดีและระยะเวลาที่เขา จะต้องรู้ได้นะครับว่า การสืบสวนสอบสวนจะเสร็จเท่าไร โอเค ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญานั้นไม่ได้กำหนดกรอบเอาไว้ใช่ไหมครับ แต่ว่าก็มีระเบียบสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติที่เมื่อครบ ๙๐ วัน ผู้เสียหายก็สามารถที่จะไปร้อง หรือว่าสามารถที่จะทำ หนังสือถึงสถานีตำรวจนั้น ๆ ได้ว่า คดีของตนเองถึงไหนบ้างแล้ว อันนี้คืออย่างหนึ่ง ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นการจัดทำงบประมาณ ก็ต้องมีการที่จะไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นจริง ๆ เมื่อไปถามคนที่ไปแจ้ง ความทุกวันนี้ แม้กระทั่งอีกมุมหนึ่งที่กลับกันก็คือ อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ที่เป็น ผู้ต้องหาในคดีอาญาเองก็ดี เวลาตัวเองไปถูกตั้งข้อกล่าวหาแล้วก็ดี ก็ไม่มีระยะเวลา ที่บอกแน่ชัดเลยว่า คดีของตนเองจะไปสู่ชั้นอัยการเมื่อไร แล้วชั้นอัยการสั่งอย่างไร จะกลับมาเท่าไร ก็ต้องใช้วิธีการทำอย่างไรครับ โทรหา บางทีโทรไปที่ร้อยเวรก็ไม่รับ โทรศัพท์บ้าง ติดต่อไม่ได้บ้าง ย้ายไปแล้วบ้าง แบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมยังคิดว่าถ้าจะ ถ้าทำงบประมาณในการพัฒนาการสืบสวนสมัยใหม่ก็ต้องมีความชัดเจนให้เพียงพอว่า สมัยใหม่นี่ต้องปรับปรุงอย่างไรได้บ้าง แล้วก็ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตแล้วก็ความเป็นอยู่ของ พวกเขานะครับ พี่น้องประชาชนได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องของระยะเวลา แล้วก็ การติดตามคดี อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะฝากไว้นะครับ
แล้วก็อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ EEC นะครับ ก็ติดตามเรื่องของโครงการทางวิ่ง และทางขับที่ ๒ ซึ่งจริง ๆ ก็เข้าใจว่าไปให้กองทัพเรือดูแลในการทำคำของบประมาณ ผ่านการกู้จากธนาคารต่างประเทศมานะครับ ก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้คณะกรรมการ EEC มีการติดตามเรื่องนี้อย่างไรบ้างนะครับ แต่ว่าผมก็เห็นมีการทำคำของบประมาณ ซึ่งไป เกี่ยวข้องทั้งเรื่องของการหานักลงทุน ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าที่ท่านตั้งเป้าไว้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะได้ไหมนะครับ แล้วก็มีงบประมาณที่จะไปขยายเพื่อชักชวนนักลงทุน ในด้านการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากว่าท่านทำคำของบประมาณมาแล้ว ในฐานะผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้ที่ติดตามงบประมาณ ก็คาดหวังว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ทุกเม็ดจะใช้ได้เกิดประโยชน์จริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ยังมีคำถามไปถึงการ ประชาสัมพันธ์ในลักษณะเชิญชวนนักลงทุนนะครับ ว่าจะไปถึงได้จริงไหม แล้วนักลงทุนจะมี ผลสัมฤทธิ์ที่กลับเข้ามาได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อยังมีคำถาม ความสงสัยทั้งโครงการที่ได้กล่าวมา ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขออนุญาตเสนอที่จะปรับลดทั้งโครงการ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านผู้แปรญัตตินะครับ ท่านแรก ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๒๗ งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี มี ๘ หน่วยงานครับ ตั้งงบประมาณไว้ ๔๓,๖๐๒ ล้านบาทครับท่านประธาน ผมขอปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่จะไปลงรายละเอียดว่าเป็นหน่วยงานไหน โดยภาพรวม ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ ปปง. ครับ เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี อาชญากรกลัวมากครับท่านประธาน แต่คนดี ๆ แบบพวกเรารู้สึกเฉย ๆ ครับ คนส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้จักคำว่า ปปง. แต่นักการพนัน ยาเสพติด สินค้าเถื่อน โดยเฉพาะแก๊ง Call Center และออนไลน์ครับท่านประธาน ถ้าจับได้ หมดตัวเลยนะครับ เพราะยึดทรัพย์ นี่คือสิ่งที่กลัว ปปง. อันดับหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะที่เคยเป็นกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เห็นปัญหาอาชญากรรม ออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจครับ
๑. คดีฉกชิงวิ่งราว เขาเรียกว่า คดีมโนสาเร่ ลดลงครับท่านประธาน แต่ทุกโรงพัก จะมีคดีที่แจ้งความเกี่ยวกับคดีออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ๑. Call Center พอรู้ว่า Call Center หลอก นึกถึงอะไรครับ ตำรวจครับ ๒. สั่งของออนไลน์ได้ไม่ตรงปกครับ ก็ไปแจ้งตำรวจครับท่านประธาน ๓. ค้าขายออนไลน์มีการเบี้ยวกันเฉย ๆ ครับท่านประธาน ก็ไปโรงพัก ๔. ทำธุรกิจการเงินผิดกฎหมายก็ไปหาตำรวจ ท่านประธานครับ มันมีทางออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ เขาเรียกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ออกเมื่อปี ๒๕๖๖ นี่ก็คือความหวังของการแก้เรื่องของการพนันออนไลน์ เพราะฉะนั้นการรับจ้างเปิดบัญชีม้า มีโทษจำคุก ๓ ปี ปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ โทษแรงมากครับท่านประธาน วันนี้ ปปง. เองเป็นยักษ์ที่เริ่มมีกระบองครับ เพราะ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปรากฏว่าครับท่านประธาน ปปง. นี้ไปยึดเงินสด ข่าวโด่งดังเลยครับ ได้เท่าไรครับ ๖,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน และทรัพย์สินอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน รถยนต์ บ้าน รวมแล้วเป็นมูลค่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ทำอย่างไรต่อครับ ปรากฏว่ารัฐมนตรี DE ได้แถลงข่าวใหญ่โตว่า ปปง. สามารถยึดเงินจากออนไลน์ได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ประชาชนมาขอคืน ๓ ทาง ผมดูแล้วปลื้มใจแทนรัฐบาลปลื้มใจแทน ปปง. ปลื้มใจแทน DE เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ว่าด้วยการฟอกเงิน การอายัด ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ กำลังจะทำลายชีวิตเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อน้องมะปราง เป็นนามสมมุติ อายุ ๒๖ ปีครับ ท่านประธาน ยังเป็นเด็กสาว ภูมิลำเนาอยู่ที่ไหนครับ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา บ้านผมเอง เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอครับ ท่านประธาน เพราะว่าน้องมะปรางวิ่งไปสมัครงานตั้งแต่ เดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคมปี ๒๕๖๗ ปีนี้ครับท่านประธาน วิ่งไปสมัครงานไม่ได้รับ การสมัครงานครับ เพราะว่าไม่มีอัตราว่าง น้องก็เลยไปสมัครออนไลน์ครับ โดยเลือกพื้นที่ ในจังหวัดสงขลา ท่านประธานครับวันดีคืนดีต้นเดือนพฤษภาคม พนักงานสอบสวน สน. หนองค้างพลู กรุงเทพมหานคร บ้านผมกับหนองค้างพลูไกลกันเป็นพันกิโลเมตรครับ ท่านประธาน โทรมาบอกน้องมะปรางว่า ไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงศรีหรือเปล่า ท่านประธานครับ นาทวีบ้านผมไม่มีธนาคารกรุงศรีน้องยืนยันว่าไม่เคยเปิดแบบออนไลน์ท่านประธานครับ น้องได้ปรึกษากับแม่ว่าจะทำอย่างไรดี แม่บอกว่าน่าจะเป็นแก๊ง Call Center แต่เป็นตำรวจ โทรมาครับท่านประธาน วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ท่านประธานครับ หมายเรียกจากหนองค้างพลู หนองแขม กรุงเทพมหานครส่งไปถึงที่นาทวี ความบันเทิงมันเกิดขึ้นแล้วครับท่านประธาน กับครอบครัวนี้ น้องมะปรางจึงขอเลื่อนมารายงานตัวที่กรุงเทพมหานครสาเหตุอะไรครับ ไม่มีสตางค์ ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน ไม่มีเงินซื้อตั๋วรถไฟ ไม่มีเงินซื้อตั๋วรถทัวร์ เลยขอเลื่อน ท่านประธานครับ ตำรวจใจดีครับ บอกว่า น้อง ไม่ต้องขึ้นมาก็ได้ เอาเบอร์ผู้เสียหายไปแล้ว ไปคุยกัน ปรากฏว่าน้องมะปรางก็ได้เบอร์มาครับ คุยกันทาง LINE ผู้เสียหายบอกว่าอยากได้ เงินคืนเท่าไรครับท่านประธาน ๑๐,๓๕๕ บาท ตกลง ปรากฏว่า น้องมะปรางทั้งครอบครัว ปรึกษาหารือครับท่านประธาน ๑๐,๓๕๕ บาท สำหรับคนบ้านผมที่ยากจนนะครับ ยากครับ ใช้วิธีการอย่างไรครับท่านประธาน กู้ธนาคารก็ไม่ได้ ไปกู้ออมทรัพย์ก็ไม่ได้ เอามอเตอร์ไซค์ไปจำนำหัวทะเบียน ๒๐,๐๐๐ บาทครับ ท่านประธาน ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เอาไปคืน ที่เหลือไว้ค่าจัดการ นี่คือเรื่องจริงครับท่านประธานท่านประธานครับ เด็ก ๒๖ ปี น้องมะปรางก็ฉลาดครับ ถ้าไปคืนโดยไม่มีพยาน มีปัญหา ไปที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนาทวี เพื่อจะให้ปลัดเป็นพยาน ท่านประธานครับ แต่เจ้ากรรมครับ พอไปถึงเจ้าทุกข์ไม่ยอมครับ ท่านประธาน มันขอ ๓๐,๐๐๐ บาทครับ เขาเรียกแบบนี้คือโจรปล้นโจรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันที่ ๒๖ น้องมะปรางกับแม่จึงตัดสินใจมากรุงเทพมหานคร ไปที่หนองค้างพลู พนักงานสอบสวนสอบสวนทั้งหมดเท่าไรครับท่านประธาน ๓ ทุ่มครับ เด็กมาจากนาทวี มากับพ่อกับแม่ เงินก็ไม่มี หนองค้างพลูครับ ไกลมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจให้นอนที่โรงพักครับ นอนในห้องพระครับท่านประธาน นี่คือจริยธรรมที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นบนความโชคร้ายของ น้องมะปรางนี่คือเรื่องที่จะเข้าครับท่านประธาน บังเอิญน้องไปสมัครงานไว้โรงพยาบาลนาทวี ท่านประธานครับ เรียกครับ กลับจากโรงพัก โรงพยาบาลเรียกพอดี ได้บรรจุวันที่ ๑ กรกฎาคม ใช้วุฒิ ม.๖ เงินเดือน ๗,๒๖๐ บาท แต่ความโชคร้ายของน้องครับ วันที่ ๗ สิงหาคมครับท่านประธาน ไปเบิกเงินปรากฏว่าเบิกไม่ได้เพราะบัญชีโดนระงับจาก ปปง. ท่านประธานครับ เด็กสาวคนหนึ่งเดือดร้อนไม่มีงานทำ พอมีงานทำเสร็จเบิกเงินเดือนไม่ได้ ถามว่าวันนี้ใครจะช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ประธานคณะกรรมาธิการ ปปง. ต้องให้ความเป็นธรรมกับมนุษย์คนหนึ่ง ผลงาน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมบอกเมื่อสักครู่ครับ ให้ความเป็นธรรมกับเด็ก ๑ คน ผมคิดว่าน่าจะสมดุล
สุดท้ายนี้ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ นอกจากงบประมาณที่กรรมาธิการพิจารณา ให้เห็นแล้ว ปปง. ได้รับงบประมาณจากสภาแห่งนี้ ต้องตระหนักถึงความรวดเร็ว ความยุติธรรม ความเมตตาธรรมกับเหยื่อผู้เสียหายและผู้บริสุทธิ์ที่ชื่อมะปราง เด็กนาทวี ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ หน่วยงานที่ Standby อยู่ตามห้องที่เกี่ยวข้อง ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปนะครับ ขอให้ท่านช่วยติดตามในเรื่องนี้แล้วก็แก้ปัญหาให้ด้วยนะครับ เพราะว่าท่านอุตส่าห์เอามา นำเสนอในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ อย่างไรก็ขอให้ท่านช่วยติดตามด้วยนะครับ
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาของ คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดอ่างทอง สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านผู้แปรญัตตินะครับ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาตินะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธาน ก่อนนะครับ ท่านประธานน่าชื่นชมมากที่ท่านได้รับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผ่าน สส. และท่านก็ได้กำชับหน่วยงานให้เร่งไปติดตามแก้ไขปัญหานะครับ ผมก็คิดว่า ถ้ารัฐบาล แล้วก็ข้าราชการได้รับฟังความคิดเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผ่านสภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ก็จะทำให้ทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนคลี่คลายไปได้แล้วก็ต้องขอบคุณ ท่านประธานที่เห็นความสำคัญเรื่องนี้นะครับ ผมเองวันนี้ขออนุญาตใช้สิทธิในการอภิปราย ในฐานะผู้แปรญัตติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้สังกัดของ สำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งในมาตรานี้ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ที่ ๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ที่ผมสงวนคำแปรญัตติในการปรับลดนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการปรับลดงบประมาณที่เป็น ส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อนำเอางบประมาณนี้ไปใช้ในส่วนที่มีความจำเป็นของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงปีกว่า ๆ เราได้ใช้กฎหมายใหม่ ก็คือ พ.ร.บ. สำนักงานตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมีกองทุนสืบสวนเป็นกลไกที่สำคัญในการที่จะให้ ความยุติธรรมกับพี่น้องประชาชน รวมถึงความปลอดภัยด้วย กองทุนนี้มีความสำคัญอย่างไร ครับท่านประธาน ในอดีตเวลาพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่สืบสวนเวลาได้รับแจ้งคดีมา บางทีก็ต้องควักเงินส่วนตัว เงินทุนของตนเองหรือว่าเงินนอกระบบที่ไปหามาจากพ่อค้าบ้าง หามาจากประชาชนบ้าง หรือธุรกิจสีเทาบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่เนื่องจากความจำเป็น ในเรื่องงบประมาณที่จำกัดทำให้เป้าหมายที่ตำรวจต้องไป ดำเนินการก็ต้องไปใช้เงินนอกระบบเข้ามา เงินนอกระบบอย่างที่ผมบอกท่านประธานว่า มันมาจากหลายทาง สีขาวบ้าง สีเทาบ้าง มันก็ปะปนกันไป อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่สังคม รับทราบอยู่แล้ว แต่อยากเรียนท่านประธานครับว่า กองทุน พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาผ่านไปในสมัยที่แล้ว แล้วก็ได้บังคับใช้แล้วนี่ กองทุนสืบสวน ถือว่ามีความสำคัญมาก ผมเองในครั้งล่าสุดนี้เป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณทางด้าน ครุภัณฑ์ แล้วก็เงินทุนหมุนเวียน เราเห็นครับว่าเงินกองทุนสืบสวนให้มันน้อยมาก น้อยจริง ๆ ครับท่านประธาน น้อยจริง ๆ ทำให้ผมนี่ตัดสินใจมาแปรญัตติในการปรับลดงบประมาณตรงนี้ แล้วก็คิดว่างบประมาณที่ไม่จำเป็นนี่มันสามารถเอามาโปะในส่วนที่เป็นกองทุนสืบสวนได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าตอนนี้เราไปถามเลยครับ เวลาพี่น้องประชาชนเดือดร้อน นี่แจ้งความไปที่โรงพักนี่มีกี่คดีครับที่จับได้ ๑. เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอ ๒. งบประมาณไม่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจในบางทีก็อยากจะลงไปสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด แต่ถามว่าน้ำมัน เอาที่ไหนครับ ค่ารถเอาที่ไหน วันนี้พนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นพนักงานร้อยเวรที่รับทำคดี นี่ยังต้องใช้ปริ้นเตอร์ของตัวเอง ยังต้องใช้โน้ตบุ๊ก ใช้คอมพิวเตอร์ของตัวเอง ผมถามว่า ข้าราชการตำรวจเงินเดือนเท่าไร ต้องไปนั่งควักทุนของตัวเองเป็นค่าน้ำมัน ค่ารถไปจับกุม ผู้กระทำความผิด แล้วถามว่าที่จับกุมมาได้ ๑๐๐ คดี จับกุมมาได้นี่เงินใครออก บางทีผู้เสียหาย ต้องไปออกเงินให้กับตำรวจเอง ตำรวจที่จับได้ก็คือคดีที่สำคัญ คดีที่นายสั่งมา คดีที่นายขอมาต้องจับ ผมถามว่าแล้วประชาชนตาดำ ๆ ที่ไม่มีเงินนี่ เวลาโดนคดี โดนประทุษร้ายมา โดนลักขโมย โดนลักทรัพย์มา อย่างล่าสุดในเขตอำเภอบ้านโป่งผมนี่นะครับ กว่าจะเก็บหอมรอมริบได้ โดนงัดบ้านล้านกว่าบาท มาร้องห่มร้องไห้กับผม ผมก็ประสานไปที่ผู้การจังหวัด แล้วท่านก็ดีครับ ส่งทีมสืบจังหวัดลงมาตอนนี้ยังจับไม่ได้ ผมถามว่าแล้วถ้าคนทั่วไปไปแจ้งความแล้วเงินก็หมด โดนงัดบ้าน โดนลักทรัพย์ แล้วถามว่ายังต้องไปออกเงินให้ตำรวจอีกในการที่จะมาสืบสวน จับกุมผู้กระทำความผิด มาจับโจรผู้ร้าย แล้วบ้านเมืองเราจะอยู่อย่างไรครับ ฉะนั้นกองทุน สืบสวนถือว่าเป็นกองทุนที่สำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งกองทุนตรงนี้น้อยมาก ไม่กี่สิบล้านบาท ถ้าตรงนี้เรายังไม่ให้ความสำคัญกับกองทุนสืบสวนตรงนี้ความยุติธรรม ให้กับพี่น้องประชาชนที่หาเช้ากินค่ำจะไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นผมจึงเลยตัดลดงบประมาณ ตรงนี้ไม่ได้หวังว่าจะมีการตัดลดงบประมาณจริง ๆ แต่ต้องการอภิปราย แล้วก็ชี้ให้รัฐบาลเห็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็น ตลอดจน ผบ.ตร. ได้เห็นว่า ต่อไปนี้ท่านต้องให้ความสำคัญกับกองทุนสืบสวนตรงนี้นะครับ เอางบประมาณมาตรงนี้ ให้มากขึ้น ตรงไหนที่ไม่มีความจำเป็นก็ปรับลดลงไป ให้ความสำคัญกับกองทุนสืบสวน เพราะกองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่สำคัญที่จะเป็นเงินไปให้พนักงานสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวนไปจับกุมดำเนินคดี ไม่อย่างนั้นตอนนี้ครับท่านประธาน โจรผู้ร้ายชุกชุมมาก อย่างที่ราชบุรี ท่าน สส. กุลวลี นั่งอยู่ข้าง ๆ สายไฟตลอดทางหลวงนี่ครับ รถไฟทางคู่ข้ามถนน สะพานข้าม ตอนนี้สายไฟส่องสว่างโดนขโมยหมด หน้าวัดหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง ขโมยตัด เรียบร้อยตลอดแนว ตั้งแต่นครปฐม ท่านสินธพนั่งอยู่ด้วยนี่นะครับ สส. นครปฐม มานี่ครับ เขตผมอยู่เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง มาท่านกุลวลี ตลอดแนวรถไฟทางคู่หายหมดเลยครับ สายไฟ จับได้ไหมครับ จับไม่ได้ครับ นี่คือรถไฟทางคู่ ถนนหลวงอีก ถนนเพชรเกษม โดนตัดหมดเลยครับ ถนนรองโดนตัดหมด ถามตำรวจจับได้ไหมครับ ตำรวจจับไม่ได้ครับ ล่าสุดไปจับได้ที่ตำบลเขาขลุงครับ ผมให้ผู้ใหญ่บ้านไปนอนเฝ้าบนต้นไม้จับได้ครับ ถามจับได้ ทำอย่างไรครับ จับได้ต้องไปตั้งงบประมาณมา ๔๘๐,๐๐๐ บาท มาซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ว่าขโมยไปขายร้านขายของเก่าได้ ๘,๐๐๐ บาท คุ้มไหมครับ เงินประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ บาท แทนที่จะไปสร้างถนน ทำท่อระบายน้ำให้ พี่น้องประชาชน อบต. ต้องเอางบตรงนี้มาซื้อสายไฟใหม่ อันนี้คือปัญหาของประเทศชาติ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปรับปรุงตรงนี้ ขโมยขโจรเต็มไปหมด แต่จะปรับปรุงเฉพาะ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ ต้องปรับปรุงตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณให้กับกองทุน สืบสวนนี้ครับ เรามี พ.ร.บ. ใหม่แล้ว เรามีกองทุนสืบสวนตรงนี้ที่เป็นที่หวังของพี่น้องประชาชน แล้วคนที่ร่างกฎหมายตรงนี้ก็หวังว่ากองทุนนี้จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญให้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติได้ใช้ ในการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนไปจับกุมผู้ร้ายให้ได้ แต่วันนี้กองทุนสืบสวน งบประมาณน้อยนิดเดียวครับ ฉะนั้นต่อไปนี้รัฐบาลเอง แล้วก็ ผบ.ตร. เองต้องให้ความสำคัญ กับกองทุนสืบสวนนี้ เพื่อไปดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิด ไม่อย่างนั้นขโมยไปตำรวจ ก็จับไม่ได้ ไม่มีเงินทุนในการจับ ผมถามว่าอีกหน่อยขโมยก็ขโมยเยอะแยะไปหมด โจรเต็มบ้านเต็มเมือง ขออนุญาตท่านประธานได้แสดงความเห็นตรงนี้ แล้วก็ขอ ในการปรับลดงบประมาณตรงนี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อไปให้กองทุนสืบสวน เพื่อให้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติได้มีประสิทธิภาพในการจับกุมผู้ร้ายมากขึ้นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชยพล สท้อนดี เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรค ประชาชนครับ สำหรับช่วงนี้ก็ต้องขอบอกเลยว่าการซื้อเครื่องบินอากาศยานเป็นเรื่องอะไรที่ Hot Hit มากเลยสำหรับหน่วยราชการต่าง ๆ นะครับ ซึ่งในรอบนี้ผมก็อยากจะขอโฟกัสไปที่ หน่วยกองบินของตำรวจ ทีนี้คือในเรื่องของงบประมาณมีเรื่องที่น่าข้องใจอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็จะเป็นเรื่องราวของผมในวันนี้กับเรื่องราวซ่อมเท่าไหนก็พังเท่าเดิมครับ อันนี้เป็นเอกสาร ชี้แจงภายในคณะอนุกรรมาธิการของบปี ๒๕๖๘ แจ้งว่า กองบินตำรวจมีอากาศยานทั้งหมด ๖๑ ลำ เป็นปีกติด Fixed Wing อันที่เป็นปีกนิ่ง ๆ ๑๐ ลำ ปีกหมุนก็จะเป็นเฮลิคอปเตอร์ ก็หมุน ๆ ข้างบน ๕๑ ลำ บอกว่าชำรุดทั้งหมด ๒๓ ลำ ของบประมาณในการซ่อม ๙๕๐ ล้านบาท เพื่อที่จะซ่อมให้ Fleet ทั้งหมดนี้สามารถกลับมาใช้งานได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่บังเอิญจริง ๆ วันนี้ผมเพิ่งลงมาจากคณะอนุกรรมาธิการ คุยกันเรื่องของเครื่องบินอากาศยานของ หน่วยราชการได้เอกสารของกองบินตำรวจมาด้วย ในนี้เขาก็บอกนะครับว่าสถานภาพอากาศ ยานในปัจจุบันว่าเขามีเท่าไร ใช้งานเท่าไร อย่างไรบ้าง ปรากฏว่าเขาบอกว่า เขามีเครื่องบิน ทั้งหมด ๖๓ ลำ แต่ทำไมในเอกสารชี้แจงบอกว่ามีอยู่ ๖๑ ลำ แล้วบอกว่าใช้การไม่ได้สำหรับ เอกสารชี้แจงในกรรมาธิการบอกว่าใช้ไม่ได้ถึง ๔๑ ลำ แต่คำขอคุณขอมาซ่อม ๒๓ ลำ แล้วบอกว่าจะทำให้มันครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันจะทำได้ไหมครับ แต่ไม่เป็นไร อันนี้เดี๋ยวต๊ะไว้ก่อนนะครับ ฝากท่านหน่วยกองบินตำรวจเดี๋ยวช่วยส่งข้อมูลขึ้นมาชี้แจงด้วย เพราะได้ยินว่าวันนี้ก็มาด้วยเหมือนกันนะครับ เดี๋ยวผมขอไปโฟกัสเรื่องของงบประมาณ ก่อนแล้วกัน ก็คืองบประมาณ ๙๕๐ ล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่น่าข้องใจ เพราะว่าปกติแล้ว การซ่อมอากาศยาน หรือไม่ว่าจะซ่อมยุทโธปกรณ์อะไรต่าง ๆ ตัวเลขมันไม่น่าจะกลม ๆ ถ้วน ๆ ห้วน ๆ แบบนี้สักเท่าไร ผมก็เลยลองย้อนกลับไปดูในงบประมาณปีก่อน ๆ นะครับ งบประมาณปี ๒๕๖๗ ๙๕๐ ล้านบาท ทำไมมันถึงได้วางแผนกันอย่างไร ทำไมมันถึงได้ตัวเลข ลงเศษลงหน่วยกันได้พอดีขนาดนี้ แล้วเท่าเดิมเป๊ะเลยนะครับ แล้วเดี๋ยวลองดูปีถัดไปครับ ผมเอาตัวอย่างมาเพิ่มอีกปี ๒๕๖๖ ๙๕๐ ล้านบาทเท่าเดิม ดูอีกสักปีหนึ่งไหมครับ ไปอีกสไลด์ครับปี ๒๕๖๕ ๙๕๐ ล้านบาทเหมือนเดิม เชื่อผมไหม เดี๋ยวถอยไปอีกปีหนึ่งครับ ปี ๒๕๖๔ เท่าเดิม ๙๕๐ ล้านบาท นี่ผมเปลี่ยนสไลด์ให้ท่านแล้วนะครับ ดูตัวเลขชัด ๆ ดูก็ได้ครับ ผมเปลี่ยนแล้ว แต่เลขยัง ๙๕๐ ล้านบาทเท่าเดิม วางแผนการซ่อมกันอย่างไร ทำไมมันถึงได้ใช้เงิน มันเซียนมากเลย มันใช้เงินเท่าเดิมกันมาทุกปีเลย
ผมขออธิบายเรื่องของธรรมชาติของการซ่อมเครื่องบินให้ฟังสักนิดหนึ่ง แล้วกันนะครับ คือปกติแล้วเครื่องบินก็จะมีวงรอบในการเช็กของมันนะครับ ไม่ว่าจะเป็น วงรอบในเรื่องของปีอายุใช้งาน หรือว่าจะเป็นวงรอบของชั่วโมงบิน หรือว่าวงรอบ เรื่องของจำนวน Landing ที่เครื่องบินนั้นได้ Service ไปแล้ว ซึ่งแต่ละ Plan อันนี้ผมอิง เรื่องของปีมาให้แล้วกันนะครับ อันนี้คร่าว ๆ ผมก็แค่ให้ทุกท่านสามารถเห็นภาพเข้าใจได้ง่ายขึ้น ความจริงเชิงรายละเอียดมันก็มีมากกว่านี้ ก็คือประมาณว่าใน Service ปีสมมุติว่าปีที่ ๒ ก็จะมีแผนสมมุติว่า เป็น Plan A ในการที่จะต้องเช็กตามวงรอบเมื่อครบทั้ง ๒ ปี พอถึง ๔ ปีก็อาจจะเป็น Plan A บวกกับ Plan B เพราะว่า Plan A เช็กทุก ๒ ปี Plan B เช็กทุก ๔ ปี ปีที่ ๖ ก็แค่ Plan A อย่างเดียว แล้วก็ปีที่ ๘ ก็ค่อย A กับ B มันก็จะเป็น Field อย่างนี้สลับไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตอนที่เราต้อง Overhaul เครื่อง ก็คือมีการรื้อเช็ก ซ่อมครั้งใหญ่เพื่อที่จะ Set Zero ใหม่ จนกว่าทั้งหมดมันจะหมด Life Cycle ของตัวเครื่องบิน ลำนั้นจริง ๆ ทีนี้ถ้าเกิดจะเห็นตรงนี้ ก็จะเห็นแล้วว่าแต่ละปีนะครับ จำนวน Plan ที่มันใช้ ในการที่จะซ่อม Maintenance เครื่องบิน มันก็ไม่ได้เท่ากันในแต่ละปี บางปีมันอาจจะสูงมาก บางปีอาจจะน้อยมากเลยก็ได้ แล้วแต่วงรอบของมันว่าเป็นอย่างไร มันเลยน่าแปลกนะครับว่า คุณวางแผนกันอย่างไรทำไมถึงได้เงิน ๙๕๐ ล้านบาทเท่าเดิมทุกปี แล้วทีนี้มันก็ต้องถามไปถึงประสิทธิภาพด้วยนะครับ เพราะว่าเอาจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ว่า กองบินตำรวจมันไม่เคยมีอุบัติเหตุมาก่อนนะครับ ก็เคยมีมาก่อน ก็ต้องบอกว่าเพื่อนผมเอง นั่นละครับ ที่โดดร่มนักเรียนนายร้อยตำรวจแล้วเสียชีวิตจากการซ่อมของกองบินตำรวจเอง นี่ครับ มันเคยเกิดเหตุมาแล้วเหมือนกันนะครับ มันไม่ใช่ว่ามันไม่เคยเกิด ทีนี้ครับตัวของ กองบินตำรวจนี่ ทีมที่เขามีอยู่แล้วก็จะเป็นทีม Service ขั้นพื้นฐานก็จะเป็นทีมช่างที่ต้องรับ หน้าที่ Service เครื่อง พวกการเติมน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนยาง เติมลมยางเช็กเบรก เช็กไฮดรอลิกอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นทีมตรงนั้นมันก็ไม่ได้มีในการที่จะวางแผน สักเท่าไร แต่ทีนี้กองบินตำรวจเขาก็มีการจ้าง เท่าที่ผมเช็กมาก็เรียกว่าเดินผ่าน ห้องประชุมเขา แล้วได้ยินเขาพูดกัน ได้ยินมาว่าเขามีการจ้างการบินไทยในการทำ Engineering Service Planning ก็คือเอาวิศวกรของการบินไทยในการที่จะวางแผนว่า วงรอบตอนไหน ช่วงไหน คุณจะต้องเข้ามาซ่อมอะไรบ้าง แล้วคุณจะต้อง Stock อะไหล่ ซื้ออะไร อย่างไร เท่าไรบ้าง แล้วทีนี้คือคุณก็ไปจ้างโรงซ่อมต่อก็จะเป็นโรงซ่อมของการบินไทย ของ TRI ของ Royal Sky อะไรก็ว่ากันไป แต่ทีนี้คือคุณก็มีการจ้างตัว Engineering Service ของคุณอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นมันควรจะต้องวางแผนได้ที่ชัดเจนกว่านี้หรือเปล่าว่า แต่ละช่วงแต่ละปีนี่เครื่องลำไหนต้อง Service อะไรบ้าง แล้วต้อง Service ระดับไหนบ้าง เพราะฉะนั้นงบประมาณของคุณมันไม่ควรจะต้องเป็น ๙๕๐ ล้านบาท ถ้วน ๆ ห้วน ๆ แบบนี้ อยู่แล้วนะครับ
แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ ผมไปเช็ก Feedback อันนี้เรียกว่าขอเป็นข้อสังเกต ไว้เฉย ๆ แล้วกันนะครับ จากที่ผมไปเช็กมานะครับ ผมก็คิดว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องบิน ของกองบินตำรวจมันต้องซ่อมกันบ่อยขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะว่าตัวโรงจอดมันไม่พอด้วยครับ Hanger ไม่พอ นี่ครับที่คุณของบไปบอกว่าจะไปลงที่ท่าแร้งนะครับตรงนี้ อยู่ตรงหัวของ สนามงูเลยนะครับ ไม่ใช่ครับ อันนี้อยู่ตรงบางเขน ตรงแขวงท่าแร้งครับ ขออภัยครับ เห็นไหมครับว่า มันจะมีตึกอยู่ ๓ ตึก ตึกหนึ่งน่าจะเป็นตึกสำนักงาน ส่วนอีก ๒ ตึก คือตึกจอดนะครับ แต่ทีนี้ตรงที่มันกากบาท กากบาทอยู่ทางขวาเฮลิคอปเตอร์ทั้งนั้นครับ ที่จอดตากแดด ตากลม ตากฝนอยู่นะครับ คือพอมันไม่สามารถที่จะจอดในร่มได้ มันต้องท้าแดด ท้าฝนแบบนี้ มันแน่นอนอยู่แล้วมันก็พังครับ ซ่อมอย่างไรก็ซ่อมไม่ทันครับเพราะท่านไม่ได้ ดูแลอากาศยานได้ดีขนาดนั้นเลย คืออุปกรณ์สถานที่ในการที่จะจอดอากาศยานท่านยังไม่มี
เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไปนะครับ อันนี้ครับกองบินตำรวจของที่ดอนเมืองนะครับ ตรงที่นี่ก็จะจอดเป็นเครื่อง Fixed Wing เสียส่วนใหญ่นะครับ ก็คือเครื่องปีกตรึง เครื่องบิน ที่ปีกอยู่กับที่ คือลองดูสิครับ จอดกันเต็มลานเลยนะครับ มันจะไม่เสียมันไม่พังได้อย่างไร ในเมื่อคุณยังไม่มีที่ที่จะจอดให้กับเครื่องบินเลย แล้วงบประมาณที่คุณเบิกไปซ่อม ตกลงแล้ว คุณต้องซ่อมกี่เครื่องกันแน่ ในคำขอเท่าหนึ่ง ในเอกสารชี้แจงบอกอีกเท่าหนึ่ง แล้วอุปกรณ์ การดูแลคุณก็ไม่มี ขอเท่าเดิมทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าคุณไม่ได้วางแผนมาชัด ๆ นะครับ นี่ก็ขอฝากไว้ สำหรับกรรมาธิการงบประมาณในปีถัด ๆ ไปแล้วกันนะครับว่า ถ้าเกิดจะดูงบประมาณในการ ซ่อมนี่ครับ ก็ดูง่าย ๆ นี่ครับ เพราะถ้าเกิดมันขอเท่าเดิมทุก ๆ ปี เลขห้วน ๆ ถ้วน ๆ กลม ๆ แบบนี้ แน่นอนเลย คือเสกเลขขึ้นมาแล้วก็ใช้เหลือใช้ขาดอะไรก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง ทีนี้ประสิทธิภาพ ในการใช้งานมันก็จะไม่ได้เต็มที่หรอกครับ บอกตั้งแผนตั้งเป้าไว้ว่าจะซ่อมให้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่มีทาง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ถ้าเกิดไม่มีแผนที่ชัดเจน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาเทศบาลเมือง แม่ฮ่องสอน อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านผู้แปรญัตติ ท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน ผมขออนุญาตอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ มาตรา ๒๗ ขอเสนอแปรญัตติตัดลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ อยากจะเชิญชวนท่านประธาน มาดูกันที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติครับ ในหมวดของที่ดินและสิ่งก่อสร้างปีเดียว ผมก็ได้ตามไปดูรายละเอียดรายการมา ก็คือว่าเราจะพบว่ามีการเสนอโครงการนะครับ ในส่วนวงเงินที่ต่ำกว่า ๑ ล้านบาท ๖๖๓ โครงการนะครับ แต่ที่น่าสนใจก็คือวงเงิน ๑๐ ล้านบาทขึ้นไป มี ๑ โครงการ มาจับตาดูที่โครงการนี้นะครับ เป็นโครงการการจัดสร้างพระมหาวิหาร ผมขออนุญาตสงวนนามวัดเอาไว้ เพื่อที่จะให้โฟกัส ที่เนื้อหา แล้วก็ตรรกะเหตุผลที่ผมจะนำเสนอครับ ท่านประธานครับ ถามว่าทำไมถึงเอาเรื่องนี้ มาพูด ผมมีข้อสังเกต แล้วก็มีเหตุผลประมาณ ๔-๕ ประการด้วยกันครับ
อย่างแรกเลย ผมอยากจะพูดถึงสำนักงบประมาณครับ โครงการแบบนี้ ท่านเป็นหน่วยคัดกรองแรก การที่ท่านส่งโครงการเข้ามาให้สภาให้งบกับวัด เพื่อที่จะไป สร้างมหาวิหาร ตรงนี้ไม่ต่างอะไรกับการที่ท่านโยนเผือกร้อนมาให้สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรโดยปกติแล้ว สส. ครม. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เราก็ทำตัวเป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้ใจบุญ พยายามค้ำจุนพระศาสนา เราออกงานต่าง ๆ มากมายครับ แต่ถึงกับโยน โครงการมา แล้วถ้าผมเปรียบเทียบว่านี่คือครอบครัวครับ วันหนึ่งสมาชิกครอบครัวกลับมา ที่บ้านแล้วบอกว่ามีซองผ้าป่า ซองกฐิน มาให้ไปเป็นเจ้าภาพ ๑๐ ล้านบาท แล้วถ้าในครอบครัว ต้องถกเถียงกันว่าให้ ไม่ให้ ให้เท่าไร ให้มาก ให้น้อย คนที่ปรับลดงบประมาณลงไปนั้น มิกลายเป็นคนบาปไปเลยหรือครับ เราเข้าใจในการทำบุญ เรารู้ว่าสิ่งใดที่ควรทำนะครับ
เหตุผลที่ ๒ ผมอยากจะให้ทุกท่านคิดตามว่าวัดสำคัญ วัดที่เป็นเสาหลัก พระศาสนา อยู่ในเมืองหลวงมีอีกหลายวัด และอีก ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศไทย ก็มีวัด สำคัญต่าง ๆ อีกมากมาย แล้วทุก ๆ วัดละครับ มีความสำคัญแตกต่างกันอย่างไรนะครับ
เหตุผลข้อต่อมาครับ ในการของบ เราก็ทราบเสียงเล่าลือกันมาว่าหาก โครงการนี้ไม่ผ่าน ต่อไปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็อย่ามาเหยียบวัดนี้เลย เอาเหตุผลอย่างนี้จริง ๆ หรือครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการทำบุญแบบนี้ แต่ผมก็ไม่อยาก เป็นคนบาปที่จะไปตัด ผมติดตามไปปรากฏว่าโครงการนี้เมื่อเข้าสู่อนุกรรมาธิการ จาก ๑๐ ล้านบาท ก็ตัดเหลือ ๕ ล้านบาท แล้วเหตุผลที่ได้รับฟังเพิ่มเติม มหาวิหารนี้ ตั้งเป้าเอาไว้ ๔๐๐ กว่าล้านบาท คาดว่าอยากจะให้งบประมาณ ๑๐ ล้านบาทเป็นเงินตั้งต้น แล้วที่เหลืออีก ๒๐๐ กว่าล้านบาท ทางวัดออกเองอีก ๒๐๐ กว่าล้านบาทนี้ก็จะเปิดรับ บริจาค ผมเข้าใจว่าในการสร้างศาลาการเปรียญ สร้างโบสถ์วิหารต่าง ๆ เป็นความชอบธรรม ของทุก ๆ วัด สามารถทำได้ด้วยดี และจะดีมากหากสมมุติว่า สส. คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือฝ่ายสภา ไปเป็นเจ้าภาพ แล้วก็เป็นองค์ประธาน เพื่อที่จะรวบรวมศรัทธา จากมหาชน มีมากช่วยมาก มีน้อยช่วยน้อย เอาน้ำใจมารวมกัน แล้วก็ร่วมกันสร้างให้เป็น สามัคคีบุญ สามัคคีธรรม ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นได้นะครับ
ประการที่ ๔ ทั่วประเทศเรามีวัดอยู่ จากสถิติของสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาตินี้ ทั่วประเทศเรามีวัดอยู่ ๔๖,๐๐๐ กว่าวัด ปัจจุบันได้รับวิสุงคามสีมา ๒๕,๐๐๐ วัด ยังเหลืออีก ๑๖,๐๐๐ กว่าวัด ทีนี้หากปีนี้ได้เป็นโครงการตัวอย่างต้นแบบว่าถ้าได้ติดต่อเรียกร้อง ประสานงานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วสามารถของบประมาณมาสร้าง สิ่งก่อสร้างได้ แล้วถ้าปีหน้าวัดต่าง ๆ ขอร้องมาเหมือนกัน ตรงนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะรับมืออย่างไร
ผมจึงอยากจะแสดงเหตุผล และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สิ่งเหล่านี้ เราสามารถปฏิบัติเป็นการส่วนบุคคลได้ หรือเป็นคณะบุคคลได้ ที่จะรวบรวมศรัทธา จากมหาชน แล้วมาร่วมบุญกัน มาสร้างบุญด้วยกัน ผมยังยืนยันว่าการทำบุญในฐานะ พุทธศาสนิกชนเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องที่เราควรทำด้วยจิตเบิกบาน แต่ว่าอยาก จะให้แยกแยะ หากเป็นการของบประมาณเพื่อไปสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แบบนี้ เรายังมีวัด อีกมากมาย และย้อนไปตอนต้นที่ผมบอกว่ามันมีโครงการอีก ๖๖๓ โครงการ ที่ได้เม็ดเงิน เล็ก ๆ น้อย ๆ กระจายเพื่อที่จะไปช่วยซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แต่ว่าหากมีการเทมาให้ ที่ใดที่หนึ่งมากจนเกินไป เกรงว่าตรงนี้อาจจะก่อให้เกิดความไม่เหมาะสม แล้วก็ทำให้ พูดกันต่าง ๆ นานาไป แล้วปีหน้าเราจะรับมืออย่างไร ขอบคุณท่านประธาน สาธุครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรอมฎอน ปันจอร์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ขอความสันติจงมีแด่ท่าน แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิกของพวกเราในสภาแห่งนี้นะครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เดิมพรรคก้าวไกล ปัจจุบัน พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมหนักใจครับท่านประธาน พอมาที่มาตรา ๒๗ นี่มันมีหลาย หน่วยงานที่เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี มีหลายหน่วยงาน และโดยเฉพาะ ภารกิจที่ผมสนใจคือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนแรกลังเลอยู่ว่า จะมาแกะมาแคะ ศอ.บต. หรือว่าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีหรือไม่ แต่พบว่าเพื่อน ๆ หลายคนในสภาแห่งนี้สนใจตำรวจกันเหลือเกิน พลิกดูอีกทีตำรวจน่าสนใจ จริงครับท่านประธาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมต้องขอเรียนว่า ในกรณีตำรวจในที่นี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
วันนี้ต้องขอตรวจตำรวจ แล้วครับ ขอตรวจแล้วก็ตัดตำรวจในชายแดนใต้นะครับ ที่ตำรวจน่าสนใจเพราะเหตุนี้ครับ ขอสไลด์ถัดไป มันมีคำถามใหญ่อย่างนี้ครับ ในทางยุทธศาสตร์ตอนนี้สถานการณ์ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้กำลังเดินไปสู่จังหวะที่เปลี่ยนผ่านสำคัญ ทางหน่วยงานเอง ในแผน ยุทธศาสตร์ชาติเอย หรือว่าบรรยากาศในเวลานี้ คำถามที่รอเราอยู่ในอนาคตคือตำรวจ จะรับหน้าที่ รับภารกิจจากทหารได้หรือไม่ พร้อมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันครับว่า ตำรวจนี่นะครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สังกัดภูธรภาค ๙ พร้อมจะทำหน้าที่อะไรไหม แล้วจะมี ปัญหาอะไรบ้าง ผมสะท้อนให้เห็นจากงบประมาณครับ ผมดูแค่ ๒-๓ ก้อนครับ ปกติแล้ว งบประมาณเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของตำรวจมี ๒ ก้อนครับท่านประธาน อยู่ในแผน บูรณาการจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตรา ๓๗ เดี๋ยวเราจะอภิปรายต่อไป แล้วก็อยู่ในงบ ฟังก์ชันปกติ งบแผนงานความมั่นคงนะครับ ซึ่งในแผนบูรณาการมี ๑๔๐ กว่าล้านบาท แผนงานพื้นฐานมี ๑,๐๒๙ ล้านบาท ดูเฉพาะโครงการนี้ครับ น่าสนใจนะครับ ผมเอาให้ ท่านประธานแล้วก็ทุกท่านดูนะครับ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมสถานการณ์ ความไม่สงบนะครับ เงินส่วนใหญ่เลย ๙๐๐ กว่าล้านบาท เขียนระบุว่าเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พักและพาหนะ ก็ระบุเลยหน่วยงานต่าง ๆ ๑๘,๐๐๐ กว่านาย กำลังพลของตำรวจในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ใช้เงินก้อนนี้ครับ แต่ข้อสงสัยผมอยู่ตรงนี้ค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพลในชายแดนใต้นี่ ถ้าท่านประธานจำได้ เมื่อวานซืนเราอภิปรายเรื่องงบของ กอ.รมน. ไปแล้ว กอ.รมน. เขาบอกว่า เขาตั้งรายการชื่อ การกำลังพลและการดำเนินงาน ๓,๔๐๐ กว่าล้านบาท ระบุว่าเอาค่าใช้จ่าย ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งของตำรวจด้วย กองกำลังตำรวจ ๓๔๐ กว่าล้านบาท คำถามผมก็คือว่าค่าเบี้ยเลี้ยง ค่ากำลังพลเหล่านี้นะครับ กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานใหญ่เขาก็ตั้งให้ แล้วก็มาซอยให้กับตำรวจด้วย ในขณะที่ตำรวจเองก็ตั้งด้วย เหมือนกัน ตกลงแล้วนี่เป็นงบที่ซ้ำซ้อนหรือเปล่า และตกลงงบนี้ที่จะจ่ายให้กับกำลังพล ของตำรวจนี่ใช้เงินจากกระเป๋าไหนกันแน่อันนี้เป็นเหตุผลที่ผมขอตั้งข้อสังเกตตรงนี้ แล้วไหน ๆ เราอภิปรายผ่านมาตรา ๗ มาตราที่เกี่ยวกับสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านให้ กอ.รมน. ไปแล้วนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นขอดึงกลับตรงส่วนนี้ได้ไหมของตำรวจนะครับ ก็ขอตัดไป ๓๐๐ กว่าล้านบาทตรงนี้ครับ ในปีหน้าต้องมานั่งดูดี ๆ ครับว่าตกลงใคร จะรับผิดชอบจากใคร และความสัมพันธ์ระหว่าง กอ.รมน. กับตำรวจอาจจะต้องจัดวาง กันใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ
เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะท้วงติงไว้นิดหนึ่งนะครับ ๑๒ ล้านบาทนี้ ในแผนงานฟังก์ชันนี้ ในงบแผนงานพื้นฐาน ๑๒ ล้านบาทกว่า ๆ นี่ทำอะไรครับ ทำโครงการ จัดทำฐานข้อมูล DNA ลายนิ้วมือ อันนี้เพื่ออะไร พัฒนาเป็นฐานข้อมูลครับ จากเอกสาร ที่ทางตำรวจส่งมาให้ทางอนุระบุว่าตอนนี้เก็บมา ๗ ปีงบประมาณ มีตัวอย่าง DNA ถึง ๒๕๙,๐๐๐ กว่าตัวอย่าง ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการเก็บตัวอย่าง DNA เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เราสร้างฐานข้อมูลเพื่อจะทำให้นิติวิทยาศาสตร์มีน้ำหนักในการที่จะตรวจสอบ คดีความมั่นคงต่าง ๆ แต่ปัญหาตลอดตั้งแต่เรียกกลับไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับเก็บ DNA ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาตลอดครับ ท่านประธาน ในปี ๒๕๖๒ นี้มีถึงขั้นว่าไปบังคับทหารเกณฑ์เก็บ DNA ด้วย มีบางครั้ง ก็เก็บเด็กที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเลย แต่ว่าเป็นลูกหรือว่าเป็นญาติกับผู้ที่เจ้าหน้าที่ ตั้งข้อสงสัยนะครับ และที่สำคัญท่านประธานครับ ตอนนี้มีเรื่องร้องเรียนมาถึงผมด้วยนะครับ แล้ว สส. หลายท่าน ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนนี้คือ ตอนนี้บ้าง สภ. ในพื้นที่มียอดครับ ต้องเก็บตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างต่อวัน อันนี้ก็ต้องอ้างอิงถึงทีมของผม ที่ไปเก็บตัวอย่างที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เขาบอกว่า ผู้กำกับก็ยอมรับครับว่านายเขาบอกว่าให้เก็บตัวอย่างขึ้นมา ทีนี้เขาดักจับเอานะครับ ผมเองเคยเอาประเด็นนี้ถามผู้บัญชาการตำรวจภาค ๙ ในห้องประชุมคณะอนุกรรมาธิการ ในฐานะผมเป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ท่านก็บอกปัดพัลวันเลยครับว่า ไม่มีนโยบายอย่างโน้นอย่างนี้ ล่าสุดมีอีกแล้วครับ เจ้าหน้าที่จากเทศบาลนครยะลาบอกว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือ ขอความร่วมมือต้องขีดเส้นใต้นะครับ ขอความร่วมมือ ให้ไปเก็บ DNA นะครับ จริง ๆ แล้วถ้าไม่ใช่ผู้ต้องหานี่ เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจในการเก็บนะครับ แต่การเก็บ DNA ในลักษณะนี้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลในลักษณะนี้ เป็นไปโดยที่ไม่มีความสมัครใจ เช่นนี้จะทำให้ฐานข้อมูล DNA มีปัญหาหรือเปล่า มีปัญหาในเชิงทำให้ความน่าเชื่อถือ ของพยานหลักฐานเหล่านั้นจะลดลงหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นคำถามตัวใหญ่ ๆ แล้วนี่ท่านประธาน ทราบไหมครับว่า ในแผนบูรณาการทางตำรวจภาค ๙ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตั้งงบขึ้นมา พัฒนา Lab อีก ๒๐ กว่าล้านบาท โดยสรุปก็ประมาณ ๓๐ กว่าล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับ DNA ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติการในระดับพื้นที่ต้องกระทบกระทั่ง ต้องมีความสุ่มเสี่ยงในการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่อย่างนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภูธรภาค ๙ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีความพร้อมที่จะเตรียมรับโอนภารกิจสำคัญ ๆ จากกองทัพ จาก กอ.รมน. หลังจากนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมขอตัดเลยครับ ๓๕๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน เพราะว่าอันนี้ ต้องตั้งสัญญาณไว้ ตีขีดเส้นเอาไว้ว่า การปฏิบัติการของตำรวจจะต้องมีการทบทวนครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไขนะครับ ท่านสมาชิกขออภิปรายนะครับ ท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมไม่ได้แปรญัตติตัดงบประมาณ เพราะว่าเห็นใจตำรวจนะครับ แต่ต้อง ขออนุญาตพูดเรื่องตำรวจนิดหนึ่งครับท่านประธานครับ เรื่องตัดงบประมาณเพื่อน ๆ สมาชิก พูดมาแล้ว ตัดเท่านั้น เท่านี้พูดแล้ว ส่วนตัดมาแล้ววันนี้จะฝากท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้กำกับตำรวจทั้งหลาย ในฐานะที่อยู่ กับตำรวจมาตลอดชีวิตครับ ดังนั้นวันนี้อยากสะท้อนให้เห็นว่าที่ผมไม่ตัดงบประมาณตำรวจ แต่เพื่อนตัดไปแล้วอยากเกลี่ยครับ
อันแรก ตำรวจชั้นผู้น้อยครับท่านประธาน เขาบ่นกันเหลือเกินนะครับ บ้านอื่นไม่ทราบ เอาบ้านผมบึงกาฬนี่ละ เขาบอกว่าท่านกำนัน เติมน้ำมันแต่ละครั้งได้ ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท วันนี้น้ำมันยิ่งแพงครับ ดังนั้นวันนี้น่าเห็นใจตำรวจชั้นผู้น้อยนะครับ เวลาออกตรวจตรา วันนี้ยาบ้ายิ่งเยอะ วิ่งมากหมดน้ำมันครับ ดังนั้นวันนี้ต้องเติมเงินให้มี น้ำมันวิ่งตลอดนะครับอันแรก
อันที่ ๒ วันนี้เขาว่ากันมาครับท่านประธาน ผมก็ว่าต่อในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ละ ผ่านไปยังกรรมาธิการงบประมาณครับ เขาว่ากันมาอย่างนี้ว่า ท่านกำนัน ท่าน สส. ยาบ้าบ้านผมนี่มีตำรวจบางคนไปหายุ่งเกี่ยวกินกับยาบ้า วันนี้ก็ฝากถึงผู้ใหญ่นะครับ วันนี้ ครม. มีแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีกำกับตำรวจ งานนี้สนุกแน่ครับ ก็ไปดูตามชาวบ้านเขาว่ามาครับ
อันที่ ๓ เขาบอกว่าสายตำรวจค้ายาครับ เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ แต่ค่อนข้าง จะจริงอยู่นะครับ เพราะผมก็ถามตำรวจไปว่า เขาบอกว่าสายตำรวจค้ายา ไม่ใช่สายตำรวจ ค้ายา เป็นสายล่อซื้อยา ล่อไปล่อมาเอาไปขายเสียเองก็มีครับ ต่อไปฝากว่า สายตรงนี้ตัดทิ้ง ได้ไหม แต่อำเภอพรเจริญกำลังนำร่องแล้วครับ นายอำเภอกับตำรวจคุยกันแล้วว่าตัดสาย ออกให้หมด ดังนั้นวันนี้สิ่งสำคัญครับ งบประมาณเวลาได้รางวัลนำจับ ตำรวจชั้นผู้น้อย เขาก็บ่นอีกครับ เวลาจับกว่าจะจับได้ เวลานำจับมาแล้วกว่าจะได้รางวัล บัญชีจับมาก เหลือเกิน คนที่ไปวิ่งไล่ตามท้องไร่ท้องนากว่าจะได้รางวัลมันก็นานครับท่านประธาน ขวัญกำลังใจตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจผู้ปฏิบัติงานรางวัลนำจับมันต้องรวดเร็วทันใจ มันถึงจะ ปราบได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ขอชมเชยตำรวจดีครับ ตำรวจดีมีเยอะครับ ตำรวจชั่วก็มีครับ ดังนั้นวันนี้มั่นใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทยคนที่ ๓๑ คุณแพทองธาร ชินวัตร ต้องนั่งหัวโต๊ะทุบโต๊ะ ตำรวจดีมีรางวัล ตำรวจชั่วจัดให้เรียบ เพราะอะไรครับ ไม่อย่างนั้นปราบไม่หมด ซื้อขายตำแหน่ง ภาวนาครับรอบนี้ เมื่อสักครู่รัฐบาลของ ท่านเศรษฐาก็ไม่มีครับ รอบนี้ยิ่งสวยครับ ตำรวจไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ถวายชีวิต ตำรวจ เขาว่ามาครับท่านประธาน เขาบอกว่าท่านกำนัน ท่าน สส. ถ้าพวกผมได้ขึ้นด้วยคุณภาพ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง รับรองว่าทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ดังนั้นครับ ฝากผู้มีอำนาจครับ ฝากท่านนายกรัฐมนตรี คนดี ตำรวจดี สนับสนุนส่งเสริม ๒ (๖) ของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ เอามาใช้ ๒ (๖) ให้คุณและโทษ ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่สนองนโยบายของ รัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดและทุกนโยบาย ต้องลงโทษครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาของ คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดอ่างทอง สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับน้อง ๆ ทุกท่านนะครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการจะตอบไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณและกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออนุญาตพยายามที่จะตอบ ในหลาย ๆ ประเด็นที่มีข้อซักถามเกี่ยวกับเรื่องของตัวงบประมาณ มีข้อสอบถามส่วนมาก จะอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีเรื่องของการตั้งงบประมาณในการบำรุงรักษาอากาศยาน เป็นวงเงิน ๙๕๐ ล้านบาท ซึ่งต้องกราบเรียนว่าเป็นตามที่ท่านได้เรียนชี้แจง เป็นการ บำรุงรักษาให้กับอากาศยาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ราว ๖๑ ลำ และเป็น งบประมาณที่จำเป็นครับ มีการตั้งงบประมาณมาทุกปี เพราะว่าต้องยอมรับว่าอายุการใช้ งาน ๓๐-๔๐ ปี เป็นอากาศยานที่มีอายุค่อนข้างมาก แต่เราก็มีความจำเป็นเนื่องด้วยประเทศ เราก็มีข้อจำกัดเรื่องของงบประมาณ ถ้าเอาข้อเท็จจริงในคำขอในเรื่องของการตั้งงบประมาณ ในการซ่อมบำรุงมีมากกว่านี้ มากกว่า ๙๕๐ ล้านบาทต่อปี แต่ทางสำนักงบประมาณด้วย ข้อจำกัดของงบประมาณที่เรามีกรอบอยู่จำกัด ก็บริหารจัดการตามที่มีความจำเป็นแล้วก็ ประคับประคองกันไป ซึ่งต้องกราบขอความกรุณาจากท่านสมาชิกว่านี้เป็นงบประมาณ ที่มีความจำเป็น แล้วก็เป็นชีวิตของพี่น้องข้าราชการตำรวจ ซึ่งเขาปฏิบัติหน้าที่ เครื่องบิน ก็ ๓๐-๔๐ ปี ก็ให้ความอุ่นใจกับเขาหน่อยหนึ่งในเรื่องของงบประมาณ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของกองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวน มีท่านสมาชิกได้ กราบเรียนสอบถามมา ซึ่งต้องเรียนว่าเราก็ได้ไปพูดคุยกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดให้มีกองทุนเพื่อการสืบสวนและ สอบสวนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นเงินเสริมจาก งบประมาณปกติสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อจัดสรรให้สถานีตำรวจ ๑,๐๐๐ กว่าสถานี ต้องเรียนอย่างนี้ครับ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ตั้งไว้ ๙๕๐ ล้านบาท แต่มีเงินค่าเปรียบเทียบปรับคดีอาญาที่เป็นอำนาจของตำรวจ เงินค่าปรับตามกฎหมายว่า ด้วยการจราจรทางบกเฉพาะส่วนที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และเงินค่าปรับทางปกครอง ที่ตำรวจสั่งปรับตามกฎหมาย ซึ่ง ครม. อนุมัติให้นำไปสมทบเข้ากับกองทุนได้ตามที่ กระทรวงการคลังอนุมัติ ประมาณปีละ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ต้องเรียนว่าเป็นงบประมาณที่มีการจัดสรรไว้เพียงพอแล้วนะครับ
ในส่วนของลดค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย สำหรับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ โครงการนี้ผมต้องเรียนอย่างนี้ แบ่งเป็น ๔ ส่วน มีโครงการเกี่ยวกับเรื่องของการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยในการบำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ มีโครงการเฝ้าตรวจเตือนเตรียมการรองรับภัยพิบัติและช่วยเหลือ ประชาชน มีโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายของกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย เป็นค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นครับ แล้วก็มีความสำคัญ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้ดู ในรายละเอียดแล้วยืนยันถึงความจำเป็น แล้วก็ไม่ได้มีการปรับลดแต่อย่างใด
ค่าใช้จ่ายในการฝึกยุทธวิธีตำรวจโครงการ Local CAT รวมถึงงบประมาณ ในส่วนราชการในพระองค์ เกี่ยวกับโครงการถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ มีข้อสงสัยว่ามีความซ้ำซ้อนหรือไม่ มีความจำเป็นหรือไม่ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้ดูในรายละเอียดอย่างครบถ้วนและยืนยันว่าเป็นโครงการ ที่มีความจำเป็น แล้วก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่แต่เพียงเฉพาะ ประเทศไทยเท่านั้น ที่ในการดูแลประมุขของประเทศเราจะต้องดูแลอย่างรอบคอบ และรัดกุม ซึ่งตรงนี้เป็นภารกิจหน้าที่ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนหนึ่งที่ต้อง ปฏิบัติภารกิจ ก็ยืนยันถึงความจำเป็นของเม็ดเงินและภารกิจที่ได้ตั้งงบประมาณมา ไม่ได้มี การปรับลดแต่อย่างใด
ในส่วนของสุดท้าย มีข้อคิดเห็นในเรื่องของงบประมาณของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นภารกิจเกี่ยวกับเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเรียน ด้วยความเคารพก็รับข้อคิดเห็นของท่านว่าประเด็นปัญหาในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ประเด็นปัญหาในเรื่องของการที่จะกระทบกระทั่งกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ขออนุญาตอย่างนี้ว่าตัวเม็ดเงินซึ่งเป็นเครื่องมือกลไกนี้เป็นสิ่งจำเป็น เราก็ยืนยันในเม็ดเงิน ที่จะต้องลงไปให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปฏิบัติภารกิจ แต่ส่วนเรื่องใด ๆ ที่มันเป็น เรื่องที่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติภารกิจ แล้วไปกระทบกับพี่น้องประชาชนเองก็ตาม หรืออย่างเช่นของท่านนิพนธ์ คนขยัน ที่เป็นเรื่องของยาเสพติดก็ตามว่า หากมีการใช้เม็ดเงิน ใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่โดยมิชอบ อันนั้นเป็นภาระหน้าที่ในส่วนของฝ่ายนโยบายในการจะ กำหนดนโยบาย เป็นภาระหน้าที่ในส่วนของฝ่ายตรวจสอบในการที่จะไปดูว่ามีการกระทำ ที่ผิดไปจากครรลองหรือไม่ และเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในการที่จะร่วมกัน ตรวจสอบการปฏิบัติภารกิจของพี่น้องข้าราชการ หากผิดไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น หากมีการ กระทำที่ประพฤติมิชอบในกรณีใด ๆ ก็เป็นงานของพวกเราด้วยส่วนหนึ่ง ที่จะดำเนินการให้ เป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเม็ดเงินนี่ยืนยันว่าเป็นเครื่องมือกลไกสำคัญ ในการที่จะให้พี่น้องข้าราชการตำรวจได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่เรา คาดหวังนะครับ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยันในมติครับ
ท่านสมาชิกครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณางบประมาณปี ๒๕๖๘ ในกรณีที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้สอบถาม ก็คือท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เกี่ยวกับเรื่องของพระมหาวิหาร ในเรื่องของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณในการอุดหนุนเป็นจำนวนเงิน ๑๐ ล้านบาท ซึ่งทาง อนุกรรมาธิการก็ได้ปรับลดเป็นจำนวนเงิน ๕ ล้านบาท เหลือ ๕ ล้านบาท จริง ๆ แล้วที่มาของโครงการในการจัดสรรอุดหนุนเพื่อค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างพระมหาวิหาร เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ งบประมาณทั้งหมด ๔๘๐ ล้านบาท ทางวัดมีอยู่แล้ว ๒๔๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นทุนประเดิม แล้วส่วนที่เหลืออีก ๒๔๐ ล้านบาทนั้นก็จากผู้มีจิตศรัทธา ในส่วนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น ก็มีส่วนร่วมในการที่จะช่วยเหลือในการที่จะรื้อถอน บางส่วนเท่านั้นเอง แต่สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ได้ร่วมทำบุญนั้น ก็จะเป็นค่าก่อสร้างทั้งหมด เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการที่จะร่วมกับทางวัด แล้วก็พุทธศาสนิกชนที่ร่วมกันบริจาค ทางกรรมาธิการได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ก็เลยขอสนับสนุนไป ๕ ล้านบาท ปรับลด ๕ ล้านบาท ก็คิดว่าคงจะไม่กระทบต่อวัดต่าง ๆ ที่ได้ทำเรื่องขอมา อันนี้ก็คือส่วนหนึ่งที่ต้อง เรียนกับเพื่อนสมาชิกที่ได้สอบถามมาครับ ด้วยความเคารพครับ
ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎร นครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชนครับ ผมยังยืนยันนะครับว่า เห็นดี เห็นงาม กับการทำบุญ และการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพระมหาวิหาร ผมเพียงมีเหตุผลและ ข้อกังวลว่าอีก ๔๖,๐๐๐ วัด ถ้าปีหน้าเขียนโครงการเข้ามา ผมกังวลว่าอนุกรรมาธิการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงบประมาณจะรับเรื่องนี้อย่างไรเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านทนายแจมยังสงสัยหรือครับ เชิญครับ
ขออนุญาตชี้แจงค่ะประธาน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ พรรคประชาชน พอดีเมื่อสักครู่ท่านจุลพันธ์บอกว่า ดิฉันจะไปตัดงบในส่วนของถวายความปลอดภัยนะคะ ต้องบอกว่าเป็นการเทียบกันระหว่าง โครงการ Local CAT ที่เป็นค่าเครื่องแบบครึ่งหนึ่งกับงบถวายความปลอดภัยค่ะ ไม่ได้ไปตัด ในส่วนนั้น และเห็นความสำคัญของการถวายความปลอดภัยค่ะ ก็อยากให้บันทึกเอาไว้ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าดิฉันไม่ได้เห็นด้วยกับการถวายความปลอดภัยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติ จากที่ประชุมว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียง ข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนอื่นขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม แล้วก็กดปุ่มแสดงตนเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๓๒ แสดงตนครับ
๑๓๒ แสดงตนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้รับแจ้งสมาชิกข้างบนรอลงลิฟต์กรุณารอสักครู่ สัก ๕ นาทีครับ
ยินดีครับ
๑๙๒ แนน บุณย์ธิดา สมชัย แสดงตนค่ะ
๑๙๒ แสดงตนนะครับ
ท่านประธานครับ ๔๑๘ แสดงตนครับ
๔๑๘ แสดงตนครับ เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนได้เลยครับ แสดงตนกันหมดทุกท่าน แล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๓๐ ท่าน บวก ๓ ท่าน เป็น ๔๓๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเลยครับ
ท่านประธานครับ ๔๙๘ เห็นด้วยครับ
๔๙๘ เห็นด้วยนะครับ ใช้สิทธิลงคะแนนได้เลยครับ ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๔ บวก ๑ ท่าน เป็น ๔๓๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน นะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมจะขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียง ข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนเลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมนะครับ ๔๒๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียงนะครับ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมตินะครับ ๔๓๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔๓ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๘ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มาตรานี้มีท่านกรรมาธิการสงวนความเห็น เชิญท่านแรก ท่านภคมน หนุนอนันต์ เชิญครับ
เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขออภิปราย เพื่อปรับลดงบประมาณตามที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ในส่วนของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉันขอเริ่มต้นแบบนี้ค่ะ จังหวัดและกลุ่มจังหวัดในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้รับงบจัดสรรจำนวน ๒๔,๐๔๒ ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ดิฉันได้ทำการวิเคราะห์งบประมาณในส่วนนี้เอาไว้ สรุปให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ค่ะ จังหวัดที่ใหญ่และรวยจะได้รับงบประมาณก่อน ถึงแม้ท่าน จะอ้างหลักเกณฑ์ว่าการจัดสรรงบประมาณมันมีสัดส่วนของความยากจนรวมอยู่ แต่สัดส่วน เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นมันน้อยมาก ๆ ค่ะ และงบประมาณจำนวน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ดิฉันได้ทำการแยกหมวดหมู่การใช้เอาไว้ แบ่งออกได้ ๕ หมวดค่ะ หมวดแรก งบสร้างถนน สะพาน ไฟฟ้าส่องสว่าง ไฟสัญญาณจราจร เป็นเงินประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะคะ หมวดที่ ๒ งบสร้างแหล่งน้ำ ๔,๙๐๐ ล้านบาท และงบประมาณที่ไม่มีรายละเอียดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่น้อยกว่า ๑๐ ล้านบาท เป็นเงิน ประมาณ ๙๐๐ กว่าล้านบาท ต่อมาเป็นงบจัดอบรมสัมมนา ๕๐๐ กว่าล้านบาท นอกนั้น เป็นงบอื่น ๆ ที่จะมาในรูปแบบของงบของความมั่นคง และดิฉันย้ำตรงนี้นะคะ ย้ำนะคะว่า ดิฉันเห็นความสำคัญของแหล่งน้ำ ถนนหนทาง ไฟส่องสว่าง ทุกพื้นที่มีความจำเป็นทั้งสิ้น แต่ถนนบางสายทำทุกปีทำทั้งปีแบบนี้ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันค่ะ ยกตัวอย่าง งบประมาณ ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอ่าวไทยบ้านดิฉันเอง ได้รับงบประมาณจำนวน ๑,๖๓๕ ล้านบาท สูงสุดในกลุ่มค่ะ โครงการส่วนใหญ่ระบุออกมาว่า เป็นโครงการการท่องเที่ยว ดูเหมือนจะ สนับสนุนศักยภาพของพื้นที่นะคะ แต่พอไปดูในรายละเอียดปุ๊บก็เป็นการทำถนนและทำ สะพานทั้งสิ้น เช่นเดียวกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างค่ะ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑,๔๙๗ ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่ที่ระบุมาคือเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน แต่พอไปดูไส้ในรายละเอียดปุ๊บก็เป็นถนนและสะพานเหมือนกันค่ะ สรุปแล้ว งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดไม่ว่าท่านพยายามจะตั้งโครงการมาให้ครอบคลุมทุกมิติอย่างไร ก็ตาม หักกลบลบหนี้แล้วเป็นถนนและสะพานทั้งหมดค่ะ ท่านประธานคะ เราต้องพูดกัน อย่างตรงไปตรงมาวันนี้ว่า การพัฒนาท้องถิ่นมันมีมิติความเหลื่อมล้ำที่มันใหญ่มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสาธารณสุข ความยากจน ในครัวเรือน แต่โครงการที่ตั้งมาทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่เข้าใกล้โจทย์ใหญ่เหล่านั้นเลยนะคะ และภายใน งบประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ยังมีงบที่ซ่อนอยู่เล็ก ๆ จำนวน ๗๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ เรียกชื่อเล่น ๆ ง่าย ๆ งบผู้ว่า CEO ลักษณะงบก้อนนี้เป็นงบประมาณที่ให้ผู้ว่าใส่กระเป๋าเอาไว้ อาจจะไม่มีรายละเอียดตั้งไว้ ในรายจ่ายงบจัดสรรอื่นให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดเล็กได้ ๘ ล้านบาท จังหวัดกลางได้ ๙ ล้านบาท จังหวัดใหญ่ได้ ๑๐ ล้านบาท บางจังหวัดผู้ว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัดก็ได้เพิ่มอีก ๔-๖ ล้านบาท รวมเป็นเงิน ๗๘๓ ล้านบาท ดิฉันถามว่าเราจะมีงบประมาณก้อนนี้ไว้ทำไม ถ้าไม่ใช่การเพิ่มอำนาจให้กับผู้ว่า งบก้อนนี้มันสะท้อนการกระชับอำนาจให้กับผู้ว่าราชการ จังหวัด ตาม Concept ผู้ว่า CEO เป๊ะ ดังนั้นดิฉันจึงขอตัดงบประมาณผู้ว่า CEO ออกทั้งหมด ในเมื่อมันมีโครงการตามแผนพัฒนาจังหวัดอยู่แล้วเงินขวัญถุงแบบนี้ไม่ต้องมีค่ะ ใช้จ่ายตาม โครงการที่ตั้งมาให้บรรลุวัตถุประสงค์เท่านั้นก็เพียงพอ
สุดท้ายแล้วค่ะ ดิฉันคาดหวังเป็นอย่างยิ่งค่ะว่างบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จะถูกใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพในพื้นที่ในมิติอื่น ๆ บ้าง ไม่ใช่แค่สร้างถนน ไม่ใช่แค่ทำสะพาน เพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างสมดุลการพัฒนา การคมนาคม การพัฒนาการศึกษา การพัฒนา ระบบสาธารณสุข การพัฒนาขนส่งสาธารณะ หรือการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรให้กับเกษตรกร ท่านคะ เราต้องเปลี่ยนสูตรการจัดสรร งบประมาณใหม่ แทนที่จะจัดสรรกันเป็นเค้กอำนาจแบบนี้ เราต้องจัดสรรตามความต้องการ ของพื้นที่ ซึ่งแน่นอนจังหวัดไหนที่เจริญไม่เท่าเพื่อน จังหวัดไหนที่มีปัญหามากก็ต้องได้รับ งบประมาณมาก แล้วก็กำหนดยุทธศาสตร์เลยค่ะแก้ปัญหา กำหนดยุทธศาสตร์ไปเลยว่า งบก้อนนี้จะใช้เพื่อแก้ปัญหาอะไร จะแก้การศึกษา จะแก้ความยากจน การเข้าถึงบริการ สาธารณสุข หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ว่ากันไป แม้วันนี้จะมีการแก้ระเบียบให้ท้องถิ่นสามารถ ของบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้แล้วนะคะ แต่เราก็คงยังอยากเห็นเงินถูกใช้กับ ท้องถิ่นจริง ๆ ไม่ใช่จากราชการส่วนภูมิภาคหรือส่วนกลางเป็นคนตัดสินใจให้ ในเมื่อเรามี แผนพัฒนาภาค เรามีแผนพัฒนาจังหวัดอยู่แล้วค่ะ ก็ถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณทั้งหมด ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตัดสินใจกำหนดภารกิจบริการประชาชน ให้เขากำหนด เส้นทางการพัฒนาพื้นที่ของเขาด้วยตัวของเขาเอง นี่ต่างหากละคะที่จะเป็นกุญแจสำคัญ ในการแก้ไขท้องถิ่นที่ตรงจุดและยั่งยืน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอิทธิพล ชลธราศิริ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชนครับ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๒๘ งบประมาณรายจ่าย จังหวัดและกลุ่มจังหวัดครับ โดยงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๒๔,๐๔๒ ล้านบาทเศษครับ โดยแบ่งเป็นงบจังหวัด ๑๘,๒๔๓ ล้านบาทเศษ งบกลุ่มจังหวัด ๕,๗๙๘ ล้านบาทเศษ ผมขอปรับลดงบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับพี่น้อง ประชาชนที่รับชมอยู่ งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดคืองบที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการ ประสานและกำกับให้ส่วนราชการดำเนินการตามแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีของแต่ละจังหวัดให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ พูดเป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ ก็คืองบ ที่ต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอขอรับงบประมาณมาครับ และผมมี ๓ สาเหตุที่ต้องขอปรับลด งบประมาณครับท่านประธาน ก็คือ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
๑. โครงการและงบประมาณจัดสรร ลงพื้นที่ไม่เชื่อมโยง แล้วก็ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดครับ ๒. ไม่ตอบสนองต่อความ ต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และ ๓. ตัวชี้วัดการพัฒนาจังหวัดยังไม่ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างให้ดูครับ งบกลุ่มจังหวัดที่เป็นงบลงทุนครับ การสร้าง เฉพาะถนน ย้ำนะครับว่าเป็นแค่ถนนครับไม่รวมอย่างอื่น จากในตารางตามสไลด์ครับ สีส้ม คืองบที่ทำถนนครับ ส่วนสีน้ำเงินเป็นงบที่เหลือจากงบประมาณทั้งหมดครับ โดยค่าเฉลี่ยของ ๑๘ กลุ่มจังหวัดอยู่ที่ ๖๓.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้ในการทำถนนทั้งหมดครับ และงบของแต่ละจังหวัดครับ งบจังหวัดที่ใช้งบทำถนนครับท่านประธานครับ สีส้มก็คือ งบที่ทำถนน แล้วก็สีน้ำเงินคือเป็นงบที่เหลือครับ จะเห็นว่าแต่ละจังหวัดจะมีค่าเฉลี่ย เมื่อคิดรวมทั้ง ๗๖ จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานครอยู่ที่ ๔๖.๕๖ เปอร์เซ็นต์ ที่เอาไปใช้ทำถนน เปิดสไลด์ถัดไปเลยครับ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ สัก ๔ จังหวัด งบประมาณของจังหวัด เชียงใหม่ ทั้งหมดคือ ๓๕๓ ล้านบาทเศษ ทำถนนไปแล้ว ๒๔๓ ล้านบาทเศษ คิดเป็น ๖๙ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดอุดรธานีงบประมาณ ๒๙๓ ล้านบาทเศษ ทำถนนไปแล้ว ๒๓๐ ล้านบาท อันนี้คิดเป็น ๗๘ เปอร์เซ็นต์ กระบี่ ๑๘๘ ล้านบาท ทำถนนไป ๑๒๖ ล้านบาท คิดเป็น ๖๗ เปอร์เซ็นต์ และนครปฐมงบประมาณทั้งหมด ๒๓๘ ล้านบาทเศษ ทำถนนไปแล้ว ๒๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๘๓ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ถ้าเรามาดูภาพรวมทั้ง ๗๖ จังหวัด แล้วก็กลุ่ม จังหวัดทั้ง ๑๘ กลุ่ม จะเห็นว่างบจังหวัดทั้งหมดเมื่อสักครู่ ๑๘,๒๔๓ ล้านบาทเศษ เอาไปทำ เฉพาะถนน ๘,๕๐๒ ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นทั้งหมด ๔๖.๖ เปอร์เซ็นต์ ส่วนงบกลุ่มจังหวัด ทั้งหมด ๕,๗๙๘ ล้านบาทเศษ เอาไปทำถนน ๓,๖๙๔ ล้านบาทเศษ เป็น ๖๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ นี่เราพูดถึงแค่การทำถนน งบประมาณเกือบทั้งหมดไปลงพื้นที่ถนนแล้ว นี่เราจะมีกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท อปท. ต่าง ๆ ไปทำไมครับ ถ้างบกลุ่มจังหวัด นำมาทำถนนทั้งหมดแบบนี้ครับ โครงการส่งเสริมการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและบริการ ท่านก็ทำถนน โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมการลงทุน ท่านก็ทำถนน โครงการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ท่านก็ทำถนน โครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดอัจฉริยะ อย่างยั่งยืน ท่านก็ทำถนน และโครงการพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตร ท่านก็ทำถนนครับ ผมเห็นด้วยที่จะต้องมีการกระจายอำนาจลงไปในแต่ละจังหวัด เห็นด้วยกับการนำงบไป พัฒนาแต่ละจังหวัดครับ แต่ไม่ควรจะเป็นการทำเฉพาะถนน สะพาน เขื่อน ที่มีหน่วยงาน ที่เขารับผิดชอบอยู่แล้ว จะได้ไม่ซ้ำซ้อนกันและไม่ต่างคนต่างทำ แล้วแต่ละจังหวัด แต่ละกลุ่มจังหวัดมีความจำเพาะ มีเป้าหมายในการพัฒนาแต่ละจังหวัดต่างกันออกไปตาม แผนพัฒนาจังหวัดแต่ละจังหวัด แต่โครงการต่าง ๆ ครับท่านประธาน ขอมาเหมือน ๆ กันครับ ดังนั้นผมด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นครับจึงขอปรับลดงบประมาณในมาตรา ๒๘ งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครู นักเรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนสาธิตวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการ พิษณุ หัตถสงเคราะห์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ ในฐานะผู้สงวนความเห็น ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่าน สส. ภคมน แล้วก็ สส. อิทธิพล ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ข้อมูลของท่านน่าสนใจครับ ผมขออนุญาตเสริม ในฐานะที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ แล้วก็ตัดลดงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลงไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท
ท่านประธานครับ ปัญหาแรกที่กระผมไม่เห็นด้วยในการจัดงบประมาณตรงนี้ ก็คือ เรื่องของจัดโครงการไม่ตอบโจทย์กับปัญหาหรือความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อสักครู่ท่าน สส. ได้อภิปรายไปเรื่องของการทำถนนหนทาง แต่ผมต้อง ขออนุญาตออกตัวนิดหนึ่งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดก็ดีนะครับ เพราะว่าการทำงบประมาณครั้งนี้กรอบ Timeframe หรือ Timeline เขากำหนดโครงการไว้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๖ เพราะฉะนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในปัจจุบันนี้อาจจะ เพิ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งหรือว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องนะครับ ดังนั้นสำคัญที่สุด อันดับแรก ก็คือเรื่องของการไม่ตอบโจทย์ปัญหาความต้องการของประชาชน เนื่องจากว่าการซ่อมถนนนี้ ก็เป็นความจำเป็นอยู่ระดับหนึ่ง แต่ท่านประธานสังเกตดูว่างบถนนที่ทำ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะเน้นไปที่กรมทางหลวงชนบท แล้วก็กรมทางหลวงใหญ่ ซึ่งถนนเหล่านี้ถ้าเรามองให้ลึกลง ไปจะเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างอำเภอและจังหวัด แต่ถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิก เอกซเรย์ลงไปในพื้นที่ชนบทห่างไกลจริง ๆ ถนนเชื่อมระหว่างอำเภอและหมู่บ้านร้อยละ ๕๐ แทบจะดูไม่ได้ โดยเฉพาะถนนที่ได้รับการถ่ายโอนลงไปอยู่ที่ อบจ. หลายจังหวัดถ่ายโอน ลงไปเป็น ๑๐๐ กว่า ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร แต่งบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมแทบไม่มี นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าตัดได้ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะเอาไปให้ อบจ. นะครับ แต่ว่ากรรมาธิการ ไม่สามารถปรับเพิ่มได้ เรามีหน้าที่เพียงแค่ปรับลดนะครับ
อันที่ ๒ ครับท่านประธาน ปัญหาในการจัดงบประมาณของผู้ว่า CEO นี่ก็คือ เรื่องของการขาดการมีส่วนร่วม ท่านประธานทราบไหมครับว่า จริง ๆ งบประมาณของผู้ว่า CEO เริ่มต้นจริง ๆ คือปี ๒๕๔๖ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านลงพื้นที่ไปแล้วก็ พบปัญหาว่า จังหวัดแต่ละจังหวัดไม่มีงบประมาณในการบริหารจัดการ ก็เลยเริ่มต้นโครงการ ขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา และโครงการก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ๆ จนเริ่ม ประมาณปี ๒๕๖๐ งบผู้ว่าเกือบทั้งหมดไปทำถนน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผิดไปจาก นโยบายเริ่มต้นที่เราต้องการที่จะมีงบผู้ว่า CEO เพื่อให้ผู้ว่านั้นมีงบประมาณในการที่จะไป ช่วยเหลือประชาชน ในการที่จะไปแก้ปัญหาประชาชนให้มันถูกจุด ยกตัวอย่างอย่างภาคอีสาน ท่านประธานครับ หลายจังหวัดในภาคอีสานสิ่งที่เขาต้องการคือน้ำครับ ถ้าท่านประธานไปดู ในคำขอของพี่น้องประชาชน โครงการขุดสระในไร่นา ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ สระ หรือว่า พี่น้องประชาชน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน เข้าคิวรออยู่ครับ แล้วก็กรมพัฒนาที่ดินได้ปีหนึ่ง ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ สระ อีกสิบชาติก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ เพราะฉะนั้นงบผู้ว่าตรงนี้น่าจะไปดูเรื่องแหล่งน้ำ
สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาของพี่น้องโดยเฉพาะในภาคอีสาน ก็คือเรื่องของ ยาเสพติด ท่านประธานครับ ผมเข้าไปดูในไส้ในเล่มขาวคาดแดงนี้ แทบจะไม่มีเลยครับ ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดคนไหนที่จะมองเห็นความสำคัญในเรื่องของยาเสพติด ผมต้อง ขอขอบคุณท่านนิพนธ์ คนขยัน สส. บึงกาฬ ท่านเป็นคนแรก ๆ ที่นำเสนอโครงการค่ายคืนคนดี สู่สังคม พี่น้องของเรา เยาวชนของเราติดยาเสพติด เอาไปเข้ามินิธัญญารักษ์ ๒-๓ วัน ปล่อยออกมา พ่อแม่พี่น้องประชาชน ญาติพี่น้องเดือดร้อนอีก ไม่รู้จะเอาอย่างไร แต่พอมี ค่ายคืนคนดีสู่สังคมครับ เขาเข้าไปอยู่ในค่าย ๖๐ วัน ๙๐ วัน เดี๋ยวนี้ได้ทราบข่าวว่าน้อง ๆ อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น ลด ละ เลิก ยาเสพติดได้ดี ผมอยากเห็นผู้ว่า CEO หรือผู้ว่าราชการ จังหวัดทั้ง ๒๐ จังหวัดภาคอีสานเน้นเรื่องนี้ครับ ช่วยกัน ถ้าเราไม่สามารถปราบได้เราก็ควร ที่จะมาช่วยกันให้ลูกหลานมีที่ไป ให้ผู้ปกครองสามารถมีความสุขระยะหนึ่ง เอาลูกหลานเข้าไป ปราบปรามยาเสพติดให้เขาอยู่ในค่าย ค่อย ๆ ลด ละ เลิกไป นี่คือหน้าที่ที่ผู้ว่า CEO ควรจะทำ
อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของ Timeline หรือ Timeframe หรือกรอบเวลาครับ การที่จะเป็นงบประมาณเข้าไปในโครงการผู้ว่าได้นี้ จะต้องผ่านคณะกรรมการจังหวัด มีโครงการที่เขาเรียกว่า จ. ๓ ท่านประธานทราบไหมครับว่า จ. ๓ ของปี ๒๕๖๘ นี้ เสร็จตั้งแต่กรกฎาคม ๒๕๖๖ คือปีที่แล้วโน้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากได้ งบปี ๒๕๖๙ ก็คือต้องเสร็จกรกฎาคม ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ Timeframe อย่างนี้ ครับท่านประธาน มันไม่ยืดหยุ่นและมันไม่ทันต่อสถานการณ์ อย่างปัจจุบันนี้น้ำท่วม ที่ทางภาคเหนือ ผมถามว่าแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดจะเอางบประมาณเข้าไปในแผน CEO ได้อย่างไร ในเมื่อมันผ่านมาตั้งแต่ ๒-๓ ปีที่แล้ว ฝากทางสำนักงบประมาณ ผมไม่ได้โทษสำนักงบประมาณ ไม่ได้โทษสภาพัฒน์ แต่ว่ามอง ภาพรวมในการที่จะปรับปรุงให้กับงบผู้ว่า CEO ท่านประธานครับ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทที่ได้ ในปี ๒๕๖๘ น้อยไปด้วยครับ จริง ๆ ขอมา ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ แต่รัฐบาลจัดได้เพียง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าเรามีแค่นั้น และกรอบที่สำนักงบประมาณทุก ๆ ปีที่ขอมา ก็ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าขึ้นไปเรื่อย ๆ ผมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงครับท่านประธานครับ ถ้าท่านผู้ว่าขอมาปีหน้าหรือปีต่อ ๆ ไป จะ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามันตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็น่าจะค่อย ๆ ขยับงบประมาณขึ้นไปครับ อาจจะเพิ่มไปอีกสัก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทำอะไร เอาไปซ่อมถนนให้กับ อบจ. ครับ ซ่อมถนนให้กับพี่น้องประชาชนที่พังจริง ๆ ในหมู่บ้าน ชุมชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการ พงศกร อรรณนพพร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ งบประมาณวิสามัญพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๘ แต่ต้องขอสงวนความเห็นไว้ เนื่องจากว่า ต้องการบันทึกในสภาแห่งนี้ ก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายมาแต่เบื้องต้น นะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านภคมน ท่านอิทธิพล หรือท่านพิษณุ หรือแม้แต่ท่านพัฒนา สัพโส เองก็มีการอภิปรายในห้องประชุมใหญ่ แล้วก็จะมีการเสนอปรับลดงบประมาณของผู้ว่า CEO และกลุ่มจังหวัด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ขอกันไว้ว่าครั้งนี้อย่าเพิ่งแปรญัตติปรับลดเลย แต่มี การบันทึกความคิดเห็นไว้ว่า ในการทำงบ CEO นั้นนี่น่าจะต้องตอบโจทย์ ในปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน อย่างที่กรรมาธิการได้พูดไปแล้วนะครับว่า งบ CEO นั้นเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพื่อเติมเต็ม เพื่อให้ผู้ว่าได้มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ ในการที่จะเติม ช่องว่างให้กับส่วนราชการที่ไม่สามารถตั้งงบประมาณได้ แต่ครั้งนี้นั้นนี่ปรากฏว่าผู้ว่า CEO งบ CEO ทุกจังหวัดใน ๗๖ จังหวัดไปซ้ำซ้อนกับงบฟังก์ชัน จัดงบประมาณไปในส่วนที่มี หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงหรือทางหลวงชนบท เพราะฉะนั้น มันเป็นการที่ไม่ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน พวกเราในฐานะกรรมาธิการเราก็ให้เกียรติ กับทางผู้ว่าที่นำเสนอของบประมาณในปี ๒๕๖๘ มา ซึ่งภาพรวมทั้งหมด ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ เราปรับลดแค่ ๑๘,๒๐๐,๐๐๐ บาท ถือว่าเป็นการให้เกียรติกับทางผู้ว่า อย่างที่สุดแล้ว แต่ครั้งต่อไปต้องขออนุญาตกราบเรียนว่างบ CEO นั้นนี่จะต้องเป็นงบที่ช่วย ดูแลเติมเต็ม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลปากท้องพี่น้องประชาชน หรือการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ในระดับรากหญ้า หรือเป็นการปราบยาบ้ายาเสพติด และนโยบายที่สำคัญ ๆ ที่รัฐบาล ได้ประกาศไว้กับพี่น้องประชาชน นี่คือผู้ว่า CEO และส่วนหนึ่งก็ต้องขออนุญาตกราบเรียน เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เพื่อนในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมดนะครับว่า หน่วยงานที่ ของบประมาณตรงต่อสำนักงบประมาณ ซึ่งปีนี้เพิ่มมาอีก ๒,๗๐๐ กว่าแห่ง ก็คือเทศบาล ตำบลทั้งหมด ณ วันนี้ในเมื่อผู้ว่า CEO ได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลไป ท่านสามารถ ที่จะของบประมาณตรงต่อสำนักงบประมาณและสามารถที่จะของบจากผู้ว่า CEO ผู้ว่า CEO ก็จะนำงบในการที่ท่านขอส่วนนี้มาขอต่อสภาใหญ่ต่อสำนักงบประมาณ ช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นอีก ช่องทางหนึ่งที่จะเติมช่องว่างให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลตำบล ก็จะแก้ปัญหาได้ถูกจุดเหมือนถนนแทนที่จะไปลงถนน ๔ เลนให้เขา ก็ต้องกราบเรียน ผู้ว่า CEO ว่าก็ไปลงถนนแถวที่ราบสูงบ้าง ชายขอบบ้าง ทีเขาไม่สามารถจัดงบประมาณได้ ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ผมเองเลยจำเป็นที่จะต้อง กราบเรียนว่าขอสงวนความเห็นไว้ในการปรับลดงบประมาณประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นแบบอย่าง แล้วต่อไปผู้ว่า CEO นั้นจะต้องจัดงบประมาณตอบโจทย์ให้ตรงจุด ต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน และส่วนหนึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนนะครับ ในส่วนของสำนักงบประมาณเองเช่นเดียวกัน ในการจัดทำงบผู้ว่า CEO ของปี ๒๕๖๘ ณ วันนี้ปรากฏว่าปิดเล่มของปี ๒๕๖๙ ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าปัญหาแต่ละส่วนนั้น แต่ละปีนั้นก็จะไม่เหมือนกัน ถ้าเราจะจัดงบประมาณปี ๒๕๖๙ ก็จะต้องให้มันเกิดปัญหาก่อน ผู้ว่า CEO เอาปัญหาตัวนั้น การที่จะใช้งบในของ CEO มาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นในเรื่องของการจัดงบประมาณก็ฝากถึง ในส่วนต่าง ๆ ผู้มีอำนาจในการที่จะต้องแก้ไขระเบียบ มันเป็นแค่ระเบียบเฉย ๆ นะครับ เป็นระเบียบของวิธีการปฏิบัติด้วยงบประมาณ ก็ขอแก้ระยะเวลาในการที่จะขยายเวลาต่อ ในการที่จะนำเสนอของบประมาณผู้ว่า CEO ในปี ๒๕๖๙ ต่อไป ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ขออนุญาตแปรตัดในความคิดเห็นไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านผู้แปรญัตตินะครับ ท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในวาระที่ ๒ มาตรา ๒๘ งบประมาณรายจ่ายของ กลุ่มจังหวัดและจังหวัด ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับปรับลด เหตุผลเนื่องจาก วันนี้ปัญหาของชาติบ้านเมืองหลาย ๆ ด้าน แต่ด้านเรื่องมนุษย์สำคัญที่สุดครับ ยาเสพติด วันนี้ตำรวจไทยเก่งที่สุด ถึงจะเก่งอย่างไรถ้าไม่เอาจริงก็ไม่ที่สุดครับ ถ้าตำรวจจะจับได้ทุกที่ สุดยอด ตำรวจเก่งแล้ว ผู้ว่าต้องเก่งด้วย วันนี้กลุ่มจังหวัดมีงบประมาณ จังหวัดมีงบประมาณ ขออนุญาตท่านประธานครับพูดในฐานะกำนันเก่าครับ วันนี้ผู้ว่ากำกับดูแลกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเอาด้วยไม่ต้องอะไรล่ะครับทุกเรื่อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านรู้ดีทุกเรื่อง ในหมู่บ้านของตนเอง ใครค้ายา ใครเสพยา ใครทำอะไร เสร็จกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหมดครับ ท่านประธาน วันนี้ผู้ว่าต้องออกมาเล่นด้วยครับ ปล่อยแต่ท่านนายกสั่งให้ตำรวจทำ ป.ป.ส. ทำ ไม่ได้ ผมถึงตัดงบประมาณส่วนนี้ไปไว้ในหมวดบำบัดยาเสพติด ไม่อายครับท่านประธาน บึงกาฬ เมื่อสักครู่ท่านขอบคุณที่เอ่ยชื่อครับ ไม่อายเพราะอะไร เพราะเห็นลูกหลานเรา แล้วเชื่อมั่นว่าทั่วประเทศไม่ต่างกันครับ แต่บึงกาฬช้ำ สัปดาห์ที่แล้วเสียชีวิต ๒ คนครับ หลานฆ่ายายวัย ๘๐ กว่าปี ปู่ฆ่าหลานวัย ๖ ปี มันทรมานหัวใจครับท่านประธาน ดังนั้นผู้ว่า ทรมานไหม ผมไม่ทราบครับ แต่ในฐานะกำนันเก่าทรมาน ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร มันสุดจะทรมานครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านในประเทศไทย ทุกภาค ทุกพรรคคงจะ มีความรู้สึกเช่นกันครับ ดังนั้นวันนี้ฝากผ่านท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการ ถึงรัฐมนตรี ถึงท่านนายกรัฐมนตรีต้องทำครับ เรื่องถนนหนทางผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกครับก็ทำไปบ้าง แค่ปรับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มากเลย ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างน้อยมันก็ยังดี ยังดีกว่า ไม่ทำนะครับ วันนี้ถามว่าผู้ว่าทำไหม งบจากกระทรวงมหาดไทย จาก ป.ป.ส. ไปก็ทำ แต่ไม่ยั่งยืนครับ พูดตลอดตั้งแต่ผมเป็นกำนันจนมาเป็นนายก อบจ. จนมาเป็นผู้แทนราษฎรอีก ค่ายบำบัด ๑๕ วัน ไม่ได้ประโยชน์หรอก วันนี้ที่นำร่องบึงกาฬ ๔ เดือน ๑๒๐ วัน ดังนั้นวันนี้ ต้องฝากผ่านท่านประธานไปถึงกรรมาธิการ แล้วผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีซึ่งโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว มท. ๑ ท่านสั่งผู้ว่าทั่วประเทศ ท่านนายกสั่งตำรวจทั่วประเทศ ให้ตำรวจ กับมหาดไทย ผู้ว่ากับผู้การจับมือกัน เรียบร้อย รับรองว่ายาบ้าไม่มีแน่ถ้าเอาจริง ดังนั้นวันนี้ขอสะท้อน วันหน้า งบหน้าหรืองบนี้ ถ้ามีงบ ในจังหวัดที่ทำได้ก็น่าจะทำ แต่ถ้าไม่ทำ เอาละจังหวัดบึงกาฬ ขออนุญาตเอ่ยเลยก็ได้ไม่ได้ขู่ แต่ถ้าไม่ทำนี่สวยละคราวหน้านะครับ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญ ลูกหลานเราวันนี้จะเป็น กำลังสำคัญของชาติในอนาคต ผมไม่อยากซ้ำเติมท่านประธานอย่างภาพสลดอย่างที่ว่า ปู่ฆ่าหลานวัย ๖ ปี มันช้ำในหัวใจที่สุดครับ
ดังนั้นฝากสุดท้ายครับว่า ตำรวจกับกระทรวงมหาดไทยต้องจับมือกัน ถ้าไม่จับมือกันไม่ช่วยกัน เอาจังหวัดบึงกาฬนี่ละนำร่องครับ วันนี้ผมไม่ได้บอกครับ ขอความกรุณาท่านนายอำเภอพรเจริญ แต่อำเภอพรเจริญไม่ได้ขอยากครับ นายอำเภอ ผู้กำกับ รองผู้กำกับ ผมเชิญมาบ้านผมว่า ต่อไปนี้สายตำรวจที่ล่อซื้อยาตัดออกให้หมด เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยสารวัตร แพทย์ เป็นสาย มันจะได้จบเสียทีครับ ตราบใด ถ้ากระทรวงมหาดไทยกับตำรวจไม่บวกกันเมื่อไร อย่าหวังครับ การปราบปรามยาเสพติด อย่าหวัง สุดท้ายครับไม่หนีมาตรา ๒ (๖) หรอกครับ ท่านทวี สอดส่อง วันนี้ท่านเป็นรัฐมนตรี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โปรดเกล้าฯ แล้ว ท่านคุยกับผมว่าท่านกำนัน ท่าน สส. ไม่ต้องห่วง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้การ ข้าราชการ ทุกภาคส่วนที่ไม่ทำงานสนองนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดรับรองมีที่อยู่นะครับ ในอดีตย้ายผู้ว่าก็ไปเป็นผู้ว่า ย้ายผู้การก็ไปเป็นผู้การ ให้มีที่อยู่ที่ไม่มีอำนาจ รับรองว่าสู้สุด ชีวิตครับ สำคัญซื้อขายตำแหน่งตำรวจห้ามมี ตำรวจดีให้รางวัลไปเลย จบแน่ยาเสพติด ฝากท่านผู้ว่าทั่วประเทศครับ งบกลุ่มจังหวัด งบจังหวัด ท่านต้องมองเห็นความสำคัญของ ลูกหลานเรานะครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ขออภิปรายเนื่องจากมีการแก้ไขนะครับ เชิญท่านรภัสสรณ์ นิยะโมสถ
เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน รภัสสรณ์ นิยะโมสถ ผู้แทนราษฎรแล้วก็ในฐานะอนุกรรมาธิการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดค่ะ ก็มีท่านสมาชิกหลายท่านได้เอ่ยไปเมื่อสักครู่ ถึงการจัดสรรงบประมาณของจังหวัด กลุ่มจังหวัด มันแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดซ้ำซ้อนกับงบฟังก์ชันและตัวชี้วัดไม่ชัดเจนที่เรา จะเห็นบ่อย ๆ เลยก็คือ จัดสรรงบประมาณไปทำถนน ทำเสาไฟโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญที่สุดที่ดิฉัน จะลงรายละเอียดในวันนี้ คือการเจาะบ่อบาดาล
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
การเจาะบ่อบาดาลนะคะ คำถาม คือเจาะแล้วใครดูแล เจาะแล้วโอนให้ท้องถิ่น บางทีนี่ตำบลละ ๑๐-๒๐ ตัว ท้องถิ่นจะดูแล ไหวไหมนะคะ จะโอนถ่ายให้ ทสจ. เขาจะรับไหมนะคะ เพราะว่าติดแผนการกระจายอำนาจ ของ ก.ก.ถ. อีก แล้วตัวอย่างที่ดิฉันจะขอยกตัวอย่างให้ดูนะคะ จังหวัดสกลนครขอเจาะ บ่อบาดาลมา ๒๓๐ บ่อ จังหวัดพรุนแล้วกระมังคะ จังหวัดขอนแก่น ๒๐๐ จังหวัดร้อยเอ็ดอีก ๑๐๐ กว่า จังหวัดมหาสารคาม ๕๐ กว่า บางจังหวัดไม่มีเจาะเลยแถวโซนอีสาน ดิฉันก็ไม่ เข้าใจว่าจังหวัดใกล้เคียงกันบอกมีปัญหาน้ำแล้งเหมือนกันแต่ก็จัดสรรงบประมาณอย่างที่ บอกค่ะ แก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด แล้วโครงการเหล่านี้นะคะ การเจาะบ่อบาดาลซอยงบลงมา ตัวละ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ค่ะ ตรงนี้ถ้ามองมันก็ไม่เกินศักยภาพของ ท้องถิ่น อบต. เทศบาล อบจ. ก็สามารถทำได้นะคะ แล้วการซอยงบประมาณลงมาที่ไม่ให้ เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท มันก็จะเข้าข่ายเป็นการจัดจ้างพิเศษ ไม่จำเป็นที่จะต้องขึ้นประกวด ราคานะคะ ไม่ต้องขึ้น e-Bidding ตรงนี้มันก็จะก่อให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย คือใครเป็น คนของใคร คนไหนเป็นคนสนิทของใคร อันนี้ดิฉันไม่ได้บอกว่าจังหวัดที่นำเสนอไปนี่มีการ ทุจริตนะคะ แต่ตรงนี้มันเป็นช่องว่างที่จะก่อให้เกิดการทุจริตหรือเปล่า ตัวอย่าง มีอดีต สส. ในจังหวัดอีสาน บางจังหวัดก็ใช้ช่องว่างดังกล่าวมาเรียกรับผลประโยชน์จากการขุดเจาะบ่อบาดาล เราก็เห็นข่าว กันไปแล้ว ตรงนี้ดิฉันก็เลยเห็นด้วยกับท่านสมาชิกก่อนหน้าในเรื่องของการปรับลดงบจังหวัดลง ดิฉันมั่นใจว่าจังหวัดมีปัญหา งบประมาณที่จัดสรรลงไปบางทีตัวเลขนี้อาจจะไม่พอด้วยซ้ำ แต่ว่าคือมันจัดไม่ตรงจุด ก็อยากเห็นในปีถัด ๆ ไป มีการจัดสรรงบประมาณที่ดีกว่านี้ และในส่วนของงบผู้ว่าราชการจังหวัด CEO นี้อยากให้ปรับลดลงค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน
ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ครับ
ท่านสมาชิกจะอภิปราย
ผมขออนุญาต ไม่อยากใช้ คำประท้วงนะครับ ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้บอกว่ามีอดีต สส. อีสานเรียกรับผลประโยชน์ ผมก็อยู่ขอนแก่นครับ ผมอยากให้ระบุมาเลย ถ้าเหมาอย่างนี้ เหมาแล้วตีกินฟรีนี้ไม่ได้หรอก ผมปราศรัยหาเสียงมาด้วยความสุจริตครับ มันเสียหายต่อคำว่า สส. อีสาน บางคนเรียกรับ ผลประโยชน์ คือใครครับ อย่าสร้างโรงงานน้ำแข็งในสภานะครับ
เมื่อสักครู่ไม่ได้ฟัง เป็นอย่างไรครับ ถอนคำพูดหน่อยไหมว่าท่านได้พูด เชิญครับ
ได้พูดค่ะท่านประธาน ก็ลงข่าว โดยทั่วไปนะคะ เป็นอดีต สส. จังหวัดมุกดาหารนะคะ ท่านอดิศรก็สามารถที่จะเปิด Google Search ดูได้เลยนะคะ อันนี้ดิฉันไม่ได้มาทำเกล็ดน้ำแข็งในสภาแห่งนี้ แต่มันคือข้อเท็จจริง ที่ดิฉันยกตัวอย่างว่ามันเคยมีเหตุการณ์การเรียกรับผลประโยชน์ขึ้นจริง ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน
เอาอย่างไรดีท่าน
คือท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ เราก็รักสถาบัน ถ้าระบุชื่อได้ จังหวัดได้ ท่านก็รับผิดชอบไป แต่เชื่อมั่นว่า สส. ทุกท่านกว่าจะได้มาเป็น ถูกกลั่นกรอง ไม่ว่าแบบไหนมาสู่สภาแห่งนี้ ท่านรับผิดชอบ พูดไปท่านรับผิดชอบของท่านไปด้วย ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกถอนดีกว่านะ เพราะว่าไม่ได้ระบุนะครับ เสียชื่อจังหวัดเขานะครับ ถ้าไม่ระบุชื่อ ก็ขอถอน เพราะว่าอดีต สส. ก็มีเยอะนะครับ ท่านประท้วงว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานครับ ถอนคำว่า สส. ภาคอีสาน
ขอถอน สส. ภาคอีสาน ก็พอแล้วนะครับ มันเสียชื่อจังหวัด เสียชื่อภาคเขานะครับ ถ้าอย่างนั้น เราต้องระบุชื่อ
ค่ะท่านประธาน ก็ตามคำวินิจฉัย ดิฉันเคารพท่านประธานค่ะ ดิฉันขอถอนคำว่า สส. ภาคอีสาน แต่ดิฉันก็ยังยืนยันในข้อเท็จจริง อดีต สส. จังหวัดมุกดาหาร ไม่ต้องเอ่ยพรรคนะคะ Search ใน Google ได้ ขอบพระคุณค่ะ
ครับ ก็ไปดูใน Google นะครับว่ามีใครบ้าง ท่านสมาชิกครับ ท่านจะตอบไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวารุจ ศิริวัฒน์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการนะครับ และในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณ คณะอนุกรรมาธิการทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมทั้งแรงกายแรงใจทำงาน ซึ่งมีกรอบระยะเวลาของ คณะอนุกรรมาธิการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพียงเดือนเศษ แต่ด้วยความร่วมมือจาก คณะอนุกรรมาธิการทุก ๆ ท่าน ทำงานกันได้อย่างเร็วก็เสร็จก่อนเวลา ประมาณ ๓ สัปดาห์เศษ ก็เสร็จแล้ว เราทำงานกันอย่างไม่มีพรรค ไม่มีพวก ไม่มีฝ่ายรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน คำนึงถึง ผลประโยชน์ของประเทศชาติและพี่น้องประชาชนเป็นหลัก แล้วก็ต้องกราบขอบคุณ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงบประมาณก็ดี กรมบัญชีกลาง สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็ส่วนราชการอื่นที่จะช่วยสนับสนุนข้อมูล เป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณนะครับ ในส่วนของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเราได้ใช้หลักเกณฑ์ ในการปรับลดนะครับ ก็คือในหลักเกณฑ์ ข้อ ๕ การประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อประสิทธิภาพ ในการใช้จ่ายงบประมาณ หรือดำเนินการโดยใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณอื่น ซึ่งจะไม่ได้ ไปแตะในงบของฟังก์ชันเลยนะครับในส่วนใหญ่ สาเหตุที่ตัดจากหน่วยรับงบประมาณจำนวน ๙๔ หน่วยรับ งบประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษได้ปรับไป ๑๘ ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อย จากกลุ่มจังหวัดและ ๗๖ จังหวัด โดยไม่รวมกรุงเทพมหานคร สาเหตุที่ตัดน้อยนะครับ ใครที่เป็นผู้แทนท่านจะทราบดีนะครับว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด มีมากจริง ๆ งบประมาณในแต่ละกลุ่มจังหวัด ในแต่ละจังหวัดที่ขอมานะครับ ก็ได้ผ่าน การกลั่นกรองจากสำนักงบประมาณมาระดับหนึ่งแล้ว จะสังเกตบางจังหวัดขอไป ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็จะได้ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท เกือบทุกจังหวัดนะครับ ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากโดนสำนักงบประมาณกลั่นกรองในโครงการก็ดี ในระเบียบ ในเหตุผลโน่น นี่นะครับ ก็จะออกมาประมาณนี้ ดังนั้นกรรมาธิการได้ตัดเพียง ๑๘ ล้านบาท เศษเท่านั้น พี่น้องครับ ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านครับ จากโครงการต่าง ๆ ของบางจังหวัดที่ได้ เสนอมา มีท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็มีคำถามนะครับ แล้วเดี๋ยวผม จะให้ทางกรรมาธิการช่วยกันตอบท่านในประเด็นต่าง ๆ
ในส่วนของท่านรภัสสรณ์นะครับ ท่านก็เป็นหนึ่งในอนุด้วยนะครับ ท่านก็ทำงานร่วมกันมาเป็นเวลานานนะครับ เหตุผลต่าง ๆ ในการชี้แจงของหน่วยรับ งบประมาณเราก็ทราบกันดีอยู่นะครับว่าข้อจำกัดในการทำ ข้อจำกัดในโครงการก็มีอยู่บ้าง แต่ผมเรียนกับท่านอย่างนี้ โครงการเล็ก ๆ ในบางส่วนซึ่งได้ถกเถียงกันในกรรมาธิการว่า โครงการถ้าต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ นะครับ ไม่ควรจะอยู่ในงบของ CEO ของผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะว่าหน่วยงานรับงบประมาณอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็น อบจ. ก็ดี ไม่ว่าเป็นเทศบาล หรือ อบต. แต่โดยข้อเท็จจริงอยากเรียนกับท่านสมาชิกอย่างนี้นะครับ บางท้องถิ่นนะครับ เล็ก ๆ งบพัฒนาระดับ อบต. ท่านเชื่อไหมครับบางที่ไม่ถึงล้านบาท บางตำบลของบกรมส่งเสริมนะครับ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ในงบประมาณที่มีอยู่ ๑ ล้านบาท สมมุติว่าตำบลหนึ่งมี ๑๐ หมู่บ้าน วิธีการเกลี่ยงบประมาณก็คือเกลี่ยไปเลยครับปีนี้เอาไป หมู่บ้านละ ๑๐๐,๐๐๐ ซึ่งถ้าท่านคิดอย่างนี้ครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในการพัฒนา ในแต่ละ หมู่บ้านนะครับ มันจะไม่เกิดผลประโยชน์ใด ๆ เลย ก็เพียงแต่ให้ข้อคิดกับทางผู้ว่า CEO ไว้นะครับ เวลาท่านจะพิจารณาช่วยเหลือในท้องถิ่น ในงบประมาณเล็ก ๆ ของท้องถิ่นบางท้องถิ่น ท่านก็ช่วยดูนะครับในท้องถิ่นที่มีความจำเป็นจริง ๆ แล้วก็ลำบากจริง ๆ นะครับ ก็ช่วยเหลือ สามารถช่วยเหลือ เพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนระเบียบครั้งแรกนะครับ เป็นช่องทางหนึ่ง ซึ่งท้องถิ่นขนาดเล็กสามารถขอรับงบประมาณโดยผ่านงบของผู้ว่า CEO ได้นะครับ ปี ๒๕๖๘ ถือว่าเป็นครั้งแรกนะครับ ดังนั้นในส่วนอื่น ๆ สำหรับเท่าที่จดนะครับ มีท่านภคมนนะครับ ท่าน สส. นะครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมฟังนะครับ ท่านบอกว่าถนนบางจังหวัดทำแล้วทำอีก ปีที่แล้วทำ ปีนี้ทำ เป็นไปได้ไหมครับว่า ถนนเส้นหนึ่งมีความยาว สมมุติว่า ๑๐ กิโลเมตร ปีนี้ทำ ๒ กิโลเมตร ปีหน้าก็อาจจะโผล่เส้นนี้อีกนะครับ อีก ๒ กิโลประมาณนั้น แต่เท่าที่ดูนะครับ ด้วยเอกสารต่าง ๆ ที่มายังอนุกรรมาธิการจะไม่มีลักษณะของการที่ท่านว่าครับ เพราะว่า ทำซ้ำตรงนี้ ปีแล้วทำตรงนี้ ปีที่นี้มาทำตรงนี้ซ้ำตรงจุดเดิมนะครับ เท่าที่ดูโดยเอกสารนะครับ แล้วก็ไม่มี
อันที่ ๒ ความเป็นห่วงของบางท่านในเรื่องนี้โครงการต่าง ๆ ที่นำเสนอมายัง อนุกรรมาธิการ ท่านจะมีรูปภาพมีรายละเอียดประกอบมาให้เราทราบ บางท่านเป็นห่วงนะครับ ถนนไม่พังก็จะเอางบไปลงในส่วนของถนนที่ยังไม่พัง แต่โครงการที่เสนอมาเขามีทั้งรูปภาพ มีทั้งเอกสารประกอบมา โดยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดนะครับ ส่วนบางประเด็นที่ท่านเป็นห่วง ทางอนุกรรมาธิการได้ฝากเป็นข้อสังเกตไปแล้วนะครับในส่วนต่าง ๆ ที่หลาย ๆ ท่านได้ นำเสนอมา เดี๋ยวผมจะมีอีก ๒ ท่าน ท่านพัฒนาและท่านทรงยศจะตอบรายละเอียดในส่วน ที่เหลือ ขอบคุณครับ
เชิญครับ เชิญกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ในฐานะ กรรมาธิการนะครับ ในส่วนที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเป็นใยเรื่องงบผู้ว่า CEO ซึ่งมันก็มี หลักเกณฑ์ของมันอยู่แล้วนะครับ ก็เป็นตามระเบียบต้องสอดคล้องกับแผน ต้องมีอยู่ ครบถ้วนตามแบบฟอร์มของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ก.น.บ. แล้วก็หน่วยงานที่มาทำก็จะเป็นหน่วยงานในพื้นที่ แล้วก็มีความคุ้มค่า มันจะมี หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเป็นใย บางทีมันจะซ้ำซ้อนกับงบฟังก์ชัน ซึ่งกรรมาธิการเราก็เถียงกันในห้องใหญ่นะครับ ซึ่งเราก็พิจารณาดูแล้วว่าบางครั้งบางครา เวลาหน่วยงานหลักในพื้นที่ในจังหวัดเขาขอไปยังหน่วยงานแม่ในจังหวัด ในส่วนกรมอาจจะ ไม่ได้ เพราะการเรียงลำดับความสำคัญ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็เลยคิดว่า ในส่วนของงบ ผู้ว่า CEO ยังมีความจำเป็นอยู่ในส่วนของงบฟังก์ชัน มันจะไปอุดช่องโหว่ช่องว่าง เพราะเขา จะรู้ว่าอันนี้ขอไปกี่ปีก็ไม่ได้ เช่น ถนนมันเพิ่งพังอย่างที่ท่านประธานได้กล่าว เขาก็จะนำมาเสนอ หรืออย่างเรื่องแหล่งน้ำนะครับ เนื่องจากบางครั้งบางครามันมีระเบียบของกฎหมายเรื่องของ การพัฒนาในพื้นที่ป่าหรือแหล่งน้ำ มันจะต้องมีเอกสารจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมาด้วย ซึ่งบางครั้งบางคราเอกสารมันเพิ่งมานะครับ เพราะฉะนั้นผู้ว่า เขาก็เพิ่งมานำเสนอ ซึ่งทางประธานเขาก็จะตรวจดูรายละเอียด ซึ่งบางอย่างเขาก็ให้ข้อคิดไป อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วในเรื่องของ Event มีการจัดกันเยอะเขาก็ประสานไป ปีนี้ก็ลดน้อยลง เพราะฉะนั้นหลาย ๆ อย่างเราก็พยายามที่จะแก้ไขเป็นข้อสังเกต ให้ผู้ว่าแต่ละจังหวัดให้เน้น ถึงความสำคัญอย่างที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเป็นใย แล้วก็อย่างที่ท่านประธานว่า ในส่วนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปีนี้เป็นปีแรกนะครับ แล้วก็ปีต่อไปก็คงจะได้ดำเนินการ ซึ่งในส่วนของข้อสังเกตหลายอย่างท่านประธานก็ฝากมาให้ในฐานะที่ผมเป็นประธาน คณะอนุข้อสังเกต แล้วก็พยายามที่จะเขียนลงไปในข้อสังเกตที่จะนำเสนอสู่กลุ่มจังหวัด เพื่อให้เขาแก้ไขในปีหน้า เพื่อให้ได้ดำเนินการสอดคล้องกับที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเป็นใยนะครับ ขอเรียนชี้แจงครับ ขอบคุณครับ ส่วนท่านพัฒนาฝากผมชี้แจงแล้วครับ
เชิญครับ
ท้ายที่สุดนี้นะครับ ผมต้องขอยืนยัน ว่างบประมาณปี ๒๕๖๘ ในส่วนของมาตรา ๒๘ นี้มีความเหมาะสมแล้ว และขอยืนยัน ในมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุก ๆ ท่านนะครับ จะให้เสียงสนับสนุน กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติ จากที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่นะครับ กรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควร ให้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นควร ให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านสมาชิกเข้าห้อง ประชุมแล้วนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนเลยครับ
เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ แสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ เชิญครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๓๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้เลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนกันเรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๒๕ ท่าน เห็นด้วย ๔๑๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ก่อนลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนเลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนเรียบร้อยนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วม ประชุม ๔๑๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ เชิญท่านสมาชิก ออกเสียงลงคะแนนเลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนเรียบร้อยกันหรือยังครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๔๒๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓๘ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการต้นกล้ารัฐสภา ประจำปี ๒๕๖๗ กิจกรรม School in Parliament ยินดีต้อนรับนะครับ เชิญท่านเลขาธิการมาตราต่อไปครับ
มาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอ สงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ในมาตรานี้มีท่านกรรมาธิการขอสงวนความเห็นนะครับ ท่านแรก ท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย พรรคประชาชน ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย รัฐวิสาหกิจ ก็คือเป็นหน่วยงานที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คือองค์การ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็คือว่าในการพิจารณาองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แห่งชาติถูกปรับลดไปเล็กน้อย แต่ว่าไม่ตรงกับที่ผมจะนำเสนอ ก็คือเงินอุดหนุนทั่วไป ประเภทค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ของบประมาณมา ๒๘๑ ล้านบาท เขาไปทำอะไรบ้าง เขาไปจัดค่ายวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ก็แปลก ๆ ในรายละเอียดเป็นการจัดค่ายวิทยาศาสตร์ ระดับประเทศอะไร ซึ่งอันนี้ไม่ติดใจก็เป็นการสนับสนุนเยาวชนต่าง ๆ แต่ว่าอีกงานหนึ่ง ท่านประธานก็คืองานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ทำคำขอมาที่ ๒๐๐ ล้านบาท เฉพาะตัวมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะมีทั้งแยกย่อยไปว่าเขาจะ จัดทั้งนิทรรศการ มีกิจกรรมทางการตลาด ๑๐ ล้านบาท เช่าพื้นที่ ๓๕ ล้านบาทอะไรแบบนี้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นองค์กรที่ต้องการสร้างเหมือนเป็นนิทรรศการถาวรที่อยู่ประจำที่ แล้วก็ส่งเสริมความรู้ การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ แต่ว่าพอมีการออกไปจัดกิจกรรม ไปลักษณะพื้นที่เป็นงานใหญ่ ๆ แบบนี้ก็จะไปทับซ้อนกับหลายหน่วยงานเลยทีเดียวนะครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานปลัด อว. ก็จะมีการจัดลักษณะเดียวกัน ดังนั้นผมก็คิดว่า ตรงนี้ก็จะมีการทับซ้อนซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น อีกโครงการหนึ่งครับท่านประธาน จริง ๆ ก็อยู่ภายใต้ Subset การดำเนินงาน การถ่ายทอดความรู้ข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ๓๗ ล้านบาท ซึ่งจะเป็นรายการข่าว ผลิตสารคดีต่าง ๆ รวมถึง จัดรายการวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ตัวผมเองนั้นชอบมาก ติดตามทาง Podcast ติดตามเรื่องของวิทยาศาสตร์จากสื่อจำนวนมาก แต่เหมือนเดิมครับ กลับมาที่หลักการว่าการผลิตสื่อในด้านวิทยาศาสตร์ หน่วยงานซึ่งทำเรื่อง ของนิทรรศการซึ่งก็จะมีความเชี่ยวชาญของการจัดแสดงเฉพาะที่ ควรที่จะมีหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงหรือไม่ จะมีหน่วยงานอื่นในกระทรวง หรือภายใต้การดูแลด้านการศึกษา อะไรแบบนี้ ที่จะเป็นเจ้าภาพโดยตรงจะตรงจุดมากกว่าหรือไม่ ดังนั้นเพื่อที่ไม่ให้มีการทับซ้อน ผมจึงขอเสนอปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการทั้ง ๓ โครงการที่ผมได้กล่าวไป ที่อยู่ในเงินอุดหนุนทั่วไปลง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการวีระ ธีระภัทรานนท์ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ผม วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ อยากจะ แสดงความคิดเห็น เหตุผลที่ผมเสนอตัดงบรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ ในมาตรา ๒๙ ลงร้อยละ ๑๐ เป็นเงินประมาณ ๓,๔๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า รายการงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ มาตรา ๒๙ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในชั้นกรรมาธิการ ก็มีการตัดทอนลงไปอย่างมหาศาลอยู่แล้ว แต่ที่ผมสงวนความเห็นเพื่อที่จะมาพูดกับ ท่านสมาชิกก็คือว่า การตัดรายจ่ายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย ก็เลยต้องถือโอกาสว่า ต้องตัดงบเพิ่มเติม เพื่อจะได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น งบที่ว่านี้ยอดตอนแรกรัฐบาล เสนอมา ๖๙,๙๓๑ ล้านบาท ในชั้นกรรมาธิการตัดทอนออกไป ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เหลือที่เราจะลงมติกัน ๓๔,๘๖๕ ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดก็ปรากฏอยู่ในเอกสาร ซึ่งท่าน เปิดดูได้อยู่แล้ว เล่ม ๒ หน้า ๖๖ ครับ แต่การที่ผมขอตัดลดเพิ่มเติมเพื่อที่จะแสดงความเห็น ผมอยากจะพูดถึงรัฐวิสาหกิจในเชิงภาพรวมก่อน ที่จริงสำคัญมาก ขณะนี้เรามีรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมด ๕๒ แห่ง มีผลประกอบการที่มีกำไร ๓๗ แห่ง ขาดทุน ๑๕ แห่ง ปีหนึ่งมีรายได้ประมาณ ๔.๔ ล้านล้านบาท มีกำไรประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นำส่งเงินให้รัฐบาลซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของงบประมาณ เราด้วยที่เป็นประมาณการรายได้ ล่าสุดเมื่อปีงบประมาณปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๑๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่สำคัญกว่านั้น รัฐวิสาหกิจมีงบจ่ายลงทุนทั้งรายจ่ายประจำ แล้วก็รายจ่ายงบลงทุน ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท แต่ว่ารัฐวิสาหกิจที่มีดังกล่าวนี้ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า เราแบ่งรัฐวิสาหกิจออกเป็น ๒ พวก พวกที่อยู่ได้ด้วยตัวเองกับพวกที่ไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วย ตัวเอง และในส่วนที่ไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วยตัวเองจำนวนหนึ่งก็มาตั้งเป็นงบประมาณ รายจ่ายจะด้วยสถานะอะไรก็ตามที ที่ผมให้ภาพรวมอย่างนี้ก็เพราะว่าแม้รัฐวิสาหกิจบางแห่ง ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นสถาบันการเงิน แต่รัฐบาลมีภาระผูกพันที่จะต้องชดเชยรายได้ ที่เขาสูญเสีย ชดเชยรายจ่ายที่เขาออกไปเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย ตามที่ควรจะทำแต่ก็กลับไม่ทำ ตรงนี้ยิ่งทำให้ปัญหารัฐวิสาหกิจมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ในปีที่ผ่านมามีรัฐวิสาหกิจ ประมาณ ๑๕ แห่ง มีกำไรแล้วก็ส่งเงินเข้ารัฐในรูปของเงินปันผล แล้วก็เงินนำส่งคงคลัง เป็นเงินประมาณ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าด้านหนึ่งในงบจ่ายลงทุน ของรัฐวิสาหกิจ ถ้าเราบริหารจัดการกันดี ๆ ก็จะช่วยทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นด้วย แต่อย่างที่บอกว่าปัญหาในขณะนี้เอาเฉพาะที่รัฐบาลสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ ก็คือการตัดลด รายการที่จะต้องจ่ายให้รัฐวิสาหกิจ ๕ แห่ง เป็นเงินประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้าน แล้วก็โยกเอาไป เป็นงบกลางค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ได้อภิปรายบางส่วนไปแล้ว แต่ผมอยากจะขยายความอย่างนี้ว่าในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา ๒๘ รวมทั้งประกาศของคณะกรรมการนโยบายวินัยการเงินการคลังของรัฐ กำหนด เอาไว้ว่า อัตราส่วนระหว่างยอดค้างชำระที่สถาบันการเงินออกให้ก่อน ตามมาตรา ๒๘ กำหนดไว้ร้อยละ ๓๒ ปัจจุบันกรอบดังกล่าวถ้าเราดูจากงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ กำหนด วงเงินไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ถ้าเราใช้อัตราส่วนร้อยละ ๓๒ หมายความว่าเพดานที่จะใช้ เงินตามมาตรา ๒๘ ได้ ๑,๒๐๐,๘๖๔ ล้านบาท สถานะในปัจจุบันที่มียอดคงค้างในขณะนี้เท่าที่ ผมตรวจสอบตัวเลขล่าสุด ๑,๐๐๔,๓๙๒ ล้านบาท นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ไม่ทะลุเพดานแต่จำนวนที่ว่านี้ค่อนข้างเยอะ ประเด็นที่ผมอยากเพิ่มเติมก็คือว่า สิ่งที่การดำเนินการในขณะนี้ในงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจซึ่งมีทั้งหมด ๒๓ แห่ง ที่รัฐบาลจัดสรร เงินให้และไม่จัดสรรเงินให้ สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า ถ้าหากเราจะบริหารจัดการงบ รายจ่ายของรัฐวิสาหกิจแบบนี้ ในอนาคตอาจจะเป็นปัญหาได้ ถ้าหากจะให้ผมสรุปให้สั้นลง ไปอีกก็คือว่า ในการทำงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งไปอยู่ในรายการบริหารการชำระหนี้ของรัฐบาลโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยอดตัวนี้ก็ประมาณ ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มาแฝงเอาไว้ในงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องจ่ายคืนตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งตรงนี้ในการจัดแยกแบบนี้มันทำให้เราไม่รู้สถานะทางด้านหนี้สิน แล้วก็ภาระค้างจ่าย ของรัฐบาลอย่างแท้จริง ในอนาคตถ้าหากเป็นไปได้ ผมอยากจะเสนอให้ท่านสมาชิก ลองทบทวนดูในการจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี ๒๕๖๙ หรือปีต่อ ๆ ไป คือนอกเหนือจากการต้องแยกให้ชัดเจนว่า การบริหารหนี้ภาครัฐในส่วนของสำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ อันนั้นเป็น รายจ่ายที่ไม่สามารถที่จะเพิกถอนเปลี่ยนแปลงได้ กับรายจ่ายที่จะต้องดำเนินการสำหรับ การค้างจ่าย ตามมาตรา ๒๘ ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างยืดหยุ่น แต่การยืดหยุ่นนั้นเป็นการ ยืดหยุ่นที่บางครั้งก็ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร ตรงนี้ถ้าเกิดว่าในอนาคตสามารถแยกออกมาเป็น รายการให้มันชัดเจนก็จะดีนะครับ เพราะเท่าที่ผมดูในมาตรา ๔๐ ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายนั้น เขียนบังคับไว้เลยว่า ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้เลย สิ่งที่ควรจะทำก็คือว่าน่าจะเพิ่มเติม เป็นอีกรายการหนึ่ง เป็นรายการชำระหนี้คงค้างของรัฐบาลที่มีต่อรัฐวิสาหกิจที่ให้ดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรูปของเงินต้น ไม่ว่าจะเป็นรูปของดอกเบี้ยจ่าย รวมทั้ง การชดเชยรายได้ ซึ่งต่อไปในอนาคต ผมพูดต่อไปเลยนิดเดียวครับท่านประธาน ในอนาคต รัฐบาลมีโครงการจะทำรถไฟฟ้าค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสาย นี่ละครับจะมาใหม่ อีกก้อนหนึ่ง เพราะจะต้องมีการชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ก็ต้องมีการตั้งกองทุน หรือจัดระบบที่จะให้หน่วยรัฐวิสาหกิจอันไหนออกเงินไปแทนก่อน เหมือน ๆ กับที่ทำอยู่ ในขณะนี้ในภาคสถาบันการเงิน รวมทั้งยังมีรายการอีก ๒ รายการซึ่งผมเคยพูดไปแล้วว่า เป็นรายการที่รัฐบาลต้องไปค้ำประกันการกู้เงิน ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด ประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท คือมันมาในอีหรอบเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้โอกาส ในการดูงบรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ แล้วขยายให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่มันมองเห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลบริหารเงินได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องหรือไม่ก็จะเป็นประโยชน์ ส่วนการลงมติ ของท่าน จะตามของกรรมาธิการเสียงข้างมาก อันนี้ผมไม่ติดใจครับ เพราะผมเข้าใจระบบดีว่า ระบบรัฐสภาเป็นระบบเสียงข้างมาก ลงมติก็ต้องเอาตามนั้น แต่ก็ต้องสงวนความเห็น เพื่อจะได้ชี้แจง แล้วก็ทำความเข้าใจ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตตินะครับ ท่านแรก คุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย พรรคประชาชน ขอร่วม อภิปรายงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๘ วาระที่ ๒ มาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจในส่วนของการเคหะแห่งชาติ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ข้อมูลผลการดำเนินงาน จากรายงานประจำปีสถานะทางการเงินงบดุล มีสินค้าคงเหลือเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มีปัญหาอย่างที่ผมเคยอภิปรายไปในงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๗ วาระที่ ๑ นะครับ มีปัญหา ขายไม่ออกนะครับ ถูกปล่อยทิ้งร้างทั้งแบบขายขาดหรือปล่อยเช่านะครับ และประสบปัญหาทุจริตมากมาย ในโครงการบ้านเอื้ออาทรนะครับ เคหะนี่ปีหนึ่งได้รับเงินอุดหนุน อย่างปี ๒๕๖๘ ๘๗๘ ล้านบาท ในขณะที่ปี ๒๕๖๖ มีรายได้จากการขายและการบริการ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรร ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่กลับไม่มีการสมทบจากเงิน นอกงบประมาณเลยนะครับ ก็ขอทุกปี ปีละเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ จากงบประมาณ ที่ได้รับการจัดสรรร้อยละ ๑๗ จะเป็นค่าปรับปรุงซ่อมแซมอาคารนะครับ ร้อยละ ๑๖ เป็นค่าปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อม ร้อยละ ๑๓ เป็นค่าก่อสร้างใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วเคหะ ควรจะต้องไปซ่อมสะสางปัญหาเก่าให้เสร็จเรียบร้อยใหม่ก่อนนะครับ ก่อนจะไปสร้างปัญหาใหม่ สไลด์ถัดไปก็จะเห็นรูปนะครับ หรือไปใช้งบในภารกิจเสริม อย่างเช่น การยกระดับชุมชน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดทำแผนที่อยู่อาศัยและแผนป้องกันการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด ๒ ล้านกว่าบาท แล้วที่ผ่านมาทำไปแล้วมันได้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมหรือเปล่าครับ จริง ๆ แล้วอาจจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานภาครัฐอื่นอีกด้วยนะครับ หรือการพัฒนาข้อมูล วิชาการด้านที่อยู่อาศัย ๘.๕ ล้านบาท ก็ทับซ้อนกับหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนอื่น หรือไม่นะครับ อย่างเช่น ศูนย์วิจัยข้อมูลที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์นะครับ หรือเอกชนจริง ๆ เขาก็ทำกันอยู่แล้วนะครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันท่านจะทำพัฒนาข้อมูลวิชาการ ด้านที่อยู่อาศัยไปเพื่ออะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไรนะครับ ดังนั้น โดยสรุปจึงขอตัด งบประมาณดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้อภิปราย ในมาตราที่ปรับลดงบประมาณของรัฐวิสาหกิจ ๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ซึ่งได้ขออนุญาต ท่านประธานได้ใช้สิทธิในการแปรญัตติ ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้นนะครับ อย่างที่ ท่านอาจารย์วีระได้บอกนะครับว่า รัฐวิสาหกิจก็มีทั้งรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร แล้วก็รัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือขาดทุนนะครับท่านประธาน ทีนี้รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ที่มีกำไร ส่วนใหญ่ก็คือ Monopoly ครับ คือเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งมาตาม พ.ร.บ. พูดง่าย ๆ คือผูกขาด อย่างกรณีค่าไฟจะคิดเท่าไรก็ได้ เพราะว่าก็ต้องซื้อ ก็ไม่มีการแข่งขัน อันนี้ก็ถือว่า รัฐวิสาหกิจของไทยมีทั้งที่มีกำไร แล้วก็ไม่มีกำไร ทีนี้ในส่วนของที่ไม่มีกำไรนั้นก็เป็นหน้าที่ ของทางภาครัฐ โดยเฉพาะ สคร. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจของ กระทรวงการคลังก็ต้องไปดำเนินการแก้ไขให้มีกำไร ทีนี้เมื่อมีกำไรรัฐวิสาหกิจก็ต้องอยู่ได้ ด้วยตัวเอง ผมเองก็คิดครับว่า จริง ๆ แล้วรัฐวิสาหกิจควรจะต้องเป็นหน่วยงานที่สร้าง เม็ดเงิน แล้วก็นำเงินส่งให้กับทางภาครัฐ แต่ก็มีหลายรัฐวิสาหกิจครับท่านประธานที่ยังต้อง ใช้เงินงบประมาณไปจุนเจืออยู่ ท่านประธานครับ ที่ผมขออนุญาตเสนอปรับลดไป ๒ เปอร์เซ็นต์ มันมีอยู่หน่วยงานหนึ่ง ก็คือโทรคมนาคมแห่งชาติ ในอดีตโทรคมนาคมแห่งชาติ แบ่งออกเป็น ๒ หน่วยงานนะครับ ตอนหลังมารวมกัน ก็คือองค์การโทรศัพท์ แล้วก็การสื่อสาร ซึ่งทั้ง CAT แล้วก็ TOT ปัจจุบันนี้มา Merge รวมกันเป็น NT หรือโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ผมขออนุญาตปรับลดงบประมาณภาพรวมของทุกรัฐวิสาหกิจ รวมกัน ๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่เยอะหรอกครับท่านประธาน เอามาทำอะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ เอามาทำ โครงการสายสื่อสารลงใต้ดินครับ จริง ๆ แล้วสภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้ ในสมัยที่แล้ว ผมเองเป็นผู้ที่ยื่นญัตติในการศึกษาด้วยการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา นำสายสื่อสารลงใต้ดิน ที่ท่านประธานเห็นที่มันยุ่งเหยิงกันอยู่นี่ ที่เขาบอกว่า Unseen Thailand เวลาฝรั่งมาเมืองไทย ไม่ว่าจะไปเกาะภูเก็ต จะไปเกาะสมุยของท่าน สส. กานสินี สส. สุราษฎร์ธานี พรรครวมไทยสร้างชาตินะครับ หรือไปที่ชะอำของ สส. ธิวัลรัตน์ ที่จังหวัดเพชรบุรี เวลาฝรั่งมา Unseen Thailand คือมาถ่ายรูปสายสื่อสารที่มันยุ่งเหยิงอยู่ ท่านประธานก็เห็นครับในกรุงเทพมหานคร ถามว่าวันนี้ทำไมเอาลงไม่ได้ จริง ๆ แล้ว สภาผู้แทนราษฎรเราศึกษาแล้วใช้งบประมาณไปเยอะมาก แล้วผลการศึกษาก็ชัดเจนครับว่า ตรงไหนบ้างที่ต้องเอาทั้งสายไฟ สายสื่อสารลงใต้ดินพร้อมกัน อย่างเช่นที่เป็น Landmark เป็นศูนย์กลางทางการค้า ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ Landmark อย่างเช่น พระบรมมหาราชวัง ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยว ก็เอาทั้งสายสื่อสาร สายไฟลงใต้ดินพร้อมกันเลย จะได้ไม่บดบังทัศนียภาพ อย่างที่เกาะสมุย อย่างที่ผมยกตัวอย่างของท่าน สส. ตุ๊ก กานสินี ก็เอาลงไปเลยครับ ชายหาดจะได้ไม่ต้องมี สายไฟ สายสื่อสาร แต่เราเอาอย่างนี้ลงหมดไม่ได้ท่านประธาน เพราะว่างบประมาณ มันไม่พอครับ งบประมาณในการเอาสายไฟแล้วก็สายสื่อสารลงพร้อมกัน ๑ กิโลเมตร ๘๐ ล้านบาท แต่ถ้าเราเอาสายสื่อสารลงใต้ดินอย่างเดียว ๑ กิโลเมตร เหลือ ๘ ล้านบาท ฉะนั้นวิธีการคือเอาเฉพาะที่มันยุ่งเหยิง ก็คือสายสื่อสารลงใต้ดินอย่างเดียวเหลือ ๘ ล้านบาท แล้วมันใช้งบประมาณไม่เยอะครับ ผมก็ทำโครงการบ้านโป่ง Model สมัยที่แล้วก็ได้ ท่านอดีตรัฐมนตรีพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ก็ต้องขอบคุณท่านด้วย ท่านก็ได้ให้ทาง TOT ในสมัยนั้น ก่อนจะแปลงร่างเป็น TOT ก็ไปทำโครงการนี้ที่อำเภอบ้านโป่ง ปัจจุบันนี้โครงการ ยังไม่สำเร็จนะครับท่านประธาน เพราะว่า NT เจาะร้อยท่อเรียบร้อยแล้วครับ แต่ว่าเอกชน ไม่ยอมเอาลงไป เพราะว่าต้นทุนในการดำเนินการเอาลงไปมันสูง เราจะทำอย่างไรครับ ที่จะสามารถให้เอกชนเอาลงไปได้ NT ก็ต้องไป Subsidize ครับ ไปทำอย่างไรให้ท่อลอดนี้ ค่าเช่ามันถูกลง เราก็ได้คิดวิธีการครับ ก็คือทำ Single Last Mile ครับท่านประธาน คือทำสายเดี่ยวไปเลย ต่อไปนี้เอกชนไม่ต้องมาพาดสาย ไม่ต้องมาเดินสายแล้ว ใช้สายเดี่ยวเลย เช่ากับ NT สายที่มันยุ่งเหยิงอยู่ที่มีทั้งหมดนี้มันก็จะไม่มี เราก็เอามุดลงไปใต้ดินแล้วเอกชน ก็มาเช่าไป ส่วนสายไฟเอาอยู่เหมือนเดิมครับ เพราะอะไรครับถ้าเราเอาสายไฟลงไปด้วย การไฟฟ้าเคยมาประชุมบอกว่า สายไฟฟ้าในประเทศไทยมีความยาวสามารถพันรอบโลก ได้ถึง ๘๐๐ รอบ ฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ครับที่จะเอาสายไฟฟ้าลงดินแล้วต้องใช้เวลาถึง ๔๐๐ ปี ในการจะเอาสายไฟฟ้าลงใต้ดินหมด ฉะนั้นเราก็เอาลงเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็น แต่พื้นที่ไหนที่ไม่จำเป็นก็เอาเฉพาะสายสื่อสารลงใต้ดิน ผมก็เลยขออนุญาตครับท่านประธาน ปรับลดงบประมาณภาพรวมของรัฐวิสาหกิจลง ๒ เปอร์เซ็นต์ เอาไปทำอะไรครับ ไปตั้งกองทุนครับ เพื่อให้ทาง NT ไปทำการเอาสายสื่อสารลงใต้ดิน แล้วก็ทำให้มันสำเร็จครับ ในพื้นที่ไหนที่เทศบาลมีศักยภาพในการที่จะเอาลงใต้ดินได้เฉพาะสายสื่อสารโดยไม่รวม สายไฟฟ้า งบประมาณ ๑ กิโลเมตร ๘ ล้านบาท คุ้มครับท่านประธาน แล้วผมก็หวังว่า สภาของเราจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณตั้งกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาอีกครับ ตอนนี้เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ ผมเรียกร้องเลยครับไม่ต้องไปตั้งแล้วครับ เพราะว่าชุดที่แล้ว ได้ทำการศึกษาไว้สมบูรณ์แบบ แล้วก็ทำไว้ดีมาก ตั้งอนุกรรมาธิการ ๓ ชุด ศึกษากันลึกซึ้ง แล้วก็ชัดเจน มีทั้ง กสทช. มา มีทั้ง NT มา มีทั้งท้องถิ่นมา มีทุกหน่วยงานเลยครับ เอกชน ชมรมผู้ประกอบการในการให้บริการไร้สายมาร่วมกันแล้วทำการศึกษาไว้ดีมาก ขออย่างเดียวครับ ขอให้รัฐบาลที่เข้ามาดำเนินการเอาผลการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร เหล่านี้มาดำเนินการ แล้วก็ตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาแล้วก็ใช้ดำเนินการเพื่อเอาสายสื่อสารลงใต้ดิน แหล่งท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญก็จะได้ไม่ต้องถูกสายสื่อสารบดบังทัศนียภาพ ก็เลยขออนุญาตท่านประธานได้อธิบายเหตุผลว่า ทำไมผมถึงขอปรับลดงบประมาณลง ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อมาตั้งกองทุนเพื่อเอาสายสื่อสารที่มันยุ่งเหยิงอยู่ลงใต้ดินให้มันสำเร็จ ตามที่กรรมาธิการวิสามัญในสมัยที่แล้วได้ศึกษาส่งให้ทางรัฐบาลดำเนินการครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณกัณตภณ ดวงอัมพร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายกัณตภณ ดวงอัมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ปากเสียงของพี่น้องชาวพญาไท ดินแดงครับ วันนี้ผมขอสงวนคำแปรญัตติเกี่ยวกับ งบประมาณมาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในส่วนของการเคหะแห่งชาติครับ การเคหะแห่งชาติปี ๒๕๖๘ ได้งบประมาณที่ผ่านชั้นกรรมาธิการมาจำนวน ๘๖๘ ล้านบาท ถือเป็น ลำดับที่ ๑๐ ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับ ภารกิจของการเคหะที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางทั่วประเทศครับ แต่ทั้งนี้การเคหะก็มีเงินนอกงบประมาณที่สามารถดูแลตัวเองได้ ในฐานะรัฐวิสาหกิจครับ การอภิปรายนี้ผมขอพูดถึงโครงการฟื้นฟูเมืองดินแดงครับ จุดประสงค์ของการฟื้นฟูเมืองครับ คือแฟลตดินแดงมีสภาพเก่า ชำรุด ทรุดโทรม แฟลตเก่าสุดอายุประมาณ ๖๐ ปีครับ ไม่ไหวต่อการซ่อมแซมครับ ทั้งนี้การเคหะก็มีความตั้งใจดีที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับ คนแฟลต โครงการนี้รัฐเป็นผู้อนุมัติมีเงินอุดหนุนให้ด้วย แม้ส่วนใหญ่ที่ใช้ในการสร้างคือเงินกู้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการฟื้นฟูเมืองนี้ถือว่า เป็นหน้าตาของทั้งเคหะและรัฐบาลด้วยครับเพราะอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครครับ อยู่ใกล้ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ๒ อยู่ใกล้สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง อีกทั้งเป็นโครงการ แม่แบบในการฟื้นฟูเมืองแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เคหะอื่น ๆ ด้วยครับ ยกตัวอย่างโครงการฟื้นฟูเมืองที่รามอินทรา ที่มีอยู่ในงบ ๒๕๖๘ นี้ด้วยครับ ผมจะขอ Update สถานการณ์ปัจจุบันของโครงการฟื้นฟูเมืองครับ ตอนนี้สร้างเสร็จไปแล้ว ๒ ตึกครับ คือตึก G และ D1 ส่วนตึก A ที่ผู้รับเหมาทิ้งงานที่ผมอภิปรายในวาระที่ ๑ นะครับ ตอนนี้ ก็ได้ผู้รับเหมากลับมาทำต่อแล้วครับ ตึก G ตึกแรกที่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำรั่วซึมนะครับ ก็ได้รับการแก้ไขให้เรียบร้อยครับ ตึกล่าสุดครับ อาคาร D เพิ่งย้ายพี่น้องประชาชนเข้าไปอยู่ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะผมก็รับ Feedback มาจากประชาชน หลายท่านที่ผมได้ไปพูดคุยด้วยครับ แต่ก็มีจุดที่ต้องสะท้อนปัญหานะครับ เป็นปัญหาที่เรื้อรัง ซ้ำซากของการเคหะแห่งชาติที่เหมือนไม่ได้ถอดบทเรียนจากการสร้างตึกที่ผ่านมาเลยครับ คือคุณภาพงานและการตรวจรับงานครับ เรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีก็ทราบแล้วนะครับ ตึกใหม่ มีประมาณ ๖๐๐ ห้อง มีผู้แจ้งซ่อมกว่า ๒๐๐ ห้อง คือต้องตามกลับเข้าไปซ่อมเมื่อย้าย เข้าไปแล้ว ถือเป็น ๑ ใน ๓ นะครับ นี่ขนาดคนยังย้ายเข้าไม่เต็มครับ ลองดูอีกภาพครับ ภาพตามตัวอย่างนี้คือตัวอย่างที่ต้องตามเก็บงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำรั่วซึมน้ำขัง น้ำรอระบายครับ และตัวอย่างอื่น ๆ จากภาพนี้นะครับ การสร้างห้องน้ำที่ผิดแบบ Universal Design ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ในวาระ ๑ ว่า นำส่วนเปียกมาอยู่ก่อนส่วนแห้ง ระหว่างนี้ภาพทางขวามือมีผู้สูงอายุลื่นล้ม บาดเจ็บเป็นที่เรียบร้อยนะครับ จุดนี้ผมก็หวังว่า การเคหะแห่งชาติจะเร่งลดความเสี่ยง ที่ผมทราบในห้องงบนะครับ ผู้บริหารก็บอกจะแก้ไขครับ และบอกว่าจะแก้ไขก่อนที่จะเกิดเหตุนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่ทราบว่าได้ทำ ดำเนินการใด ๆ บ้าง หรือยังครับ
การฟื้นฟูเมืองดินแดงควรเร่งให้เสร็จเร็วครับ เพราะยิ่งเสร็จเร็วการเคหะแห่งชาติ จะยิ่งประหยัดงบในการซ่อมแซมตึกเก่าครับ เพราะถ้ายิ่งช้าผมเกรงว่าในงบประมาณเท่าเดิม ค่าก่อสร้างก็ยิ่งสูงขึ้น ผมก็เกรงว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับตึกที่มีคุณภาพน้อยลงครับ ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าตึก D2 ตึก A1 ต่อไปของการเคหะแห่งชาติภายใต้การควบคุมดูแลของ ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ต้องขออภัยที่เอ่ยนามครับ จะได้คุณภาพและถอดบทเรียน มากกว่าที่ผ่านมาครับ ปัญหาการซ่อมตึกเก่ายังเป็นปัญหาที่การเคหะแห่งชาติไม่สามารถ ที่จะแก้ได้จบเสียที จากภาพรวมถึงวาระที่ ๒ การเคหะแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน ๓๗๙ ล้านบาท สำหรับ ๑๗ โครงการนะครับ ผมเข้าใจดีว่าการเคหะแห่งชาติ ไม่ได้ทำการซ่อมแซมโดยใช้เงินจากทางรัฐเพียงอย่างเดียวครับ เมื่อพูดถึงโครงการฟื้นฟูเมือง และการซ่อมแซมแล้ว ผมต้องขอยกตัวอย่างในพื้นที่เคหะห้วยขวาง แฟลตห้วยขวางด้วยครับ ซึ่งตอนนี้เคหะก็มีการเริ่มจัดประชุมทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในโครงการฟื้นฟูเมือง โซนห้วยขวาถือเป็นโซนเศรษฐกิจนะครับ การเคหะห้วยขวางสามารถที่จะทำรายได้ เก็บรายได้เพิ่มเติมได้หลายอย่างนะครับ ตัวอย่างครับ การจัดงานวัดรื่นเริง งานประจำปี ที่ใช้สถานที่คือสนามกีฬาห้วยขวาง จัดปีละหลายครั้งครับ แล้วก็จัดงานตอนออก Booth ก็มีหลายร้อย Booth ที่ไปออกงานครับ ถือเป็นแหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและ นอกพื้นที่ ผมคิดว่ารายได้น่าจะเข้าการเคหะแห่งชาติมากอยู่ แต่กลับกันครับ ปัญหาพื้นฐาน ของผู้อาศัยในแหล่งเศรษฐกิจตรงนี้ แฟลตห้วยขวางครับ หลายเรื่องกลับยังไม่ถูกแก้ไข ล่าช้า จากสไลด์จะเห็นแฟลต ๒๑-๒๙ นะครับ ตรงนี้มีปัญหาน้ำรั่วซึม ไม่ได้รับการแก้ไข ผมอยากรู้ จริง ๆ ครับว่า ท่านเอาเหตุผลอะไรมาไม่ซ่อมให้พวกเขาครับ ไม่มีงบหรือไม่คิดจะแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ผมขออนุญาตเปิดวิดีโอครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและคลิปเสียง)
นี่ครับ นี่คือตัวอย่างของ ห้องหนึ่งก็มีปัญหามากน้อยลดหลั่นกันไปครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปัญหาในพื้นที่แฟลตห้วยขวาง ยังมีปัญหาเรื่องไฟส่องสว่างมานานนะครับ ท่านรัฐมนตรีเองก็บอกผมในกระทู้แยกเฉพาะว่า สิ้นเดือน ๓๐ กันยายนนี้ เรื่องไฟฟ้าส่องสว่างจะคืบหน้าทั้งแฟลตดินแดง และแฟลตห้วยขวาง ผมก็ดีใจที่ท่านได้อยู่ พม. ต่อครับ ปัญหาของประชาชนที่ท่านบอกไว้จะได้ถูกแก้ไขต่อเนื่อง หลายเรื่องผมต้องขอพูดจากใจนะครับว่า การรับนโยบายของพื้นที่เคหะแต่ละที่ไม่เท่ากัน จริง ๆ ครับ หลายเรื่องผมต้องขอบคุณการเคหะแห่งชาติครับ และหลาย ๆ เรื่องผมก็ต้องติ เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาแก้ไขครับ
สุดท้ายครับ ผมขออนุญาตและมีความจำเป็นที่จะต้องตัดงบประมาณ การเคหะแห่งชาติครั้งนี้ครับ เพราะการเคหะแห่งชาติไม่ได้จัดทำคำขอที่เหมาะสมกับปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนครับ ยังมีความเดือดร้อนของประชาชนที่การเคหะแห่งชาติต้องดูแล อยู่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ที่ผมยกตัวอย่างครับ ผมหวังว่าในงบปีหน้า ปี ๒๕๖๙ การเคหะแห่งชาติจะดำเนินการจัดทำคำขอที่เหมาะสม ถูกต้อง แก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน ในทุก ๆ ด้านครับ ท่านประธานครับ ผมขอตัดลดงบการเคหะแห่งชาติตามมาตรา ๒๙ จำนวน ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ บางเขน จตุจักร หลักสี่ พรรคประชาชนครับ ผมขอสงวนคำแปรญัตติในการปรับลดงบของการเคหะแห่งชาติ ๕ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าการเคหะแห่งชาติจะถูกตัดลดงบประมาณไปแล้ว ๑๐ ล้านบาทเหลือ ๘๖๘ ล้านบาทก็ตาม แต่เนื่องจากว่ามีหลายโครงการนะครับ ที่ยังใช้งบไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ตรงกับพันธกิจของหน่วยงานอยู่
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ถ้าเกิดดูนะครับ โครงการแรก คือโครงการปรับปรุงอาคารที่พักข้าราชการของกรมมหาดเล็กนะครับ ซึ่งผมก็มองว่านี่เป็น การใช้งบประมาณที่ผิดวัตถุประสงค์ของการเคหะแห่งชาติ ที่ต้องช่วยเหลือดูแลพี่น้องผู้ที่มี รายได้น้อย หรือรายได้ปานกลางแทนที่จะไปช่วยในส่วนของข้าราชการที่มีหน่วยงานดูแล โดยตรงให้เขาอยู่แล้วนะครับ โครงการที่ ๒ หน้าต่อไปครับ อันที่ ๒ ครับ คือเรื่องของ การพัฒนาข้อมูลวิชาการด้านที่อยู่อาศัย ที่มีการของบประมาณ ๘.๔ ล้านบาทนะครับ ซึ่งโดนปรับลดไปแล้วโดยประมาณก็คือ ๖.๗ นะครับ เนื่องจากว่ามีกิจกรรมที่ค่อนข้าง สิ้นเปลือง กิจกรรมแรก ก็คือเรื่องของการพัฒนาเรื่องของข้อมูลระบบสารสนเทศนะครับ เราจะเห็นว่าหลัก ๆ ก็คือการเก็บข้อมูลชุมชนผู้ที่มีรายได้น้อยอย่าง ๕ จังหวัด ก็ ๒ ล้านบาท แล้วนะครับ ข้อมูลโครงการของที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนซึ่งจริง ๆ ก็ขอภาคเอกชนได้ ตรงนี้ก็เสียเงินไปแล้วอีก ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท และเรื่องของการทำเรื่องของการวิเคราะห์ ด้วยเทคโนโลยี วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ก็เสียเงินไปอีก ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท และไปทำเรื่องของ ประชาสัมพันธ์อีก ๔๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต้องบอกว่าข้อมูลที่การเคหะแห่งชาติอยากได้ ผมเชื่อว่าหน่วยงานต่าง ๆ ภาคเอกชนต่าง ๆ มีข้อมูลอยู่แล้วนะครับ และการเคหะแห่งชาติ ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าข้อมูลที่อยากได้นั้นมีข้อมูลตรงไหนที่หน่วยงานอื่น ๆ รวมถึง ภาคเอกชนไม่สามารถให้การเคหะแห่งชาติได้นะครับ แล้วตรงนี้ผมต้องฝากไปถึงรัฐบาล ในเรื่องของการเน้นในเรื่องของการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานเพื่อป้องกันไม่ให้ หน่วยงานมาขอข้อมูลที่ไร้สาระแบบนี้อีก
อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะครับ ก็จะมีเรื่องของการทำสื่อขอทำแผนขอจัดงาน Event นะครับ ซึ่งก็สิ้นเปลืองงบประมาณอย่างไร้สาเหตุนะครับ โครงการนี้ก็ต้องบอกอย่างนี้ ครับว่า สำหรับโครงการฟื้นฟูชุมชน ชุมชนเมืองก็คือตรงเคหะดินแดงเดี๋ยว ท่าน สส. แรมโบ้ กัณตภณจะเข้าใจผิดตรงนี้ที่อยู่ สส. ดินแดง ผมไม่ได้ห้ามการช่วยเหลือนะครับ แล้วผมยินดี ที่ท่านจะช่วยเหลือ แต่ที่ว่าการเคหะแห่งชาติอาจจะใช้งบประมาณประเด็นสัมมนาอบรม มากเกินไป จะเห็นเลยครับว่า ที่มีการช่วยเหลือเกือบ ๔ ล้านบาทนั้น แต่ละรายการเป็นเรื่องของ การอบรม กินเลี้ยง จัดประชุม เช่นประชุมขึ้นบ้านใหม่ ขอมาจัดประชุมเรื่องของสัมมนาต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการจัด Big Cleaning ในพื้นที่ ซึ่งคนในชุมชนเหล่านั้น คนในเคหะเหล่านั้น จริง ๆ แล้วก็สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ หรือว่าช่วยกันรณรงค์ Big Cleaning ได้ ไม่จำเป็นที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องเอางบประมาณไปบอกว่าคุณต้องมาทำความสะอาดกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการประชุมของคณะกรรมการเองก็ดี ก็ต้องมีการใช้งบประมาณของ รัฐไปช่วยในเรื่องของการประชุมนะครับ ซึ่งผมก็มองว่าจริง ๆ แล้วควรมีการจัดตั้งเรื่องของ นิติบุคคลให้ดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ด้วยเหตุผลของการใช้งบ ที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เหมาะสม ผิดวัตถุประสงค์ แล้วไม่ตรงกับพันธกิจ ผมก็เลยคิดว่า ควรตัดลดของการเคหะแห่งชาติ ๕ เปอร์เซ็นต์
อีกหน่วยงานหนึ่งครับ คือหน่วยงานของ บขส. ครับ หรือบริษัท ขนส่ง จำกัด เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่ต้องบอกว่าผมลำบากใจมาก ๆ ในการอภิปราย เพราะว่า ผมเองเป็นคนที่เรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขสถานีหมอชิต ๒ จนมีความคืบหน้า มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แล้วปีนี้ทาง บขส. เองก็ของบประมาณมา ๓๙ ล้านบาทนะครับ เดี๋ยวขอหน้าถัดไปครับ แต่ด้วยเหตุที่ว่าสิ่งที่ บขส. ขอมานั้นเป็นเรื่องของการจ้างเอกชน ในการศึกษาออกแบบสถานีเดิม ปรับปรุงสถานีใหม่ เป็นเรื่องของการปรับปรุงระบบขายตั๋ว เป็นเรื่องของการออกแบบชานชาลาใหม่ ผมย้ำนะครับว่า นี่คืองบในการศึกษาและออกแบบทำแบบก่อสร้างเท่านั้น ไม่ใช่งบในการ ปรับปรุงใด ๆ ทั้งสิ้นเลยแม้แต่บาทเดียว ๓๙ ล้านบาทนี้ ใช้สำหรับศึกษาอย่างเดียว ออกแบบ ทำแบบก่อสร้างเท่านั้น แต่ถ้าเกิดเราไปดูคำแถลงข่าวของท่านรัฐมนตรีสุริยะก่อนหน้านี้ จะพบว่า ท่านแจ้งว่าท่านจะมีการย้ายตัวสถานีหมอชิต ๒ รวมถึงตรงเอกมัยด้วยไปรวมกันที่ สถานีกลางบางซื่อหรือกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งตรงนั้นจะเป็นศูนย์รวมด้านคมนาคมเลย แต่ผมก็งงครับ เพราะว่ามันมีความย้อนแย้งกันในการของบประมาณของ บขส. ผมก็เลย อยากจะตั้งคำถามถึงกรรมาธิการ ๘ ข้อนะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าในกรรมาธิการก็มีทั้งท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและมีถึงเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อยู่ด้วยในกรรมาธิการ ผมก็ขอถามท่าน ๘ ข้อครับ
ข้อที่ ๑ จากที่ท่านรัฐมนตรีสุริยะบอกว่าจะย้ายสถานีไปรวมกันที่สถานีกลาง บางซื่อและจะสร้างอาคารใหม่มี Inspiration มาจากประเทศญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ทาง บขส. มาของบเพื่อไม่ใช่แค่ปรับปรุงอาคารเดิม ชานชาลาเดิม แต่ท่านของบเพื่อออกแบบสร้าง ชานชาลาใหม่ที่เดิมตรงนั้น ผมถามว่ามันจะเป็นการย้อนแย้งไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านรัฐมนตรี ประกาศกลางสภานี้หรือไม่
ข้อที่ ๒ การจ้างออกแบบสร้างชานชาลาใหม่ตรงที่เดิม ที่หมอชิต ๒ ที่เดิม มันจะสอดคล้องกับภาพใหญ่ในการที่เราจะย้ายทุกอย่างรวมกันที่สถานีกลางบางซื่ออย่างไร แล้วถ้าเกิดตึกที่สถานีกลางบางซื่อที่ท่านรัฐมนตรีประกาศว่าอยากจะทำ มันเสร็จแล้ว ตรงชานชาลาใหม่ที่ท่านจะสร้างที่หมอชิต ๒ จะทิ้งร้างหรือจะทำอะไร
ข้อที่ ๓ หมอชิต ๒ ห่างกับกรุงเทพอภิวัฒน์ต้องบอกว่าจริง ๆ ค่อนข้างเยอะ ผมเลยอยากรู้ว่าอาคารใหม่ที่สถานีกลางบางซื่อที่ท่านรัฐมนตรีประกาศมันจะอยู่ตรงไหน ใกล้ ๆ กับสถานีตรงไหน อะไร อย่างไร
ข้อที่ ๔ ด้วยหมอชิต ๒ ต้องบอกว่าชานชาลาเดิมสามารถปรับปรุงได้อยู่ แล้วก็เพียงพอต่อความต้องการของปัจจุบันแล้ว และผู้บริหารของ บขส. เองก็เคยประกาศว่า สถานีจริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่ามันแออัดแล้ว มันเต็มที่แล้ว พื้นที่ของเขาที่เช่าจากการรถไฟ แห่งประเทศไทยมาไม่เพียงพอที่จะสร้างอะไรใหม่ ขยายอะไรใหม่แล้ว ผมก็เลยงงว่า ท่านจะไปสร้างชานชาลาที่ท่านของบประมาณมา ๓๙ ล้านบาท เพื่อไปออกแบบไปปรับปรุง ท่านจะไปสร้างอะไรตรงไหนอีกครับ ที่มันก็แน่นและเต็มหมดแล้วนะครับ
ข้อที่ ๕ งบประมาณ ๓๙ ล้านบาทนี้ ไม่ได้รวมค่าออกแบบอาคารใหม่ ที่สถานีกลางบางซื่อ อันนี้ผมขอย้ำนะครับว่า ๓๙ ล้านบาทนี้ ไม่ได้รวมค่าออกแบบอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับสถานีกลางบางซื่อเลยใช่ไหมครับ
ข้อที่ ๖ การออกแบบและการศึกษาครั้งนี้ ไม่มีเรื่องของการศึกษาเพื่อ เรื่องของการเตรียมยุบนะครับ เพราะท่านรัฐมนตรีประกาศว่าจะเตรียมยุบที่เอกมัย และเตรียม ยุบเรื่องของสายใต้ที่ถนนบรมราชชนนี ถ้ามันไม่มีเรื่องนี้เลย ต้องถามว่า ๓๙ ล้านบาทนี้ จะทำอะไร เพราะมันไม่ใช่ Vision ของท่านรัฐมนตรี แต่มันคือแผนงานของหน่วยงานอยู่แล้ว ซึ่งมันย้อนแย้งกันเอง
ข้อที่ ๗ ขอบเขตของการทำงานนี้จะมีระบุเรื่องของการจะมีการจ้างออกแบบ เรื่องของการปรับปรุงระบบจำหน่ายตั๋ว ซึ่งพอถึงเวลาตรงนี้ผมก็เลยงงว่าคนที่จะมารับ การออกแบบ คือคนหนึ่งต้องทำในเรื่องของการพัฒนาระบบจำหน่ายตั๋ว แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องของการปรับปรุงอาคารสถานที่ ซึ่งเป็น TOR เดียวกัน แล้วมันจะมีหน่วยงานเอกชน ไหนครับที่มีประสิทธิภาพที่รู้ว่าเราต้องพัฒนาระบบตั๋วแบบไหนและพัฒนาระบบเรื่องของ แบบในการก่อสร้างด้วย ผมคิดว่าจริง ๆ ควรต้องแยก TOR กันหรือเปล่านะครับ
แล้วข้อสุดท้ายครับ ข้อที่ ๘ คือปกติจะมีเกณฑ์ของสำนักงบประมาณที่บอกว่า การศึกษาการออกแบบควรอยู่ประมาณแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าของการก่อสร้างจริง ทีนี้ท่านของบประมาณมา ๓๙ ล้านบาท สำหรับในการออกแบบศึกษาต่าง ๆ นั่นหมายความว่า ท่านมีแผนหรือมี Vision ว่าเตรียมจะจ่ายเงินในการจ่ายค่าก่อสร้างชานชาลาใหม่ รวมถึง ปรับปรุงชานชาลาเก่าของหมอชิต ๒ เกือบ ๆ ๘๐๐ ล้านบาทเลยนะครับ ผมเลยงงว่า นี่อาจจะเป็น เพราะต้องบอกว่าสารตั้งต้นคือการออกแบบก่อน ออกแบบ ๓๙ ล้านบาท ก็ต้องมีเรื่องของการก่อสร้างจริง นี่คือสารตั้งต้นในการของบประมาณอันต่อไปอีกหลายร้อยล้าน ข้างหน้าแน่นอน ผมงงว่าอันนี้มันจะยิ่งย้อนแย้งกับสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีประกาศทั้งหมดเลย มันไม่สอดคล้องกับเจ้ากระทรวงที่หน่วยงานขอแบบ เจ้ากระทรวงขออีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านกรรมาธิการช่วยอธิบายให้ชัด ๆ หน่อยครับ ถ้าท่านอธิบาย ไม่ Clear ผมก็ขอยืนยันในการตัดลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของ บขส. ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุลครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ นี่เป็น Soft Power The Series ตอนสุดท้าย มาตราลำดับที่ ๘ ที่ผมก็จะ พูดถึงโครงการที่เกี่ยวกับ Soft Power อยู่ดี มาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจ ประเทศเรามีหลาย รัฐวิสาหกิจนะครับ แต่ก็จะมีรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่ดูแลด้านกีฬาโดยเฉพาะ นั่นก็คือการกีฬา แห่งประเทศไทย กกท. หน่วยงานนี้ไม่ได้ผ่านห้องงบอบรม สัมมนานะครับ แต่ว่าไปอยู่ใน ห้องอนุกรรมาธิการสิ่งก่อสร้างนะครับ ผมก็เลยไม่ได้ดูไม่ได้เสนอปรับลดในห้องนั้นเลย จำเป็นที่ต้องนำมาพูดถึงโครงการ Soft Power ณ ที่แห่งนี้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
การกีฬาแห่งประเทศไทยนะครับ ก็อย่างที่สไลด์ขึ้นมาแวบ ๆ เมื่อสักครู่ ปีนี้โครงการใหม่นะครับ มวยไทย Soft Power ๖๔๓,๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ใหม่เอี่ยมนะครับ ย้ำว่าใหม่เอี่ยมตั้งขึ้นมานะครับ หากประชาชน ที่ดูอยู่สามารถ Scan QR Code เข้าไปดูเอกสารชี้แจงของหน่วยงานได้นะครับ ในเอกสาร นั้นจะบอกรายละเอียดอย่างชัดเจนเลยว่า ๖๔๓ ล้านบาทนั้นเอาไปทำอะไรบ้าง ในก้อนนี้ ผมสรุปแบ่งออกมาได้เป็น ๓ ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนแรกคือการยกระดับมาตรฐานมวยไทย พัฒนาบุคคลในวงการ ๑๗๑ ล้านบาทนะครับ ก้อนที่ ๒ คือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ มวยไทย Soft Power ทั้งในและต่างประเทศ ๒๓๘ กว่าล้านบาท เกือบ ๒๓๙ ล้านบาท ก้อนที่ ๓ คือการจัดแข่งขันมวยไทยเพื่อสร้างกระแสให้เราตื่นตัวถึงมวยไทย ๒๓๔ ล้านบาท ไล่ไปทีละกิจกรรมย่อยนะครับ
ในส่วนของการยกระดับมาตรฐานมวยไทยนะครับ ก็จะประกอบไปด้วย กิจกรรมอบรมผู้ตัดสินนะครับ อบรมผู้ฝึกสอนมวยไทย สร้างมาตรฐานมีการให้ใบอนุญาต License นะครับ มีการฝึกอบรมครูมวยไทยที่เป็นคนไทยที่อยู่ในต่างชาติ มีการฝึกอบรม ครูมวยไทยที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ในเมืองไทยนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นการวางรากฐานให้กับ มวยไทย ๑๗๑ ล้านบาท ผมโอเคไม่ติดใจนะครับ เป็นสิ่งที่พึงกระทำการกีฬาแห่งประเทศไทย พึงกระทำนะครับ
สิ่งที่ติดใจครับ คือโครงการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์มวยไทย Soft Power นะครับ ๒๓๘ ล้านกว่าบาท เป็นการ Roadshow ในต่างประเทศแบบฉ่ำ ๆ ฉ่ำ ๆ คือถ้านับดูจริง ๆ นะครับ ไปราว ๆ เกือบ ๒๐ ประเทศ เอามวยไทยไปชกโชว์ ไปไหว้ ครูโชว์อะไรต่าง ๆ นานา อันนี้พอเข้าใจได้ครับ มันเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ชาวต่างชาติเขาเห็นมวยไทยที่แท้จริงนะครับ แต่มันมีรายละเอียดครับ ข้อ ๑๐.๒ ตามสไลด์นะครับ โครงการมวยไทย For All ๙๐,๙๖๐,๐๐๐ นะครับ
ในโครงการนี้มวยไทย For All ผมก็ดูตามรายละเอียด ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็เป็นการอบรมสัมมนาให้กับผู้ฝึกสอนมวยไทย อันนี้เข้าใจได้ครับ มีผู้ฝึกสอนจะมารับการ ชี้แจงว่าเราจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อะไร อย่างไร อันนี้เข้าใจได้ แต่ตรงนั้นครับ ๙๐ ล้านนั้น คือค่าตอบแทนผู้ฝึกสอนมวยไทย ๕๐๐ ค่าย ๕๐๐ คน คนละ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา ๑๒ เดือน รวมกันแล้ว ๙๐ ล้านบาท ผมต้องการคำตอบว่าเป็นการจ้าง ทำอะไร มีวัตถุประสงค์จ้างคน ๕๐๐ คน ผู้ฝึกสอนเหล่านี้อย่างไร ทำไมผมถึงถามแบบนี้ เพราะว่าในส่วนของการวางรากฐานก้อนแรกนะครับ มันมีเงินที่เราอบรมสัมมนาครูผู้ฝึกสอน อยู่แล้ว มีเงินที่เราซื้ออุปกรณ์บำรุงค่ายมวยต่าง ๆ ที่สภาพอาจจะไม่พร้อมหรืออะไรอยู่แล้ว แล้วทำไมเหตุใดเรายังต้องจ่ายเป็นลักษณะเหมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับครูมวยไทย ๕๐๐ คน ทั่วประเทศ อันนี้ต้องการได้คำตอบนะครับ
อีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในก้อนใหญ่นะครับ ก็คือการจัดแข่งมวยไทยเพื่อสร้าง กระแสการตื่นตัว ๒๓๔ ล้านบาท นับดูจะมีการจัดเวทีมวย ขึ้นมาประมาณ ๑๘ เวที แบบฉ่ำ ๆ แต่ผมก็พยายามที่จะดูในรายละเอียดนะครับ ผมแบ่งออกมาได้เป็นเวทีมวย ๓ ประเภท ประเภทแรก คือเป็นระบบ League ครับ จะมีการจัดแข่งในระดับเยาวชนระดับ จังหวัด ระดับภูมิภาค คัดเลือกตัวแทนขึ้นมา แล้วก็มาชิงแชมป์กัน อันนี้ผมถือว่าดี ระบบ League ถ้ามีอย่างต่อเนื่องมันก็จะเป็นการวางรากฐานต่อยอดสู่อาชีพมวยไทยได้จริง ๆ ถ้าระบบนั้นมันดีจริงนะครับ แต่ส่วนที่ ๒ กับส่วนที่ ๓ ครับ คือการชกโชว์ครับ จัดเวทีมวย ชกโชว์ให้คนมา เรากำลังมีเวทีมวยนี้ ซื้อตั๋วไปดูหน่อยไหมนะครับ และส่วนที่ ๓ คือเป็นการสนับสนุนเงิน หรือจัดมวยไทยให้กับ Brand มวยไทยรายหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เป็นจำนวน ๑๕ เวที ในส่วนที่ ๒ กับส่วนที่ ๓ ผมติดใจและอยากตั้ง คำถามว่า ทำไมต้องแยกกันจัด การที่ท่านจะสร้างกระแสด้วยจำนวนเวทีมากมาย เทียบกับ เลือกบางเวทีที่มี Story อยู่แล้ว เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แล้ว Boost Up ให้เวทีนั้นมันปังขึ้น กว่าเดิม แบบนี้มันจะส่งผลต่อกระแสมวยไทยได้ดีกว่ากันหรือไม่
อย่างที่บอกนะครับว่า การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ได้เข้าในห้องอนุกรรมาธิการ งบประมาณด้านงบอบรม สัมมนา ดูนะครับ เพื่อนของผม สส. ศุภณัฐ ตรงนี้อยู่ในห้อง สิ่งก่อสร้าง เสนอปรับลดในห้องราว ๆ ๑๒๐ ล้านบาท แต่ผลก็คือปรับลดไปได้เพียงแค่ ๔๕ ล้านบาท อันนั้นปรับไปแล้ว แต่ผมติดใจในส่วนของ ๙๐ ล้านบาท ที่เราจะจ้างครูมวย ทั่วประเทศ ยังไม่รู้ว่าคำตอบนั้นคืออะไร และติดใจของการจัดเวทีมวยแบบฉ่ำ ๆ ผมเสนอ ขอปรับลดเพิ่มในโครงการนี้อีก ๑๕๕ ล้านบาท นั่นคือส่วนที่ผมติดใจสำหรับมาตรานี้
ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาอีกประมาณ ๒ นาที เพื่อสรุปที่ผมอภิปราย ไปทั้งหมด ๘ มาตรา ๑๒ หน่วยงาน ๒๔ โครงการ Soft Power The Series ยอดเงินรวม ทั้งหมดที่ได้พิจารณา คือ ๒,๔๙๔ ล้านบาท หมายเหตุว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีอีกหลาย โครงการ Soft Power ที่ถูกฉีกออกไปอยู่ในแผนบูรณาการ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวบ้าง ไปอยู่ในห้องอนุกรรมาธิการอื่นบ้าง ที่ห้องอนุกรรมาธิการอบรม สัมมนา ปรับลดสำเร็จไปแล้ว คิดเป็น ๒๗๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๑๐.๘๒ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ Soft Power ทั้งหมดเท่านั้นเอง สิ่งที่เราปรับลดไปไม่ได้กระทบกับตัวแก่นสารของโครงการหลักแน่นอน สิ่งที่เราปรับลดไปเราให้เหตุผลว่ามันซ้ำซ้อน หน่วยงานต่างหน่วยงานทำโครงการลักษณะ เดียวกันโดยที่ไม่ได้คุยกัน สิ่งที่เราปรับลดไปคือการ PR แถลงข่าวประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นองค์ประกอบภายนอกของโครงการหลัก ผมอยากให้ข้อสังเกตอีกประมาณ ๒ ข้อ
ข้อแรก คือ Pattern ที่แต่ละหน่วยงานทำเกี่ยวกับโครงการ Soft Power มันจะเป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก จ้างที่ปรึกษาทำหลักสูตรอบรม แล้วก็จัดงาน PR ในส่วนของการจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก จ้างที่ปรึกษา ผมตั้งข้อสังเกตเลยครับว่าทุกโครงการ แต่ละหน่วยงานท่านต้องจ้างคนภายนอกมาคิดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด จนผมสงสัยครับว่า แล้วบุคลากรในหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้น จริง ๆ ท่านก็มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงที่จะพัฒนา เรื่องเหล่านี้ เหตุใดท่านไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นบุคลากรภายในของตัวเองเลยหรือครับ พอมันเป็นแบบนี้ งบประมาณมันก็บวมครับ เราต้องมีทั้งเสียค่าใช้จ่ายให้กับบุคลากรภายใน ในการกำกับดูแลงาน และเราต้องจ้างที่ปรึกษาภายนอกเข้ามาอีก แล้วมันจะเป็นแบบนี้ ไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรือครับ นั่นคือข้อสังเกตข้อแรก
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ประชาชน ผม หรือใครก็ตาม สงสัยว่าโครงการ Soft Power ของรัฐบาลหน้าตาเป็นอย่างไร ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ ถ้าเราเอาคำว่า Soft Power ออกไปทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ มันก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม Upskill Reskill กับอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งผมไม่ติดใจตรงนี้ เพราะว่าการยกระดับคน ยกระดับสินค้า ยกระดับการบริการให้มันดีขึ้น มันก็จำเป็นต้องทำ ในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีคำว่า Soft Power เข้ามา ผมเข้าใจคำว่า Soft Power ว่า มันคือการสร้างความลุ่มหลง การจะสร้างความลุ่มหลงนั้นได้ มันก็ต้องใช้ การสื่อสาร แต่การสื่อสารที่อยู่ในโครงการแต่ละโครงการของท่านมันคือการ PR จัดงาน ประชาสัมพันธ์ เพียงแค่สร้าง Attention ป่าวประกาศให้คนรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มันไม่ได้สร้างความ Obsession ความลุ่มหลงให้เกิดขึ้น
ผมมีข้อเสนอแนะสั้น ๆ นะครับว่า หากเราต้องการที่จะสร้าง Soft Power ให้เกิดขึ้นจริง ๆ มันต้องมียุทธศาสตร์การสื่อสารที่ผ่านการคิดวิเคราะห์ และมันต้องแยบยล เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าบนโลกใบนี้มันไม่มีใครมาป่าวประกาศนะครับว่า Soft Power ของตัวเองคืออะไร การสื่อสารลักษณะนี้ ผมยังไม่เห็นในโครงการด้าน Soft Power ที่ท่านว่ามัน คือ Soft Power นั่นก็เป็น Soft Power The Series ที่ผมอยากจะสรุปและชี้แจงไว้ ณ ตรงนี้ ก็จะติดตามต่อไปครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
มีผู้แปรญัตติ อีก ๑ ท่าน คุณจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แปรญัตติมาตรานี้ไว้ แล้วในขณะเดียวกัน ท่าน สส. แคมป์ ราชบุรี ท่าน สส. จ๋า สส. ตุ๊ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สส. กระแต สส. ต้อย จังหวัดเพชรบุรี ก็มีปัญหาคล้าย ๆ กันกับผม ก็เลยฝากให้ผมนั้น นำเสนอว่าปัญหา คนจนกับการกระจายโอกาสผ่านงบประมาณปี ๒๕๖๘ ท่านประธานครับ การเคหะแห่งชาติ ที่เราพูดกันนี้เป็นหน่วยงานที่สามารถสร้างบ้านให้กับคนจนได้ แต่วันนี้ขาดการสนับสนุนจาก กรรมาธิการงบประมาณ แล้วก็รัฐบาลด้วย อยากจะเตือนท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังว่า ณ ปัจจุบันนี้ มีคนไทย ๒,๒๗๐,๐๐๐ ครัวเรือน ที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ไม่มีที่อยู่อาศัย เพราะเขา ยากจน เขาไม่สามารถมีเงินผ่อน มีเงินซื้อบ้านได้ ก็อยากจะให้เห็นว่าพระราชบัญญัติ งบประมาณนั้นเป็นกลไกในการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด ไปสู่กลุ่มที่ต้องการสูงที่สุด จนที่สุด เหลื่อมล้ำที่สุด แล้วก็มีความต้องการงบประมาณช่วยเหลือมากที่สุดใช่หรือไม่ ในขณะเดียวกันการจัดสรรทรัพยากร เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็ต้องเดินหน้าไป สิ่งที่ผมยังไม่เห็นชัดเจนคือ นโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ผ่าน แผนรัฐวิสาหกิจได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ในต่างประเทศครับท่านประธาน เขาจะมี กระทรวงลดความเหลื่อมล้ำ และมีแผนช่วยเหลือความยากจน คนจนไม่มีบ้าน ไม่มีโอกาส วันนี้ก็ขออนุญาตเป็นตัวแทนของหลายจังหวัด รวมทั้งจังหวัดพิษณุโลกด้วย ราชบุรี สุราษฎร์ธานี เพชรบุรีว่า ขอเป็นเสียงร้องของคนจนผ่านไปยังกรรมาธิการงบประมาณว่า เราไม่เห็นด้วยในการที่จัดสรรงบประมาณให้กับรัฐวิสาหกิจไม่พอเพียงที่จะแก้ไขปัญหา ความยากจนได้ ก็ขอให้ท่านนั้นแก้ไขในโอกาสต่อไป วันนี้สิ่งที่จะชี้ให้เห็นก็คือว่า การจัดสรร งบประมาณในแผนของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายนี้ ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเปราะบางแม้แต่น้อย ไม่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ด้อยโอกาส แล้วก็คนรายได้น้อย โอกาสของเขาถูกแลกไปกับการแจกเงิน โอกาสของเขาถูกแลกไปกับโครงการที่ท่านคิดว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ขณะเดียวกัน ก็อยากจะให้รัฐบาล ให้กรรมาธิการนั้น เราให้โอกาสท่านนะครับว่าปี ๒๕๖๙ กรุณาแก้ สมมุติฐาน แก้เป้าหมายว่าคนจนยังมีอยู่ในประเทศไทย คนไม่มีบ้านยังมีอยู่ในประเทศไทย วันนี้ถึงแม้ว่าเราจะตกหล่นไป ไม่มีในผลสำรวจ ในสายตาเรดาร์ของแผนรัฐวิสาหกิจ ก็อยากจะกราบเรียนว่ายังมีโอกาสนะครับ เพราะว่าธนาคารกรุงไทย ซึ่งกระทรวงการคลัง มีหุ้นมาก วันนี้จะมีกำไรเป็นแสนล้นบาท ปตท. ก็มีกำไรเป็นแสนล้านบาท ฉะนั้นงบ CSR ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท สามารถเยียวยาเขาได้นะครับ ก็กราบวิงวอนว่าคณะกรรมาธิการ ท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณ ได้กรุณาเห็นหัวคนจนบ้างนะครับ กรุณาจัดสรรงบประมาณ ให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสุดท้ายครับ ขอเชิญคุณปิยรัฐ จงเทพ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง บางนา พรรคประชาชน ต่อวาระนี้ผมขอร่วม อภิปรายเสนอความเห็นต่อมาตรา ๒๙ แห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๘ ที่มีการปรับลดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณหน่วยหนึ่ง ที่ชื่อว่าการเคหะแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
แต่ผมเห็นว่าคณะกรรมาธิการ งบประมาณได้มีการปรับลดงบประมาณการเคหะแห่งชาติที่ของบอุดหนุนมาทั้งหมด ๘๗๘,๙๓๖,๐๐๐ บาท เหลือ ๘๖๘,๙๓๖,๐๐๐ บาท ซึ่งตัดไปตัวเลขกลม ๆ ๑๐ ล้านบาท ของแผนยุทธศาสตร์ มาตรการแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะกลุ่ม ๑๐ ล้านบาท ที่ตัดไปดูจากสไลด์ตัดรายการไหนบ้าง ตัดรายการงบอุดหนุนสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ตัดอย่างนี้ตัด ๓ ล้านบาท ตัดได้อย่างไรครับ ที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย สินเชื่อ ตัดค่าก่อสร้างโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ตำบลโพไร่หวาน จังหวัดเพชรบุรี ตัดไป ๓.๕ ล้านบาท อย่างนี้ตัดไปได้อย่างไร แต่พอผมได้ยินข่าวว่า ในชั้นกรรมาธิการ โดยเฉพาะเสียงข้างน้อยเขาก็เสนอตัด แต่เขาไม่ได้เสนอตัดในส่วนของประชาชน หรือผู้มี รายได้น้อย แต่เขาเสนอตัดค่าดำเนินโครงการโครงการหนึ่ง เป็นโครงการที่พักอาศัยของ ข้าราชการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ซึ่งโครงการนี้ก็มีการปรับลดไป แต่ปรับลดไปเพียง ๑.๗ ล้านบาทเท่านั้นเอง จึงทำให้งบที่ขอมาท่านทราบไหมครับ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์มีเคหะไปดำเนินการก่อสร้างตึกให้สวยหรู ๓ ตึก ตึกละ ๑๒ ชั้น ของบไปดูแลส่วนกลาง ๑๘.๑ ล้านบาท แล้วเราตัดไป ๑.๗ ล้านบาท ก็ยังเหลือ ๑๖.๓ ล้านบาท แล้วเราไปดูรายละเอียดที่ตัดสิครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าหน่วยขอรับ งบมา โดยเฉพาะการเคหะแห่งชาติเป็นคนเสนอว่าจะตัดแบบนี้ หรือกรรมาธิการเป็นผู้ขอตัด แบบนี้ เพื่อให้มันได้ ๑๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ไปรวมกัน ซึ่งรายการที่เขาตัดไป เป็นรายการที่ ๒ เป็นค่าจัดจ้างการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ตัดในการเป็น ค่าดูแลส่วนกลางที่ทางหน่วยงานขอมา ในโครงการผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่พระราม ๕ ทั้งหมด ๓๒๗ ห้องพัก แต่ยังคงโครงการที่ ๑ ไว้ หรือรายการที่ ๑ ไว้ ซึ่งเป็นรายการปรับปรุง บำรุงรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา กล้องวงจรปิด ดูแลอย่างดี ค่าส่วนกลางจ่ายให้หมด ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ แถวติวานนท์ มีประมาณ ๖๐๐ ห้อง ก่อสร้างเสร็จไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ปัจจุบันสภาพยังใหม่เอี่ยม เลยครับท่านประธาน แล้วเมื่อไปเทียบกับโครงการของประชาชน ความเป็นอยู่ดีกว่าเยอะ ก็ไม่แปลกใจเลยครับท่านประธานว่า เมื่อเราไปดูรายละเอียดการปรับปรุงและซ่อมแซม ที่ไปที่มาทั้งหมดไปเทียบกับของประชาชน ดูแลประชาชนหลักแสน แต่พอเป็นทหาร หลัก ๑๐ ล้านบาท ก็ให้ได้ ดูสิครับ ค่าปรับปรุงบำรุงสาธารณูปโภค ตัวอย่างเลยครับ บ้านเอื้ออาทรที่จังหวัดขอนแก่น ๑.๓ แสนบาท ค่าปรับปรุงบำรุงรักษาสาธารณูปโภค บ้านเอื้ออาทรที่ถลาง จังหวัดภูเก็ต ๔๐,๐๐๐ บาท ค่าปรับปรุงบำรุงรักษาสาธารณูปโภค บ้านเอื้ออาทรที่ท่าทราย จังหวัดสมุทรสาคร ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท เอาไปทำอะไร ได้ครับทุกวันนี้ แต่พอเป็นทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๑๖ ล้านบาท สบาย ๆ แบบนี้เหมาะสมแล้วใช่ไหมครับท่านประธาน หรือจะบอกว่านี่เป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วน เป็นโครงการที่เดือดร้อนกว่าประชาชนชาวบ้านธรรมดา แต่ผมเห็นโครงการหนึ่งเขียนไว้ ในรายงาน เป็นโครงการที่นำมาชี้แจงต่อกรรมาธิการงบประมาณ ผมเห็นว่ามีความจำเป็น เร่งด่วนกว่าด้วยซ้ำไป โครงการนี้เลยครับท่านประธาน โครงการเคหะชุมชนรามอินทรา ในเขตพื้นที่ของเพื่อน สส. ผมที่นั่งอยู่นี่ครับ สส. ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ก่อสร้างมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๙ มี ๘๑๒ Unit สภาพทั้งเก่า ทั้งทรุดโทรม เขียนไว้ชัดเจน รายละเอียดชัดเจนเลย เขียนให้กรรมาธิการเห็นเลยครับว่าทรุดโทรมมาก ได้รับผลกระทบน้ำท่วมตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แบบนี้จำเป็นเร่งด่วนกว่าไหมครับท่านประธาน ให้เขาไปเท่าไร สภาพแบบนี้ ๓.๗ ล้านบาท ฉะนั้นสภาพที่ใหม่กว่า ดีกว่าได้ไป ๑๖ ล้านบาท ผมจึงขอฝากท่านประธานว่า เรื่องนี้มันเป็น เรื่องที่เราไม่ได้บอกว่าตะบี้ตะบันจะไปตัดเขา แต่มันเป็นเรื่องที่เราบอกว่าการเคหะแห่งชาติ เพื่อความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัยรายได้น้อย ก็ต้องให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ เถอะครับ ท่านประธาน อย่าให้มันเกิดความเหลื่อมล้ำ อย่าให้มันเกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรร งบประมาณของเราเลยครับ แล้วก็ไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างบ้านพักข้าราชการ ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการธรรมดา เป็นข้าราชการทหาร และไม่ใช่ทหารธรรมดา เป็นทหารราชวัลลภ รักษาพระองค์ด้วยอย่างนี้ ไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบแบบนี้ครับท่านประธาน ว่าอยู่ดี กินดีกว่าประชาชน อย่างไรฝากท่านกรรมาธิการงบประมาณด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการชี้แจงครับ เชิญคณะกรรมาธิการครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม พัฒนา สัพโส ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมขอตอบประเด็นในมาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจของท่านอาจารย์วีระ ท่านแรก ประเด็นคำถามที่ท่านอาจารย์วีระท่านได้ถาม บอกว่า ในการเสนอการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ จำนวน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จาก ธ.ก.ส. ออมสิน แล้วก็อีก ๓ ธนาคาร เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อ การกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อันนี้คือคำถามของท่านอาจารย์วีระ ผมขอชี้แจงอย่างนี้นะครับว่า ตามพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๐ (๕) ที่บัญญัติไว้ว่า ภาระทางการเงิน เพื่อชดเชยต้นทุนทางการเงินและการบริหารจัดการ รวมทั้งความเสียหายจาก การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา ๒๘ ต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย ในโอกาสแรกที่กระทำได้ ในการเสนอตั้งงบประมาณได้มีการเสนอตั้งแล้วตามงบประมาณ ทั้งนี้ การเสนอเปลี่ยนแปลงงบประมาณของรัฐวิสาหกิจทั้ง ๕ แห่ง เป็นการเปลี่ยนแปลง งบประมาณจากมาตรา ๒๙ ของรัฐวิสาหกิจ ไปดำเนินการเป็นมาตรา ๖ รายการงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากหน่วยงานทั้ง ๕ แห่ง ได้พิจารณาทบทวนแล้ว ขอปรับลดงบประมาณในส่วนที่สามารถชะลอการดำเนินการได้ เพื่อไปดำเนินการโครงการ ที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล อย่างไรก็ดี การปรับลดงบประมาณดังกล่าวไม่ได้เป็น การปรับลดตามมาตรา ๔๐ นะครับ รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐตามงบประมาณ รายจ่ายสำหรับแผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ที่ได้ตั้งงบประมาณไว้จำนวนทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมีส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเราได้ตั้งไว้แล้ว ก็เรียนท่านอาจารย์วีระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มาตรา ๔๐ แล้วผมฟังประโยคหนึ่งของท่านอาจารย์วีระ ท่านก็ยังพูดในการอภิปราย เมื่อสักครู่ท่านบอกว่า ดูใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังแล้ว หนี้สาธารณะก็ไม่ได้ทะลุเพดาน อันนั้นก็เป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งท่านอาจารย์วีระท่านก็เป็นห่วงเป็นใย ผมน้อมรับนะครับ ในห้องกรรมาธิการ ท่านก็ให้ความรู้ ท่านก็ได้เป็นห่วง ท่านเองก็เป็นผู้มีประสบการณ์ ผมก็ฝากทางฝ่ายบริหารว่า ต้องนำสิ่งที่ท่านอาจารย์วีระท่านได้ตั้งเป็นข้อสังเกตและ ความเป็นห่วงเป็นใย ในส่วนของท่านอาจารย์วีระผมก็มีคำชี้แจงเท่านี้นะครับ
ส่วนท่านต่อไป ท่านศุภณัฐ แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ซึ่งมีคำถาม ค่อนข้างละเอียด ซึ่งบางสิ่งบางอย่างในชั้นกรรมาธิการของเราก็คงไม่ได้ลงรายละเอียด แล้วก็ จะตอบประเด็นคำถามของท่านศุภณัฐ ซึ่งท่านถามในข้อมูลเรื่องการออกแบบของการเคหะ แห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วกรอบวงเงินค่าออกแบบ แล้วก็ที่ปรึกษานี่มันเป็นเพียงกรอบวงเงิน ในการจัดซื้อจัดจ้างมันอาจจะลดลง อันนี้ก็คงตอบได้เพียงเท่านี้ แต่ว่าในส่วนอื่นผมเชื่อว่า ท่านศุภณัฐเอง ท่านเป็นคนที่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านรอเวลานิดหนึ่ง ผมเชื่อว่า ในการบริหารการเคหะแห่งชาติเอง ท่านรัฐมนตรีก็ต้องมาชี้แจงท่านได้ในโอกาสต่อไป ซึ่งในชั้นกรรมาธิการเราก็มีเวลาจำกัด
ส่วนของท่านอื่น ๆ ผมน้อมรับ สิ่งไหนดี ๆ ผมเชื่อว่าทางฝ่ายบริหารเอง แล้วก็ส่วนราชการที่ทำคำของบประมาณ ก็คงได้ยินจากเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็น กรรมาธิการที่สงวนความเห็น แล้วก็สมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ ตรงไหนที่เกิดประโยชน์ ผมว่าปี ๒๕๖๙ ท่านต้องนำไปปฏิบัติ ผมเองในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราก็ทำหน้าที่มีกรอบและเวลาจำกัดนะครับ
ประเด็นสุดท้าย เรื่องนี้ต้องตอบท่านณัฐพลนะครับ ซึ่งผมเองก็มีเพื่อนสมาชิก ให้ความสนใจ เพราะเป็นเรื่องใหม่ เรื่อง Soft Power มวยไทย ท่านณัฐพลท่านเอง เปิดประเด็นเรื่อง Soft Power ซึ่งท่านเองก็เป็นคนที่ผมนั่งฟังตลอด เป็นคนที่มีองค์ความรู้ เรื่อง Soft Power เดี๋ยวผมจะบอกประธาน Soft Power ต้องเชิญท่านไปเป็นกรรมการแล้ว เพราะว่าท่านรู้ละเอียดเลย ประเด็นที่ท่านติดใจก็มีเรื่องเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ๒๓๐ กว่าล้านบาท จัดมวยไทยเพื่อสร้างกระแสการตื่นตัว ๒๓๔ ล้านบาท ซึ่งจริง ๆ ผมเอง ก็ตั้งคำถามครับ เพราะเป็นเรื่องใหม่ ผมตั้งคำถามกับผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยบอกว่า โครงการ One มันมาเกี่ยวข้องได้อย่างไร โครงการ One สนับสนุน ๑๐ ล้านบาท ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม เพราะไม่ได้เสียหาย แต่สิ่งที่ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยท่านตอบ ท่านบอกว่า ถ้ารัฐสนับสนุนภาคเอกชน รัฐจะกำหนดอะไรได้บ้าง นี่คือคำถามที่ผมในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการตั้งคำถามกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ท่านบอกว่าเราสามารถกำหนด สถานที่ เราสามารถสนับสนุนมวยจากภูธร จากต่างจังหวัดเข้ามาชกในรายการของ One อันนี้ยกตัวอย่างว่าสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ แต่ผมเชื่อว่าในรายละเอียดเรามี สตง. ไม่ใช่ว่า เงินของรัฐให้ไปแล้ว ๑๐ ล้านบาท จะไม่มีอะไรที่มาชี้แจง ตรงนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วง ผมเชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐเขาจะต้องตรวจสอบได้ อันนี้ก็กราบเรียนท่านณัฐพล ผมเชื่อว่า ท่านเองมีองค์ความรู้ เดี๋ยวจะเรียนประธาน Soft Power ให้ท่านช่วยไปเป็นกรรมการจะได้ ช่วยกันช่วยประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลาย ๆ คนเป็นห่วงเรื่อง Soft Power มันเหมือนการพูดถึงวาทกรรมแล้ว จริง ๆ ผมไม่อยากให้พวกเราเอาเรื่อง Soft Power มาเกี่ยวข้องนอกประเด็น อย่างไรก็ฝากทุกท่านด้วย
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ผมเชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์ ส่วนราชการ แล้วก็ฝ่าย บริหารนำไปปฏิบัติ ผมเองในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยืนไม่ปรับลดงบประมาณ กราบขอบพระคุณครับ
เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา งบประมาณปี ๒๕๖๘ ในประเด็นของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านศุภณัฐนะคะ ท่านได้ อภิปรายถึง บขส. ขอบเขตของการออกแบบการก่อสร้างหมอชิต จำนวน ๓๙ ล้านบาท ที่ท่านบอกว่าไม่สอดคล้องกับนโยบายของท่านรัฐมนตรีสุริยะ เรื่องของการพิจารณา ออกแบบสร้างตึกสูง เป็นเรื่องของ Mixed-use ว่าแพงเกินไป ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจง เพิ่มเติมอย่างนี้นะคะว่า งบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ๓๙ ล้านบาทนั้น เป็นการที่ออกแบบ เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวก เราก็จะเห็นใช่ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ บขส. หมอชิตมีความหนาแน่น แล้วก็รวมทั้งชานชาลาจอดรถ ห้องน้ำเก่า ลิฟต์เสีย ดังที่ท่าน สมาชิกได้ไปเยี่ยม บขส. เมื่อคราวที่แล้ว แล้วบันไดเลื่อนก็ใช้ไม่ได้ การที่บันไดเลื่อนใช้ไม่ได้ เพราะมีอายุการใช้งานเกิน ๕ ปี ซึ่งนโยบายของท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่จะพัฒนาตึกสูง Mixed-use แล้วก็รวมขนส่งทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นสายเหนือ สายใต้ สายตะวันออก เพื่อเชื่อมต่อระบบราง ก็ได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ศึกษา แล้วก็ออกแบบ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ก็ไม่เป็นการซ้ำซ้อนในการ ดำเนินงานพัฒนาระบบแต่อย่างใด ในกรอบงบประมาณปี ๒๕๖๘ จะเห็นว่าเรามีการลงนาม แล้วก็ในการที่จะมีการสำรวจออกแบบในการนำเสนอโครงการต่าง ๆ ในกรอบงานของ บขส. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรอบวงเงินในการกำหนดราคากลาง เรื่องของการจ้างที่ปรึกษา ก็จะเห็นว่าการดำเนินการใด ๆ ก็ตาม ขณะนี้มีคณะกรรมการฝ่ายจัดการ แล้วก็มี อนุกรรมการที่กำกับกลยุทธ์การบริหาร คณะกรรมการบริษัทขนส่ง ไม่ใช่เพียงแค่รัฐมนตรี สั่งการ หรือว่าใครคนหนึ่งจะไปตั้งราคากลางเหล่านี้ขึ้นมาได้ ก็ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้มีความสบายใจ ทุกการทำงานเราก็จะมีความโปร่งใส แล้วก็ดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ จากโครงการดังกล่าวที่ได้ออกแบบ แล้วก็ที่จะจ้างบริษัทที่ปรึกษา จำนวน ๓๙ ล้านบาทนั้น ก็จะขออนุญาตพูดถึงวัตถุประสงค์ของแผนงานดังกล่าวว่า การที่ขนส่งหมอชิตมีความ หนาแน่น แล้วก็ความแออัด รวมถึงการที่ทำอย่างไรจะทำให้สถานีขนส่งนี้ไปเชื่อมระบบราง ก็ยังมีแผนงานในการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการที่จะปรับปรุงพื้นที่ ดังที่ดิฉัน ได้กราบเรียนไปเบื้องต้น โดยเฉพาะอำนวยความสะดวก แล้วก็เพิ่มความปลอดภัย สะดวกสบายสำหรับผู้ใช้บริการ รวมทั้งผู้สูงอายุ หรือว่าผู้พิการที่มาใช้บริการ นอกจากนั้น การจัดระบบจราจรทั้งภายในและภายนอกสถานีขนส่ง ถ้าเราได้สร้างโครงการดังกล่าว ได้ศึกษาความเป็นไปได้ จุดคุ้มทุนว่าจะมีการก่อสร้างในบริเวณไหนก่อน ก็จะมองเห็นถึง การใช้ประโยชน์ ใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น นั่นคือการลดความแออัดของ รถโดยสาร แล้วก็พี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการดังกล่าวต่อไป ในภาพรวมดิฉันขอได้ตอบ คำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินี้ไปก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน ขอบคุณจาก คำถามและข้อห่วงใยของท่านสมาชิกนะคะ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณ และกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออนุญาตตอบคำถามของท่าน กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านอาจารย์วีระ ซึ่งมีข้อสังเกตในเรื่องของการปรับเปลี่ยน งบประมาณ มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนของรัฐวิสาหกิจในหลาย ๆ ส่วนนะครับ
ซึ่งในประเด็นแรกเลย ยืนยันตามเดิมนะครับ ในส่วนของการปรับเปลี่ยน งบประมาณในครั้งนี้ ในส่วนของ SFIs หรือธนาคารในกำกับของรัฐมาเป็นงบประมาณในส่วน ของการกระตุ้นเศรษฐกิจนี่นะครับ เป็นข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งทางสถาบันการเงินของรัฐ เป็นผู้เสนอมาที่จะสามารถชะลอการชำระหนี้สินจากมาตรา ๒๘ บางส่วน เพื่อไปดำเนินการ ในการกระตุ้นภารกิจเร่งด่วน กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนของภาครัฐได้ จึงยืนยันครับว่าไม่ได้ กระทบต่อความมั่นคง หรือเสถียรภาพของสถาบันการเงิน มีความแข็งแกร่งเหมือนเดิม สถาบันการเงินของรัฐมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับที่สูงมาก
ในประเด็นอื่น ๆ อย่างเช่น เรื่องของภารกิจในเรื่องของการทำโครงการ ๒๐ บาทตลอดสายของการคมนาคมในกรุงเทพมหานคร ต้องเรียนว่า อันนี้มันก็เป็นภารกิจ ซึ่งต้องรอการแถลงนโยบาย แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นภารกิจ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้อง มาพึ่งพาการชดเชยและการใช้เงินของรัฐแต่ฝ่ายเดียว เพราะกลไกต้องผ่านทั้ง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม กลไกจะต้องผ่านทั้งกองทุนที่เรียกว่า Infrastructure Fund เหล่านี้เป็นกลไกที่เราสามารถ กำหนดได้ โดยเป็นการลดภาระที่จะเกิดกับงบประมาณของรัฐให้ได้มากที่สุด ซึ่งสุดท้าย ก็คงจะต้องนำสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะมาถก มาหาข้อสรุปร่วมกันที่เป็นประโยชน์สูงสุด
สำหรับข้อสังเกตอื่น ๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของวิธีการ กำหนดรายจ่ายในกระบวนการทำงบประมาณ รวมถึงการที่จะรวบรวมรายละเอียดตัวเลข ต่าง ๆ เพื่อที่จะนำเสนอต่อสาธารณชนในแง่มุมที่อาจจะเป็นประโยชน์ขึ้น ก็เป็นข้อสังเกต ที่เป็นประโยชน์ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ขอรับไว้ และในฐานะที่ทำงานประสาน ร่วมกับคณะรัฐมนตรีด้วย ก็จะนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนัก งบประมาณ สภาพัฒน์ หรือว่ากระทรวงการคลัง เพื่อที่จะนำเอาข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์นี้ ไปปรับใช้ต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถาม มติจากที่ประชุมก่อนว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควร ให้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนได้เลยนะครับ เชิญครับ เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนได้เลยครับ
ท่านประธานครับ ๔๑๘ แสดงตนครับ
๔๑๘ แสดงตนนะครับ เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนได้เลยครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๓๕ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๔ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง กดปุ่มแสดงตนได้เลยครับท่านสมาชิก
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๑๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนได้เลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๒ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๓๐ หน่วยงานของรัฐสภา มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ในมาตรานี้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นไม่มีนะครับ มีผู้แปรญัตติ ท่านแรก ท่านสุรทิน พิจารณ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ วันนี้ขออนุญาตท่านประธานพูดถึงบ้านตัวเองนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะอะไรครับ เพราะว่างบ ที่ได้รับการจัดสรรมาให้รัฐสภามีเพียง ๓,๖๒๖ ล้านบาทกว่าแค่นั้น มันเป็นงบที่น้อยนิด เปรียบเทียบกับภารกิจ เปรียบเทียบกับการเป็นเสาหลักในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบ ประชาธิปไตย มีฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ปรากฏว่านิติบัญญัติ ซึ่งก็คือ พวกเรานี้เอง ได้เพียง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ผมดูแล้วเป็นงบ เงินเดือน งบบุคลากรไปแล้ว ๓,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีกเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท เป็นงบในการดำเนินงานของสภาเรา ผมว่ามันน้อยไป ที่ผมขอตัด ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ก็เนื่องจากอยากจะอภิปรายเฉย ๆ ท่านประธาน วันนี้อยากเสนอให้ผู้ตั้งงบประมาณ สำนักงบประมาณนี่ตั้งให้สัก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๓,๖๐๐ ล้านบาท มันจะพออะไร ที่จริงไม่อยากพูดดังเลย เพราะว่าพูดบ้านตัวเอง
ท่านประธานครับ เรื่องแรกก็คือ ในสภาเรามีภารกิจของกรรมาธิการ ๓๕ คณะ ในวุฒิสภาก็มีไม่น้อยกว่า ๒๓ คณะ กรรมาธิการเหล่านี้มีประชุมทุกสัปดาห์ นั่นคือแขนขาของรัฐสภา มีเบี้ยเลี้ยงทุกอย่าง เจ้าหน้าที่บริการเราทุกอย่าง บางทีไม่พอด้วยซ้ำ อันนี้กราบเรียนท่านประธานว่างบน้อย
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ใน ๑ กรรมาธิการมีอนุกรรมาธิการแค่ ๒ อนุแค่นั้น ทุกวันนี้ เพราะอะไรท่านประธานครับ ก็เพราะว่าประหยัดงบประมาณ ที่จริงเรา ไม่น่าประหยัดในจุดนี้ เราน่าจะตั้งงบประมาณได้สัก ๕ อนุกรรมาธิการนี้ เพื่ออะไร เพื่อพี่น้องประชาชนได้รับการบริการจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างไรครับท่านประธาน นี่คือกราบเรียนท่านประธานไว้นะครับ
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านจำได้ไหม ก่อนที่ท่านประธาน จะขึ้นมานั่งอยู่บนบัลลังก์ เรา ๒ คนได้คุยกันว่าต่อไปนี้จะมีรัฐสภาจังหวัด ท่านประธาน ก็คุยกันว่าจะให้มีรัฐสภาจังหวัดอย่างน้อย ๕ จังหวัดเป็นตัวอย่างก่อนครูทิน ผมก็ชื่นชม ทุกวันนี้มันยังไม่มีท่านประธาน เอาเงินที่ไหนมาล่ะ ถ้าตั้งน้อย ๆ อย่างนี้เอาเงินที่ไหนมา ท่านประธานครับ เรา ๒ คนคุยกันว่าถ้ามีรัฐสภาจังหวัด ครูทินเอา Mob มาจากต่างจังหวัด มาที่สภาเราใช่ไหม ต่อไปนี้ถ้ามีรัฐสภาจังหวัดไม่ต้องมาแล้วครูทิน ยื่นหนังสือต่อรัฐสภา จังหวัดเลย ผมก็เห็นด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังเป็นคำถามต่อท่านประธาน อยู่ว่า เราจำเป็นต้องมีรัฐสภาจังหวัดให้มันครบ ๗๗ จังหวัดเลย ในสมัยที่เราเป็นนักรบ พาพี่น้องเดินขบวน พี่น้องก็ยังไม่มีปัญหามากเหมือนทุกวันนี้ แต่ทุกวันนี้ปัญหามันเพิ่มขึ้น อย่างเช่น กรณีปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ท่านประธานก็ทราบอยู่ สัปดาห์ที่แล้วหรือต้นเดือนที่แล้วก็มาที่สภาเรา ๔,๐๐๐ คน ทำไมมาสภาเรา อันนี้คือที่พึ่ง ของประชาชน เขาต้องมา มาหาประธานวันมูหะมัดนอร์เรา มาหาประธานพิเชษฐ์ ซึ่งเป็นคนของเขา เขาก็หวังพึ่ง พอมาสิ่งที่ได้รับก็คือมาพบเจ้าหน้าที่ บางทีก็ให้อยู่นอกรั้ว เข้ามาข้างใน อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานนี่ละว่า ถ้ามีน้ำตรารัฐสภาให้เขาคนละ ๑ ขวด ก็จะดีนะครับท่านประธาน มันเป็นน้ำใจ พี่น้องมาไกล มาจากยโสธร มาจากร้อยเอ็ด อุบลราชธานี มุกดาหาร เชียงราย มีน้ำตรารัฐสภาเป็นน้ำใจของประธานมอบให้ เขาถือจาก ตรงนี้ถึงบ้านเลยเวลาขากลับ ท่านประธานครับ เราขออนุญาตตั้งโรงงานน้ำเราไม่ดีบ่ ตราสภาเรา ผมไม่อยากพูดแรงครับท่านประธาน เพราะว่าพูดถึงบ้านตัวเอง อันนี้คือพี่น้อง ที่มาจากต่างจังหวัด แต่มาครั้งนี้เขาก็ชื่นชมท่านประธานอยู่ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้กัน พี่น้องนุ่งผ้าถุงมาก็เดินจากถนนเข้ามาอยู่ที่ข้างเรือนแก้ว ก็ถือว่าเป็นพระคุณของท่านประธาน ที่เมตตาให้เขาเข้ามา
ท่านประธานครับ อีกจุดหนึ่งก็คือ เรื่องกลุ่มมิตรภาพ กลุ่มมิตรภาพ ของต่างประเทศ ไทย-ติมอร์-เลสเต ไทย-สิงคโปร์ ไทย-จีน ไทย-อเมริกา อย่างนี้ท่านประธาน งบประมาณไม่มี ปีนี้ผมในฐานะที่เป็นรองประธานก็ไปติมอร์มาแล้ว ถามเจ้าหน้าที่บอกว่า เงินหมดแล้วไปอีกไม่ได้ เห็นไหมท่านประธานครับ ๔ ปีทำได้ครั้งเดียว เราต้องให้มี งบประมาณเพิ่มขึ้น ให้ทำบ่อย ๆ เพราะอะไร เพราะกรรมาธิการเหล่านี้คือแขน คือขาของ ฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างเช่น ผมไปติมอร์-เลสเต พี่น้องติมอร์-เลสเต ก็รู้หมด รู้ประเทศไทยได้ดีขึ้น ทูตเขายังมาที่สภาเราเลย เพราะอะไร เขามาขอเป็ด ขอไก่ไปเลี้ยง นี่คือผลจากที่กรรมาธิการ ไทย-ติมอร์-เลสเต ไปที่ติมอร์-เลสเต ได้เจอประธานาธิบดีเขา นี่กราบเรียนท่านประธาน
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เรื่องอาคารสถานที่ เรามาอยู่ตรงนี้ แต่ก่อน เช่าอยู่ TOT เรามาอยู่ตรงนี้ก็เกือบ ๗ ปี ดอกไม้บางทีมันก็น่าจะมีบ้าง แถวทางเข้า ทางอะไร ภูมิทัศน์ นี่คือสิ่งที่กราบเรียนท่านประธาน
เพื่อนก็ฝากมาอีกเรื่องหนึ่ง ก็คืออาหารการกินของรัฐสภา ถ้าแบ่งเป็นภาคได้ ก็จะดี เพราะอะไร เพราะว่าพี่น้องมุสลิม ๒-๓ วัน เมื่อวานไปอาหารมุสลิมมันหมดแล้ว พวกไปทีหลังก็ไม่ได้รับประทาน ก็เห็นใจ บางทีเขามารับประทานส้มตำเหมือนกับอีสานบ่ได้ ถ้าแบ่งเป็นภาคใครอยู่อีสานอยากไปกินมุสลิมก็ไปได้ อยากฝากไปอีกก็คือให้เขาขยัน ๆ หน่อย มา ๘ โมง น้ำชงโอวัลตินไม่ร้อน ปัญหามันมีหมดครับ ฝากท่านประธาน อยากพูดถึง บ้านตัวเอง
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานนิดเดียวครับ เรื่องภูมิทัศน์ที่อยู่ในห้องประชุม หน้าห้องประชุมอย่างนี้ ควรจะมีดอกไม้ มีอะไรเหมือนกับรัฐสภาของทางยุโรป ทางสิงคโปร์ มีสีสันหน่อย มีแต่สีเศร้า ๆ โซฟามีสีชมพูบ้างไหม ตั้งแต่มาอยู่ตรงนี้ ๖ ปีแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยน อะไรเลย ผ้าเก่า ๆ นั่นละ ไม่อยากพูดดัง พูดถึงบ้านตัวเอง ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
น้อมรับ แล้วก็ชี้แจงท่านนิดหนึ่งนะครับ สภาของเราเพิ่งรับมอบอาคารยังไม่ถึง ๓ เดือนเลย เรารับมอบมา ทีนี้พอรับมอบมาแล้วจะต้องปรับปรุงนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้มา ๕ ปีนี้ เรายังไม่ได้ดำเนินการไปแตะต้องอะไรเลย เพราะฉะนั้นปีนี้เราของบเพิ่ม เพราะว่าเราจะต้อง ทำนุบำรุงและจัดการสภาเรา ก็ได้มานิดหน่อย แล้วก็ช่วงโควิด ๔ ปีที่สภารุ่นที่ ๒๕ เราไม่ได้ ไปต่างประเทศ เราไม่ได้ไปใช้งบประมาณเลย ทำให้งบประมาณที่จะก้าวกระโดดมาในปีนี้ ก็ยาก ก็พยายามที่จะขยับขยายงบประมาณขึ้นมาใหม่ แล้วการไปต่างประเทศ หรือกลุ่ม มิตรภาพ กลุ่มมิตรภาพปีที่แล้วก็ไปไม่ได้ เพราะว่าเงินไม่พอ ไม่มีเงิน ต่างประเทศเขาก็ถามว่า ทำไมประเทศไทยกลุ่มมิตรภาพทำไมนิ่งเฉย ทำไมไม่ไปเยี่ยมไปเยือนกันบ้าง เขามาเยือนเรา แต่เราไปไม่ได้ เดี๋ยวปี ๒๕๖๙ นี้ทางสภาก็คงจะต้องขยับขยายเรื่องกลุ่มมิตรภาพนะครับ อย่างไรแล้วทางกรรมาธิการเดี๋ยวคงตอบเพิ่มมากขึ้น เราเป็นนิติบัญญัติ แต่เราได้ งบประมาณน้อยมาก หลังจากปฏิวัติมาหลายรอบก็ถูกตัด ถูกตอน ถูกอะไรทั้งหลาย ตอนนี้ พอมีประชาธิปไตยที่เบ่งบาน เราก็ขยับขยายมากขึ้น ก็พยายามที่จะสร้างนะครับ เชิญท่าน มานพ คีรีภูวดล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วน ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับ วันนี้ขออนุญาตในการอภิปราย งบประมาณของหมวดรัฐสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาก็คือ เรื่องสถาบันพระปกเกล้า ไม่อภิปรายไม่ได้ครับ ท่านประธานก็ทราบว่าวันนี้เป็นวันเกิดของสถาบันพระปกเกล้า วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๑ เป็นการเกิดของสถาบันพระปกเกล้าอย่างเป็นทางการ ปีนี้ครบรอบ ๒๖ ปี ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียด ผมมีคำถามนิดเดียวก็คือว่า สถาบันพระปกเกล้ามีงบประมาณในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
ท่านมานพขอประทานโทษ ท่านประธานครับ ที่ขึ้นจอมันไม่ค่อยเหมาะสม จะรบกวนเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบด้วยครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ไม่ใช่ PowerPoint ผมแน่นอนครับ ท่านณัฐวุฒิ ผมมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ๑๖๕ เครื่อง งบประมาณประมาณ ๗.๖ ล้านบาท ทีนี้ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียด อย่างที่ผมได้นำเรียน ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันเกิดของสถาบันพระปกเกล้า ผมคิดว่ามันมีที่มาที่ไป มันมีเจตนารมณ์ แล้วก็วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนครับท่านประธาน วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ครบรอบ ๑๐๐ ปี วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่มาของ ประธานรัฐสภาในขณะนั้น คือท่านอาจารย์มารุต บุนนาค ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อที่จะ ศึกษาความเป็นไปได้ว่ามันจะมีองค์กร หรือจะมีกลไกอะไรสักอย่างไหม ที่จะทำหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องของกระบวนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้ตั้งคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้า ครับท่านประธาน วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๑ มีการประกาศลงนามพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๕ กันยายน จึงเป็นวันเกิดอย่างเป็นทางการของ สถาบันพระปกเกล้าครับ ทีนี้ผมมาดูในเจตนารมณ์ ชัดเจนนะครับว่า โดยที่ให้เป็นการสมควร จัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นเป็นสถาบันทางวิชาการในกำกับของรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสู่ประชาชน รวมทั้ง เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยปัญหาแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างมีระบบ เพื่อให้ ระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเป็นปึกแผ่น ยั่งยืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ อันนี้คือเหตุผลขนาดใหญ่ที่จะได้มีการตั้งสถาบัน ตรงนี้ครับท่านประธาน
ทีนี้ผมมาดูในวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้า มาตรา ๖ มีอยู่ ๑๐ ข้อ หน้าที่ วัตถุประสงค์ มันมีข้อที่สำคัญก็คือว่า ส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา อันนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ประเด็นที่ผมจะพูดต่อก็คือว่า ในหมวด ๓ มาตรา ๒๐ มันพูดถึงเรื่องกองทุน ด้วยครับท่านประธาน ทั้งหมดที่ผมกำลังจะพูดนี้หมายความว่า ภารกิจภายใต้เจตนารมณ์ ที่เกิดขึ้นมา ๑๐๐ ปีของพระราชสมภพ ของพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและมีกระบวนการ ดำเนินการจนมาเป็นวันเกิดของพระปกเกล้า คือวันที่ ๕ กันยายน ปีนี้ครบ ๒๖ ปี สิ่งสำคัญที่ ผมได้สอบถามพี่น้องประชาชน แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่านเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่า เรื่องที่สำคัญที่สุด คือว่าการรับใช้รัฐสภาที่จะทำหน้าที่ในการเป็นสถาบันนิติบัญญัติในทาง วิชาการ แต่วันนี้ผมคิดว่าหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรตั้งแต่หลักสูตร ผู้บริหารระดับสูง หลักสูตรย่อยต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะเยอะครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ามันมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่ละหลักสูตร ซึ่งผมเข้าใจว่าก็เป็นเรื่องปกติ กฎหมายก็เขียนไว้อยู่แล้วว่ารายได้ทุกอย่างของสถาบันก็เข้าสู่ กองทุน ก็มีสิทธิที่จะทำได้ แต่กองทุนตรงนี้เขียนในกฎหมายชัดเจนว่า งบประมาณที่เกิดจาก รายได้ตาม พ.ร.บ. นี้ ในมาตรา ๒๐ ไม่ต้องส่งคืนคลัง เป็นอำนาจของสถาบัน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมถามว่าภารกิจหลักที่จะทำหน้าที่ในข้อ ๘ คือส่งเสริมงานและบริการ วิชาการของรัฐสภา ผมคิดว่าน้ำหนักในการทำงานในหน้าที่แต่ละข้อกับน้ำหนักที่จะเปิด หลักสูตร เพื่อที่จะแสวงหารายได้ ตรงนี้เป็นคำถามผมว่า ต่อไปนี้เราจะอธิบายตาม เจตนารมณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนมาเป็น พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้า เมื่อปี ๒๕๔๑ และมีเขียนไว้ในหน้าที่ในข้อ ๘ อย่างชัดเจนได้อย่างไร กลับมาในประเด็นที่ผมร่ายมายาว ผมคิดว่าเมื่อกองทุนมีรายได้แล้ว หลักสูตรแต่ละหลักสูตรนี้เก็บไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ ท่านประธาน บางหลักสูตรนี้เป็นแสน โดยเฉพาะภาคเอกชน ถ้าท่านประธานไปดูอัตราส่วนของนักศึกษาแต่ละรุ่น โดยเฉพาะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหาร ระดับสูง ส่วนราชการก็นิดหนึ่ง รัฐสภาก็จะได้โควตามา บางหลักสูตรก็ได้ ๒ คน ช่วงหลัง ก็จะเพิ่มขึ้น แต่ว่าส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ผมถามว่ารายได้ตัวนี้ไม่ได้ส่ง คืนคลัง ทำไมท่านไม่ใช้งบประมาณที่เป็นรายได้ของสถาบันจัดซื้อคอมพิวเตอร์ ๑๖๕ เครื่อง ๗.๖ ล้านบาท ทำไมต้องมาขอที่สภา เพราะท่านก็มีรายได้ จริง ๆ แล้วคือท่านต้องมารายงาน ด้วยครับ แต่ละปีรายได้ของท่านจากการบริหารหลักสูตรต่าง ๆ มีรายได้เข้ามาเท่าไร ใช้จ่ายอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
ในข้อคำถามที่ ๒ ผมยังงงกับสถาบันพระปกเกล้าอยู่นะครับว่า คือในรายละเอียด บอกว่าซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เป็น CPU แล้วผมก็งงว่า ณ เวลานี้งานวิจัย งานลงพื้นที่ งานเก็บ ข้อมูล งานสังเคราะห์ข้อมูลมันจำเป็นจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือครับ ผมก็เห็น เจ้าหน้าที่แต่ละคนเขาใช้ iPad ใช้โน้ตบุ๊กกันเต็มไปหมดเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมอยากได้คำตอบด้วย และที่สำคัญผมมีข้อเสนอแนะว่า เมื่อสถาบันมีรายได้จากตรงนี้แล้ว ทำไมจะต้องใช้งบประมาณตรงนี้ ใช้งบประมาณที่เป็นรายได้ก็ได้
ส่วนที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผม ที่ผมร่ายยาวมาตลอดก็คือว่า ผมอยากจะเห็นสถาบันพระปกเกล้ากลับมาตามเจตนารมณ์ของการก่อเกิดสถาบันเมื่อปี ๒๕๔๑ และตามหน้าที่ ๑๐ ข้อที่ผมได้นำเรียนครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ผมขอเสริมนิดหนึ่ง สถาบันพระปกเกล้าหลายหลักสูตร หลักสูตรอันดับหนึ่ง ก็ให้ สส. แต่ละพรรคได้คัดคนเข้ามา ปีหนึ่งก็ไม่เกิน ๕๐ คน เรามี ๕๐๐ คน ๔ ปี ถ้า ๕๐ คน ต่อรุ่น ก็ได้เรียนแค่ ๒๐๐ คน มันเป็นความไม่ยุติธรรมที่ว่า สส. อยากเรียนก็ไม่ได้เรียน ผมก็ได้หารือกับสถาบันพระปกเกล้าว่า สิทธิในฐานะที่อยู่กับสภาของเรา เราน่าจะให้โอกาส ท่าน สส. ได้เรียนกันทุกคน ก็กำลังหาแนวทางอยู่ คิดว่าปีหน้าคงจะได้รับเพิ่มมากขึ้น ถ้าท่านเลขาธิการ Stand By อยู่ อย่างไรก็รับความคิดเห็นของท่านสมาชิกไปด้วยนะครับ ต่อไปเชิญท่านภัณฑิล น่วมเจิม ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนประชาชน กทม. เขตวัฒนา และเขตคลองเตย ขอร่วมอภิปราย ตัดงบในส่วนของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
งบปีหนึ่ง ๒,๒๔๗ ล้านบาท เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับงบเพิ่มสูงสุด ร้อยละ ๑๐ ในขณะที่งบหน่วยงานอื่น ๆ ลดลง เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่จำนวน สว. ลดลง ๒๕๐ คน เหลือ ๒๐๐ คน แต่ในชั้น กรรมาธิการไม่มีการตัดลดเลยจากคำขอ สงสัยกลัวว่าตัดแล้ว พ.ร.บ. งบประมาณจะไม่ผ่าน หรือเปล่าครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะครับว่า ผมเข้าใจในภารกิจของ เจ้าหน้าที่ ๑,๑๗๒ คน ในการสนับสนุนการทำงานของ สว. แต่ในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะตัวแทน ประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ภาพลักษณ์ของ สว. ต่อสาธารณะเป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้อง พูดถึง เพราะฉะนั้นเรายิ่งต้องระมัดระวังในการใช้เงินภาษีไม่ให้ถูกครหาหรือตั้งคำถามได้ และเมื่อปีที่แล้วผมเองก็ได้พูดในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วซึ่งทัวร์ก็มาลงผม แต่ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ในการตรวจสอบอยู่แล้ว
ภารกิจ สว. ดูเหมือนจะซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้เมื่อไปดูผลสัมฤทธิ์ ในปีที่ผ่านมา จะเสนอญัตติได้แค่ ๑ เห็นชอบกฎหมาย ๑ ส่วนใหญ่ในภาพจำคนทั่วไป สว. น่าจะเอาไว้คอยตรวจสอบแต่งตั้งบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่จะมาดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ในองค์กรอิสระต่าง ๆ ผมว่าทำงานแบบนี้ แล้วมาขอเงินตั้ง ๒,๒๐๐ ล้านบาท เอาไปทำอะไรครับ แต่เมื่อไปดูงบเจออะไรครับ สร้างนวัตกรรมให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นองค์กร อัจฉริยะ ๓.๒ ล้านบาท เข้าไปดูรายละเอียดยิ่งตกใจ ค่าอาหารว่าง เครื่องดื่ม วิทยากร เช่าที่พัก ยานพาหนะ จัดทำรายงาน Project เยอะจริง ๆ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร พอเข้าไปดู ในรายละเอียดจะเห็นตัวอย่างแปลก ๆ ครับ ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนต่างประเทศ ๘.๔ ล้านบาท ยกตัวอย่าง หลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง อีกอันหนึ่งไม่ต้องพูด ผมก็พูดไปแล้ว โดนด่าไปแล้ว ปีที่แล้ว ค่าเครื่องแต่งตัวหลักหัวละ ๑,๐๐๐ บาทต่อการเดินทางเข้าใจนะครับ สมัยก่อนเวลา พระนารายณ์ส่งทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ฝรั่งเศส อากาศมันไม่เหมือนบ้านเรา ต้องแต่งตัวให้เหมาะสมแต่ถามจริง ๆ เถอะครับ จะมี สว. หรือ เจ้าหน้าที่ได้รับเงินตรงนี้ แล้วไปซื้อเสื้อหนาวกันจริง ๆ หรือครับ และหลายประเทศ ภูมิอากาศก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศไทย ผมว่าก็เปลี่ยนไปเรียกคําอื่นเลยดีกว่า จะเป็น สวัสดิการพิเศษนอกเวลาอะไรก็ว่าไป
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ๑๑๗ ล้านบาท ๒ ครั้ง ต่อปีงบประมาณ จำนวนกรรมาธิการ ๓๓๖ คน ๗๘ ล้านบาท ประเทศเรานี่เป็นสุดยอด แห่งการไปศึกษาดูงานจริง ๆ ไม่อยากลงรายละเอียดครับ ตัวอย่างระดับคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ท่าน สว. ไปศึกษาดูงาน ที่ประเทศไหนหรือครับ จะเอามาแก้ปัญหาที่ประเทศไทยอย่างไร รับรองแขกต่างประเทศ ๗.๔๒ ล้านบาท รับรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน ๔๕ คน ๒.๕ ล้านบาท ประเทศเราร่ำรวยขนาดนั้นเลยหรือครับ เข้าใจครับ มันเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่าง ประเทศในฝั่งนิติบัญญัติ แต่เวลาผมไปประชุมรัฐสภาระหว่างประเทศ แล้วต้องไปคุยกับพวก สภาขุนนางที่มาจากการแต่งตั้ง มันแปลก ๆ ครับ เราต้องสำเหนียกที่มาของเรา นี่ยังไม่นับ จ่ายค่าที่ปรึกษา ๓ ล้านบาท ไปอ่านเจออีก ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผู้นำประชาธิปไตย สำหรับเยาวชนด้วยกระบวนการลูกเสือ ๓.๙ ล้านบาท รูปแบบมันใช่หรือครับ พอได้ยินคําว่า ลูกเสือมันเอ๊ะเลยครับ คล้าย ๆ กับทหารบ้าน หลักการมันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันนึกถึง ระบอบอำนาจนิยมมากกว่า ระวังอย่าเอาคําว่า ลูกเสือ เข้ามาในสภานะครับ ยังมีค่าใช้จ่าย ในการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมต้นแบบ ๓ ล้านบาท ทำบุญจิตอาสาวันแห่งเกียรติยศ อบรมจริยธรรม ค่าบอร์ดนิทรรศการ ใบประกาศเกียรติคุณพร้อมกรอบ เข็ม โล่ ผมว่าพอกันที พิธีกรรมประเทศ จ่ายไปแล้วมันได้อะไรครับ
ค่าอาหารเลี้ยงรับรอง สว. เดี๋ยวก็คงมีคนอภิปราย สส. นะครับ ๑๕ ล้านบาท ยกตัวอย่าง ค่าอาหารออกร้านเย็น ๒๐,๐๐๐ บาท ๖๘ วัน ๑.๓๖ ล้านบาท เข้าใจแล้วครับ ๒๐๐ คน คนละ ๑,๐๐๐ บาท กินกันเยอะจริง ๆ อิ่มอร่อยไหมครับ แล้วเหลือ Food Waste ให้ซื้อเครื่องกําจัดเศษอาหารอีก ๕ ล้านบาท งงครับ
ค่าจ้างเหมาบริการในการปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์ หน้าถัดไปครับ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ๒.๒ ล้านบาท ไป Outsource ทำอินโฟกราฟฟิก วิดีโอ คลิป ๕ อัตรา เดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เงินอุดหนุนจัดทำหนังสือวุฒิสภานุสรณ์เสริมสร้าง ความสัมพันธ์กับสื่อมวลชน จัดทำวารสารวุฒิสภา ๑.๕ ล้านบาท พอเถอะครับ ค่าใช้จ่าย ในการพัฒนากลไกติดตามรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่อ Digital Social Listening ท่านเป็น Marketing Agency หรือครับ ๓.๙ ล้านบาท นี่ยังมีอีกเยอะนะครับ ยังไม่พูด อย่างค่าใช้จ่าย ในงานด้าน สว. พบประชาชน ๑๐ ล้านบาท ครั้งละ ๗๕๐,๐๐๐ บาท สงสัยท่านจะไม่เคย พบประชาชนเหมือนพวกเรา สส. ไม่เคยไปคุยรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเหมือน สส. เลยจะต้องมาจัดกิจกรรม Event ขึ้นมา Extra ต่างหาก ก็เลยต้องขอประกาศให้ประชาชน ผู้เสียภาษีรับทราบและเสนอตัดลดงบประมาณดังกล่าวทั้งหมดของวุฒิสภาครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านกรุณพล เทียนสุวรรณ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ผม กรุณพล เทียนสุวรรณ ผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ขออภิปรายเกี่ยวกับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องค่าอาหารของผู้แทนราษฎร ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก็เป็นเรื่องที่ประชาชน พูดกันมาค่อนข้างเยอะนะครับว่า สส. กินดีอยู่ดี เงินเดือนสูง เรามาดูค่าอาหารของ สส. แต่ละปีดีกว่านะครับ เมื่อสักครู่เห็นท่านประธานได้พูดถึงว่าสภามีเงินน้อย ได้รับเงินน้อย ไม่มีงบที่จะใช้จ่าย ตรงนี้ผมหามาให้ท่านประธานเลยนะครับ ค่าอาหารเลี้ยงรับรอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันประชุม เราจะเห็นว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ เลย มีการจัดสรรงบ ๗๒ ล้านบาท แต่ใช้เบิกจ่ายจริง ๔๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๖๗ ก็ประมาณ ๗๒ ล้านบาท เช่นกัน และใช้จ่ายจริงแค่ ๓๑ ล้านบาท ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน แล้วก็ในปี ๒๕๖๘ งบที่จะถึงนี้ ก็ขอ ๗๒ ล้านบาท เช่นเดิม ในห้องกรรมาธิการตัดลดไปได้ ๑๕ ล้านบาท เราจะเห็นว่ามีงบ เหลืออยู่ปีละประมาณ ๔๐ ล้านบาทเลย ตรงนี้ที่ท่านประธานกําลังหางบประมาณที่จะไปใช้ จ่ายในส่วนอื่น สามารถที่จะแปลงงบตรงนี้ไปใช้จ่ายได้จากการตัดลดงบนี้เลย มาดูที่หน้าถัดไปครับว่ารายละเอียดที่เรากินเราใช้เป็นอย่างไร ประชาชนจะได้รับทราบด้วย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า อยากจะทำให้ สส. หรือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐสภากินกันอย่างลำบาก หรือว่าได้อาหารที่ไม่ครบถ้วนนะครับ มาดูครับ จะแบ่งเป็นรอบปกติ ถ้าเราไม่มีประชุมกัน ตอนค่ำ ก็คือ เช้า กลางวัน เย็น ตอนเช้าค่าอาหารอยู่ที่หัวละ ๑๕๐ บาท รวมค่าเครื่องดื่ม ๕๐ บาท ส่วนกลางวันจะแพงขึ้นมาหน่อย ๓๕๐ บาท แล้วก็ค่าน้ำอีก ๕๐ บาท แล้วก็เย็น ๓๕๐ บาท ค่าน้ำอีก ๕๐ บาท เช่นกัน ถ้าดูรวม ๆ แล้วมีเสน่ห์มาก คือ ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อวัน แต่ถ้าวันไหนเรามีประชุมดึกตั้งแต่ ๒ ทุ่มเป็นต้นไป ก็จะมีอาหารพิเศษอีก ก็คือค่าอาหารจะเป็น ๒๐๐ บาท บวกค่าเครื่องดื่มอีก ๕๐ บาท รวมเป็น ๑๒๐,๐๐๐ บาท และถ้าประชุมกันดึก ๆ แบบที่เราประชุมงบแบบนี้ ก็จะมีข้าวต้มรอบดึกด้วย อีกประมาณ ๑๒๕,๐๐๐ บาท รวม ๆ แล้ว วันหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าวันปกติก็วันละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ที่มันน่าสนใจครับ นั่นก็คือค่าอาหารเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ซึ่ง สส. แน่นอน เวลาเรามาทำงานเราก็ต้องมีอาหารรับประทาน เจ้าหน้าที่ก็เช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่จะได้เฉพาะ มื้อเย็น นั่นคือหลังเวลาราชการ ท่านประธานจะสังเกตตัวเลขได้ ตรงนี้อยากให้ท่านประธาน ดูเลยว่า ค่าอาหารกล่องเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานช่วงเย็นนี่อยู่ที่ ๑๐๐ บาท ซึ่งก็คือราคา ตลาดนี่เอง แต่จำนวนครับท่าน ๙๓๐ คนไปอยู่ตรงไหนกันครับ เท่าที่ผมเห็นทางซ้าย ทางขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ไม่น่าเกิน ๑๐๐ คน ที่อยู่รอบ ๆ ข้างนอกที่มองไม่เห็นผมให้อีก ๒๐๐ คนเลย แต่ ๙๓๐ คน ผมว่ามันเป็นตัวเลขที่หาที่มาที่ไปไม่ค่อยเจอนะครับ แล้วก็ยังมี ค่าอาหารเจ้าหน้าที่จัดการจราจร ซึ่งอยู่บริเวณชั้นใต้ดิน แล้วก็บริเวณทางเข้าออกอีก ๕๕ ท่าน ก็เป็นอาหาร ๒ มื้อ มื้อละ ๑๑๐ บาท ก็อีก ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็ไม่ได้แพงมากมาย แต่ว่าเราประชุมกันประมาณ ๘๐ วัน ใน ๑ สมัย เพราะฉะนั้นตัวเลขอย่างที่ชี้แจงไปว่า ตัวเลขที่จัดสรรมาก็คือ ๗๒ ล้านบาท แต่ที่ส่วนหนึ่ง สามารถลดได้ นั่นก็คือค่าอาหารรับรอง คณะกรรมาธิการ ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่ากรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรมี ๓๕ คณะ และเงินตรงนี้ที่บางครั้งเป็นของว่าง บางครั้งประชุมกันเสร็จก็มีอาหารอีกด้วย ซึ่งตกที่หัวละ ๓๗๐ บาท และนอกจากนั้นยังมีกรรมาธิการวิสามัญอีก ๒๑ คณะที่เราจะตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ก็ ๓๗๐ บาท เช่นกันครับ ในแต่ละคณะถ้าเป็นสามัญก็ ๗๐ คน ถ้าเป็นวิสามัญ ก็ ๕๐ คน ยอดรวมทั้งปีที่คำนวณมาก็คือ ๓๙ ล้านบาท ตรงนี้ละครับที่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่า วันประชุมเรามีอาหารทั้ง เช้า กลางวัน เย็น ดึก แล้วก็ก่อนนอนอีกด้วยนะครับ ๕ มื้อเต็ม ๆ เลย ถ้ากรรมาธิการประชุมกันแล้ว ประชุมเสร็จผู้แทนสามารถเดินไป ที่ห้องอาหารและรับประทานอาหารได้ แต่เรายังคงมีงบตรงนี้ที่จะให้อาหารกับผู้แทนและ ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งโอเคผมเข้าใจได้ว่าผู้เข้าร่วมประชุมบางครั้งเป็นประชาชนที่มาให้ข้อมูล หรือว่าหน่วยงานราชการอาจจะไม่ได้รับความสะดวกในการที่จะประชุมเสร็จแล้ว แล้วหา อาหารรับประทาน เพราะว่าโรงอาหารของรัฐสภาเองก็ค่อนข้างปิดเป็นเวลา แล้วก็ไม่มี อาหารรับประทาน แต่ว่าตรงนี้ ๗๐ คนต่อการประชุม ผมเชื่อครับว่าแค่ สส. ๑๕ ผู้ช่วย ที่ปรึกษา อีกประมาณ ๒๐ กว่าคน ก็ล่อไปครึ่งหนึ่งแล้ว เราสามารถตัดลดงบตรงนี้ไปได้ เกือบ ๒๐ ล้านบาท เราควรจะวางแผนการรับประทานอาหารของ สส. กันใหม่ได้หรือยังครับ เพราะว่าที่ผ่านมาประชาชนก็เรียกว่าก่นด่าสาปส่งกันเต็มที่แล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราจะ เปลี่ยนแปลงทั้งพื้นที่ในการรับประทานอาหารที่สามารถที่จะไม่ให้มีอาหารเหลือมากมาย เพราะอย่างเมื่อสักครู่ที่เพื่อนสมาชิกผม คุณภัณฑิลได้พูดว่าทาง สว. ก็ซื้อเครื่องกำจัด กากอาหารในราคา ๕ ล้านบาทกว่า ทุกวันพอเลิกประชุมเราจะเห็นว่ามี สส. ต้องหิ้วอาหาร กลับบ้าน ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นนะครับ แล้วก็เป็นหนึ่งในนั้นอยู่บ่อย ๆ เพราะอะไรครับ เพราะเวลารับประทานอาหารเสร็จเพื่อน สส. หลาย ๆ ท่านก็พยายามรีบกลับบ้าน แต่อาหารเหลือกันเป็นตัน ๆ หลายท่าน อย่างคุณหมอทศพรก็หิ้วไปฝากคนไร้บ้าน หลายท่าน ก็เอาไปรับประทาน หลายท่านก็เอาไปแจกจ่ายกัน มันเป็นค่าอาหารที่สิ้นเปลืองสำหรับสภา ที่จะใช้เงินตรงนี้ ในการที่จะไปบริหารจัดการในส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลในส่วนต่าง ๆ ที่ท่านประธานบอกว่างบประมาณสภา ยังขาดและยังมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ฝากท่านประธานด้วยนะครับ สำหรับเรื่องอาหาร สส. ผมเชื่อว่าเราจะสามารถจัดการให้อยู่ในงบประมาณที่เพียงพอ เพราะว่าทุกปีก็คืนคลังอยู่ ปีละประมาณ ๔๐ ล้านบาท อยู่แล้ว ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวขอชี้แจงในช่วงนี้ ทำความเข้าใจนะครับว่า เรื่องอาหารที่เหลืออยู่ทุกปี ใช้ไม่หมด คือการบริหารตรงนี้เป็นฝ่ายคลังของสภา ที่เราบ่นว่าอาหารไม่อร่อย แล้วก็ทำไมไม่เอา อาหารที่ไม่ต้องเยอะ แต่ขอให้มันรับประทานได้ ไม่ต้องเหลือ
ท่านประธานครับ ไม่อยากใช้สิทธิ ประท้วงเลยครับ แต่ว่าเป็นเรื่องของกรรมาธิการกับสภา เดี๋ยวทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะเป็นผู้ชี้แจงให้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับที่ปรารถนาดี คือผมดูแลตรงนี้ ก็อยากจะบอกให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจ เดี๋ยวกรรมาธิการก็ตอบได้ คือคนรับประทานไม่ได้ออกแบบ คนรับประทานพวกเรานี้ไม่ได้ กำหนดว่าเราจะรับประทานอาหารอะไร เขากำหนดให้เรารับประทาน ทำให้เงินเหลือเยอะมาก แล้วก็การบริหารจัดการฝ่ายบริหารไม่ได้จัดการนะครับ มีคณะกรรมการที่เป็นข้าราชการ ดำเนินการให้เรา อันนี้ก็คือปัญหาที่ทำให้การบริหารจัดการไม่คล่องตัว กำลังจะแก้ไขอยู่ เดี๋ยวกรรมาธิการก็ชี้แจงนะครับ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านอดิศร เพียงเกษ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ บัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย ผมเป็นกรรมาธิการกิจการสภาด้วยนะครับ เราก็ห่วงบ้านของเรา เราไปวิพากษ์วิจารณ์งานในกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ผมก็เห็นใจ ท่านประธานนะครับ ความจริงเป็นเรื่องของกรรมาธิการต้องตอบ แต่ว่าประธานก็มีหน้าที่ดูแล ก็เลยอาศัยช่วงจังหวะนี้โดยสารไปด้วย ก็คงไม่ว่าอะไรนะครับ ยิ่งอยู่กรรมาธิการเพิ่งส่งมอบ งานกันมาให้สภาบริหาร ท่านประธานประเสริฐ บุญเรือง พาพวกกระผมไปดูทุกชั้นแล้วครับ จนถึงชั้น ๑๑ ไปดูชั้น ๙ ห้องสมุด ชั้น ๙ น่าดีใจครับ มีคนไปใช้บริการวันหนึ่งประมาณ ๑๐ คน ๒๐ คน กรรมาธิการ พร้อมทั้งท่านประธาน ท่านวันมูหะมัดนอร์ เห็นควรต้องกันว่า ควรจะย้ายห้องสมุดจากชั้น ๙ ลงมาอยู่ชั้น ๑ ซึ่งกำลังดำเนินการต่อไป ผมลุกขึ้นพูดวันนี้ ผมขอพูดเรื่องสถาบันพระปกเกล้าครับ ผมเป็นสถาบันพระปกเกล้า ปปร. รุ่น ๑ รุ่นแรก ที่เรียนอยู่ที่อู่ทองใน เรียนไปยุบสภา ปรากฏว่านักเรียนกลับมาไม่ครบ สอบตกก็มี สอบได้ก็มี พัฒนามาจน ๒๖ ปี ผมว่าสถาบันพระปกเกล้ามีปัญหามาก ท่านคุณหมอเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ว่าเราน่าจะปฏิรูป เราน่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อจะศึกษาทบทวนการทำงานของ สถาบันพระปกเกล้าได้หรือยัง เพราะสถาบันพระปกเกล้าทุกวันนี้หลักสูตรต่าง ๆ มากมายแบบ ท่านมานพ คีรีภูวดล ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้อภิปรายไป คล้าย ๆ ว่าใคร ๆ ก็อยากเรียน สร้าง Connection ที่นี่ ลงทุนเท่าไรก็ได้ ฝากกันอย่างกับเข้าสวนกุหลาบ ฝากกันอย่างกับเข้า เทพศิรินทร์ มันไม่ใช่สถาบันพระปกเกล้าตามที่จินตนาการที่เราออก เรานี่หมายถึงสมัยผม ปี ๒๕๔๑ ออกกฎหมาย ต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันวิชาการ เป็นกลาง ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านครับ ท่านต้องเป็นกลางในทางการเมือง หลายหลักสูตร ผมไม่วิจารณ์ แต่ผมขอวิจารณ์ว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่มีหน้าที่ไปทำ Poll สำรวจให้ พรรคการเมืองนั้นดีกว่าพรรคการเมืองนี้ ที่นี่สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานที่สังกัดรัฐสภา ต้องเป็นกลาง ๑ เสียงที่นี่ก็มีความหมาย ๑๐ เสียง ก็มีความหมาย ๑๐๐ เสียง มีความหมาย ทำ Poll เพื่อประหนึ่งไปชี้นำว่าพรรคนี้ควรเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคนี้ควรจะได้รับ ความนิยม มันไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า ท่านฉลาด ขามช่วง รองประธานกรรมาธิการกิจการสภา บอกว่า อย่างนี้ต้องเชิญสถาบัน พระปกเกล้ามาพูดคุยที่กิจการสภา เพื่อจะนำไปสู่ในการทบทวนกฎหมาย ทบทวนบทบาทของ สถาบันพระปกเกล้าต่อไป ผมติดใจเรื่อง Poll นะครับ ให้หยุดกระทำการเสีย อย่าไปแข่งกับ NIDA อย่าไปแข่งกับสวนดุสิต อย่าไปแข่งกับทางมหาวิทยาลัยหอการค้า ให้เขาทำไปครับ นี่สถาบันพระปกเกล้าทำตัวเป็น NIDA ๒ เปิดหลักสูตร โอ้โฮ อย่างกับคลอดลูกแฝด เรียนกัน นาย ก เรียนหลักสูตรนี้แล้วก็ไปเรียนซ้ำ ๆ ถามไป ถามมา ผมก็โดนฝากเหมือนกันครับ ผมก็รับปากตามประสาผู้แทน ก็รับไปเรื่อย ฝากมาผมก็รับไว้จนล้นกระเป๋าแล้ว เรียนไปทำไมละครับ ผมจึงอยากให้ท่านประธานและท่านกรรมาธิการตอบผมเรื่องนี้หน่อย สถาบันพระปกเกล้า มีหน้าที่ทำ Poll ชี้นำสังคมหรือครับ ที่นี่มันเป็นหน่วยงานของรัฐสภาและหน่วยงานที่เป็นกลาง ผมอยากให้มีสถาบันพระปกเกล้าต่อไป เพราะเรามีเฉพาะ วปอ. สมัยก่อนทหารเอาเอกชน ไปล้างสมอง เราตั้งพระปกเกล้ามา ก็พูดเล่น ๆ กันว่าเราก็เอาทหารมาล้างสมองบ้างสิ โดยตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมา จะปฏิวัติรัฐประหารเมื่อไรให้บอกกูหน่อยสิ มึงจะทำเมื่อไร เอาไปเอามาเป็นตลาดวิชา ผมก็ขำไปในตัวนะครับ สถาบันพระปกเกล้าไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือน ตอนแรก ๆ เดี๋ยวนี้สถาบันพระปกเกล้าใครทำได้ หลักสูตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ข่อหล่อแข่แหล่นี่ครับ โอ้โฮใส่เสื้อสูทโชว์หน้าอกเป็นสถาบันพระปกเกล้าอย่างนี้ครับ ผมว่าเราควรจัดทำกฎหมายใหม่ เพื่อทบทวนให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวิชาการให้แก่พวกเราในการทำงาน ในระบอบประชาธิปไตย ขออนุญาตนะครับ ผู้เป็นความลับ ผมต้องการสถาบันพระปกเกล้า เป็นกลาง แต่ไม่ใช่พระพุทธรูปนะครับ เป็นกลางเพื่อชี้นำประชาธิปไตย ภายใต้หน่วยงานที่มี หลายพรรค หลายพวกอยู่ที่นี่ ท่านอย่าเอียง ถ้าทำไม่ได้ก็เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ ดูประหนึ่งว่า ผู้บริหารบางคนของสถาบันพระปกเกล้าเอียงไปสังกัดพรรคการเมืองบางพรรคเสียด้วยซ้ำไป ขออนุญาตนะครับ พูดตรงใจครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปอีก ๑ ท่านที่เพิ่มเข้ามา ท่านแปรญัตติ ท่านธนเดช เพ็งสุข เชิญครับ
สวัสดีท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม พรรคประชาชน ก็ตรงใจที่ท่านอดิศรพูดเมื่อสักครู่เลยครับ วันนี้จะพูดถึง แล้วก็ ขอเสนอท่านประธานในการตัดงบของสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะศิษย์สถาบันพระปกเกล้า ยังคงเคารพซึ่งสถาบันและความเป็นศิษย์ แต่ว่าการทำงานและการบริหารของผู้บริหาร สถาบันพระปกเกล้านั้น ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณของประเทศที่กำลังจะเสียไป ผมเรียน ปปร. รุ่นล่าสุดมา คือ รุ่น ๒๗ ตลอดห้วงเวลาของการศึกษามายอมรับครับว่าได้อะไรหลาย ๆ อย่าง แต่เมื่อเรียนจบแล้วก็กลับมาทบทวนดูครับว่า หลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านั้นได้คืน อะไรกลับมาให้กับสังคมไทยบ้าง วันนี้สถาบันพระปกเกล้าต้องกลับไปคิดครับว่า หน้าที่ของเขา คือการสร้างบุคลากรออกมาเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย การเอากลุ่มผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการระดับสูง นักการเมืองไปอบรมรวมกัน มันไม่ใช่ต้องการให้เขาไปนั่งฟัง แต่ต้อง สร้างสถาบันแห่งนี้ คือการแลกเปลี่ยนความคิดของบุคคล มีทั้งซ้าย กลาง ขวา ทุกส่วนแล้ว ต้องผลิตกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาสร้างสังคมให้อยู่ร่วมกันในความเป็นพหุวัฒนธรรม แต่เปล่าเลย กลายเป็นว่าหลายคนมุ่งเน้นในการเข้าไปหา Connection การมี Connection ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรเป็นสิ่งรองตามลงมา และควรที่จะสร้างสังคมออกมาให้เป็นเรื่องหลัก ผมเคยเสนอ เรื่องอย่างนี้เมื่อครั้งคราวที่เรียนจบไปยังสถาบันพระปกเกล้า สิ่งที่ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ตอบผมมา คือเขารับรู้แต่ไม่พร้อมเปลี่ยนแปลง เลยเป็นที่มาของการตั้งคำถามว่างบประมาณของสถาบันพระปกเกล้าในวันนี้ ควรจะปรับ ลดลงไปหรือไม่ งบขนาดนี้ เลขาธิการหรือผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าบางคน ยังเล่า ประกวด จัดประกวดพระระดมทุน ขอบริจาคนักเรียนอยู่ทุกหมู่เหล่า ตกลงนี่คือมูลนิธิ หรือสถาบัน เพราะฉะนั้นงบประมาณขนาดนี้ไม่ต้องไปหาบริจาคจากไหนแล้วครับ หรือถ้าบริจาครับมาขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องมาของบประมาณขนาดนี้แล้ว วันนี้เห็นด้วยกับ ท่านอดิศรเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันพระปกเกล้าควรกลับมาดำรงซึ่งประสิทธิภาพ และความสามารถในการสร้างบุคลากรที่ออกมาสนับสนุนประชาธิปไตย สร้างสังคมที่เป็น พหุวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เป็นที่รวมกันแล้วเป็นที่ของผู้บริหารมาคอยขอรับ การสนับสนุน มันผิดประเด็นและผิดไปหมดเลย เราอยากเห็นสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมาเป็น สถาบันอันดับหนึ่งในการผลิตบุคลากรชั้นนำในการสนับสนุนประชาธิปไตย แต่วันนี้ต้องมา คิดครับว่าเอาแค่กับ วปอ. เทียบได้หรือยัง เพราะงบประมาณขนาดนี้ปล่อยไปผมรู้สึกท้อแท้ จึงเป็นที่มาที่ต้องลุกขึ้นมาหารือเป็นการด่วนวันนี้ว่าจะปล่อยไปจริง ๆ หรือ งบไม่ใช่น้อย ๆ ปี ๆ หนึ่งหลักสูตรออกมาเป็น ๑๐ หลักสูตร ผู้บริหารบางคนยิ้มแก่มเลย ขอเก่งอยู่นั่นละ เอาทุกงาน เอาทุก Shot ผมจำคำหนึ่งได้เลย มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่าเขาชอบทำบุญ ไปเป็นกรรมการมูลนิธิ ไม่ใช่มาเป็นผู้บริหารสถาบัน ถ้าสร้างสังคมใหม่ไม่ได้ สร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ได้ สร้างบุคลากรที่จะออกมาพัฒนาประเทศไม่ได้ อย่าเป็น จึงขอเสนอตัดงบสถาบัน พระปกเกล้าในส่วนของรัฐสภาลง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิก ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ขออภิปราย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมลุกขึ้นมาอภิปราย ในฐานะสมาชิก จริง ๆ ผมได้ขอแปรญัตติไว้ทุกมาตราครับ แต่บังเอิญมันตกหล่น แต่มาตรา นี้ลุกขึ้นมาเสมือนหารือ แต่ในเชิงอภิปราย เพราะเรื่องรัฐสภา
เรื่องแรกอาจจะไม่เกี่ยวกับงบ แต่ไหน ๆ ขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ เรื่องที่จอดรถ ซึ่งเจตนาของประธานดีมากเลยครับ ที่จัดล็อก ล็อก ล็อก ให้กับสมาชิก แต่ท่านประธานรู้ไหมครับว่า คนที่อยู่ใกล้ลิฟต์กับคนที่อยู่ใกล้ทางขึ้นไม่รู้มา ตอนไหน เห็นว่างตลอดเลย คนที่มาไกล ๆ จะมาแต่เช้า ท่านประธานลองส่งคนไปดูก็ได้ครับ มันไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้กับคนที่มาเช้าเลยจะจอดรถสบาย ผมอยากให้ปรับเปลี่ยนเป็น ระบบใหม่ ให้เหมือนกับไปห้างสรรพสินค้า หรือไปตามพื้นที่สาธารณะตรงไหนว่างก็ให้เขาได้ จอดไป แล้วก็เขาเคยทะเลาะกัน ท่านประธานรู้ไหมครับ ผมเห็นหลายครั้งที่เขาทะเลาะกัน ทะเลาะเรื่องอะไร คนที่มาเช้าไปจอดแต่ไม่ใช่ล็อกตัวเอง คนที่มาทีหลังเจ้าของล็อกจอดขวาง ไว้เลย แล้วก็เข้าเกียร์ ๑ เกียร์ ๒ ไว้ ไม่สามารถเข็นกลับได้ ก็ต้องรอคนที่จอดขวางไว้ เพราะเขาใช้สิทธิของเขา เขาก็ไม่ผิดนะครับ นี่เป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ จุด Climax ของผมที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และคิดมาตลอด ก็คือ เรื่องอาหาร ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ เวลาเราประชุมรัฐสภาพอออกไป เรื่องอาหารเราจะโดนสังคมพี่น้องประชาชนพูดกันบ่อย ว่าเงินเดือนเราก็ไม่ได้น้อย ค่าตอบแทน อาหารก็ฟรี อะไรก็ฟรี ไปเมืองนอกเมืองนา ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วครับ เมืองนอกก็ไม่ต้อง ไปกันเลย ยกเลิก ไม่ต้องไปดูงาน ใครอยากไปก็ใช้เงินส่วนตัวกันไปเลย ไปดูงานเมืองนอกกัน ไปศึกษาก็ใช้สิทธิไปเลย แล้วส่วนใหญ่ก็เรียนจบมาจากเมืองนอกกันทั้งนั้น ยกเว้นผม กับเพื่อน ๒-๓ คน มาจากโรงเรียนทุ่งหมาว้อ ก็ไม่ต้องไปกัน ประการที่ ๒ หลังจากประการต้น ที่ผมพูดไปแล้ว อาหารยกเลิกเถอะครับ ฝากไว้เลยเที่ยวหน้าสภาอย่าตั้งมาเลย ทั้งอาหาร กรรมาธิการ แล้วก็อาหารผู้แทนไม่ต้องให้มี มีแต่โรงน้ำชา ตั้งงบเฉพาะซื้อเนสกาแฟกับน้ำดื่ม ให้เลยครับท่านประธาน เพราะโดยเฉพาะพวกผมไม่ค่อยเดือดร้อนหรอกครับ นี่พูดจริง ๆ นั่งอยู่ตรงนี้ นี่ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น กินแต่ลาบกับก้อย ซอยแซ่ จิ้มจุ่ม เสียส่วนใหญ่ ลงขันกันแล้วไปซื้อ วันนี้เวรท่านอดิศร วันนี้เวรท่านโกศล วันนี้เวรคุณหมอ เชิดชัย เราเปลี่ยนกันอย่างนี้ น้อยครั้งมาก และน้อยมาก ๆ ที่เราเข้าไปกิน แล้วท่านประธาน สังเกตไหม ของมันเหลือเยอะ เหลือเยอะเราก็มาพูดกันอีกว่าเอากลับบ้าน ผมก็อายนะครับ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ยกเลิกเถอะครับ ปีนี้ตั้งงบมาแล้วก็ไม่อยากตัด ก็ทำไป แต่ปีหน้ายกเลิกกันดูให้เหมือนสมัยก่อน ท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านก็เชิญชวนร้านอาหาร ร้านลาบ ร้านก้อย ร้อนแกงใต้ แกงเหนือ แกงอะไร ที่ข้างล่างเรามีที่ว่างเยอะ เหมือนที่จัดตลาด เพราะประธานก็เคยให้จัดตลาดอยู่นี่ครับ เราก็ไปจัดตลาดแล้ววางเก้าอี้ไว้ ใครอยากนั่งกินก็กิน มันจะได้มีสิทธิมีส่วนเหมือนกับ ผู้ติดตามผู้แทน เขาก็จะได้ไปเลือกกินกันให้มีความหลากหลายของอาหาร ผมเชื่อแน่ว่า คนมาประมูลเข้ามาติดต่อ แล้วก็เอาเงินเข้าสภา หรือเอาเงินที่เก็บได้ไปบริจาคมูลนิธิเด็กก็ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ ทำสักทีเถอะครับ มันจะได้ไม่เป็นที่ครหาว่าหลายคนไม่อยากให้ยกเลิก ลองยกเลิกมันจะได้เป็นประโยชน์ แล้วเงินมันก็จะเข้าคืน ทั้งไปเมืองนอก ค่าอาหารนี่ยกเลิก ให้หมด ผมก็ฝากไว้แค่นี้ละครับ ถ้าประธานไม่สบายใจ ประธานลองเอาแบบสำรวจก็ได้ ส่งมาให้ผู้แทนคนละ ๑ ใบเลย อย่าส่งมาก ส่งคนละใบ ๕๐๐ วันนี้มีผู้แทนอยู่ ๔๐๐ กว่าคน ลองสำรวจดูว่าเห็นควรให้ยกเลิกไหม เห็นควรให้ยกเลิกไหม ยกเลิกอันนั้น ยกเลิกอันนี้ ยกเลิกอันโน้น ในสภานี้ แล้วเราก็จะสวยงามด้วย ชาวบ้านมองมันเสียสละจริง ๆ ผมกราบฝากท่านประธานไว้แค่นี้ละครับ ด้วยความตั้งใจลุกขึ้นมาอภิปรายครับขอบพระคุณ มากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ คือตั้งแต่มีสภาผู้แทนราษฎรมาหลาย ๆ ชั่วอายุคนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุ แล้วก็ผล มันมีเหตุและผล แล้วมันก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าสิ่งที่ มันยังคงอยู่ก็พัฒนากันต่อไป ช่วงที่ว่างเว้นจาก สส. สภาแห่งนี้ก็เงียบเหงา ถ้าเขาเข้ามายึด ก็เล็กลง ถ้ามีมาจากการเลือกตั้งมันก็เบ่งบานขึ้นมา ก็มีเหตุมีผลครับ ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการครับ จะขออนุญาตชี้แจงท่านสมาชิก ท่านมานพ คีรีภูวดล ต่อคำถามของท่าน ที่ถามเรื่องงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของสถาบันพระปกเกล้านะครับ ก็ต้องเรียนท่านอย่างนี้ครับ ทางกรรมาธิการก็ได้รับคำชี้แจงจากท่านเลขาธิการสถาบัน พระปกเกล้า ในการซื้อคอมพิวเตอร์ ๑๗๓ เครื่อง งบประมาณ ๗ ล้านบาท ท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ชี้แจงว่า คอมพิวเตอร์ชุดนี้ใช้มาเป็นเวลาเกิน ๗ ปีแล้ว แล้วก็เก่ามาก ก็ใช้ทั้งระบบนะครับ เป็นเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ใช้ ไม่ใช่เพื่อให้นักศึกษาของสถาบัน ดังนั้น คงถึงรอบในการเปลี่ยน เพราะว่ามันค่อนข้างเก่าแล้วครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านถามว่า เหตุใด ทำไมไม่ใช้งบประมาณของสถาบัน ที่จัดเก็บรายได้เข้ามาในการจัดซื้อ ก็ต้องเรียนท่านอย่างนี้ครับว่า ทางสถาบันได้ชี้แจงไว้ว่า ทางสถาบันมีงบประมาณน้อยอยู่แล้ว แล้วก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ แล้วก็มี หลักสูตรหลายหลักสูตรที่ยังต้องใช้ในการบริหารจัดการ ก็เป็นข้อชี้แจงของสถาบัน พระปกเกล้า
ส่วนประเด็นของท่านสมาชิก ท่านอดิศร เพียงเกษ อย่างไรก็ตาม ท่านเป็น นักศึกษา ปปร. ๑ ผมก็ ปปร. ๒๘ รุ่นปัจจุบัน แล้วก็ของท่าน สส. ธนเดช ปปร. ๒๗ ผมก็เป็นนักศึกษา ปปร. เช่นกัน ดังนั้นทางกรรมาธิการงบประมาณก็ขออนุญาตชี้แจงว่า ทางกรรมาธิการงบประมาณไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการจะไปกำหนดว่าจะวางตัวประเด็น ทางการเมืองไว้ว่าอย่างไร เราก็คงมีหน้าที่เพียงพอเฉพาะในการดูแลพิจารณาเรื่องงบประมาณ ดังนั้นกรรมาธิการจึงยืนตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านกรรมาธิการท่านต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ในฐานะกรรมาธิการ ก็จะตอบปัญหาในส่วนที่เพื่อนสมาชิกกังวลในเรื่องอาหารของสภา ซึ่งก็เป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ว่านะครับ หลาย ๆ คนก็มีปัญหาเรื่องภาพพจน์ อาหารเหลือ หรือบางทีใกล้ ๆ เวลาก็อาจจะตักให้เยอะหน่อย หรือบางทีก็มีคนนอก หรือผู้ติดตามเข้ามา ก็ว่าอีกใส่กล่อง อาหารเหลือเราก็เอาไป ซึ่งเรื่องนี้กรรมาธิการก็เป็นห่วง แต่เราก็อยากให้มี สโมสรอยู่ใกล้ ๆ สมาชิกจะได้มาประชุมได้สะดวก ไม่ต้องไปไหนไกล เราคิดว่าจะแก้อย่างไร โชคดี ท่าน สส. พนม จากเมืองกาญจนบุรี ซึ่งกรรมาธิการก็เสนอแนวความคิดว่าเราควรจะมี บัตรเติมเงินให้ สส. เช่น ในส่วนที่เราได้เบี้ยเลี้ยงค่าอาหารวันละ ๓๕๐ บาท เราก็เติมเหรียญ เข้าไป ๓๕๐ บาท แล้วทางสภาก็มีร้านมาออก กี่ร้าน จะได้คัดคุณภาพ ถ้าเราใช้ไม่ถึง วันนี้เรารับประทานแค่ ๒๕๐ บาท อีก ๑๕๐ บาท เราก็คืน วันไหนมีพรรคพวก เรารับประทานเกิน เราสามารถเติมเงินได้ มันก็ไปหักจากเงินสดเรา หักจากเหรียญไป ๓๕๐ บาทต่อวัน อันนี้ก็เป็นแนวทางที่กรรมาธิการ ซึ่งผมเองเป็นประธานคณะอนุ กรรมาธิการข้อสังเกต ก็ได้นำมาใส่ไว้ในข้อสังเกต ข้อ ๑๓ ซึ่งถ้าเราทำอย่างนี้ทางสภา ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ คือถ้ามีเงินเหลือของสมาชิกวันไหนไม่รับประทาน หรือรับประทาน ไม่ถึงก็จะคืนเข้าสู่สภา อันที่ ๒ ก็จะได้รายได้จากค่าเช่าของร้านค้าที่เข้ามาเช่าอยู่ และอันที่ ๓ ก็จะมีการแข่งขันของร้านค้าที่เข้ามาอยู่นี้ เขาจะได้ปรับปรุงคุณภาพของอาหาร ร้านไหนอร่อย คนก็จะแห่กันไปซื้อไปใช้ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกต ซึ่งทางอนุกรรมาธิการข้อสังเกตได้ใส่ไว้ ในข้อสังเกตให้ทางสภาไปศึกษานะครับ ขอบคุณครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธเนศ เครือรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑ ในฐานะที่เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมและสัมมนา และเป็นคณะที่ตัดลดค่าอาหารของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๕ ล้านบาท นำเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาเราจะมีงบประมาณในส่วนของค่าอาหารประมาณปีละ ๗๒ ล้านบาท ที่ตั้งไว้ ผ่านมา ๒-๓ ปี ก็จะตั้งไว้ ๗๒ ล้านบาท แล้วก็จะมีการใช้อยู่ประมาณ ๓๐ ล้านบาท ทุกปี อันนี้เป็นค่าเฉลี่ยที่ใช้กันอยู่ ก็จะเหลืออยู่ประมาณ ๔๐ ล้านบาท แต่ส่วน ๔๐ ล้านบาท ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเอาไปใช้อย่างไร ในช่วงที่ผ่านมาผมไม่ทราบ แต่ในปีนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมและสัมมนา ก็มีแนวความคิดว่าเราควรจะปรับลด งบประมาณลงประมาณ ๓๐ ล้านบาท จาก ๗๒ ล้านบาท แล้วก็จะเหลืออยู่ประมาณ ๔๐ ล้านบาท ให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้บริหาร แต่เนื่องจากว่า ถ้าเราจะตัดลด ๓๐ ล้านบาท ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ชี้แจงว่า มีท่านสมาชิกบางส่วนมีความประสงค์ที่จะประชุมในวันศุกร์ ซึ่งปกติแล้วค่าอาหารเราจะจัด เฉพาะวันพุธและวันพฤหัสบดี ในวงเงิน ๓๐ ล้านบาท แต่ถ้าเกิดเรามีการประชุมในวันศุกร์ ซึ่งก็มีแนวความคิดอย่างนั้นว่าทางสมาชิกอยากจะประชุมวันศุกร์ จึงจำเป็นต้องสำรอง ค่าอาหารไว้
อีกส่วนหนึ่งก็คือ เรื่องการประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งการประชุม ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในเรื่อง ของอาหาร และปีนี้คาดว่าจะมีการประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาหลายครั้ง เลยจำเป็น ต้องสำรองค่าอาหารไว้ ทางคณะอนุกรรมาธิการก็เลยมีมติจะปรับลดลงเพียง ๑๕ ล้านบาท แต่ก็มีข้อท้วงติงว่าตอนที่เราจะตัด ๓๐ ล้านบาท เราทราบว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ก็มีข้อท้วงติงมาที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกันว่า การที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดอาหารจำนวน ๕๐๐ ท่าน ในการประชุม จริง ๆ ไม่ถึง ๕๐๐ ท่าน ในประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ การประชุมจริง ๆ นอกจากจะไม่ถึง ๕๐๐ ท่านแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยังมีการจัดอาหารกล่องให้กับ คณะกรรมาธิการสามัญ และคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกต่างหากด้วย ฉะนั้นแล้วก็เป็น ข้อท้วงติง เลยเป็นเหตุผลในการประกอบให้กับคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมและสัมมนา ปรับลดงบประมาณลงจำนวนทั้งสิ้น ๑๕ ล้านบาทนะครับ ซึ่งทางสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรก็ได้อุทธรณ์ไปที่ห้องกรรมาธิการห้องใหญ่ แต่ว่าสุดท้ายแล้วทางท่าน กรรมาธิการห้องใหญ่เสียงข้างมาก ก็มีมติให้ปรับลดงบประมาณลง ๑๕ ล้านบาท จึงเรียนมา เพื่อทราบครับ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติ จากที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมมีความเห็นให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือของคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตนเลยครับ
ท่านประธานครับ ๔๖๙ แสดงตนครับ
๔๖๙ แสดงตนนะครับ
เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยแล้ว ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๓๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรมีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนได้เลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ก่อนลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนเลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน ผู้เข้าร่วมประชุม ๔๓๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔๘ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ