สิทธิพล ตั้งข้อสังเกตงบอุตสาหกรรมดิจิทัล-เรียกร้องชี้แจงความคุ้มค่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๕ กันยายน ๒๕๖๗

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ ระบบดิจิทัล และการกำกับดูแลโรงงาน ที่มีตัวชี้วัดคลุมเครือ เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ และอาจมีความซ้ำซ้อนกันระหว่างโครงการ พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และความจำเป็นของแต่ละโครงการอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้งบประมาณสูงในบางกิจกรรมที่ควรปรับลดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างแท้จริง

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอสงวนคำแปรญัตติงบประมาณในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากมีข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพความคุ้มค่า และจำนวนงบประมาณที่ใช้เพื่อให้ กรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณในวาระแรก ผมอภิปรายว่ารัฐบาลปัจจุบันทุกกระทรวงมีคำของบประมาณ โครงการเกี่ยวกับ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เยอะมาก ตัวอย่างเช่น ในกระทรวงอุตสาหกรรมที่ผมกำลังอภิปราย มีโครงการเกี่ยวข้องกับระบบ อัจฉริยะอย่างน้อย ๔ โครงการที่น่าสนใจ ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ๓ โครงการ เช่น โครงการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้อนุสัญญาบาเซล ๑๐ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบงานกำกับโรงงาน อุตสาหกรรมเชิงรุก ๒๐ ล้านบาท โครงการระบบ DIW Gateway Center ๑๐ ล้านบาท หรืออย่างเช่น ในสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มีโครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี ดิจิทัล ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ งบอีก ๕ ล้านบาทเศษ

ท่านประธานครับ ตัวอย่างโครงการแรก ที่ผมนำมาอภิปรายโครงการพัฒนา ระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้อนุสัญญาบาเซล ของกรมโรงงานที่บอกว่า ๑๐ ล้านบาท โครงการเกี่ยวกับอะไร ผมไปอ่านดูต้องบอกว่าก็เป็น โครงการที่มีวัตถุประสงค์ดี เขียนว่าจัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูล ระบบการอนุญาตเคลื่อนย้าย ของเสีย เคมีวัตถุ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว รวมถึงรับแจ้ง ข้อเท็จจริงการนำเข้าส่งออกวัตถุอันตราย ฟังดูดีนะครับ แต่พอมาดูตัวชี้วัดหรือผลที่คาดว่า จะได้ในเอกสารระบุว่าลดปัญหาการร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลดระยะเวลา การพิจารณาอนุมัติ อนุญาต เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการได้รับ ความสะดวก คำถามคือการกำหนดตัวชี้วัดแบบนี้มันหยาบไปไหมครับ มันจะวัดอย่างไร ในการกำหนดตัวชี้วัดที่บอกว่าจะลดเรื่องร้องเรียน ควรระบุไปเลยว่าลดได้จำนวนเท่าไร กี่เรื่องต่อเดือน ต่อปี ลดระยะเวลาได้กี่วัน หรือกี่ขั้นตอน หรือเอาดีที่สุดเลย คือจะลดจำนวน เจ้าหน้าที่ได้แค่ไหน สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับ ที่สะท้อนความสำเร็จของโครงการได้จริง

โครงการที่ ๒ โครงการพัฒนาระบบงานกำกับโรงงานอุตสาหกรรมเชิงรุก งบ ๒๐ ล้านบาท โครงการนี้ก็เขียนวัตถุประสงค์ไว้ดีครับ ทำฐานข้อมูลการตรวจโรงงาน เชื่อมโยงงานอนุมัติ อนุญาต อย่างไรก็ตามปัญหาเดิมครับ ตัวชี้วัดจับต้องไม่ได้เลย ในเอกสาร ระบุมาว่าให้เจ้าหน้าที่กำกับดูแลโรงงานได้มีประสิทธิภาพ เกิดมาตรฐานการทำงานที่ ครอบคลุม รวมถึงลดเรื่องร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ท่านประธานครับเช่นเดียวกับ โครงการแรก คำถามคือสิ่งเหล่านี้ท่านจะวัดอย่างไร ที่บอกว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพ ได้ครอบคลุม หรือปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ

โครงการถัดไป โครงการระบบ DIW Gateway Center ของกรมโรงงาน อุตสาหกรรมเช่นกัน งบประมาณ ๑๐ ล้านบาท โครงการเขียนเอาไว้ว่า วัตถุประสงค์เพื่อทำ ศูนย์กลางระบบสารสนเทศของกรมโรงงาน ทำระบบ API กลางของการบริการสารสนเทศ เป้าหมายเพื่อกำกับดูแลโรงงานได้มีประสิทธิภาพ คราวนี้มาดูตัวชี้วัด อันนี้ดี ตัวชี้วัดจับต้องได้ แต่เขียนว่าเพื่อให้ได้ระบบ ๑ ระบบ มีผู้ดูแล ๒๐๐ คน มีโรงงานเข้ามาในระบบ ๗๒,๖๐๐ โรงงาน มีผู้ใช้ ๑๒,๐๐๐ ผู้ใช้ อันนี้วัดได้แน่นอนครับ แต่คำถาม ก็คือตัวชี้วัดแบบนี้จับต้องได้จริง แต่มันไม่เน้นคุณภาพ มันไม่ได้สัมพันธ์กับ เป้าหมาย การบอกว่ามีระบบแล้ว มีโรงงานในระบบแล้ว มันทำไปสู่การกำกับที่มี ประสิทธิภาพจริงหรือตัวชี้วัดที่เหมาะสมของโครงการนี้ จึงควรเปรียบเทียบกันว่าระหว่าง ก่อนกับหลังมีระบบ การกำกับดีขึ้นหรือไม่ ประชาชนสะดวกขึ้นหรือเปล่า ตรวจจับโรงงานที่ ไม่ได้มาตรฐานไวขึ้นหรือไม่ ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับประชาชนได้จริงหรือเปล่า ตัวชี้วัดควรเป็นแบบนี้ครับ ไม่ใช่จำนวนระบบ จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ใช้งานเป็น จำนวนโรงงาน ที่สำคัญที่ต้องถามท่านกรรมาธิการก็คือ ๓ โครงการนี้วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้มันแทบจะ เหมือนกันเลย มันซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ๔๐ ล้านบาท ถ้าเอามาจัดสรรดี ๆ มันสามารถประหยัด ได้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า อันนี้คือสิ่งที่เป็นคำถาม หลังจากผมเห็นเป้าประสงค์ของโครงการ ซึ่งมันแทบจะเหมือนกันหมดเลย

นอกจากนี้ทั้ง ๓ โครงการนี้ ซึ่งเน้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล โรงงาน โดยเฉพาะโครงการแรกที่พูดถึงการเคลื่อนย้ายของเสีย วัตถุอันตราย เห็นแล้ว นึกถึงข่าวที่ประเทศไทยประสบมาในช่วงปี ๒ ปีที่ผ่านมา กากแคดเมียมจากตาก เข้ากรุงเทพมหานคร ซีเซียม ๑๓๗ สูญหายที่ปราจีนบุรี โรงงานสารเคมีในสุพรรณบุรีไม่มี ใบอนุญาตในการกำจัด แต่รับซื้อสารเคมีจากโรงงานกำจัดจากพระนครศรีอยุธยา การระเบิด ของโรงงานในนครปฐม ทำลายล้าง ๒๐ กิโลเมตรใกล้เคียง กรมโรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ระบบการกำกับที่ท่านกำลังจะลงทุน เมื่อมีแล้วมันแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้จริงหรือไม่ ในทางร้ายสุด ถ้าเกิดปัญหาจะมีผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือเจ้าหน้าที่รัฐได้หรือเปล่า นี่ต่างหากควรเป็นตัวชี้วัดที่จำเป็นสำหรับโครงการ

สุดท้ายนะครับ เป็นโครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นโครงการอบรมขอมา ๕.๑ ล้านบาท ถูกตัดไปนิดหน่อย ๑๐๐,๐๐๐ บาท โครงการนี้ดีครับ เป็นโครงการจัดอบรม แบ่งออกเป็น ๒ หลักสูตร อบรมนักออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ ๕๐ คน และนักบูรณาการระบบ อีก ๕๐ คน ต้องบอกเป็นโครงการที่ดี ตัวชี้วัดก็ดีครับ มีการกำหนดเป้าหมายจับต้องได้เลย ระบุว่าโครงการนี้จะช่วยให้อัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะขอสอบถามคือ เมื่อลงไปดู ในรายละเอียดโครงการครับ เมื่อหารเฉลี่ยต่อหัวพบว่าต้นทุนการอบรมสูงถึง ๔๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัว แม้ท่านจะไปแตกในรายละเอียดว่าค่าอบรมจริง ๆ ต่อหัวแค่ ๑๗,๐๐๐ บาท ที่เหลือเป็นค่าออกแบบหลักสูตร ค่าวิเคราะห์ข้อมูล ค่าทำรายงาน ค่าให้คำปรึกษา แต่เมื่อคิดรวม ๆ แล้ว หารเฉลี่ยก็ตกหัวหนึ่ง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อไปดูใน Timeline หรือรายละเอียดโครงการ ก็ระบุว่าใช้เวลาอบรม ๔ เดือน ซึ่งก็ไม่มี รายละเอียดว่าเรียนอะไร สอนอะไร เดือนละกี่ครั้ง กี่สัปดาห์ สัปดาห์ละกี่ชั่วโมง แต่ที่น่าสนใจคือผมก็ลองไปค้นโครงการใกล้เคียงกันว่าที่หน่วยงานอื่นเขาจัดอบรมเนื้อหา ลักษณะใกล้เคียงกัน พบว่าราคาต่อหัวต่ำกว่ามาก คำถามก็คือทำไมค่าอบรมที่สำนักงาน เศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะจัดมันถึงมีความแตกต่างตรงไหน ทำไมถึงแพงกว่าที่ท้องตลาดเขาทำกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากโครงการและงบประมาณที่ผมนำมาอภิปรายทั้งหมด โครงการจึงมี ข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อน ตลอดจนราคาที่มีแนวโน้มสูงเกินจำเป็น ผมจึงขอปรับลด งบประมาณตามที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ขอบคุณท่านประธานครับ