ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อภิปรายร่างงบประมาณปี 2568 วาระที่ 2 มาตรา 26 เกี่ยวกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนำเสนอข้อมูลผ่านสไลด์ประกอบ เน้นย้ำถึงความไม่เหมาะสมในการตัดงบประมาณสำหรับการตรวจวิเคราะห์และขนย้ายกากอุตสาหกรรม ซึ่งกระทบต่อการจัดการเหตุฉุกเฉินจากโรงงานผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้ทบทวนการตัดงบในจังหวะที่ภาระงานเพิ่มขึ้นจากปัญหามรดกสารเคมีตกค้างทั่วประเทศ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน คนจังหวัดระยอง เขต ๔ อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ วันนี้ขอร่วมอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ วาระที่ ๒ มาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ เอาจริง ๆ ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นผู้อภิปรายหรอกนะครับ ในเรื่องของงบประมาณ แต่เนื่องจากในห้องกรรมาธิการได้มีการไปตัดลดงบ ๒ ตัวที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง ออกไปเป็นจำนวนมาก นั่นคืองบประมาณของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหมวดงบโครงการ พัฒนาและใช้นวัตกรรมลดมลพิษภาคอุตสาหกรรมในงบรายจ่ายอื่น ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการ ตรวจวิเคราะห์โรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ชุมชน และสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อ สิ่งแวดล้อม จากที่มีการเสนอขอมา ๖๔ ล้านบาท ถูกปรับลดลงไป ๓๐ ล้านบาท หรือกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รวมถึงงบโครงการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมในส่วนของ งบรายจ่ายอื่น นั่นก็คือค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมจาก ๓๒ ล้านบาท ที่ขอมาโดนตัดลดลงไป ๑๒ ล้านบาท ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนในห้องกรรมาธิการที่อยู่ ในห้องประชุมมาเล่าให้ฟังว่ามีข้อซักถามเกี่ยวกับการตั้งงบตรวจโรงงานและงบการขนย้าย ในทำนองที่ว่าแผนการตรวจโรงงานและการขนย้ายที่เสนอมาไม่มีความชัดเจน จึงมีการ ขอตัดออก ผมขออนุญาตร่วมอธิบายความยากในการตรวจสารเคมีต่าง ๆ รวมถึงแผน การขนย้ายและกำจัดให้ฟังเพื่อให้เข้าใจภาพรวมร่วมกันก่อนนะครับ โดยเคสที่ผม จะยกตัวอย่างก็คือกรณีไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ในเขตของผมที่บ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โรงงานนี้มีการลักลอบขนสารเคมีมาเก็บไว้โดยไม่มี การกำจัดจริง ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก คำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ สร้างผลกระทบการสะสม สารเคมีไม่ทราบชนิดจำนวนหลายแสนตัน หลังไฟไหม้เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่าสารเคมีที่กอง ๆ กันอยู่ตามที่เห็นในสไลด์นะครับ โรงงานเก็บไว้ไม่รู้กี่ชนิด แต่ละชนิดใช้วิธีการกำจัดต่างกันออกไป แต่ละชนิดต้องใช้งบประมาณในการพิสูจน์ทราบ เพื่อขนย้ายไปกำจัดอย่างถูกวิธี ทำให้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ครับ เพราะโรงงานกำจัดสารเคมีไม่ใช่ ว่าทุกโรงงานกำจัดได้ทุกสารนะครับ สมมุติว่าโรงงานที่กำจัดได้อย่างถูกต้อง หนึ่งโรงงาน กำจัดได้ ๑๐ ชนิด ถ้าสารเคมีตกค้างมี ๑,๐๐๐ ชนิด ขั้นต่ำใช้ ๑๐๐ โรงงาน ในการกำจัด เป็นต้น งบการตรวจสอบและการขนย้ายจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและหา ข้อมูลประกอบ รวมถึงใช้เป็นการทำคดี หลักฐานในการฟ้องเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบ ที่วิน โพรเสส แค่ที่เดียว ถ้าจะขนกากอุตสาหกรรมที่ไฟไหม้ยังไม่หมดไปกำจัด จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่ประเมิน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไปที่งบกลางที่ประมาณ ๓๙๗ ล้านบาท ซึ่งต้องใช้งบกลาง ฉุกเฉิน เพราะงบขนย้ายเท่าที่เห็นอย่างไรก็ไม่พอ แล้วเรื่องงบกลางนะครับ ผ่านไฟไหม้มา ๔ เดือนกว่าแล้วนะครับ ยังไม่ถึงไหน จนท่านรัฐมนตรีที่มีความเป็นห่วงเป็นใยมาตลอด พ้นตำแหน่งไปแล้วต้องฝากรัฐมนตรีท่านใหม่ด้วยนะครับ และในวิน โพรเสส ยังมีเครือข่าย ของบริษัทเดียวกันนี้ได้มีการเอาไปลักลอบทิ้งกระจายอยู่อีกหลายจังหวัดตามสาขา เดี๋ยวมี สาขาแรกที่จังหวัดระยองอีกทีหนึ่ง ก็คือที่ สส. กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล จะลุกขึ้นมาพูด ต่อจากนี้ นอกจากนี้ยังมีการลักลอบทิ้งที่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา ลพบุรี เพชรบูรณ์ ที่ปทุมธานีไม่ได้ทำเป็นโรงงานนะครับ เขาใช้วิธีการเอาขยะ พวกนี้ลักลอบเอาไปเก็บโดยเช่าที่ทำลานจอดรถแล้วลักลอบทิ้งสารเคมีแล้วปล่อยหมดสัญญา แล้วถ้าเกิดจะไปตรวจต้องใช้งบพวกนี้ละครับ แล้วถ้าจะไปกำจัดก็ต้องใช้งบการขนย้ายไป กำจัดซึ่งอยู่ในงบก้อนที่ท่านตัดไปนี่ละครับ ท่านตัดไปเขาจะทำงานพวกนี้ต่อกันอย่างไรครับ เรื่องนี้ผมว่าผมพูดไปหลายครั้งมาก ทั้งในสื่อ ในสภาแห่งนี้ผมก็พูด ไม่แน่ใจพวกท่านได้ฟังกัน หรือเปล่านะครับ และไม่ใช่แค่ผมที่พูด เพื่อนสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลก็พูด ปัญหาเหล่านี้ ไม่ต้องนับรวมนะครับว่า มรดกจากคำสั่งของ คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ ที่เอ่ยไปข้างต้นทำให้มี โรงงานแบบวิน โพรเสส กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า ๒,๐๐๐ แห่งนะครับ แล้วจะให้เขา ตรวจอย่างไรครับ ด้วยงบที่ท่านตัดไปแบบนี้ แล้วพอพลิกไปดูข้อสังเกตของกรรมาธิการ ในเล่มที่ ๑ ข้อ ๒.๒๐.๒ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเขียนไว้ อันเดียวเลยครับ ข้อสังเกต เขียนว่า หน่วยงานควรดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบการดำเนินงานของโรงงาน อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ข้อสังเกตเขียนไว้ แบบนี้ครับ แล้วตัดงบตรวจสอบออกครึ่งหนึ่ง ย้อนแย้งไปหรือเปล่าครับแบบนี้ เพราะถ้าเกิด จะต้องการให้มีการเร่งรัดตรวจสอบจริง ๆ สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาให้ความสำคัญ คืองบตรวจ เชิงรุกไม่ใช่หรือครับ ท่านตัดทำไม ผมดูคร่าว ๆ ที่เห็นในรายงาน คือผมฟังท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล พูดเมื่อสักครู่นี้ ผมน้อยใจนะครับ งบ Soft Power เยอะมาก ตัดไปเยอะ ขนาดนั้นก็ยังเหลืออีกเยอะมาก ทั้งที่บางอันผมฟังดูแล้วเรื่องงบแฟชั่น โอเค คงมีอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่มันเกี่ยวกับภารกิจหน้าที่หลักของกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างไร ปัญหาสารเคมีที่ผมพูดไปทั้งหมดมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองนะครับ ที่เป็นภารกิจหลัก แต่กลับได้งบน้อย แล้วยังถูกตัดออกไปเยอะมาก งบตรวจโรงงานตัดออกเกือบครึ่ง งบขนสารเคมีออกไปกำจัดตัดออกไป ๑ ใน ๓ ท่านตัดงบแบบนี้ผมถามจริง ๆ ท่านจัดลำดับ ความสำคัญต่อปัญหาเป็นหรือเปล่าครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการตัดงบส่วนนี้ออก แล้วถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านลองทบทวนให้ดี แล้วอยากให้ท่านกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทุก ท่านชี้แจงความจำเป็นในการตัดงบส่วนนี้ ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านรับทราบถึงเหตุผลว่า ทำไมท่านถึงได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมมากกว่าการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนที่ เดือดร้อนอยู่ ท่านจะไปส่งเสริมแฟชั่นอะไรครับ จะให้เขาไปเดิน Fashion Week กันบนกอง ขยะอุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศหรือครับ จัดลำดับความสำคัญกันหน่อยครับในการตัดงบ แล้วถ้าจะตัดหรือจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำให้มันถูกต้องครับ ไม่อย่างนั้นก็ขอให้ท่านตอบกับ พี่น้องประชาชนให้ชัดเจนตรงนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ