ณัฐพล ตั้งข้อสังเกตโครงการมวยไทยซอฟต์พาวเวอร์ ชี้ทับซ้อน-ขาดยุทธศาสตร์ชัดเจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๕ กันยายน ๒๕๖๗

ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเกี่ยวกับโครงการมวยไทยซอฟต์พาวเวอร์วงเงินกว่า 643 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งในส่วนของโครงการมวยไทย For All การจัดสรรงบประมาณให้เวทีมวย และการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่ยังขาดความชัดเจนทั้งวัตถุประสงค์และกลไกการดำเนินงาน พร้อมเสนอให้ทบทวนโครงการซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมดภายใต้ 12 หน่วยงานที่มีมูลค่ารวมกว่า 2,400 ล้านบาท โดยชี้ถึงปัญหาการซ้ำซ้อน ความพึ่งพานักที่ปรึกษาภายนอก และข้อจำกัดด้านศักยภาพของบุคลากรภายใน พร้อมเรียกร้องให้ปรับลดงบประมาณและวางยุทธศาสตร์การสื่อสารวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงแทนการเน้นเพียงการประชาสัมพันธ์ผิวเผิน

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ นี่เป็น Soft Power The Series ตอนสุดท้าย มาตราลำดับที่ ๘ ที่ผมก็จะ พูดถึงโครงการที่เกี่ยวกับ Soft Power อยู่ดี มาตรา ๒๙ รัฐวิสาหกิจ ประเทศเรามีหลาย รัฐวิสาหกิจนะครับ แต่ก็จะมีรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่ดูแลด้านกีฬาโดยเฉพาะ นั่นก็คือการกีฬา แห่งประเทศไทย กกท. หน่วยงานนี้ไม่ได้ผ่านห้องงบอบรม สัมมนานะครับ แต่ว่าไปอยู่ใน ห้องอนุกรรมาธิการสิ่งก่อสร้างนะครับ ผมก็เลยไม่ได้ดูไม่ได้เสนอปรับลดในห้องนั้นเลย จำเป็นที่ต้องนำมาพูดถึงโครงการ Soft Power ณ ที่แห่งนี้นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

การกีฬาแห่งประเทศไทยนะครับ ก็อย่างที่สไลด์ขึ้นมาแวบ ๆ เมื่อสักครู่ ปีนี้โครงการใหม่นะครับ มวยไทย Soft Power ๖๔๓,๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ใหม่เอี่ยมนะครับ ย้ำว่าใหม่เอี่ยมตั้งขึ้นมานะครับ หากประชาชน ที่ดูอยู่สามารถ Scan QR Code เข้าไปดูเอกสารชี้แจงของหน่วยงานได้นะครับ ในเอกสาร นั้นจะบอกรายละเอียดอย่างชัดเจนเลยว่า ๖๔๓ ล้านบาทนั้นเอาไปทำอะไรบ้าง ในก้อนนี้ ผมสรุปแบ่งออกมาได้เป็น ๓ ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนแรกคือการยกระดับมาตรฐานมวยไทย พัฒนาบุคคลในวงการ ๑๗๑ ล้านบาทนะครับ ก้อนที่ ๒ คือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ มวยไทย Soft Power ทั้งในและต่างประเทศ ๒๓๘ กว่าล้านบาท เกือบ ๒๓๙ ล้านบาท ก้อนที่ ๓ คือการจัดแข่งขันมวยไทยเพื่อสร้างกระแสให้เราตื่นตัวถึงมวยไทย ๒๓๔ ล้านบาท ไล่ไปทีละกิจกรรมย่อยนะครับ

ในส่วนของการยกระดับมาตรฐานมวยไทยนะครับ ก็จะประกอบไปด้วย กิจกรรมอบรมผู้ตัดสินนะครับ อบรมผู้ฝึกสอนมวยไทย สร้างมาตรฐานมีการให้ใบอนุญาต License นะครับ มีการฝึกอบรมครูมวยไทยที่เป็นคนไทยที่อยู่ในต่างชาติ มีการฝึกอบรม ครูมวยไทยที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ในเมืองไทยนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นการวางรากฐานให้กับ มวยไทย ๑๗๑ ล้านบาท ผมโอเคไม่ติดใจนะครับ เป็นสิ่งที่พึงกระทำการกีฬาแห่งประเทศไทย พึงกระทำนะครับ

สิ่งที่ติดใจครับ คือโครงการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์มวยไทย Soft Power นะครับ ๒๓๘ ล้านกว่าบาท เป็นการ Roadshow ในต่างประเทศแบบฉ่ำ ๆ ฉ่ำ ๆ คือถ้านับดูจริง ๆ นะครับ ไปราว ๆ เกือบ ๒๐ ประเทศ เอามวยไทยไปชกโชว์ ไปไหว้ ครูโชว์อะไรต่าง ๆ นานา อันนี้พอเข้าใจได้ครับ มันเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ชาวต่างชาติเขาเห็นมวยไทยที่แท้จริงนะครับ แต่มันมีรายละเอียดครับ ข้อ ๑๐.๒ ตามสไลด์นะครับ โครงการมวยไทย For All ๙๐,๙๖๐,๐๐๐ นะครับ

ในโครงการนี้มวยไทย For All ผมก็ดูตามรายละเอียด ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็เป็นการอบรมสัมมนาให้กับผู้ฝึกสอนมวยไทย อันนี้เข้าใจได้ครับ มีผู้ฝึกสอนจะมารับการ ชี้แจงว่าเราจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อะไร อย่างไร อันนี้เข้าใจได้ แต่ตรงนั้นครับ ๙๐ ล้านนั้น คือค่าตอบแทนผู้ฝึกสอนมวยไทย ๕๐๐ ค่าย ๕๐๐ คน คนละ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา ๑๒ เดือน รวมกันแล้ว ๙๐ ล้านบาท ผมต้องการคำตอบว่าเป็นการจ้าง ทำอะไร มีวัตถุประสงค์จ้างคน ๕๐๐ คน ผู้ฝึกสอนเหล่านี้อย่างไร ทำไมผมถึงถามแบบนี้ เพราะว่าในส่วนของการวางรากฐานก้อนแรกนะครับ มันมีเงินที่เราอบรมสัมมนาครูผู้ฝึกสอน อยู่แล้ว มีเงินที่เราซื้ออุปกรณ์บำรุงค่ายมวยต่าง ๆ ที่สภาพอาจจะไม่พร้อมหรืออะไรอยู่แล้ว แล้วทำไมเหตุใดเรายังต้องจ่ายเป็นลักษณะเหมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับครูมวยไทย ๕๐๐ คน ทั่วประเทศ อันนี้ต้องการได้คำตอบนะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในก้อนใหญ่นะครับ ก็คือการจัดแข่งมวยไทยเพื่อสร้าง กระแสการตื่นตัว ๒๓๔ ล้านบาท นับดูจะมีการจัดเวทีมวย ขึ้นมาประมาณ ๑๘ เวที แบบฉ่ำ ๆ แต่ผมก็พยายามที่จะดูในรายละเอียดนะครับ ผมแบ่งออกมาได้เป็นเวทีมวย ๓ ประเภท ประเภทแรก คือเป็นระบบ League ครับ จะมีการจัดแข่งในระดับเยาวชนระดับ จังหวัด ระดับภูมิภาค คัดเลือกตัวแทนขึ้นมา แล้วก็มาชิงแชมป์กัน อันนี้ผมถือว่าดี ระบบ League ถ้ามีอย่างต่อเนื่องมันก็จะเป็นการวางรากฐานต่อยอดสู่อาชีพมวยไทยได้จริง ๆ ถ้าระบบนั้นมันดีจริงนะครับ แต่ส่วนที่ ๒ กับส่วนที่ ๓ ครับ คือการชกโชว์ครับ จัดเวทีมวย ชกโชว์ให้คนมา เรากำลังมีเวทีมวยนี้ ซื้อตั๋วไปดูหน่อยไหมนะครับ และส่วนที่ ๓ คือเป็นการสนับสนุนเงิน หรือจัดมวยไทยให้กับ Brand มวยไทยรายหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เป็นจำนวน ๑๕ เวที ในส่วนที่ ๒ กับส่วนที่ ๓ ผมติดใจและอยากตั้ง คำถามว่า ทำไมต้องแยกกันจัด การที่ท่านจะสร้างกระแสด้วยจำนวนเวทีมากมาย เทียบกับ เลือกบางเวทีที่มี Story อยู่แล้ว เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แล้ว Boost Up ให้เวทีนั้นมันปังขึ้น กว่าเดิม แบบนี้มันจะส่งผลต่อกระแสมวยไทยได้ดีกว่ากันหรือไม่

อย่างที่บอกนะครับว่า การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ได้เข้าในห้องอนุกรรมาธิการ งบประมาณด้านงบอบรม สัมมนา ดูนะครับ เพื่อนของผม สส. ศุภณัฐ ตรงนี้อยู่ในห้อง สิ่งก่อสร้าง เสนอปรับลดในห้องราว ๆ ๑๒๐ ล้านบาท แต่ผลก็คือปรับลดไปได้เพียงแค่ ๔๕ ล้านบาท อันนั้นปรับไปแล้ว แต่ผมติดใจในส่วนของ ๙๐ ล้านบาท ที่เราจะจ้างครูมวย ทั่วประเทศ ยังไม่รู้ว่าคำตอบนั้นคืออะไร และติดใจของการจัดเวทีมวยแบบฉ่ำ ๆ ผมเสนอ ขอปรับลดเพิ่มในโครงการนี้อีก ๑๕๕ ล้านบาท นั่นคือส่วนที่ผมติดใจสำหรับมาตรานี้

ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาอีกประมาณ ๒ นาที เพื่อสรุปที่ผมอภิปราย ไปทั้งหมด ๘ มาตรา ๑๒ หน่วยงาน ๒๔ โครงการ Soft Power The Series ยอดเงินรวม ทั้งหมดที่ได้พิจารณา คือ ๒,๔๙๔ ล้านบาท หมายเหตุว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีอีกหลาย โครงการ Soft Power ที่ถูกฉีกออกไปอยู่ในแผนบูรณาการ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวบ้าง ไปอยู่ในห้องอนุกรรมาธิการอื่นบ้าง ที่ห้องอนุกรรมาธิการอบรม สัมมนา ปรับลดสำเร็จไปแล้ว คิดเป็น ๒๗๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๑๐.๘๒ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ Soft Power ทั้งหมดเท่านั้นเอง สิ่งที่เราปรับลดไปไม่ได้กระทบกับตัวแก่นสารของโครงการหลักแน่นอน สิ่งที่เราปรับลดไปเราให้เหตุผลว่ามันซ้ำซ้อน หน่วยงานต่างหน่วยงานทำโครงการลักษณะ เดียวกันโดยที่ไม่ได้คุยกัน สิ่งที่เราปรับลดไปคือการ PR แถลงข่าวประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นองค์ประกอบภายนอกของโครงการหลัก ผมอยากให้ข้อสังเกตอีกประมาณ ๒ ข้อ

ข้อแรก คือ Pattern ที่แต่ละหน่วยงานทำเกี่ยวกับโครงการ Soft Power มันจะเป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก จ้างที่ปรึกษาทำหลักสูตรอบรม แล้วก็จัดงาน PR ในส่วนของการจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก จ้างที่ปรึกษา ผมตั้งข้อสังเกตเลยครับว่าทุกโครงการ แต่ละหน่วยงานท่านต้องจ้างคนภายนอกมาคิดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด จนผมสงสัยครับว่า แล้วบุคลากรในหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้น จริง ๆ ท่านก็มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงที่จะพัฒนา เรื่องเหล่านี้ เหตุใดท่านไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นบุคลากรภายในของตัวเองเลยหรือครับ พอมันเป็นแบบนี้ งบประมาณมันก็บวมครับ เราต้องมีทั้งเสียค่าใช้จ่ายให้กับบุคลากรภายใน ในการกำกับดูแลงาน และเราต้องจ้างที่ปรึกษาภายนอกเข้ามาอีก แล้วมันจะเป็นแบบนี้ ไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรือครับ นั่นคือข้อสังเกตข้อแรก

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ประชาชน ผม หรือใครก็ตาม สงสัยว่าโครงการ Soft Power ของรัฐบาลหน้าตาเป็นอย่างไร ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ ถ้าเราเอาคำว่า Soft Power ออกไปทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ มันก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม Upskill Reskill กับอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งผมไม่ติดใจตรงนี้ เพราะว่าการยกระดับคน ยกระดับสินค้า ยกระดับการบริการให้มันดีขึ้น มันก็จำเป็นต้องทำ ในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีคำว่า Soft Power เข้ามา ผมเข้าใจคำว่า Soft Power ว่า มันคือการสร้างความลุ่มหลง การจะสร้างความลุ่มหลงนั้นได้ มันก็ต้องใช้ การสื่อสาร แต่การสื่อสารที่อยู่ในโครงการแต่ละโครงการของท่านมันคือการ PR จัดงาน ประชาสัมพันธ์ เพียงแค่สร้าง Attention ป่าวประกาศให้คนรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มันไม่ได้สร้างความ Obsession ความลุ่มหลงให้เกิดขึ้น

ผมมีข้อเสนอแนะสั้น ๆ นะครับว่า หากเราต้องการที่จะสร้าง Soft Power ให้เกิดขึ้นจริง ๆ มันต้องมียุทธศาสตร์การสื่อสารที่ผ่านการคิดวิเคราะห์ และมันต้องแยบยล เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าบนโลกใบนี้มันไม่มีใครมาป่าวประกาศนะครับว่า Soft Power ของตัวเองคืออะไร การสื่อสารลักษณะนี้ ผมยังไม่เห็นในโครงการด้าน Soft Power ที่ท่านว่ามัน คือ Soft Power นั่นก็เป็น Soft Power The Series ที่ผมอยากจะสรุปและชี้แจงไว้ ณ ตรงนี้ ก็จะติดตามต่อไปครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ