วีระ แจงเหตุตัดงบรัฐวิสาหกิจ ชี้จำเป็นต้องปรับภาพรวม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๕ กันยายน ๒๕๖๗

วีระ ธีระภัทรานนท์ แสดงความเห็นคัดค้านการตัดงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ ชี้การจัดสรรงบไม่โปร่งใสและอาจสร้างปัญหาหนี้ในอนาคต พร้อมเสนอให้ทบทวนการจัดทำงบประมาณให้แยกประเภทรายจ่ายชัดเจนยิ่งขึ้น

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ผม วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ อยากจะ แสดงความคิดเห็น เหตุผลที่ผมเสนอตัดงบรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ ในมาตรา ๒๙ ลงร้อยละ ๑๐ เป็นเงินประมาณ ๓,๔๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า รายการงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ มาตรา ๒๙ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในชั้นกรรมาธิการ ก็มีการตัดทอนลงไปอย่างมหาศาลอยู่แล้ว แต่ที่ผมสงวนความเห็นเพื่อที่จะมาพูดกับ ท่านสมาชิกก็คือว่า การตัดรายจ่ายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย ก็เลยต้องถือโอกาสว่า ต้องตัดงบเพิ่มเติม เพื่อจะได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น งบที่ว่านี้ยอดตอนแรกรัฐบาล เสนอมา ๖๙,๙๓๑ ล้านบาท ในชั้นกรรมาธิการตัดทอนออกไป ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เหลือที่เราจะลงมติกัน ๓๔,๘๖๕ ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดก็ปรากฏอยู่ในเอกสาร ซึ่งท่าน เปิดดูได้อยู่แล้ว เล่ม ๒ หน้า ๖๖ ครับ แต่การที่ผมขอตัดลดเพิ่มเติมเพื่อที่จะแสดงความเห็น ผมอยากจะพูดถึงรัฐวิสาหกิจในเชิงภาพรวมก่อน ที่จริงสำคัญมาก ขณะนี้เรามีรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมด ๕๒ แห่ง มีผลประกอบการที่มีกำไร ๓๗ แห่ง ขาดทุน ๑๕ แห่ง ปีหนึ่งมีรายได้ประมาณ ๔.๔ ล้านล้านบาท มีกำไรประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นำส่งเงินให้รัฐบาลซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของงบประมาณ เราด้วยที่เป็นประมาณการรายได้ ล่าสุดเมื่อปีงบประมาณปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๑๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่สำคัญกว่านั้น รัฐวิสาหกิจมีงบจ่ายลงทุนทั้งรายจ่ายประจำ แล้วก็รายจ่ายงบลงทุน ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท แต่ว่ารัฐวิสาหกิจที่มีดังกล่าวนี้ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า เราแบ่งรัฐวิสาหกิจออกเป็น ๒ พวก พวกที่อยู่ได้ด้วยตัวเองกับพวกที่ไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วย ตัวเอง และในส่วนที่ไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วยตัวเองจำนวนหนึ่งก็มาตั้งเป็นงบประมาณ รายจ่ายจะด้วยสถานะอะไรก็ตามที ที่ผมให้ภาพรวมอย่างนี้ก็เพราะว่าแม้รัฐวิสาหกิจบางแห่ง ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นสถาบันการเงิน แต่รัฐบาลมีภาระผูกพันที่จะต้องชดเชยรายได้ ที่เขาสูญเสีย ชดเชยรายจ่ายที่เขาออกไปเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย ตามที่ควรจะทำแต่ก็กลับไม่ทำ ตรงนี้ยิ่งทำให้ปัญหารัฐวิสาหกิจมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ในปีที่ผ่านมามีรัฐวิสาหกิจ ประมาณ ๑๕ แห่ง มีกำไรแล้วก็ส่งเงินเข้ารัฐในรูปของเงินปันผล แล้วก็เงินนำส่งคงคลัง เป็นเงินประมาณ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าด้านหนึ่งในงบจ่ายลงทุน ของรัฐวิสาหกิจ ถ้าเราบริหารจัดการกันดี ๆ ก็จะช่วยทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นด้วย แต่อย่างที่บอกว่าปัญหาในขณะนี้เอาเฉพาะที่รัฐบาลสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ ก็คือการตัดลด รายการที่จะต้องจ่ายให้รัฐวิสาหกิจ ๕ แห่ง เป็นเงินประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้าน แล้วก็โยกเอาไป เป็นงบกลางค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ได้อภิปรายบางส่วนไปแล้ว แต่ผมอยากจะขยายความอย่างนี้ว่าในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา ๒๘ รวมทั้งประกาศของคณะกรรมการนโยบายวินัยการเงินการคลังของรัฐ กำหนด เอาไว้ว่า อัตราส่วนระหว่างยอดค้างชำระที่สถาบันการเงินออกให้ก่อน ตามมาตรา ๒๘ กำหนดไว้ร้อยละ ๓๒ ปัจจุบันกรอบดังกล่าวถ้าเราดูจากงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ กำหนด วงเงินไว้ ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ถ้าเราใช้อัตราส่วนร้อยละ ๓๒ หมายความว่าเพดานที่จะใช้ เงินตามมาตรา ๒๘ ได้ ๑,๒๐๐,๘๖๔ ล้านบาท สถานะในปัจจุบันที่มียอดคงค้างในขณะนี้เท่าที่ ผมตรวจสอบตัวเลขล่าสุด ๑,๐๐๔,๓๙๒ ล้านบาท นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ไม่ทะลุเพดานแต่จำนวนที่ว่านี้ค่อนข้างเยอะ ประเด็นที่ผมอยากเพิ่มเติมก็คือว่า สิ่งที่การดำเนินการในขณะนี้ในงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจซึ่งมีทั้งหมด ๒๓ แห่ง ที่รัฐบาลจัดสรร เงินให้และไม่จัดสรรเงินให้ สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า ถ้าหากเราจะบริหารจัดการงบ รายจ่ายของรัฐวิสาหกิจแบบนี้ ในอนาคตอาจจะเป็นปัญหาได้ ถ้าหากจะให้ผมสรุปให้สั้นลง ไปอีกก็คือว่า ในการทำงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งไปอยู่ในรายการบริหารการชำระหนี้ของรัฐบาลโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยอดตัวนี้ก็ประมาณ ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มาแฝงเอาไว้ในงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องจ่ายคืนตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งตรงนี้ในการจัดแยกแบบนี้มันทำให้เราไม่รู้สถานะทางด้านหนี้สิน แล้วก็ภาระค้างจ่าย ของรัฐบาลอย่างแท้จริง ในอนาคตถ้าหากเป็นไปได้ ผมอยากจะเสนอให้ท่านสมาชิก ลองทบทวนดูในการจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี ๒๕๖๙ หรือปีต่อ ๆ ไป คือนอกเหนือจากการต้องแยกให้ชัดเจนว่า การบริหารหนี้ภาครัฐในส่วนของสำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ อันนั้นเป็น รายจ่ายที่ไม่สามารถที่จะเพิกถอนเปลี่ยนแปลงได้ กับรายจ่ายที่จะต้องดำเนินการสำหรับ การค้างจ่าย ตามมาตรา ๒๘ ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างยืดหยุ่น แต่การยืดหยุ่นนั้นเป็นการ ยืดหยุ่นที่บางครั้งก็ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร ตรงนี้ถ้าเกิดว่าในอนาคตสามารถแยกออกมาเป็น รายการให้มันชัดเจนก็จะดีนะครับ เพราะเท่าที่ผมดูในมาตรา ๔๐ ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายนั้น เขียนบังคับไว้เลยว่า ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้เลย สิ่งที่ควรจะทำก็คือว่าน่าจะเพิ่มเติม เป็นอีกรายการหนึ่ง เป็นรายการชำระหนี้คงค้างของรัฐบาลที่มีต่อรัฐวิสาหกิจที่ให้ดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรูปของเงินต้น ไม่ว่าจะเป็นรูปของดอกเบี้ยจ่าย รวมทั้ง การชดเชยรายได้ ซึ่งต่อไปในอนาคต ผมพูดต่อไปเลยนิดเดียวครับท่านประธาน ในอนาคต รัฐบาลมีโครงการจะทำรถไฟฟ้าค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสาย นี่ละครับจะมาใหม่ อีกก้อนหนึ่ง เพราะจะต้องมีการชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ก็ต้องมีการตั้งกองทุน หรือจัดระบบที่จะให้หน่วยรัฐวิสาหกิจอันไหนออกเงินไปแทนก่อน เหมือน ๆ กับที่ทำอยู่ ในขณะนี้ในภาคสถาบันการเงิน รวมทั้งยังมีรายการอีก ๒ รายการซึ่งผมเคยพูดไปแล้วว่า เป็นรายการที่รัฐบาลต้องไปค้ำประกันการกู้เงิน ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด ประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท คือมันมาในอีหรอบเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้โอกาส ในการดูงบรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ แล้วขยายให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่มันมองเห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลบริหารเงินได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องหรือไม่ก็จะเป็นประโยชน์ ส่วนการลงมติ ของท่าน จะตามของกรรมาธิการเสียงข้างมาก อันนี้ผมไม่ติดใจครับ เพราะผมเข้าใจระบบดีว่า ระบบรัฐสภาเป็นระบบเสียงข้างมาก ลงมติก็ต้องเอาตามนั้น แต่ก็ต้องสงวนความเห็น เพื่อจะได้ชี้แจง แล้วก็ทำความเข้าใจ ขอบพระคุณท่านประธานครับ