รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๐
วันจันทร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕/๒๕๖๐ วันอังคารที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าว
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา เรื่อง “ปฏิรูปการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ อย่างยั่งยืน”
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ เรื่องการปฏิรูปการจัดการความหลากหลาย ทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นเรื่องสําคัญที่ที่ประชุมวิป (Whip) ได้กรุณานําเสนอเรื่องนี้ เพื่อจะขอความเห็นจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน บ้านเรากิจกรรมทางการเกษตร กิจกรรม ทางการท่องเที่ยว กิจกรรมทางการอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การตั้งบ้านเรือน ได้ทําลาย ความหลากหลายทางชีวภาพของเราไปอย่างรุนแรง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ปีหนึ่งเกือบ ๑๐ ล้านไร่ แม้พื้นที่ต้นน้ําซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงนั้น ก็ได้ถูกทําลายไปด้วยกิจกรรม ทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชไร่ตั้งแต่ข้าวโพด มันสําปะหลัง รวมไปถึงอ้อย แล้วก็ยาง ในที่สุดเกษตรแปลงใหญ่ ๆ นั้นได้ถูกขยายพื้นที่เข้าไปในพื้นที่ที่ควรจะเป็น พื้นที่ป่า ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ก็ตามซึ่งมีกฎหมายหวงห้ามอย่างรุนแรง แต่ในทางปฏิบัตินั้น เรายังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งได้ หรือแม้แต่พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่อยู่ในป่า ละเมาะ อยู่ในเขตชุมชน ก็ได้ถูกกิจกรรมทางการเกษตรและอื่น ๆ อย่างที่กราบเรียนตั้งแต่ต้น ว่าไปทําลายลงอย่างน่าเป็นห่วง เราจะพัฒนาเศรษฐกิจของเราไปสู่ระบบเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของชีวภาพ แต่ว่ากระบวนการทําลายล้างชีวภาพก็ยังเป็นไปอย่างรุนแรง แล้วก็น่ากลัวที่สุด เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานชีวภาพนั้นก็น่าจะ เป็นไปได้ยาก ดังนั้นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาโดยเฉพาะ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม จึงเห็นความสําคัญในเรื่องนี้แล้วก็ได้ทําการศึกษาและนําเสนอแผนเพื่อจะขอ ความเห็นจากทุก ๆ ท่าน เรื่องสําคัญที่สุดที่คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ได้เห็นก็คือความชัดเจนในเชิงนโยบาย ขณะนี้มี ๘ หน่วยงานหลัก ๆ ก็ต่างคนต่างทํา เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เห็นความสําคัญมานานแล้ว อย่างน้อย ๆ ก็ ๓๐ กว่าปี ตัวกระผมเองเคยได้ร่วมสนองพระราชดําริพระราชทานแนวทาง ให้อนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดยเฉพาะพันธุกรรมแท้ที่อยู่ในบ้านเรา ในศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดําริได้พยายามทําเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีขีดจํากัดมากมาย ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านได้พระราชทานแนวทางให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทําเรื่องนี้ต่อในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก พระราชดําริซึ่งอยู่ในสวนจิตรลดา ท่านพรชัย จุฑามาศ วันนี้ก็ได้กรุณามาร่วมชี้แจงด้วย ท่านเป็น ๑ ในคณะหลาย ๆ ท่านที่ทุ่มเททําเรื่องนี้กันมาโดยตลอด แล้วท่านก็มีความรู้ ความเข้าใจถึงระบบที่จะป้องกันการรุกรานจากทั่วโลก เพราะว่ากระแสการรุกเข้ามา แสวงหาผลประโยชน์จากพันธุกรรมพืชในบ้านเรามีมาต่อเนื่องยาวนาน ผมเชื่อว่า สมาชิกหลายท่านทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรมพืช ยกตัวอย่างเช่น เปล้าน้อย หลายท่านคงทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ผมจะไม่ขออนุญาตพูดลงในรายละเอียด มากมาย อยากจะขออนุญาตท่านประธานได้อนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม ซึ่งเป็น รองประธาน คนที่สี่ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ แล้วก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่าย ขออนุญาตให้ท่านธรรมศักดิ์ ประธานอนุกรรมาธิการ ได้กรุณารายงานรายละเอียดเรื่องนี้ครับ ขออนุญาตครับ
ขอเชิญศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง กราบเรียนท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ กระผมอยากจะขอขอบคุณที่ประชุมนี้ว่าวันนี้เป็นวันที่สําคัญที่สุดในชีวิตผมและหลาย ๆ ท่าน รวมทั้งพี่น้องชาวไทยเป็นจํานวนมากที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นทางการเราเรียกว่าชีวภาพ ชีวภาพนี้ก็คือไบโอ (Bio) สิ่งที่ต้องขอบคุณครั้งที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๙ สภาแห่งนี้ได้ให้เกียรติผ่านข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๔ กับกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาในวันนี้ของท่านวิวัฒน์ ได้ผ่านข้อเสนอแนะ ให้มีการจัดระบบวิจัยของประเทศเสียใหม่ ซึ่งเรียกว่า สวนช. อันนี้มีมาตรา ๔๔ รองรับอยู่ด้วย เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ปีที่แล้ว อันนี้เป็นก้าวข้ามที่สําคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ เรียนตามตรงว่า เป็นคนต่างจังหวัดที่มาเรียนในกรุงเทพฯ ผมจบปริญญาเอกมาถ้าปีนี้ก็ครบ ๔๐ ปีพอดี การศึกษาเล่าเรียนทั้งหลายก็พบว่ามีความจริงหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในสังคมเรา สไลด์ (Slide) ที่ผมเตรียมมาในวันนี้เป็นสไลด์ (Slide) ที่ต้องการจะปูภาพรวมให้เห็นอย่างที่ ท่านวิวัฒน์ได้พยายามปูให้เห็น ภาพรวมของความเจริญ ความมั่งคั่ง ความยั่งยืนของประเทศไทย อยู่ตรงนี้เกี่ยวโยงกับชีวภาพไบโอ (Bio) ซึ่งเราพยายามย้ําว่าไดเวอร์ซิตี (Diversity) ตามฝรั่งมาตลอดเป็นอย่างไร เมื่อเช้าก็ได้มีการให้สัมภาษณ์วิทยุรัฐสภาไปก็พยายามพูด ในลักษณะนี้ ก็แน่นอนคงจะมีพี่น้องประชาชนหรือบุคคลที่อาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเรียนรู้มา ในสิ่งที่ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้มา ในสิ่งที่พระวิสัยทัศน์ของพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ เราไม่เข้าใจในเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก ๒๐ ปี ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างนี้เป็นต้น ผมก็อยากจะขอถือโอกาสนี้กับทางท่านประธานว่า ขอใช้เวลาในการนําเสนอในภาพรวมตามสไลด์ (Slide) ที่เตรียมมานะครับ ซึ่งเอกสารนี้ ได้ขออนุญาตท่านประธานแจกในที่ประชุมเรียบร้อยแล้ว
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพแรกนี้ก็คือ เป็นหัวข้อที่ทางคณะกรรมการประสานงานสภา สปท. ขอให้ปรับปรุง เราก็เขียนเสียใหม่ว่า การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ที่จริงท่านก็จบปริญญาเอกเหมือนกันแต่ว่าไม่ได้ใช้ดอกเตอร์ แล้วก็มีผม และทีมงานซึ่งวันนี้ก็มานั่งประจําอยู่แล้ว ถัดไปนี้ผมอยากจะปูอย่างนี้ว่า ครม. และ คสช. พูดชัดเจนมาตลอดว่าประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่เหนือจดใต้จากดอยอินทนนท์จนถึงฝั่งทะเลทั้ง ๒ จนถึงจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี มีภูเขาสูง เราสูงไม่มากหรอกครับ แค่ไม่กี่กิโลเมตร เทียบไม่ได้กับของทางประเทศมาเลเซีย ทางเกาะบอร์เนียว หรือทางหิมาลัย ซึ่งสูงปีละ ๑ เซนติเมตรหรือกว่า เราจะมีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างไรบนฐานเศรษฐกิจ ภาษาอังกฤษที่ผมนํามาเขียนไว้ตรงนี้เป็นพระราชดํารัสที่แปลเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปี ๒๔๕๓ ปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ ภาษาอาจจะเก่าไปนิด เพาเวอร์ แอนด์ โพรสเพอริตี เรสต์ วิท จุด จุด จุด (Power and prosperity rest with…) ผมไม่บอก ด้านหลังจะบอกไว้ให้ ความสําคัญ ความเข้มแข็ง อํานาจ ความสมบูรณ์ ทรงตรัสไว้เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว ที่บริเวณเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ (World Trade Center) ที่ถูกเผาเมื่อหลายปีก่อน ตรงนั้นคือ บริเวณพระราชวังที่สําคัญ ถัดไปครับ ความมั่งคั่ง ความมั่นคง และความยั่งยืน อันนี้ ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนและท่านสมาชิกทุกท่านว่าเรามีหน้าที่ในการส่งต่อทรัพยากร ซึ่งถือว่าเป็นมรดกของชาติที่ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่อย่างไรจะมีภาพฉายให้ดู เนชันนัลเฮอริเทจ (National Heritage) ที่เราพูดกันที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ตรงนี้ยิ่งใหญ่มหาศาล เชื่อมโยง และเก่าแก่ และเป็นดึกดําบรรพ์อย่างไร ผมจะฉายสไลด์ (Slide) ให้ทุกท่านได้ทราบ มี ๓ หัวข้อที่ผมจะพูดในวันนี้เป็นการพูดนํา รายงานทั้งฉบับที่ได้แจกท่านผู้ทรงเกียรติไปแล้วเป็นรายงานมีทั้งภาคผนวก ซึ่งจะมารายงาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่านด้วยกัน ๓ เรื่องนี้จะพยายามตีกรอบให้อยู่ในเวลาไม่เกิน ๑๕ นาที หรือ ๑๐ นาทีกว่า ๆ
เรื่องที่ ๑ ก็คือความจริงตามธรรมชาติ ซึ่งทุกท่านที่เป็นผู้บริหารของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น คสช. รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวง อธิบดีกรม หรือคนไทยทั้งหมด ต้องทําความเข้าใจ นี่คือไทยครับ นี่คือเนชันนัลเฮอริเทจ (National Heritage) นี่คือมรดก ของเราที่อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่แค่ ๑,๐๐๐ ปี ๘๐๐ ปีที่เราทราบกัน มันไกลกว่านั้นและยิ่งใหญ่มาก
เรื่องที่ ๒ ก็คือผมจะตีกรอบความคิดสั้น ๆ อยู่แค่พระวิสัยทัศน์ของในหลวง รัชกาลต่าง ๆ ในราชวงศ์จักรีที่ผมสัมผัสได้ จนกระทั่งมาถึงเรื่องของการที่ได้รัฐธรรมนูญมา แล้วก็มีมาตราต่าง ๆ ๗ ฉบับของรัฐธรรมนูญซึ่งท่านก็เห็นแล้วว่าเล่มเหลือง ๆ ที่เรารับแจกกัน ไปนั้นอ่านแล้วมันสนุกดี ที่สําคัญก็คือแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ การทรงงานของพระองค์ท่าน ท่านตรัสแนะนําไว้ว่าเราต้องดู ทํางาน หรือปฏิบัติแบบภาพรวมเป็นองค์รวม ภาษาอังกฤษว่าโฮลิสติกแอปโพรช (Holistic Approach) เป็นภาพรวม ดังนั้นในสถานภาพของความเป็นผู้อาวุโสหรือผู้ใหญ่ผมคิดว่า น่าจะมองภาพรวมของเรื่องนี้ออกบ้างตามสมควร ดังนั้นความจริงทางธรรมชาติของสุวรรณภูมิ ผมอยากจะเรียนกับท่านอย่างนี้ว่ามิได้ชวนท่านไปท่องอวกาศ แต่ต้องการอยากจะเรียนท่านว่า ที่ผมเคยพูดตรงนี้ว่าเราพบดาวแทรปพิสต์-วัน (TRAPPIST-1) แต่ท่านทราบไหมว่าเดินทางด้วย ความเร็วแสง ๓๐ ปีท่านไปไม่ถึงหรอกครับ ภาพถัดไป ภาพนี้จะเป็นการชี้ชวนให้ท่านเห็น ภาพรวม ๆ ของไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ที่อยู่บนโลกนี้อย่างง่าย ๆ ที่สุดในแผ่นเดียว มุมซ้ายสูงสุดอันนั้นคือภาพของทางช้างเผือกที่เราไม่เคยได้เห็นหรอกครับ แต่เป็นภาพ ทางจินตนาการที่เขาบอกว่าเป็นรูปแบบกงจักรมีกิ่ง เราอยู่ที่กิ่งบนเขาของทางช้างเผือกนี้ ถัดมาภาพที่ ๒ ตรงนั้นคืออาจจะเป็นดวงอาทิตย์ของเรา ระบบสุริยะของเรา ถัดมาก็คือ กลุ่มสมาชิกของดวงอาทิตย์ดวงนี้ที่เราอยู่ ถัดมาก็คือโลกที่เรามองเห็นจากดวงจันทร์ ถัดมาภาพล่างทางขวาที่อยู่ในภาพใหญ่นั่นคือประเทศไทย ผมพยายามปูภาพอย่างนี้ ขออภัยนะครับ บางท่านอาจจะเรียนมามากแล้วรู้มากกว่าผมด้วยซ้ําไป แต่ท่านที่อาจจะไม่ทราบ ผมขอนําภาพให้เข้าใจอย่างนี้ จากนั้นมาดูซ้ายล่าง เรากลับมาลึกขึ้น ๆ จนมาดูที่ใบไม้ สักใบหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง เราจะเห็น มีเซลล์กลม ๆ ข้างล่าง ในเซลล์มีอะไรครับ มีพันธุกรรมอยู่ที่เป็นเส้นสายเป็นภาพโบราณ ๑๐ ปีที่แล้วที่นาซา (NASA) ปล่อยออกมา ถัดไปทางขวามือก็โครงสร้างของพันธุกรรมที่เรียกว่าดีเอ็นเอ (DNA) แล้วก็ละเอียดขึ้น ๆ อันนี้ เป็นภาพที่บอกว่าคือความจริงตามธรรมชาติ ขอภาพถัดไป ขออภัยนะครับ อาจจะลึก อาจจะตื้นไปตามภูมิปัญญาของท่าน ขอย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ภาพบนสุดนั้นเมื่อ ๖๐๐ ล้านปีที่แล้ว ผมไม่ได้พูด ๓,๐๐๐ ล้านปีนะครับ ๓,๐๐๐ ล้านปีคือวันที่หรือเป็นที่เกิดการเก็บคาร์บอน ในอากาศที่เราหายใจ แต่เราไม่อยู่ตอนนั้น นํามาผสมกับน้ําที่ถูกแสงอาทิตย์บังคับให้แบ่งตัว เกิดเป็นคาร์โบไฮเดรต เป็นแป้ง เป็นข้าว เป็นอะไรไปให้เรากินมาถึงทุกวันนี้ ๓,๐๐๐ ล้านปี แต่ผมไม่พูด ผมพูดแค่ยุคก่อนจูราสสิกพาร์ก (Jurasic Park) ให้ฟัง ๖๐๐ ล้านปีที่แล้วแผ่นเปลือกโลกทั้ง ๗ แผ่นอยู่กลุ่มเดียวกัน เรียกว่าแพนเจีย (Pangaea) ภาพกลางนั่น จะเห็นว่ามีทวีปต่าง ๆ เกาะติดกันเยอะแยะ ถ้าท่านจะถามค่อยถามนอกรอบว่า รู้ได้อย่างไร มาถึงภาพขวามือสุดเป็นปัจจุบันของเราทุกวันนี้ ติ่งของประเทศไทยเป็นติ่งของ คาบสมุทร ทําไมยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าเราอยู่บนบริเวณที่ห่างจาก ๑,๐๐๐ กิโลเมตร จากบริเวณที่เรียกว่าแถบภูเขาไฟ หรือริง ออฟ ไฟร์ (Ring of Fire) ริง ออฟ ไฟร์ (Ring of Fire) อยู่ตั้งแต่เพลตฟิลิปปินส์ (Plate Philippines) เพลตแปซิฟิก (Plate Pacific) ชิ้นของออสเตรเลียที่ดันเข้ามาทําให้เทือกเขาหิมาลัยสูงขึ้นปีละ ๑ เซนติเมตร ผมเรียนอย่างนี้ว่าแผ่นดินนี้เป็นติ่งที่ห้อยติดตามกันมาตลอดเวลา เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เรามีคลื่นสึนามิเกิดขึ้นเพราะว่าแผ่นดินที่เป็นของไทยทางใต้รอยเลื่อนเยอะ มันขยับอย่างแรง เกิดคลื่นสึนามิออกไปแล้วบังเอิญว่าคลื่นหักมาทางเราจากอาเจะฮ์ ท่านไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเกรงใจ หรือมองว่าผมเป็นคนไม่ค่อยปกติก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านว่าพระธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งท่านมิ่งขวัญก็เคยเป็นคนที่นั่น ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ๑,๗๐๐ ปีที่สร้างพระธาตุริมทะเล แต่ตอนนี้พระธาตุ ห่างจากทะเล ๘๐ กิโลเมตร การเกิดคลื่นสึนามิครั้งที่แล้วแผ่นดินขยับขึ้นมาบางแห่ง ๑๐ เซนติเมตร บางแห่ง ๒ เซนติเมตร มีรอยเลื่อนเบียดกันมากขึ้น ทําไมครับ เพราะเหตุนี้ แผ่นดินถึงสูงขึ้น การที่บางคนออกมาพูดว่าแผ่นดินต่ําลง หายไปนั้นไม่ใช่ครับ การที่แผ่นดินสูงขึ้น ทรัพยากรมีมากขึ้น ชีวภาพมีมากขึ้น สิ่งนี้เป็นประโยชน์กับเราครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพิสูจน์ ให้ทุกท่านทราบก็คือว่าทุกคนคงรู้จักหลวงพ่อทวด ขออนุญาตไปไกลนิดหนึ่ง ไม่ไกลครับ ๓๐๐ ปีเอง ท่านเดินทางมาเรียนที่กรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสําเภา นักวิชาการบางท่านคงรู้จัก เกาะแทนทาลัมอยู่ที่ไหน เกาะแทนทาลัมอยู่ที่หน้าจังหวัดสงขลา หน้าจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ตอนนี้เกาะแทนทาลัมหายไปไหนครับ หายไปเพราะว่าแผ่นดินสูงขึ้นปีละ ๑ เซนติเมตร สุดท้ายเกาะที่เคยบังเรือสําเภา เรือกลไฟในช่วงหน้ามรสุมหายไป หลวงพ่อทวดต้องอาศัย เรือสําเภาพวกนี้ขึ้นมาเรียนที่กรุงศรีอยุธยา แต่เกาะหายไปไหนครับ แผ่นดินมันสูงขึ้นตาม เพลตเทกโทนิกส์ (Plate Tectonics) ของภาพขวามือตรงกลางนี้ มันดันขึ้น ๆ เราจึงมี แผ่นดินมากขึ้นมั่นใจได้เลย อ่าว ก นี้หายแน่ ๑,๐๐๐ ปีข้างหน้า ผมพูดยาวไปนิดต้องขออภัย ต้องปูพรมครับ ถ้าไม่ปูพรมจะไม่เข้าใจว่าความยั่งยืนของเราอยู่ตรงนี้ คําว่า ทะเลสาบสงขลา คําว่า แม่น้ําปากพนัง เกิดขึ้นในช่วงประมาณ ๒๐๐ ปีกว่า ความสูงของแผ่นดินเอาน้ําออก ก็กลายเป็นทะเลสาบไป นี่คือเหตุการณ์ ดังนั้นการที่เราบอกว่ามีชายทะเลฝั่งตะวันตกแค่ ๒๐๐ ไมล์ทะเล ไม่เป็นไรครับ เรือดําน้ําดําได้ลึกขนาดนั้น ผมส่งเสริมนะครับ อย่างน้อยมารีน่า ของภูเก็ตรองรับเรือยอร์ชหรู ๆ ได้สบายมากเลย ไม่ต้องพูดถึงเศรษฐกิจชีวภาพเลยครับ เราต้องมองภาพให้ไกล มองให้ยิ่งใหญ่ อนาคต ๑๐,๐๐๐ ปีข้างหน้าถ้าเรายังไม่ไปไหน ผมว่า ไม่ไปไหนหรอกครับ ให้สหรัฐอเมริกาเขาไปเถอะ เราคงอยู่เท่านี้ละครับ ผ่านไปสัก ๑,๐๐๐ ปี ๑๐,๐๐๐ ปี แม่น้ําเจ้าพระยาอาจจะยาวมาถึงจังหวัดชุมพรด้วยซ้ําไป แผ่นดินจะสูงขึ้นด้วยซ้ําไป นี่เป็นคําพูดผมคนเดียวนะครับ ถัดไปครับ กลับมาที่เรื่องสําคัญครับท่านประธาน ต้องขออภัย ท่านประธาน วันนี้ได้พูดอย่างนี้ผมสบายใจ อย่างน้อยได้จบหน้าที่ของความเป็นคนไทย ในสายวิทยาศาสตร์ ภาพนี้สําคัญที่สุด เราเสียกรุงศรีอยุธยามา ๒ ครั้ง ไม่ใช่เพราะว่า ต้องการเงินทองหรือครับ แต่ทุกคนลุกอีสต์ (Look East) เพื่อที่จะมายึดทรัพยากร ดูสิครับ ทรัพยากรของประเทศไทยที่ติดมานี้สีแดงนั่นละครับ เรามีความหลากหลายทางชีวภาพ ของโลกอันดับ ๘ ท่านประธานก็ได้เกริ่นมาตลอด อันดับ ๘ สําคัญอย่างไร สําคัญกับปัจจัย ๔ ที่เรามีอยู่ เห็นไหมครับ ตั้งแต่ติดประเทศเนปาลขึ้นมา มณฑลยูนนานของประเทศจีน แคว้นเมกะลายา แคว้นนากาแลนด์ แคว้นอัสสัมของประเทศอินเดีย ทางเหนือรัฐฉานต่อไปเวียดนาม ต่อไป สปป. ลาว แล้วมาไทย ลงไปทางใต้ ท่านทราบไหมครับว่า โฮโมเซเปียนส์ (Homo-sapiens) อย่างพวกเราหรืออาจจะมียีน (Gene) ของนีแอนเดอทัล (Neanderthal) อยู่ด้วยบางส่วน เรามาอยู่ตรงนี้กี่ปีทราบไหมครับ ทางประวัติศาสตร์ โฮโมเดนิโซวาน (Homo Denisovan) โฮโมนีแอนเดอทัล (Homo Neanderthal) มาอยู่ตรงนี้ ก่อนเรา แต่เรามาอยู่ที่นี่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ปี แล้วก็ไปยึดทางอเมริกา ไม่ใช่คอเคเซียน (Caucasian) แต่เป็นพวกมองโกลอยด์ (Mongoloid) อย่างเรา เรามาอยู่ตรงนี้ ท่านทราบไหมว่า เราพัฒนาสิ่งมีชีวิตให้เป็นอาหารคือข้าว แคว้นโอริสสาจึงเป็นชื่อของข้าว สมัยพระพุทธเจ้า คําว่า โอ คือโภชนะ คําแปลเป็นอย่างนั้น เห็นไหมครับ เราจะหาแผ่นดินไหน เราจะไป บราซิลหรือไปชิลีหรือ ไปเม็กซิโกหรือ หรือไปที่แถวภูเขาคอเคเซียน (Caucasian) ที่กั้นระหว่างอิหร่านกับรัสเซีย ไม่ใช่หรอกครับ ไม่มีใครปฏิเสธว่านี่แหล่งชีวภาพที่ยิ่งใหญ่ ของประเทศไทยเต็มเลยครับ เมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ต่อไปถ้าแผ่นดิน มันสูงขึ้นจริง อาเจะฮ์คงจะยึดเชื่อมโยงไปจนถึงย่างกุ้ง ความหลากหลายเกิดขึ้นทุกวัน ท่านทราบไหมว่าอุกกาบาตที่ตกเข้าสู่โลกของเราไม่ได้มาจากก้อนหินแร่ธาตุ มันนําเอา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ายีน (Gene) หรือพันธุกรรมติดมาด้วย ไม่มีใครปฏิเสธ มีสิ่งที่ปรากฏชัด เป็นหลักฐาน พันธุกรรมเหล่านี้ตกเข้ามาแล้วก็กระจายไปอยู่ในสิ่งมีชีวิต นักวิชาการถึงกับพูดว่า เมื่อ ๒๐๐,๐๐๐ ปีที่แล้วคนที่เกิดขึ้นที่แอฟริกาไม่ได้พูดนะครับ ส่งเสียงแบบสัตว์ทั่ว ๆ ไป แต่เกิดพลิกผันอย่างแรงส่งเสียงสื่อสารได้ มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม พันธุกรรมเหล่านี้ลึกซึ้งมาก พันธุกรรมก็คือชีวภาพ หนังสือที่ฝรั่งเขามองเรา เขาเรียกเราว่า แครเดิล (Cradle) โกลเดน แครเดิล ออฟ มิลเลียนแนร์ (Golden Cradle of Millionaire) เห็นไหมครับ คําว่าครัวโลก จิ๊บจ๊อยแล้ว โกลเดน แครเดิล (Golden Cradle) แหล่ง อู่ เพราะฉะนั้นคําว่าสุวรรณภูมิชัดเจนมาก ชัยภูมิตรงนี้เป็นสุวรรณภูมิที่สําคัญ เป็นแหล่งชีวภาพ ที่สําคัญ ผมขออนุญาตทุกท่านทําความเข้าใจอย่างนี้แล้วได้สบายใจครับ นี่ก็คือความยั่งยืน ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทีนี้มาดูพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายพระองค์ของประเทศไทย ความหลากหลายในภาพนี้ ท่านประธานวิวัฒน์ก็ได้พูดถึง ความเสียหายของไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ของประเทศไทย ความยั่งยืน ความอุดมสมบูรณ์ ลุ่มน้ําของแผ่นดินไทยตามแผนที่ประเทศไทยที่เห็น ๗-๘ ลุ่มน้ํา เรามีเยอะแยะเลย เมื่อสักครู่ผมก็ประมาณสถานการณ์ไว้แล้วว่า ๑,๐๐๐ ปีข้างหน้า แม่น้ําเจ้าพระยาคงยาวไปเกินอ่าว ก แน่นอน ไม่ต้องห่วงเรื่องสตอร์มเสิร์จ (Storm Surge) อะไรทั้งหลาย เป็นกระแส เป็นช่วงฤดูกาล แต่แผ่นดินที่สูงขึ้น ๆ จะทําให้มีแผ่นดินไทยมากขึ้น ไม่อย่างนั้นไม่เกิดทะเลสาบสงขลาขึ้นมา แหล่งน้ําเหล่านี้สร้างความเจริญรุ่งเรือง เราได้รับ ทรัพยากรที่ดีมาก ผมจึงบอกว่านี่คือเนชันนัลเฮอริเทจ (National Heritage) ของประเทศไทย ถัดไปครับ คําจํากัดความง่าย ๆ ที่ท่านสามารถอ่านแล้วเข้าใจเลย ชีวภาพไลฟ์ (Life) อันนี้ไม่ใช่ของผม เป็นของนาซา (NASA) ที่เขียนขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ที่สุดให้ทุกคนเข้าใจ มีใครไม่รู้จักดาร์วินบ้างครับ คนแก่หัวล้านผมยาว แล้วก็พูดอย่างนี้ แต่เขาไม่ได้พูดประโยคนี้ ประโยคนี้นาซา (NASA) กําหนดขึ้นมาว่า ชีวภาพก็คืออิส อะ เซต ออฟ เคมีคัลส์ แดต แคพาเบิล ออฟ ดาร์วิเนียน อีโวลูชัน (Is a set of chemicals that capable of Darwinian evolution) กฎดาร์วินมีหลายข้อ การที่เพิ่มปริมาณตัวเองได้อย่างดีเอ็นเอ (DNA) เป็นเรื่องของดาร์วิน โมเลกุลเดียวถ้าเพิ่มปริมาณได้ ดูพลิเคต (Duplicate) ตัวเองได้ สร้างสิ่งที่เหมือนจากตัวได้ก็คือกฎของดาร์วิน ข้อ ๑ เรามีการตื่นเต้นกันมากเรื่องพันธุกรรม โน่นนี่นั่นแล้วก็กลัวตามมาด้วย สิ่งมีชีวิตในประเทศไทยที่ผมเรียนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเล็กน้อย ใหญ่โต สัตว์ พืช เป็นพันธุกรรม เกิดขึ้นตามพันธุกรรม มิเช่นนั้นวันนี้ผมกินข้าวโพด พรุ่งนี้เช้าผมก็เป็นข้าวโพด ไปแล้ว ไม่ใช่ครับ ยีน (Gene) หรือพันธุกรรมก็คือสิ่งมีชีวิตที่เป็นตัวกํากับสิ่งมีชีวิตให้ไปสร้าง ให้ไปทําหน้าที่สิ่งมีชีวิตตามพันธุกรรมของเขา ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ตามภาพ เมื่อสักครู่จึงเป็นภาพนั้น ภาพข้างล่าง ๓ ภาพเรียงให้ดูเป็นภาพที่หยาบ ๆ เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ให้เห็นโครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA) ภายในสิ่งมีชีวิต ของเราก็เป็นอย่างนี้ แต่เรา ๒๓ คู่ ข้าวมี ๑๒ คู่ ข้าวโพดมี ๒๐ กว่าคู่ หมู หมาก็มีเป็นคู่ ๆ ทั้งนั้น แต่ตัวหลัก ๆ ก็คือขวามือ มันจะเรียงตัวอย่างไรตามภาพกลางไม่สําคัญ อยู่ที่ภาพขวามือ ภาพขวามือมีสารเคมีอยู่ ๔ ตัว เอทีซีจี (ATCG) ตัวย่อของมัน เอทีซีจี (ATCG) จะจับคู่กันอย่างไรต้องเป็นคู่เสมอ ผมก็เลยประเมินให้ฟังว่าโครโมโซมของข้าวที่มียีน (Gene) มีดีเอ็นเอ (DNA) อยู่ ถ้าพิมพ์คําว่า เอทีเอที (ATAT) ซีจีซีจี (CGCG) ไปเรื่อยทุกลักษณะของข้าว ๑๒ โครโมโซม สามารถเรียงตัวพิมพ์ไปทั่วกระดาษเอ ๔ (A4) เรียงไปวิ่งไปกลับดวงจันทร์และโลก เยอะไหมครับ นี่คือความหลากหลายทางชีวภาพที่เรามีอยู่ เราเป็นแหล่งกําเนิดของพืชพันธุ์เยอะมาก สัตว์เยอะมาก สิ่งมีชีวิตเยอะมาก ถัดไปครับ เราต้องการจะสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ท่านนายกรัฐมนตรีมองไว้แค่ ๒๐ ปีตามโรดแมป (Roadmap) ตามยุทธศาสตร์ ที่คณะกรรมาธิการหลายชุดกําลังทําอยู่ ความจริงตามธรรมชาติขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมเล่ามา ทั้งหมด ถัดมาก็คือความเจริญรุ่งเรือง ความมีวิสัยทัศน์ของในหลวงหลายพระองค์ ภาพถัดไป เห็นไหมครับ กรุงเทพฯ มีคน ๗๐๐,๐๐๐ คน คิดเสียว่าวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ท่านเสด็จมาเปิดงานกสิกรรมแลพาณิชยการ ภาษาเก่าครับ กสิกรรมแลพาณิชยการ ครั้งที่ ๑ หลังจากที่ท่านเสด็จกลับจากต่างประเทศ ทรงเห็นว่า เอกซ์โพซิชัน (Exposition) ที่จัดที่เยอรมนี ที่ฝรั่งเศสใหญ่โตยิ่งใหญ่ ท่านจึงกลับมาจัดงานนี้ แสดงศักยภาพให้เห็นว่าประเทศไทยมีชีวภาพเยอะมากเลย ในขณะเดียวกัน ก็แสดงความก้าวหน้าทางวิชาการ เป็นรถยนต์ เป็นเครื่องยนต์ ไฟฟ้า มีการนําไฟฟ้า มีการนําน้ําแข็งมาแสดงในวันนี้ด้วย บริเวณที่เรียกทุกวันนี้คือเวิลด์เทรด (World Trade) ห้างเซนข้างประตูน้ํา ตรงนั้นเดิมคือพระราชวังของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ คราวน์ปรินซ์ (Crown Prince) องค์ที่ ๑ ในสมบูรณาญาสิทธิราช นี่คือบ้านเมืองเรา ความเจริญรุ่งเรือง มาจากพระวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ ที่ผมพยายามเล่าให้ฟังก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองเกิดขึ้นจากความคิดที่กว้างไกลของในหลวงของเรา ท่านตรัสยาวมาก ๒ หน้ากระดาษของหนังสือเล่มนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ท่านมองทะลุว่าประชากรของประเทศไทย ตอนนั้นแค่ ๑๐ ล้านคน แต่สามารถเจริญรุ่งเรือง ใคร ๆ ก็อยากจะมายึด ฝรั่งเศสก็จะมายึด พระองค์ท่านประทับอยู่ ตามรูปนี้จะเห็นว่าท่านทรงประทับยืนอยู่กับคราวน์ปรินซ์ (Crown Prince) องค์ที่ ๒ คือพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนภาพซ้ายมือนั้นเป็นตราประจําพระองค์ ของพระราชโอรสที่สําคัญ ๆ ๙ พระองค์ท่านไปดูเอง นี่คือความยั่งยืน ท่านตรัสวันนั้นยาวครับ ผมตัดเอาสั้น ๆ บังเอิญว่าภาษาไทยแปลว่าสมบูรณ์และอํานาจ แต่ผมไม่ได้เอาภาษาไทยมาให้ เอาภาษาอังกฤษที่เขาแปลไปพิมพ์ที่อังกฤษมา เพาเวอร์ แอนด์ โพรสเพอริตี เรสต์ วิท อะ เนชัน แดต อิส เอฟฟิเชียนต์ อิน อะกริคัลเจอร์ แอนด์ คอมเมิร์ซ (Power and prosperity rest with a nation that is efficient in agriculture and commerce) ยาวครับ ท่านย้ําหลายตอนว่านี่คืออํานาจของประเทศ ชีวภาพคืออํานาจของประเทศ ผมขออภัย ที่ใช้เวลาของที่ประชุมไปเยอะ แต่ก็จําเป็นต้องพูดว่านี่คือความมั่งคั่ง ความมั่นคง ความยั่งยืนของประเทศ ชีวภาพเป็นฐาน มีอย่างอื่นไหมที่ท่านจะหามาทดแทนชีวภาพได้ ท่านบอกว่าท่านมีโน้ตบุ๊ก (Notebook) ท่านมีคอมพิวเตอร์ ท่านมีโทรศัพท์มือถือ ท่านมี รถยนต์ ท่านมีสารพัดเรื่อง ผมเรียนถามท่านตรงนี้เหมือนเมื่อเช้าที่ผมถามทางวิทยุไปว่า พี่น้องครับ โรงงานอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ในประเทศไทยมีมากี่สิบปี มากกว่า ๕๐ ปี มีพิมพ์เขียวที่เป็นไอพี อินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี (IP Intellectual Property) หรือเป็น สิทธิบัตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ยิ่งใหญ่ของเราบ้างไหมครับ ทุกคนก็คงต้องตอบว่า ไม่มีหรอก ถึงมีก็ล้ําสมัยเพราะเทิร์นคีย์ (Turnkey) ตลอดเวลา แต่ชีวภาพของเราอยู่ด้วยแผ่นดินนี้ การศึกษา ค้นคว้า วิจัย โดยนักวิชาการจะช่วยทําให้เกิดสิทธิบัตร เกิดทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมา เพื่อรองรับปัจจัยสี่เรื่องอาหาร ความเป็นครัวโลก ความยิ่งใหญ่ของชาติไทย ทํามาค้าขายได้ อย่างที่ในหลวงได้ทํามาให้เห็น จะเห็นว่าผมนํารายพระนามมาเพียงบางพระองค์ องค์ที่ ๑ เราก็ยอมรับชัดเจนว่าการค้าขายโดยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วก็ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทําให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง มีทรัพย์ มีคลังมหาสมบัติเยอะมาก รัชกาลที่ ๔ มีความเจริญทางวิทยาการ รัชกาลที่ ๕ มีความสําคัญ เกิดขึ้นในยุคนี้ซึ่งได้กล่าวไปแล้วเยอะมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา แต่ต้องเข้าใจว่าคนไทย ไม่พร้อม รถไฟเข้ามาก่อนเพื่อนในเอเชีย (Asia) ทุกวันนี้เป็นอย่างไร เราต้องเทิร์นคีย์ (Turnkey) ใหม่ทุกที แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ที่รถไฟทําอยู่ไม่เคยเช็ด รถสีขาวกลายเป็นรถสีเหลืองไปเพราะเขาไม่สนใจ เขารู้แต่ว่าเขาจะเทิร์นคีย์ (Turnkey) อย่างเดียว เราไม่ต้องเอ่ยกันมากว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านมีโครงการเยอะมากมาย พระราชดําริ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ ยิ่งใหญ่ ดูแลจนกระทั่งดินเป็นวันดินโลกไปเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ดูแลน้ําให้พวกเรามีน้ํามาปั่นไฟฟ้า น้ําใช้ น้ําเพื่อการเกษตร ดูแลพืชพันธุ์ธัญญาหาร ปี ๒๕๐๒ ทรงปลูกยางนา ในช่วงเวลาถัดมา ก็ดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เรื่องพันธุกรรม จนกระทั่งส่งต่อมาทาง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เกิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ตอนนั้นก็มองพันธุกรรมของความหลากหลายที่มีอยู่มากมาย พระองค์ท่านเสด็จรู้หมด ว่าอยู่ที่ไหน มีอะไรบ้าง พันธุกรรมสําคัญที่สุดช่วงนั้นยังไม่ตื่นเต้นเลย แต่พระองค์ท่าน มองไกลไปแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มองไกลหลายเรื่องเลย ผมเคยเรียนให้เพื่อน ๆ ฟังว่า แม้แต่เรื่องพลังงานที่ผมติ่งไว้ทุกสไลด์ (Slide) ว่าพลังงานจิ๋ว เป็นพระวิสัยทัศน์ของท่านหมดเลย ดวงอาทิตย์จิ๋วอย่างนี้ การมองไกลของพระองค์ท่านอยู่ในศาสตร์พระราชาซึ่งต้องถ่ายทอด ไปเป็นหลักสูตรความสําคัญของพระวิสัยทัศน์ของในหลวงทุกพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญที่มีหลายมาตราดีมาก พระองค์ท่านก็เกี่ยวข้องกับทางการเกษตร อะไรมากมาย ก็มาจากฐานชีวภาพครับ หลักการทรงงานที่ผมนํามาฉายให้ดูทุกท่านก็คงเคยเห็น บุ๊กเล็ต (Booklet) ฉบับนี้เล็ก ๆ มีข้อมูลมากมาย ผมยกมาให้แค่ ๒ เรื่อง คือ การมองอย่างภาพรวม และการมองอย่างภูมิสังคม ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) หรือชีวภาพต้องมองอย่างนี้ อาคารที่เห็นนี้เป็นอาคารวชิรานุสรณ์ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ผมสร้างไว้ เพื่อเทิดพระเกียรติในกิจกรรมที่ในหลวงรัชกาลปัจจุบันท่านได้ทํางานด้านภาคเกษตรให้กับ พี่น้องชาวนาชาวไร่มากมากบนฐานไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) สุดท้ายนะครับ ผมขออนุญาตที่ภาพนี้ไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต แต่เนื่องจากอยู่ในเว็บไซต์ (Web Site) โฆษณาอยู่แล้วจึงนํามาให้ชมกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับสีทองเหลืองอร่าม ที่อยู่ข้างล่างนั้นเป็นฉบับที่พระราชทานมาเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคมที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับ ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) อย่างไร เริ่มต้นเลย เริ่มต้นเลย มาตรา ๔๓ เป็นเรื่องสิทธิ หน้าที่ของประชาชนไทย เราจับเรื่องไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) นี้ขึ้นมาโดยคําแนะนําของท่านคุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ซึ่งนั่งอยู่บนนี้ เราตื่นเต้นมาก อยากทําแต่เราไม่รู้จะเริ่มอย่างไรท่านก็เริ่มต้นให้ เป็นสิทธิและหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ สิทธิของประชาชนไทยทุกคนต้องทําหน้าที่อนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม ภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม จารีต ประเพณี วรรคสอง มีสิทธิในการจัดการบํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ย้ํานะครับ ชัดเจนมากเลย ให้สมดุล ยั่งยืน ก็ตรงตามที่ผมได้เกริ่นมาทั้งหมดว่ายั่งยืน ถาวร สถาพร วิวัฒนาถาวร เป็นเรื่องเดียวกันนะครับ เราไม่ยึดความเข้าใจเหล่านี้เป็นขั้น ๆ อย่างที่ผมเคยเกริ่นนําไปแล้วก็จะหลงทาง ถัดไปอีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๕๗ อันนี้เป็นหน้าที่แห่งรัฐ หมวดหน้าที่ ข้อนี้อยู่ในวรรคสองรัฐต้องทํา ๑. ผมไม่เอ่ยนะครับ ท่านอ่านเอง ๒. รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริการ บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ผมสบายใจมากที่มานั่งเป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้และผลักดัน สวนช. มีส่วนทําให้รัฐธรรมนูญเขาร่างมา ลักษณะนี้ ผมสบายใจว่าเราเดินไม่ผิด เดินไม่หลงทาง ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล ยั่งยืน เห็นไหมครับ เวิร์ดดิง (Wording) ชัดหมด โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์ เขาเป็นเจ้าของ เดี๋ยวดอกเตอร์พรชัย จะมาเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นเจ้าของในพื้นที่ เขาดูแลทรัพยากรชีวภาพแม้แต่เคมีก้อนหนึ่ง เม็ดหนึ่ง จุดหนึ่ง เขาเป็นเจ้าของ นี่คือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเนชันนัลเฮอริเทจ (National Heritage) ของเรา เพราะฉะนั้นการที่ออกกฎหมายบัญญัติอะไรออกมาต้องระวัง เพราะรัฐมีหน้าที่อย่างนี้ ถัดไปคือมาตรา ๕๘ แต่เป็นวรรคสาม ในการดําเนินการต่าง ๆ ของหน่วยไหนก็ตาม แต่ที่ขออนุญาตเพื่อให้ได้สิทธิ เพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตหรืออะไร ก็แล้วแต่ของธรรมชาติต้องระวัง ให้ดําเนินการอย่างระมัดระวัง ต้องมีการดูความกระทบ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และต้องดําเนินการให้มีการเยียวยา ความเดือดร้อนด้วย ถ้าเขาบอกว่าต้นไม้นี้ของฉันและเป็นต้นที่มีเอกลักษณ์พิเศษอย่างนี้ คุณมาทําลาย คุณทําความเสียหาย สร้างอะไรมาทับไว้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพันธุกรรมชุดนี้ ต้องชดใช้ ต้องมีกฎหมาย ผมบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ท่านอาจารย์มีชัย ร่างออกมาพร้อมทีมงาน สุดยอดมากเลย ไม่ว่าจะเรื่องจริยธรรม เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องน้ํา เรื่องคลื่น เรื่องอะไรทั้งหลายมีหมด เป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ เลย เป็นรัฐธรรมนูญที่ทันสมัย มากเลย มาตรา ๖๙ เป็นเรื่องที่ผมพูดมาตลอดว่าเราจะต้องสนับสนุน ส่งเสริม วิจัย พัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทางด้านต่าง ๆ ทุกแขนงวิชาให้เป็นนวัตกรรม เพื่อความแข่งขัน ทําไมจะแข่งขันไม่ได้ครับ ถ้าชาวบ้านบอกว่าพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนี้ เป็นประโยชน์ต่อสมุนไพร รักษาโรคนั้น โรคนี้ แล้วเราก็ขยายมัน ขายมัน ก็เป็นสิ่งที่ ไปเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สังคม และประเทศในภาพรวม ท่านจะเห็นว่า ต่างประเทศเขาเจริญอย่างนั้นเจริญอย่างนี้ จริง ๆ เมื่อก่อนเขาก็ไม่มีอะไร เขาเผาป่าหมด เขาทําลายหมดเพราะเขาใช้รถไฟ รถฟืน รถถ่านหินกัน เขาใช้ประโยชน์ของป่าหมดจนกระทั่ง เป็นป่าปลูก มีคนแซวว่าในอังกฤษหางูไม่ได้เพราะไม่มีป่าให้งูอยู่ แบล็กฟอเรสต์ (Black Forest) ของเยอรมนีก็เหมือนกัน คือการที่เราไปเห็น ไปดูมา และมีความเข้าใจบริบทของประเทศ อย่างนี้เราจะมีความชื่นชมว่าเดินถูกทาง เราอยู่ตรงนี้ เรามีวิสัยทัศน์อย่างนี้ แล้วเรามี รัฐธรรมนูญอย่างนี้ ผมจึงมีความมั่นใจว่าวันนี้เป็นวันที่มีความสุขและท่านก็ต้องมีความสุขด้วย ทีมงานจะมาอธิบายให้ฟัง ที่สําคัญอีกข้อหนึ่ง พี่น้องประชาชน ชาวบ้าน หรือเกษตรกร ทั่วประเทศต้องรับรู้ว่าในหมวดนโยบาย มาตรา ๗๓ นี้เป็นเรื่องของพี่น้องการเกษตร โดยเฉพาะเลย กสิกรรมทุกรูปแบบ ผมอ่านช้า ๆ นะครับ ผมชอบมาก มาตรา ๗๓ รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้ เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัชกาลที่ ๕ ตรัสไว้ เพาเวอร์ แอนด์ โพรสเพอริตี เรสต์ วิท อะ เนชัน แดต อิส เอฟพิเชียนต์ อิน อะกริคัลเจอร์ แอนด์ คอมเมิร์ช (Power and prosperity rest with a nation that is efficient in agriculture and commerce) แต่ ๒ กระทรวงนี้ยังไม่ขยับเขยื้อน บรรทัดที่ ๒ ให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณ และคุณภาพสูงที่ต้องการการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ํา และสามารถแข่งขันในตลาดได้ ทําไมจะแข่งขันไม่ได้ เราปลูกได้ ๑ ปี ๓ ครั้ง พูดถึงข้าวอย่างเดียว เราพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทํากินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น ๆ อันนี้แค่ มาตรา ๗๓ มาตราเดียว เกี่ยวข้องกับฐานการเกษตรคือการเป็นอาหารปัจจัยที่ ๑ ภาพถัดไป อันนี้เป็นหมวดเฉพาะเรื่องการปฏิรูป หมวด ๑๖ มีหลายข้อ แต่ข้อ ฉ เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพเต็ม ๆ เลย ทั้งหมวด ฉ และหมวดอื่น ๆ ผมไม่เสียใจเลยถึงแม้ผมจะถูกจัดมาอยู่ในซับเซต (Subset) ของการศึกษา เพราะผมช่วย ในเรื่องสเต็ม (STEM) ได้เต็ม ๆ ผมช่วยในเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาการได้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นกรรมาธิการชุดใหญ่ ๆ แต่เราทํางานได้เพราะทีมงานเราเป็นผู้อาวุโส ที่มีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ดีมาก ท่านวิวัฒน์เข้าใจผมตลอด ท่านเป็นคนหัวก้าวหน้า ดังนั้นเรื่องด้านเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่งานชีวภาพในวันนี้จะไปรองรับ ท่านลองฟังดูว่า ทีมงานของผม ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๓ ท่านและท่านรองประธานจะได้ช่วยอธิบายว่า ๓ ภาพ ที่ผมฉายให้ดูกับ ๖ แนวทางในการปฏิรูปเป็นอย่างไร เราจะไม่พูดรายละเอียดว่าน้ําอย่างไร ดินอย่างไร ไม่พูดเพราะว่าเป็นรายละเอียดที่จะไปกระทบกับคนนั้นคนนี้ แต่ส่วนนี้ยืนยันว่า เป็นเศรษฐกิจ มาตรา ๗๘ มาตรานี้เป็นมาตราสุดท้าย กํากับให้ทําเรื่องของมาตรา ๕๘ เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าทําไม่จบ ทําไม่เสร็จ ทําไม่สิ้น อันนี้รวมเรื่องของจริยธรรมด้วย มาตรา ๖๓ แต่ของผมอยู่มาตรา ๕๘ ถ้าทําไม่ได้ ทําไม่จบ ไม่มีมาตรการ ไม่มีหลักการ ไม่มีร่างกฎหมายให้เกิดขึ้นภายใน ๒๔๐ วัน ผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ เกี่ยวข้องพ้นตําแหน่ง ก็เขียนในรัฐธรรมนูญ ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติกันหรือไม่ มาถึงจุดนี้ ผมขอสรุปอย่างนี้ว่าวันนี้ผมมาเกริ่นนําให้พวกท่าน ให้ผู้บริหารบ้านเมือง ให้พี่น้องไทยทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา มีความมั่นใจและมีความสุขได้เลยว่าประเทศไทยจะสูงขึ้น แผ่นดินไทยจะงอกขึ้น คนที่มีป่าโกงกางงอกยาวไปเขาไม่โวยหรอกครับ แต่คนที่ถูก สตอร์มเซิร์จ (Storm Surge) ซัดเข้าบ้างเขาจะโวย แผ่นดินไทยทุกส่วนจะสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อาจจะต่ําไปบ้างบางแห่ง ลุ่มน้ําจะมีมากขึ้น ความสมบูรณ์จะยั่งยืนมากขึ้น เพราะเราโยงมาจากเทือกเขาหิมาลัย โยงไปถึงเขตศูนย์สูตร เรามีผู้ใหญ่ของบ้านเมือง โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์มีพระวิสัยทัศน์ชัดเจนมาตลอด เราจะไม่เดินตามหรือครับ รัชกาลที่ ๕ ทรงตรัสชัดเจน รัชกาลที่ ๙ ตรัสเรื่องไว้มากมาย รัชกาลปัจจุบันให้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีมาตราต่าง ๆ รองรับเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเกษตรชีวภาพอย่างมากมาย วันนี้ผมจึงขอยืนยันว่าแนวทางการปฏิรูปหรือปัญหาที่เราพบอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เป็นระบบ จึงต้องการที่จะปฏิรูป คนสําคัญที่เกี่ยวข้องก็คือ ๑. รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ท่านเป็นอดีตอธิการบดีของ มศว. เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันท่านเป็น สนช. เป็นประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ท่านจะมาเกริ่นให้ฟังว่าเราขาดบุคลากรอย่างไร บุคลากรปกป้องชีวภาพของเราอย่างไร อันนี้ภูมิปัญญาของไทย เป็นไอพี (IP) ของเรา ท่านที่ ๒ จะมาเล่าให้ฟังถึงการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนกระทั่งงานต่าง ๆ เกิดขึ้นมายิ่งใหญ่มากครอบคลุมทั้งประเทศ หลายกระทรวงร่วมมือ เราประสานงานกับกระทรวงต่าง ๆ มาตลอด เรื่องนี้ถ้าผ่านได้วันนี้ ผมก็จะต้องไปประสานงานต่อกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คนสําคัญที่เกี่ยวข้องและประสานงาน มาอย่างดีคือท่านอาจารย์เขมทัต แต่คนที่จะมาเล่าเรื่องการทรงงานของในหลวงเกี่ยวกับไบโอชีวภาพคือดอกเตอร์พรชัย จุฑามาศ อาจารย์เขมทัตเป็นนักประสานชั้นเยี่ยม เป็นเลขานุการที่ดีที่สุดของผม ท่านเป็นอดีต สปช. ทํางานทุกเรื่องทางวิทยาศาสตร์ การศึกษา ท่านรู้และเข้าใจ อย่างเช่น แทร็ก (Track) เล็ก ๆ ที่ผมติ่งไว้ ความมั่งคั่ง ความมั่นคง และยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจ ฐานชีวภาพและพลังงานดวงอาทิตย์จิ๋ว ถ้าท่านสนใจถามผมนอกรอบ ผมไม่เล่า นี่ละครับ ความยั่งยืนที่ ครม. คสช. ต้องให้ความสําคัญ สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณทีมงาน ท่านรองประธานทั้ง ๓ ท่านของผม ท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ในวันนี้ และท่านผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งท่านประธานสภา สปท. อย่างยิ่ง ขอบพระคุณมากครับ
ทางกรรมาธิการมีผู้นําเสนอต่อนะครับ ขอเชิญท่านเขมทัต สุคนธสิงห์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายเขมทัต สุคนธสิงห์ ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม ขอเรียนนําเสนอแนวทางการปฏิรูป การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ เพื่อความรวดเร็ว
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เมื่อสักครู่ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ได้ปูพื้นให้ท่านทราบเกี่ยวกับ เรื่องความหลากหลายอย่างมากมาย ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าประเทศไทยมีความหลากหลาย ทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์ พันธุกรรม ระบบนิเวศมากมาย เราเองเราอาจจะไม่ได้นึกถึงว่า เรามีจุลินทรีย์ จุลินทรีย์ เป็นตัวทําประโยชน์อย่างมากมาย ที่ท่านประธานธรรมศักดิ์พูดถึง เรามีไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ชนิด ซึ่งมากเหลือเกิน เรามีพืชต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ ๔ ของพืช ที่จําแนกชนิดไว้แล้วทั่วโลก เรามีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังเป็นร้อยละ ๘ ของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังอีกร้อยละ ๖ ปลาเป็นร้อยละ ๑๐ เพราะเราอยู่ในประเทศเขตร้อน เรื่องของประโยชน์นั้นก็ส่งออกมาตั้งแต่สมัยโบราณมาถึงสมัยนี้ แม้จะมีอุตสาหกรรมมาช่วย ในการส่งออก แต่ว่าความหลากหลายทางชีวภาพนั้นก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ ทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมาย ผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจก็ได้เห็นประโยชน์เรื่องนี้แล้วก็ได้นําเสนอไปบ้างแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะความที่เราไม่เข้าใจ เราไม่ได้ดูแล ก็เกิดการสูญเสียทรัพยากรทางชีวภาพ และระบบนิเวศอย่างมากมาย เราสูญเสียทรัพยากรทางชีวภาพที่ถูกทําลาย ๒๐-๗๐ ชนิดต่อวัน ด้วยกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่เข้าไปทําลาย ในความพยายามที่จะสํารวจนั้น มีได้ประมาณ ๑ ชนิดต่อสัปดาห์ นักอนุกรมวิธานท่านฟังแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจ ก็คือผู้ที่มี ความรู้เกี่ยวกับเรื่องพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่รู้ตระกูลของสัตว์และพืชทั้งหลายก็มีความขาดแคลน เราก็คงเห็นว่าสัตว์ป่าถูกล่า ถูกทําลาย ป่าไม้ ภูเขาก็ถูกทําลาย เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ จึงต้องปฏิรูป เหตุผลต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิรูป สิ่งแรกเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นมีอยู่กระจัดกระจาย เท่าที่เป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรองรับ ก็มีอยู่ประมาณ ๗ กระทรวง ที่สําคัญก็คือกฎหมายต่าง ๆ นั้นเป็นกฎหมายที่มีไว้ เพื่อการควบคุมและบังคับใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราไม่มีกฎหมายที่จะส่งเสริม สนับสนุน ให้มีการสร้างหรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติของเราให้เพิ่มพูนขึ้น
- ๑๓/๑ เรามีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม แต่เราไม่เคยมีกฎหมายที่จะส่งเสริม การดูแลทรัพยากรทางชีวภาพให้กับประเทศของเรา ผลกระทบก็คือแต่ละหน่วยงานนั้น ก็มีกฎหมายควบคุมแต่มีวิธีปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกัน มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ที่มีความเหลื่อมล้ําและไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในสภาปฏิรูปแห่งชาติรอบที่แล้ว หรือในขณะนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของท่านก็จะเห็นว่าเรามีความเหลื่อมล้ํา อย่างมากมาย ผู้ที่มีอํานาจมีแรงมากกว่าก็จะเข้าถึงทรัพยากรแล้วก็เอาทรัพยากรมาใช้ อย่างไม่เป็นธรรม ในขณะเดียวกันผู้ที่มีความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต่างประเทศ จะเกิดการแสวงหาพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์เพื่อที่จะสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งยารักษาโรค ความสูญเสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้เกิดจาก ความไม่เข้าใจของประชาชนโดยเฉพาะชุมชนชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นแล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่ถูกต้องนั้นก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน สิ่งที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ องค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร โครงสร้างพื้นฐานไม่แข็งแรง นโยบายด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพและระบบนิเวศยังไม่มุ่งเน้นการวิจัยเชิงลึก ในวาระการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อนวัตกรรม ในรอบที่แล้วของ สปช. ได้เขียนเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาของท่านวิวัฒน์ได้นําเรื่องนี้ยกกลับมาพิจารณาเพื่อที่จะเสนอ ในขณะที่ อาจจะมีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติจะทํา แต่เรามองว่าที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ เรื่องของการสร้างเทคโนโลยี และสร้างบุคลากรโดยการวิจัยในเชิงลึก อันนี้เป็นเหตุผล ดังนั้นจากเหตุผลดังกล่าว วิธีการปฏิรูปเราจะต้องสร้างมิติในการปฏิรูปขึ้นมา ๙ มิติ โดยที่ ๙ มิตินั้นก็จะเลียนแบบ ตามแนวทางที่เราเสนอการปฏิรูปการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีการจัดตั้งสภานโยบายวิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติไปแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีสภานั้นแล้วในรูปแบบนี้ เราก็เสนอว่า จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศแห่งชาติ จะต้องมี การจัดหางบประมาณมาดําเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจะผ่านสภานโยบายวิจัยนวัตกรรมแห่งชาติ จะต้องมีการทํางานในระดับงานวิจัย งานผลิต ซึ่งจะต้องมีทั้งสถาบันวิจัยต่าง ๆ มหาวิทยาลัย แล้วก็หน่วยงานที่อยู่ในโครงการพระราชดําริ ซึ่งท่านอาจารย์พรชัยจะช่วยอธิบาย ในรายละเอียด เนื่องจากข้อมูลนั้นมีมากมายแล้ว ถ้าเราไม่มีการจัดการข้อมูล เราก็คงต้องจัดทําข้อมูลในลักษณะที่เรียกว่าเป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) แต่จริง ๆ แล้ว เป็นข้อมูลทางพันธุกรรม เป็นข้อมูลทางชีววัสดุ เราจะต้องรู้จักการใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย แล้วก็ให้มีความยั่งยืน ซึ่งตรงนี้คือการทําความเข้าใจกับชุมชนต่าง ๆ ที่เขาเป็นเจ้าของ ทรัพยากรธรรมชาติทางชีวภาพอยู่แล้ว จากนั้นเราคงจะต้องมีการกําหนดระดับมาตรฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานเรื่องอาหารที่ใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ มาตรฐานเรื่องยาที่ใช้เทคโนโลยี ทางชีวภาพ รวมทั้งการที่จะจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีมาตรฐาน ระดับชุมชนเอง คงต้องมีการสร้างบุคลากร สร้างจิตสํานึก และสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือ ในการใช้ประโยชน์และวางแผนพัฒนาในระบบย่อย เราคงจะต้องมีมิติของตัวชี้วัดความสําเร็จ ทางด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วยเพื่อให้เห็นชัดว่ามีการปฏิรูป และเรื่องสุดท้ายก็คือ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องมีการประเมินผลการปฏิรูปในระยะ ๒๐ ปี อันนี้เป็น ๙ มิติที่เราตั้งใจจะดําเนินการปฏิรูป สไลด์ (Slide) ต่อไปนี้ก็เป็นแนวทางที่จะต้องทํา อย่างรวดเร็วในการขับเคลื่อน สิ่งแรกคือการปฏิรูปโครงสร้างเชิงนโยบาย ทางด้านขวามือ เรามีสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติอยู่แล้ว ในรายงานชุดนี้เสนอให้มีคณะกรรมการ ความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศแห่งชาติ โดยที่เราเสนอให้มีสถาบันเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ เป็นองค์การมหาชน สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ ไม่มีการตั้งองค์กรใหม่ เป็นเลขานุการแล้วก็ทําหน้าที่ทางด้านธุรการ ทําหน้าที่ ทางด้านส่งเสริม ควบคุม ในขณะเดียวกันก็มีแนวคิดที่จะเสนอให้มีสถาบันวิจัยชั้นสูง ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของประเทศขึ้นโดยอาจจะยกระดับสถาบัน ที่มีอยู่แล้ว เพราะในการทํางานนี้เราไม่มีความประสงค์จะตั้งองค์กรใหม่ ยกตัวอย่างเช่น มีองค์กรที่อยู่ในสถาบันพัฒนาวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทําเรื่องการจัดการ เทคโนโลยีอยู่แล้ว ก็จะปรับตรงส่วนนั้นขึ้นมา ซึ่งจะดูแลทั้งในเรื่องงานวิจัยซึ่งเป็นศูนย์รวม และดูแลเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้วยทําให้เป็นสถาบันวิจัยชั้นสูงแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน การปฏิรูปการขับเคลื่อนนโยบายและแผนงบประมาณนั้นก็อยู่ที่คณะกรรมการ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศแห่งชาติจะต้องนําเสนอของบประมาณจาก สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ การปฏิรูปการบริหารจัดการข้อมูลวิจัยและพัฒนานั้น ก็เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้มีกระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวง ต่าง ๆ รวบรวมเข้ามาทํางานเป็นหนึ่งเดียวโดยทําตามแนวทางที่คณะกรรมการ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศแห่งชาติจะต้องผู้เป็นดําเนินการให้คําแนะนํา และกํากับ
อันสุดท้ายก็คือการปฏิรูปการใช้ประโยชน์และการใช้งาน ในส่วนนี้ ก็มีแนวทางอยู่แล้วแต่คงจะต้องลงไปดําเนินการร่วมกันในลักษณะประชารัฐ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน ประชาคม วิจัยต่าง ๆ ในเรื่องของการปกครองระดับท้องถิ่น ซึ่งก็ได้มี การประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็มีหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม โดยภาพรวมสไลด์ (Slide) ต่อไป ก็คือคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศแห่งชาตินั้นก็อย่างที่ผมกราบเรียน มีสํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เป็นเลขานุการ ทําหน้าที่เป็นศูนย์รวมนโยบาย ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ เป็นการสร้างกลไกแบบบูรณาการ ก็จะทําเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจะข้ามไปเลย ในส่วนของระดับปฏิบัติการจริง ซึ่งมีอยู่แล้ว เรามีแนวคิดที่จะใช้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือที่เราเรียกชื่อว่า อพ.สธ. เป็นแกนหลักในการดําเนินงาน ซึ่งในรายละเอียดท่านอาจารย์พรชัยก็พร้อมที่จะตอบให้ท่าน หลักง่าย ๆ ก็คือการดําเนินการตามศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีกรอบการดําเนินงาน ๓ เรื่อง เรื่องแรก การเรียนรู้ทรัพยากร เรื่องที่ ๒ การใช้ประโยชน์ ทรัพยากร เรื่องที่ ๓ การสร้างสํานึก ซึ่งในแผนแม่บทของท่านนั้นก็ทํามา ๒๕ ปี กําลังจะขึ้น แผนระยะที่ ๕ ปีที่ ๖ มีเรื่องของกิจกรรมปกปักรักษา การสํารวจ รวบรวม ปลูก รักษา อนุรักษ์ การทําศูนย์ข้อมูล วางแผนพัฒนา สร้างจิตสํานึก แล้วก็สร้างกิจกรรมพิเศษ การปฏิรูปอย่างบูรณาการนี้ สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติจะมีหน้าที่ กําหนดนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และให้แนวทางการพัฒนา โดยรับข้อเสนอจาก คณะกรรมการความหลากหลายนี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศแห่งชาตินั้นก็จะทําความร่วมมือกับ ๘ กระทรวง แล้วก็ใช้แนวทางของ อพ.สธ. ที่ผมกราบเรียนแล้วเป็นหลัก ที่สําคัญที่สุดคือด้านมุมซ้าย ก็คือเราจะต้องช่วยกัน ขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ภาคเอกชน ชุมชนในท้องถิ่น ประชาคมวิจัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการพิทักษ์รักษา แล้วก็หวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่น ของเขาเอง การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัด ๆ เราจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ๘ ด้าน ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็จะมีการสร้างการรักษา ระบบนิเวศ โดยที่มีสถาบันวิจัยขั้นสูงเป็นแนวทางที่จะหาความรู้ หาองค์ความรู้ แล้วก็ วิธีการจัดการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะดําเนินการด้านเกษตรกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีรวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการก็จะทําการสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สถาบันวิจัยต่าง ๆ กระทรวงสาธารณสุข สามารถจะทํางานด้านประโยชน์ในเรื่องของยาทางเลือกซึ่งมาจากสมุนไพร ซึ่งขณะนี้ก็เป็น วาระแห่งชาติที่คณะรัฐบาลมอบหมายให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็สามารถ จะดําเนินการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งขณะนี้เป็นที่นิยมและสามารถทํารายได้ ทางด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศชาติอย่างมาก กระทรวงพลังงานสามารถจะทํา เรื่องพลังงานชีวภาพ ซึ่งจะทําให้เรามีความมั่นคงทางพลังงานและยืนอยู่ได้ด้วยเศรษฐกิจ พอเพียงของเราเองซึ่งมีเพียงพอแต่เราไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง ขณะนี้เรามีแนวคิด ที่จะสร้างพลังงานทางเลือกหรือพลังงานชีวภาพประมาณร้อยละ ๒๒ ของการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถจะเพิ่มได้อีกถ้าเราให้ความสนใจและทําการวิจัยเรื่องพลังงานชีวภาพอย่างจริงจัง กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเราอาจจะไม่ได้นึกถึง สามารถจะใช้องค์ความรู้และใช้ประโยชน์ ในเรื่องของวัสดุศาสตร์สมัยใหม่ มะพร้าวก็ดี กล้วยก็ดี ใยสับปะรดก็ดี เหล่านี้สามารถสร้าง วัสดุสมัยใหม่ที่มีความแข็งแรงทนทานอย่างยิ่งจากชีวภาพ กระทรวงพาณิชย์เองก็จะ ช่วยผลักดันให้มีการผลิตอาหาร ถ้าเราอยากจะเป็นครัวโลก คงจะต้องเป็นอาหารที่มี คุณค่าสูงด้วย อันนี้ก็เป็นแนวทางการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากความหลากหลาย ทางชีวภาพของเรา ที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ทางคุณหญิงสุมณฑาท่านจะกรุณาเสริมก็คือเรื่องของ การพัฒนาบุคลากรตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ในแผนนั้น เราระบุว่าอยากจะให้มีบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มเป็น ๒๕ คนต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน อันนี้เป็นแผนรวม แต่ในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพ เราสามารถ จะสร้างผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจโดยอาศัยประชาคมท้องถิ่น เด็กนักเรียนเองก็ดี ปราชญ์ชาวบ้านก็ดี ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ก็ดี เราสามารถจะพัฒนาให้เขาเป็นนักอนุกรมวิธาน ที่มีความรู้ ช่วยรักษา ช่วยดูแล สนับสนุน เพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้มากขึ้น หัวข้อนี้จริง ๆ เป็นหัวข้อที่สําคัญที่สุดและเป็นเหตุผลหลักอันหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานําเรื่องนี้มาพูดในวาระนี้ เรามีกําหนดเวลา การปฏิรูปเป็นระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ และระยะที่ ๔ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็จะสอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ รวมทั้งนโยบายทิศทางการพัฒนา ในระดับโลก นโยบายของรัฐบาล นโยบายที่ ๙ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความมั่นคงด้านอาหาร สุขอนามัย สนับสนุนวิถีชีวิตของชุมชน และการพัฒนา เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งให้ความคุ้มครองเพื่อเกิดความปลอดภัยทางชีวภาพ ผลลัพธ์ที่เราจะได้อย่างน้อยที่สุดก็คือ ๕ เรื่องที่ชัดเจน คือการปกป้อง ฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เรื่องที่ ๒ จะมีการพัฒนาองค์ความรู้และระบบฐานข้อมูล ให้มีมาตรฐานสากล จะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม อันนี้ก็จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ําตามแนวทางที่เราต้องการ จะปฏิรูป มีการใช้ประโยชน์และการใช้งานอย่างยั่งยืน เพราะเราจะสร้างทรัพยากร ขึ้นมาทดแทนของเดิมที่ถูกใช้ไป เราจะมีกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แผนนี้จะสิ้นสุด ในระยะเวลา ๒๐ ปี ประโยชน์ที่จะได้รับ ในแง่ของผลประโยชน์โดยตรงระดับประเทศ ก็คือมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อันนี้เราก็จะได้แน่ ๆ เพราะว่าเราจะใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ซึ่งตรงนี้เองประเทศไทยสามารถจะใช้แนวทางการพัฒนานี้ไปสู่นโยบายและทิศทาง การพัฒนาระดับโลกได้ ทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางการปฏิรูปการจัดการความหลากหลาย ทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ที่จะกราบเรียนนําเสนอต่อท่านประธาน และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณครับ
ทางคณะกรรมาธิการจะมีผู้นําเสนอท่านถัดไป คือท่านพรชัย จุฑามาศ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน กระผม นายพรชัย จุฑามาศ รองผู้อํานวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จะมาเรียนให้ท่านได้รับทราบว่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบทอดพระปณิธานของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการรักษาฐานทรัพยากรของประเทศที่จะนําไปสู่ เศรษฐกิจพอเพียง การที่เราจะพึ่งตนเองได้นั้นต้องมีฐานทรัพยากรที่เป็นกายภาพ ทรัพยากรชีวภาพ และทรัพยากรที่เป็นวัฒนธรรมภูมิปัญญา อันนี้เป็นเรื่องของภูมิสังคม ถ้าเราอยู่ในพื้นที่ใดมีความอุดมสมบูรณ์มีพืชที่ขึ้นมา คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นรู้จักใช้พืชนั้น ๆ หรือชีวภาพในเรื่องของการเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นี่คือ เรื่องฐานของประเทศชัดเจน ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งที่การประชุมไอยูซีเอ็น (IUCN) ที่ประเทศสเปน เมื่อปี ๒๕๕๑ ว่า คนส่วนใหญ่ คิดว่าพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเพียงการพัฒนาชนบท แต่แท้ที่จริงพระองค์ท่านเอาพระทัยใส่ให้ความสําคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นกุญแจนําไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และทรงเล่าในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดําเนินงานมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ ได้ทรงอนุรักษ์ต้นยางนา ต้นยางนาที่เริ่มต้นจาก ๒ ข้างทาง อําเภอท่ายางนั้น สมัยนั้นจะลงไปทําลําบาก ทรงเก็บ ลูกยางนาแล้วมาเพาะที่พระตําหนักเปี่ยมสุข แล้วก็นํามาปลูกที่สวนจิตรลดาในวันคล้าย วันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ซึ่งในการอนุรักษ์ต้นยางนานั้น เรียกว่าดําเนินการก่อนที่ใครจะพูดถึงเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ทรงมี โครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงการพระราชดําริมากมาย ทั้งเรื่องน้ํา เรื่องของป่าไม้ เรื่องของ การเกษตรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของการที่จะต้องอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพนั่นเอง ในทรัพยากรที่เป็นชีวภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มาสืบทอด ในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๕ ที่ประเทศไทยไปลงนามเห็นชอบในอนุสัญญาความหลากหลาย ทางชีวภาพที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ ตอนปลายเดือนก็มารับสั่งกับท่านเลขาธิการสํานักพระราชวัง ท่านแก้วขวัญ วัชโรทัย ให้อนุรักษ์พืชพันธุ์ของประเทศและดําเนินการเป็นธนาคารพืชพันธุ์ ซึ่งสั้น ๆ แค่นั้น ก็ดําเนินการมาในปัจจุบัน ดําเนินงานอยู่ในแผนแม่บทระยะ ๕ ปีที่ ๖ ซึ่งในการดําเนินงาน ที่ผ่านมาก็ได้พระราชทานพระราชดําริ พระราชทานพระวินิจฉัย พระราชทานแนวทาง ในการดําเนินงานมาตลอด การดําเนินงานในเรื่องของอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ซึ่งเดิมนั้น เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ของโครงการเป็นเจ้าหน้าที่ทางด้านพืช แต่ต่อมาในปี ๒๕๓๙ ก็ได้มี การดําเนินการในชีวภาพอื่น ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๔๑ ที่ทางกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมสนองพระราชดําริ ได้ทรงมีรับสั่งให้ดําเนินการตั้งแต่ยอดเขาถึงใต้ทะเล ซึ่งในเรื่อง ของทรัพยากรนั้น ปี ๒๕๔๐ ทรงรับสั่งเรื่องของการรักทรัพยากร คือการรักชาติ รักแผ่นดิน ต้องรู้ว่าอะไรเป็นสมบัติของเขา เขาจะรักและหวงแหน ที่บอกว่าเขาต้องรัก เขาต้องเข้าใจ เขาต้องมีความสัมพันธ์ มีความผูกพันเพราะว่าทํางาน แล้วจะทําให้เกิดประโยชน์ได้ นี่คือการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา แล้วก็รับสั่งเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรไม่ใช่แค่ปลูกป่า ปลูกหญ้าแฝก อนุรักษ์ดินอย่างเดียว ต้องรู้ว่าข้าง ๆ โรงเรียนมีอะไร ต้นไม้ชื่ออะไร เป็นอะไร นี่คือการไปสัมพันธ์กับชุมชน ปี ๒๕๔๘ รับสั่งไปกับ สมศ. เห็นว่าโรงเรียนยังสัมพันธ์กับชุมชนน้อย ทําอย่างไร ให้ชุมชนมาให้โรงเรียนโดยเฉพาะนักเรียนช่วยในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และให้มีการทํา ดีเอ็นเอ ฟิงเกอร์ปรินต์ (DNA Fingerprint) ในโรงเรียน ปี ๒๕๕๐ ทรงย้ําให้เร่งอนุรักษ์ และหาวิธีการรักษาสิทธิ ปี ๒๕๕๒ รับสั่งให้ดําเนินการทําฐานทรัพยากรท้องถิ่นโดยมีโรงเรียน เป็นกําลัง จริง ๆ แล้วในเรื่องของสถานการณ์ประเทศตั้งแต่อนุสัญญาความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการที่ต่างประเทศต้องการเข้าถึงทรัพยากรไทยในสภาพถิ่นกําเนิดในป่า ในอุทยาน ในปัจจุบันนั้นก็มีพิธีสารนะโงยะ ในปี ๒๕๕๗ พิธีสารนี้เป็นเรื่องของกลไก การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ พิธีสารนี้จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยถ้าเราสามารถ พิสูจน์สิทธิได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของเรา จากปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๔๕ มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตรมาในรูปของเอฟเอโอ (FAO) ต้องการ ฐานทรัพยากรให้มีเพียงพอกับพลโลกที่เพิ่มขึ้น ถ้าเราให้สัตยาบันอะไรเป็นของรัฐ ต้องตกเป็นของพหุภาคีคือเป็นของกลาง ตรงนี้เราเห็นว่าเป็นสายพระเนตรอันยาวไกล ซึ่งทําให้เรามีทางออก ตอนนั้นกระผมเป็นคณะกรรมการพิจารณากระบวนการให้สัตยาบัน ได้เสนอว่าประเทศไทยน่าจะมี ๓ สถานะ คือ รัฐ เป็นไปตามพันธกรณี เอกชน ถูกบังคับ แต่มีส่วนพระองค์ไว้เพื่ออยู่กับพระราชวินิจฉัยที่พระราชทาน ซึ่งพระองค์ท่านก็คงจะตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาดูแลในการพิจารณาอย่างรอบคอบในการดําเนินงาน การดําเนินงาน ในส่วนของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ โดยเป้าหมายไม่ได้ เป็นเพียงการอนุรักษ์พืช หรืออนุรักษ์ทรัพยากรเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงคือการพัฒนา บุคลากรเพื่อไปอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรให้เกิดประโยชน์กับมหาชนชาวไทย วัตถุประสงค์ ให้เข้าใจและเห็นความสําคัญของพันธุกรรมพืชหรือทรัพยากร ให้ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ ถึงมหาชนชาวไทย แล้วก็ให้มีระบบข้อมูลซึ่งสื่อถึงกันทั่วประเทศ ในเรื่องนี้ต้องขอขอบพระคุณ ท่านรองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุมณฑาที่ได้นําเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ เข้ามาสู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เพราะว่าเป็น เรื่องของการที่จะพัฒนาคนที่จะเข้าใจ เห็นความสําคัญ ที่ปัจจุบันนี้ในระยะ ๕ ปีที่ ๖ เรามีหน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดําริมากกว่า ๑๕๗ หน่วยงาน ซึ่งตอนนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยก็มีนโยบายทําให้ทุกจังหวัดจาก ๔๐ กว่าจังหวัด ตอนนี้ทุกจังหวัด ได้เข้าร่วมสนองพระราชดําริ ในปีนี้หน่วยงานที่สนองพระราชดําริที่มีกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็มีประมาณ ๒๐๐ หน่วยงาน สําหรับโรงเรียนซึ่งมีงานเป็นงาน สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ตอนนี้มีสมาชิก ๒,๙๒๘ โรงเรียน ซึ่งก็ยังน้อยถ้าเทียบกับ ปริมาณของโรงเรียนที่มีอยู่ในประเทศไทย ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เข้าร่วมสนองพระราชดําริ และมีตําบลที่เข้าร่วมตอนนี้อยู่ประมาณ ๘๐๐ ตําบลทั่วประเทศ จาก ๗,๒๕๕ ตําบล ซึ่งในแนวคิดนี้เราคิดว่าถ้าตําบลสนองพระราชดํารินั้น ฐานประเทศ ยังอยู่กับประเทศไทย อันนี้เป็นแนวทางที่ทางโครงการดําเนินงานและมีเครือข่าย ในการดําเนินงานเข้ามาร่วมสนองพระราชดําริ โดยทาง อพ.สธ. จะเป็นผู้สนับสนุนในการที่จะดูแล ตามที่มีพระราชดําริให้หน่วยงานต่าง ๆ ส่งแผนปฏิบัติเข้ามาเพื่อพิจารณาว่าเป็นไป ตามพระราชดําริ แล้วเราก็ยืนยันไปทางสํานักงบประมาณ ทําให้หน่วยงานต่าง ๆ มีการดําเนินงานอย่างเข้มแข็ง แต่จริง ๆ แล้วอยากจะให้ทางหน่วยงานได้มองเห็น เพราะว่า ทางโครงการเราดูในเรื่องของหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีอยู่ แล้วงานนั้นเป็นงานที่สนอง พระราชดําริ ยกตัวอย่างในเรื่องของจังหวัด เวลาประชุมเราก็ใช้เรื่องของยุทธศาสตร์จังหวัด และแผนปฏิบัติโครงการต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามแนวทางในการสนองพระราชดําริ ยกตัวอย่าง จังหวัดภูเก็ตซึ่งยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวนั้นก็ต้องมีเรื่องของ ทรัพยากร เรื่องของปะการัง เรื่องทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เมื่อไปถึง แล้วก็ต้องรับประทานอาหาร เรื่องของพืชสมุนไพรซึ่งในบ้านเรานั้นเป็นทั้งอาหารและยา การที่ต่างประเทศพยายามที่จะเข้ามาสืบค้นเพราะเรามีภูมิปัญญากํากับในเรื่องของ พืชพันธุ์ต่าง ๆ ที่ใช้เป็นอาหารและยา ฉะนั้นในเรื่องของการที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้นําเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพมา ซึ่งในเรื่องของชีวภาพนั้นคงแยกไม่ออก เป็นภาพรวมในเรื่องของระบบนิเวศ ในเรื่องของ ทรัพยากรที่เป็นกายภาพ ดิน น้ํา เรื่องของวัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายนั้น เราใช้อะไร เรากินอะไร อันนี้เรียนให้ทางสภาได้รับทราบถึงการดําเนินงานของโครงการอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปขอเชิญคุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้รับเอาเรื่องนี้เข้าสู่วาระ การพิจารณา ถือเป็นเรื่องสําคัญ ส่วนที่ดิฉันอยู่ทาง สนช. ก็จะพยายามขับเคลื่อน ในเรื่องของกฎหมายเพื่อที่จะให้ครบถ้วนตามกระบวนการที่ควรจะทําให้สําเร็จ ดิฉันขออนุญาต ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะอธิบายเรื่องของบุคลากรกลุ่มที่สําคัญกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่ เรียกว่านักอนุกรมวิธาน ชื่ออนุกรมวิธานนี้ในหลาย ๆ ที่พอออกจากห้องประชุมแล้ว เขาก็จะไปถามว่าคืออะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าแท็กซอนอมิสต์ (Taxonomist) เป็นศาสตร์ ของการศึกษาสิ่งมีชีวิต เป็นศาสตร์ของการที่จะสืบค้นแล้วก็ตั้งชื่อสิ่งมีชีวิต รวมทั้งหาข้อมูล เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์แล้วก็อนุรักษ์สิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้นจึงเป็นบุคลากรกลุ่มสําคัญที่จะ ควบคู่ไปกับความหลากหลายทางชีวภาพ วันนี้ดิฉันก็อยากจะมากราบเรียนท่านรวมทั้ง ประชาชนว่าหากเราจะรักษาต้นทุนคือความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ได้เราจะต้อง มีบุคลากรกลุ่มนี้ให้เพียงพอ และวันนี้บุคลากรกลุ่มนี้จํานวนมากที่เกษียณไปแล้วไม่มีใคร มาทดแทน หลายท่านก็คงจะเคยได้ยินชื่อนักอนุกรมวิธานที่ยิ่งใหญ่ที่ทําให้ประเทศของเรา มีความรู้กับสิ่งมีชีวิตในประเทศมากมาย ท่านศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ ดอกเตอร์ธวัชชัย สันติสุข ศาสตราจารย์กาญจนภาชน์ ลิ่วมโนมนต์ และอีกหลาย ๆ ท่าน ที่ดิฉันเอ่ยนามมานี้ ท่านอาจารย์เต็มก็เสียชีวิตไป อาจารย์ธวัชชัยก็อายุมาก อาจารย์กาญจนภาชน์อายุมาก มีผู้มาแทนเหมือนกันแต่ว่าจํานวนก็ไม่เพียงพอ อย่างทางด้านพืช ดิฉันถามดอกเตอร์สมราน ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ เป็นนักอนุกรมวิธานรุ่นใหม่ แต่อายุก็ชักจะมากเหมือนกัน ถามว่ามีกี่คน มี ๑๓๐ คน ประเทศไทยเรากว้างใหญ่ไพศาล มีพืชจํานวนมาก นักแมลง ก็อนุกรมวิธานด้านแมลง มี ๖๐ คน คือเรายังนับคนได้อยู่เลย ทั้ง ๆ ที่เรามีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับที่ ๘ ของโลก ดิฉันมีเพื่อนที่เป็นนักแมลงจากเบลเยียมชอบมาเมืองไทย เพราะว่ามาศึกษาทีไรก็ไปตั้งชื่อ ชนิดแมลงชนิดใหม่ทุกที ท่านบอกว่าเขย่าต้นไม้ต้นหนึ่งของประเทศไทยอย่างน้อยก็ต้องได้ ๑ ชนิดที่เป็นชนิดใหม่ เราน่าเสียดาย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้สําคัญมากต่อความอยู่รอด ของสิ่งมีชีวิต แต่ความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตก็คือต้นทุน ท่านดอกเตอร์พรชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้พูดถึงนักเรียนกับชาวบ้านประชาชน ก็สามารถที่จะถูกฝึกให้มีความรู้ ทางด้านอนุกรมวิธานเล็กน้อยในระดับที่เขาทําได้ แต่เราก็ยังต้องการคนระดับสูง ที่จะสามารถวิจัยในระดับลึกได้ แต่นักอนุกรมวิธานเขาติดต่อกันทั่วโลก ชื่อวิทยาศาสตร์ ของประเทศไทยก็จะไม่ซ้ํากับชื่อวิทยาศาสตร์ของที่อื่น ก็ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเดียว ในโลก ดิฉันจึงอยากจะขอเรียนว่าจะต้องให้ข้อเสนอของเรานั้นมีผู้รับฟังแล้วก็นําไป ทําให้เกิดมรรคเกิดผลจริง ๆ ก็คือว่าอาจจะต้องส่งเสริมนักอนุกรมวิธานด้วยการให้ ทุนการศึกษา ด้วยการส่งเสริมให้เขามีงานวิจัย เพื่อที่จะได้สามารถดํารงความเป็น ผู้เชี่ยวชาญเอาไว้ได้ ที่สําคัญก็คือจะต้องมีอาชีพที่ดี ก็คือมีตําแหน่งหน้าที่การงานที่ดี คนเหล่านี้ทํางานที่ไหน ก็ทํางานที่สถาบันวิจัยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ หรือสถาบันวิจัยทางด้านประยุกต์ก็มีได้ คนเหล่านี้ทํางานวิจัยที่อุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ได้ หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์ พิพิธภัณฑ์พืช พิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต สวนพฤกษศาสตร์ แล้วก็สวนสัตว์ ยังมีที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่ที่สามารถจะมีนักอนุกรมวิธาน ดิฉันก็ได้เรียนต่อ คณะอนุกรรมาธิการว่าเราต้องสร้างอาชีพเพื่อที่จะให้คนรักความหลากหลายทางชีวภาพ อันนี้เป็นส่วนที่สําคัญค่ะ หากว่าเรามีสถานประกอบอาชีพสําหรับนักอนุกรมวิธานมาก ก็จะเป็นตัวชี้วัดว่าบ้านเรามีศักยภาพ มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องของความหลากหลาย ทางชีวภาพ สถานภาพของนักอนุกรมวิธานในบ้านเรานั้นก็มีจํานวนนับเป็นเรือนร้อย ยังไม่ได้มีมากมายอะไร ก็อยากจะขอเรียนท่านว่าอนุกรมวิธานนั้นไม่ใช่ว่าคนเดียว จะรู้ไปทุกเรื่อง เราต้องการคนที่ศึกษาเรื่องมด เรื่องปลวกอย่างลึกซึ้ง อันนี้เป็นศาสตร์เลย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าไมร์มีโคโลยี (Myrmecology) ก็มีสิ่งที่จะต้องศึกษา เป็นสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดและต้องใช้ชั่วชีวิตในการศึกษา อยากจะขอกราบเรียนท่านว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ดีทําให้ประเทศไทยของเราเป็นสีเขียว มีสัตว์ มีสิ่งมีชีวิตมากมาย ก็ช่วยกันสนับสนุนทั้งในด้านของทุนการศึกษาแล้วก็ตําแหน่งหน้าที่การงานที่ทําให้เขา ไม่ไปทําอย่างอื่น ที่ทําให้คนเก่ง คนดีเข้ามาเรียนเพื่อที่จะเป็นนักอนุกรมวิธาน เรียกชื่อได้หลากหลาย แต่สาระสําคัญก็คือว่าเขาทําอนุกรมวิธาน ก็หวังว่าการที่ ได้ขึ้นมาพูดก็เพื่อจะให้คนไทยได้รู้จักอาชีพนักอนุกรมวิธาน ให้ประเทศไทยของเรา เป็นประเทศที่ยืนหยัดในความเป็นอันดับที่ ๘ หรืออันดับที่ดีขึ้นกว่านี้ของผู้ที่มีความร่ํารวย ในความหลากหลายทางชีวภาพ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ผมก็เคยสอบถามคํานี้เหมือนกันว่า นักอนุกรมวิธานคืออะไรในช่วงของการนําเสนอวิป (Whip) สปท. ของเรา ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตที่จะนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้นั่งฟังท่านประธานกรรมาธิการกล่าวไว้ในเบื้องต้นว่าป่าไม้ในประเทศไทย ได้ถูกทําลายลงไปจํานวนมากจนน่ากลัว แล้ววันนี้ท่านก็ลุกขึ้นมาทําเรื่องความหลากหลาย ทางชีวภาพ และเมื่อผมนั่งดูท่านกรรมาธิการแต่ละท่านแล้วเป็นคนที่ผมรักเคารพทั้งนั้นเลย เกือบทั้งหมดก็รู้จักผม และผมเคารพท่าน ก็มั่นใจว่าวันนี้เรากําลังทําเรื่องใหญ่ ๆ และเป็นเรื่องที่ดีในอนาคตของชาติบ้านเมือง กระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญก็เลยเตรียม ภาพต่าง ๆ มานําเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งหมดที่ท่านส่งมาทั้งเล่ม ผมคิดว่าเพียบพร้อมไปด้วยความรู้และของจริงทั้งสิ้น
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กระผมขออัญเชิญปณิธานและผลงานอันเป็น ที่ประจักษ์ของประชาชนในแผ่นดินนี้และต่างประเทศอย่างทั่วถึงกันเป็นภาพแรกครับ จึงขออนุญาตท่านประธานอัญเชิญภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาเพื่อเป็นสิริมงคลต่อวาระนี้ นี่เป็นภาพที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดํารัสเรื่องปลูกป่าในใจคน ความว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง นี่คือใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พระองค์นึกถึงประชาชน ตลอดเวลาว่าแผ่นดินนี้ต้องรักษาโดยประชาชนคนไทย ภาพต่อไปครับท่านประธาน เป็นพระราชดํารัสเรื่องปลูกป่าไม่ต้องปลูก พระองค์ตรัสว่า ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว คําว่า เหมาะสม เห็นไหมครับ ก็ทิ้งป่าไว้ตรงนั้นไม่ต้องไปทําอะไรเลยป่าก็จะเจริญเติบโต มาเป็นป่าที่สมบูรณ์ไม่ต้องไปปลูกเลยสักต้นหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้ป่าหมดไปท่านก็ปลูกให้ เป็นตัวอย่าง ผมไปที่จังหวัดกาญจนบุรีมาตั้งแต่เด็กและเดี๋ยวนี้ก็ไปเป็นระยะ ที่อําเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่มากกว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่ ทําเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ประชาชนได้ศึกษาเล่าเรียน ขณะนี้รัฐบาลก็ดูแลอยู่ ตั้งอยู่ติดกับหน่วยส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ของ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพอพระทัยที่มีป่าผืนนี้ไว้สําหรับเป็นที่ศึกษาที่ใกล้กรุงเทพฯ มาก ผมจะให้ท่านดู อีกภาพหนึ่งก็คือความหลากหลายทางชีวภาพแบบธรรมชาติไม่ต้องไปปลูก มีทั้งไม้เลื้อย ไม้ยืนต้น หญ้า ตรงนี้คืออะไร ตรงนี้ก็คือว่าเมื่อมีไม้เลื้อย เช่น หวาย ต้นพริกไทย ต้นกระวาน ต้นกานพลูต่าง ๆ เลื้อยเต็มไปหมดภาพก็ดูดี ที่ผมกล่าวทั้งหมดนี้ก็คือเป็นความหลากหลาย ทางชีวภาพ แต่ความหลากหลายทางชีวภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงตรัสไว้ ท่านอาจจะบอกว่าผมนําเสนอนี้เกี่ยวไหม เดี๋ยวผมจะกราบเรียนว่าเกี่ยวอย่างไร ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านบอกให้เดินสายกลาง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ท่านกําลังจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ ความหลากหลายทางชีวภาพของแผ่นดินไทย พระองค์ตรัสถึงเรื่องของความรู้กับคุณธรรม ท่านบอกว่าต้องรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลึกซึ้ง คุณธรรม ต้องซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน มีสติปัญญา และรู้จักแบ่งปัน จะนําไปสู่อะไร การดูแลคุ้มครองเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สร้างความสมดุล พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ที่ท่านกําลังนําเสนอก็คือเราจะต้องรับการเปลี่ยนแปลง อีกภาพหนึ่ง ซึ่งผมก็ประทับใจมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนถึงบัดนี้แล้วก็ตลอดชีวิตคือเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ผมนําเสนอเรื่องนี้ก็คือว่านี่เป็นหน่วยเล็ก ๆ เป็นตัวอย่างของความหลากหลายทางชีวภาพเลย ทําไมผมกล่าวเช่นนั้น พระองค์ตรัสว่ามีพื้นที่ ผมยกตัวอย่าง ๑๐ ไร่ ๓ ไร่คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทํานา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือ ๓ ไร่ทําไม้ยืนต้น แล้วอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือดูแลเรื่องข้าว ปลูกข้าว แล้วก็มีพืชสวนครัว รั้วกินได้ อันนี้คือความหลายหลายทางชีวภาพ อาหารที่เกิดจาก พืชผักเป็นยาทั้งนั้นที่สามารถจะทําให้มนุษย์ดํารงอยู่ในโลกนี้ได้จนถึงวันนี้ ภาพต่อไปครับ ผมกราบเรียนว่าพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้น้อมนําพระราชดํารัสและพระราชดําริของพระราชวงศ์ ทุกพระองค์มาดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าท่านได้ฟังวิทยุแห่งประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง ผมนั่งฟังแล้วผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเจาะลึกในรายละเอียด มากทีเดียว ท่านกล่าวถึงสถาบันหรือมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีอยู่ทั่วประเทศ ๓๘ แห่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ รับสั่งผ่านองคมนตรีมายังท่าน ขอให้รีบพัฒนา สถาบันหรือมหาวิทยาลัยราชภัฏให้สามารถปรับปรุงให้เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ ทั้ง ๓๘ จังหวัด อยู่กระจายกันไป ท่านนายกรัฐมนตรียกตัวอย่างว่าสถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์ก็ดูแลเกษตรกร ทําปุ๋ยหมักชีวภาพจากมูลวัวซึ่งมีอยู่มากในจังหวัด ถามว่าผมยกตัวอย่างอันนี้มาทําไม ผมนึกถึงว่าสถาบันอุดมศึกษาเรามีเยอะ ถ้าเรารวมศูนย์ที่ท่านทําอยู่แล้วดีมากเลย เป็นศูนย์กลาง ถ้าให้สถาบันอุดมศึกษาร่วมกันทําจะได้มากกว่านี้ ผมยกตัวอย่าง สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์เขาตั้งมาตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๗๙ ก่อนผมเกิดนานเลย เมื่อก่อนนี้ยังเป็นป่าเขาลําเนาไพรมากเลย ท่านไปดูนะครับ ป่าในอุทยานแห่งชาติลําน้ําน่าน เป็นอย่างไร ถ้าบอกว่าอันนี้ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพผมว่าก็ดูผิดแล้ว นี่คือป่าแท้ ๆ ท่านไปดูได้เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่เขียวขจีมีความหลากหลายมาก ท่านไปดูอีกภาพหนึ่ง ป่าดงดิบเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา อันนี้เป็น ๕ จังหวัดในภาคตะวันออกที่เรากําลังจะทํา ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก แต่อันนี้ก็อยู่ได้ เป็นผลงานของมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด ประธานมูลนิธิคือท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน ท่านทําเรื่องนี้มาเป็นสิบ ๆ ปี ความหลากหลายทางชีวภาพ ท่านไปดูได้เลยครับ และผมก็ไปดูมาแล้วใน ๕ จังหวัดนี้เขียวขจีเป็นปอดอันใกล้ที่สุด ของประเทศหรือกรุงเทพฯ ผมอยากจะขอความกรุณาเสนอเพื่อพิจารณา ทั้งหมดที่ท่านเสนอทั้งปึก ผมเห็นด้วยหมดเลย แล้วก็ขออนุญาตเสนอเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมไปสุดแท้แต่ท่านจะพิจารณา
ข้อ ๑ ต้องให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ท่านจะมี นักวิชาการ หรืออะไร ถ้าประชาชนเขาไม่ให้ความร่วมมือ พืชพันธุ์ธัญญาหารก็จะหายไป ต้นไม้ก็จะหายไป ถูกลักตัดไป ไม่มีรั้วที่ไหนจะดีเท่ากับรั้วประชาชน ถ้าเราจะรักษาป่า หรือความหลากหลายทางชีวภาพไว้
ข้อ ๒ ต้องให้สถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มีส่วนร่วมและช่วยดูแลรักษาป่า เพื่อพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ อันนี้ขอพูดเป็นภาษาอังกฤษ ท่านอาจารย์สุมณฑาครับ ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์นะครับ คือแอเรียเบส (Area based) ไปสอดคล้องกับที่ ท่านศาสตราจารย์ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กล่าวก็คือการทําอนุกรมวิธาน พืชอะไร ที่อยู่จังหวัดอุตรดิตถ์ท่านรู้ไหม รู้ไม่หมดครับ แต่ว่าคนอุตรดิตถ์เขาก็จะรู้ คนเชียงใหม่ก็รู้ ถ้าสถาบันนั้นตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เขาก็จะรู้ลึกมากกว่าเรา
ข้อ ๓ ต้องให้หน่วยงานในพื้นที่ที่เราคิดว่าเล็กที่สุด ก็คือ อปท. เทศบาล อบต. ให้เขามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อโปรดพิจารณาผ่านไปยัง กรรมาธิการ อะไรที่ผมเสนอที่จะเป็นประโยชน์ต่อเรื่องของวาระนี้ท่านก็นําไปแล้วกัน กราบขอบพระคุณท่านอย่างยิ่งครับ
ขอเชิญสมาชิกท่านต่อไปที่จะอภิปราย ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ท่านขออนุญาตที่จะนําเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกทุกท่าน ผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิกสภา สปท. หมายเลข ๐๖๓ ผมใคร่ขออภิปรายเพื่อสนับสนุนรายงานนี้ ซึ่งจะขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ประกอบ ภาพที่เราเห็นจากการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนนั้น ย่อมที่จะส่งผลไปถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเศรษฐกิจมั่นคงของประชาชนชาวไทย หากได้มีการจัดการเรื่องการนําไปใช้ประโยชน์อย่างคล่องตัว ยั่งยืน และยุติธรรม ท่านประธานครับ ขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) ประกอบด้วยนะครับ
เจ้าหน้าที่ช่วยดูภาพสไลด์ (Slide) ที่ผู้นําเสนอจะใช้ประกอบด้วย ขอบคุณครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราฟนี้ก็จะตรงกับที่ท่านพรชัย จุฑามาศ ได้นําเสนอเมื่อสักครู่ กระผมขอเพิ่มส่วนผลลัพธ์นอกจากที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ไปถึงเรื่องน้ําสะอาดแล้วก็เรื่องพลังงานด้วย แต่ที่สําคัญนั้นคือการเชื่อมโยง ถึงคุณค่าของการปกปักรักษาความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับการจัดการ เพื่อนําไปใช้ประโยชน์อย่างคล่องตัว ยั่งยืน และยุติธรรม หากว่าไม่ได้เน้นเรื่อง การใช้ประโยชน์แล้วก็มักจะมีปัญหาเรื่องความยั่งยืน งบประมาณของหน่วยงานที่ดําเนินการ เรื่องปกปักรักษาทรัพยากรทางชีวภาพ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากเรียนเสนอซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการโครงสร้าง พื้นฐานที่ทําให้รายงานนี้เดินไปข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์ ในปัจจุบันนั้นได้มีหน่วยงาน ที่จัดเก็บรักษาชีวภาพประเภทจุลินทรีย์รวมกันหลายหน่วยงาน มีสถาบันหลักอยู่ ๔ แห่ง คือไบโอเทค (Biotec) สวทช. มีบีซีซี (BCC) คือไบโอเทค คัลเจอร์ คอลเลกชัน (BIOTEC Culture Collection) มีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีกรมวิชาการเกษตร มีสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่า ๔ หน่วยงานนี้ร่วมกับสถาบันการศึกษา ๕๔ แห่ง ได้เชื่อมต่อข้อมูลความรู้กลายเป็นทีเอ็นซีซี (TNCC) หรือไทยแลนด์ เน็ตเวิร์ก ออน คัลเจอร์ คอลเลกชัน (Thailand Network on Culture Collection) เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องระบบการเก็บรักษาจุลินทรีย์หลักนั้นก็ถือว่าเริ่มต้นมาได้ดีพอสมควร นอกจากนั้นกรมวิชาการเกษตรก็มีเรื่องของการทําแหล่งเก็บรักษาพันธุกรรมพืชที่เป็นเมล็ดพันธุ์ และความสามารถของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งต่างคนต่างก็เก็บเรื่องคลังของเมล็ดพันธุ์ มีสวนพฤกษศาสตร์ ๕ แห่ง มีหอพันธุ์ไม้ ๑๓ แห่ง มีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ๒ แห่ง ที่ร่วมกันทํางาน แต่สิ่งที่เราขาดก็คือการจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพที่ใหญ่ ๆ ผมก็ใคร่ขอให้ดูว่าในแต่ละกระทรวงมีอะไรบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ในภาพนี้ก็เห็นอย่างน้อย ๕ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่ผมใคร่ขอไฮไลต์ (Highlight) ตัวโครงการที่สําคัญ ก็คือ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดังที่ดอกเตอร์พรชัยได้นําเสนอแล้ว ซึ่งโครงการนี้ก็มีเครือข่าย ทําโครงการสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน แล้วก็มีระบบฐานข้อมูลที่ไปได้ค่อนข้างดี อีกโครงการหนึ่งซึ่งได้รับการอุดหนุนเป็นระบบ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ โครงการนี้ มีชื่อเล่นว่าบีอาร์ที (BRT) คือโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการ ทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ สกว. ซึ่งผมจะมีประเด็นอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการรายงานของ คณะกรรมาธิการ ภาพนี้ทั้งหมดมีข้อสังเกตก็คือว่าไม่มีองค์กรให้ทุนวิจัยด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพเป็นการเฉพาะ อย่างโครงการบีอาร์ที (BRT) นั้นก็เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๕๔ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ทุนวิจัยที่ใหญ่ที่สุดเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ แต่เมื่อพ้นระยะเวลา ของโครงการไปก็ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณใหม่อย่างเพียงพอที่จะขยายผลงาน สําหรับเป้าหมายของโครงการบีอาร์ที (BRT) ก็เพื่อจะสร้างนักวิจัย เพิ่มศักยภาพงานวิจัย ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างองค์ความรู้ใหม่ เสนอแนะและวิเคราะห์การใช้ ทรัพยากรพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทางเศรษฐกิจ โดยมีโปรแกรมการทํางานเกี่ยวกับ การจัดระบบสิ่งมีชีวิต การคิดเรื่องชีววิทยาเชิงประชากร เรื่องนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญา การจัดการบริหารข้อมูล การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ และนโยบายการจัดการการวิจัย ภาพรวมของงบประมาณที่ทําขึ้นในช่วงปี ๒๕๓๙-๒๕๕๒ ประมาณ ๕๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมีผลลัพธ์ออกมามากมายตามที่ผมจะเรียนเสนอต่อไป สําหรับเรื่องการวิจัยด้านการใช้ประโยชน์ หน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนมากที่สุดก็คือ สวทช. ซึ่งก็ได้ใส่เข้าไปประมาณ ๒๐๕ ล้านบาท ในช่วงปี ๒๕๔๗-๒๕๕๑ ผลงานที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๕๑ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สําหรับวงการ ทรัพยากรชีวภาพ กล่าวคือเกิดงานวิจัยขึ้น ๔,๑๓๘ โครงการ โดยที่ ๑ ใน ๓ เกิดจาก การสนับสนุนจากโครงการบีอาร์ที (BRT) ทําให้เกิดการตีพิมพ์บทความวารสารนานาชาติ ออกมาถึง ๗๒๖ เรื่อง มีการประชุมวิชาการ โดยมีบทความประมาณ ๒๘๕ เรื่อง แต่ที่สําคัญ ก็คือได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ ๖๓๓ ชนิด มีตัวอย่างต้นแบบมากกว่า ๓,๖๐๐ รายการ จํานวนตัวอย่างอ้างอิงกว่า ๒๑,๐๐๐ รายการ ซึ่งรายละเอียดที่เกี่ยวกับโครงการนี้ ก็อยู่ในรายงานของกรรมาธิการ หน้า ๓๘ สําหรับการพัฒนากําลังคนก็เห็นได้ชัดว่า มีการผลิตบุคลากรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ในจํานวนนี้ก็สําเร็จการศึกษาแล้วประมาณ ๓๐๐ กว่าคน ที่เหลือก็ยังทําการศึกษาต่อ ภาพที่สําคัญที่สุดก็คือผลงานเกี่ยวกับเรื่องจุลินทรีย์ ท่านทราบไหมว่าช่วงก่อนที่จะมี โครงการบีอาร์ที (BRT) ประเทศไทยสามารถตีพิมพ์ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับราต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. ๑๙๐๒-๑๙๙๕ ๙๓ ปี มี ๑๒๒ สปีชีส์ (Species) แต่พอมีโครงการบีอาร์ที (BRT) ในช่วงเวลาแค่ ๑๐ ปี เราสามารถตีพิมพ์เรื่องราชนิดใหม่ออกมา ๑๕๓ สปีชีส์ (Species) เพราะฉะนั้นหากได้ทําการสนับสนุนต่อไปในอนาคตประเทศไทยควรจะต้อง รู้จักกับจุลินทรีย์และราชนิดใหม่ ๆ อีกจํานวนหลายพันหลายหมื่นรายการ ตัวอย่าง ผลงานวิจัยอื่นอย่างเช่นที่ปรากฏในหนังสือพรรณพฤกษชาติประเทศไทยในช่วง ปี ๒๕๑๓-๒๕๔๖ จะพบว่ามีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับชนิดพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย นอกจากนั้นการนําไปใช้ประโยชน์ ก็พบว่ามีผลงานวิจัยที่นําไปจดสิทธิบัตรและนําไปใช้ เชิงพาณิชย์ ซึ่งผมใคร่ขอยกตัวอย่างสัก ๓ เรื่อง ก็คือ เรื่องสูตรเพาะเลี้ยงสาหร่ายเห็ดลาบ สูตรกําจัดไรฝุ่นจากสมุนไพรไทย อันนี้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งมีประโยชน์มาก ๆ สําหรับคนที่ แพ้ไรฝุ่น วิธีเพาะเลี้ยงไรน้ํานางฟ้าเพื่อแทนการใช้ไข่อาร์ทีเมียซึ่งกลายเป็นอาชีพของเกษตรกร ที่สร้างรายได้เดือนละประมาณ ๘,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นบีอาร์ที (BRT) ได้สนับสนุนนโยบาย เพื่อจะจัดตั้งสํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ การสนับสนุนให้เขาใหญ่ เป็นมรดกโลก และการผลักดันให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ เน้นการพัฒนาประเทศบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและนําไปสู่การปรากฏ ในรัฐธรรมนูญต่อไป ท่านประธานครับ ขออนุญาตต่ออีกเล็กน้อย การถอดบทเรียนของ โครงการบีอาร์ที (BRT) ก็พบว่าแม้จะประสบความสําเร็จในการสร้างองค์ความรู้ แต่บุคลากรยังขาดแคลน ควรมีวิธีการที่จะพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะที่จะนําไปสู่ โครงการวิจัย นอกจากนั้นการศึกษาเชิงพื้นที่ก็พบว่าการสนับสนุนการศึกษาชีววิทยา เชิงประชากรและนิเวศวิทยามีน้อย ขาดแคลนนักวิชาการการศึกษาในเชิงภาพรวม การศึกษาเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับระบบนิเวศมีน้อย ควรจะเพิ่มความเข้มข้น เพราะขณะนี้เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะฉะนั้นความเข้าใจ เรื่องสิ่งมีชีวิตแล้วก็นําไปใช้ประโยชน์นั้นจะเป็นเรื่องสําคัญ อันที่ ๓ ก็คือเรื่องการตระหนัก ความหลากหลายทางชีวภาพที่จะควรจะนําไปสู่ชุมชนนั้น ก็ควรจะมีการสนับสนุน นําผลประโยชน์จากการนําวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับไปสู่ชุมชนเพื่อเพิ่มรายได้ จากสิ่งที่ค้นพบ และท้ายสุด ควรจะมีการจัดการโปรแกรมการใช้ประโยชน์จาก ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งควรจะโยงไป จนถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพในเชิงเศรษฐกิจด้วย ผมขอใคร่เสนอประเด็นเร่งด่วน ที่จะต้องดําเนินการ ซึ่งปรากฏตามเอกสารหน้านี้ ก็คือควรจะขยายและเร่งการวิจัย และพัฒนาเพื่อประเมินความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของประเทศ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ควรจะตั้งศูนย์เก็บรวบรวมและการเก็บรักษาพันธุกรรมพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ เพื่อเป็นวัสดุวิจัยอย่างเข้มข้น ควรจะวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ในกรณีที่เรา ไม่ดําเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนี้แล้วก็ไม่ได้ทํา ประเทศไทยจะสูญเสีย ในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงหลายอย่าง
- ๒๕/๑ เช่น คุณภาพชีวิตของชุมชนอาจจะเสื่อมถอยแล้วก็สูญเสียรายได้ แต่ถ้าลงมือทําแล้วก็วกกลับไป ทําประโยชน์ให้กับชุมชนก็จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เราจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคง ด้านอาหาร เพราะว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจจะทําให้การเพาะปลูกพืชเดิม ในพื้นที่เดิมไม่สําเร็จ ควรจะต้องหาพืชพันธุ์ใหม่ เราอาจจะเสียโอกาสเรื่องการสร้าง ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งเป็นเรื่องของไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ อย่างจริงจัง แต่ทั้งนี้ก็ต้องทํางานให้น้ําหนักเรื่องของการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจคู่ไปกับ การปกปักรักษาทรัพยากรทางชีวภาพ สําหรับข้อเสนอที่เกิดขึ้นต่อรายงานนี้ผมได้ปรึกษา ท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ท่านปีติพงศ์ก็ได้เห็น ประเด็นว่าแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศนั้นค่อนข้าง สอดคล้องกับรายงานข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพของ สปท. ที่ได้ผ่านการเห็นชอบไปแล้ว ในประเด็นเรื่องการมีกรรมการวาระแห่งชาติ การวิจัยสร้างองค์ความรู้ การพัฒนากําลังคน ด้านอนุกรมวิธาน ซึ่งคุณหญิงสุมณฑาก็ได้อธิบายไปและการพัฒนาคลังข้อมูลที่เชื่อมโยง กับหน่วยเก็บพันธุกรรมค่อนข้างเหมือนกันมาก เพราะฉะนั้นหากนํา ๒ รายงานมาผนวก เข้าด้วยกันก็เป็นประเด็นซึ่งผมคิดว่าอยากจะเรียนเสนอท่านกรรมาธิการด้านการศึกษานั้น ไปพิจารณา เนื่องจากเวลาจํากัด ผมจะไม่อ่านทางขวาแต่จะมอบเป็นเอกสาร โดยสรุป กระผมมีข้อเสนอแนะต่อรายงานนี้ว่าเห็นชอบในหลักการต่อรายงาน โดยขอให้ปรับปรุงแล้วก็ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากหน่วยงานที่มีชื่อเกี่ยวข้องและมีชื่อระบุในรายงาน อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นผมได้ประสานกับหน่วยงานที่มีชื่อ ตามลําดับต่อไปนี้เพื่อให้ช่วยอ่านรายงาน ทุกหน่วยงานก็ให้การสนับสนุน แต่เรียนว่า ถ้าเป็นไปได้หน่วยงานทั้งหลายที่ปรากฏชื่ออยู่ในหน้านี้คือ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรที่อยู่ใน สวทช. และโปรแกรมการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ทั้งหมดนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ยินดีที่จะมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการในการพัฒนารายงานนี้ต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ เมื่อสักครูนี้ฟังเพื่อนสมาชิกแล้วคงจะสะท้อนว่าเรามีประเด็นปัญหา การประสานงานภายในสภา สปท. นิดหนึ่งหรือเป็นอย่างมาก เพราะว่าเรื่องนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทําไมถึงไปอยู่ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นสําคัญ การพัฒนาคนว่าด้วยการศึกษาเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของการที่จะรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ยั่งยืน เมื่อสักครู่ได้ฟังเพื่อนสมาชิก ที่พร้อมกับเสนอเอกสารมาแล้ว ผมคิดว่าที่เพื่อนสมาชิก ท่านทวีศักดิ์เสนอมาควรจะต้องเข้าไปอยู่ ในรายงานทั้งหมดเลยครับ เพื่อจะได้ให้มีความสมบูรณ์แล้วก็มาจากผู้ที่รู้เรื่องจริง ๆ จัง ๆ เป็นสําคัญ ในการพิจารณาของกรรมาธิการและท่านประธานที่ผ่านมาก็ตกหล่นเพราะว่า ไม่ได้พูดจากับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากท่านประธานไว้ว่าไม่รีบร้อน ได้ไหมครับ เอาไปว่ากันใหม่หมดเลยจะได้สมบูรณ์แบบ เพราะเราเห็นความสําคัญในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติต่าง ๆ เรื่องของความยั่งยืน ในขณะเดียวกันเราก็มีพันธกรณีกับข้อตกลง อนุสัญญาของสหประชาชาติมากมาย โดยเฉพาะไซเตส (CITES) แล้วก็ในเรื่องของโลกร้อน ที่ผมได้พูดหลายครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ก็ได้ไปร่วมประชุมมาที่กรุงปารีส แล้วเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสดีจี (SDGs) ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ก็ได้ไปประชุมมาที่นครนิวยอร์ก คือทั้งหมดนี้ ต้องเอามาวางบนโต๊ะแล้วดูเสียก่อนว่าพันธกรณีของเรามีอะไรบ้าง ผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ต้องมาแจงให้ฟังว่าพันธกรณีทั้งหมดมีอย่างไร แล้วเรามีกฎหมายรองรับ มีองค์กรที่จะ ปฏิบัติการ ณ วันนี้มากน้อยเพียงใด จะได้ปฏิรูปให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที ไม่ใช่เราคิดว่า วิธีง่ายคือมาตั้งสภานโยบายแล้วก็ตั้งหน่วยงาน แล้วก็จะไปขอยืมโครงการในพระราชดําริมา มาเป็นหน่วยงานปฏิบัติก็ดูกระไรอยู่ เหมือนกับทํางานกันง่าย ๆ เป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาล ของฝ่ายรัฐ ของฝ่ายราชการที่จะต้องรับผิดชอบเป็นสําคัญ แล้วก็สนับสนุน กับโครงการในพระราชดําริต่าง ๆ เหล่านี้ก็เสริมกันไปได้ แต่ไม่ใช่เรียกว่าออฟอิน (Off in) ไปเอาเข้ามาแล้วก็มายึดอย่างนี้คงไม่ค่อยจะถูกต้องนัก โปรดระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย แต่คราวนี้ประเด็นกลับมาที่หัวข้อเรื่อง ใช้คําว่า การจัดการความหลากหลาย ผมคิดว่า ท่านประธานและทางกรรมาธิการต้องมาแจงเสียก่อนว่าจัดการอะไรบ้าง กับวลีอันที่ ๒ คือการใช้ประโยชน์เพื่อยั่งยืน จะใช้แต่ประโยชน์อย่างเดียวหรือครับ ผมคิดว่า หัวใจของเรื่องนี้ก็คือการอนุรักษ์ แล้วก็ป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียอีกต่อไป จะด้วยการส่งออก ด้วยอิทธิพลของผู้ที่ทําพืชไร่ พืชสวน เหมืองแร่ต่าง ๆ เหล่านี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องมาดูกันใหม่ แม้กระทั่งหัวข้อการจัดการ ต้องนิยามให้ชัดว่าจะจัดการอะไร แล้วการใช้ประโยชน์ต้องถูก ควบคุมและกํากับด้วยการอนุรักษ์เป็นสําคัญ นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากรักษาให้ประเทศไทย เป็นที่ ๘ ของโลกต่อไปในเรื่องความหลากหลาย แล้วถ้าเผื่อขึ้นไปเป็นที่ ๑ ใน ๕ ได้ ก็จะยิ่งดีใหญ่
อีกประเด็นหนึ่งก็คือเราพูดกันมากเรื่องจะนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด ผมก็ได้เคยเสนอไปแล้วโดยเฉพาะในเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผมบอกว่าเป็นประเด็นเดียวที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาติมีความหมาย มีความยั่งยืน คือเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแม่บท ฉันใดฉันนั้นนะครับ ในเรื่องของการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติก็น่าจะเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นตัวตั้ง แล้วมาดูสิว่าเราจะต้องทําอะไรได้ในเรื่องที่ต้องการรักษา และการใช้ประโยชน์ จากสิ่งที่ธรรมชาติได้ให้มาหรือพระเจ้าได้ให้มาให้ได้อย่างเต็มที่แล้วก็ยั่งยืน
อีกประเด็นหนึ่งคือเราจะบริหารจัดการอะไร ก็อยากจะขอเสนอ มี ๔-๕ เรื่อง ด้วยกัน คือ อันที่ ๑ ณ วันนี้เราจะระงับแล้วก็หยุดยั้งการทําลายป่า ทําลายธรรมชาติ ทําลายสัตว์ได้อย่างไร ระงับก่อนในประเทศ แล้วก็ระงับการลักลอบการส่งออก บางส่วน ก็มีนําเข้าด้วยจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทางอากาศ ก็เป็นทรานซิตพอยต์ (Transit Point) คือเป็นทางผ่าน เราจะทําอย่างไร ที่ท่าอากาศยาน ที่ท่าเรือ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญเฉพาะหน้า เรื่องของการระงับ อันที่ ๒ คือ การปลูกฝัง เรามีคุณครูกี่คนในโรงเรียนต่าง ๆ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ครูเป็นแสนคนที่จะไป ให้ความรู้ได้ แล้วก็โยงไปที่ผมได้พูดหลายครั้งว่าเราจะใช้เครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ กับ กสทช. ในการให้ความรู้ ปลูกฝังเยาวชนแล้วก็ประชาชนทุกระดับให้เกิดการตื่นตัว อย่างไรว่าทําไมธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องรักษา เป็นทั้งสิทธิที่จะได้ชม แล้วก็เป็น หน้าที่ที่จะต้องปกป้องรักษาร่วมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของการปลูกฝังเป็นเรื่องที่สําคัญ อันที่ ๓ ก็แน่นอน เรื่องของการค้นคว้าวิจัยอยู่ในเอกสาร เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไว้แล้ว เรื่องรีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) รัฐบาลจะจัดงบประมาณ ให้ปีละเท่าไร จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ประจําปี ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องพูดให้แน่ชัด ๒ เปอร์เซ็นต์ไหมของจีดีพี (GDP) แล้วก็ เอามาที่นี่เป็นสําคัญเพราะเราต้องรักษาธรรมชาติ และประเทศไทยจะต้องอยู่ได้กับน้ํา กับดิน กับอากาศที่ดี จะไป ๔.๐ อย่างไรก็ไม่พ้นการที่จะต้องมีความเป็นเลิศทางภาคเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป แล้วก็การที่จะต้องพึ่งพาป่าไม้ ลําธารน้ํา อะไรต่าง ๆ เรื่องวิจัยเป็นเรื่องที่สําคัญ คราวนี้เราจะทําอย่างไรกับการพัฒนาคน ถ้าเป็นเรื่องของการป้องกันก็ฝ่ายกักกันพืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สนามบิน หรือท่าเรือ ณ วันนี้มีกี่คน เจ้าหน้าที่ฝ่ายศุลกากรว่าอย่างไร ตํารวจสันติบาล ตํารวจปราบปราม ดีเอสไอ (DSI) จะว่าอย่างไร กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. อบจ. นายกเทศมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด มีองค์ความรู้ ยึดมั่นใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็มีความหวงแหน ต่อทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศเรามากน้อยแค่ไหน อยู่ในสายเลือด อยู่ในความรู้สึก หรือเปล่า หรือว่าเป็นงานฝากกันมาก็ทํากันไป ก็เคลื่อนแฟ้มไป ตามเรื่องเซ็นกันไป หรือจะทําด้วยจิตใจและความยึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเราบอกว่าต้นไม้ ลําธารทั้งหลายเหล่านี้ สัตว์ พืชทุกชนิดเป็นสิ่งที่เราจะต้องหวงแหนร่วมกัน มาตั้งสภานโยบายผมพูดแล้วพูดเล่าว่าไม่ได้แก้ปัญหาครับ ก็เป็นลักษณะของท็อปดาวน์ (Top down) ลอยอยู่บนอากาศ แต่ของพรรค์อย่างนี้อยู่กับคนในป่า เยาวชน ชุมชน เขาอยู่ตรงนั้น ต้องแก้จากข้างล่างไปเป็นสําคัญ แล้วก็ให้วิชา ให้องค์ความรู้ จะต้องมี เจ้าหน้าที่ที่พร้อมและมีความซื่อสัตย์สุจริตไม่เห็นแก่ประโยชน์ เราจะเอากันจริง ๆ จัง ๆ ไหม ที่ตลาดนัดวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่สวนจตุจักรวันนี้ ไม่ใช่ตรงสัตว์ที่เขาเอามาแสดง เดี๋ยวนี้ ขายของผ่านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ไปที่ตลาดนัดสวนจตุจักรก็สั่งได้ อยากจะได้สัตว์ กี่ชนิด อยากจะได้พืชหวงห้ามกี่ชนิด ตํารวจ สน. พญาไท สน. ลาดพร้าวจะเอาจริงหรือเปล่า เทศกิจ กทม. จะเอาจริงหรือเปล่า ดีเอสไอ (DSI) จะเอาจริงหรือเปล่า สันติบาลจะเอาจริง หรือเปล่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อนสมาชิก สปท. จะเอาจริงหรือเปล่า กระทรวงมหาดไทยเอาจริงไหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ
ประเด็นสุดท้าย เรามีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอากระทรวงนี้เป็นแกนได้ไหมครับ ไม่ใช่มาตั้งองค์กรใหม่แล้วก็กระจัดกระจายไป เมื่อมีกระทรวงตั้งกระทรวงนี้มา ๒๐ ปีแล้วต้องทํางานให้เต็มที่ ยิ่งมีกระทรวงป่ายิ่งหาย เป็นไปได้อย่างไร สัตว์เริ่มสูญพันธุ์ พืชต้องหาย ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องยุบกระทรวงนี้ แล้วก็กลับมาที่สภานโยบายอันนี้ ไม่ต้องมีกระทรวงนี้ ถ้าทําไม่ได้ ไม่มีฝีมือ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็ต้องไม่ทํา และนี่เป็นยุคที่จะต้องมีความเด็ดขาดในการบริหารราชการ ต้องให้ข้าราชการ ทํางาน ต้องให้ท้องถิ่นรักษาแล้วก็หวงแหนท้องถิ่นของตนเอง แล้วก็ต้องมีการขับเคลื่อน ต้องเริ่มที่ครูเป็นเรื่องที่สําคัญ อาจารย์ต่าง ๆ งบวิจัยต้องมี ต่าง ๆ เหล่านี้ผมจึงคิดว่า มองให้สมบูรณ์แบบคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) เพราะว่าเวลาเสนอเข้ามาที่ คณะกรรมาธิการแล้วข้อมูลมักจะไม่ครบ ผมวิจารณ์หลายครั้ง แล้วเราก็มาคิดว่าการที่จะ เสนอสภาอะไรขึ้นมาแล้วมีนายกรัฐมนตรีแล้วจะแก้ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย เป็นไปไม่ได้ครับ ก็ต้องไปกันทั้งสังคมต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ทุกหมู่เหล่าต้องมีทั้งสิทธิ และหน้าที่เป็นสําคัญ ก็อยากจะฝากท่านประธานไว้ว่าเอากลับไปทบทวนแล้วก็ว่ากัน ให้เต็มที่จะได้ประโยชน์สูงสุด ในสิ่งที่ผมแน่ใจว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของทุกคนและเป็น เรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทย และที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ทํามาเป็นเวลา ๖๐ ปี ก็คือเรื่องนี้ จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็คือเรื่องของการรักษาธรรมชาติ อยู่อย่าง ธรรมชาติอย่างที่ไม่ไปรบกวน อยู่ด้วยความสมดุล และต้องให้เยาวชนไทยทุกคนนั้น มีความรักและหวงแหนแผ่นดินไทย ขอขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ท่านต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ อันที่จริงผมควรจะขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ที่จะ ขออภิปรายครั้งนี้ก็อยากจะสนับสนุนรายงานของทางคณะกรรมาธิการ เพื่อให้มีข้อมูล สนับสนุนอันอาจจะเป็นประโยชน์ ขอเสนอ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพ กับเรื่องของสุขภาพ มีข้อมูลบางอย่างที่ผมเห็นว่าน่าสนใจก็เลยอยากจะมานําเสนอ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการแนะนําแนวทางการสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพ ที่ขณะนี้มีการดําเนินการอยู่ที่ยุโรปแล้วก็ในอเมริกาเหนือ การสร้าง ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นหลายคนก็อาจจะสับสนอยู่ เข้าใจว่าความหลากหลาย ทางชีวภาพนั้นหมายความว่ามีพืชมากมาย มีสัตว์มากมาย ปัจจัยอันหนึ่งเลยก็คือควรจะต้อง อยู่ในนิเวศวิทยาเดียวกันด้วย ก็คืออยู่ในพื้นที่เดียวกันซึ่งจะทําให้เกิดความหลากหลาย เมื่อมีสัตว์ มีพืช มีแบคทีเรีย มีจุลชีพต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะทําให้ความหลากหลายเกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของสิ่งที่อาจจะเป็นโทษ บางคนเข้าใจว่าต้องไม่มี จริง ๆ แล้วจะต้องมี ความสมดุล เรื่องของโทษนั้นในวงจรของมันก็อาจจะเป็นประโยชน์ระหว่างกลุ่มของเขากันเอง ผมได้ลองไปค้นหางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) กับเรื่องของเฮลท์ (Health) แล้วก็เสิร์ช (Search) ในพับเมด (PubMed) ปรากฏว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ๗,๕๖๔ ชิ้น คิดเฉพาะรีวิว (Review) มี ๑,๘๒๔ ชิ้น เฉพาะปี ๒๐๑๗ นั้นมี ๙๓ ชิ้น ผมจะขออนุญาตเลือกมาเล่าให้พวกเราฟัง บางชิ้นเท่านั้นคิดว่าจะเป็นประโยชน์
เรื่องแรก ดอกเตอร์คิลพาทริก แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาครูซ เขารายงานในวารสารเดือนมิถุนายนปีนี้เองว่ามีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นมากมายเป็นผลจาก ภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงแล้วก็รวดเร็ว เป็นผลมาจากที่พวกเราได้พูดกัน ก็คือเรื่องของเกษตรเชิงเดี่ยว เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรม เรื่องการสร้างเมือง สิ่งที่ดอกเตอร์คิลพาทริกได้แนะนําก็คือหนทางเดียวในการที่จะชะลอสภาวะนี้ได้ ต้องเร่งสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดในแต่ละพื้นที่ให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะในป่า ในเมืองก็ทําได้ งานวิจัยหลายชิ้นในหลายประเทศยืนยันตรงกันว่าหลายโรคนั้นเกี่ยวข้องกับ เรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ เขายกตัวอย่างโรคกลัวน้ําที่เกิดขึ้นในสัตว์นั้น มีอุบัติการณ์ลดลงเมื่อมีความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ดอกเตอร์คอมเบ มหาวิทยาลัยมองเปลเยร์ ประเทศฝรั่งเศส ทํางานร่วมกับฝ่ายวิจัยในประเทศอังกฤษ รายงานขึ้นมาในอีเมอร์จิง ไมโครไบโอโลจี อินเฟกชัน (Emerging Microbiology Infection) เดือนเมษายน ๒๐๑๗ เขาพบว่าโรคแผลในกระเพาะที่เกิดจากแบคทีเรียบางสายพันธุ์นั้น มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น สิ่งที่เป็นผลจากเรื่องของอุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากเรื่องของ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ดอกเตอร์เฟร์เน มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ก็รายงานวิจัยพบว่าแบคทีเรียที่เป็นพวกไมโครไบโอม (Microbiome) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่บนทางเดินหายใจตอนบนนั้น ปรากฏว่าลดประสิทธิภาพในการทํางานลง ไม่สามารถที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับมนุษย์ ที่เป็นโฮสต์ (Host) ได้มากอย่างที่เคยทํา เป็นผลมาจากเรื่องของความหลากหลาย ทางชีวภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เปลี่ยนแปลงไปที่ลดลงนั้น ไปมีผลต่อเรื่องศักยภาพของแบคทีเรียในการสร้างภูมิคุ้มกัน ดอกเตอร์ตัง แห่งคลีฟแลนด์คลินิก รายงานในเซอร์คูเลชัน รีเสิร์ช (Circulation Research) เดือนมีนาคม พบว่าไมโครไบโอม (Microbiome) ที่อยู่ในทางเดินอาหารนั้นลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจํานวนชนิด โดยปกตินั้นไมโครไบโอม (Microbiome) จะมีอยู่ ๑.๓-๑.๕ เท่าของจํานวนเซลล์ที่อยู่ในร่างกาย แล้วก็จะมีอยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ชนิด จํานวนชนิดนั้นลดลง แล้วก็มีผลทําให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรนั้นมีส่วนหนึ่งมาจาก เรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ดอกเตอร์ครูเกอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีฮัมบูร์ก แห่งเยอรมนี ทํางานวิจัยแล้วก็ได้พบว่าภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ของแบคทีเรียทําให้มีการเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราต้องการที่จะเข้าไปแก้ไข ในส่วน ดอกเตอร์ครูเกอร์แนะนําให้ใช้แบคทีเรียกลุ่มหนึ่งที่เราเรียกกันว่าเอกซ์ทรีโมไฟล์ (Extremophiles) ก็คือกลุ่มที่สามารถจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความรุนแรงได้ ตรงนี้อาจจะ เป็นคําตอบในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโลกให้คืนกลับมาเป็นปกติก็ได้ มีรายงาน ในบราซิลที่ค่อนข้างน่าสนใจ เรื่องนี้ก็ค่อนข้างตลกด้วย มีเรื่องการระบาดของมาลาเรีย มีบางคนตั้งทฤษฎีไว้ว่ามาลาเรียนั้นมาจากพวกป่าเขตร้อน ป่าฝน เพราะฉะนั้นถ้าลดป่า ลงไปหน่อยก็จะสามารถทําให้มาลาเรียนั้นหายไปได้ รายงานวิจัยของดอกเตอร์ทัคเกอร์ ลิมา แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา พบกลับด้านกัน พบว่าการทําลายป่า รวมถึงการทําลาย ความหลากหลายทางชีวภาพของป่าจะส่งผลให้มีโรคมาลาเรียระบาดมากขึ้น และความรุนแรงนั้นมากขึ้น อันนี้ก็เป็นรายงาน โดยสรุปแล้วก็คือนักวิทยาศาสตร์ หลายชาตินั้นยืนยันตรงกันว่าการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจะช่วยไม่ใช่แค่เรื่องของ โลกร้อน ไม่ใช่เรื่องของการกําจัดอากาศพิษได้ดี ไม่ใช่เรื่องของการป้องกันโรคบางอย่าง แต่โรคทุกอย่างนั้นสามารถที่จะลดได้โดยการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะไปมีผล ต่อเรื่องของเศรษฐกิจในทางอ้อม ดอกเตอร์คริสต์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีเวอร์จิเนีย ได้เสนอแนะ ตีพิมพ์ในวารสารอันดับ ๑ ของโลกก็คือไซเอนซ์ (Science) ในเดือนเมษายน ๒๐๑๗ ว่า ขณะนี้หลายประเทศมีประชากรลดลง รวมทั้งประเทศไทยน่าจะใช้ประโยชน์จากการที่ ประชากรลดลง การสร้างเมืองน้อยลง การสร้างชุมชนลดลง หันไปพัฒนาในเรื่องของ การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อที่จะทําให้การดูแลผู้สูงอายุนั้นดีขึ้น การดูแลรักษา สิ่งแวดล้อมในการสร้างความหลากหลายนั้นไม่จําเป็นต้องทําในป่า ดอกเตอร์โอซุลลิแวน แห่งมหาวิทยาลัยเซฟฟิลด์ สหราชอาณาจักร แนะนําในวารสารเดือนเมษายน ปี ๒๐๑๗ ให้สร้างความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรพลุกพล่านอัดแน่นไปด้วย ประชากร ขณะนี้หลายเมืองได้เริ่มทําแล้ว ถ้าสมมุติว่าประเทศไทยจะทําก็เป็นวิธีการที่ดี เขาแนะนําวิธีการซึ่งพวกเราหลายท่านก็ได้พูด อันแรกเลยก็คือเลิกวัฒนธรรมการปลูกต้นไม้ ชนิดเดียวโมโนครอป (Monocrop) บนถนนเส้นเดียว ถนนในเมือง ส่งเสริมการปลูกต้นไม้หลายพันธุ์ บนถนนเดียวกัน อันที่ ๒ ปลูกพันธุ์ไม้หลายชนิดลงในพื้นที่ว่างแม้ว่าจะมีน้อยนิด อย่างเช่น เกาะกลางถนน อันที่ ๓ ปลูกไม้ดอก ไม้ผลให้มากขึ้นเพื่อที่จะดึงเอาพันธุ์สัตว์ แมลง นก ให้เข้ามาเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ อันที่ ๔ รณรงค์ให้มีการปลูกต้นไม้ในบ้าน อพาร์ตเมนต์ (Apartment) คอนโดมิเนียม (Condominium) อาคารใหญ่ในเมือง จัดกิจกรรมส่งเสริมความหลากหลาย การลดค่าเช่า ลดภาษี การประกวด การให้รางวัล หน่วยราชการและเอกชนที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ อันที่ ๕ เลือกพันธุ์ไม้ ที่ให้ความสวยงามโดยไม่ต้องไปตกแต่งให้มากนัก บางครั้งเราปลูกต้นไม้ตัดกันบ่อยนั้น เป็นการสร้างมลพิษในสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน แล้วก็มีเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วย บางพื้นที่ ที่มีมลพิษอาจจะเลี้ยงแบคทีเรียกลุ่มเอกซ์ทรีโมไฟล์ (Extremophiles) เสริมด้วยพันธุ์พืช ที่เหมาะสมอย่าปล่อยทิ้งร้างไว้ แล้วที่สําคัญ สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ตรัสไว้ ปลูกพันธุ์ไม้ในหัวใจคน เสริมกิจกรรมแก่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ให้รู้จักรักธรรมชาติ ก็ขออนุญาตเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ สิงคโปร์วิเศษกว่าไทยตรงไหน มีพื้นที่มากกว่าไทยตรงไหน ทําไมเส้นทางจากสนามบิน ของสิงคโปร์เข้าสู่ตัวเมืองถึงได้เป็นป่าพันธุ์พฤกษ์เขียวชอุ่มหลากหลาย แต่ของไทยไม่มี มีแต่อ้างพระราชดําริกันประการเดียวแต่หาลงมือทําไม่ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านรายงาน ความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว แท้ที่จริงนั้นเรามีหน่วยงานที่ทํา คิด และเดินในเรื่องเหล่านี้ อยู่อย่างขยันขันแข็งและมีผลงานมากมาย แต่ก็เพราะขาดจิตสํานึกของการเป็นหน่วยงาน ที่เท้าติดดิน พูดเรื่องชีวภาพได้มากมายหลายร้อยหน้า แต่ไม่เคยเงี่ยหูฟังเลยว่าประชาชน เขาพูดเรื่องชีวภาพอย่างไร ท่านประธานครับ อย่าหาว่าผมดูถูกหรือปากจัดเลย หน่วยงาน ทางชีวภาพซึ่งอาจารย์ทวีศักดิ์บอกว่ามีอยู่ ๕ หน่วยงานหลักทําเรื่องจุลินทรีย์ของประเทศนี้ แล้วก็มีอีก ๕๔ มหาวิทยาลัยเป็นเครือข่าย ผมอยากจะเรียนอาจารย์ทวีศักดิ์ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่าน เพราะท่านยกเรื่องนี้ขึ้นมาว่าเพราะความไม่ติดดินหรือกระไร ทําไมคนรู้จัก ชีวภาพของประเทศนี้ท่านได้เอาหูแนบดินหรือเงี่ยหูฟังไหมว่าประชาชนในประเทศนี้รู้จัก ชีวภาพในเรื่องอะไร ผมอยากจะบอกครับ สู้ป้าเชงยังไม่ได้เลย น้ําหมักสมุนไพรจุลินทรีย์ อะไรของป้าเชงไม่รู้ ทํามาขายดิบขายดี ประชาชนรู้จัก ทะเลาะกันในบ้านเพราะแม่จะทํา จุลินทรีย์ให้ลูกกิน เอาผลไม้มาหมักแล้วบอกว่าแก้โรคได้ทุกโรค ณ บัดนี้ ๕ หน่วยงาน เรื่องจุลินทรีย์ของประเทศนี้ทําอะไรไปถึงไหนผมไม่รู้ แต่ชาวบ้านเขาบอกผมว่าป้าเชง กําลังทํามหาบําบัด ๑๐ ปี คือเอาสมุนไพร ๑๐ ชนิดหมักรวมกัน ๑๐ ปี เป็นยาวิเศษ รักษาได้ทุกโรค ขายลิตรละ ๑,๐๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าทําไมประชาชน ในประเทศนี้ที่เรียกว่าคนไทยรู้จักป้าเชงมากกว่าหน่วยงานทางชีวภาพของชาติที่ใช้ งบประมาณแผ่นดินหลายร้อยบาท หลายพันล้านบาทต่อปี ก็เพราะว่าป้าเชงเท้าติดดิน กว่าหน่วยงานเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไปเจอองค์กรหรือบุคลากรของหน่วยงาน ชีวภาพ แล้วตอนหลังเข้าใจว่าไปอยู่หน่วยงานเอกชนดังระดับโลก ขึ้นป้ายบอร์ด (Board) ใหญ่ ตรงสนามบินสุวรรณภูมินั่นละไม่ใช่ที่ไหน บอกว่าประเทศไทยได้รางวัลผลิตภัณฑ์ มีภาษาอังกฤษ เข้ามา แต่ผมเอาภาษาไทยแล้วกัน ก็คือมีผลิตภัณฑ์น้ําเมือกหอยทากได้รับรางวัลลูกโลกทองคํา อะไรสารพัดรางวัลเอามาอวดโชว์ว่าเอาน้ําเมือกหอยทากไปทําสารสกัดคุณสมบัติทางยา และเครื่องสําอาง เรียกว่าสเนลครีม (Snail Cream) ท่านประธานที่เคารพครับ น้ําเมือกหอยทากนี้ ไม่ได้เป็นความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสมบัติของประเทศนี้หรอกหรือ เป็น แต่ทําไม ประชาชนรู้จักน้ําเมือกหอยทากผ่านคุณสมบัติทางยาและทางเภสัช ทางครีม ทางอะไรไปให้ เอกชนเขาร่ํารวยกัน โดยที่หน่วยงานความหลากหลายทางชีวภาพที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ หรือที่มี อยู่เดิมแล้ว ๕ หน่วยงาน ท่านประธานครับ จัดลําดับอยู่กันตรงไหน อย่างไร นี่ผมยกตัวอย่าง ไม่ให้ซับซ้อน ยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวว่าทําไมพวกเขาถึงเท้าติดดิน สเนลครีม (Snail Cream) น้ําเมือกหอยทากแล้วไปทําเครื่องสําอางของเอกชน หรือของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไปอยู่ บริษัทเอกชน ทําไมเขาถึงทําให้เท้าติดดินได้มากกว่าหน่วยงานของราชการ
ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้าย เกษตรกรชาวไทยรู้จักปุ๋ยจุลินทรีย์ รู้จัก น้ําอีเอ็ม (EM) แล้วหลายบริษัทไปหลอกลวงประชาชนเรื่องของน้ําจุลินทรีย์ มีจุลินทรีย์ เท่านั้นล้านตัว เท่าโน้น ๑๐ ล้านตัว ท่านประธานครับ หน่วยงานความหลากหลาย ทางพืชพันธุ์รู้จักจุลินทรีย์ดีกว่าใครในประเทศนี้ แต่พวกเขาเท้าติดดินจริงหรือเปล่า เขาไม่ได้ รับรู้หรอกหรือว่าเกษตรกรของไทยนั้นต้องการปุ๋ย ต้องการจุลินทรีย์ในดิน ต้องการการให้ การปลูก และการใส่ปุ๋ยแบบใหม่ ๆ เพื่อผลิตผลของเกษตรกร ๕ หน่วยงานนี้ก็จะรู้ ทําไม จะไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วทําไมเกษตรกรไทยถึงไม่ใช้บริการของท่าน ไม่มีงบ ผมจะได้ยินแบบนี้ ไม่มีงบ ได้โปรดเถิดครับ ถ้าท่านมีความจริงจังเหมือนบริษัทที่หลอกขายปุ๋ยจุลินทรีย์ เขาก็ ไม่มีงบ เขาลงทุนเอง ขายเอง โฆษณาเอง หลอกเอง แต่พวกเขาเท้าติดดินกว่าท่าน ของท่านหมายความว่าเกษตรกรก็อยู่ที่ริมฝีปาก อยากช่วยเกษตรกร แต่เกษตรกรไม่ได้รับ การช่วยเหลือจากท่านและไม่รู้จักท่าน แต่รู้จักปุ๋ยจุลินทรีย์ รู้จักเมือกหอยทากและรู้จัก น้ําป้าเชง ซึ่งทั้ง ๓ ประการที่ผมยกตัวอย่างมานี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นเรื่องของ คําว่าเท้าติดดินหรือไม่ติดดินของหน่วยงานรัฐที่กําลังทํางาน ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ ต่อแผ่นดิน ท่านประธานครับ ผมเลยซีเรียส (Serious) ต้องขออภัยที่ชอบยกตัวอย่าง เรื่องถนนไปสู่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วขาดพันธุ์ไม้ ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ขาดดอกไม้ ขาดต้นไม้ ต้นยางนา ที่ยกพระราชดําริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมา ผมเลยต้องถามว่าถ้ารักและเคารพเทิดทูนในพระราชดําริของพระองค์ท่านจริง ๆ กรมทางหลวง หรือหน่วยงานความหลากหลายทางชีวภาพไปปลูกต้นยางนาบนถนนสายบางนา หรือถนนสายสุวรรณภูมิสัก ๑๐ ต้นเถิดในปีนี้ เผื่ออีก ๕๐ ปีข้างหน้าลูกหลานเราจะได้อวด ชาวต่างประเทศว่าประเทศไทยมีต้นยางนาอวดอยู่บนถนนประตูเข้าบ้านคือประตู ถนนสุวรรณภูมิ หรือท่านประธานกับผมจะไปปลูกกันไหมล่ะ ไปขอกรมป่าไม้ หากันสัก ๕ ต้น ๑๐ ต้น ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะบอกได้ว่านี่คือหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ ดูแล รักษา เกียรติภูมิของประเทศ รักษาผลประโยชน์ของประเทศนั้นเท้าติดดินคิดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อทําให้ประเทศนี้ได้รักษา ได้อวด ได้ทะนงว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีความหลากหลาย ทางพันธุ์พืชและทางชีวภาพอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ผมถึงจบตรงนี้ ผมอยากเห็นจริง ๆ ว่า ให้ถนนไปสู่ประตูบ้านสุวรรณภูมิ สู่พระรามเก้านั้น ให้มีต้นแจ็กฟรุต (Jackfruit) ต้นขนุน ปลูกง่ายจะตาย ให้มีต้นมะม่วง ให้มีต้นทุเรียน ให้มีต้นมังคุด ให้มีต้นลําไย น้อยหน่าอะไร ก็ว่าไปเถอะครับ แต่ช่วยอวดหน่อย อวดความหลากหลายของพันธุ์พืชของประเทศนี้ ให้กับนานาชาติ ปลูกที่หน้าบ้านคือถนนสุวรรณภูมินั่นละ แล้วก็ฝากเสียงดัง ๆ ไปถึง กรมทางหลวงด้วย ฝากเสียงดัง ๆ ไปที่ท่านอํานวยด้วย ท่านรองผู้ว่าราชการ กทม. ผมพูด ทั้งนอกรอบในรอบ เพราะว่าหลายเขตของถนนสุวรรณภูมิอยู่ในเขตของ กทม. แต่พอเลยไป ก็กรมทางหลวง พูดง่าย ๆ คือไม่พูดกัน แล้วก็ฝากรายงานฉบับนี้ว่าความหลากหลาย ทางชีวภาพนั้นเพื่อจะอวดชาวต่างชาติ เพื่อรักษาความทะนงนั้นตนต้องลงมือกระทําครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เผอิญพาดพิงท่านอํานวย ท่านก็เลยยกมือทันที เชิญท่านอํานวย นิ่มมะโน ครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ก็คงสั้น ๆ ครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ที่จริงพาดพิงหลายครั้ง แต่ผมรอให้พาดพิงเยอะ ๆ ก่อน แล้วจะชี้แจงครั้งเดียว เพราะถ้าผมไม่ได้ชี้แจงจะทําให้สังคมเข้าใจผิดได้ สมาชิกท่านหนึ่ง บอกว่ากรุงเทพมหานครเอาจริงหรือเปล่า ก็ขออนุญาตชี้แจงว่ากรุงเทพมหานครยุคนี้ เอาจริงในทุกเรื่อง เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเราทํากันอยู่ ผมเสนอเข้าที่ประชุม ของคณะกรรมการบริหารได้ข้อยุติแล้ว กําลังตั้งคณะทํางานที่จะขับเคลื่อน ๑ ในนั้นก็นําไปจาก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี่ละครับ รณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกอะไรก็ได้ ปลูกได้ทุกพันธุ์ไม้เพื่อความหลากหลาย แล้วนําต้นไม้นั้นไปลดหย่อนภาษีโรงเรือน ทําคู่กันอีกครับ ดูหน้าผมอาจจะไม่ฉลาด แต่ความจริงตรงกันข้าม ทําคู่กันตรงนี้ จะปล่อยน้ํา ลงคู ลงคลอง ลงแม่น้ํา จะต้องผ่านการบําบัดก่อน ถ้าไม่ผ่านการบําบัด เอาไปลดหย่อนภาษี ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ได้ ตอนนี้เรามีปัญหาอีกนิดหนึ่ง ไม้ใหญ่ที่มาลงเริ่มโค่น เพราะอะไรครับ เวลามาลงต้นไม้ใหญ่ ๆ เขาเรียกตุ้ม ฝังลงไปในดินแล้วชอนไชไปไม่ได้ ก็เริ่มโค่น เริ่มมีคนได้รับบาดเจ็บ เริ่มมีอุบัติเหตุ เราก็ต้องมาดูอีกครับ ส่วนในการปลูกต้นไม้ ริมทาง ข้าราชการรับผิดชอบ ในพื้นที่เอกชน เอกชนรณรงค์ให้ปลูกลดหย่อนภาษี วัดวาอาราม บังคับให้ปลูก สถานที่ราชการต้องส่งแผนการปลูกในโครงการนี้ แปลว่าสถานที่ราชการ วัดวาอาราม แม้กระทั่งในค่ายทหาร ในโรงเรียน โรงพยาบาล ต้องเสนอแผนการปลูกต้นไม้ คล้ายแปลนบ้านแล้ว กทม. จะมีคณะกรรมการตรวจ ส่วนเอกชนจะปลูกทําสวนแนวดิ่ง คอนโดมิเนียม (Condominium) หน้าบ้านปลูกไม้กระถาง จะมีคณะกรรมการมาพิจารณาว่า ไม้กระถางของคุณเพิ่มออกซิเจนได้ในจํานวนที่จะลดภาษีได้แล้วหรือยัง ปลูกอะไรก็ได้ แต่ทุเรียนของท่านสมพงษ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เราคงไม่ปลูกครับ เพราะเดี๋ยวจะไปตรงกับ นโยบายของท่านสมิตร สมิทธินันท์ ที่ให้ปลูกกล้วย ปลูกมะละกอ ก็จะมีปัญหาเวลา ทุเรียนออกลูกแล้วแย่งกันเก็บอีก เป็นปัญหาที่ตามมาอีก ส่วนยางนาหรือไม้ที่หายาก ผมเห็นด้วย นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันว่ากรุงเทพมหานครเอาจริง ขอบพระคุณครับ
ปลูกอะไรที่เหมาะสมก็แล้วกัน เผอิญพอชี้แจงพาดพิง ท่านสมพงษ์ สระกวี ก็เลยเกิดติดใจในคําชี้แจง สั้น ๆ ครับ ท่านสมพงษ์ครับ
มิได้ครับ ผมอุตส่าห์ดีใจว่าท่านอํานวยลุกขึ้นมา ผมคําถามเดียวสั้น ๆ ว่าท่านมีดําริอะไรบ้างที่จะทําให้หน้าบ้าน คือจากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงพระรามเก้าได้เพิ่มความหลากหลายทางพันธุ์ไม้ดังรายงานของ สปท. ในครั้งนี้ คือผม ไม่พูดนอกเรื่อง เพราะฉะนั้นก็ตั้งใจฟังว่าท่านอํานวยลุกขึ้นมาคิดว่าจะพูดเรื่องนี้ ช่วยพูดต่ออีกนิดด้วยเถอะครับ ผมไม่ได้คัดค้านอะไร ผมขอให้พูดต่ออีกนิดเดียวว่า ท่านมีโครงการเกี่ยวกับถนนสู่สุวรรณภูมิเพื่ออวดความหลากหลายทางต้นไม้ของประเทศนี้ ต่อสายตาชาวโลกอย่างไร ขอบคุณครับ
พอสังเขปนะครับ เพราะว่าก็ได้ตอบไปพอควรแล้ว เชิญครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : จริง ๆ แล้วไม่แน่ใจว่าท่านสมพงษ์ ไม่ทราบหรือแกล้งไม่ทราบ สนามบินสุวรรณภูมิอยู่สมุทรปราการ นอกเขต กทม. ขอบพระคุณครับ
ผมช่วยไปดูให้ก็แล้วกัน แต่เพชรบุรีมียางนาเดี๋ยวผมชวนท่านสมพงษ์ไปดู ท่านต่อไป พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายวาระการปฏิรูป ด้านการศึกษา เรื่อง การปฏิรูปการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ อย่างยั่งยืน เมื่อเช้าผมฟังท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ท่านเริ่มต้นบอกว่า คงจะงง ๆ กันว่าความหลากหลายทางชีวภาพมาเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาอย่างไร แล้วก็ มาได้รับฟังการชี้แจงจากท่านประธานกรรมาธิการคือท่านวิวัฒน์ แล้วก็คณะทํางาน อนุกรรมาธิการหลาย ๆ ท่าน ก็เลยมีความกระจ่างแจ้งขึ้นว่าความหลากหลายทางชีวภาพนี้ มาเกี่ยวข้องในเรื่องการศึกษาอย่างไร ที่จริงถ้าเรามองให้ดีหรืออ่านให้ทะลุแล้วก็จะเห็นว่า มีความสําคัญต่อมนุษยชาติยิ่งกว่าการศึกษาในห้องเรียน หรือฟอร์มัลเอดูเคชัน (Formal Education) เสียอีก และความรับผิดชอบของทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ที่จะต้องช่วยกันดูแล เพื่อที่จะส่งต่อความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพให้กับอนุชนหรือให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป ผมเองก็เห็นด้วยกับรายงานซึ่งมีความละเอียด แล้วก็มีข้อเสนอแนะที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ในหลาย ๆ เรื่อง เผอิญเมื่อครั้งหนึ่งเคยดํารงตําแหน่งประธานคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างปี ๒๕๓๘-๒๕๔๔ ซึ่งในช่วงนั้นทางองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้จัดทําโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริของ พระองค์ท่าน ในโครงการ อพ.สธ. ที่คณะกรรมาธิการได้รายงานให้ที่ประชุมทราบแล้ว ก็อยากจะเรียนเสริมกรรมาธิการให้เห็นถึงความสําคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ในการที่จะทําให้ประเทศไทยได้มีการศึกษา ได้มีการพัฒนา และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้สมบูรณ์และกว้างขวาง ให้มากที่สุด เหตุผลที่องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับมอบหมายให้ ดําเนินโครงการนี้ก็อาจจะโดยที่องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสวนสัตว์อยู่ ทั่วประเทศ ที่เริ่มโครงการคือเมื่อปี ๒๕๔๑ ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวซึ่งมีพื้นที่ถึง ๕,๐๐๐ ไร่ มีทั้งในส่วนที่เป็นสวนสัตว์เปิดและสวนสัตว์ปิด คือที่ใช้งานที่แสดงสัตว์อยู่ ถ้าเราจะนับ ความหลากหลายของพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่ ๕,๐๐๐ ไร่นั้น ความหลากหลายของพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ซึ่งมีนับหมื่นอาจจะเป็นนับแสนตัวก็ได้ถ้ารวมถึงนกกาทั้งหลาย ทั้งสัตว์ต่าง ๆ มากมาย ที่นั่นจึงเป็นพื้นที่ที่ทางโครงการ อพ.สธ. ได้เลือกให้เป็น ๑ ในโครงการที่จะดําเนินการ ในการอนุรักษ์หรือในการดําเนินงานโครงการความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งบุคลากร ของสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเอง และองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ก็มีความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องของพันธุ์สัตว์และในเรื่องของนิเวศวิทยา เรื่องทางชีววิทยา แล้วก็รู้จักพันธุ์ไม้ จะเห็นว่าถ้าเราเข้าไปในสวนสัตว์ ต้นไม้เกือบทุกต้นที่เราเดินผ่านจะมี ชื่อต้นไม้และจะมีประวัติสั้น ๆ หรือความสําคัญของต้นไม้เหล่านั้นอยู่ เพราะฉะนั้น องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้ดําเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ในปี ๒๕๕๒ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จไปที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเพื่อเปิดโครงการที่เรียกว่า “ทรัพยากรไทย : ผันสู่วิถีใหม่ในฐานไทย” โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เป็นนวัตกรรม ที่มีคุณธรรมกํากับ เป็นการนําไปสู่แนวทางใหม่ในฐานวัฒนธรรมไทย ในฐาน ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย วัฒนธรรมวิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบคนไทย โดยปฏิบัติตามความเป็นฐานเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เพราะฉะนั้นจึงเป็นนวัตกรรมที่ได้เริ่มดําเนินการที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เมื่อปี ๒๕๕๒ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๖ คณะกรรมการและคณะทํางานในโครงการนี้จึงได้ขยายให้ไปดําเนินการ เพิ่มเติมที่สวนสัตว์อุบลราชธานีที่เราเริ่มสร้างขึ้นใหม่เมื่อประมาณสัก ๑๐ ปีที่แล้ว และต่อมา เมื่อปี ๒๕๕๘ คือเมื่อ ๒ ปีที่แล้วคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ก็ได้มีมติให้ดําเนินการ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในทุกสวนสัตว์ คือประมาณ ๙ สวนสัตว์ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นวิวัฒนาการที่ได้ดําเนินการ วัตถุประสงค์ของโครงการที่ทําโดยองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากจะเป็นการสนองพระราชดําริในโครงการนี้ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการปกปักพันธุกรรมพืช และฐานข้อมูลของพันธุกรรมพืชในพื้นที่ตั้งของสวนสัตว์ทุกแห่ง เป็นแหล่งศึกษา สภาพนิเวศวิทยาที่เป็นลักษณะเฉพาะของทรัพยากรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งทางสวนสัตว์ เชื่อมโยงกับระบบนิเวศในทุก ๆ ด้าน เพื่อเป็นกิจกรรมในการสร้างจิตสํานึกและการอนุรักษ์ ทรัพยากรทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าโครงการที่ดําเนินการ ในสวนสัตว์นั้นจะเกิดประโยชน์ ๔ ประการ คือ ประการแรก เป็นการอนุรักษ์สัตว์ป่า ประการที่ ๒ เป็นการศึกษาวิจัยทางด้านสัตว์ป่า ประการที่ ๓ การให้การศึกษา และที่สําคัญ ประการที่ ๔ คือการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่มีคุณค่าแก่ประเทศชาติ ประชาชน และเยาวชน
ในวาระปฏิรูปที่กรรมาธิการได้นําเสนอ ถ้าเราไปดูในหน้า ๒๓ ก็จะเป็น สรุปข้อเสนอแนะ ๔ ประการ ก่อนหน้านั้นก็จะมีข้อเสนอแนะในเรื่องต่าง ๆ ที่สําคัญคือ การเสนอแนะให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศแห่งชาติ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการบูรณาการผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันดําเนินการ มาร่วมกันวางแผน มาร่วมกันบูรณาการ เพราะว่าโครงการและปัญหา การอนุรักษ์ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บรรยายมา ๕ ท่านแรก ก็จะเห็นว่ามีความหลากหลายมาก เกี่ยวข้องกับทุกด้าน และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานองค์กร ทั้งประเทศเลย เพราะฉะนั้นการที่จะมีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อที่จะมามองในภาพใหญ่ มาจัดทําเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ เข้าไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลกําลังดําเนินการอยู่ ก็เลยทําให้โครงการนี้ซึ่งถือว่ามีความสําคัญยิ่งต่อมนุษยชาติสามารถดําเนินการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แล้วก็จะได้สอดคล้องกับแนวทางที่ขอรับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล สิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะที่จะมีความยากก็คือการพัฒนากําลังคนและบุคลากรวิจัยให้เพียงพอ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะว่าบุคลากรในด้านนี้ของบ้านเราก็มีอยู่ค่อนข้างจะจํากัด และส่วนหนึ่งก็ไปอยู่ทางด้านเชิงพาณิชย์ ด้านคอมเมอร์เชียล (Commercial) จึงทําให้ คนที่จะมาดูแลความหลากหลายทางชีวภาพจริง ๆ จะมีค่อนข้างจํากัด
และสุดท้ายในข้อเสนอข้อ ๖.๓ ก็คือการบูรณาการให้ชุมชนเข้าถึงและเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งที่จะต้องส่งเสริมและสนับสนุน ให้สถาบันการศึกษาได้ให้ความสําคัญในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ ความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างสมดุลทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งสุดท้ายก็จะไปช่วยในการลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมได้ในทางหนึ่ง ผมเองก็ได้กราบเรียน ผ่านประธานไปยังกรรมาธิการเพื่อให้เห็นถึงตัวอย่างหนึ่งที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการเติมเต็ม ให้กับข้อเสนอของกรรมาธิการ ซึ่งหลาย ๆ ท่านที่อยู่บนพาเนล (Panel) นั้นก็เป็นผู้ที่มี ประสบการณ์ได้ทําโครงการต่าง ๆ ของประเทศและโครงการในพระราชดําริในเรื่องนี้มา ก็ขอขอบพระคุณ ผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงจะให้การสนับสนุนรายงานฉบับนี้เพื่อที่จะ ส่งต่อไปยังรัฐบาลเพื่อดําเนินการให้เกิดประสิทธิผลและสัมฤทธิผลในที่สุด ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ยังเหลืออีก ๒ ท่าน ที่แจ้งความจํานงมีท่านอาจารย์ขวัญชัย ท่านกิตติ แต่ยังไม่ทราบว่าจะมีท่านอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ขอเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๔ ก่อนอื่นต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเสนอการปฏิรูปเรื่องที่สําคัญต่อชีวิตมนุษย์ จริง ๆ ในเรื่องนี้โดยส่วนตัวผมเองนั้นมีความเคารพท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์อยู่แล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งท่านมีความคิด ที่ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลว่าทําไมเราต้องปฏิรูปเรื่องนี้โดยที่ไม่มีข้อสงสัยเลย โดยเฉพาะในเรื่องของ หลักการและเหตุผล ผมขออนุญาตเรียนเป็นประเด็นสําคัญ ๆ ที่คิดว่าน่าจะเกิด ประโยชน์ต่อทางกรรมาธิการที่จะพิจารณาเข้าไปดําเนินการ ก่อนอื่นผมก็เห็นด้วย ในภาพรวมของรายงานการปฏิรูปนี้ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพอยู่แล้ว ซึ่งตัวอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีนั้น มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑. อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ๒. ใช้ประโยชน์ ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และ ๓. เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จาก การใช้ประโยชน์พันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ซึ่ง ๓ ข้อนี้เป็นหลักที่ทางกรรมาธิการ ได้พยายามที่จะเข้าถึงจุดนี้ให้ได้ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าพอมาอ่านในรายงาน ของท่านกรรมาธิการในหน้า ๖ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสําคัญที่ท่านบอกว่าจึงต้องเร่งปฏิรูป เพื่อลดผลกระทบจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศที่มีแนวโน้ม จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะต้องมีการสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องระยะยาวเพื่อการวิจัย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิจัยด้านประชากรและนิเวศวิทยานั้นเป็นการวิจัยระยะยาว เพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองและสิ่งมีชีวิตกับสภาวะแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งตรงนี้เป็นการตอกย้ําให้เห็นว่าในการศึกษาวิจัยด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพนั้นใช้เวลาวันสองวันไม่ได้ โดยส่วนตัวผมเองซึ่งอยู่ในฟีลด์ (Field) ที่เป็น ในเรื่องของทรัพยากรป่าไม้นั้น การจะเข้าใจระบบนิเวศทรัพยากรป่าไม้จะต้องใช้เวลา มีการเข้าไปวางแปลงตัวอย่างถาวร เข้าไปศึกษาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐๐ ปี และความหลากหลาย ทางชีวภาพด้านทรัพยากรป่าไม้นั้นสูงอย่างที่ท่านอาจารย์สุมณฑาได้กรุณาเรียนไปนะครับ ท่านเอ่ยชื่อคนที่เป็นนักอนุกรมวิธานซึ่งเป็นผู้อาวุโสทั้งนั้น เดินป่าไม่ได้แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ ขาดการที่จะมาฝึกและเข้ามาเสริมเพื่อความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง นั่นคือเป็นสิ่งสําคัญ ผมขออนุญาตที่จะเรียนมุ่งเป้าไปที่เรื่องระบบของการใช้ประโยชน์และระดับมาตรฐาน ตรงนี้ เป็นประเด็นที่คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อทางกรรมาธิการ ก่อนอื่นผมขออนุญาต เรียนให้ทางกรรมาธิการได้ทราบว่าตอนนี้ประเทศไทยมีเครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ ประเทศไทยแล้ว หลายมหาวิทยาลัยรวมกันแล้วก็มีการจัดประชุมอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่สามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายด้านนิเวศวิทยา ที่ท่านเสนอจัดตั้งในรายงานการปฏิรูปด้วย ผมจะขออนุญาตท่านประธานที่จะนําเสนอ ประเด็นสําคัญประเด็นเดียวคือการใช้ประโยชน์และระดับมาตรฐาน ซึ่งในการปฏิรูปท่านบอกว่า มีการใช้ประโยชน์แล้วก็มีระดับมาตรฐาน ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ เพราะเราจะทําอย่างไร ให้การใช้ประโยชน์ต่อการอนุรักษ์นั้นมีความสมดุลและยั่งยืน โดยประเด็นแรก ผมขออนุญาตเสนอบางประเด็นที่เป็นพอยต์ (Point) ที่ทางท่านกรรมาธิการอาจจะนําไปพิจารณา ก็คือผมยกตัวอย่างไม้ยางพารา ตอนนี้หลายท่านไม่ทราบว่าเกิดไอยูยู ๒ (IUU2) แล้วนะครับ
- ๓๗/๑ เกิดไอยูยู ๒ (IUU2) แล้วมีความวิกฤตมาก ไม้ยางพารานั้น ผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารานั้นเท่าที่ ทราบข้อมูล เผอิญผมเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ต้องขอบคุณสําหรับงานกองทุนสนับสนุน การวิจัยที่ให้ผมเป็นหัวหน้าโครงการในขณะนี้ ประมาณ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ส่งไปประเทศจีน ทําไมเราส่งไปประเทศจีนทั้งน้ํายางหรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ เนื่องจากประเทศแถบยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกาไม่รับซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราจากประเทศไทย เนื่องจากเราไม่มี ใบเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ว่าเราปลูกสร้างสวนป่าไม้ยางพาราจัดการอย่างดีในที่ดิน ที่ถูกกฎหมาย ไม่มีการรับรอง ถามว่าเรารับรองเองได้ไหม เราเคยคิดรับรองเอง แต่ต้องเป็น มาตรฐานนานาชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่วิกฤตว่าทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของ ประเทศไทยนั้นมีการใช้ประโยชน์แต่ไม่ได้มีการควบคุมและสร้างมาตรฐาน เราจะทําอย่างไร ให้ทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศไทยนั้นใช้ประโยชน์ได้แต่จะต้องไม่ลดศักยภาพของ ทรัพยากรทําให้มีความเสื่อมโทรมหรือมีการสูญหายไปอย่างเช่นทรัพยากรป่าไม้ ก็อย่างว่าละครับ ท่านจะปลูกข้าวโพด ปลูกยางพารา ปลูกข้าว ที่ดินที่ค่อนข้างจะมีลักษณะเป็นสาธารณะ และไม่ต้องไปกระทบกับใครมากนอกจากกระทบกับรัฐอย่างเดียวคือที่ดินป่าไม้ เพราะฉะนั้น หลาย ๆ ส่วนนโยบายของภาครัฐในอดีตที่ผ่านมาพยายามจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกพืช เศรษฐกิจ พืชพลังงาน แต่ลืมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะไปกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพอื่น อย่างเช่นป่าไม้ นั่นคือเป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการระดับนโยบายที่ท่านตั้งขึ้น อาจจะต้องพิจารณาประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่สําคัญมาก
ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียน ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่อย่างเช่น ยางพารานั้น ระบบมาตรฐานคงไม่ได้ไปควบคุมเฉพาะสินค้าจากยางพารา แต่แหล่งที่มาของ ต้นยางพารานั้นเป็นสิ่งที่ต่างประเทศสนใจมาก สร้างกลไกขึ้นมาและเป็นกึ่ง ๆ คล้าย ๆ กับการเหมือนกีดกันหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นแนวคิดอีกมุมหนึ่ง แต่เป็นประเด็นว่าต่างประเทศ เขาก็ทําระบบมาตรฐานของเขาในเรื่องแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีการใช้ประโยชน์ หลักการก็คือว่าจะทําอย่างไรให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ใน ๓ แท่งตรงนี้สําคัญ อยากจะเรียนว่าปัจจุบันช่องทางการตลาด ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยนั้นบางชนิด อย่างเช่น ยางพารา หรือข้าวโพดอาจจะเกิดไอยูยู ๒ (IUU2) ขึ้นมาเร็ว ๆ นี้ และยางพาราเกิดขึ้นแล้วบางส่วน เพราะส่งไปตลาดอื่นแทบไม่ได้ ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์หนึ่งจากไม้ยางพาราชื่อว่าวูดเพลเลต (Wood Pellet) เป็นแท่งแคปซูล เป็นแท่งไม้ที่ทําเป็นพลังงานไฟฟ้าขึ้นมา ที่ประเทศญี่ปุ่น ประกาศชัดเจนว่าจะรับวูดเพลเลต (Wood Pellet) จากไม้ยางพาราของประเทศไทย ขอให้ได้รับการรับรองระดับนานาชาติเท่านั้นไม่อย่างนั้นไม่รับซื้อ ซึ่งตอนนี้เราก็ส่งไปไม่ได้ ประเทศไทยก็เพิ่งมาศึกษาวิจัย ซึ่งในขณะนี้ผมเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยตรงนี้อยู่นะครับ
ประเด็นถัดไปก็คือว่าจะทําอย่างไรให้เรามีองค์กรหลัก เพราะประเทศไทย ตอนนี้ไม่มีองค์กรที่จะไปสร้างระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อย่างที่ผมว่า แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ อย่างที่ผมว่า จะทําอย่างไร รับมืออย่างไร จะไปเจรจาและสร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรอย่างไรว่าเราปลูกพืชไม่ว่าข้าว ข้าวโพด หรือยางพารานั้นจะต้องมีมาตรฐาน ระดับโลก และผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตนั้นสามารถมีช่องทางการตลาดแล้วก็ไม่เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมหรือสร้างความสมดุลด้วย โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับจะต้องมีความเข้าใจ อย่างถ่องแท้แล้วก็ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นี่คือการแข่งขันในกระแสโลก ซึ่งเราคงจะต้อง อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ไปด้วยกันในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ผมขออนุญาต เสนออย่างนี้ว่าในเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่มีความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ แล้วก็การสร้างระบบมาตรฐานอย่างที่ผมเรียน โดยเฉพาะป่าไม้ก็คือเรียกว่าฟอเรสต์ เซอร์ทิฟิเคชัน (Forest Certification) การรับรองป่าไม้นั้น จะทําอย่างไรให้มีการบัญญัติ ไว้ในยุทธศาสตร์หรือแผนของประเทศ เพราะสักวันหนึ่งจะต้องเกิดความวิกฤต และตอนนี้ เกิดวิกฤตในบางชนิดของความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางพันธุกรรม แล้วก็ระบบนิเวศ บางชนิดนั้นเกิดวิกฤตแล้ว
ประการถัดไปคือเราควรจะกําหนด หรือสร้างองค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้มีองค์กรหนึ่งที่มีภารกิจในการรับมือ เจรจา และสร้างการรับรู้ ทําไมต้องเจรจาครับ ระบบมาตรฐานระดับโลกตอนนี้เป็นคนคิดจากนอกประเทศ แต่พอมาในประเทศไทย วัฒนธรรม ประเพณีอะไรต่าง ๆ ไม่สอดคล้อง เราจะต้องเจรจาอะไรต่าง ๆ เพื่อที่จะทําให้ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ในขณะเดียวกันก็เกิดความสมดุลด้วย สร้างการรับรู้ให้ทั้ง ผู้ประกอบการ ให้ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตหรือผู้ใช้ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ในทุกระดับ รวมถึงการสร้างความพร้อมด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมขออนุญาตเรียนว่าจะทําอย่างไร ให้ประเทศไทยมีระบบมาตรฐานกลางที่เป็นอินเทอร์นัลออดิต (Internal Audit) หรือมี การตรวจสอบภายในกันเองเพื่อรองรับการตรวจสอบจากภายนอกที่มีมาตรฐาน นั่นละคือ ความยั่งยืน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะเรียนท่านประธานว่าการใช้ประโยชน์จะต้องมีความสมดุลกับ การอนุรักษ์ การกําหนดนโยบายจะต้องวิเคราะห์ถึงผลกระทบสิ่งที่เกิดขึ้นจากทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ ในขณะเดียวกันการสร้างมาตรฐานในเรื่องของการรับรอง ผลิตภัณฑ์ทั้งแหล่งที่มาและตัวคุณภาพสินค้าเพื่อให้มีช่องทางการตลาด เกิดประโยชน์ ต่อประเทศ ทรัพยากรอื่นที่มีการเข้าไปปลูกหรือไปใช้ทรัพยากรชีวภาพนั้นไม่ถูกทําลาย อย่างเช่นทรัพยากรป่าไม้ จึงมีความสําคัญและขอให้ทางกรรมาธิการได้โปรดพิจารณา เพิ่มประเด็นในส่วนของการใช้ประโยชน์และมาตรฐานเข้าไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีผู้ขออภิปรายเพิ่มเติม เบ็ดเสร็จแล้วเหลืออีก ๔ ท่าน ต่อไป เรียนเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา
กราบเรียนท่านประธาน ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ ท่านประธานครับ สิ่งที่ฟังแล้วชื่นใจจากการที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้รายงานเสนอต่อที่ประชุมก็คือความหลากหลายของประเทศไทยเรานั้นถูกองค์กรโลก จัดอันดับมาเป็นอันดับที่ ๘ ฟังแล้วก็ชื่นใจ แสดงว่าเรามั่งคั่งไปด้วยความหลากหลายซึ่งเป็น ทรัพยากรของประเทศ ใครเห็น ใครรู้ ใครก็อยากจะมาได้ แล้วเราก็ยอมรับตัวเราเอง จนเรียกมานานแล้วว่าเรานั้นอยู่ในที่แผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ หรืออีกคําหนึ่งที่เราเรียกกัน ติดปากก็คือแหลมทอง ทั้งแหลมทองหรือสุวรรณภูมิเราเรียกผืนแผ่นดินนี้ เราก็ภูมิใจ ดีใจว่า เราก็มั่งคั่งเช่นเดียวกับที่องค์กรโลกบอกว่าเราเป็นอันดับ ๘ ของโลก ในขณะเดียวกันที่บ้านผม ผมคนนราธิวาสเกิดที่โน่นครับ คนพื้นเพดั้งเดิมที่โน่นเขาเรียกแถบนั้นว่าพื้นที่ตันหยงมัส ใครที่อยู่ทางใต้พูดภาษามลายูแล้วคงจะเข้าใจคําว่าตันหยงมัส ซึ่งต่อมาได้ถูกใช้เป็นอําเภอหนึ่ง ในจังหวัดนราธิวาส ที่เรียกว่าอําเภอตันหยงมัส แต่ขออนุญาตแปลเพื่อความเข้าใจ ผมหยิบยก คําว่า ตันหยงมัส มาพูดในเรื่องเดียวกันกับคําว่า สุวรรณภูมิ แหลมทอง นั้นมีความประสงค์ คืออะไร คําว่า ตันหยง แปลว่า แหลม เป็นภาษาท้องถิ่นบ้านผม มัส แปลว่า ทอง ก็แปล ตรงกัน แหลมทอง สุวรรณภูมิ กับคําว่าตันหยงมัสก็เป็นอันเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน ผมจําได้คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าคนจีนที่อพยพมาจากเมืองจีนพอขึ้นแผ่นดินไทยเขาว่าอย่างไร ทราบไหมครับ เขาบอกว่าเมืองไทยเห็นทองท่วมหัวเข่า ฟังแล้วอดจะภูมิใจไม่ได้ว่าเรามาอยู่ในที่ ที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง องค์กรโลกก็ยอมรับ เราเองก็ยอมรับ คนในพื้นที่ทางใต้ก็บอกว่า ตันหยงมัสแหลมทอง ในขณะเดียวกันคนต่างชาติซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเราก็คือคนจีน ที่อพยพมาที่นี่ก็บอกว่าขึ้นแผ่นดินไทยแล้วเห็นทองท่วมหัวเข่า ท่านประธานครับ สิ่งที่เป็น ข้อกังวลมาจากท่านกรรมาธิการได้นําเสนอก็คือว่า เรามีองค์กรที่รับผิดชอบ ๗-๘ หน่วยงาน แต่เรื่องของความร่วมมือการประสานงานในการแก้ปัญหา เรื่องความหลากหลายค่อนข้าง จะมีปัญหา ในขณะเดียวกันท่านก็บอกว่าเรามีผู้สูงอายุที่เก่งที่กล้าในเรื่องความรู้ ความสามารถ แต่นับนานวันก็จะหมดหายไป ผลิตไม่ทันในการที่จะเป็นบุคลากรเพื่อดูแลเรื่องนี้ อันนี้ก็คือ ข้อจํากัดของพวกเราที่จะต้องเร่งต่อไป แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นจะต้องมีที่ตั้งเป็นฐาน ก็คือเรื่องตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกว่าแผ่นดิน ซึ่งแผ่นดินเหล่านี้ถ้าเราดูโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่าแต่เดิมทีเดียวนั้นส่วนใหญ่เกษตรกร เป็นผู้ครอบครองที่ดิน แต่ต่อมาภายหลังนั้นที่ดินส่วนนี้ค่อย ๆ หายไป จากเกษตรกรผู้ครอบครองที่ดีที่เรียกว่ามีความหลากหลายอยู่บนที่ดินแห่งนี้ ปัจจุบันนี้ที่ดิน กลายเป็นที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยให้กับเกษตรกรดูแล ขาดความเข้มแข็งในการที่จะดูแล ในขณะเดียวกันเมื่ออ่อนแอแล้วความจําเป็นในเรื่องเศรษฐกิจก็ขายไปกับนายทุน ผืนดินตรงนี้ ก็ถูกนายทุนไปครอบครองไปทําอย่างอื่น เช่น ปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ปลูกมันสําปะหลัง การปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ปลูกมันสําปะหลัง เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เท่ากับเป็น การทําลายทรัพยากรในเชิงความหลากหลายไปในตัว เราจะเห็นว่าเป็นต้นยางทั้งแปลงเลย หรือว่าปาล์มทั้งแปลง อ้อยทั้งแปลงโล่ง เช่นเดียวกับมันสําปะหลังเหมือนกัน อันนี้ก็คือเท่ากับ เป็นการทําลายเชิงนิเวศ สัตว์ แมลงอะไร พืชต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ก็ถูกทําลายไป โดยปริยาย แต่ในขณะเดียวกันพื้นที่แปลงเล็กแปลงน้อยซึ่งเป็นเกษตรกรครอบครองอยู่ ในขณะนี้ก็อ่อนแอ เรากําลังพูดถึงเรื่องจะทําเกษตรแปลงใหญ่อีก เกษตรแปลงย่อย ชาวนา ชาวไร่ก็อ่อนแอ เพราะฉะนั้นเราจะฝากผีฝากไข้กับชาวนาชาวไร่ที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อย เพื่อคอยอนุรักษ์ดูแลรักษาในเรื่องความหลากหลาย ถ้าขายไปแล้วก็จะไปบุกรุกแปลงใหญ่ อีกในป่าพื้นที่ที่เรียกว่าที่สงวน ที่ต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันดับแรกก็คือ ชาวไร่ชาวนาที่ครอบครองความหลากหลายในที่แคบ ๆ เล็ก ๆ เหล่านี้ เราจะช่วยเขา ดูแลอย่างไรให้เกิดศักยภาพ มีความสามารถในการจะคอยช่วยกันดูแลเรื่องความหลากหลาย ที่อยู่ในพื้นที่ จะปลูกผัก ปลูกหญ้า ปลูกอะไรต่ออะไรหลาย ๆ อย่างผสมผสานกัน เพื่อให้ สิ่งที่มีชีวิตในแปลงเล็ก ๆ อยู่ต่อไปให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่เหล่านี้ อันนี้น่าจะเป็นการบ้าน ที่หนักหน่วง เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไปพึ่งพาเกษตรกรแปลงใหญ่ ๆ เอาที่ดินของชาวไร่ ชาวนาที่ขายให้ไป เขาเหล่านั้นก็คงไม่คิดที่จะทําแบบชาวนาทําหรอก มุ่งไปเรื่องธุรกิจ มุ่งไป เรื่องกําไร ก็คือทําพืชเชิงเดี่ยว สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือเรื่องสวนยางพารา เราก็บอกว่า สมัยก่อนปลูกป่ายาง หมายความว่าในสวนยางจะมีทั้งต้นไม้เล็ก ต้นไม้ใหญ่ สัตว์ พืชอะไร ต่าง ๆ เจริญงอกงามขึ้นเป็นป่า แต่หลังจากที่มีกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเข้าไปจัดการ แล้วก็มีเรื่องเป็นสวนยางพารา เวลาจะขอโค่นเพื่อขอทุนสงเคราะห์ต้องโค่นให้หมด เพิ่งจะมา ตื่นตัวทีหลัง มาปรับทีหลัง ก็เกือบจะสายเกินแก้ แต่ก็ยังไม่ดีพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ก็คงจะต้องเร่งรัดต่อไปว่าทําอย่างไร สวนยางที่มีอยู่ในขณะนี้จํานวนมากมาย โดยเฉพาะ สวนยางที่ขึ้นตามป่าตามเขา ไม่อย่างนั้นจะไปทําลายหน้าดิน ทําลายอื่น ๆ อีกเยอะแยะ เพราะพื้นที่ที่เป็นเขานั้นเวลาฝนตกก็ทําลายหน้าดิน ดินพังถล่ม ใครที่ไปทางใต้บ้านผม จะเห็นได้ว่าเกิดพายุลมฝนตกลงมาก็จะพัดเอาหน้าดิน ดินถล่มทําให้บ้านเรือนเสียหาย บ่อยครั้งที่เป็นอย่างนี้เวลาฤดูฝน อันนี้ก็เป็นการบ้านข้อหนึ่งที่เราจะต้องทํา นี่เราพูดถึง เรื่องใหญ่ ๆ ท่านประธานครับ ผมก็มีเรื่องเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในตําบล ในหมู่บ้านซึ่งเป็นภูมิปัญญา ของชาวบ้านที่เราไม่ค่อยจะหยิบยกขึ้นมาพูดกัน เป็นเรื่องใหญ่สําหรับชาวบ้านครับ เพราะบางอย่างบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่ได้คิดขึ้นมาก่อน แต่ได้มีการวิจัย ศึกษา วิเคราะห์ แล้วเป็นประโยชน์ ได้ผล เช่นข้าวหมาก ผมว่าพวกเราที่นี่ก็เคยรับประทานข้าวหมากกัน เพราะในข้าวหมากมีจุลินทรีย์อยู่ประเภทหนึ่งซึ่งมีประโยชน์มากที่เรียกว่าโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ผมไปเปิดดูในกูเกิล (Google) ครับท่านประธาน ก็ได้ความว่าถ้าเป็น สุภาพสตรีแล้วรับประทานอันนี้บ่อย ๆ จะทําให้ผิวพรรณสดใสไม่เกิดสิว ประหยัดครับ เพราะเรื่องผิวพรรณสุภาพสตรีเป็นเรื่องใหญ่ เราก็จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวหาร้านเสริมสวย เพื่อรักษาความสวยงามของผิวพรรณรวมไปตลอดจนถึงสิว แต่ไม่ใช่เท่านั้นครับ ยังมีเรื่อง อีกเยอะแยะมากมายที่เป็นคุณประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกาย รับประทานไปแล้ว จะมีลักษณะของการป้องกันในเรื่องสุขภาพ ผมอ่านเจอเยอะ ขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน เช่น ป้องกันเรื่องของความเป็นภูมิแพ้ ท้องเสีย ย่อยอาหาร ลดเรื่องความดันโลหิต แล้วก็เรื่องป้องกันโรคกระดูกพรุน กําจัดโรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน อะไรต่าง ๆ เยอะแยะมากมายจิปาถะ สิ่งเหล่านี้ของง่าย ๆ เป็นภูมิปัญญา ของชาวบ้าน นี่ไม่พูดถึงเฉพาะเรื่องข้าวหมากอย่างเดียว ยังมีอย่างอื่นอีกเยอะที่ชาวบ้าน คิดค้นมาทํากินกัน เช่น ผักเสี้ยน เป็นต้น ผักเสี้ยนดอง เพราะฉะนั้นผมพูดแค่เรื่องนี้ ถ้าหากว่า เราจะส่งเสริมเพิ่มเติมขึ้นมานอกเหนือจากเรื่องใหญ่ ๆ ที่เราพูดกันก็จะช่วยให้เกิด การประหยัดในตําบล ในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องไปซื้อยา แล้วเป็นมาตรการป้องกัน ไปในตัวด้วยว่าเด็ก ๆ รับประทานแล้วจะทําให้เจริญเติบโตเร็ว อันนี้ก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในตํารับตําราที่มีการวิจัยค้นพบ แต่เราก็ไม่ค่อยเอามาพูด เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเรื่องของความหลากหลาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องไปดูว่างานวิจัย ที่ตั้งบนหิ้งเยอะแยะมากมาย ไปค้นดูแล้วเอามาถ่ายทอดเพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าจะใช้ประโยชน์ ให้เกิดความจริงจังขึ้นมาอย่างไร จะได้ไม่ต้องเอาสตางค์ไปซื้อ จะได้ไม่ต้องหาโรคใส่ตัว แล้วไปหาหมอแก้ทีหลัง ก็คงจะฝากเรื่อง ๒-๓ ประเด็นให้กับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิก ที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ สําคัญขนาดที่ว่าเมื่อเช้านี้ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ท่านใช้คําอย่างนี้ว่า เป็นเรื่องความเป็นความตาย ของชาติบ้านเมือง ผมเองฟังแล้วก็เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่สําคัญระดับนั้นจริง ๆ นะครับ และได้มีโอกาสมาฟังท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็นอดีต สปช. ท่านเขมทัต ท่านอาจารย์ คุณหญิงสุมณฑา และท่านอาจารย์ดอกเตอร์พรชัย ก็ล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นความสําคัญของ ความหลากหลายทางชีวภาพ และข้อมูลชัดเจนที่นานาชาติจัดอันดับเราก็คือมีความหลากหลาย ทางชีวภาพเป็นอันดับ ๘ ของโลก ไม่เพียงแต่ได้มาจัดอันดับ ถ้าดูประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของสยาม เมื่อสักครู่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็พูดถึงคนจีนขึ้นมาที่ตันหยงมัส ไม่ว่าฝรั่งฮอลันดา หรือฝรั่งชาติไหนล่องเรือไปตามลุ่มน้ําเจ้าพระยาก็บรรยายให้เห็นภาพความมั่งคั่งรุ่งเรือง ของแผ่นดิน ขนาดบรรยายว่าท้องฟ้าฉาบด้วยสีทองเพราะเงาจากเจดีย์ทองคําของวัดวาอาราม ที่ฉายส่องขึ้นไปในยามที่พระอาทิตย์สาดแสงออกมา อันนี้ก็ชัดเจนว่าหลักฐานที่ว่าแผ่นดินนี้ เป็นแผ่นดินทองเป็นเรื่องชัดเจน แล้วเป็นแผ่นดินที่ผู้คนทั่วโลกอยากมาเยือนมากที่สุด ประเด็นสําคัญก็คือว่าข้อเสนอในวันนี้เป็นตั้งแต่ระดับโมเลคิวลาร์เลเวล (Molecular Level) ขอประทานโทษนะครับ ข้อเสนอตั้งแต่ในระดับโมเลกุลไปถึงระบบนิเวศ และมากกว่า ระบบนิเวศคือชีวนิเวศ ชีวนิเวศเป็นระบบนิเวศหลากหลายที่ทั่วทั้งโลกต้องเชื่อมกัน ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินนี้ถ้าจัดอันดับในทุก ๆ เรื่อง เรื่องดี ๆ ท่านรองประธานอลงกรณ์ ได้พยายามพูดในด้านที่ดีเสมอ ซึ่งข้อมูลเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าจะจัดอันดับของประเทศไทยนี้ก็ไม่เกินอันดับ ๒๐ หรือบางเรื่อง ก็ไม่เกินอันดับ ๓๐ ของประเทศต่าง ๆ ๒๐๐ ประเทศทั่วโลก ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยก็จะอยู่ในอันดับ ๕ เปอร์เซ็นต์แรก หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์แรกของโลก ซึ่งเป็น เรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ยกเว้นอย่างเดียวครับท่านประธาน คือความเหลื่อมล้ําที่สูงมาก ในสังคมไทย แต่ถ้าจัดอันดับโลกก็อยู่ในอันดับต้น ๆ เช่นกัน อันนี้เป็นเหตุให้เราต้องมาเร่ง ปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ถ้าเราทําได้สําเร็จแผ่นดินนี้ จะน่าอยู่น่าอาศัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยทีเดียวตามที่ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ได้ฉายภาพให้เห็น ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ก็คือความพยายามนี้ได้มีมานานแล้ว และด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านแสดงให้เห็นตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ จากข้อมูลของท่านอาจารย์พรชัย จุฑามาศ ชัดเจนว่าเอายางนามาปลูกในสวนจิตรลดา ปี ๒๕๐๓ พอปี ๒๕๐๔ พันธุ์ไม้หลากหลายทั่วทุกภูมิภาคเอามาปลูกไว้ในสวนจิตรลดา จริง ๆ แล้วส่งสัญญาณที่แรงมาก แต่เข้าใจว่ากลไกของระบบราชการก็ไม่มีความอ่อนไหวมาก พอที่จะตอบสนองได้ทันทีในขณะนั้น แต่ว่าได้ส่งสัญญาณเพราะสายพระเนตรอันยาวไกล อันที่จริงเรื่องของป่ากับพืชพันธุ์ทั้งหลายรวมทั้งทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ มันไปด้วยกัน เมื่อประมาณปี ๒๔๙๓ ตัวเลขเท่าที่ค้นได้ เรามีป่ากว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมีแผนพัฒนามาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ มาจนถึงปี ๒๕๓๘ ป่าเราเหลือประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วความหลากหลายทางชีวภาพกับป่าเป็นของคู่กัน มีประเทศหนึ่งในโลกนี้ที่ชี้ให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ไปด้วยกัน ผมได้อภิปรายหลายครั้งในเวทีของสภาแห่งนี้ คือรัฐธรรมนูญ ในประเทศภูฏานเขากําหนดให้ป่าไม่น้อยกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าทิศทางของประเทศเขา ไปไกลกว่านั้น เขาต้องการทําให้เป็นคาร์บอนเนกาทิฟ (Carbon Negative) คาร์บอนเนกาทิฟ (Carbon Negative) หมายความว่าระบบป่า ระบบนิเวศทั้งประเทศจะดูดซับคาร์บอน ที่ประเทศอื่น ๆ ปล่อยออกมาด้วย คือถ้าเป็นคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral) เราผลิต ของเสียเท่าไรเราก็ดูดซับไปเท่านั้น แต่นี่เอื้อเฟื้อมีจิตสาธารณะต่อประชาคมโลก รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้แค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ของเขาตอนนี้ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์กว่าแล้ว แล้วก็ ตั้งเป้าไว้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ยังไม่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเขาเน้นตรงจุดที่การเชื่อมของป่าแล้ว เขาเรียกว่าไบโอโลจิคัลคอร์ริดอร์ (Biological Corridor) ผมแปลจะถูกหรือผิดไม่ทราบ ก็แปลว่าแนวเชื่อมชีวภาพ ทําให้ทั้งหลายเคลื่อนเชื่อมต่อถึงกันเป็นทางเดินของเขา แล้วนกหลากชนิดก็บินไปถึงกัน อันนี้จะช่วยเร่งให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์มากขึ้น เดี๋ยวจะมีตัวอย่างของประเทศไทยเหมือนกันว่าเรามีสิ่งนี้อยู่ แต่ถ้าไม่ปฏิรูปการจัดการ ตามข้อเสนอในวันนี้ การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ อย่างยั่งยืนต่อไปจะลําบาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากจะบอกว่าการที่ป่าเราลดเหลือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือบางข้อมูลก็บอกว่าถึงบ้างไม่ถึงบ้าง อันนี้เป็นสัญญาณอันตรายแล้ว ข้อเสนอในวันนี้จึงเป็นเรื่องสําคัญมาก และผมจะก้าวเลยไปถึงสิ่งที่เราเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์คือวิสัยทัศน์ใน ๒๐ ปีข้างหน้า ผมขออนุญาตเสนอ ณ ที่นี้ จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ตามแต่ แต่ว่าถ้าพูดเฉพาะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปได้หลายทาง เรานึกถึง ประเทศภูฏานเห็นภาพชัดเจนว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ คนก็อยากไปท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นึกถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เราก็เห็นภาพชัดเจนว่า เป็นที่เจรจาสันติภาพโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยว วิสัยทัศน์ประเทศไทย ๒๐ ปีข้างหน้า เราอยากเห็นเป็นอย่างไร ผมอยากเห็นเป็นแหล่งอาหารสุขภาพ เป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพอันหลากหลาย เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เราต้องพัฒนาจากจุดแข็งของเรา เป็นแหล่งที่ประชุมนานาชาติ ที่เจรจาสันติภาพโลกเวลาเราประชุมนานาชาติ พอประชุม ครั้งต่อไปบอกว่าประเทศไหนจะรับเป็นเจ้าภาพ เพื่อนสมาชิกที่ร่วมประชุมจะเสนอ เป็นเสียงเดียวกันเลย อยากให้ประเทศไทยเป็นที่จัดประชุม เพราะด้วยเหตุผลหลายประการ อาหารถูก อร่อย อัธยาศัยผู้คนอันดีงาม และแหล่งท่องเที่ยวที่หาที่อื่นได้ยาก ประเด็นสําคัญ ถ้ามีเช่นนี้แล้วยุทธศาสตร์ ๕-๖ เรื่องจะมุ่งตรงไปที่วิสัยทัศน์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา กังวลเรื่องแผ่นดินไทยอาบสารพิษที่มีการอภิปรายในเวทีนี้ ที่ยังสั่งยาฆ่าแมลงมาเป็น อันดับ ๕ ของโลก ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เกษตร พื้นที่การเพาะปลูกเป็นอันดับ ๔๘ ของโลก แต่ว่า สั่งยาฆ่าแมลงมาอันดับ ๕ ของโลก สั่งยาฆ่าหญ้ามาเป็นอันดับ ๔ ของโลก และที่เรียกว่า แผ่นดินไทยอาบสารพิษไม่ได้เกินความเป็นจริงเลย ไปดูทั้งพืช ผัก ผลไม้ ดูโคลน เลน ตามแม่น้ําลําคลอง แล้วดูในเลือดของเกษตรกร มันแทรกซึมเข้าไปในระดับดีเอ็นเอ (DNA) อันนี้ส่งสัญญาณอันตราย แพทย์บางท่านสงสัยว่าการที่คนไทยเป็นมะเร็งมากขนาดนี้น่าจะ เกิดจากอันนี้เป็นปัจจัยที่สําคัญ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอกล่าวโดยสรุป ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องวิสัยทัศน์ ๒๐ ปี ข้างหน้า ผมเสนอ ๓-๔ ข้อ เพื่อนคนไทยที่ติดตามดู จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม แล้วพูดแค่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนนั้นไม่เพียงพอ ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกประมาณ ๑-๒ นาที ประเด็นที่ ๒ ปรับปรุง แก้ไข และตรวจสอบรายงานฉบับนี้ ซึ่งดีมากแล้ว แต่ว่าจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าทําตามข้อเสนอของท่าน สปท. ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่านอย่างมาก และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกติดต่อประสานมาว่า รายงานฉบับนี้ยังคลาดเคลื่อนบ้างในบางส่วน ที่เสนอมีอยู่ ๓ องค์กรด้วยกัน แต่ว่าอาจจะมี มากกว่านี้ การเสนอมาปรับรายงานอีกครั้งแล้วก็เชื่อมประสาน ๓ องค์กร อย่างน้อย ที่ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ทวีศักดิ์เสนอผมคิดว่าจะทําให้รายงานนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น และจะเป็นการสร้างฐานการทํางานร่วมกันต่อไปในอนาคต ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ ในสํานักนายกรัฐมนตรีมีกลไกที่เรียกว่าพีเอ็มดียู (PMDP) ย่อมาจากไพรม์มินิสเตอรส์ เดลิเวอรี ยูนิต (Prime Minister Delivery Unit) เดลิเวอรียูนิต (Delivery Unit) เข้าใจว่า เป็นกลไกที่จะทําให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปเกิดผลเป็นรูปธรรมครับ ก็เอามาจาก ประเทศสหราชอาณาจักรอังกฤษ ซึ่งมีกลไกในการติดตามนโยบายและต้องการเห็น นโยบายเป็นผล ผมคิดว่าเวลาของ สปท. นี้ก็มีไม่มากแล้ว แต่ก็ยังสามารถที่จะตั้งกลไก เล็ก ๆ นี้ขึ้นมาได้ที่จะติดตามข้อเสนอที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ที่มุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ยกตัวอย่างที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเสนอเป็นแพ็กเกจ (Package) โดยท่านศาสตราจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ กับคณะมุ่งไปที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรที่ฐานล่าง แล้วท่านเสนอเป็นชุดออกมาเลย ๕ โครงการด้วยกัน เวลาติดตามไป อันนี้ก็จะกระเพื่อม เช่นเดียวกับข้อเสนออันนี้ถ้ามีการสังเคราะห์และติดตามไปด้วยกัน กับข้อเสนอเรื่องการปลูกป่าชุมชนที่ท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีชิดชัย วรรณสถิตย์ ที่นั่งใกล้กับผม ก็ต้องไปด้วยกัน รวมทั้งข้อเสนอวิสาหกิจเพื่อชุมชนที่ท่าน สปท. ปีติพงศ์ ได้เสนอ ผมจําได้ว่าเมื่อประมาณ ๒-๓ เดือนที่แล้ว เป็นข้อเสนอที่สามารถจะเชื่อมต่อ ถ้าเรามีสิ่งที่เรียกว่าเดลิเวอรียูนิต (Delivery Unit) สามารถที่จะเป็นกลไกในการติดตาม และขับเคลื่อน คือสังเคราะห์ให้เป็นกลุ่มเดียวกันไปสู่กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน และติดตามการขับเคลื่อนว่าไปถึงไหนแล้ว และนําเสนอรายงานต่อสภาแห่งนี้ ผมคิดว่า เราจะได้ทําหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ ผมเคยอภิปรายว่าชะตากรรมของประเทศนั้นอยู่ที่ เด็กปฐมวัย เมื่อครั้งนั้นเพื่อนสมาชิกก็ได้มีความกรุณาสนับสนุนอย่างท่วมท้น วันนี้ผมก็อยาก จะบอกว่าสิ่งที่ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์พูดว่าเรื่องนี้เป็นความเป็นความตายของประเทศ หากสภาเห็นด้วย ผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะช่วยกันสนับสนุนขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาชุดนี้ ที่ได้หยิบยกเรื่องที่มีความสําคัญและเร่งด่วนเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูป การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ก็คงเป็นที่ทราบดีว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์เป็นลําดับที่ ๘ ของโลก ข้อกังวลที่ดิฉันจะอภิปรายเพื่อที่ จะให้มีการเร่งรัดดําเนินการในเรื่องนี้ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ตามข้อเสนอของทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่บอกว่ารัฐจะต้อง สนับสนุนงบประมาณเพื่อการดําเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการวิจัยเชิงลึก หรือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ขั้นสูงที่จะนําไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม สิ่งนี้ที่ดิฉัน คิดว่าต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่หยิบยกเรื่องนี้มา แล้วทําอย่างไรที่จะให้เห็น เป็นรูปธรรม กรณีของประเทศเกาหลีใต้เขาจะมีโพรดักต์แชมเปียน (Product Champion) ที่เกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าเรื่องของโสมก็ดี เรื่องของเวชสําอาง หรือว่าในเรื่องของทางด้านสุขภาพ เมื่อครั้งที่ดิฉันได้ไปเยี่ยมชมที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มี การสอบถามว่าทําไมเรื่องของความก้าวหน้า เรื่องของวิวัฒนาการ เรื่องของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของประเทศเกาหลีมีความก้าวหน้า อะไรที่เป็นสูตรสําเร็จของเขา ฟังแล้วดิฉันคิดว่าน่าจะ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สําหรับประเทศไทย เพราะเขาตอบว่ามีศูนย์ในเรื่องของการวิจัย ระดับชุมชน หมายถึงว่าประชาชนสามารถเดินเข้าไปหยิบพืช หรือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ หรือคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์เข้ามา แล้วก็สอบถามเรื่องของตัวสารสําคัญ หรือว่าขอให้วิจัย และผลที่ได้รับก็คือรวดเร็ว สามารถต่อยอด แล้วก็เชิงลึก ก็คงไม่แปลกใจว่าทําไมผู้หญิง ไปที่ประเทศเกาหลีใต้แล้วจะต้องซื้อในเรื่องของโสม ในเรื่องของเครื่องสําอางต่าง ๆ แม้แต่ ในเรื่องของหอยทาก ในเรื่องของสารสําคัญต่าง ๆ ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าจะใช้ประโยชน์ได้ ที่สําคัญก็คือการจะสนับสนุนให้มีในเรื่องของศูนย์วิจัยระดับตําบล ระดับชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งดิฉันเห็นว่าน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่รัฐสามารถจะสนับสนุนเรื่องของงบประมาณ เพื่อการดําเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นในเชิงลึก หรือการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี สมัยใหม่ชั้นสูงที่จะนําไปสู่มูลค่าเพิ่มได้
ประเด็นที่ ๒ ตามข้อเสนอที่ท่านบอกว่าประเทศไทยมีความเร่งด่วน และความจําเป็นในการที่จะต้องมีหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ที่จะต้องขับเคลื่อนดูแลรับผิดชอบ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้ทั้งด้านนโยบาย ด้านงบประมาณ ด้านวิจัย ด้านกฎหมาย ด้านกระจายความรู้ และการจัดการท้องถิ่น อันนี้ ก็สําคัญยิ่ง แต่ดิฉันอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้กรุณาให้รายละเอียด ถ้าหากว่า ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ มีรายละเอียดที่จะทําให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ดิฉันคิดว่า จะมีประโยชน์ยิ่ง แต่ในส่วนข้อเสนอของท่านที่เกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งคณะกรรมการ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศแห่งชาติ ดิฉันขอกราบเรียนว่าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันนี้ มีอนุสัญญาและในเรื่องของพิธีสารต่าง ๆ ทั้งหมด ๘ ฉบับด้วยกัน ขออนุญาตอ่าน ในรายละเอียดนิดหนึ่ง บางท่านที่อาจจะไม่ทราบว่าขณะนี้เราเป็นภาคีของอนุสัญญา ต่าง ๆ ทั้งหมดมี ๕ อนุสัญญา แล้วก็มี ๓ พิธีสาร คือ ๑. ในเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือว่าคอนเวนชัน ออน ไบโอโลจิคัล ไดเวอร์ซิตี : ซีบีดี (Convention on Biological Diversity : CBD) ซึ่งตรงนี้ทุกท่านคงทราบแล้วว่าเกี่ยวกับ เรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้มีพิธีสาร ๓ ฉบับด้วยกัน คือพิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ พิธีสารนะโงยะว่าด้วยการเข้าถึง ทรัพยากรพันธุกรรม และแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรม อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ถัดไปก็คือเรื่องของพิธีสารเสริมนะโงยะ-กัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วย เรื่องของการรับผิดและชดใช้ตามพิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ สําหรับอีก ๔ อนุสัญญา ก็คืออนุสัญญาว่าด้วยเรื่องของไซเตส (CITES) อนุสัญญาว่าด้วย เรื่องของพื้นที่ชุ่มน้ํา ในเรื่องของแรมซาร์ (RAMSAR) อนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ที่อพยพย้ายถิ่น ซีเอ็มเอส (CMS) แล้วก็สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืช เพื่ออาหารและการเกษตร ดิฉันขอให้ทางคณะกรรมาธิการพิจารณาในรายละเอียดของ ความเชื่อมโยงไม่ให้มีการซ้ําซ้อนกันที่ท่านเสนอในหน้า ๒๑ เรื่องของคณะกรรมการ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศแห่งชาติ มีความเชื่อมโยงอย่างไรเพื่อที่จะ ไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อน และให้มีการสร้างเสริมร่วมกัน ข้อเสนอต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการชุดนี้ ได้เสนอ ดิฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งถ้าหากท่านสามารถบอกในเรื่องของเป้าหมาย หรือในเรื่องของโรดแมป (Roadmap) เรื่องของการดําเนินการในแต่ละเรื่อง แล้วก็เร่งรัด เพื่อที่จะให้เกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ในเรื่องของการปฏิรูปที่ชัดเจนขึ้น ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปมีผู้ขออภิปรายเพิ่มอีก ๑ ท่าน รวมเป็นเหลือ ๒ ท่าน ท่านต่อไปคือท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๕๓ กระผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่ได้นําเสนอเรื่อง การปฏิรูปการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นจุดแข็งที่สําคัญของประเทศไทยดังที่ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณานําเสนอ แต่สิ่งสําคัญที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอก็คือความหลากหลายทางชีวภาพนั้น จะนํามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้อย่างไร กระผมอยากเรียนว่าการนํามาใช้ประโยชน์ อย่างยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับแนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวคือ เป็นการใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าน้ําหนักของรายงาน จะเน้นในเรื่องของการรักษา การพัฒนา การใช้ประโยชน์ แต่ผมอยากจะเสริมให้มี ความชัดเจนว่าที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ที่ทําอย่างไรให้ความสําคัญของความหลากหลาย ทางชีวภาพ ถ้ารักษาไว้ได้ ถ้าพัฒนาต่อไปได้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย เพราะว่าการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่อยู่บนฐานของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตกลงไป ถึงชุมชนด้วย เพราะว่าความหลากหลายทางชีวภาพสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน และวิถีชีวิตในชุมชนชนบทด้วย จึงไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม และแน่นอนที่สุด การรักษาและพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพนี้เป็นการรักษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อม เรื่องการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์จึงเป็นเรื่องที่สําคัญ และผมเสริมขึ้นก็คือว่าให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ควบคู่ กับสิ่งแวดล้อม เรื่องเดียวกันนี้เองถ้าหากว่าบูรณาการเข้ากับการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ ก็จะเป็นวาระแห่งชาติที่สําคัญด้วยการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้ขับเคลื่อนบนพื้นฐานของจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่ก็คือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประเทศไทยมีความสําคัญอยู่เป็นอันดับ ๘ ของโลก ด้วยเหตุนี้เองไม่เพียงแต่จะเป็น การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ แต่จะต้องควบคู่บูรณาการกับการนําความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นฐานในการเพิ่มมูลค่าให้กับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหมายถึงว่า จะทําให้ความหลากหลายทางชีวภาพนี้เป็นส่วนสําคัญในการเปลี่ยนฐานการผลิต จากการรับจ้างการผลิตเป็นการสร้างนวัตกรรมในการผลิตจากฐานของความหลากหลาย ทางชีวภาพ ฐานของความหลากหลายทางชีวภาพนี้เองจะนําไปสู่เรื่องของผลิตภัณฑ์ยา เรื่องของเวชสําอาง เรื่องของอาหาร เรื่องเคมีชีวภาพ เรื่องพลาสติกชีวภาพ พลังงานชีวภาพ รวมไปถึงการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชีวภาพการบูรณาการ การบริหารจัดการความหลากหลาย ทางชีวภาพเข้ากับเศรษฐกิจชีวภาพให้เป็นเรื่องที่กลมกลืนและสอดคล้องกัน จะเป็น เรื่องที่ทําให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยรวมได้มีวาระในเรื่องของ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ตรงกัน ชัดเจน มีน้ําหนัก ท่านได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ผมอยากเรียนควบคู่กันไป ถ้าหากว่ามีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ ก็จะทําให้การรักษา พัฒนา และการใช้ประโยชน์นั้นเชื่อมต่อไปยังการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ และยังประโยชน์ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย ข้อเสนอในเรื่องของการมีธนาคารความหลากหลาย ทางชีวภาพของประเทศเป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าเมื่อรักษาและพัฒนาแล้วก็ควรจะต้องมี การรวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของธนาคารความหลากหลาย ทางชีวภาพของประเทศด้วย ในขณะเดียวกันการให้มีหน่วยงานในการดูแลข้อมูล ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ผมอยากเรียนว่าถ้าหากจะให้สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพที่มีอยู่แล้วได้มีหน้าที่ในการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และได้มีหน้าที่ในการประสาน เชื่อมโยง อํานวยความสะดวกเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ระดับประเทศด้วย ก็จะทําให้การใช้ประโยชน์จากความหลายหลายทางชีวภาพมีผลในทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น และนอกเหนือจากสถาบันที่ท่านได้นําเสนอแล้ว ถ้าหากจะมีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า ก็จะทําให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ได้รับการพัฒนาทางด้านการวิจัย ขณะเดียวกันได้ทําให้การวิจัยนั้นสามารถแปลงไปเป็น มูลค่าเชิงพาณิชย์ ไปเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นเศรษฐกิจส่งเสริมชุมชนด้วย เป็นประโยชน์ ต่อสังคมด้วย และเมื่อพัฒนา วิจัยบนพื้นฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ ก็จะทําให้ ชีวภาพมีการขยายตัว มีป่ามากขึ้น เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้นข้อเสนอ ของท่านถ้าหากว่าบูรณาการเข้ากับการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ ก็จะทําให้การพัฒนาประเทศนั้น เป็นการพัฒนา ทั้งส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเศรษฐกิจ และส่งเสริมสังคมไปในขณะเดียวกัน ซึ่งเป็นรากฐานที่สําคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยสรุปคือผมชื่นชมและสนับสนุน การนําเสนอของท่าน และนําเสนอเพิ่มเติมว่าถ้าได้บูรณาการร่วมกันกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ชีวภาพก็จะทําให้การพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของชีวภาพที่เรามีจุดแข็งคือความหลากหลาย ทางชีวภาพเป็นอันดับ ๘ ของโลกจะเป็นรากฐานที่สําคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้าย ท่านอําพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณที่มีโอกาสได้ร่วมแสดง ความคิดเห็น เหมือนกับท่านอื่น ๆ ก็คือขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ แล้วก็คณะอนุกรรมาธิการ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนารายงานฉบับนี้ขึ้นมา คงจะเห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิกและทุก ๆ ท่านว่าเรื่องนี้มีความสําคัญกับประเทศไทยเราอย่างมาก เป็นการอภิปราย เพื่อจะเพิ่มเติมจุดเน้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าคนเราแต่ละคนก็มีจุดแข็ง จุดอ่อน ที่แตกต่างกัน บางคนนั้นก็ถนัดวิทยาศาสตร์ บางคนก็ถนัดศิลปะ บางคนก็ถนัดเทคโนโลยี บางคนก็ถนัดดนตรี ไม่มีใครที่จะถนัดเหมือนกัน แล้วก็เป็นไปได้เหมือนกันทั้งหมด ผมคิดว่า ประเทศเราก็เหมือนกัน ประเทศเราก็มีจุดแข็ง จุดอ่อนที่แตกต่างกัน คุณหมอชูชัยพูดก็ชัดเจนมาก และท่านทั้งหลายก็พูดชัดเจนว่าประเทศไทยเรามีจุดแข็งอยู่ที่เรื่องความหลากหลาย ทางชีวภาพ เรามีจุดแข็งเรื่องความอุดมสมบูรณ์ จุดแข็งเรื่องสุวรรณภูมิที่หลายท่านพูดไปถึง ผมคิดว่าการพูดเรื่องนี้ก็คือการที่เราจะต้องหวนกลับมาเพื่อจะย้ําเตือนประเทศไทย และคนไทยว่าเราควรจะต้องพัฒนาประเทศ ปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนไปบนจุดแข็งของเรา แทนที่เราจะไปพัฒนาและไปเสริมที่จุดอ่อน เราทําอย่างไรก็ไม่ทันคนอื่น แต่ถ้าเราเสริม ที่จุดแข็ง ซึ่งท่านได้เสนอรายงานนี้ผมคิดว่านี่คือความสําคัญ ท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็พูดไว้ชัดเจนว่าจะไปเชื่อมกับเรื่องเศรษฐกิจ ชีวภาพ แล้วก็ไปเชื่อมกับหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ใหญ่ทีเดียว แล้วก็เป็นประเด็นที่ สําคัญ ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องที่เชื่อมกันแล้วผลักดันขับเคลื่อนไปด้วยกัน อันนี้ คือการกําหนดยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของเราในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศบนจุดแข็ง ที่เรามีคือความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าเราจะไปเรื่องเศรษฐกิจ ไปเรื่องสังคม ไปเรื่อง สิ่งแวดล้อม ไปเรื่องอื่น ๆ ถ้าเราไปบนทิศทางนี้ก็จะไปได้เร็วและก้าวหน้าเพราะเป็นจุดแข็ง ของเรา ซึ่งเราอาจจะข้ามเลย มองข้ามมานานจนเสียหายไปเยอะทีเดียว ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร ผมทราบว่าประเทศเวียดนามเขากําลังกําหนด ทิศทางพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ของเขาคือการเน้นเรื่องการเกษตร ไม่ใช่เน้นอุตสาหกรรม เพราะคนของเขาส่วนใหญ่ทําเรื่องเกษตรกรรม และแผ่นดินของเขานั้นเหมาะกับเรื่องของ เกษตรกรรม เขามีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอยู่มาก เพราะฉะนั้นในการที่เรา จะเดินหน้าประเทศไทยนั้น ถ้าเราขยับมาให้ถูกทางถูกทิศ จุดแข็งนี้จะเพิ่มทวีคูณขึ้นมา ที่เสียหายไปแล้วเราก็แก้ไขพลิกฟื้นกลับมา ผมคิดว่าเรื่องนี้จะสัมพันธ์กับหลายเรื่อง เราจะ เห็นหลายประเทศเขาขยับเรื่องเหล่านี้ พอเราพูดเรื่องนี้ก็จะหนีไม่พ้นเรื่องป่า เรื่องต้นไม้ เรื่องความอุดมสมบูรณ์ เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพทุกประเภท ท่านประธานที่เคารพครับ ในแง่ของทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผมได้มีโอกาสศึกษาและติดตามฟังจากผู้รู้ วันนี้เรื่องยาและเวชภัณฑ์ในโลกเขามีการวิจัยยาเคมีกันมากมาย ลงทุนมหาศาล แต่ได้ยาใหม่ น้อยมาก ลงทุนมากแต่ได้ยาใหม่น้อยมาก เป็นยุคที่ไปทางเคมีลําบากมาก แต่ปรากฏว่า เส้นทางใหม่ที่งดงามมากในเรื่องของยาและเวชภัณฑ์คือชีวภาพ เพราะฉะนั้นฐาน ความหลากหลายทางชีวภาพของเราเป็นขุมทรัพย์อันใหญ่โตมโหฬารในเรื่องของยา และเวชภัณฑ์ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าหลายเรื่องเราพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพ เชื่อมโยงกับหลายเรื่องมาก เราสามารถต่อยอดจุดนี้ไปสู่การทําเรื่องต่าง ๆ หลากหลายสาขามาก ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ แล้วก็ดีใจที่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น เราเริ่มวันนี้แล้วก็ขยับขับเคลื่อนกันไป ข้างหน้าในเวลาอันรวดเร็ว เราก็จะได้จุดแข็งและได้ประโยชน์อย่างสูง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนว่าในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ท่านพูดถึง ๙ มิติที่ปฏิรูปผมก็เห็นด้วย ทั้งหมด แต่อยากจะฝากกราบเรียนเน้นว่าในจุดที่ ๑ ของท่านคือคณะกรรมการหลากหลาย ทางชีวภาพ นิเวศแห่งชาติ ผมก็เห็นด้วย แต่เผอิญในจุดที่ ๗ ท่านเขียนไว้ในระดับชุมชน เป็นเรื่องการสร้างจิตสํานึก กิจกรรมความร่วมมือ ใช้ประโยชน์ วางแผนพัฒนาระบบย่อย ผมอยากจะกราบเรียนฝากท่านกรรมาธิการว่าต้องยกระดับเรื่องชุมชนขึ้นมาเป็นระดับที่เป็น เจ้าของเรื่องด้วย มองเปลี่ยนใหม่จากการกําหนดนโยบายจุดหนึ่งข้างบนแล้วข้างล่าง เป็นผู้ปฏิบัติ ผมคิดว่าจะต้องพลิกกลับ เพราะว่าความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในชุมชนท้องถิ่น ตัวละครที่สําคัญคือประชาชน ชุมชน คนเล็กคนน้อย เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรให้นโยบาย และเรื่องนี้เป็นของเขา อย่าเป็นของข้างบนและไปกําหนดให้เขาทํา ทําอย่างไรที่จะให้เขามา มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของนโยบาย เจ้าของยุทธศาสตร์ และเจ้าของผู้ปฏิบัติ เปลี่ยนนิดหนึ่ง ฐานของสามเหลี่ยมสําคัญมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มีเครือข่ายภาคีในการทํางาน ร่วมกัน ผมคิดว่าวันนี้กําลังเกิดความงดงามที่ฐานเจดีย์มากมายในเรื่องความหลากหลาย ทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์การปลูกต้นไม้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาส ไปขอพันธุ์ไม้ กล้าไม้จากสถานีเพาะพันธุ์ของกรมป่าไม้ ปรากฏว่าพอขอแล้วเขาให้ผมเข้าไปใน กลุ่มไลน์ (Line) เลย ตอนนี้ผมมีกลุ่มไลน์ (Line) กับกลุ่มเล็ก ๆ ในพื้นที่บางแห่ง ผมเห็น ความสนุกสนานของผู้คนในกลุ่มนั้นที่เขาปลูกต้นไม้ มีทั้งผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ เกษตรกร เด็กเล็กปลูกต้นไม้แล้วส่งไลน์ (Line) ส่งข้อมูลถึงกันและกัน เป็นการให้กําลังใจซึ่งกันและกัน และชวนกันปลูกต้นไม้ ชวนกันดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้ว ผมมีเครือข่ายที่ผมเห็น เขากําลังทําเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชเป็นคนพื้นถิ่นทาง ภาคเหนือ เขาเป็นชนกลุ่มชาติพันธุ์ มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ รักษาความหลากหลายของชีวภาพเอาไว้ ผมยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อให้ท่านเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยแล้วเกิดอยู่ข้างล่าง ข้างบนเราอาจจะแยกกันเป็นสาขา เป็นส่วน พัฒนาแยกกันไป แต่ข้างล่างเขากําลังเกิด ผมพบว่ามีมูลนิธิค้ําคูณ อําเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีการเชื่อมโยงเครือข่ายปราชญ์ ชาวบ้านอีสาน ขับเคลื่อนการปลูกต้นไม้ในภาคอีสานมาเป็นสิบปีแล้ว สามารถที่จะปลูกต้นไม้ เพิ่มขึ้นมาในอีสานได้เป็น ๑๐ ล้านต้นแล้ว มีชุมชนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทําให้เกิดการปลูกต้นไม้ และความหลากหลายเกิดขึ้นจํานวนมาก ถ้าท่านไปเยี่ยมชมเขา เขามีการเพาะพันธุ์กล้าไม้ หลายชนิดแจกจ่าย ไม่ใช่มีแต่ราชการเท่านั้น ผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อจะย้ําว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วที่อยู่ข้างล่าง อยู่ที่ฐานเจดีย์ กําลังขับเคลื่อนอยู่ ท่านเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท ก็มีศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ใหญ่มาก ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ แล้วก็มีการปลูกต้นไม้ ยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อจะกราบเรียนย้ําว่าขณะนี้ประเทศเรามีคนเล็กคนน้อย มีเครือข่ายภาคี ขยับแล้ว สิ่งที่เรากําลังจะขับเคลื่อนการปฏิรูปอันนี้ ถ้าเราไปสวม ไปหนุน ไปเชื่อม เสริมพลัง กันให้ดี เราจะได้ระดับนโยบาย ระดับขับเคลื่อน โดยที่ไม่ใช่เป็นเฉพาะแค่กลไกในระดับข้างบน หรือองค์กรหน่วยงานข้างบนเท่านั้น เพราะสังคมกําลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ท้ายที่สุดก็อยากจะ กราบเรียนว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ท่านประธานและใครต่อใครก็จะเห็นว่าต่างประเทศ เขาขยับเรื่องนี้ เราไปดูในประเทศทางยุโรป ความหลากหลายทางชีวภาพเขาต่ํามาก แต่เขา อนุรักษ์ รักษาเต็มที่ เขาพลิกฟื้นเต็มที่ ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้ครั้งหนึ่ง ประเทศเวียดนาม ริมถนนไฮเวย์ (Highway) ออกไปทั้งในเมืองและในชนบท ข้างทางเขาเต็มไปด้วยต้นยางนา ไม่ใช่อยู่แค่ในไซ่ง่อน ในโฮจิมินห์ซิตี แต่เขาปลูกใหม่เต็มไปหมด ของเราเมื่อเช้านี้ก็มีเพื่อน สมาชิกพูดถึง ผมได้ยินท่านพูด ๒ ครั้งแล้วว่าสุวรรณภูมิเข้ามาในกรุงเทพฯ เราไม่มีต้นไม้เลย ไปประเทศสิงคโปร์ต้นไม้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นอันนี้ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และบางเรื่องไม่ต้องไปรอการมีคณะกรรมการระดับชาติ แต่ถ้าเราเห็นตรงกัน เรากําหนด วิสัยทัศน์ร่วมกัน เราลงไม้ลงมือ ตรงไหนทําอะไรได้เราทําเลย เราขับเคลื่อนเลย ส่งเสริม ความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมา กราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ชื่นชม กับทางคณะกรรมาธิการในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาทั้งหมดเป็นจํานวน ๑๒ ท่าน พอสมควรแล้ว ดิฉันขอปิดการอภิปราย และขอเรียนเชิญท่านกรรมาธิการตอบข้อซักถาม ของสมาชิก กรุณากระชับเวลาด้วยเพราะเรามีรายงานอีก ๑ ฉบับ ขอบคุณค่ะ
กราบเรียน ท่านประธาน ขอขอบพระคุณท่านประธานกับสมาชิกเป็นอย่างสูง กระผมเองคงจะไม่ตอบ คําถามทั้งหมด แต่ขอขอบคุณท่านสุรินทร์ ท่านทวีศักดิ์ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านวินัย ดะห์ลัน ท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านเลิศรัตน์ ท่านพรชัย ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ท่านนายแพทย์ชูชัย ท่านมิ่งขวัญ ท่านสถิตย์ ท่านอําพล ที่ให้ข้อมูลและเป็นกําลังใจ แต่การจะให้รายละเอียดทั้งหมดกระชับสั้น ๆ ในช่วงที่เหลืออยู่ ผมอยากจะขอเรียนเชิญ ท่านอาจารย์เขมทัต อดีต สปช. เป็นผู้ตอบในส่วนที่สําคัญ ๆ ขออนุญาตท่านประธานครับ
เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงใน ๔ ประเด็นหลัก ๆ เพื่อความเข้าใจของท่านประธาน และท่านสมาชิก
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเป็นเรื่องที่ กว้างขวางแล้วก็ครอบคลุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันตลอดเลย ก็มองได้หลายมิติ เนื่องจากว่า ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ไม่มีเรื่องของการขับเคลื่อนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยตรง เราก็เลยจะต้องดึงเรื่องนี้มาพิจารณาในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
สําหรับรายละเอียดที่หลายท่านถาม ผมอยากจะขออนุญาตไฮไลต์ (Highlight) ให้ท่านดูในสิ่งที่ท่านอภิปราย จุดแรก ขอความกรุณาลองดูหน้า ๑๐ (๓) ของวัตถุประสงค์ เราเน้นเรื่องงานวิจัยว่าจะต้องทําเรื่องอะไร จุดที่ ๒ หน้า ๑๑ (๗) ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่หลายท่าน ได้กรุณาอภิปรายก็คือการเข้าถึงระดับชุมชน การให้ความรู้ ความเข้าใจกับระดับชุมชน ขออนุญาตไปหน้า ๑๓ (๓) ก็คือการสนับสนุนการสร้างและพัฒนาบุคลากร จากนั้นจะไป ข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ๓ เรื่อง ก็คือเราคงจําเป็นต้องมีสถาบันความหลากหลาย ทางชีวภาพในระดับประเทศ เรื่องของการพัฒนาและสร้างกําลังคนของความหลากหลาย ทางชีวภาพ รวมทั้งการบูรณาการการทํางานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของหน่วยงาน ต่าง ๆ อันนี้เป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในรายงาน จากนั้นขออนุญาตไปหน้า ๑๔ ที่ท่านกรุณา ให้ข้อมูล ทางเราจะรับไปเขียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- ๔๙/๑ เรามองเรื่องของอนุสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ อยู่ในหน้า ๑๔ ย่อหน้าแรก ที่สําคัญที่สุด เรื่องของความเหลื่อมล้ําเป็นย่อหน้าสุดท้ายของหน้า ๑๔ ก็คือกระบวนการเข้าถึง และแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลัก ๆ ไม่นับถึง ข้อเสนอแนะสุดท้ายในหน้า ๒๓ ที่หลายท่านได้กรุณากล่าว
ประเด็นที่ ๒ ผมจะกราบเรียนก็คือการปฏิรูปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เราก็มองไว้ ๙ มิติ อย่างที่ท่านผู้อภิปรายท่านสุดท้าย ได้กรุณากล่าวถึง จากที่มีการถามว่าจะมีการจัดการอย่างไรนั้น จริง ๆ ก็ได้ปรากฏอยู่ในสไลด์ (Slide) เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๑๒ ซึ่งการจัดการนั้นเราพูดถึง ๘ กิจกรรม ก็คือกิจกรรมปกปักษ์ กิจการสํารวจเก็บรวบรวม กิจกรรมการปลูกรักษา กิจกรรมอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์เรื่องของการจัดการศูนย์ข้อมูล การจัดการวางแผนพัฒนา การจัดการ สร้างจิตสํานึก และการจัดการด้านกิจกรรมพิเศษสําหรับสนับสนุนการอนุรักษ์ ตรงนี้ก็เป็น สิ่งที่จะตอบท่านสมาชิกที่ถามว่าจะจัดการอะไร ฉะนั้นในเรื่องของการทําตรงนี้ เนื่องจาก ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังร่าง พ.ร.บ. ความหลากหลาย ทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว สิ่งที่เราพยายามจะผลักดันให้เกิดในรายงานฉบับนี้ก็คือจะช่วยให้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งเน้น พัฒนา อนุรักษ์ สร้างจิตสํานึก และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มากกว่าที่จะปกป้องคุ้มครองแต่เพียงอย่างเดียว และการที่จะทําเช่นนี้ได้ก็เสนอให้มี คณะกรรมการอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อดูแล
ประเด็นที่ ๓ ที่จะกราบเรียนก็คือรายละเอียดต่าง ๆ ในรายงานฉบับนี้ อาจจะมีไม่ครบ เพราะฉะนั้นกระผมก็ได้จดทุกข้อเสนอที่ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปราย ผมกราบเรียนว่าสิ่งสําคัญที่สุดที่เป็นประเด็นก็คือเราจะต้องเน้นให้ชุมชนและเอกชน เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูป และการปฏิรูปจะต้องให้ประโยชน์ลงไปถึงระดับรากหญ้า อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะจากที่ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปรายจะพบว่าในแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหา ที่ต่างกัน แล้วก็อาจจะมีปัญหาที่ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นก็จะต้องให้ชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผู้ดําเนินการ
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมจะกราบเรียนก็คือเพื่อความเข้าใจในการทํารายงาน ครั้งนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เพราะฉะนั้นสํานักงานพัฒนา เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ที่มีอยู่แล้วจะทําหน้าที่เป็นเลขานุการ ในการทํางานด้านนโยบายและธุรการ สิ่งที่เราเสนอให้ปรับปรุงหรือยกระดับสถาบันวิจัยที่มีอยู่ ยกตัวอย่างเช่นสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร หรือโครงการบีอาร์ที (BRT) ที่ท่านสมาชิกได้แนะนํา ยกระดับให้เป็นสถาบันวิจัยขั้นสูงด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพและระบบนิเวศ ซึ่งสถาบันแห่งนี้ก็จะดูแลด้านวิชาการ ด้านธนาคารข้อมูล รวมทั้งการพัฒนากําลังคน และการจัดสรรทุนวิจัยให้กับหน่วยงานที่เป็นมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ อันนี้เป็น ๒ ส่วนที่เรานําเสนอ
ส่วนสุดท้าย ผมคิดว่าน่าจะบูรณาการเข้าหากันได้ตามที่ท่านสมาชิกได้นําเสนอ ก็คือทําอย่างไรเราถึงจะมีอีกสํานักงานหนึ่ง ก็เป็นสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจทางชีวภาพ ถ้าเรามี ๓ ส่วนที่ดูแลทางด้านนโยบาย ทางด้านวิชาการ แล้วก็ทางด้านเศรษฐกิจ งานทางด้าน การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด ขอกราบเรียน เพื่อความเข้าใจใน ๔ ประเด็น ขอบพระคุณครับ
ท่านกรรมาธิการตอบครบถ้วนแล้ว ขอบพระคุณมากค่ะ มีท่านสมาชิกสุรินทร์ ในประเด็นเดิมที่ถามไว้ เชิญค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมอาจจะพูดเร็วเมื่อสักครู่ เมื่อตอนคนแรกให้ใช้เวลา ๑๐ นาที เพราะอาจจะพูดพลาดพลั้งไปบ้าง มี ๒ จุดที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานเพื่อจะได้ไปแก้ไขในชวเลขว่าท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานมูลนิธิอนุรักษ์ป่า รอยต่อ ๕ จังหวัด รองนายกรัฐมนตรีนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมกล่าวถึงศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวไว้เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ นี้ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ผมเน้นว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงตรัส ผ่านองคมนตรีถึงท่านนายกรัฐมนตรี ความสรุปว่า ขอให้ไปพิจารณาดูว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ๓๘ แห่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากขอให้ช่วยไปดูในเรื่องนี้ และท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ที่ผมอภิปรายไปแล้ว ผมอยากจะเน้น ๒ เรื่องนี้ มิฉะนั้นอาจจะมีการพลาดพลั้งในรายงานการประชุม ด้วยความเคารพครับ ผมถามต่อไปเลยว่าที่ท่านตอบ ผมได้เสนอไปว่าขอให้ท่านใช้ สถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่ทั่วประเทศไม่ว่าจะสังกัดไหนก็ตาม ได้ใช้ประโยชน์ในการที่จะดูแล เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ผมอภิปรายไปก็คือว่าสถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่ อยู่ในชนบทเขาก็จะรู้จักพื้นที่ดี รู้จักความหลากหลายดี ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร ผมเสนอไป ๓ ข้อ แต่ท่านตอบว่าทั้งหมดที่ผมเสนอ ท่านรับไปพิจารณา ผมก็จบ ขอบคุณครับ
เรียนเชิญตอบเรื่องสถาบันอุดมศึกษาค่ะ
ขอเรียน ท่านสมาชิกด้วยความเคารพครับ ทั้งหมดรับหมด ส่วนใหญ่รายงานนี้รายละเอียดจะปรากฏ อยู่ในภาคผนวก เพราะฉะนั้นพอมาอ่านใน ๒๓-๒๔ หน้าแรกอาจจะไม่ครบ แต่ทั้งหมด เราคิดตามที่ท่านเสนอทุกประการครับ
ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกยังมีประเด็นอื่นอีกไหมคะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ผม กษิต ภิรมย์ นิดเดียวครับท่านประธาน ไม่มีอะไร ท้วงติง แต่ในแง่อย่างนี้ครับ ทุกคณะกรรมาธิการที่ขึ้นมาเสนอเรื่องต่อสภาใหญ่แล้วก็ฟังพวกเรา อภิปราย แล้วตอนจบท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าจะรับทุกประเด็นเข้าไปแก้ไขเอกสาร ที่ได้เสนอมา แต่ทีนี้ประเด็นที่มักจะขาดไปก็คือที่รับไปบวกกับที่ได้เสนอมานั้นมีการจัดลําดับ ความสําคัญก่อนหลังหรือไม่ อย่างไร ครั้งนี้อาจจะสรุปให้ฟังไม่ได้ แต่ผมคิดว่าในเอกสารที่จะ ออกจาก สปท. ไปที่รัฐบาลน่าจะบอกเสียก่อนว่าความสําคัญก่อนหลังอย่างไร ผมได้อภิปรายว่า สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอมี ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง คือ ตั้งสถาบันนโยบาย แล้วก็มี โครงการที่จะไปดึงมาจากโครงการในพระราชดําริ จะมีงานวิจัยแล้วก็มีงบประมาณ แต่ผมได้พูดในเรื่องของการระงับและการป้องกันที่เป็นเรื่องแรกทั้งภายในประเทศ ซึ่งเป็นงาน ที่สําคัญมากกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย อะไรต่าง ๆ และรวมทั้งการที่จะป้องกันการนําเข้า ส่งออก ผมให้ความสําคัญกับตรงนี้ ผมไม่ให้ความสําคัญกับสถาบันนโยบายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะผมเห็นว่ามีหน่วยงาน เยอะแยะแล้วมากมายมหาศาล อย่างนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเมื่อสรุปออกไปแล้วสรุปอย่างไร ยังยืนยันในสิ่งที่กรรมาธิการเสนอ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสําคัญกว่าก็จะอยู่แต่จะไม่ได้รับ ความสําคัญในแง่นั้น แล้วการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังรูปร่างหน้าตาจะเป็นอย่างไร บรรจุเข้าไว้เฉย ๆ แต่ไม่ได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรเป็นเรื่องสําคัญที่สุดที่พึงจะ กระทําในเรื่องการรักษาความหลากหลายให้ยั่งยืน และให้มีการบริหารจัดการที่สมบูรณ์แบบ ครบทุกเรื่อง ไม่ใช่ดึงแค่บางประเด็นออกมา ก็มักจะเป็นเรื่องของการตั้งองค์กรใหม่ ๆ ซึ่งผมก็คัดค้านมาตลอดว่า อันนี้ไม่มีความจําเป็นเพราะว่ามีกระทรวง ทบวง กรม อะไรต่าง ๆ อยู่แล้วก็ต้องให้เขา เป็นแกนหลัก ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมีกระทรวงนั้น ๆ ไม่อย่างนั้นมีอะไรเราก็ตั้งขึ้นมาใหม่ เคียงข้างกันไป แล้วข้อมูลที่เอามาเสนอก็ไม่ครบถ้วนเพราะไม่ได้เอามาจากกระทรวงนั้น ๆ ในหลาย ๆ โอกาส หลาย ๆ ครั้งเราพูดเรื่องบุคลากรในส่วนต่าง ๆ ของกรรมาธิการ หรือในที่สุดเลขาธิการ ก.พ. ที่เป็นเพื่อนสมาชิกเราก็ต้องขึ้นมาชี้แจง มีข้อบกพร่อง ในการทํางานต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ต้องมีหัวใจร่วม ต้องมีเป้าหมายร่วมว่า เราจะสร้างความยั่งยืนอย่างไรในเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติ ความหลากหลายในชีวภาพ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตเพราะว่าไม่มีเวลาที่จะมาอภิปรายกัน แต่ว่าเมื่อจะไปสรุปรายงานต่อรัฐบาลต่อไปแล้ว ท่านต้องชั่งใจอีกทีว่าอะไรที่สําคัญจริง ๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ท่านต้องการแล้วเสนอมาเดี๋ยวลงคะแนนท่านก็ได้คะแนนท่วมท้น ไม่ได้มีประเด็นปัญหา ผมอาจจะเป็นคนที่ค้านอยู่คนสองคนก็เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศไทยแล้วก็ความต้องการและประโยชน์อันสูงสุด ของประเทศชาติ ขอบคุณท่านประธานมากครับ
ฝากกรรมาธิการไปด้วยนะคะ เชิญท่านเขมทัตค่ะ
เรียนท่านสมาชิก ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เนื่องจากว่าสิ่งที่เรานําเสนอนั้นเรามุ่งในเชิงพัฒนา ผมกราบเรียนท่านว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดจนกระทรวงเกษตร และสหกรณ์นั้นมีกฎหมายที่ปกป้องคุ้มครองมากมายไม่ได้นํามากล่าวในที่นี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านเป็นห่วงว่าจะไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองนั้น ขณะนี้เรามีกฎหมายที่มีมาก จนกระทั่งหลายเรื่องนั้นทําอะไรติดขัดไปหมด ทีนี้ถ้าท่านเป็นห่วงกังวลเรื่องนี้ผมจะนํา รายชื่อ พ.ร.บ. ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองปกป้องตามที่ท่านต้องการใส่ไว้ในภาคผนวก ของรายงาน ส่วนที่ ๒ กราบเรียนอีกครั้ง ไม่มีการตั้งหน่วยงานใหม่ ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่าเราได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การปฏิรูปการจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” แล้ว ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกยังทยอยเข้ามาอยู่ มีสมาชิกท่านใดยังมีปัญหาเกี่ยวกับบัตรอีกไหมคะ เรียบร้อยทุกท่านแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วม ๑๖๐ ท่าน เป็นอันครบประชุม
ต่อไปขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การปฏิรูปการจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” หรือไม่ หากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลคะแนน ผลของคะแนนเป็นดังนี้ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “ปฏิรูปการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ขอจบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและผู้เข้าร่วมชี้แจง ทุกท่านนะคะ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง “การสร้างการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตํารวจนครบาลบางกอกใหญ่ ขอให้ท่านกรรมาธิการ ใช้เวลากระชับหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ เชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและเพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน วันนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จะขอนําเสนอ เรื่อง “การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ประเด็น และทางคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอผ่านความเห็นชอบของ สปท. ไปแล้ว ๓ ประเด็น คือ ประเด็นแรก ระบบ งานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน ประเด็นที่ ๒ ความเป็นอิสระ ในการบริหารงานของตํารวจจากการแทรกแซงทางการเมือง ประเด็นที่ ๓ การวางแนวทาง มาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ สําหรับเรื่องที่นําเสนอในวันนี้จะเป็น ประเด็นที่ ๔ สาระของเรื่องที่จะนําเสนอในวันนี้ กล่าวโดยสรุปรวบยอดก็คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับตํารวจ หรือกิจการของตํารวจ ๒ กิจกรรมด้วยกัน คือ ๑. การตรวจสอบการใช้อํานาจและปฏิบัติ หน้าที่ของตํารวจกับการสนับสนุนการทํางานของตํารวจ ปัจจุบันทั้ง ๒ กิจกรรมได้ถูกกําหนด เป็นภารกิจของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานของตํารวจ หรือที่เรียก โดยย่อว่า กต.ตร. และภารกิจทั้ง ๒ ประการมีความขัดแย้งกันไม่ควรถูกกําหนดเป็นภารกิจ ของคณะกรรมการชุดเดียวกัน คณะกรรมาธิการจึงศึกษาและได้เสนอแนะว่าควรจะแยก ภารกิจทั้ง ๒ ด้านออกจากกันให้มีคณะกรรมการเป็นคนละชุดและปรับปรุงองค์ประกอบ กต.ตร. ใหม่ให้มีความเป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการทํางานของตํารวจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และแยกการสนับสนุนกิจการตํารวจออกไปเป็นคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งต่างหาก รายละเอียด การนําเสนอจะขอให้ท่านรองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ เป็นผู้นําเสนอครับ
ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ค่ะ
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทุกท่าน กระผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตรายงานผลการศึกษา เรื่อง “การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” เนื้อหาประเด็น ผลการศึกษาทั้งหมดท่านประธานได้สรุปเข้าใจง่าย ๆ ไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นผมอยากจะนําเรียนเพิ่มเติมดังนี้
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อยากจะเท้าความไปถึงหลักคิด ของการบริหารประเทศโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการบริหารของประเทศนั้น เป็นหลักคิดที่เริ่มมีมาใช้เมื่อประมาณสัก ๒๐ กว่าปีก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าทางรัฐ จะบริหารด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ สําหรับประเทศไทยเราเองได้รับ เอาแนวคิดนี้มาอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยเป็นครั้งแรก ในมาตรา ๗๖ ที่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกําหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทุกระดับ นี่คือปฐมแม่บทแรกในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน หลังจากนั้นก็มีกฎหมายลูก กฎหมายบริหารราชการต่าง ๆ ออกมารองรับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ และในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็ยังคงหลักการเดิมนี้ไว้ ในส่วนของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนก็มีได้หลายระดับ หลายรูปแบบ นักวิชาการก็ได้นําเสนอรูปแบบต่าง ๆ ออกมาหลากหลาย แต่ที่เรายอมรับและถือเป็นหลักสากลก็บัญญัติไว้โดยสมาคมการมีส่วนร่วม สากลไอเอพี ๒ (IAP 2) ได้แบ่งระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการภาครัฐไว้ ออกเป็น ๕ ระดับ ก็คือ ระดับที่ ๑ การให้ข้อมูลข่าวสาร ทูอินฟอร์ม (To Inform) ระดับ การปรึกษาหารือ ทูคอนซัลต์ (To Consult) ระดับการให้เข้ามามีบทบาท ทูอินโวลฟ์ (To Involve) และระดับความร่วมมือ ทูคอลลาบอเรต (To Collaborate) และระดับสุดท้าย คือการเสริมอํานาจพลังประชาชน ทูเอ็มเพาเวอร์ (To Empower) ทั้ง ๕ ระดับนี้ถ้าเรา จะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยง่าย ๆ ๒ กลุ่มก็คือกลุ่ม ๑-๔ จะเป็นเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุนในกิจการภาครัฐ แต่ในกลุ่มที่ ๒ ข้อ ๕ จะเป็นเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งการมีส่วนร่วมทั้ง ๒ กลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ควรจะต้องแยกกัน เป็นลักษณะของการตรวจสอบ กับลักษณะของการช่วยเหลือสนับสนุน ซึ่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองก็ได้รับหลักการนี้มา แล้วก็ได้มาออกแบบในเรื่องนี้ไว้ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ก็ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยยึดหลักการแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนสนับสนุนกับส่วนติดตามประเมินผล ซึ่งผมเองก็มองว่าผู้ที่ออกแบบพระราชบัญญัติ ตํารวจแห่งชาติตรงนี้ทําได้ดีมาก สอดคล้องกับหลักการ โดยได้แบ่งในเรื่องของการตรวจสอบ บัญญัติไว้คนละหมวดเลย เรื่องของการสนับสนุนกิจการในภาครัฐจะบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ซึ่งอยู่ในลักษณะที่ ๑ บททั่วไป โดยบัญญัติไว้ว่า ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติส่งเสริมให้ท้องถิ่น และชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การดําเนินการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.ต.ช. กําหนด อันนี้คือเป็นเรื่องของการสนับสนุนการปฏิบัติงาน แต่ในเรื่องของ การมอบอํานาจให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบนั้น จะบัญญัติไว้ในลักษณะที่ ๓ ว่าด้วย เรื่องคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งหมดตั้งแต่มาตรา ๑๖ เป็นต้นไป โดยในหมวดนี้จะกําหนดโครงสร้างของหน่วยที่ทําหน้าที่กํากับดูแลตํารวจ ตํารวจไม่ใช่องค์กรอิสระ ตํารวจยังต้องมีผู้บังคับบัญชาแต่เป็นรูปของคณะกรรมการ ซึ่งเรียกว่าคณะกรรมการ นโยบายตํารวจแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติก็มีหน้าที่กําหนดนโยบาย และตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่ ในการออกระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดนโยบายและการตรวจสอบติดตาม ผลการปฏิบัติงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในโครงสร้างของคณะกรรมการตํารวจแห่งชาตินั้น ก็จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี มีปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ท่าน และมี ผบ.ตร. เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะนี้ที่ทําหน้าที่กํากับ ตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงานของข้าราชการตํารวจโดยโครงสร้าง ในวิธีการที่จะตรวจสอบ คณะกรรมการคงไม่ได้ลงไปตรวจสอบเอง กฎหมายก็บัญญัติว่าในการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการทํางานของตํารวจ ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล คณะกรรมการชุดนี้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ (๖) เรียกว่าคณะกรรมการ ตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตํารวจ โดยกําหนดให้มีสําหรับตรวจสอบการบริหารงาน ของกรุงเทพมหานคร ของจังหวัด และของสถานีตํารวจต่าง ๆ จากบทบัญญัตินี้เอง จึงมีคณะกรรมการตรวจสอบ ติดตามการบริหารงานทั้งหมด ๑,๕๕๙ ชุด เพราะว่าเรามี สถานีตํารวจทั้งหมด ๑,๔๘๒ สถานี สถานีละ ๑ คณะ มีตํารวจภูธร ๗๖ จังหวัด และมี กทม. อีก ๑ ก็รวมกันเป็น ๑,๕๕๙ ชุด ที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล ส่วนหน้าที่ก็เขียนต่อไว้เลย เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงาน ของข้าราชการตํารวจในเขตพื้นที่ดังกล่าว แล้วรายงานผล ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดําเนินการ ตามควรแก่กรณี ทีนี้หลังจากที่มีบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ก.ต.ช. ก็ไปออกระเบียบรองรับ ในเรื่องของการตรวจสอบ ผมจะพูดถึงเรื่องของการตรวจสอบก่อน ผลปรากฏว่า คณะกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้ทําการศึกษาว่า กต.ตร. ทั้งหมด ๑,๕๕๙ ชุด ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ระเบียบ ก.ต.ช. ออกปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ๑๐ กว่าปีแล้ว มีผลการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลสถานีตํารวจต่าง ๆ ในพื้นที่ รายงาน ขึ้นมาถึง ก.ต.ช. ทั้งหมด ผลเป็นอย่างไรบ้าง เราไปขอดูจากเจ้าหน้าที่บอกว่ายังไม่เคยมี รายงานขึ้นมาเลยสักฉบับเดียว นั่นหมายความว่า กต.ตร. คณะกรรมการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลไม่ได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบติดตามการทํางานและรายงานผลขึ้นมาเลย เราจึงค้นคว้าว่าทําไมเป็นอย่างนั้น ก็พบสาเหตุของปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๓ ด้าน ก็คือปัญหา เกิดจากระเบียบ ก.ต.ช. ปี ๒๕๔๙ ที่ไปวางระบบให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาที่เกิด คือมีองค์ประกอบ องค์ประกอบของคณะกรรมการ กต.ตร. ปัญหาเรื่องอํานาจหน้าที่ และปัญหาเรื่องระบบงานที่ ก.ต.ช. วางไว้ให้ กต.ตร. ทํางาน
ประการแรก ในเรื่องขององค์ประกอบ ผมยกตัวอย่างให้ดูองค์ประกอบของ กต.ตร.กทม. จะประกอบไปด้วยข้าราชการโดยตําแหน่งกับผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน มารวมกัน แต่ปรากฏว่าในสายของข้าราชการโดยตําแหน่งมีอยู่ทั้งหมด ๖ ตําแหน่ง แต่รวมแล้วจะมีทั้งหมด ๘ ท่าน เพราะว่าตรงข้อ ๕ บอกว่ารอง ผบช.น. จํานวน ๓ คน ท่านสังเกตในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มีนะครับ อาจจะตัวเล็ก อันดับ ๑ ผบ.ตร. อันดับ ๒ ปลัด กทม. อันดับ ๓ อัยการฝ่ายอาญา อันดับ ๔ ผบช.น. อันดับ ๕ รอง ผบช.น. ๓ แล้วก็ผู้อํานวยการสํานักงานป้องกัน ท่านดูนะครับ หน้าที่ของคณะนี้คือตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการทํางานของ บช.น. แต่มี ผบช.น. มีรอง ผบช.น. มาตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลตนเอง ตรงนี้ขัดหลักการแล้ว ที่สําคัญต่อมาเรายังมีผู้ทรงคุณวุฒิอีกทั้งหมด ๑๐ ท่าน ภาคประชาชน แต่ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด ๑๐ ท่านถูกสรรหาโดยกรรมการโดยตําแหน่ง ทางซ้ายมือนี้ ก็คือถูกสรรหาโดย ผบช.น. โดย รอง ผบช.น. ทั้งหมด ซึ่งมีโดยตําแหน่งทั้งหมด ๘ คน แต่ในกรรมการโดยตําแหน่งทั้งหมด ๘ คนเป็นตํารวจเสีย ๕ คน เพราะฉะนั้น เสียงชนะขาดแล้ว แล้วถามว่า ผบช.น. รอง ผบช.น. จะไปเลือกใครที่มาทําหน้าที่ตรวจสอบตนเอง ผลก็เป็นอย่างที่ปรากฏ เพราะผมทราบว่าสมาชิก สปท. หลายท่านก็ได้รับเชิญให้ไปเป็น กต.ตร. ก็มาให้ข้อมูลให้ฟังว่าผมไม่เคยตรวจเลย มีแต่ช่วยเหลือสนับสนุนจ่ายค่าน้ํามัน ช่วยกิจการตํารวจเป็นส่วนใหญ่ อันนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ปรากฏ ถ้าจะดูอีกตัวอย่างหนึ่งข้ามไป เพราะว่าเวลาน้อย ก็จะเหมือนกันเลย จะใกล้เคียงกันมาก ผมมาให้ท่านดูที่สถานีตํารวจภูธรก็ได้ ต่อไปที่เฟรม ๑๔ (Frame 14) เลย กรรมการทั้งหมดมีทั้งหมด ๒๒ คน มีโดยตําแหน่งก็คือ ตาม (๑) ถึง (๖) แต่ในระเบียบกําหนดว่าให้ข้าราชการตามตําแหน่ง (๑) ถึง (๓) ก็คือหัวหน้า สถานีตํารวจ นายอําเภอ และข้าราชการตํารวจในแต่ละสายงานที่หัวหน้าสถานีมอบหมาย ๔ คน ก็รวมเป็น ๖ คน ทําหน้าที่สรรหากรรมการภาคประชาชนอีก ๑๐ ท่าน ก็ทํานองเดียวกัน นี่คือสรุปว่าตัวองค์ประกอบของคณะกรรมการ กต.ตร. ซึ่งทําหน้าที่ตรวจสอบ ชื่อก็บอก อยู่แล้วว่าตรวจสอบ ติดตามการบริหารงานไม่สมเหตุสมผลแล้วครับ ขัดหลักการในแง่ของ การตรวจสอบ
ต่อไปในเรื่องของอํานาจหน้าที่ก็ยังมีปัญหาอีก เพราะว่าในระเบียบ ก.ต.ช. ปี ๒๕๕๙ ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ของ กต.ตร. ก็คือหน้าที่ในเรื่องของการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล เรื่องของการรับข้อมูลคําร้องเรียนทั้งหลายมีถูกต้องทุกอย่าง เพราะว่าหน้าที่ การรับคําร้องเรียนนั้นเป็นข้อมูลสําหรับการประเมินผลถูกต้องหมด เพียงแต่ไปเพิ่ม หน้าที่ในข้อ ๑ เลย บอกว่าหน้าที่ของ กต.ตร. ให้รับแนวทางและนโยบายการพัฒนา การบริหารงานตํารวจจาก ก.ต.ช. ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามนโยบาย เท่ากับเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ไม่ใช่เรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้ว เพราะกําหนดหน้าที่ให้อย่างนี้เขาก็ต้องทํา เมื่อเขาทําแล้วในที่สุดก็เลยกลายเป็นผู้ปฏิบัติ เขาเลยไม่ได้ตรวจสอบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ย้อนหลังมา ๑๐ กว่าปี ในข้อ ๓ ก็เช่นเดียวกัน ส่งเสริม พัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของข้าราชการตํารวจและการบริหารงาน ก็คือเข้ามาเป็นผู้บริหารงาน ในข้อ ๗ ก็เช่นเดียวกัน นั่นก็คือสาเหตุในเรื่องของอํานาจหน้าที่
เราศึกษาต่อไปว่าทําไมถึงไม่มีรายงาน แล้วทําไมถึงไม่มีการตรวจสอบแล้ว ทําไมถึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนเวลาเขามีทุกข์ร้อน เขามีเรื่องเดือดร้อน ทําไมเขาไม่คิดถึง กต.ตร. ที่อยู่ที่สถานีตํารวจว่าเขาจะไปร้องเรียน ไปขอความช่วยเหลือ ปรากฏว่าไม่มีภาพอย่างนี้อยู่ เราก็ไปดู ก็พบว่ายังมีปัญหาในเรื่องของระบบงานที่ ก.ต.ช. กําหนดไว้ ประการแรก ก็คือถามว่าในเมื่อ กต.ตร. มีหน้าที่ในการตรวจสอบ มีแบบฟอร์ม มีระเบียบ มีข้อบังคับ ที่กําหนดระยะเวลา ขั้นตอนการประเมิน การรายงานผลให้กับ กต.ตร. ถือปฏิบัติไหม ปรากฏว่าไม่มี ในระเบียบ ก.ต.ช. ปี ๒๕๕๙ ที่ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล ก็ไม่ได้พูด เรื่องพวกนี้ไว้เลย เพราะฉะนั้น กต.ตร. เขาก็ทําไม่ถูก ไม่ได้ทํานะครับ ต่อไปมีระเบียบ ก.ต.ช. อีกเรื่องหนึ่งว่าด้วยเรื่องการรับคําร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะของประชาชน อันนี้ ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของ กต.ตร. แต่ปรากฏว่าการปฏิบัติไม่มีผลที่เป็นรูปธรรม คือไม่สามารถ ที่จะเป็นหน่วยหลักในการที่รับคําร้องทุกข์ ร้องเรียนจากประชาชนเพื่อคลายทุกข์ร้อน ให้กับประชาชนได้ เพราะว่าในรายละเอียดนั้นยังมีจุดอ่อน จุดบกพร่องอยู่หลายประการ ประการแรก บอกว่ามอบให้ กต.ตร. มีหน้าที่ในการรับคําร้องทุกข์ ร้องเรียน แต่ไม่มี ระบบงานฝ่ายบริการให้เขา ไม่มีสํานักงาน ประการต่อมาที่เราพบก็คือคณะกรรมการ กต.ตร. ทํางานเหมือนกับเป็นเอกบุคคล ก็คือแต่ละคนก็ทํางานปกติของตัวเอง มีอาชีพ ประกอบอาชีพไป เมื่อจะทํางานในฐานะ กต.ตร. ก็มาประชุมเดือนละครั้ง หรือ ๒ เดือนครั้ง หรืออาจจะ ๑๕ วันครั้งมาประชุม ประชุมเสร็จไปไหน ก็กลับ ศูนย์รวมก็คือมีเลขานุการ แต่เลขานุการก็เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจในสถานีตํารวจหรือในจังหวัดนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ประเด็นตรงนี้ถามว่า ณ วันที่ไม่มีการประชุม ประชาชนมีเรื่องทุกข์ร้อนอยากจะไป ร้องเรียนกับ กต.ตร. จะไปที่ไหน ไม่มีสํานักงาน ไม่มีเจ้าหน้าที่ธุรการที่จะรองรับเรื่องนี้ นี่ก็เป็นประเด็น ๓ เรื่องที่เราพบ เพราะฉะนั้นจาก ๓ เรื่องนี้เองเราจึงมีข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูปตรงนี้ ก็คือแน่นอนที่สุดเมื่อองค์ประกอบมีปัญหาว่าเอาข้าราชการตํารวจ ที่ต้องปฏิบัติงานนั้นมาเป็นกรรมการเสียเอง เราก็เสนอให้ปรับองค์ประกอบใหม่หมด เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเสนอแรก ก็คือการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ กต.ตร. โดยไม่ให้ข้าราชการตํารวจในสถานีนั้น ๆ ที่จะต้องถูกประเมิน ไม่ให้ข้าราชการตํารวจ ในกองบังคับการนั้น ๆ ที่จะถูกประเมินมาดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการเลย แล้วก็ไม่มี ข้าราชการตํารวจอื่นเลย เราเสนอให้เอาภาคประชาชนกับข้าราชการอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการทํางานของตํารวจมาเป็นคณะกรรมการ ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ ผมยกตัวอย่างองค์ประกอบของ กต.ตร. ผมข้ามตัวประธานไปก่อน เราเสนอให้ มีปลัดกรุงเทพมหานคร ให้มีผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขต กทม. ให้มีผู้แทนสภาทนายความที่มีอายุงานไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ให้มีผู้อํานวยการสํานักงาน นโยบายและแผนขนส่งจราจร ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ผู้อํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการยาเสพติดที่รับผิดชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในส่วนภาคประชาชน ก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาสังคม ด้านจราจร หรืออุบัติภัย ด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม
ประเด็นเรื่องประธาน ก็ถกเถียงกันว่าควรจะให้เป็นประชาชนล้วน ๆ เลยไหม ก็มีความห่วงกันว่าเนื่องจากคณะนี้จะต้องทําหน้าที่มาประเมินผลงานตํารวจ มาตรวจสอบ การทํางาน ถ้าหากว่าเป็นประชาชนล้วน ๆ ที่ไม่รู้ระบบงาน ไม่รู้เคพีไอ (KPI) ไม่รู้แผน ไม่รู้นโยบายของตํารวจ การประเมินผล ซึ่งแน่นอนจะต้องมีตัวชี้วัด ตัวเคพีไอ (KPI) ถ้าไม่มีอยู่เลย อาจจะทําให้การทํางานนั้นไม่ราบรื่น ฉะนั้นจึงได้มีการเสนอว่าอย่างน้อยควรจะมี ข้าราชการตํารวจมาเกี่ยวข้อง ในช่วงแรกกรรมาธิการก็เห็นควรให้มีผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป มาเป็นประธาน แต่ในที่สุดเราก็เปลี่ยนบอกว่าถ้าอย่างนั้นไม่เอา ก็เลยเสนอเป็น อดีตข้าราชการตํารวจ แล้วก็มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นอดีตข้าราชการตํารวจที่เกษียณไปแล้ว อย่างน้อย ๕ ปี คืออายุระหว่าง ๖๕-๗๐ ปี มาเป็นประธาน ตรงนี้ในวันที่เสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีข้อเสนอที่เห็นต่างเราก็เลย กลับไป ผมในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการก็กลับไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ด้านกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ก็อภิปรายกัน ก็ยังขอยืนความเห็นเดิม ตรงนี้เป็นองค์ประกอบ ที่เราเสนอมา
ในส่วนของ บช.น. ของสถานีทั้งภูธรและนครบาลก็ทํานองเดียวกัน ถ้ามีเวลาเดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดให้ แต่ผมย้อนกลับไปเฟรม (Frame) ที่ ๒๑ ที่ ๒๒ โครงสร้างเดิมตามกฎหมายในมาตรา ๑๘ (๖) ให้มีกรรมการตรวจสอบ มี กทม. มีจังหวัด และมีสถานีตํารวจ เพราะฉะนั้นภาพของ กต.ตร. ก็จะออกมาอย่างในสไลด์ (Slide) นี้ เราจะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับการจัดโครงสร้างของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติเราจัดระดับเป็นกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตํารวจ แต่ทีนี้ใน กทม. เราจัดหน่วยงานตํารวจในกรุงเทพมหานครเป็นกองบัญชาการเทียบเท่ากับ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ ภาค ๔ และในกองบัญชาการตํารวจนครบาล เรายังแบ่งเป็นกองบังคับการตํารวจนครบาล ๑-๙ เทียบเท่ากับตํารวจภูธรจังหวัด แล้วก็ไปสถานี เพราะฉะนั้นตรงนี้เรามองว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมมันลักลั่น จะเห็นว่าของเดิม มีสถานีตํารวจทั้งหมด ต่อมาพอระดับกองบังคับการตํารวจภูธรจังหวัดมี แต่นครบาล ๑-๙ ซึ่งเป็นระดับกองบังคับการและควบคุมสถานีตํารวจในสังกัด กองบังคับการเองอย่างน้อย กองบังคับการละ ๑๐-๑๒ สถานีตํารวจใกล้เคียงกับตํารวจภูธรจังหวัดกลับไม่มี แล้วพอมาถึง ระดับกองบัญชาการก็มีเฉพาะกองบัญชาการตํารวจนครบาล กองบัญชาการตํารวจภูธร ๑-๙ และ ศชต. ไม่มี เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เสนอว่าเห็นควรปรับแก้ตรงนี้ใหม่ ซึ่งการปรับแก้ ตรงนี้จําเป็นจะต้องไปแก้ความในมาตรา ๑๘ (๖) ซึ่งเราเสนอแก้อยู่ในรายงานแล้วก็เสนอแก้ มาเป็นอย่างนี้ ก็คงเหลือว่าให้มี กต.ตร. ระดับกองบัญชาการทั้งตํารวจภูธรและนครบาล ก็คือ บช.น. ๑-๙ ศชต. แล้วก็ บช.น. และให้มี กต.ตร. ระดับกองบังคับการทั้งภูธรจังหวัด และตํารวจนครบาล เราเห็นควรว่าเนื่องจากหน่วยนี้เป็นหน่วยตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การที่เรามีคณะกรรมการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลสถานีตํารวจ ๑ คณะ ก็ตรวจ ๑ สถานี การประเมินผล การวัดผลเป็นเรื่องของการจัดลําดับ เป็นเรื่องของ การเปรียบเทียบ แล้วถ้ามาตรวัดคนละคนกัน ไม่สามารถจะเอาประโยชน์ จากผลการประเมินของแต่ละคณะ ๑,๕๐๐ คณะมาใช้ในการบริหารงานบุคคลได้เลย ผมถามว่าสถานีตํารวจบางซื่อประเมินโดยคณะกรรมการชุดหนึ่งได้ ๙๐ คะแนน สถานีตํารวจนครบาลพญาไทประเมินโดยอีกคณะหนึ่งได้ ๘๕ คะแนน ถามว่าบางซื่อ ดีกว่าพญาไทจริงหรือเปล่า เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การวัดผลโดยคณะกรรมการ แต่ละคณะนั้นไม่สามารถจะเทียบกันได้ ประกอบกับที่เราเสนอว่าเพื่อปรับปรุงระบบงาน ให้หน่วย กต.ตร. เป็นหน่วยรับคําร้องทุกข์ร้องเรียนจากภาคประชาชนในพื้นที่แล้วจําเป็นจะต้อง ตั้งสํานักงาน เราจึงมีข้อเสนอว่าถ้าเช่นนั้นหน่วยตรวจสอบในระดับสถานีตํารวจควรจะยุบ แล้วไปตั้งเป็นหน่วยตรวจสอบในระดับจังหวัดเพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบสถานีตํารวจในสังกัด ของจังหวัด เช่น กต.ตร. จังหวัดนครปฐมมีสถานีตํารวจอยู่ในสังกัด ๑๕ สถานี คณะกรรมการ ชุดนี้ทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลสถานีตํารวจทั้ง ๑๕ สถานี ผลออกมา ก็สามารถจัดลําดับแล้วเปรียบเทียบได้ แล้ว กต.ตร. ในระดับกองบัญชาการก็ตรวจสอบ ผลการปฏิบัติงานของจังหวัดในสังกัด ก็ทํานองเดียวกับตํารวจนครบาล ๑ ก็ตรวจสอบ สถานีตํารวจห้วยขวาง สุทธิสาร อะไรที่อยู่ในเขตดุสิต ที่อยู่ในพื้นที่ นี่คือข้อเสนอนะครับ ก็สรุปว่าเราขอปรับตรงนี้
ในส่วนเรื่องขององค์ประกอบ ถ้าพอมีเวลา ผมขออนุญาตให้ดูที่ กต.ตร. ตํารวจภูธรจังหวัด ก็จะเสนอให้เป็นอดีตข้าราชการตํารวจเป็นประธาน มีผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด มีอัยการจังหวัด มีปลัดจังหวัด มีรอง ผอ.รมน. มีรองผู้อํานวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด มียุติธรรมจังหวัด มีนายก อบจ. มีประธานสภาจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิก็เหมือนกัน ก็จะมีด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านพัฒนาสังคม ด้านจราจรหรืออุบัติภัย ด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรม อันนี้เป็นข้อเสนอข้อที่ ๒ ปรับจากโครงสร้างแล้วก็มาเรื่องของ องค์ประกอบ
ต่อไปข้อเสนอในเรื่องของการสรรหาคณะกรรมการ มีประเด็นตรงนี้ เนื่องจากเราเสนอว่าประธาน กต.ตร. เป็นอดีตข้าราชการตํารวจ เราจึงเสนอให้สรรหา โดย ก.ต.ช. ให้ ก.ต.ช. โดยคณะกรรมการ ก.ต.ช. ตั้งคณะกรรมการสรรหาทําหน้าที่สรรหา แล้วก็เสนอให้ ก.ต.ช. พิจารณา ซึ่งหลายคนบอกว่าจะไปเพิ่มภาระไหม เราพิจารณาแล้วว่า ก็มีแค่ ๗๐ กว่าตําแหน่งเท่านั้นเอง และเป็นตําแหน่งสําคัญ ตําแหน่งนี้จะเป็นที่พึ่ง ของประชาชน เราจึงเห็นว่าควรให้ประธาน ก.ต.ช. คือท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ในส่วนของ กต.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิก็เช่นเดียวกัน คณะกรรมการโดยตําแหน่งในคณะกรรมการ นั้น ๆ ก็จะต้องตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาอีกทีหนึ่งแล้วทําหน้าที่สรรหาและเสนอกรรมการ กต.ตร. โดยตําแหน่ง จากเดิมกรรมการโดยตําแหน่งเลือกตรงเลย เราเปลี่ยนเป็นว่า ให้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาสรรหาแทน อันนี้คือในหัวข้อเรื่องการสรรหาประธาน กต.ตร. และ กต.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนในเรื่องระบบงาน เมื่อสักครู่ผมพูดเรื่องของการจัดตั้งสํานักงานไปแล้ว พอเราเสนอให้ปรับโครงสร้างก็จะเหลือสํานักงาน กต.ตร. เพียงแค่ประมาณ ๙๐ แห่งก็คือ ตํารวจภูธร ๗๖ ตํารวจภูธร ๑-๙ อีก ๙ แล้วก็กองบัญชาการอีก ๑๐ หน่วย อยู่ประมาณนี้ จะไม่สิ้นเปลืองงบประมาณในการที่จะจัดตั้งสํานักงานขึ้นมา ส่วนตัวสํานักงานเราเสนอว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นเรื่องของ กต.ตร. ระดับสูง ระดับผู้บังคับบัญชาตรวจข้างล่าง เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ อาจใช้เจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นเจ้าหน้าที่ประจําสํานักงานได้ไม่จําเป็นต้องใช้จาก บุคคลภายนอก เพราะว่าเป็นหน่วยที่อยู่เหนือกว่าหน่วยที่รับการตรวจสอบแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่เราเสนอให้ปรับโครงสร้างแต่ไม่ปรับมากก็คือโครงสร้างของ ก.ต.ช. ขออนุญาตไปเฟรม (Frame) ที่ ๓๐ จากโครงสร้างในปัจจุบันอย่างที่ผมนําเรียนแล้วว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น การบังคับบัญชาขึ้นกับคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติ ก็คือ ก.ต.ช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี มีรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีปลัดกระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการ แล้วหน่วยงานที่จะต้องขึ้นกับ ก.ต.ช. ก็คือ กต.ตร. ทั้งหลายที่จะต้องทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลรายงานขึ้นไป ตรงรายงานขึ้นไปก็จะมีสํานักงาน กต.ตร. ซึ่งเป็นหน่วยงาน ภายใต้การบังคับบัญชาการ ก.ต.ช. มีกําลังพลอยู่ประมาณ ๕๐ ท่านทําหน้าที่ตรงนี้ สิ่งที่เรา พิจารณาเห็นก็คือว่าที่ผ่านมากว่าจะเรียกประชุมแต่ละครั้ง ท่านดูองค์ประกอบของ ก.ต.ช. เฉพาะงานในหน้าที่รับผิดชอบของปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย คืองานของท่านเอง ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณจะมีเวลาอะไร มาช่วยดูแลงานตํารวจ จะมาดูผลการรายงานของ กต.ตร. ที่รายงานผล การประเมินผล เรื่องการรับคําร้องทุกข์ ร้องเรียน และผลการสอบสวนจะมีเวลามาดูพอไหม แน่นอนชัดเจน ก็คือไม่ได้ดู ไม่มีเวลา อันนี้เราเข้าใจท่าน การจะเรียกประชุมแต่ละครั้งยังยาก ผมดูข้อมูล สถิตินับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มาประชุมเฉลี่ยประมาณ ๓ เดือนครั้ง เพราะฉะนั้นถ้ายังวาง ระบบงานว่าท่านจะต้องดูแล ต้องรับรายงานผลจาก กต.ตร. ซึ่งเป็นมือของท่านในการที่จะ ควบคุม กํากับดูแล ติดตาม ประเมินผล เราเห็นว่าท่านน่าจะทําเองยาก แต่เราก็เสนอ ปรับง่าย ๆ เพียงว่าท่านแค่ตั้งคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. ขึ้นมา องค์ประกอบก็อาจจะมี ผู้ทรงคุณวุฒิ มีอาจารย์ มีอะไรทั้งหลายมาทําหน้าที่กลั่นกรองหรือทําหน้าที่ในการควบคุม การตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการทํางานของตํารวจ เราเสนอตรงนี้นะครับ เราไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนในส่วนของ สปท. ในคณะกรรมาธิการไม่ได้เสนอให้ย้ายไปอยู่ กระทรวงยุติธรรม ในคณะของเราเสนอแค่นี้ ซึ่งเห็นว่าน่าจะทําได้ง่าย แล้วก็ไม่สิ้นเปลือง งบประมาณ ตรงนี้ที่เป็นข้อเสนอในเรื่องของระบบงาน ซึ่งเราเห็นว่าข้อเสนอง่าย ๆ แค่นี้ แต่น่าจะส่งผลต่อการควบคุม กํากับดูแลของตํารวจได้เป็นอย่างดี
ประการที่ ๑ ผมอยากสรุปว่าเราจะมีคณะกรรมการ กต.ตร. ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามการทํางานของตํารวจอย่างแท้จริง นั่นคือเรื่องของการมีส่วนร่วมในด้านการตรวจสอบ ติดตามการประเมินผล ผมกลับมาในด้านของการช่วยเหลือ สนับสนุนงานของตํารวจ ตรงนี้มีลําดับเหตุการณ์นิดหนึ่ง ก็คือเมื่อสักครู่ผมได้กล่าวแล้วว่าในด้านการช่วยเหลือ สนับสนุนกิจการตํารวจ ซึ่งอยู่ในหลักการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ ถูกบัญญัติไว้โดยมาตรา ๗ ที่ว่าให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชน มีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การดําเนินการมีส่วนร่วม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ค.ต.ช. กําหนด อันนี้บัญญัติไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ หลังจากนี้ก็มีผลการปฏิบัติตาม มาตรานี้ เพราะว่า ก.ต.ช. และ ก.ตร. ก็ไปออกระเบียบรองรับแล้วก็มีผลตามปฏิบัติ ซึ่งก็มี หลายเรื่องที่เป็นประโยชน์และสมควรที่จะดํารงรักษาไว้ แต่ก็มีบางเรื่องที่มีปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงเจตนาที่จะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งในความหมายของท้องถิ่น ค.ต.ช. ออกระเบียบรองรับว่าหมายถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ปรากฏว่าในกฎหมาย เขียนแต่เพียงว่าส่งเสริมให้ บางแห่งท้องถิ่นก็อยากจะเข้ามา แต่ติดขัดด้วยข้อกฎหมาย ความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ในที่สุดท้องถิ่นก็เลยไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ นั่นคือเรื่องที่ ๑
ประการที่ ๒ สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือการมีส่วนร่วมขององค์กรบางแห่ง เช่นพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มาก อีกสักครู่ผมจะให้ข้อมูล แต่ปรากฏว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทเอกชนก็มีปัญหาในบางแห่ง ในเรื่องของมาตรฐาน เรื่องของคุณภาพ จากเหตุผลทั้ง ๒ เรื่องนี้ ในช่วงปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๘ จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายและบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นมา ๒ ฉบับ เพื่อให้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันแรกเลยก็คือ การแก้ไขความในมาตรา ๗ โดยประกาศ คสช. ที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่เปลี่ยนหลักคิดจากการส่งเสริมมาเป็นบังคับให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติจัดระบบการบริหาร การปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา การรักษา ความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนให้เหมาะสมกับความต้องการ ของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน โดยต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชน มีส่วนร่วม ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณ และอาสาสมัคร ตลอดจนการติดตาม ตรวจสอบการปฏิบัติงานของตํารวจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต.ช. กําหนด การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสํานักงานตํารวจแห่งชาติกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชนนั้น นี่คือสิ่งที่กําหนดใหม่ เดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อว่าผลการปฏิบัติ เป็นอย่างไร ส่วนกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่ออกมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชน ก็คือพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งได้ให้หลักการ เหตุผลไว้ท้าย พ.ร.บ. ว่า โดยที่ธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย มีความเกี่ยวข้อง ใกล้ชิดกับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลต่อ ความสงบเรียบร้อยของสังคม และในปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย เป็นจํานวนมาก แต่มีมาตรฐานในการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน สมควรกําหนดมาตรฐาน ของธุรกิจรักษาความปลอดภัยและมาตรฐานของพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อยกระดับ มาตรฐานธุรกิจรักษาความปลอดภัย และเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานรักษา ความปลอดภัย อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการและช่วยส่งเสริมความสงบเรียบร้อย ของสังคม นี่คือเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติที่จะออกพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา ก็มีกฎหมาย เพิ่มขึ้นมา ๒ ฉบับ ผลการดําเนินการตามกฎหมายฉบับนี้และตามความในมาตรา ๗ เดิม ผมอยากจะนําเรียน เสนออย่างนี้ จากความในมาตรา ๗ ก่อน ในเรื่องของการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม จากความในมาตรา ๗ ใหม่ ท่านดูสิ่งที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้ามาร่วมอะไร ร่วมกําหนดนโยบาย กําหนดนโยบายว่า เอาละ อบต. อบจ. ขอเน้นเรื่องนี้ เรื่องของพัทยาขอเข้ามาจัดระบบการจราจรใหม่ เป็นอย่างนี้ เรื่องของเชียงใหม่เอาอย่างนี้ ให้ขึ้นอยู่กับนโยบายที่ อบต. จะต้องเข้ามา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ภูธรจังหวัด สถานีตํารวจ จะกําหนดนโยบายในการป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมจะต้องเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามา และเชิญองค์กร ภาคเอกชนในพื้นที่เข้ามา นอกจากจะให้มีส่วนร่วมด้านนี้แล้ว เรื่องของอาสาสมัคร เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอาสาสมัคร มี อปพร. ก็สามารถที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ในลักษณะของการร่วมปฏิบัติงาน และที่สําคัญที่เราอยากได้ก็คือเรื่องงบประมาณ เพราะว่าเมื่อท่านเข้ามาร่วมกําหนดนโยบาย ท่านมีงบประมาณสนับสนุน แต่ทั้งหมด ก็ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ต.ช. กําหนด และตามข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติกับ อบต. นั้น ตรงนี้ผมอยากจะนําเรียนว่านี่คือจุดเริ่ม ของการกระจายอํานาจให้ประชาชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมตามเสียงเรียกร้อง ที่ประชาชนต้องการให้มีการกระจายอํานาจงานป้องกันอาชญากรรมลงสู่ท้องถิ่น แต่ผมเชื่อว่า คสช. คงพิจารณารอบคอบแล้วว่าไปทีละสเตป (Step) เอาตรงนี้ก่อนว่าให้อํานาจคุณมา กําหนดนโยบาย ให้คุณจ่ายเงินเพื่อทําตรงนี้ แล้วดูสิว่าต่อไปถ้าเป็นไปได้ ได้ผลดีก็น่าจะ เพิ่มมากขึ้น อันนี้คือในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ทีนี้ถามว่าผ่านมา ๒ ปีเศษแล้วหลังจากประกาศ คสช. ปัจจุบันผลการดําเนินการ ไปถึงไหนแล้ว ปัจจุบันก็คือ ก.ต.ช. ออกระเบียบรองรับเรื่องนี้มาแล้ว แล้วก็มีการลงนาม ในบันทึกข้อตกลงแล้วทั้งหมด ๒๒๔ หน่วย อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่ามีหน่วยงาน ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่จะต้องร่วมลงนามในเอ็มโอยู (MOU) กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ๑,๕๕๙ หน่วย ก็คือข้อมูลที่ผมนําเรียนเมื่อสักครู่ แต่ปัจจุบันเนื่องจาก ระเบียบ ก.ต.ช. เพิ่งเสร็จเมื่อประมาณ ๖ เดือนที่แล้ว ตอนนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ขับเคลื่อนประสานไปขอให้ร่วมลงนามในเอ็มโอยู (MOU) ตรงนี้ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ก็มีความเห็นว่าล่าช้า สิ่งนี้เราก็กระตุ้นแล้วก็เสนอแนะว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติควรจะต้อง เร่งรัดแล้วก็ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อที่จะเชิญมาร่วมลงนามในเอ็มโอยู (MOU) และควรจะไปทําความเข้าใจว่าเมื่อมาลงนามในเอ็มโอยู (MOU) แล้วท่านมีส่วน ในการกําหนดนโยบายในการบริหารงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ในส่วนนี้ คณะกรรมาธิการมีข้อเสนอเพิ่มเติม เพราะผลจากการศึกษาว่าถ้าลําพังเราปล่อยให้ การประสานงานระหว่างสถานีตํารวจ ระหว่างตํารวจภูธรจังหวัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นไปตามบันทึกเอ็มโอยู (MOU) เป็นไปตามระเบียบเพียงลําพังอย่างเดียว ประสิทธิภาพ ของการประสานงาน การบริหารงานที่แนบแน่นจะไม่เกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อสักครู่ เราได้เสนอให้ตัดอํานาจของคณะกรรมการ กต.ตร. ในเรื่องของการช่วยเหลือ สนับสนุน กิจการตํารวจออกไปแล้ว ถ้าหากไม่มีเพิ่มเติมขึ้นมาก็หมายความว่าต่อไปจะไม่มีฝ่ายที่เป็น คณะกรรมการที่จะทําหน้าที่ช่วยเหลือในการบริหารงานตํารวจเลย ก็จะเหลือเฉพาะ คณะกรรมการที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ถือว่าเรื่องนี้เป็นข้อเสนอสําคัญ เสนอให้มีคณะกรรมการ บริหารงานตํารวจทั้งในระดับสถานีตํารวจ ในระดับตํารวจภูธรจังหวัด กองบังคับการ และระดับกองบัญชาการ เมื่อวันสองวันนี้ก็มีสื่อมวลชนบางแห่งลงพาดข่าวว่ายุบ ก.ตร. ทั่วประเทศ ผมว่าความรู้สึกของตํารวจหรือประชาชนที่เคยรักตํารวจ เคยช่วยเหลือตํารวจ ก็จะมีความรู้สึกว่าเขามาอยู่ เขาช่วยเหลือตํารวจแล้วทําไมอยู่ ๆ มายุบ ก.ตร. ทั้งหมด ปัจจุบัน ๑,๕๕๙ หน่วย ๕ ชุด ชุดละ ๒๐ คน คูณเข้าไป ๓๐,๐๐๐ กว่าท่านที่เป็นขวัญ เป็นกําลังใจคอยช่วยเหลือสนับสนุนกิจการตํารวจ ตํารวจเรามี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เอา ๓๐,๐๐๐ ไปหาร ๒๐๐,๐๐๐ ได้ ๑ ต่อ ๗
- ๖๑/๑ ตํารวจ ๗ คนมีภาคประชาชนมาช่วยเหลือ ๑ คน เพราะฉะนั้นชุดนี้เราจะไม่ยุบ เพียงแต่ เปลี่ยนบทบาทของ ก.ตร. คนที่อยู่ในชุดนี้กลับมาเป็นคณะกรรมการบริหารสถานีตํารวจ ให้มาทําหน้าที่สนับสนุน ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบติดตามก็ไปเลือกสรรหากันใหม่ ที่ผมกล้า พูดอย่างนี้เพราะอย่างที่นําเรียนแล้วว่า ก.ตร. ที่มีอยู่นั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ การมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ ๑ ถึงหัวข้อที่ ๔ ไม่ได้เข้ามาในหัวข้อที่ ๕ ส่วนหัวข้อที่ ๕ ในเรื่อง ของการตรวจสอบนั้นเดี๋ยวไปเลือกกันใหม่ อันนี้ก็คือข้อเสนอ
กลับมาอีก ๒-๓ เรื่อง ก็คงเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนบ้าง เมื่อสักครู่ผมได้นําเรียนแล้วว่าหลังจากที่ พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ มาตรา ๗ ความเดิมออก ทาง ตร. ไปออกระเบียบรองรับแล้วก็มีผลการปฏิบัติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้แบ่งลักษณะ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะมาช่วยเหลือในกิจการตํารวจออกเป็น ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ลักษณะปฏิบัติการ คือการทํางานต้องแต่งเครื่องแบบ แสดงตัว เช่นอาสาสมัคร ตํารวจบ้าน เหยี่ยวเวหา เหยี่ยวดํา หรืออาสาจราจร เป็นต้น ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ อีกลักษณะหนึ่ง ไม่จําเป็นต้องแต่งเครื่องแบบแล้วก็ไม่จําเป็นต้องแสดงตัว ลักษณะอย่างนี้เช่นอาสาสมัคร แจ้งข่าวอาชญากรรม ส่วนกลุ่มประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมตํารวจมาได้ ทั้งที่เป็นประชาชนธรรมดา คนต่อคน ประชาชนทั่วไปมาได้เลย ที่มาเป็นกลุ่มองค์กรก็มี ส่วนร่วมกับงานของกิจกรรมตํารวจได้ ยกตัวอย่าง ที่เป็นองค์กรภาครัฐที่เราประสานงาน และมีส่วนร่วมกัน เช่น ศูนย์กู้ชีพนเรนทร หน่วยกู้ภัยของ ปภ. ส่วนภาคเอกชน มูลนิธิ อันนี้มีประโยชน์มาก มูลนิธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกตัญญู แล้วก็อื่น ๆ เป็นต้น อันนี้ก็คือที่มามีส่วนร่วมในลักษณะที่เป็นองค์กรภาคเอกชน นอกจากนั้นเรายังแบ่งอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่แล้วว่ามีประโยชน์มาก ผมอยากจะนําเรียนเรื่องกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัย เราได้ทําการสํารวจผล การปฏิบัติงานของหมู่บ้านในเขตกรุงเทพมหานครที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัย เราพบว่า ถ้าหมู่บ้านไหนได้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ จะสามารถช่วย ป้องกันเหตุร้ายในหมู่บ้านนั้น มีบางหมู่บ้าน ผมมีรูปให้ดูแต่ว่าปิดชื่อหมู่บ้านไว้ ๓ ปีแล้ว ไม่เคยเกิดเหตุเลย เพราะว่าเขาจะมีการทํางานร่วมมือกับตํารวจเป็นอย่างดี แล้วมีการบรีฟ (Brief) สถานการณ์ก่อน มีการมอบหมายภารกิจกันชัดเจน หมู่บ้านนี้ไม่เคยเกิด แล้วมีหลาย ๆ หมู่บ้านที่เป็นอย่างนี้ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาบางหมู่บ้านถึงแม้จะมี รปภ. แต่ก็เกิดเหตุ แล้วบางแห่งกลายเป็น รปภ. นั้นเองมีส่วนทําเองหรืออาจจะเป็นสาย ปล่อยปละละเลยก็มี ข้อมูลที่น่าสนใจ ผมเอาเฉพาะในเขตนครบาล ปัจจุบันในเขตนครบาลมีหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมด ๑,๔๑๐ หมู่บ้าน มีจํานวนครัวเรือนที่อยู่ในหมู่บ้าน ๔๕๔,๗๔๗ ครัวเรือน มีจํานวนประชากร ที่อยู่ในหมู่บ้านที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัย ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนเศษ มีพนักงานรักษา ความปลอดภัยทั้งหมด ๕,๓๐๐ คน ที่ทําหน้าที่ดูแลช่วยเหลือตํารวจในการดูแลความปลอดภัย ของประชาชนในหมู่บ้านนั้น ๆ เพียงแต่ข้อจํากัดว่าเขาดูได้เฉพาะในหมู่บ้าน ประชาชน ที่อยู่ในหมู่บ้านเมื่อออกนอกพื้นที่หมู่บ้านก็ยังต้องพึ่งพิงตํารวจอยู่ ท่านทราบไหมตํารวจนครบาล ทั้งหมดเรามีแค่ ๒๕,๐๐๐ คน แต่เรามีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ช่วยตํารวจตรงนี้ ๕,๓๐๐ คน ๑ ใน ๕ มีประโยชน์มาก ๑ ใน ๕ ช่วยงานตํารวจ ถ้าไม่มีพนักงานความปลอดภัย ตรงนี้ตํารวจจะเหนื่อยมากกว่าในนครบาล แต่สิ่งที่เป็นข้อมูลเราวิเคราะห์ออกมาว่านี่คือปัญหา ก็คือจากจํานวนพนักงานรักษาความปลอดภัย ๕,๓๐๐ คน มาจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ทั้งหมด ๗๘๘ บริษัท เท่ากับว่า ๑ บริษัทจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ ๗-๘ คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีพนักงานแค่ ๗-๘ คน ถามว่า จะมีคุณภาพไหม เขาตั้งโรงเรียนฝึกสอนก่อนที่จะบรรจุเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยไหม เขาจะลงทุนพัฒนาไปเรื่อย ๆ ไหม ให้ความรู้อะไรไหม ก็คือไม่ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่เราจําเป็น จะต้องปรับปรุงให้มีกฎหมายเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ข้อเสนอของเราก็คือขณะนี้ กฎหมายมีแล้ว ก็เหลือแต่การดําเนินการเร่งรัดให้ธุรกิจรักษาความปลอดภัยนั้นต้องดําเนินการ ให้มีมาตรฐาน เราก็จะประสานงานแล้วก็ช่วยเหลือ แล้วก็คงจะแนะนําขยายไปยังภูมิภาคว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดี ต่อมาในเรื่องอาสาสมัครตํารวจบ้าน ปัจจุบันเรามีอาสาสมัครตํารวจบ้านและอาสาจราจร ทั้งสิ้น ฝึกไปแล้ว แล้วก็แจกบัตร ๑๖๔,๘๗๙ คน อาสาสมัครตํารวจบ้านแต่งเครื่องแบบ มีบัตรประจําตัว แต่มีปัญหาพอสมควรในเรื่องนี้เพราะว่าเราฝึกไปเยอะเกิน แต่เวลาเรียกใช้งาน ใช้งานได้นิดเดียว เพราะว่าทุกคนนั้นส่วนใหญ่ยังจะต้องปากกัดตีนถีบ ก็เรียกง่าย ๆ ยังต้อง ทํามาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นบางครั้งเราต้องทําแผนว่าคุณมาเข้าเวรวันนี้ก็มา ไม่ได้เพราะต้องไปทํางานหาเลี้ยงชีพ ส่วนงบประมาณที่เราจะมีอุดหนุนเขาก็ได้แค่ค่าอาหาร วันละ ๑๐๐ บาท และที่สําคัญวันละ ๑๐๐ บาทเราได้ปีหนึ่งเท่าไร เราได้ปีหนึ่ง ๒๘ ล้านบาท ผมเอา ๑๐๐ บาทไปหาร ๒๘ ล้านบาท ไปหาร ๓๖๕ วัน เงิน ๒๘ ล้านบาทจะพอจ่ายให้ อาสาสมัครมาช่วยเราได้แค่ ๗๘๐ คนเท่านั้นหมดเงินแล้วครับ ถ้าทําทั้งปีเรามีให้ เพราะฉะนั้นที่เราฝึกไว้ไป ๑๖๔,๐๐๐ คน ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าไรนัก และยังเกิดโทษ ในกรณีที่เราไม่สามารถควบคุม กํากับดูแลได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่จะมีข้อเสนอแนะในการแก้ไข ส่วนในเรื่องอาสาสมัคร อีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์ก็คืออาสาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรม ปัจจุบันเรามีอยู่ทั้งสิ้น ๓๔,๓๔๕ คน ตรงนี้ดีครับ ก็คือเป็นทั้งเปิดเผยตัวและไม่เปิดเผยตัว ท่านจะเห็นอาสาสมัครเหยี่ยวเวหา อาสาอะไรที่มีวิทยุพกติดตัวหรือไม่มีก็ได้ แจ้งข่าวทาง โทรศัพท์ก็ได้ อันนี้เราไม่ต้องจ่ายค่าอาหาร เขาทํางานตลอด ๒๔ ชั่วโมง เขาอยู่กับที่พักของเขา มีเหตุเขาก็แจ้ง ก็จะมีบ้างปัญหาไม่รุนแรง เช่นถ้าเป็นลักษณะที่มีวิทยุพกติดตัวก็มักจะถือ ไปกร่าง ไปแสดงความภูมิใจ ไปกินข้าวต้มก็เอาวิทยุมาวาง สร้างความเดือดร้อนรําคาญ ให้ประชาชน ก็มีบ้างแต่เป็นปัญหาเล็กน้อย อันนี้ก็อยู่ที่มาตรการในการควบคุม กํากับดูแล กลับมาตรงอาสาสมัครแจ้งข่าว นอกจากจะแจ้งข่าวยังศูนย์แจ้งข่าวแล้ว เรามีศูนย์วิทยุ ๑๙๑ เป็นศูนย์สําหรับบริการประชาชนที่จะแจ้งข่าว ท่านประสบเหตุ ท่านพบเหตุเดือดร้อน ท่านโทรศัพท์แจ้ง แต่ ๑๙๑ ก็ประสบปัญหา วันหนึ่งมีโทรศัพท์เข้ามาแจ้งร้อยละ ๘๐ โทรศัพท์เข้ามาก่อกวน ไม่ใช่แจ้งเหตุจริง สมมุติว่าวันหนึ่งโทรศัพท์มา ๓๐,๐๐๐ สาย เป็นโทรศัพท์มาก่อกวนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐,๐๐๐ กว่าสาย เมื่อ ๒-๓ อาทิตย์ก็มีข่าว ผู้เฒ่าอายุ ๖๐ ปีบอกว่าหลงรักตํารวจโทรศัพท์มากวน ที่จังหวัดไหนผมจําไม่ได้ นี่ประเด็นปัญหา เพราะฉะนั้นกองบัญชาตํารวจนครบาลก็ประสบปัญหานี้มาก จึงได้คิดและขอความร่วมมือ กับภาคเอกชนมาช่วยแก้ปัญหานี้ จึงเกิดแอปพลิเคชัน (Application) ใหม่ขึ้นมาเรียกว่า แอปพลิเคชัน โพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Application Police i lert u) แอปพลิเคชัน (Application) นี้ จะมีประโยชน์มาก หมายความว่าคนที่จะมาแจ้งข่าวผ่านแอปพลิเคชัน (Application) นี้ จะต้องลงทะเบียน เมื่อลงทะเบียนก็จะรู้ตัว ทราบตัว การที่จะส่งข่าวมาก่อกวนก็ไม่สามารถ กระทําได้ เพราะฉะนั้นเราจะพยายามส่งเสริมให้มีแอปพลิเคชัน (Application) นี้ แต่อย่างไรก็ตามในรายละเอียดผมจะขออนุญาตท่านประธานให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เรื่องนี้โดยตรงได้นําเสนอเฉพาะเรื่องแอปพลิเคชัน (Application) นี้ แล้วก็มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) และขออนุญาตฉายวีดิทัศน์สั้น ๆ เหมือนแบบที่ฉายในห้องประชุมวันนั้น ไม่เกิน ๒-๓ นาที
อย่างที่ดิฉันพูดนะคะ กระชับเวลาหน่อย ขอให้กระชับเวลาที่สุดค่ะ
กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกทุกท่าน กระผมได้รับ มอบหมายจาก พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรอง ผบ.ตร. ให้มาชี้แจงเรื่องแอปพลิเคชัน โพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Application Police i lert u) กระผมก็จะขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นะครับ เริ่มต้นโครงการแอปพลิเคชัน โพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Application Police i lert u) มีจุดเริ่มต้น มาจากเมื่อปี ๘๔ พรรษาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ บริษัทเอนีแวร์ ทู โก ได้ร่วมกับกระทรวงไอซีที (ICT) และได้ร่วมกับซิปา (SIPA) สํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกันทําแอปพลิเคชัน (Application) ตัวหนึ่งชื่อไอ เลิร์ต ยู (i lert u) หลังจากนั้นก็ได้มาพบกับตํารวจนครบาล จึงได้มีการพูดคุยและบอกว่าเราควรจะพัฒนา ระบบการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านแอปพลิเคชัน (Application) บนสมาร์ตโฟน (Smartphone) เพื่อใช้ดูแลพี่น้องประชาชน จึงได้ทําแอปพลิเคชัน (Application) ชื่อโพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Police i lert u) โดยมีหลักการทํางานแบบนี้ครับ ประชาชนคนหนึ่งที่มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) อยู่ในโทรศัพท์มือถือ เมื่อลงทะเบียนแอปพลิเคชัน (Application) แล้ว เมื่อเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย เปิดแอปพลิเคชัน (Application) นี้ขึ้นมาจะสามารถส่งตําแหน่ง จีพีเอส (GPS) ในจุดเกิดเหตุ ถ้ามีเวลาถ่ายภาพก็ถ่ายภาพ ถ้าไม่มีเวลาถ่ายภาพไม่ต้องถ่าย ถ้ามีเวลาพิมพ์ข้อความก็พิมพ์ข้อความ ไม่มีเวลาพิมพ์ข้อความไม่เป็นไรครับ หลังจากนั้น กดปุ่มส่งการแจ้งเหตุ การแจ้งเหตุ ๑ ครั้งนั้นก็จะส่งไปที่ศูนย์วิทยุ แล้วก็ส่งไปที่ตํารวจ ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุเลย ถามว่าเราแบ่งพื้นที่ตามตําแหน่งจีพีเอส (GPS) อย่างไร ผมขอให้ดูภาพโพลีกอน (Polygon) นิดหนึ่ง ผมยกเป็นตัวอย่าง ตีเส้นพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตํารวจนครบาลแบ่งตามเขตรับผิดชอบ ตามเขตอํานาจสอบสวนของแต่ละ สน. ตีเส้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นตําแหน่งจีพีเอส (GPS) ของผู้ที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเกิดเหตุในบริเวณพื้นที่ เช่นถ้าเกิดเหตุบริเวณรัฐสภา กดแจ้งเหตุที่บริเวณรัฐสภา กดตรงนี้การแจ้งเหตุก็จะเข้าไปที่ ศูนย์วิทยุ ๑๙๑ จะเข้าไปที่ศูนย์วิทยุรามาหรือศูนย์วิทยุกองบังคับการตํารวจนครบาล ๑ เข้าไปที่ศูนย์วิทยุของ สน. ดุสิต และเข้าไปที่โทรศัพท์มือถือตํารวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในเขต สน. ดุสิตตามตําแหน่งจีพีเอส (GPS) ผมขออนุญาตครับ แอปพลิเคชัน (Application) นี้ ทําขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการทํางานของระบบการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย ผ่านระบบโทรศัพท์ ๑๙๑ ผมให้ดูเปรียบเทียบการทํางานของแอปพลิเคชัน (Application) และการทํางานของระบบโทรศัพท์ จะเห็นภาพทางด้านซ้ายมือของท่านสมาชิกว่าเป็น การโทรศัพท์ ผู้แจ้งเหตุอยู่บนสุด เมื่อมีเหตุด่วนเหตุร้ายหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรศัพท์ เข้าไปที่ศูนย์วิทยุ ๑๙๑ ก็จะแจ้งว่าตัวเองเป็นใคร เกิดเหตุอะไร เกิดเหตุที่ไหน ใช้เวลาพูดคุยว่า ตําแหน่งที่เกิดเหตุอยู่ที่ไหนพอสมควร เนื่องจากบางครั้งผู้เกิดเหตุไม่ทราบว่าจุดเกิดเหตุ เรียกว่าอะไร บางครั้งผู้เกิดเหตุเดินทางไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ก็จะพูดคุยจนกว่าจะเข้าใจว่า จุดเกิดเหตุที่ไหน เหตุอะไร เจ้าหน้าที่ที่รับโทรศัพท์ ๑๙๑ เมื่อรับแจ้งเหตุแล้วก็จะส่งข้อความ หรือว่าเหตุที่ได้รับส่งให้เจ้าหน้าที่วิทยุคอยแจ้งเหตุไปที่ศูนย์วิทยุของกองบังคับการที่เกิดเหตุ มีเขตพื้นที่อยู่ หลังจากศูนย์วิทยุกองบังคับการรับแจ้งเหตุแล้วก็จะส่งต่อเหตุนั้นไปที่ศูนย์วิทยุ ของ สน. หลังจากที่ศูนย์วิทยุของ สน. รับแจ้งเหตุแล้วก็จะแจ้งสายตรวจให้ลงไปที่พื้นที่เกิดเหตุ เข้าไปตรวจสอบ เข้าไประงับเหตุจะเห็นว่า เชน ออฟ คอมมานด์ (Chain of Command) ค่อนข้างยาว เมื่อสายตรวจกลับไปช่วยผู้แจ้งเหตุ ภาพตรงกลางครับ แอปพลิเคชัน โพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Application Police i lert u) เมื่อผู้เกิดเหตุหยิบแอปพลิเคชัน (Application) ขึ้นมาพิมพ์ เปิดแอปพลิเคชัน (Application) ตําแหน่งจีพีเอส (GPS) จะเปิดเจเนอเรต (Generate) ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ถ่ายภาพถ้ามีเวลา พิมพ์ข้อความถ้ามีเวลา กดแจ้งเหตุครั้งเดียว การแจ้งเหตุจะไปที่ศูนย์วิทยุผ่านฟ้า จะเข้าไปที่ศูนย์วิทยุของ บก. จะเข้าไปที่ศูนย์วิทยุของ สน. จะเข้าไปที่โทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตํารวจ เจ้าหน้าที่ตํารวจที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ จะสามารถโทรศัพท์กลับหาผู้แจ้งเหตุได้ทันที จะทราบว่าผู้แจ้งเหตุเป็นใคร นี่คือระบบ การทํางานเปรียบเทียบกันของทั้ง ๒ ระบบ ผมจะขออนุญาตเปิดวีดิทัศน์เป็นแอนิเมชัน (Animation) อธิบายการทํางานของแอปพลิเคชัน โพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Application Police i lert u) ใช้เวลาสั้น ๆ ขออนุญาตเปิดแอนิเมชัน (Animation) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ต้องขออนุญาตเรียนความเป็นมาแอปพลิเคชัน (Application) นี้ เนื่องจากโครงการนี้ เป็นโครงการที่ค่อนข้างใหญ่แล้วก็ทําขึ้นมาในลักษณะของโครงการความร่วมมือกับเอกชน ก็เลยใช้เวลาเตรียมการนาน เมื่อประมาณปี ๒๕๕๗ เราก็มีการเตรียมการของแอปพลิเคชัน (Application) นี้ แล้วก็ทําไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ของแอปพลิเคชัน (Application) นี้ ในกองบัญชาการตํารวจนครบาล หรือในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการให้ศูนย์ ๑๙๑ ของกรุงเทพมหานครหรือศูนย์ผ่านฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของการรับแจ้งเหตุ แล้วก็ให้ แบ่งเขตพื้นที่กองบังคับการเป็นผู้ช่วยดูแล แล้วก็ให้ ๘๘ สน. ดูแลเหตุ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติของแต่ละ สน. ดูแลเหตุ โครงการนี้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ แล้วก็ได้มีการแก้ไขปัญหาข้อผิดพลาดเรื่อยมานะครับ จนเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๐ โดยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมอบหมายให้รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ พลตํารวจเอก เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ขับเคลื่อนโครงการนี้ ก็ได้มีการประกาศตัวให้ แอปพลิเคชัน (Application) นี้รองรับทั่วประเทศ โดยกรุงเทพมหานคร ให้ศูนย์ ๑๙๑ ของกรุงเทพมหานครเป็นคนดูแล ต่างจังหวัดหรือภูธรจังหวัด ให้ศูนย์ ๑๙๑ ของภูธรจังหวัด ทุกจังหวัดเป็นผู้ดูแลควบคุมในการรับแจ้งเหตุจากประชาชน แล้วส่งต่อให้สถานีตํารวจภูธร เป็นผู้ควบคุมดูแลและลงไปช่วยเหลือประชาชน ตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เมตตากล่าวถึงโครงการนี้ แล้วก็ได้พูดถึงแอปพลิเคชัน (Application) นี้ ผมจะขออนุญาตเปิดคลิป (Clip) ที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงแอปพลิเคชัน (Application) นี้สั้น ๆ ขออนุญาตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) ภาพ)
แอปพลิเคชัน (Application) นี้ได้ทําขึ้นมาเพื่อรองรับทั้ง ๒ แพลตฟอร์ม (Platform) คือได้ทําขึ้นมาเพื่อรองรับทั้งระบบไอโอเอส (IOS) และระบบแอนดรอยด์ (Android) ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสั้น ๆ ผมจะขออนุญาตเดโม (Demo) ให้ดูเลยว่า เวลาประชาชนแจ้งเหตุ กดแจ้งเหตุแล้วตํารวจเห็นอย่างไรว่าประชาชนแจ้งเหตุมาอย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธานหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแสดงการถ่ายภาพ เหมือนที่ว่าประชาชน กดแจ้งเหตุ แล้วก็ให้เห็นว่าการแจ้งเหตุของประชาชนเป็นอย่างไร ประชาชนเกิดเหตุ ประสบเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรมเอง หรือเป็นผู้ที่ไปเห็นคนอื่น เป็นเหยื่อของอาชญากรรม เปิดแอปพลิเคชัน (Application) ขึ้นมา ตําแหน่งจีพีเอส (GPS) จะถูกเจเนอเรต (Generate) ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จะมีกล้องถ่ายภาพที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ ก็กดไปที่กล้องถ่ายภาพ แล้วก็ถ่ายภาพบริเวณที่เกิดเหตุสัก ๑ ภาพ หลังจากถ่ายภาพแล้ว จะมีกล่องข้อความ ถ้ามีเวลาท่านก็พิมพ์ข้อความ ถ้าท่านไม่มีเวลาก็ไม่ต้องพิมพ์ข้อความ ทีนี้ผมก็เรียนว่ามีอีกฟังก์ชัน (Function) หนึ่งก็คือบางครั้งเวลาเราเกิดเหตุ บางคนก็ไม่มี เวลาที่ไปก้มหน้าพิมพ์ ฟังก์ชัน (Function) ของโทรศัพท์มือถือมีให้อยู่แล้วสามารถพิมพ์ได้ ด้วยเสียง ผมจะทดสอบให้ดูนะครับ “ทดสอบการแจ้งเหตุจากรัฐสภา” อย่างนี้ครับ เมื่อถ่ายภาพพิมพ์ข้อความเรียบร้อยแล้วกดแจ้งเหตุ การแจ้งเหตุก็จะถูกส่งเข้าไปในระบบ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะเปิดระบบในส่วนของหน้าจอที่เตรียมไว้ได้ไหมครับ จริง ๆ แล้ว เวลาผมกดเข้าไปที่ศูนย์วิทยุที่นั่งอยู่จะมีเสียงคล้าย ๆ เสียงไซเรนดังขึ้น เจ้าหน้าที่ก็จะ สามารถมากดปุ่มเปิดภาพนี้ดูได้ คือภาพที่ผมถ่ายเมื่อสักครู่นี้ แล้วข้อความด้านบนเป็น ข้อความเล็ก ๆ ลูกศรชี้ จะเขียนว่าทดสอบแจ้งเหตุจากรัฐสภา มีชื่อผม มีเบอร์โทรศัพท์ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะเห็นพิกัดของผู้แจ้ง กดดูพิกัดได้เลย ผมเรียนว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ ๑๙๑ หรือเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ หรือเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ สน. เวลาอยู่ในศูนย์วิทยุนาน ๆ บางที ไม่เคยได้ลงพื้นที่ หรือบางทีประชาชนที่โทรศัพท์มาแจ้งบอกว่าคนร้ายได้หนีไปทางโน้น ได้หนีไปทางสามแยกนี้ หรือไปที่บริเวณนี้ เลี้ยวทางซ้าย เลี้ยวทางขวา ขออนุญาตเปิดภาพ ให้ดูครับ อยากจะแสดงให้เห็นว่าเราสามารถที่จะใช้ฟังก์ชัน (Function) หรือแอปพลิเคชัน (Application) นี้ดูภาพสตรีตวิว (Street view) ก็ได้ แล้วก็สามารถเลื่อนตัวภาพแผนที่ เพื่อพูดคุยกับประชาชนทางโทรศัพท์ให้เข้าใจถึงตําแหน่งที่เกิดเหตุว่ามีอย่างไรได้ ในส่วนนี้ เราสามารถที่จะประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนที่เกิดเหตุเลือกใช้ช่องทาง ๑๙๑ หรือแจ้ง ผ่านทางแอปพลิเคชัน (Application) ก็ได้ ในส่วนของสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม เราก็ อาจจะอบรมให้กับประชาชนเช่นเป็นแม่ค้าที่มีใจอยากช่วยงานตํารวจ ก็ให้เข้าใจว่าการแจ้งเหตุ ควรจะต้องสังเกตลักษณะ ตําหนิ รูปพรรณอย่างไรบ้าง เราก็สามารถจะเป็นสมาชิก แจ้งข่าวอาชญากรรมเข้ามาให้กับทางตํารวจในแต่ละพื้นที่ได้ ผมขอจบการอภิปรายเท่านี้ครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านวรพงษ์ค่ะ
นี่ก็เป็นอีก ๑ เรื่องของ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่จะแจ้งข่าวให้กับทางตํารวจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมตํารวจ นอกจากจะแจ้งข่าวเพื่อช่วยเหลือตํารวจแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องมือที่จะใช้ช่วยตัวเอง ในกรณีที่ท่านประสบเหตุ คณะกรรมาธิการต้องขออนุญาตนําเรื่องนี้มานําเสนอก็เพราะ เราเป็นห่วง ท่านนายกรัฐมนตรีเองยังพูดถึงเรื่องนี้ แล้วถ้าเพื่อนสมาชิก สปท. ไม่รู้เรื่องนี้ ไม่ทราบเรื่องนี้ แล้วท่านไม่สมัครเป็นสมาชิก ท่านไม่ช่วยเหลือกิจการตํารวจ ท่านไม่เป็น พลเมืองดีที่จะแอด (Add) แอปพลิเคชัน (Application) นี้ เรากังวล เราจึงนํามาเสนอ และขอเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกได้แอด (Add) สมัครเข้าไปเป็นสมาชิก เป็นแล้วท่านไม่แจ้งข่าว ก็ไม่เป็นไร แต่สักวันหนึ่งท่านเจอเหตุกับตัวท่านเอง ถ้าท่านโทร ๑๙๑ ใช้เวลาอย่างที่บอกแล้ว ๓ นาที ๕ นาที กว่าจะรู้ที่เกิดเหตุ แต่ถ้าท่านกดตรงนี้ภายใน ๑ วินาที ๒ วินาที ตํารวจ จะรู้ทันที จึงเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกได้ลงแอปพลิเคชัน (Application) นี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ เตรียมไว้พร้อมแล้วที่หลังห้อง ประการที่ ๒ ต้องนําเสนอเรื่องนี้ก็เพราะว่าระบบนี้ได้ทํามาแล้ว ๒ ปีเศษ แต่ปรากฏว่ายังไม่เป็นระบบที่เป็นทางการและถาวรของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เรายังพึ่งพิงการร่วมมือจากภาคเอกชนอยู่ครับ ซึ่งแน่นอนจะไม่ใช่เป็นเรื่องระยะยาว เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็มีความเห็นว่าเราจะต้องมีข้อเสนอเรื่องนี้ไปยัง ครม. และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพื่อให้ขับเคลื่อนรับเอาแอปพลิเคชัน (Application) นี้เป็น ส่วนหนึ่งของการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินระบบ ๑๙๑ จบเพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณค่ะ คณะกรรมาธิการนําเสนอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก อภิปราย ขณะนี้มีรายชื่อสมาชิกที่ขออภิปรายทั้งสิ้นจํานวน ๖ ท่าน เชิญท่านแรกค่ะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านเอกสารปึกนี้มี ๑๖๑ หน้า เป็นเนื้อหาจริง ๆ ๓๑ หน้า อีก ๑๓๐ หน้าเป็นภาคผนวก แต่อ่านแล้วก็มีความรู้สึกว่าผมเกิดถูกยุคแล้ว ว่ายุคนี้จะมีการปฏิรูประบบต่าง ๆ ของตํารวจให้ตํารวจเป็นที่พึ่งของประชาชน ผมเคยอภิปราย ในที่ประชุมนี้ครั้งก่อนแล้วเรื่องตํารวจ แล้วเปิดเพลงมาร์ชตํารวจก็ฮือฮา วันนี้ผมไม่เอามาแล้ว ผมจะนําเสนอใหม่ ท่านครับ ผมเห็นด้วยกับท่านในนี้ทุกอย่างเลย แต่ผมก็มีข้อสังเกต บางประการเพื่อนําเสนอผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ มีคติโบราณกล่าวไว้ว่า เมื่อใดสูเจ้าอยู่ใกล้คนถืออาวุธต้องระมัดระวังตัว ยิ่งคนที่ถืออาวุธ แล้วยังถือกฎหมายด้วย สูเจ้าต้องยิ่งระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ท่านกรรมาธิการบางท่านอยู่บนเวที ก็จะรู้เลยว่าเขาหมายถึงใคร แต่ปัจจุบันนี้คตินี้อาจจะล้าสมัยไปบ้างแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ เมื่อใดที่อยู่ใกล้ตํารวจแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น เช่นเมื่อสงกรานต์นี้ผมฝากบ้านไว้กับตํารวจก็ทําให้ เราอุ่นใจขึ้น ระบบทั้งหลายที่ท่านว่าไปก็ทําให้ประชาชนอุ่นใจมากขึ้น เรื่องที่พูดทั้งหมดทั้งเล่ม และในอนาคตเรื่องของตํารวจมี ๒ เรื่องเท่านั้นเอง ๑. ระบบ เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการ ซึ่งเป็นตํารวจใหญ่ในอดีตที่ผมรักเคารพก็ได้อธิบายไปมากแล้ว แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านยังไม่ค่อย ได้พูดคือเรื่องตัวบุคคล โดยเฉพาะเบ้าหลอมของโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เบ้าหลอมของ โรงเรียนนายสิบตํารวจที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งก็สําคัญควบคู่ไปกับระบบ อย่างไรก็ตาม ผมใช้เวลาวันเสาร์ วันอาทิตย์ทําการบ้านเรื่องนี้ ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดผมยกภาพ ให้ท่านดูก่อน
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ ๑ ก็จะเป็นรูปของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ถ้าใครไม่รู้จักสถานที่นี้ก็ไม่ใช่ตํารวจ และประชาชนที่ดีต้องเข้าใจว่านี่คือศูนย์บัญชาการ ของตํารวจทั้งประเทศที่มีอยู่หลายแสนคน จะอยู่ดีมีสุขไหมประชาชน ก็ไปจากตรงนี้ ภาพต่อไป คือศูนย์การดูแลตํารวจทั่วประเทศ แต่ว่าองค์กรที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ๘๘ แห่ง คือสถานีตํารวจ สถานีตํารวจนครบาลทุกแห่งจะมีผู้กํากับ บ้านผมอยู่สุทธิสาร เมื่อวานผมก็ไปถ่ายรูปอันนี้มา ถามว่าผมถ่ายทําไม ท่านไปดูข้างในก่อนครับ นี่คือหน้าสถานีตํารวจนครบาลสุทธิสาร ผมก็ประทับใจมานานคือมีพระพุทธรูป อีกด้านหนึ่งมีพระพรหม แล้วก็มีป้ายบอกว่าตํารวจ เบอร์อะไร ทําให้ประชาชนผ่านไปผ่านมาในพื้นที่จดได้แล้วก็อุ่นใจว่าอย่างไรโทรศัพท์ไป ก็จะมีคนรับ แต่บางโอกาสงานเยอะท่านก็อาจจะรับไม่ทัน นี่ก็ให้ท่านดูว่าองค์กรที่ท่านพูด ทั้งหมดเรียกว่าสู้รบปรบมือกับอาชญากรก็อยู่ตรงนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าตํารวจ มีไว้ทําอะไร ถ้าถามผมต้องใช้งานป้องกันก่อนไม่ใช่ปราบปราม ถ้าใครเก่งเรื่องปราบปราม ผมว่าให้เกรดเอ (Grade A) ถ้าผมเป็นคนให้คะแนน แต่ถ้าป้องกันได้จนไม่มีเหตุเกิดในพื้นที่เลย ถ้าเป็นคนเล่นหุ้นผมต้องให้ทริปเปิลเอ (Triple A) ให้เอ (A) ๓ ตัว เพราะการไปตามจับกุม อย่างไรก็เกิดความเสียหาย อาจจะทั้งชีวิตและทรัพย์สิน นี่คืออะไร นี่คือคณะกรรมการตํารวจ ประจํา สน. สุทธิสาร ผมไปถ่ายรูปมาครับ ทุก สน. ปัจจุบันนี้และในต่างจังหวัดก็จะมี คณะกรรมการตรวจและติดตามบริหารตํารวจประจํา แล้วก็มีกิจกรรม ภาพต่อไปจะเห็นว่า มีทั้งทําบุญ มีทั้งร้อยแปดจิปาถะ ผมไปถ่ายมาเมื่อวานนี้สด ๆ ร้อน ๆ สถานีอื่นผมไม่ได้ไป เพราะว่าผมไปไม่ไหว แต่ผมเชื่อว่ามีทุกสถานีตํารวจเท่าที่ผมถามในนครบาล ต่างจังหวัดมี หรือไม่มีผมไม่แน่ใจเพราะว่าไม่ได้ไปดูมาด้วยตนเอง ภาพต่อไป ขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมมือกับตํารวจ ตั้งจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสาร สาธารณะ อันนี้เวลาตายทีตายเยอะ บาดเจ็บทีก็เยอะ อันนี้ก็เป็นภาพที่ดีที่มีการบูรณาการกัน ก็ต้องถือว่าส่วนราชการก็เป็นประชาชนเหมือนกัน ภาพต่อไป เป็นภาพกล้องซีซีทีวี (CCTV) อยู่ปากซอยรัชดาภิเษก ๑๗ ท่านจะเห็นว่ามีกล้องสามารถถ่ายได้ไกลมาก ทั้งถนนรัชดาภิเษก และในซอย นี่อยู่ใน สน. ห้วยขวาง ผมไปตระเวนถ่ายมาบางภาพก็ไม่ได้ลงเพราะกลัวว่า จะไม่มีเวลา ต่อไป กล้องวงจรปิดปากซอยประภาศิริ นี่ครับ สน. สุทธิสาร ท่านอาจจะ แปลกใจว่าผมมีบริษัทขายพวกนี้หรือ ไม่ใช่ แล้วผมจะบอกว่าเกิดอะไรขึ้นมา ภาพต่อไป ภาพนี้ถนนสุทธิสารวินิจฉัย ก็คืออยู่ในหมู่บ้านประชานิเวศน์ ๔ แยก ๓ ก็ถ่ายมาให้ดู ภาพต่อไป ภาพนี้เป็นภาพอยู่หน้าสถานประกอบการคนเข้าคนออกเยอะ มีคนกดเงิน ก็มีกล้องซีซีทีวี (CCTV) สําหรับถ่าย ภาพต่อไป ภาพนี้ก็เช่นเดียวกัน หน้าสํานักงานแห่งหนึ่ง ที่ขายของทั้งวันทั้งคืนแต่ผมไม่บอกว่าอะไร ก็คืออยู่ในซอยลาดพร้าว ๔๘ ภาพต่อไป ภาพนี้อยู่ในซอย ท่านเห็นโคมไฟของกรุงเทพมหานครร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง ตอนกลางคืน ตรงที่ลูกศรชี้นั่นคือกล้องซีซีทีวี (CCTV) ติดอยู่ ๔ ด้านเลย แล้วในซอย มีแสงสว่าง ถามว่าถ้าท่านเป็นอาชญากรท่านกล้าทําไหม ทําเดี๋ยวนี้อีก ๒ ชั่วโมงตํารวจจับได้ แล้วก็จับมาได้ใน ๓ ปีที่ผ่านมามากมายเกือบจะเรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภาพต่อไป นี่แสงสว่างมากกว่าเมื่อสักครู่นี้อีก นี่ในเขต กทม. นี่ก็เช่นเดียวกันยิ่งสว่าง ถามว่าแสงสว่าง เหล่านี้พอไหมสําหรับประชาชน ไม่พอครับ ไปดูบ้านเอกชนเขาตั้งอันนี้เองเลย หน้าบ้านเขา ผมไปถ่ายมาตั้งสําหรับบริเวณบ้านเขา นี่คือประชาชนช่วยตัวเองแล้วก็ช่วยหลวงด้วย ถ้าเกิดเหตุแถวนี้กล้องหลวงมีปัญหาไปดูกล้องนี้ได้ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าตํารวจทุกพื้นที่ต้องเอกซเรย์ และรู้ว่ากล้องอยู่ที่ไหนบ้าง ตรวจสอบกล้องร่วมกับ กทม. กับเขตทุกสัปดาห์หรือทุกวัน มิฉะนั้นมีแต่กล้องแล้วทํางานไม่ได้ ก็เท่ากับศูนย์ แล้วผมต้องขอบคุณรัฐบาลปัจจุบันนี้ที่นําโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านสั่งให้มีการติดกล้องซีซีทีวี (CCTV) ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมกับซีซีทีวี (CCTV) แล้วก็แสงสว่าง ที่ผมพูดอย่างนี้ผมตรัสรู้เองได้ไหม ไม่ใช่ เมื่อวันที่ ตั้งรัฐบาลผมได้มีโอกาสอยู่ใกล้ ๆ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านสั่งเลย สั่งข้าราชการผู้ใหญ่บอกว่า ให้ช่วยไปดูกล้องซีซีทีวี (CCTV) ที่มีอยู่ให้ใช้การได้และตั้งเพิ่มในจุดต่าง ๆ ให้มากที่สุด เท่าที่จะทําได้ ๒. ท่านบอกว่าให้ไปติดตั้งแสงสว่างทุกที่ ตรงนี้เป็นอาชญาวิทยาถ้าเรียนถึง ปริญญาเอก ที่ใดมีแสงสว่าง ที่ไหนมีกล้องอาชญากรเกิดน้อยหรือไม่กล้าทําเป็นการป้องกัน เพราะฉะนั้นตํารวจที่ดีต้องป้องกันไว้ก่อนไม่ใช่เก่งเพราะการจับกุมได้ และผมอยากจะ กราบเรียนว่าผู้ใหญ่ท่านนั้นคือใคร นี่ผมได้ยินกับหู ท่านสั่งอย่างนี้เรื่องแสงสว่างกับซีซีทีวี (CCTV) คือท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่เชื่อไปถามท่านก็ได้หรือคนที่อยู่ในแวดวงที่ท่านรู้จัก ข้อเสนอผมก็คือว่า ๑. ต้องเน้นการป้องกันด้วยการจัดให้มีซีซีทีวี (CCTV) ในทุกชุมชนที่ยังไม่มี ๒. ต้องจัดให้มี แสงสว่างตามตรอกซอกซอยให้ทั่วถึง ที่ยังไม่มีหรือหลอดขาดก็ต้องไปเปลี่ยน ไม่ใช่หลอดขาด กี่ปีกี่ชาติก็ปล่อยขาดไปอย่างนั้น ๓. ต้องไปให้ภาคเอกชนร่วมกับตํารวจร่วมคิดร่วมป้องกัน อาชญากรรมกัน ไม่ใช่มีภาคเอกชนไว้สําหรับโทรศัพท์ไป ท่านผู้กํากับครับ ขอบิณฑบาตคดีนี้ อย่างนั้นไม่ได้ และผมก็เชื่อว่าปัจจุบันนี้ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น ๔. ต้องพัฒนาตํารวจทุกระดับ ให้มีจิตใจมองถึงความผาสุกของประชาชนในเขตความรับผิดชอบของตัวเอง ถือเป็นความสุข ของตัวเองถ้าไม่มีเหตุเภทภัยเลย ทั้งสัปดาห์ทั้งเดือนไม่มีใครมาแจ้งความเลยผมถือว่านั่นคือ ประสบผลสําเร็จ ๕. ต้องพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารระบบไอที (IT) ของตํารวจ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ผมฝากไปอีกนิดหนึ่งซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาชญากรรม อาชญากรที่ท่านเห็นอยู่ทุกวันนี้ความสามารถของตํารวจไทยปัจจุบันนี้จับได้ ผมใช้คําว่าทุกคดี ใน ๗ วันนี้ผมเห็นเลยเท่าที่ผมติดตาม แต่มีอาชญากรรมอีกประเภทหนึ่ง ฝากท่านไปก็แล้วกันถึงกรรมาธิการว่าท่านไปช่วยคิดหน่อยสิว่าอาชญากรรมประเภทไอที (IT) ระบบวอนนาคราย (WannaCry) มัลแวร์ (Malware) นี่จะทําอย่างไร และผมคิดว่า จะมากขึ้น อันนี้เป็นการกรรโชกทรัพย์อย่างหนึ่งที่มองไม่เห็นตัวแต่เราเห็นนี่คือผู้ร้าย นี่คืออาชญากรเราจัดการได้ แต่นี่ไม่เห็นตัวจะทําอย่างไรประชาชนก็ไม่รู้เรื่อง ก็ฝาก ท่านกรรมาธิการไปช่วยคิดเพิ่มเติมอีกทีว่าอาชญากรรมหรืออาชญากรที่มากับระบบ ไอที (IT) เราจะทําอย่างไร ก็ฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านต่อไป พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ อดีตที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เรียนเชิญค่ะ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านกรรมาธิการในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับ กิจการตํารวจ เพราะว่าตํารวจก็คือผู้รักษากติกาของสังคม ฉะนั้นการดําเนินการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการป้องกันปราบปรามก็ต้องตอบสนองกับความต้องการของประชาชน ความสงบสุขของสังคม ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ในการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการ กต.ตร. หรือคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตํารวจให้มีในระดับภาค และระดับจังหวัด ส่วนในกองบัญชาการตํารวจนครบาลก็มีในระดับกองบัญชาการ และกองบังคับการตํารวจนครบาล สิ่งที่ผมเป็นห่วงอยากจะตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมาธิการ ก็คือในโครงสร้างของ กต.ตร. ทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับภาค ระดับจังหวัด ในรายงาน ท่านเขียนให้ประธาน กต.ตร. ในแต่ละระดับเป็นข้าราชการตํารวจที่เกษียณอายุแล้วตั้งแต่ ๖๕-๗๐ ปี ตรงนี้ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตฝากกับท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่า ลักษณะของการตรวจสอบเป็นไปได้ไหมที่ตัวประธานจะไม่ใช่ล็อกสเปก (Lock Spec) เป็นอดีตข้าราชการตํารวจ ผมเห็นด้วยที่จะมีตัวแทนข้าราชการตํารวจที่เกษียณอายุแล้ว เพราะบุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ยังมีประโยชน์ในการรักษาความสงบสุขในสังคม เพียงแต่ การคัดเลือกประธานหรือรองประธานให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการเสนอไว้คัดเลือกขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นข้าราชการตํารวจก็ได้ อาจจะเป็นข้าราชการหน่วยอื่นตามตําแหน่งก็ได้ หรืออาจจะเป็นตัวแทนภาคเอกชนก็ได้ ตรงนี้อาจจะมีความเหมาะสมกว่า ข้อห่วงใยอีกประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานฝากไปยังคณะกรรมาธิการ พระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติมาตรา ๗ ที่แก้ไข โดยประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการบริหารงานตํารวจจะต้องอิงงบประมาณ นโยบายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภาคเอกชน ข้อห่วงใยของกระผมก็คือตรงนี้ จะเป็นจุดอ่อนซึ่งคงต้องไปแก้กฎหมายหลักก็คือพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติมาตรา ๗ ว่า ในการรับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเราต้องยอมรับในข้อเท็จจริง ของบ้านเราว่าโครงข่ายการเมืองเริ่มต้นจากโครงข่ายการเมืองระดับท้องถิ่นล่างสุดก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาระดับจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาเป็นพรรค ตรงนี้ จะเป็นลักษณะของรากแก้ว รากฝอยของการใช้อํานาจทางการเมืองเข้าไปกําหนดทิศทาง กําหนดแนวนโยบายในการปฏิบัติงานของตํารวจไปทุกส่วนของประเทศได้หรือไม่ การปฏิบัติหน้าที่ของตํารวจจะถูกกํากับชี้นําโดยการเมืองได้หรือไม่ในเมื่อท่านใช้งบประมาณ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านอาจจะต้องเขียนให้ชัดเจนว่าใช้งบประมาณได้ แต่ว่าจะใช้ลักษณะใดที่ไม่ให้ภาคการเมืองเข้ามาครอบงํา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในสังคมไทย มีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ฉะนั้นเมื่อตํารวจรับงบประมาณในการบริหารจัดการ ในสถานีตํารวจจากการเมือง นิสัยคนไทยเราเกรงอกเกรงใจ นี่คือต้นทางแห่งการครอบงํา ทางการเมือง ณ จุดเริ่มต้นคือสถานีตํารวจ ข้อห่วงใยของผมก็คือทั้ง ๒ ข้อนี้ก็ต้องฝากไปยัง ท่านกรรมาธิการว่าในการปฏิรูปตํารวจในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแต่มีข้อสังเกตเหล่านี้เพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจว่าการติดตามตรวจสอบ การทํางานของตํารวจจะมีความโปร่งใสอย่างไร ก็คือเอาคนที่ไม่ใช่ตํารวจมาตรวจสอบก่อน ส่วนโครงสร้างที่เป็นตํารวจหรือเป็นอดีตตํารวจก็คงต้องให้เป็นลักษณะของการให้ข้อมูล ให้คําแนะนํากับคณะกรรมการ กต.ตร. มีอีกประเด็นหนึ่ง ข้าราชการตํารวจที่เกษียณ ผมอยากจะเสนอท่านประธานฝากไปยังคณะกรรมาธิการเพิ่มเติมได้ไหมว่าผู้ที่จะสมัครเข้ามา รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการ กต.ตร. ไม่ว่าในระดับภาคหรือระดับจังหวัดควรจะต้อง มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น ๒ ประเด็น ก็คือ ๑. เคยเป็นผู้บังคับบัญชาในตําแหน่งที่ตนเอง เคยรับราชการอยู่ในพื้นที่นั้น หรือเป็นผู้ที่มีภูมิลําเนาอยู่ในพื้นที่นั้น เพื่อจะได้ตอบโจทย์ ในการที่จะให้คําแนะนําของคณะกรรมการ กต.ตร. ในการกําหนดนโยบายให้สอดคล้อง กับความต้องการของชุมชนนั้น ๆ ผมยกตัวอย่างคนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ที่ไม่เคย อยู่ในพื้นที่นั้นย่อมไม่เข้าใจปัญหาขนบธรรมเนียมประเพณี การตอบสนองความสงบสุขในพื้นที่ ผมมีข้อเสนอ ๒-๓ ประเด็นที่จะฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีต ส.ส. ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการของตํารวจนี้ ผมเองได้เคยอภิปรายไว้บ้างแล้วเดิมตอนที่เข้า ก็ทุกครั้งที่เข้านะครับ มีความสนใจเรื่องนี้ อยู่มากเพราะเคยทําการศึกษาเรื่องตํารวจ ลงรายละเอียดมาในปัญหาเชิงโครงสร้าง และการวินิจฉัยสั่งการ ต่อประเด็นนี้เองผมมองว่าเบื้องต้นผมสนับสนุนมากในการปฏิรูป ที่จริงก็สนับสนุนมาตลอดทางนั่นละ เพราะถือว่าตํารวจคงจะเป็นความปลอดภัยต่อความรู้สึก ของประชาชน ไม่อย่างนั้นตอนเราเล็ก ๆ เวลาหนังจะจบท่านประธานคงจําได้ว่าจะมีตํารวจ ออกมาคือหนังจบแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ตํารวจมาแล้วหนังยังต่อยาวไปอีกเยอะ แสดงว่าตํารวจ เป็นคนดีออกมาตอนจบเพื่อจะแก้ปัญหา ประเด็นเรื่องนี้ผมเห็นปัญหาอยู่ ๓ มิติที่อยากจะ นําเสนอ
ประเด็นแรก ก็คือเกี่ยวกับเรื่องคณะกรรมการตรวจสอบและติดตาม การบริหารงานตํารวจตามที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ เบื้องต้น ๑๐ กว่าปีแล้วเรามองว่าเป็นปัญหา คาบเกี่ยวเชิงนโยบาย มีซ้อน ๒ อย่างในนั้น ๑. ความร่วมมือ ๒. การตรวจสอบ ทีนี้พอผ่านมา ระยะหนึ่ง จริง ๆ ๑๐ กว่าปีแล้ว ออกชัด ๆ ก็ปี ๒๕๔๙ นี่ปี ๒๕๖๐ ๑๑ ปีแล้ว ประเด็น ที่สําคัญก็คือสิ่งที่ผมยังดีใจว่าที่ท่านไม่เอาออกไป คือปัญหาการคาบเกี่ยวการมีส่วนร่วม ของประชาชนกับการตรวจสอบ ปัญหาในเชิงนโยบายคือเราไปรวมกันแล้วรวมไม่ได้ เหมือนน้ํากับน้ํามันเขย่ากันอย่างไร พอวางมันก็แยกมาตลอด เพราะฉะนั้น ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา การตรวจสอบเลยไม่มี น่าสนใจมาก แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่งส่วนของประชาชนเอง ที่มามีส่วนร่วมคือไปได้ดีมากเลย เท่าที่ผมไปสังเกต เรามีตํารวจบ้าน เราอาศัยพี่น้องประชาชน มาแล้วคนไทยก็ชอบที่จะติดเหรียญติดตราอยู่ด้วยแล้วก็ได้มาช่วยเหลือนี่ดีมาก ผมมีส่วนสัมผัส อยู่หลาย ๆ แห่งก็เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดีเป็นหูเป็นตา ภาคใต้เดิมที่ท่านวางโครงสร้างในอดีต มามีส่วนช่วยอยู่มาก ตอนหลังมันแยกออกไป แล้วก็หูตาคล้าย ๆ ว่าเหมือนจะมองไม่เห็น ก็เลยมีปัญหาเยอะ อันนั้นประเด็นหนึ่ง ที่ท่านยืนไว้นี้ผมเห็นด้วยมากในส่วนประชาชน ไม่ไปแตะ ไม่ยกเลิก แต่ยังมีปัญหาตอนปลายนิดหนึ่ง ส่วนการปกครองท้องถิ่นตรงนี้ อยากให้ขยายมาก แตะเข้าไปก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าเทศบาลนครใหญ่ สมมุติในอําเภอหาดใหญ่ มีคนเป็นจํานวนมาก มีปัญหามาก ผมชอบยกตัวอย่างพัทยา เพราะพัทยาเป็นเมืองพิเศษ พัทยาเป็นเมืองที่ไม่นอนเหมือนลาสเวกัส เราใช้กําลังตํารวจเท่าไรที่จะต้องดูแล เราต้อง ดึงตํารวจไปเป็นจํานวนมาก ดังนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้การเอาเงินงบประมาณไปใช้เหมือน เอาเปรียบตรงอื่น แต่ถ้าหากว่าเราให้ไปตามมีตามเกิดเท่าที่มี กําลังตํารวจไม่พอก็เกิดภัยขึ้น มากมาย มีมาเฟีย (Mafia) มากมาย ตรงนี้ท้องถิ่นจะต้องมาช่วยกันดูแล แต่ผมไม่เห็นด้วยว่า ท้องถิ่นเข้ามามีอํานาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย กลายเป็นเหมือนกับว่าเราไปติดอํานาจขึ้น จะเกิดอีกมิติหนึ่งขึ้นมา ท้องถิ่นตรงนี้ไม่ได้เข้ามาช่วยโดยการขอร้อง แต่เป็นการช่วยว่า มาดูแลร่วมกัน เหมือนอย่างตํารวจทางหลวงกระทรวงคมนาคมเป็นคนดูแล แต่ช่วยดูแลงาน ให้ทางหลวง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นลักษณะของการร้องขอ แต่ว่าเป็นการร่วมกัน ไม่อย่างนั้น เงินภาษีที่ได้จากเมืองใหญ่ ๆ ขนาดนั้นเขามีภาษีพอ ตรงนี้สามารถเหมือนต่างประเทศได้ ที่ว่าส่วนมากจะเป็นโลคัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Local Government) เป็นคนดูแลตํารวจ ดังนั้นเราอาจจะไปไม่ถึงจุดนั้น ตรงนี้ต้องมีการพัฒนากันเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนหนึ่ง ท้องถิ่นซึ่งเติบโตขึ้นมาต้องรับผิดชอบบางส่วน ไม่ต้องมีตํารวจของตัวเองหรอก แต่ว่ามาร่วมกัน อย่างไร
ประเด็นเรื่องการตรวจสอบการบริหารงานตํารวจผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าการตรวจสอบถ้าอย่างนั้นต้องรื้อใหม่ตามที่ท่านเสนอรื้อนี่ละ ให้มีอํานาจขึ้นมาว่า ในการตรวจสอบควรจะมีระบบอย่างไร แต่เรื่องสําคัญในปัญหานี้มันจะนําไปสู่การร้องเรียน การร้องเรียนจะเป็นตัวชี้เหมือนเป็นตัวปรอทวัด ระบบการร้องเรียน ระบบที่มีการทําเป็น แผนงานว่ามีการร้องเรียนกันชนิดไหน ทําเมื่อไร ส่งที่ไหน อย่างไร ที่ท่านเสนอรื้อมาเป็น เรื่องดีอยู่แล้ว แต่ตรงนี้เหมือนมาเริ่มงานกันใหม่หลังจาก ๑๐ ปีแล้ว แต่เริ่มก็ไม่สายนะครับ เพียงแต่ว่ามีประเด็นอยู่นิดหนึ่งคือ การคาบเกี่ยวกับจเรตํารวจ คือจเรเป็นการตรวจสอบภายในอยู่แล้ว ผมได้มีโอกาสคุยกับ ท่านประธานอนุกรรมาธิการว่างานตรงนี้ ๒ อย่างไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบ จากภายนอกคือกลไกของท่านที่วางขึ้นมาใหม่ จากภายในคือเอาต์ไซด์อิน (Outside in) มาจากข้างนอก คือกลไกนี้ แต่อินไซด์เอาต์ (Inside out) คือตรวจจากข้างในออกมา คือจเรตํารวจที่ไปตรวจกันตามระบบตรงนี้ การดีไซน์ (Design) ความเชื่อมโยงกันของ การตรวจสอบบางทีอาจจะร้องเรียนไป และเมื่อเข้าไปตรวจสอบแต่ว่าโดยอํานาจมีไม่เต็ม แต่จเรจะเป็นตัวตอบสนอง คือถ้าเรากดดันทั้งนอกทั้งในผมเข้าใจว่าจะดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืม ตรงนี้ว่าเรามีหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้วคือจเรตํารวจ จะทําอย่างไรกับการเชื่อมต่อตรงนี้ ส่วนต่อมาก็คือผลในการร้องทุกข์จะเป็นตัววัดเลย ดังนั้นการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ของประชาชนเมื่อมีการประเมินผลในการปฏิบัติตามขึ้นมาเราสามารถนําเสนอไปที่ไหน แล้วมีผลออกมาเป็นรูปธรรมจริงไหม เพราะประชาชนที่ร้องเรียนมาเขาต้องการ การตอบสนองที่ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีการตอบสนองงานนี้ก็ไม่ได้ผล นี่เป็นเรื่องการตรวจสอบ ที่ผมคิดว่าท่านเริ่มจะมีการแยกเป็น ๒ ส่วนชัด ๆ ส่วนนี้เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมโดยเอกชน โดยประชาชนเอง ชุมชน ท้องถิ่นชัดเจนไป ส่วนนี้คือการตรวจสอบก็อีกด้านก็ให้ชัดเสียเลย มีโครงสร้างที่ชัด ดีไซน์ (Design) ใหม่เลย เห็นด้วยว่าควรจะมีแต่ว่าสัมพันธ์กับจเร
ส่วนที่ ๒ เรื่องโครงสร้าง ผมมีปัญหาเรื่องโครงสร้างเล็กน้อย ก็คือจริง ๆ เยอะ ไม่ใช่เล็กน้อย เดิมเรียกว่ากลไกนี้มีทุกหัวระแหง มีทั้งนครบาล มีทั้ง สน. เป็น น. ๑ น. ๒ น. ๓ น. ๔ ไปจังหวัดต่าง ๆ มี ที่ไหนมี แต่พอรวมมาเป็นภาคเป็นอะไรเราเล็กสุด เท่ากับเราดาวน์ไซซิง (Downsizing) ลงมาก แล้วหน่วยงานตรงนี้ที่มาเกี่ยวข้องก็คือหน่วย ที่เราจะมาดูแลก็คือหน่วยอาสาสมัคร จากเดิมเป็นแสนมีอยู่เยอะกระจายเต็มหมดเราก็บีบลงมา ปัญหาตรงนี้คือลองแฮนด์ (Longhand) เรากําลังเซนทรัลไลซ์ (Centralize) อีกแล้ว ในการตรวจสอบ ฉะนั้นการกระจายตัวแล้วกระจัดกระจายออกไปคอยดูแลชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) ใกล้ ๆ จะดูชัดกว่าไหม หรือว่าจะดูจากไกล ๆ ดูจากนครบาลแห่งเดียวเลย ใน ๓ จังหวัดดูจากแห่งเดียวเลย หรือกระจายกันออกไปเหมือนเดิม ผมมองว่าตรงนี้ในเมื่อ การมีส่วนร่วมเน็ตเวิร์กกิง (Networking) ที่กระจายออกไปเป็นโครงข่ายยิ่งละเอียดจะยิ่งดี แต่เราไปรวบปลายอีกที แต่ว่าเท่ากับลดลงเป็นจํานวนมาก ผมอยากให้พิจารณาตรงนี้ว่า จะเป็นอย่างไร ผมมองว่าจะมีผลลบในการดีไซน์ (Design) ขึ้นมาใหม่จากเดิม วิธีการแยกดี แต่การยุบลงมาให้เล็กลงผมเห็นว่าจะมีปัญหา อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องเชิงอํานาจ เมื่อสักครู่ เชิงนโยบายแล้ว เชิงโครงสร้างแล้ว เชิงอํานาจ อันนี้ผมไม่ใช่ท้าทายอะไรท่าน แต่ว่าที่เรา กําลังเสนอตรงนี้จะไปอยู่ส่วนไหน การปฏิรูปตํารวจตามรัฐธรรมนูญ คืออํานาจของ คณะกรรมาธิการในการทําเรื่องนี้เสนอขึ้นไปขณะที่กําลังมีปฏิรูปตํารวจตามรัฐธรรมนูญอยู่ เราไม่รู้ว่าตรงนั้นเขาจะปฏิรูปไปทางไหน ปฏิรูปอะไร อย่างไร แล้วจะมาเกี่ยวกับส่วนนี้บ้างไหม เพราะฉะนั้นคําถามผมก็คือว่าในเชิงอํานาจเมื่อเขาจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ดูแลเรื่องปฏิรูปตํารวจทั้งหมด เรื่องนี้จะไปอยู่ส่วนไหนของส่วนนั้น ผมแค่ถาม แต่ถ้าเรา เตรียมไว้เสร็จแล้วทําเป็นแพ็กเกจ (Package) คุณไม่ต้องไปคิด เราคิดให้เสร็จแล้วไปวาง แล้วเดินได้เลยก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ว่าตรงนั้นปัญหาในเชิงอํานาจก็คืออํานาจจริงไม่ได้อยู่ที่สภานี้ ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลนี้ แต่อยู่ที่การปฏิรูปตํารวจตามรัฐธรรมนูญต่างหาก เพราะฉะนั้นอยากให้ พิจารณาตรงนี้อีกส่วนหนึ่งว่านั่นคือข้อเท็จจริง
สุดท้าย ปัญหาในเชิงธรรมชาติหรือปัญหาของโลกที่เป็นจริง มีคําแหย่ ๆ กัน อยู่ว่า ก.ตร. เราพิจารณาดูว่า ๑๐ ปีอยู่มาได้อย่างไรไม่มีเรื่องร้องเรียนน่าแปลก แต่ถ้าเรา ลงไปข้างในผมก็สนิทกับหลาย ๆ แห่ง กต.ตร. เขาบอกว่าเขาตายตํารวจรอด เขาแซวกันเล่น หมายความว่าเป็นกลไกที่เราไปเอาบุคคลเข้าดูแลตรงนี้ ที่สําคัญคือตํารวจเป็นหน่วยงาน ที่ผมเองอยากจะเรียนว่าขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง คนก็ไม่มี ทํางาน ๒๔ ชั่วโมง รถก็ไม่มี รถที่มีก็รถไม่ดี มีรถไม่มีน้ํามันอีก คือทุกอย่างปากกัดตีนถีบตลอด ดังนั้นการได้ กต.ตร. เข้ามาช่วยเหมือนเป็นที่พิงของเขา คือว่าไปตามมีตามเกิด บริหารงานในสภาวะขาดแคลน เขามาช่วยเหลือบ้าง ออกไปตรวจกันตั้งด่าน เขาเอาข้าวห่อไปให้บ้าง เพราะฉะนั้นการตั้งตรงนี้ มาเพื่อช่วยนอกระบบ เราไม่ได้พูดถึงว่ามาช่วยในลักษณะที่เป็นผลประโยชน์อะไร เพียงแต่ เขาอยากจะมาช่วยเป็นลักษณะแบบนี้ ทีนี้พอเรารวมเข้ามาท่านก็บอกแล้วงบประมาณไม่มี พอรวมเข้ามาอาสาสมัครเราก็ต้องดูแลเอง ใช่ไหมครับ ปัญหาคือส่วนที่เป็นส่วนพิเศษในโลกแห่งความเป็นจริงตรงนี้ที่ว่าตํารวจพิงอยู่กับ วงการข้างนอกที่เขาคอยช่วยกันอยู่พอประคับประคองกันไปได้ ช่วยน้ํามันบ้าง ช่วยอะไรบ้าง เพื่อให้ดํารงอยู่ได้ พอเราปฏิรูปแล้วมีอะไรไปแทนตรงนี้บ้าง ถ้าไม่มีมันจะฟรีซ (Freeze) เลย เพราะว่าขาดสิ่งที่ไม่ได้มาจากงบประมาณ ไม่ได้มาจากคน คนก็ขอช่วย เขามีอาสาสมัครแล้ว เราก็ลดลงเหลือแค่นี้ขยายไปก็ไม่ได้ แล้วก็ลดจํานวนลง ประเด็นตรงนี้จะทําอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งเป็นเรื่องจะเรียกว่าว่าอยู่ดิเลมมา (Dilemma) อยู่กลางเขาควาย ท่านประธาน ผมขอเวลาอีกสัก ๑ นาที ประธานเองเดิมเรามาคิดดูว่าถ้าจะเอาเอกชนมาก็ดี ใช่ไหม แต่กลัวว่าจะมาติดดาบที่นี่ โดยเฉพาะท่านยิ่งทําเป็นโครงใหญ่เข้ามามากเท่าไร อํานาจจะยิ่งมาก อํานาจยิ่งมากไม่ว่าใครอํานาจอยู่ใกล้ ๆ แล้วอํานาจมันกินทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ คนเกษียณ ประเด็นคือถ้าเอาเอกชนมาเป็นประธานก็ดี เอกชนอาจจะมีอํานาจบ้างแต่ที่สําคัญ ไม่รู้กลไกตํารวจ การไม่รู้เป็นเรื่องดีด้านหนึ่ง ไม่ดีด้านหนึ่ง ไม่รู้ก็จะได้เดินไปมองประชาชน เป็นหลัก แต่พอไม่รู้ก็ไม่สามารถจัดการได้ ตรวจสอบไม่ได้ เอาคนรู้เข้ามา ๖๕ ปี มีปัญหา อีกด้านหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาเชิงดิเลมมา (Dilemma) หรือปัญหา อยู่ระหว่างเขาควาย ซ้ายก็โดน ขวาก็โดน ท่านก็เปลี่ยนมาขนาดนี้ ก็คือเอาตํารวจที่เกษียณมา ๖๕ ปีขึ้นไปแล้วมาอยู่ก็เป็นเรื่องดี เพราะเป็นสังคมที่ถือว่ายังมีอายุที่ทํางานกันได้อยู่ แต่ปัญหาตรงนี้ในการที่จะไปเพิ่มอํานาจขึ้นมาแล้วเซตอัป (Set up) อํานาจขึ้นมา เพราะลูกน้องมีเยอะ เขาเข้าใจกลไกตรงนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้กลายเป็นอํานาจใหม่ที่รัฐเข้าไป ดูแลเต็มที่ไม่ได้เพราะไม่มีวินัย มันเหมือนหลุดกึ่งประชาชนกึ่งรัฐอยู่ตรงนี้ ปัญหาใหม่ตรงนี้ ท่านจะทําอย่างไร นี่เป็นปัญหาที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วก็นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ มีประเด็นที่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง มีปัญหาในเชิงทั้งโครงสร้าง ทั้งเชิงอํานาจอะไรต่าง ๆ ที่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตเท่านั้นเอง ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมขอเริ่มต้นจากเรื่องสุดท้ายที่คณะกรรมาธิการได้เสนอให้เราทราบนะครับ คือการใช้ระบบโทรศัพท์มือถือดิจิทัลในการที่จะบริการประชาชน แล้วแถมยังได้เห็นภาพ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ด้วย แต่อยากให้คิดอย่างนี้ว่าเป็นเรื่องของการที่จะเข้าไป แก้ปัญหาเมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว มีอุบัติเหตุหรืออะไรสักอย่างหนึ่งก็โทรศัพท์ไปที่ตํารวจ ตํารวจก็วิ่งมาเพื่อจะมาควบคุม ดูแล แก้ปัญหา แต่ว่าประเด็นของผมคือเราต้องมีหน้าที่ ในการที่จะป้องกันไม่ให้มีเหตุมากกว่า ปัญหาโลกแตกก็คือว่าเมื่อสักครู่ท่านนิกร จํานง ก็พูดไว้แล้วว่าไปที่สถานีตํารวจก็รถจักรยานยนต์ไม่พร้อม ไม่มีค่าน้ํามัน ตํารวจส่วนใหญ่ ก็ต้องซื้อปืนพกป้องกันตนเองเพื่อจะทําหน้าที่ แล้วป้อมยามก็ไม่มี ขณะที่เราก็จัมป์ (Jump) ไป ๔.๐ คือจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อกับประชาชน หรือให้ประชาชนติดต่อได้ ก็ไม่ห้ามในการที่จะมีโทรศัพท์มือถือมีระบบ แต่ผมคิดว่าคงใช้เงินหลายสิบล้านบาท แต่ว่าเรื่องพื้นฐานเรื่องเบสิก (Basic) ของการมีป้อมยาม มีรถตํารวจลาดตระเวน ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เพราะว่าเมื่อ ๓ อาทิตย์ที่แล้วใกล้ ๆ บ้านผมที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงการคลัง ก็มีแก๊งของรถตุ๊กตุ๊กชิงถนนค้าขายกันก็ขนดาบกันมาจะฆ่ากันตาย ผู้หวังดีโทรศัพท์ไปก็ไม่มีตํารวจโผล่มา เมื่อมาถึงก็กระจัดกระจายกันไปแล้ว เรื่องก็จบกันแค่นั้น ไม่มีการติดตามต่อว่าใครเป็นหัวหน้าแก๊งรถตุ๊กตุ๊ก แล้วระหว่างแก๊งไหนกับแก๊งไหนต่าง ๆ ประชาชนที่อยู่แถวนั้น
- ๗๓/๑ คนที่มารับประทานอาหาร มาท่องเที่ยวในบริเวณนั้นก็ตกใจว่าสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วระบบที่ว่าไว้ก็มาแก้เหตุทีหลัง แต่ผมต้องการให้มีการป้องกันก่อน คือระหว่างถนน หรือซอยราชครูไปจนถึงประดิพัทธ์ ๖-๗ ซอยทะลุกันได้หมด แล้วระหว่างถนนทางพระราม ๖ คลองประปามาที่ถนนพหลโยธิน แล้วบางส่วนก็ไปที่วิภาวดีมันติดต่อกันได้ แต่ว่าตอน กลางคืนก็จะมีเยาวชนขี่มอเตอร์ไซค์ฉกชิงวิ่งราวกันบ้าง กลางวันแสก ๆ ก็เอา ถามว่าตํารวจ ไปไหน อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องตอบก่อน ไม่อย่างนั้นบางทีเราไปดูในสิ่งที่สวยงามของโลก ๔.๐ แต่ว่าประเทศไทยก็จะมีเรื่องประเด็นปัญหาเรื่องพื้นฐานก่อน และผมขอทราบว่าใช้งบ เท่าไร การที่จะวางระบบมือถือต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เอางบอันนั้นมาสร้างความพร้อมเติมให้เต็ม กับทุกสถานีตํารวจ อย่างน้อยในกรุงเทพมหานครหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง ส่วนอันที่ ๒ กลับมาที่ภาพใหญ่ ผมเองก็ได้คัดค้านวิธีการที่จะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติมาตั้งแต่ สปท. ได้เริ่ม ท่านก็บอกว่ามี ๙ ประเด็นเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ว่างมา คล้าย ๆ กับเด็กเล่น เอาแท่ง ๔ แท่ง ๙ แท่งมาแล้วก็ต่อเพื่อจะเติมให้เต็ม ผมอยากจะดูภาพรวมก่อนว่า ทางกรรมาธิการมีความคิดอ่านอย่างไรในเรื่องจะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และต้องทํา โดยไม่ต้องไปเกรงอกเกรงใจสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือที่ทางฝ่ายรัฐบาลจะทํามา แล้วเราก็ได้พูดกันว่าในการปฏิรูปเป็นเรื่องของการกระจายอํานาจเป็นหัวใจ ว่าจะเอางาน แท้ ๆ อยู่สํานักตํารวจแห่งชาติดังที่อารยประเทศเขาทํากันกี่งาน สันติบาล ปราบปราม มีเป็นแบบเอฟบีไอ (FBI) ของสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ส่วนที่เหลือที่ดูแลทุกข์สุขประจําวัน เป็นผู้พิทักษ์ราษฎรนั้นก็โอนไปให้ท้องถิ่นไปที่สถานี ตํารวจชายแดน ตํารวจน้ํา ผมก็ได้เสนอ ให้ตั้งกระบวนการชายแดน เรื่องความมั่นคงชายแดนไปรวมกับศุลกากร ตม. แล้วก็อาจจะ อยู่เป็นทบวงหนึ่งในกํากับของกระทรวงกลาโหม ผมก็ได้พูดไว้ด้วยว่าโรงเรียนนายร้อย ตํารวจสามพรานนั้นจะผลิตนิสิตออกมาเพื่อให้เป็นนายทหารหรือจะเป็นผู้พิทักษ์ราษฎร และภายในกรอบของโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพรานนั้นให้มีโรงเรียนเฉพาะทาง เรื่องนิติเวช เรื่องสอบสวน สืบสวนอะไรต่าง ๆ เป็นสเปเชียลไลซ์ (Specialize) โรงเรียน เฉพาะทาง ฝึกสัก ๒ ปีก็เป็นการเพียงพอ ต่าง ๆ เหล่านี้เราถึงจะพูดกันว่าเป็นเรื่องของ การปฏิรูป แล้วก็จะเปลี่ยนสภาพของการที่มีนายตํารวจออกมาแล้วมีความเป็นนายทหาร ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศมากกว่า อันนี้เราต้องพูดกันตรงไปตรงมาเพื่อจะได้ให้ ตํารวจนั้นเป็นผู้ที่ใกล้ชิดแล้วก็เป็นคนของประชาชน อันนี้ในภาพรวมเสียก่อนว่าอะไร เป็นอะไร ทีนี้กลับมาประเด็นที่เสนอมี ๒ เรื่องเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม คือตรวจสอบ การทํางานของตํารวจ กับอันที่ ๒ มาร่วมมือกับตํารวจในการที่จะช่วยจรรโลงความสงบ ความเจริญก้าวหน้าของสังคม
ในส่วนของการตรวจสอบต้องขอเตือนพวกเรากันเองครับ โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการผ่านทางท่านประธาน เรามีรัฐสภานะครับ เราจะกลับไปมีรัฐสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นรัฐสภาโดยกรรมาธิการหนึ่งใดมีสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะ เชิญผู้บริหาร ผู้บังคับการตํารวจทุกระดับมาปรากฏตัวที่สภาเพื่อมาชี้แจงการทํางาน เพราะฉะนั้นองค์กรสําคัญที่สุดที่เราต้องไม่ลืมก็คือองค์กรที่เรียกว่า รัฐสภา อันที่ ๒ ทําไม สภาเทศบาล สภา อบต. ระดับตําบล หรือจังหวัดถึงจะเชิญผู้บังคับการต่าง ๆ ของตํารวจ มาชี้แจงไม่ได้ เพราะเขาก็มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเป็นองค์กรตรวจสอบอันที่ ๒ อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ และโดยทั่ว ๆ ไปในหลาย ๆ ประเทศเขาจะมีสภาประชาชนที่จะตรวจสอบ การดําเนินงานของตํารวจ จะเป็นระดับจังหวัด หรือจะเป็นระดับอําเภอก็ได้ ผมคิดว่า ควรจะเป็นอย่างนี้ และไม่ใช่เป็นแบบคณะกรรมการที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมาว่า ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ ต้องไม่มีข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ แม้แต่คนเดียว ต้องเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการทํางานของตํารวจในระดับประชาชน และเป็นประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นท่านก็ว่ากันเองอย่างนี้ก็เกิดเกรงอกเกรงใจกัน ไม่ใช่ ผมไม่เห็นด้วย อันนี้ก็ได้พูดไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพของสภาสื่อวิชาชีพ ที่มีการใช้คําภาษาอังกฤษว่าโคเรกูเลเตอร์ (Co-regulator) มีข้าราชการเข้ามานั่งด้วย แล้วก็มีภาควิชาชีพหรือเอกชน ถ้าเผื่อจะให้ประชาชนตรวจสอบการทํางานของตํารวจในระดับต่าง ๆ ก็ต้องมีคณะกรรมการ ภาคประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้โปร่งใส ชัดเจน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกแล้วว่า ข้างในของตํารวจก็มีจเรตํารวจ จะมีคณะกรรมการภายใน เอาอดีตข้าราชการตํารวจ มาตรวจสอบกันเองก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบภายใน แต่ข้างนอกต้องเป็นของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ การทํางานร่วมกัน อันนี้ผมยอมได้ว่าให้มีคณะกรรมการร่วม ระหว่างตํารวจที่ประจําการหรืออดีตครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งควรจะเป็นผู้แทนขององค์กร ภาคประชาสังคม จะเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แม้กระทั่งสภากาชาด แล้วก็ไล่ลงไป องค์กร ภาคประชาสังคมมีเยอะแยะ แต่ว่าเขาต้องมาในนามขององค์กร ของมูลนิธิ หรือสมาคม เพื่อประโยชน์ของสังคมแล้วก็ทํางานร่วมกัน จะดูแลเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็ว่ากันไป จะดูแลคนชราก็ว่ากันไป อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถที่จะกําหนดภารกิจได้ โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งคนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะ แต่ให้เป็นการร่วมมือกันในการที่จะช่วยงาน ของตํารวจผ่านทางองค์กรภาคประชาสังคมหรือว่าภาคประชาชนเป็นสําคัญ ในการนี้ เรื่องของการจัดสรรงบประมาณต้องแน่ชัดว่าปีหนึ่งจะหักมาจากงบประมาณของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติมากน้อยแค่ไหน หรือว่าจะขอโดยตรงจากสภาจังหวัด หรือจะขอ โดยตรงจากรัฐสภา เพราะเป็นการร่วมมือกับประชาชน ในเมื่อเขาอาสาผ่านองค์กรของ ภาคประชาชนเข้ามาในการที่จะช่วยกันรักษาความสงบแล้วก็ความผาสุกของประชาชน เป็นสําคัญ
ประเด็นสุดท้าย ขอย้ําอีกทีหนึ่งว่าตราบใดที่กระผมยังไม่เห็นภาพรวมว่า ทิศทางของการที่จะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปทางไหน ไม่อย่างนั้นเราก็เสนอเข้ามา ทีละเรื่อง เราก็เห็นทีละส่วน แต่ไม่ได้เห็นภาพรวม เราจะต้องให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นผู้พิทักษ์ราษฎร เป็นคนของประชาชน อันนี้เป็นหัวใจของเรื่อง แล้วสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม การรักษากฎหมายเป็นเรื่องที่สําคัญ จะทําอย่างไร ผู้ที่รักษากฎหมายจะต้องรักษากฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่อย่างนั้นเสียงลือ เสียงเล่าอ้าง เสียงติ ด่าทอกันมากมายในเรื่องความไม่ใสสะอาด อันนี้เป็นเรื่องที่เรา ต้องมาร่วมกันพิจารณาแล้วก็ทําให้ตํารวจเป็นของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็น จุดเริ่มต้นของการที่จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทุกระดับ ทุกคดีต้องวิ่งเต้นไม่ได้ ทุกคดีต้องไปอย่างรวดเร็ว แล้วจะต้องไม่มีอิทธิพลใด ๆ เข้ามา นี่คือศักดิ์ศรีของตํารวจแห่งชาติ ผมพูดอันนี้ไม่ใช่มาวิพากษ์วิจารณ์ ทางครอบครัวภรรยาผมอธิบดีกรมตํารวจเก่านะครับ ญาติพี่น้องก็เยอะแยะ ก็อยากจะเห็นตํารวจที่มีศักดิ์ศรีด้วย ก็มีส่วนได้ส่วนเสียในนี้อย่างน้อย ก็ในนามของครอบครัว แล้วก็แทบจะเป็นเวลาครั้งสุดท้ายของประเทศไทยที่เราจะทําให้ นายตํารวจเป็นผู้พิทักษ์ราษฎร และเป็นผู้ที่เราอยากจะกราบไหว้กันทุกคน ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ขอเชิญท่านต่อไป พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ๑ และเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านได้ขออนุญาตที่จะ อภิปรายพร้อมการฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับ ๑๙๗ ต้องขออนุญาตกรรมาธิการครับ ที่จริงผมมีรายชื่อต้องขึ้นไปอยู่ข้างบนด้วย แต่ขออนุญาต อยู่คัดท้ายอยู่ข้างล่าง เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ประชาชนด้วย เข้าใจว่าการปฏิรูปตํารวจ จะเลิกปฏิรูปไปแล้ว คณะกรรมาธิการยังศึกษา ยังค้นคว้า ยังทําความเข้าใจในเรื่องของ การปฏิรูปตํารวจ เราต้องทําด้วยความละเอียด รอบคอบ รัดกุม ถ้าจะออกไปนอกสภา ไปถามใครก็ได้ เดินไปเจอแล้วก็ถามเขาว่าต้องการให้ปฏิรูปหน่วยงานใดมากที่สุด ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องตอบพร้อม ๆ กันว่าต้องการปฏิรูปตํารวจ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พอเราไปดูในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ปฏิรูปองค์กรอื่น หน่วยงานอื่นพูดในภาพรวม มีปฏิรูปอยู่ ๒ หน่วยงานที่แยก มาพูดต่างหาก ปฏิรูปตํารวจพูดไว้ในมาตรา ๒๖๐ จะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้ง องค์ประกอบผมจะไม่พูดให้เสียเวลาตรงนี้ และให้เวลาเพียง ๑ ปี คณะกรรมการชุดนี้ต้องปฏิรูปตํารวจให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จ การแต่งตั้งตํารวจต้องตั้งตามเกณฑ์ อาวุโสที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แปลว่ารัฐบาลนี้ แปลว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้ความสําคัญ กับการปฏิรูปตํารวจ วันนี้เรามาปฏิรูปตํารวจกันในมิติของการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ในกิจการตํารวจ พอพูดถึงเรื่องนี้ก็จะไปตกผลึกตรงภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับกิจการตํารวจ มีอยู่แล้ว ทํามา ๑๐ กว่าปีแล้ว จะ ๒๐ ปีด้วยซ้ํา เรียกย่อ ๆ ว่า กต.ตร. ชื่อเต็มคือ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตํารวจ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาคือบทเรียน เราเห็นมาทั้งหมดแล้ว เราเห็นว่า กต.ตร. มีจุดอ่อนตรงไหน จุดแข็งตรงไหน คณะกรรมการนี้ ได้มาเจียรนัยจนวันนี้เป็นเพชรแล้วครับ เป็นเพชรที่เราปฏิเสธไม่ได้ ผมขออนุญาตครับ ความเดิม กต.ตร. คืออะไร ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียว ประสบการณ์ตรง โดยเฉพาะ กต.ตร.สน. คือ กต.ตร. ประจําสถานีตํารวจ จะสถานีตํารวจนครบาล หรือสถานีตํารวจภูธรก็แล้วแต่ ประสบการณ์ตรงของผมครั้งหนึ่งขณะนั้นผมเป็นนายพลแล้ว มีพ่อค้าคนหนึ่งพูดกับผมว่า ผู้การอํานวยลื้อรู้จักอั๊วไหม อั๊วเป็น กต.ตร. โรงพักมาหลายสมัย เฟอร์นิเจอร์บนโรงพัก ของอั๊วทั้งนั้น อั๊วขายเฟอร์นิเจอร์ ผมตอบไปว่าอั๊วไม่รู้จักลื้อหรอกและอั๊วก็ไม่อยากรู้จักลื้อด้วย นั่นคือ กต.ตร.สน. ในอดีต ไปเอางานสนับสนุนส่งเสริมมาปนกับงานตรวจสอบ ต้องการ เฟอร์นิเจอร์เลยตั้งเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์มาเป็น กต.ตร.สน. แลกเปลี่ยนกับการที่เขา บริจาคเฟอร์นิเจอร์และไปพิมพ์นามบัตรแล้วมาถามผู้การอํานวยรู้จักอั๊วไหม รู้จุดอ่อนนี้ เราแก้ครับ ยกเลิก กต.ตร.สน. ยกเลิกงานสนับสนุนกิจการตํารวจแยกไปต่างหาก จากงานตรวจสอบ ขณะนี้ก็เหลือ กต.ตร. ระดับจังหวัด ตั้งเพิ่มระดับกองบังคับการ ระดับกองบัญชาการตํารวจนครบาล เรียกว่า กต.ตร.กทม. และระดับกองบัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ตรงนี้ชอบด้วยหลักการและเหตุผล กต.ตร. เขาได้ทําหน้าที่ในการที่จะ ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ต่อไปนี้พ่อค้า คหบดี ตี๋เล็ก ตี๋ใหญ่ ก็จะไม่ได้เข้ามาเป็นองค์ประกอบ องค์ประกอบของ กต.ตร. ก็จะมาจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับงานตํารวจล้วน ๆ มาจาก ยาเสพติด ค้ามนุษย์มากใช่ไหม มาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาจาก ป.ป.ส. มาจากสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาจากสํานักงานอัยการสูงสุด มาจากหน่วยงานส่วนราชการ เช่น จากจังหวัด มาจากสภาทนายความ มาช่วยกันตรวจสอบ ตํารวจ มาช่วยกันติดตามประเมินผลการบริหารงานตํารวจ ขออนุญาตครับ เราจะติดประเด็น อยู่นิดเดียวเท่านั้นเอง มีเพื่อนสมาชิกพูดประเด็นนี้มาก ผมขออนุญาตชี้แจงประเด็นนี้ประเด็นเดียว ยังติดใจกัน ตรงที่ว่าทําไมต้องเอาอดีตตํารวจมานั่งอยู่ใน กต.ตร. ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ อดีตตํารวจ คนนั้นถูกกําหนดว่าจะต้องมีอายุระหว่าง ๖๕-๗๐ ปี อดีตตํารวจคนนั้นจะต้องมียศเป็นนายพล ถ้า กต.ตร. ระดับล่าง พลตํารวจตรี กต.ตร. ระดับสูงขึ้นไป พลตํารวจโท ไม่ได้แปลว่า ล็อกสเปก (Lock Spec) ไว้ให้ผม เพราะผมยังไม่ ๖๕ ปี องค์กรตํารวจเป็นองค์กรใหญ่ เป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กร เป็นองค์กรที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน ถ้าหากว่าท่านไม่เอาตํารวจ มาเป็นองค์ประกอบซึ่งเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กน้อย องค์ประกอบของ กต.ตร. มีตั้งแต่ ๑๘-๒๑ มีตํารวจอยู่หนึ่งเดียว ว้าเหว่มาก ผู้สูงวัยด้วย ๖๕ ปี ทําไมลงตรงนั้น นั่นคือ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ๖๕ ปีเพื่อที่จะไม่ให้สืบทอดอํานาจ เกษียณไปแล้ว ๕ ปี ผมเกษียณ มาแค่ปีครึ่ง ๒ ปี เดินชนกับตํารวจมันจําไม่ได้แล้ว จากเดิมจับคนร้าย ผมมาเก็บขยะแล้ว เพราะฉะนั้นการสืบทอดอิทธิพลถ้า ๕ ปีไปแล้วไม่มีครับ เราเอาส่วนดีเขามา มาดูในเรื่อง วัฒนธรรมองค์กร มาดูในเรื่องความสลับซับซ้อนขององค์กร ใช้ประโยชน์จากเขา ผมเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่น ท่านดูตามผมนิดเดียว ดูไปที่ ก.ต. คณะกรรมการตุลาการ มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ดูไปที่ ก.อ. คณะกรรมการอัยการ มีอัยการสูงสุด เป็นประธาน นี่เป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมด้วยกัน ดูไปที่สภาทนายความ ก็ทนายความมาเป็นนายกสภาทนายความ ดังนั้นท่านอย่ารังเกียจเลยครับ แม้ว่าจะมีตํารวจ เข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์ในการที่เขาจะมาดูแลในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร นําพานาวา ของ กต.ตร. ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ถ้าท่านไม่เชื่อผม ผมก็ไม่ว่า ผมน่าจะเป็นคนหนึ่ง ที่มีความน่าเชื่อถือ แต่ผมไม่รังเกียจถ้าท่านไม่เชื่อผม แต่ขอให้ท่านเชื่อในเหตุผลที่ผมนําเสนอ ผมจะให้ดูตัวอย่างนี้ตัวอย่างเดียว มีคําพูดที่เป็นอมตะอยู่คําหนึ่ง อมตะนิรันดร์กาล คําพูดนี้เป็นคําพูดจากอดีตอธิบดีกรมตํารวจผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านพูดไว้จนปัจจุบันนี้ ยังดังก้องอยู่ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตํารวจไทยทําไม่ได้ ในทางที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและกฎหมายบ้านเมือง” พลตํารวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ท่านโอนจากทหารมาเป็นอธิบดีกรมตํารวจ ท่านพูดคํานี้ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีสิ่งใด ที่ตํารวจไทยทําไม่ได้ ผมถามว่าคนทั่วไปจะเข้าใจลึกซึ้งในคําพูดนี้ไหมครับ แต่ตํารวจทุกคน เข้าใจลึกซึ้ง แค่คําพูดไม่กี่ประโยคยังต้องอาศัยตํารวจจึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง นี่คืออุปมาอุปไมยของ การที่จะต้องมีตํารวจไว้หนึ่ง ทุกอย่างผมเชื่อว่าท่านรับได้หมดแล้ว ท่านอาจจะติดใจ ตรงนี้นิดเดียว แม้กระทั่งอดีตตํารวจ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ ก็ยังติดใจตรงนี้ แต่เมื่อสักครู่ผมไปคุยกับท่าน ท่านเข้าใจดีแล้วหรือเปล่า ก็ขอท่านสมาชิกครับ ท่านไม่ต้องเชื่อผม แม้ว่าผมเป็นคนมีความน่าเชื่อถืออย่างสูงก็ตาม แต่ขอให้ท่านเชื่อใน เหตุผลที่ผมนําเสนอด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ จริง ๆ ตั้งแต่เช้าผมมา ก็คิดว่าคงไม่อภิปราย แล้วเมื่อสักครู่ผมฟังคณะกรรมาธิการนําเสนอผมก็จะขอไปถอนเรื่อง แต่พอผมฟังต่อมาจากคณะผู้อภิปรายบางท่านก็ได้พูดถึงในภาพรวม ผมจึงขออนุญาต ท่านประธานพูดภาพรวมบ้าง ท่านประธานครับ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการนี้คือ ความชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวกับพยายามปรับเปลี่ยนจากสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งโลกปัจจุบัน เขาอาจจะบอกว่าที่แล้วก็แล้วไป ปัจจุบันเราอยู่กับอะไร แล้วเราจะก้าวเดินไปอย่างไร เขาเน้นสาระตรงนี้ ทีนี้ท่านประธานครับ ปัจจุบันเราอยู่อย่างนี้แล้วจะก้าวเดินไปอย่างไร เมื่อสักครู่หลาย ๆ ท่านพูดเรื่องการปฏิรูปซึ่งจะเป็นต่อไป ก่อนมาประชุมผมก็เจอน้อง ๆ ตํารวจหลาย ๆ คนช่วงวันหยุดและถามว่าได้ยินข่าวปฏิรูปไหม น้อง ๆ เขาก็บอกว่าได้ยินครับ คิดอย่างไร น้อง ๆ บอกว่า พี่ครับ เราจะอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ขอให้หัวใจมีความสุข ความสุขในการทํางานก็คือ ๑. มีเครื่องมือพร้อม อุปกรณ์พร้อมในการทํางาน ๒. ในส่วนของ อุปกรณ์และระบบการทํางานต่าง ๆ ขอให้เชื่อมั่นในระบบได้ บ้านไหนก็ได้ แต่ตื่นขึ้นมาแล้ว ขอให้เชื่อมั่นในระบบ อยู่บ้านดําก็ต้องเชื่อว่าบ้านดําให้ความอบอุ่นกับเราได้ ให้ความเป็นธรรม กับเราได้ ๓. น้อง ๆ เขาก็ถามผมว่าท่านเกษียณแล้วจะให้วิชาอะไรกับน้อง ๆ ได้บ้าง ผมก็ยิ้ม ๆ บอกว่าสิ่งเหล่านี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติมองในเชิงพัฒนาการตลอดแล้วก็ มีความห่วงใยทั้งปัจจุบันและมองถอยหลังกลับไป และที่สําคัญเราพยายามจะมองข้างหน้า เรามองข้างหน้าอย่างไร คือมองข้างหน้าเอาไว้ก่อน แต่ทุกวินาทีนี้บอกว่าเราต้องอยู่ให้ได้ คือพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ชาวบ้านเขาเดือดร้อนมาจะเกิดความเชื่อมั่น ความรัก และความศรัทธาอย่างไร บางครั้งเหมือนกับเป็นกระแส บางครั้งก็เป็นเรื่องจริง บางครั้ง ก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ท่านประธานครับ ผมย้อนมานิดเดียว ที่ผมบอกว่าแล้วเราจะก้าวต่อไป อย่างไร ขอบคุณที่คณะกรรมาธิการได้พูดถึงความคาดหวังไว้ ๗ ข้อ โดยเฉพาะในหน้า ๓๐-๓๑ ดี ชัดเจน แต่ในส่วนที่ผมจะเสริมก็คือหน้า ๓๑ ข้อ ๓.๓.๓ ความคาดหวังคือการป้องกัน และปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญาตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน ที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนอง และเข้าถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตรงนี้ผมก็เห็น เมื่อสักครู่นี้เพราะว่าเอกสารจํานวนมาก ผมเพิ่งได้รับเมื่อสักครู่ก็รีบอ่าน ผมก็มาถึงตรงคําว่า เข้าถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ๘๘ สถานีตํารวจ ๕๐ เขต หรือปริมณฑล ๕ จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี รวมไปถึงรอบนอกปริมณฑลตามแต่สภาพภูมิประเทศ ตรงนี้ทั้งปัจจุบันและอนาคต ถ้าออกไปในระบบสากลเลย งานของตํารวจที่มีซึ่งหลายคนบอกว่ามากอยู่แล้ว หลาย ๆ ท่าน บอกให้จําแนกขึ้นแล้วก็ให้เกิดความชัดเจนขึ้น
- ๗๘/๑ . ในส่วนที่เราคงได้ยินต่อไปว่างานตํารวจในทศวรรษ หรือในทศวรรษ ๑๐ ปีข้างหน้า หรือจะต้องถอยกลับมาแก้ไขตั้งแต่ ๕ ปี เราคงได้ยินเสมอขอใช้ภาษาอังกฤษว่า เสิร์ฟ แอนด์ โพรเทกต์ (Serve and Protect) คือการให้บริการและการคุ้มครอง ความปลอดภัย หรือการคุ้มครองป้องกันความปลอดภัย ซึ่งตรงกับภารกิจหลัก เป้าหมายในข้อ ๓.๓ ที่ผมบอกแล้วว่าอยู่บนหัวใจของประชาชนว่าอยู่บ้านเรา ก่อนจะออกจากบ้านปลอดภัย อยู่ในตรอกซอกซอยไหนก็ปลอดภัย ตรงนี้ท่านประธานครับ ที่คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการดีมากแล้ว ผมส่งเสริมแล้วก็ยินดี แต่ผมจะเสริมว่าข้อนี้ ในการป้องกันการกระทําความผิด รักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งหมดที่ทําจะเห็นหลายท่าน อภิปรายว่ามีการปรับระบบ ปรับคณะกรรมการ ปรับตัวคน ปรับหน้าที่ ขอใช้ว่าฟังก์ชัน (Function) ด้วย ทั้งหลายทั้งมวลเป็นการขับเคลื่อนต่อไป แต่ท่ามกลางการขับเคลื่อน ถ้าเราขยุ้มหรือดูแก่นแกนของมัน จริง ๆ แล้วอยู่ในส่วนของอนุภาคที่อาจจะมองไม่เห็น อยู่ตัวหนึ่งที่เรียกว่าความเชื่อใจ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าทรัสต์ (Trust) ความเชื่อใจ ขยายไปถึงความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ความศรัทธาในสถาบันตํารวจ ซึ่งเมื่อสักครู่ผู้อภิปราย ได้พูดถึง แม้แต่สถาบันที่หล่อหลอมสร้างบุคคลเหล่านี้ขึ้นมาให้เกิดตรงนี้ ให้เกิดความเชื่อใจ ความเชื่อใจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ตรงกับที่คณะกรรมาธิการพูดก็คือต้องมีแนวร่วม จากตัวตน ของความเป็นตํารวจ แล้วก็มีแนวร่วมมาร่วมเดินด้วยแล้ว เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นสนองตอบ ไปยังชาวบ้าน ที่ผ่านมาแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถ้าประเมินดูชาวบ้านมีความเชื่อมั่นขนาดไหน ผมเชื่อว่าท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ตอบในใจได้เลยว่าเชื่อมั่นขนาดไหน เมื่อสักครู่ ตัวแทนตํารวจได้พยายามนําเสนอการแจ้งเหตุข่าวสาร สมมุติว่าท่านอยู่ในซอย มีบ่อน หรือมีการพนัน มีอะไรที่เป็นอิทธิพลอยู่ในซอย ท่านจะแจ้งไปท่านก็หวั่นไหว ก่อนเกษียณ ๑ เดือน ผมทําหน้าที่รอง ผบ.ตร. ป้องกันและปราบปรามแถวบางกะปิ และแถวนั้น ได้แจ้งถึงผมโดยตรงว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้บอกว่าเมื่อวานนี้คุณแม่ได้ไปแจ้งเบาะแส ให้กับแก๊งไอ้อ้วนได้แล้ว ตั้งแต่จับได้กลางคืนก็มาทําการข่มขู่ ก็คือขอให้ทาง ตร. ไปคุ้มครอง ให้ความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นกับตัวใครหรือบ้านใครทุกคนก็จะหวั่นไหว ตรงนี้จะสร้างความอุ่นใจและทําอย่างไรได้ รวมถึงกรณีที่เกิดเหตุแล้ว ไม่ใช่การป้องกัน บางคนก็ไม่ยอมไปแจ้งความ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าภารกิจเหล่านี้เรามีแนวร่วมแล้ว เรามีผู้มาร่วมเดินทางกับเราด้วยแล้ว จริง ๆ ต้องตีกลับมาที่ตัวตํารวจ ตัวพี่น้องเราเอง ตัวเราเอง อย่างพวกผมที่เกษียณไปแล้วก็ต้องตั้งหลักดี ๆ แม้ว่าจะยาก จะช้า ก็ต้อง ซ้ําแล้วซ้ําเล่า ก็คือสร้างความเชื่อใจให้ได้ เช่นคณะกรรมาธิการอาจจะทําสถานีทดลอง ต้องทดลองซ้ําอีก สมมุติถนนสายบางซื่อ ถ้าเกิดอุปกรณ์พร้อม ระบบพร้อม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ดูสิว่าจะดีขึ้นไหม เพราะธรรมชาติของงานตํารวจนั้นบางครั้งเป็นงานที่อยู่กับ สิ่งที่เป็นอบายมุข หรือเป็นสิ่งที่ดํา ๆ เทา ๆ มืด ๆ แล้วมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้น ตัวตํารวจเองเป็นคนแรกที่ต้องเข้าไปจัดการอันนี้ และคนที่ร้องขอรอความช่วยเหลือ และกังวลก็คือประชาชนทั่วไปว่าตรงนี้จะทําอย่างไร แล้วตํารวจทําไม่ได้ ถึงจุดนั้นก็จะเป็น จุดหนึ่งที่ความเชื่อใจไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน จริง ๆ แล้วเราเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบ ตรวจสอบมาก ทั้งเป็นคณะ ตัวบุคคล และระบบ แม้จะเป็นระบบทางราชการ หรือกึ่งราชการ หรือระบบเอกชนก็ตาม ประเทศไทยเราจะมีระบบตรวจสอบมาก เท่าที่ผมศึกษาดู เราจะสร้างระบบตรวจสอบขึ้นเรื่อย ๆ กลไกในการตรวจสอบขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ หลายประเทศเขาผ่อนคลาย คือระบบตรวจสอบต้องน้อยลง การพัฒนาเพิ่มขึ้น มิฉะนั้น ก็จะเป็นเงาตามตัว สรุปนะครับท่านประธาน จากความศรัทธาและความเชื่อมั่นในข้อนี้ เป้าประสงค์นี้ ส่วนหนึ่งที่จะฝากไว้คือหันไปยังหลักพื้นฐาน สิทธิพื้นฐานของประชาชน ของชาวบ้าน โดยเฉพาะเหยื่ออาชญากรรมต่าง ๆ ที่ถูกกระทํา หรือคาดว่าอาจจะถูกกระทํา ด้วยความหวาดหวั่น ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษที่เราศึกษาวิจัยมา เราจะพบว่าเบสิก พรินซิเพิล ฟอร์ วิกทิม ออฟ ไครม์ (Basic principle for victim of crime) พื้นฐานหลัก ของเหยื่อหรือผู้ที่ถูกกระทําพึงจะได้รับการเหลียวแล ดูแลอย่างใกล้ชิด จริงใจที่สุด แล้วก็ เต็มที่ที่สุด กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เหลืออีก ๒ ท่านที่แสดงความจํานง ท่านต่อไป ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่เสนอเรื่องการปฏิรูปกิจการ ตํารวจเข้ามาอีกวาระหนึ่ง ถ้าผมจําไม่ผิด ตั้งแต่เราเริ่มมีสภา สปท. ด้านตํารวจตอนนําเสนอ ครั้งแรกก็บอกว่าจะมีเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าผมจําได้ก็บอกว่าจะมี ๙ เรื่อง ถ้าผมจําไม่ผิด เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ ๓ เรื่องแรก คงเป็นเรื่องของปฏิรูประบบสอบสวน หรือพนักงาน สอบสวน เรื่องที่ ๒ เรื่องปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ ซึ่งผมก็สนับสนุน ทั้ง ๒ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ จําได้ว่าท่านจะเสนอว่าจากที่เป็น ๓๐ ต่อ ๗๐ เปลี่ยนมาเป็น ๗๐ ต่อ ๓๐ ได้ไหม เอาความรู้ความสามารถเรียงลําดับอาวุโส ผลงานเป็นหลัก ซึ่งก็น่าเสียดายว่าอันนี้ยังไปไม่ค่อยถึงไหนเลย ทีนี้มาเรื่องนี้ที่ท่านนําเสนอ ในวันนี้ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูป กต.ตร. ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในกิจการตํารวจ ซึ่งก็ระบุในมาตรา ๗ อยู่แล้วของ พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ รายงาน ของท่านก็สรุปว่า พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗ ระบุถึงการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในกิจการตํารวจ ผ่านการออกระเบียบ สตช. ว่าด้วยการตรวจสอบและติดตาม ทํามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้วก็มีระเบียบ สตช. ว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และชุมชนในปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๑ ตามลําดับ ซึ่งสรุปก็คือให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตาม การบริหารงานของตํารวจ หรือที่เรียกว่า กต.ตร. ใน ๓ ระดับ คือระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ยกเว้นใน กทม. มี ผบ.ตร. เป็นประธาน ในลําดับสถานีตํารวจ ให้หัวหน้าสถานีตํารวจเป็นประธาน องค์ประกอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าราชการประจําทั้งตํารวจและพลเรือน แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่บ้าง มีหน้าที่ให้คําปรึกษา แนะนํา ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การติดตามการทํางานของตํารวจ รวมทั้งรับเรื่องร้องเรียนและพัฒนาประสิทธิภาพการทํางานของตํารวจ ท่านก็ได้สรุปมา ในรายงานนี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปี ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึง ปัจจุบัน ๑๐ กว่าปีแล้ว
อันที่ ๑ ไม่มีรายงานผลการตรวจสอบและติดตามประเมินผลในแต่ละเขต ส่งไปที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติเลย ทั้ง ๆ ที่มี กต.ตร.กทม. ๗๗ คณะ สถานีตํารวจ อีก ๑,๔๘๒ คณะ
อันที่ ๒ ของปัญหาก็คือองค์ประกอบของ กต.ตร. มีข้าราชการประจํา มากเกินไป ทั้งที่เป็นตํารวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วกับพลเรือนเกินกึ่งหนึ่ง ไม่ได้ใช้ช่องทางของ กต.ตร. ในการร้องเรียนเท่าไรเลย มีองค์กรนี้แต่ไม่มีการร้องเรียนผ่านองค์กรนี้จะมีไปทําไม คือไม่เคยมีการตั้งคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนหรือตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเลย
อันที่ ๓ ก็คืองบประมาณสนับสนุนในเรื่องของค่าตอบแทนอาสาสมัคร ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มาช่วยงานของตํารวจมีน้อยมาก หรือเรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า ไม่ว่าจะเป็น อาสาจราจร ตํารวจบ้าน สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ซึ่งมี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปรากฏว่า เท่าที่ผ่านมา สตช. จ่ายค่าตอบแทนได้แค่วันละ ๑๐๐ บาทต่อคน และจ่ายได้แค่ ๗๘๐ คน จากมี ๒๐๐,๐๐๐ คน
อันที่ ๔ ก็คือมีปัญหาในเรื่องการตีความ การรักษาความสงบเรียบร้อย ระหว่างท้องถิ่นต่าง ๆ กับตํารวจไม่ตรงกัน ก็เลยทําให้ อปท. ไม่มีเงินมาสนับสนุนกิจการ ต่าง ๆ ในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งตํารวจเป็นผู้ทํา หรือมีก็น้อยมาก จาก ๙๓ อปท. ได้มาแค่ ๖๖ ล้านบาท ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติกําลังอยู่ ระหว่างการจัดทําข้อตกลงเรื่องงบสนับสนุนกับ อปท. และกระทรวงมหาดไทยต่อไป
อันที่ ๕ ก็คือการที่ สตช. ออกระเบียบมา ระบุว่า กต.ตร. จะต้องรับนโยบาย และแนวทางที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติกําหนดให้นําไปปฏิบัติ น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะ กต.ตร. ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ตรวจสอบและประเมินผล และการตรวจสอบ ประเมินผลตํารวจในพื้นที่จะต้องมีความเป็นอิสระพอสมควร
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม จึงได้เสนอรายงานในเรื่องนี้เพื่อเสนอการแก้ไขปรับปรุง ซึ่งสรุปได้ดังนี้ก็คือ ตัดอํานาจของ กต.ตร. ในเรื่องของการปฏิบัติการสนับสนุนออกไป เป็นอํานาจขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชนซึ่งเขาทําอยู่แล้ว และที่สําคัญก็คือ ปรับโครงสร้างของ กต.ตร. มีทั้งยุบ มีทั้งเพิ่ม ที่สําคัญก็คือไม่ให้องค์ประกอบของ กต.ตร. โดยเฉพาะองค์ประกอบในระดับจังหวัดหรือระดับภาคที่ท่านเสนอขึ้นมาใหม่ มีข้าราชการ ตํารวจที่ยังมีตําแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันมาเป็นกรรมการ กต.ตร. ซึ่งก็น่าจะถูกต้อง นี่คงเป็นเหตุที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนแล้วก็ไม่มีการส่งรายงานเลยเพราะว่า ใครจะมาตรวจตัวเองล่ะครับ ตั้งตัวเองเป็นประธานแล้วให้มาตรวจตัวเอง ตรวจแล้วก็ดีหมด อันนี้ควรจะทําตั้งนานแล้ว โดยให้มีอดีตข้าราชการ ข้าราชการในพื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มี ภาคประชาชน
ท่านเสนอให้มีการเลือกตั้งประธาน กต.ตร. ระดับจังหวัดหรือระดับภาค ซึ่งจะต้องเป็นอดีตข้าราชการตํารวจตั้งแต่ยศพลตํารวจตรีถึงพลตํารวจโท และมีอายุ ๖๕ ปี ถึง ๗๐ ปี ท่านก็เสนอว่างานตํารวจ การมีอาสาสมัครปฏิบัติการ เช่น ตํารวจบ้าน หรืออาสาสมัครจราจรมีความจําเป็นแต่ก็ควรจะมีค่าตอบแทน แล้วก็มีการฝึกอบรมเขาด้วย แล้วก็กําหนดเป็นอัตราตายตัวไปเลยว่าสถานีตํารวจขนาดเอส (S) เอ็ม (M) แอล (L) อะไรอย่างนี้ ถ้าแอล (L) ก็ให้มี ๔๐ คน มาช่วยตํารวจ เอ็ม (M) ก็ ๓๐ คน เอส (S) ก็ ๒๐ คน รวมแล้วจะมีทั้งประเทศได้อย่างมาก ๕๕,๘๐๐ คน แล้วก็ให้ค่าตอบแทนไปเลย ๓๐๐ บาท เท่ากับค่าแรงขั้นต่ําต่อวันต่อคน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านเสนอ
เรื่องของการถ่ายโอน เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยก็ให้ชัดเจนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่มีงบประมาณเขาน่าจะจัดมา สนับสนุนตํารวจในพื้นที่
โดยรวมผมก็เห็นด้วยกับรายงานของท่านในเรื่องของการปฏิรูป กต.ตร. และข้อเสนอที่ทํามา ก็อยากจะฝากข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการ ๔-๕ เรื่องดังนี้
เรื่องแรก ก็คือควรจะต้องมีการดําเนินการเร่งด่วนใน ๔ เรื่อง คือเร่งรัด กําหนดหลักเกณฑ์ในการติดตาม รายงานผล และประเมินผล แล้วก็ให้มีการปฏิบัติอย่าง จริงจังว่าทําไม ๑๐ ปีแล้วไม่เคยมีรายงานของ กต.ตร. สักคณะหนึ่งไปที่ สตช. เลย
เรื่องที่ ๒ ควรจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนเป็นการด่วน ติดตามประเมินผลก็เรื่องหนึ่ง ติดตามเรื่องร้องเรียนก็อีกเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นช่องทางให้ ประชาชนสามารถที่จะติดต่อกับ กต.ตร. ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อประชาชนเขาร้องเรียนแล้ว ก็มีการตอบให้ความกระจ่างกับเขาโดยไม่ชักช้า ถ้าทําได้ กต.ตร. ถึงจะทํางานได้สมภาคภูมิ แล้วก็จะมีคนใช้กลไกนี้ เหตุที่ไม่มีคนใช้เพราะว่าร้องเรียนไปแล้วก็เงียบ แล้วไม่รู้จะไป ที่ไหน
เรื่องที่ ๓ ก็คือ กต.ตร. ควรจะต้องมาช่วยองค์กรตํารวจหรือสํานักงานตํารวจ แห่งชาติในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่มาช่วยปฏิบัติงานตํารวจในด้านต่าง ๆ ที่เขาไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น อาสาสมัครจราจร หรือตํารวจบ้านพวกนี้ เพื่อให้เขามี ขีดความสามารถและมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทํางานแบ่งเบาภารกิจของตํารวจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แล้ว กต.ตร. ก็น่าจะช่วยเหลือ มีส่วน อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดในการพัฒนาอาชีพ หรือสวัสดิการของครอบครัวตํารวจชั้นผู้น้อยในการสร้างรายได้เสริม เพื่อให้เป็นขวัญ และกําลังใจของตํารวจชั้นผู้น้อย ข้อสังเกตต่อมาก็คือ กต.ตร. ในพื้นที่ควรจะต้องเพิ่มบทบาท ในเรื่องการสื่อสารและติดต่อกับประชาชน ภาคประชาสังคมหรือกลุ่มพลังทั้งหลายให้มากขึ้น ผ่านอาสาจราจรหรือตํารวจบ้าน หรือที่ท่านทําเรื่องไลน์ (Line) แอปพลิเคชัน (Application) เฟซบุ๊ก (Facebook) หรืออะไรอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่ควรจะทําต่อไป แล้วส่งเสริมให้มากขึ้น
เรื่องที่ ๔ ก็คือการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นหัวใจสําคัญของตํารวจ แล้ว กต.ตร. ก็น่าจะช่วยเสริมได้ทั้งในด้านของการป้องกันและปราบปราม ควรจะต้องมี การร่วมมืออย่างใกล้ชิด พูดง่าย ๆ กับแหล่งเงินนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน ก็คือ กับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เรียกว่าเราใช้ระบบแอเรียเบส (Area based) ไม่ใช่ใช้ระบบท็อปดาวน์ (Top down) ไปอย่างเดียว ใช้ระบบไปติดต่อ ประสานงาน สร้างพลังในพื้นที่ด้วย ระบบกล้องวงจรปิด ตํารวจไม่ต้องไปซื้อมา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปซื้อมาแล้วก็ติดให้ แต่ให้ตํารวจใช้ ก็จะแบ่งเบาภาระงานของท่าน แล้วเป็นหูเป็นตาให้ท่าน
เรื่องที่ ๕ ในเรื่องโครงสร้างใหม่และองค์ประกอบของ กต.ตร. ในแต่ละระดับ ที่ท่านเสนอว่ายุบระดับสถานีให้มีแค่ระดับจังหวัด แต่มีระดับภาคมาแทน ระดับชาติก็เป็น เหมือนเดิม แต่ที่สําคัญที่ได้พูดไปแล้วก็คือไม่ให้มีข้าราชการตํารวจที่มีหน้าที่ ตําแหน่ง ปัจจุบันอยู่ใน กต.ตร. เพราะเป็นเรื่องของการติดตาม ประเมินผล ก็เห็นด้วย แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ท่านขีดวงจํากัดแคบเหลือเกิน เดี๋ยวก็เหมือนกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ หาใครไปไม่ได้ คือท่านบอกว่าจะต้องเป็นตํารวจ นี่ระดับจังหวัดนะครับ เป็นตํารวจตั้งแต่ระดับพลตํารวจตรี ถึงพลตํารวจโท แล้วต้องอายุ ๖๕-๗๐ ปีเท่านั้น แค่นี้ ผมก็ต้องสงสัยแล้วทําไม ๖๑ ปี เป็นไม่ได้ ท่านก็คงคิดว่าเดี๋ยวจะมีบารมี มีกระทบกระทั่งกับคนที่นั่น ให้เกษียณไปนาน ๆ ก่อน พอเกษียณไปนาน ๆ ก็ไม่แน่เขาไม่อยากจะมาก็ได้ มีค่าตอบแทนให้เขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมคิดว่าเกษียณไปสัก ๒ ปีก็น่าจะเป็นได้ อย่างท่านเรืองศักดิ์ที่อภิปราย ตํารวจเขาอยากให้ ไปช่วยเป็นด้วยซ้ําไป ผมว่าน่าจะขยายเป็นสัก ๖๓ ปี แล้วถึง ๗๒ ปี ของ กต.ตร. จังหวัด ไม่ต้องพลตํารวจตรีหรอก เดี๋ยวก็เอาผู้บังคับการจังหวัดเดิมเขม่นกับผู้บังคับการจังหวัดใหม่ อาจจะเป็นระดับพันตํารวจเอก (พิเศษ) ขึ้นไปก็ได้ เป็นรองผู้บังคับการแต่เขามีบ้านอยู่ใน จังหวัดนั้น คือผมคิดว่าท่านจํากัดคุณสมบัติแคบเหลือเกิน แล้วภาคประชาชน กับผู้ทรงคุณวุฒิ ดูจะมีน้อยไปหน่อย ท่านเขียนตอนแรกบอกว่าองค์ประกอบมีข้าราชการประจําเยอะ อันนี้ก็เยอะเหมือนกัน น่าจะมีภาคประชาชน แต่ว่าต้องมีระบบกลั่นกรอง ผมอยากเห็นเป็นแบบปราชญ์ชาวบ้าน หรือคนที่เขาเป็นคอนเซิร์นซิติเซน (Concerned Citizen) อยู่ในพื้นที่จริง ๆ รู้ช่องทางลัดหมด จะมีวิธีไปสรรหาเขามาอย่างไร แต่ไม่ใช่เข้ามาเพื่อจ้องจับผิดตํารวจหรือว่าหาประโยชน์กับตํารวจ ในทางมิชอบ เรื่องอัตรากําลังที่ท่านเสนอมา ก็เห็นใจว่าจ่ายเขาได้แค่ ๑๐๐ บาทต่อวันต่อคน และจ่ายได้แค่ ๗๘๐ คน จาก ๒๐๐,๐๐ คน ก็กําหนดไปเลย ตํารวจบ้าน อาสาจราจร ให้มีได้ เท่านี้ ๔๐ ๓๐ ๒๐ รวมแล้วไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน ขอสตางค์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาช่วย ก็มีข้อคิดเห็นว่าอาสาจราจรมีกฎหมายรองรับ แต่ตํารวจบ้านไม่มีกฎหมายรองรับ ท่านจะ แก้ไขอย่างไรก็น่าจะบอกมาด้วย แล้วที่ท่านจะเสนอตั้งสํานักงาน กต.ตร. มาช่วยด้านธุรการ ก็ไม่ขัดข้อง แต่อย่ากลายเป็นช่องทางให้ตํารวจมาตั้งกองบังคับการใหม่ หรือมาเพิ่มยศใหม่ แล้วดึงกําลังที่ควรจะทํางานบริการประชาชนมาอยู่ใน กต.ตร. นี้ โดยรวมก็เห็นด้วยกับ รายงานของท่าน คิดว่าจะเป็นก้าวหนึ่งแม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้งานปฏิรูปตํารวจไปสู่ จุดหมายที่เราทุกคนหวังไว้ก็คือให้ตํารวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เรามีสมาชิกแสดงความจํานงเพิ่มเติมมาอีก ๓ ท่าน คือ ท่านสังศิต ท่านชิดชัย ท่านดุสิต แจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามลําดับ ต่อไปขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ถ้าย้อนรอยถอยกลับไปวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ๓ ปี เวลาใกล้ ๆ นี่ละครับ ประมาณสัก ๔ โมงครึ่ง ก็เกิดการรัฐประหารในประเทศไทย ตอนนั้นผมเป็นสมาชิก วุฒิสภาอยู่ และเราก็ทราบว่าการปฏิวัติรัฐประหารสําเร็จลงและดํารงอยู่มาได้จนกระทั่งโพล (Poll) ออกมาแสดงความเห็นกันเยอะแยะวันนี้ นั่นแปลว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นด้วย และเป้าสําคัญอันหนึ่งนั้นก็คือเขาเห็นด้วยที่ต้องการให้รัฐบาลนี้มาทําการปฏิรูปประเทศ แม้ว่าจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ มีกองทัพใหญ่ขนาดไหน ถ้าประชาชนทั้งประเทศไม่เอาด้วย ไม่ว่าจะเป็น คสช. หรือใครผมว่าก็อยู่ยาก แต่รัฐบาลชุดนี้ดํารงอยู่มาได้เพราะประชาชน ยอมรับแล้วก็เห็นด้วย สิ่งสําคัญที่สุดนั่นก็คือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอดีตที่หมักหมมมาและกําลัง ปฏิรูปประเทศในหลาย ๆ เรื่อง และในเป้าหมายนั้นก็คือปฏิรูปตํารวจด้วย ตํารวจ ก็เหมือนกันครับท่านประธาน ที่คณะกรรมาธิการกําลังเสนอถ้าประชาชนไม่ร่วมไม้ร่วมมือ ไม่เอาด้วยช่วยกัน แม้ว่าจะมีอํานาจเบ็ดเสร็จ มีอํานาจกฎหมายอยู่ในมือ ทําได้ครับ แต่ก็ ค่อนข้างจะลําบาก ดังนั้นถ้าชาวบ้านร่วมด้วยช่วยกันหรือร่วมมือร่วมใจ ผมเชื่อเหลือเกินว่า กิจการหรือภารกิจตลอดจนการทํางานของตํารวจก็จะไปได้คล่องตัวและเป็นที่ยอมรับ ของประชาชน ท่านประธานต้องยอมรับว่าถ้าประชาชนในพื้นที่นั้น สมมติว่า สภ. หรือ สน. ใดก็ตาม ประชาชนไม่เอาด้วยกับตํารวจ เห็นตํารวจในพื้นที่นั้นเป็นศัตรู ผมว่าการทํางานก็คงเป็นไป ด้วยความยากลําบาก แค่ประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้กํากับ ผมว่าผู้กํากับคนนั้น ก็อยู่ยากแล้วทํางานด้วยความยากลําบาก ผมเคยเห็นผู้กํากับหลายพื้นที่ หลายที่ หลายแห่ง เวลาทํางานแล้วประชาชนร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ โรงพัก ชาวบ้านร่วมด้วยช่วยกันเท่าที่ผมทราบและรู้จัก ไม่จําเป็นจะต้องไปรีด ไปไถ ไปข่มขู่อะไรเลย เขาให้ด้วยความศรัทธาต่อผู้บริหารของโรงพักนั้น ๆ แต่โรงพักไหน พื้นที่ไหน ท่านประธาน ไปสิครับ บางทีเก้าอี้สอบสวนก็หัก ๆ พัง ๆ โต๊ะทํางานก็สกปรก อีเหละเขะขะ ห้องส้วม แสดงถึงพฤติกรรมของผู้บริหารได้เลย แปลว่าทั้งผู้ร่วมงานก็ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน รวมทั้ง ประชาชนเองก็ไม่ร่วมมือ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสนอเรื่อง กต.ตร. อันนี้ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญและเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง ผมอ่านเอกสารที่ท่าน เสนอมาโดยละเอียดแล้ว ผมเรียนตรง ๆ เลยครับท่านประธาน เห็นว่าเป็นข้อเสนอแนะที่ดี พยายามกําจัดจุดอ่อนและพยายามเติม เสริมเขี้ยวเล็บและจุดแข็งให้มีผลที่ดีขึ้น แต่ผม ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมอ่านโดยละเอียดเห็นว่าดีอยู่แล้ว แต่มีความรู้สึก ลึก ๆ ไม่มั่นใจว่าจะทําได้และมีผลต่อการปฏิบัติจริงหรือเปล่า ผมมีข้อสังเกตอยู่สักประมาณ ๔-๕ เรื่อง ซึ่งจะไม่ได้บอกหรอกว่าเป็นตรงไหน จุดใด แต่อ่านแล้วมีภาพรวมประมาณ ๔-๕ เรื่อง
ประการที่ ๑ ผมอยากให้ กต.ตร. เป็นคนที่เป็นตัวจริง เสียงจริง มีอํานาจจริง ไม่ใช่ตัวตลก ผมมีเพื่อนเป็น กต.ตร. เยอะ มีเสี่ยที่รู้จักเป็น กต.ตร. เหมือนที่ท่านอํานวย พูดเยอะ แล้วเขาเป็นตัวตลกในสายตาของตํารวจ เป็น กต.ตร. แล้วน่าจะมีความภาคภูมิใจ น่าจะมีความช่วยเหลือเกื้อกูล กลายเป็นตัวตลกว่าเป็น กต.ตร. เหมือนที่ท่านพูด แล้วถามว่า เป็นอย่างไรครับ คอยเป็นลูกมือ ลูกไล่ คอยเป็นคนเลี้ยง คอยเป็นคนดูแลสนับสนุน ผมอยาก ให้ภาพตรงนี้ ท่านประธานที่เคารพ เวลาใครจะมาเป็น กต.ตร. นั้น ภาพเสี่ย ภาพเลี้ยง ภาพเจ้าพ่อ ภาพเจ้าแม่ วิ่งเต้น ติดต่อ เลิกเลยครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ เท่าที่ผมอ่านดูแล้ว ท่านพยายามจะติดดาบ ติดอํานาจ ติดเขี้ยว ติดเล็บอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้เวลาท่าน คัดเลือกบุคคล เลิกเลยครับ ผมเชื่อว่าท่านเลิกอยู่แล้ว ในอดีตผู้กํากับเป็นคนตั้ง ในอดีต ผู้บัญชาการเป็นคนตั้ง ในอดีตผู้การเป็นคนตั้ง สนิทสนม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไป ๆ มา ๆ เสี่ยพวกนี้บางทีก็เทา ๆ ประเด็นตรงนี้ผมอยากให้เป็นตัวจริง เสียงจริง สั้น ๆ แค่นี้ละครับ ผมเชื่อว่าท่านคงเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่บางเรื่องผมอ่านดูแล้วมีความรู้สึกว่าหลวมไปหรือเปล่า อยากให้ท่านกระชับอํานาจ บทบาท ภารกิจ ที่มาที่ไป
ประเด็นที่ ๒ ผมไม่อยากให้คณะกรรมการ กต.ตร. ที่มี สักแต่ว่าเป็นพิธีกรรม สักแต่ว่าเป็นองค์ประกอบเพื่อนั่งหัตถบาสแล้วสวดญัตติให้สําเร็จไปอย่างนั้น อยากให้มานั่ง แล้วมีบทบาท มีอํานาจ มีหน้าที่ ที่แล้วมาบ้านเมืองเราชอบตั้งคณะกรรมการกัน ไป ๆ มา ๆ พวกนี้ก็กลายเป็นคณะกรรมการผ้าป่า กฐิน ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยครับท่านประธาน ผมอยาก ให้เขาเป็นคณะกรรมการที่มีบทบาทจริง ๆ มีที่มาที่ไปที่ขลังที่ศักดิ์สิทธิ์และให้มีอํานาจจริง ๆ ไม่ใช่สักแต่ว่ามาร่วมกันเป็นพิธีกรรมคอยสาธุอย่างเดียว ผมดูรายชื่อคณะกรรมการที่ท่าน เสนอมาบางทีเราก็ติดยึดกับรูปแบบเกินไปหรือเปล่า ข้าราชการคนนั้นต้องมาเป็นโดยตําแหน่ง ข้าราชการคนนี้ต้องมาเป็นโดยตําแหน่ง โน่น นี่ นั่น ผมเรียนตรง ๆ ผมก็เคยไปเป็นกรรมการ กับบางที่บางแห่ง กรรมการโดยตําแหน่งบางทีก็สักแต่ว่ามาเป็นพิธีกรรม หรือมาแล้วก็ไม่ได้ ทําอะไรเลย เป็นไปได้ไหมครับ น่าจะมีวิธีคิดหาบุคลากรที่มีความกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ที่อยากจะมาทําภารกิจของ กต.ตร.
ประเด็นที่ ๓ ผมเห็นด้วยกับท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ นะครับ ไม่มีเหตุผลกลใดเลยที่ท่านจะไปล็อกสเปก (Lock Spec) ว่าประธานต้องเป็นตํารวจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานไม่ได้หรือครับ อดีตนายก อบจ. อดีตคนนั้นคนนี้ เป็นไม่ได้หรือครับ แต่แน่นอนผมเชื่อว่าองค์ประกอบนั้นมีผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด ในพื้นที่นั้น หลายคนมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์มีศรี แล้วเขาก็เข้าใจดี ผมว่าท่านตํารวจโดยพื้นฐานนะครับ ผมไม่ได้รังเกียจ ด้วยความเคารพ เราก็จะมีความรู้สึกว่าพวกเดียวกัน แน่นอนตํารวจย่อมรู้ เรื่องตํารวจ แต่โดยพื้นฐานของตํารวจก็ย่อมจะเข้าข้างพวกกัน ปกป้องพวกกัน ก็ท่านเป็น กรรมการอยู่แล้วทําไมท่านจะต้องล็อกสเปก (Lock Spec) ก็ให้ที่ประชุมเขามีมติเลือก เขาจะเลือกท่านก็เลือกท่าน หรือเขาจะเลือกคนอื่นก็เลือกคนอื่น ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับ ข้อเสนอว่าประธานจะต้องเป็นอดีตตํารวจยศนั้นยศนี้
- ๘๕/๑
ประการที่ ๔ ผู้แทนภาคเอกชน ที่ท่านบอกว่าให้มาจากการสรรหาแล้วก็ระบุ ที่มาแต่ละคนแต่ละแห่ง ตรงนี้ผมอยากจะขอความชัดเจนถึงกระบวนการสรรหาซึ่งท่านเอง ไม่ได้บอกไว้ จะเป็นลักษณะของการป้องกันการฮั้ว และทําอย่างไรเราจะได้คนดีมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของจังหวัด ท่านต้องยอมรับว่าตํารวจมีความสําคัญถึงขนาดต้องเป็น ส.ว. โดยตําแหน่ง ผบ.ตร. เป็น ส.ว. โดยตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นแปลว่าองค์กร ของตํารวจในระดับจังหวัดก็มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นบุคลากรที่จะสรรหาขับเคลื่อน คนรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัดจึงน่าจะมีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในจังหวัดนั้น ได้จริง ๆ ขอความชัดเจนตรงนี้หน่อยท่านประธานครับ
ประเด็นที่ ๕ กต.ตร. จะเป็นไปได้ไหมครับ ผมเองเคยเป็นคณะทํางาน ปฏิรูปกิจการตํารวจ ภาคประชาชนทําอย่างไรถึงจะมีสิทธิมีส่วนร่วมในการให้คุณให้โทษ ได้บ้าง ถ้าท่านดูตามบทบาทอํานาจหน้าที่นี้แล้ว กต.ตร. นั้นแทบจะเป็นองค์ประกอบที่มิอาจ ให้คุณให้โทษต่อตํารวจได้ เพราะท่านบอกว่าอย่าไปยุ่งเรื่องงานบุคคล เพราะฉะนั้น ถ้าคณะกรรมการไม่มีสิทธิให้คุณให้โทษแล้ว หรือการที่พิจารณาเลื่อนยศ เลื่อนตําแหน่งใด ๆ ความเห็นของ กต.ตร. น่าจะมีส่วนหรือไม่ ตรงนี้ผมฝากเป็นข้อสังเกต ไม่อย่างนั้น ภาคประชาชนก็เข้าไปนั่งเป็นเพียงองค์ประกอบ ซึ่งตํารวจหาจําเป็นต้องเกรงอกเกรงใจอะไรไม่ ผมนึกคําอะไรไม่ออก ซึ่งไม่จําเป็นต้องเกรงใจกันหรอก แต่เขาควรจะมีบทบาท มีอํานาจบ้าง ระบบการร้องเรียน กต.ตร. แม้ท่านจะบอกว่ามีกลไกใด ๆ อยู่แล้ว ผมอยากให้จังหวัดนั้น ในกองบัญชาการนั้น การร้องเรียนในส่วนของ กต.ตร. น่าจะมีบทบาทด้วยครับ เพราะเวลา ชาวบ้านร้องเรียนตํารวจสอบเอง คณะกรรมการของตํารวจวินิจฉัยเอง เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ ผมอยากให้ท่านหาสัดส่วน หาความพอดีว่าประชาชนจะเข้ามามีส่วนในการร่วมพิจารณา ต่อข้อร้องเรียนของตํารวจอย่างไรให้ประชาชนมีความรู้สึกคลายใจและสบายใจ และสุดท้าย ถ้าทําได้ ระบบไกล่เกลี่ยในระบบ กต.ตร. น่าจะมีส่วนอย่างไรได้บ้างหรือเปล่า ความจริง ผมมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่เกรงใจท่านประธานเห็นเปิดไฟแดงแล้วก็ไม่อยากจะรบกวน ท่านมาก เพราะไฟแดงต้องหยุด ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เราจะประชุมถึงประมาณเวลา ๑๗.๑๕ นาฬิกา ได้แจ้งทาง กรรมาธิการแล้ว เพราะฉะนั้นยังเหลืออีก ๓ ท่าน ถ้ากรรมาธิการชี้แจงและเห็นว่ายังติดใจ หรือการอภิปรายยังมีสมาชิกประสงค์อภิปรายอีกเราก็สามารถเลื่อนไปประชุมวันพรุ่งนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็เพียงแจ้งให้ทราบ เนื่องจากสภาเรามีการประชุมวันนี้ พรุ่งนี้ แต่เนื่องจาก เหตุเกิดระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ดังนั้นทางหน่วยรักษาความปลอดภัย จะเข้มงวดกวดขันในเรื่องของการตรวจ เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือกับท่านสมาชิก ตลอดจนคณะอนุกรรมาธิการ หรือคณะทํางาน ซึ่งอาจจะมีบุคคลภายนอกที่มาร่วมทํางานกับเรา ก็ช่วยทําความเข้าใจว่ามีความจําเป็นจะต้องมีการตรวจอย่างเข้มงวดในการเข้ามาในอาคารก็ดี แม้แต่เรื่องของรถที่จะเข้ามาในบริเวณรัฐสภานะครับ ต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม สังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รองประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมยินดีที่ได้เห็นคณะกรรมาธิการคณะนี้ทํารายงานเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในกิจการตํารวจ แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าคณะกรรมาธิการคณะนี้กับสมาชิก ส่วนใหญ่ และประชาชนในประเทศคงจะคิดไม่แตกต่างกันว่า การที่ให้ประชาชนเข้าไป มีส่วนร่วมในกิจการตํารวจนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ ขององค์กรตํารวจ ผมคิดว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารที่เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตอยู่บางประการก็คือว่า
ประการแรก จุดอ่อนของหลักคิดในเอกสารฉบับนี้ก็คือการที่ไม่โยงเรื่องของ กต.ตร. นี้ในระดับจุลภาคเข้ากับปัญหาในระดับมหภาคของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ปัญหา ในระดับมหภาคของตํารวจเป็นเรื่องที่เราก็ทราบกันโดยทั่วไป คือมีการใช้อํานาจโดยมิชอบ มีการบังคับใช้กฎหมายโดยขาดหลักนิติธรรม แล้วก็อื่น ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การที่เราจะสร้าง กต.ตร. ซึ่งเป็นองค์กรในระดับจุลภาคควรจะโยงกับปัญหาขององค์กร ตํารวจในระดับมหภาคด้วย ถ้าทําอย่างนี้ก็จะทําให้ กต.ตร. มีบทบาทสําคัญที่จะขจัดปัญหา หรือควบคุมปัญหาในระดับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
ประการที่ ๒ คือการเลือกตัวแทนของประชาชนใน กต.ตร. นี้ ปัญหาของเรา ก็คือจะเลือกอย่างไร ซึ่งหลายคนก็มีความกังวลใจเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะไปเลือก เอาจากคนที่เป็นพ่อค้า นักธุรกิจเป็นสําคัญ ซึ่งการที่ไม่มีหลักเกณฑ์กําหนด ไว้ชัดเจนว่าต้องการคนดี คนที่ท้องถิ่นให้ความเคารพนับถือ ก็ทําให้คนที่ไปจากภาคธุรกิจ เอกชนสามารถจะไปสร้างระบบอุปถัมภ์กับตํารวจ ไปสร้างระบบพวกพ้องให้แก่ตํารวจ แล้วก็เป็นสาเหตุของการทุจริตที่ติดตามมา
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าจุดมุ่งหมายของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ต้องการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม วิธีการมองปัญหาผมคิดว่ากรรมาธิการมองในแง่ของ ปัจเจกกับบุคคล ไม่ได้มองในแง่ของการเป็นองค์กร ผมคิดว่าตัวแทนของภาคประชาสังคม ที่ทํางานในท้องถิ่น ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นองค์กรที่ทําความดี แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อชุมชน ต่อท้องถิ่นควรจะได้รับการพิจารณาให้เข้ามาทําหน้าที่เป็นตัวแทนของภาคประชาชน มากกว่าที่จะไปหยิบเอาปัจเจกกับบุคคลคนใดคนหนึ่งที่ตํารวจเห็นว่าสมควรจะได้รับเกียรติ อันนั้น
ประการที่ ๔ ผมเห็นด้วยกับผู้อภิปรายหลายท่านว่าการที่จะเอาใครสักคน มานั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน กต.ตร. นี้ควรจะยึดหลักการที่ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่ได้รับ ความเคารพนับถือจากชุมชน จากท้องถิ่น หรือว่าจากจังหวัดนั้น มากกว่าที่จะยึดอาชีพใด อาชีพหนึ่งแล้วก็มาทําหน้าที่เป็นประธาน เพราะถ้าหากว่าไม่ถือเอาความดี ความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าปัญหา กต.ตร. นี้ก็อาจจะขาดความเที่ยงธรรมได้ง่าย
ประการที่ ๕ ปัญหาจากการที่ตํารวจจํานวนหนึ่งมีการทุจริต ไปรีดไถ ไปเก็บส่วยจากทุจริตสีเทา สีขาว สีดํา กต.ตร. จะช่วยตอบโจทย์ของชุมชน ของท้องถิ่น อย่างไร ผมคิดว่า กต.ตร. ควรจะต้องมีอํานาจหน้าที่บางประการให้แก่เขาด้วย มากกว่า ที่จะมาเป็นองค์กรลอย ๆ ถ้าหากเป็นองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายเขาก็จะสามารถ ช่วยเหลืองานของตํารวจได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ไม่สุจริต ผมคิดว่า กต.ตร. ก็ควรมีหน้าที่เข้าไปรับผิดชอบแทนประชาชนได้ด้วย
ประการที่ ๖ ผมคิดว่า กต.ตร. ควรมีหน้าที่อันหนึ่งก็คือรับเรื่องราว ร้องทุกข์ให้แก่ประชาชน แล้วก็สามารถที่จะนําเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบการทํางาน ที่ไม่สุจริตของตํารวจ
ประการสุดท้าย ผมคิดว่าการออกแบบ กต.ตร. ไม่ควรจะเริ่มต้นจากการคิด จากข้างบนลงสู่ข้างล่าง ในทางกลับกัน ถ้าหากเราคํานึงถึงหลักธรรมาภิบาลเราควรให้ ประชาชนในท้องถิ่น ในจังหวัดได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ กต.ตร. ที่ประชาชนพึงประสงค์ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นแบบนี้ เราก็มีโอกาสที่จะได้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทําหน้าที่ ช่วยเหลือกิจการตํารวจ แล้วผมคิดว่าการที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกิจการของตํารวจ ที่แท้จริงก็จะทําให้จํานวนเจ้าหน้าที่ตํารวจที่จะต้องเพิ่มขึ้นอาจจะลดจํานวนลงได้ด้วยซ้ําไป ขอบคุณครับ
ท่านต่อไป ขอเชิญ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ ก่อนอื่นก็ขอชื่นชม กับคณะกรรมาธิการด้วยที่ได้เสนอเอกสารนี้ แล้วได้เอาปัญหา กต.ตร. ในอดีตเพื่อจะมา ปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าผมอ่านความตั้งใจของคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็เพื่อจะให้ตํารวจในระดับ ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นภูธร นครบาล ได้ทําหน้าที่ในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม ได้ทําหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่ง กต.ตร. ในอดีตที่เราวิพากษ์วิจารณ์กันนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องจริง ที่เป็นอย่างนั้น แต่องค์ประกอบ กต.ตร. ชุดใหม่ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็น ทั้งจํานวนและที่มา เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดผมก็ต้องชื่นชมสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นระดับสํานักงาน ไม่ว่าจะเป็นระดับกองบัญชาการ ไม่ว่าจะเป็นระดับกองบังคับการ จนถึงสถานีตํารวจที่เปิดออฟฟิศเปิดสํานักงานของตัวเองให้มีคณะกรรมการเหล่านี้เข้าไปนั่งอยู่ หากเทียบกับส่วนราชการอื่นแล้วคงยังไม่มี เพราะฉะนั้นผมถือว่าเป็นความใจกว้างที่จะเปิด ให้คนอื่นเข้ามาตรวจสอบได้ ส่วนหน้าที่ในการตรวจสอบนั้นผมก็อยากให้เพื่อน สปท. ไปอ่านดู มีทั้งหมด ๑๑ ข้อ ที่ว่ามีการเชื่อมโยงกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติอย่างไร มีหน้าที่ให้คําแนะนํา อย่างไร มีหน้าที่รับคําร้องเรียนอย่างไร อยู่ในนั้นหมดนะครับ ก็เห็นด้วยกับเพื่อน สปท. หลาย ๆ ท่านที่ว่าจะมีการคัดสรร กต.ตร. ในแต่ละระดับ ให้มีความชัดเจนและประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์ของการศึกษาเรื่องนี้ได้มากน้อยอย่างไร ส่วน กต.ตร. ที่เป็นข้าราชการตํารวจนั้น ผมเองก็ได้ให้คําหารือไปเองว่าถ้าจะเอาเป็น ข้าราชการตํารวจแล้วอยากให้เกษียณไปนานหน่อยเพราะจะได้ลืม หมายความว่าจะได้จํา ผู้บังคับบัญชาแทบจะไม่ได้ เหมือนกับผมตอนนี้ไปแทบจะจําไม่ได้แล้วครับ ในระดับผู้การก็ยัง จําไม่ได้ ยิ่งผู้กํากับจําไม่ได้ ระดับผู้บัญชาการยังจําไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ถ้าเป็นลูกศิษย์ก็จะเรียก อาจารย์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเชื่อว่าถ้าคนเกษียณไปนานแล้วก็คงจะมีความเป็นกลางมากที่สุด อาจจะมีข้อยกเว้นได้ แต่ก็เป็นอย่างที่ท่าน สปท. บางท่านได้ให้ข้อสังเกตว่าในบางจังหวัด อาจจะไม่มีบุคลากรที่เป็นอดีตตํารวจที่ยศ ตําแหน่งนั้นอาศัยอยู่ก็ได้ ตัวเหล่านี้อาจจะ เป็นปัญหาและอุปสรรค เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าในระยะของการเปลี่ยนผ่านน่าจะใช้ หลักเกณฑ์ที่ท่านเสนอมาก็ถือว่าน่าจะไปได้ ถ้ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมก็สามารถจะปรับได้
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต ก็คือการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนทั่วไป ที่ท่านก็บอกว่ามีในลักษณะอาสาสมัครตํารวจ มีเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย ก็คงในรูปแบบเดิม ปัจจุบันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าดิจิทัลกับเทคโนโลยี ก้าวไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องให้ประชาชนเข้ามา อย่างเรื่องของกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจะเสนอเรื่องความเป็นเลิศของศูนย์ดํารงธรรม ผมอ่านไปแล้ว ก็ไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าจะปรับศูนย์ดํารงธรรมให้มีบุคลากร ซึ่งผมก็ทราบว่าตอนนี้ ศูนย์ดํารงธรรมก็ได้งบประมาณประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท กําลังจ้างคนเขียนซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งกําลังจะใช้งานอยู่ จะมีการเชื่อมโยงว่าศูนย์ดํารงธรรมในระดับกระทรวง จะเป็นอย่างไร ในระดับจังหวัดจะเป็นอย่างไร ลงไปถึงอําเภอจะเป็นอย่างไร เพื่อจะรับ เรื่องร้องทุกข์ ซึ่งปัจจุบันนี้ของเราเองยังเป็นลักษณะใช้โทรศัพท์มือถือในการแจ้ง ซึ่งไม่ทันการณ์เท่าไรหรอก เพราะฉะนั้นต้องใช้ดิจิทัลแจ้งในลักษณะเป็นไลน์ (Line) เป็นแอป (App) เป็นอะไรลักษณะต่าง ๆ ในนั้น ซึ่งผมก็ไปดูงานของ ๑๙๑ ของ ไอ เลิร์ต ยู (i lert you) มาแล้ว ของกรมการขนส่งทางบกมาแล้วว่าระบบแจ้งความอย่างไร ปัจจุบันนี้ ของเรามีเกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่มีรับแจ้งเหตุจากประชาชน ต่างคนต่างมีหมด เผอิญไปรับทราบแผนของกระทรวงดิจิทัลเขาก็จะมีเครือข่ายของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการที่จะสร้างเครือข่าย ซึ่งเผอิญผมก็ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการด้านสังคม ให้ทําหน้าที่เป็นประธานศึกษาเรื่องดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ด็อก (Digital Community Watchdog) เพราะฉะนั้นผมกําลังพยายามจะโยงว่าของกระทรวงมหาดไทยที่มีโครง ในระดับกระทรวงก็ดี ในระดับจังหวัดก็ดี ในระดับอําเภอก็ดี ของส่วนกลาง ของรัฐบาล มีสํานักนายกรัฐมนตรีก็ดี ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติมีที่ไหนก็ดี ของกรมการขนส่งทางบก ที่ไหนดี ของกระทรวงต่าง ๆ ที่ไหนดี ผมกําลังร่วมกับคณะกรรมาธิการที่จะร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญในการที่จะดีไซน์ (Design) แบบว่าการรับแจ้งความของประชาชนที่ง่าย และสะดวกที่สุดเกี่ยวกับเรื่องปัญหาของบ้านเมืองที่เราพูดกันหนักหนาว่าคนไทย มีวินัยน้อยลง การบังคับใช้กฎหมายไม่ค่อยได้ผล เพราะฉะนั้นการที่จะได้ผล ประชาชน ที่ใช้แอป (App) เข้ามา ยกตัวอย่างกรณีขาวแดงห้ามจอด ไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ ถ้ามีประชาชนถ่ายวิดีโอ แล้วส่งให้ตํารวจ ตํารวจตามกระบวนการแล้วเมื่อรับแจ้งความผิดนี้ คือจะต้องออกใบสั่ง ถ้าเขาไม่ไปเสียค่าปรับเรื่องก็จะแจ้งไปที่กรมการขนส่งทางบก เวลากรมการขนส่งทางบกต่อทะเบียนก็จะต้องปรับ ปัจจุบันนี้หน่วยงานต่างมีแต่ข้อมูลด้วน ๆ ระบบมันด้วน ยังไม่เชื่อมกัน แม้กระทั่งของตํารวจกับกรมการขนส่งทางบกปัจจุบันนี้ แม้จะมีมาตรา ๔๔ แล้วก็ยังเชื่อมกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นของเรานี้ผมถึงพูดว่า แต่ละหน่วยงานมันด้วนไม่สัมพันธ์กัน ผมถึงพยายามมองว่าเราจะให้โยงใยทั้งระบบได้อย่างไร ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดู เหมือนกับจราจรในกรุงเทพฯ เราจะเห็นว่า มอเตอร์ไซค์ไม่ยอมติดไฟแดง ไปกันหมด ผมนึกว่าประเทศไทยเรามีกฎจราจรว่ามอเตอร์ไซค์ ไม่ต้องติดไฟแดง เพราะฉะนั้นถ้าเรามีกล้องอยู่หน้ารถเราสามารถที่จะถ่ายได้แล้วก็ส่งให้ เจ้าหน้าที่ เขาก็สามารถที่จะออกใบสั่งพวกเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าถ้าเราจะทําให้ การบังคับใช้กฎหมายดีขึ้น ทําให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้มากขึ้นประชาชนต้องมีส่วนช่วย เพราะฉะนั้นในการมี กต.ตร. ชุดนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะช่วยดูอยู่ ๒ อย่าง ๑. ช่วยดูการปฏิบัติงานของตํารวจว่าตรงไปตรงมาไหม บิดเบี้ยวไหม ๒. ดูว่าในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ขัดข้องไหม เพราะเราต้องยอมรับว่าในการที่จะให้การทํางานได้ดีเขาต้องมีความพร้อม ในเรื่องเครื่องมือ ในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องอะไรทั้งหมด ไม่ใช่ว่าทํางานบนความขัดข้อง อย่างที่น้องตํารวจข้างบนพูดถึงว่าไอ เลิร์ต ยู (i lert you) ถ้าเผื่อท่านไปดูแล้วว่า ตํารวจในสถานีตํารวจที่สมัครเป็นไอ เลิร์ต ยู (i lert you) ต้องเสียค่าไวไฟ (WiFi) เอง อย่างน้อยเดือนละ ๕๐๐ บาท ใครรับผิดชอบกับเขาล่ะครับ ต้องเจรจากับ กสทช. ไหมว่า เงินจํานวนนี้จะลดให้เขาได้อย่างไร นี่เป็นหน้าที่ของ กต.ตร. ที่จะต้องดูให้ ไม่อย่างนั้น ระบบก็จะไปแบบไม่สมูท (Smooth) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงข้อสังเกต และให้กําลังใจกับกรรมาธิการว่าที่ท่านได้พยายามที่จะทําให้การทํางานของตํารวจ ในระดับต่าง ๆ ดีขึ้น ก็ขอขอบคุณแล้วก็ขอสนับสนุนไอเดีย (Idea) นี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุดท้ายนะครับ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับ กระผม สปท. ดุสิต เครืองาม ลําดับที่ ๕๓ กระผมเห็นด้วยกับข้อเสนอการปฏิรูปเรื่องนี้ แต่ว่าติดใจนิดหนึ่งเกี่ยวกับ หัวข้อชื่อเรื่อง เพราะทางท่านกรรมาธิการใช้คําว่า การสร้างการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ คําว่า สร้าง นี้เหมือนกับเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ความจริงแล้วการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจนั้นมีมานานแล้ว ผมก็เลยขอเสนอว่าน่าจะแก้ไขเปลี่ยนคําว่า การสร้าง ให้เป็น การเพิ่ม ก็จะดูน่าสนใจยิ่งขึ้น คือมีอยู่แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่ม การเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ เรื่องที่ ๒ ผมอยากจะขอกราบเรียนเสนอก็คือว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการ ของตํารวจนั้น ผมอยากจะเรียนหารือในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ของการเดินทางบนท้องถนน ที่เรียกว่าโรดเซฟตี (Road Safety) เนื่องจากกระผมเอง ก็เคยเป็นสมาชิกอยู่ในคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยทางถนน ซึ่งเรา ได้ปฏิบัติภารกิจเสร็จไปแล้ว และได้มีการเสนอหลายมาตรการเยอะแยะมากมาย ๑ ในหลายมาตรการนั้นก็คือเรื่องของการนําเสนอให้ออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเรื่องเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน เราตั้งชื่อย่อว่า จปถ. ต้องขอกราบเรียนว่าเจ้าหน้าที่ จปถ. นั้นเท่าที่ทราบก็มีความคืบหน้า ไปบ้างแล้ว หมายความว่าหลังจากที่พ้นช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ในปี ๒๕๖๐ ไปแล้ว ทางรัฐบาลโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ก็ได้เชิญเจ้าหน้าที่หลายกระทรวง มีทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เขาก็ดูแลกรมการขนส่งทางบก กระทรวงมหาดไทยก็ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งได้เชิญผู้แทนจากสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่น ๆ หลายกระทรวงไปหารือกันในการที่จะขับเคลื่อน การเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนน หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ งานราชการก็ทราบว่าเขาจะนําเอาระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับที่เราร่างนั้นนําไป ปรับปรุงเพื่อประกาศใช้ แต่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนั้นก็เป็นระเบียบที่บังคับใช้ กับหน่วยงานราชการ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าแล้วหน่วยงานเอกชนล่ะ การที่เราจะให้หน่วยงานเอกชน มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยขึ้นมา หน่วยงานเอกชนนั้นไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างร้าน โรงเรียน โรงพยาบาล อะไรที่เป็นของเอกชน ทราบมาว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะรับไป ไม่ใช่จะนะครับ รับไปแล้วครับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติรับที่จะไปพิจารณาออกกลไกภายใต้อํานาจหน้าที่ ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้มีอยู่แล้ว บังเอิญในวันนี้คณะกรรมาธิการของเรา ก็ได้เสนอ แล้วก็มีการพูดถึงคําว่า อาสาจราจร ผมก็จะขออนุญาตนําเรียนเสนอเพิ่มเติม คําว่า อาสาจราจร นั้นเป็นคําที่ปรากฏอยู่ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย เรื่องการส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็อ้างถึง พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๑ เป็นต้น กระผมจึงขอฝากกราบเรียนคณะกรรมาธิการ คณะนี้ว่าน่าจะใช้โอกาสอันดียิ่งตอนนี้ขอเสนอให้ท่านเพิ่มเข้าไปอีกในข้อเสนอแนะตอนท้ายว่า ควรจะให้มีระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการจัดตั้ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ทางถนน พ.ศ. .... ขึ้นมาเลย ท่านไม่ต้องลงรายละเอียดเพราะว่ารายละเอียดนั้นไปอยู่ในร่าง ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่เราเคยร่างไว้แล้ว ผมขอกราบเรียนว่าตําแหน่งเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยทางถนนนั้นไม่เหมือนกับคําว่า อาสาจราจร ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คําว่า อาสาจราจร ท่านอาจจะมองว่าวัยรุ่นหนุ่ม ๆ สาว ๆ คนแข็งแรงหน่อยไปช่วยยืนบนท้องถนน โบกการจราจรให้ตํารวจ ดูมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปผ่านมาว่าผิดกฎหมายไหม สวมหมวกไหม อะไรทํานองนั้น แล้วก็ยังมีเงินเบี้ยเลี้ยงให้เขาอีกวันละ ๑๐๐ บาท ในรายงานฉบับนี้ ดูเหมือนว่าจะเสนอให้เพิ่มเบี้ยเลี้ยง แต่ว่าความเป็นตําแหน่งของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ทางถนนนั้นไม่ใช่เป็นคนที่จะต้องไปโบกรถอยู่บนถนนช่วยการจราจร แต่เจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยทางถนนนั้นคือเจ้าหน้าที่ประจําของบริษัท ห้างร้าน เอกชน ของโรงเรียน โรงเรียนอนุบาล อะไรก็ตามที่เป็นหน่วยงานทั้งหมด ความจริงแล้วก็คลุมไปทั้งหน่วยงานของ เอกชนและข้าราชการ ตอนนี้ผมจะขอเน้นเฉพาะเรื่องหน่วยงานของเอกชนเท่านั้น แล้วสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ไม่จําเป็นจะต้องไปให้เบี้ยเลี้ยงเขานะครับ คําว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน นั้น ภาษาอังกฤษเขาอาจจะเรียกว่าโรด เซฟตี แมเนเจอร์ (Road Safety Manager) ถ้าจะเรียกง่าย ๆ ก็คือโค้ช (Coach) การเตะฟุตบอลก็ดี การเล่นวอลเลย์บอลก็ดี ต้องมีโค้ช (Coach) โค้ช (Coach) จะต้องบอกนักกีฬา สมมุติว่า ในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง เอาละบ้านผมอยู่แถว สน. ประชาชื่น แถว สน. ประชาชื่น มีโรงเรียนอนุบาล มีโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม โรงเรียนเอกชนเยอะแยะเต็มไปหมด โรงพยาบาลก็มี บริษัทก็มี หมายความว่าในหน่วยงานเหล่านั้นเขาจะต้องมีเจ้าหน้าที่ จปถ. อย่างน้อย ๑ คน หรือ ๒ คน ประจําในหน่วยงานของเขา ประจําในบริษัทของเขา เพราะฉะนั้น ก็อาศัยกลไกของตํารวจนี้ ถ้าท่านออกเป็นระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าด้วย เรื่องเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน ท่านก็เชิญชวนให้เขามาประชุมกัน โรงเรียนนี้ บริษัทนี้ สํานักงานนี้ ท่านตั้งใครเป็น จปถ. แล้วตํารวจก็เป็นวิทยากรอบรมเขา แล้วก็ให้คนที่ผ่านการอบรมนั้นไปกํากับความปลอดภัยหน่วยงานของเขาเอง ที่ผมเคยอภิปรายไปเมื่อหลายเดือนก่อนนั้นท่านคงจําได้ว่าระดับผู้อํานวยการขับรถตู้ กลับจากพัทยา แล้วเป็นรถตู้ที่มีครูโดยสารอยู่ในนั้น ๑๓-๑๔ คน พลิกคว่ําอยู่กลางถนน แถวมอเตอร์เวย์ (Motorway) ตายเกือบยกคัน เพราะลูกล้อไม่มีความปลอดภัย ใช้มานาน เก่าแล้ว แต่ว่าถ้ามี จปถ. เขาก็จะได้เตือนท่านผู้อํานวยการ ท่านผู้จัดการอย่าขับรถไป รถคันนี้ไม่ปลอดภัยต้องเปลี่ยนลูกล้อแล้ว ต้องเปลี่ยนน้ํามันเครื่องแล้ว ต้องเปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว ท่านนอนไม่พอไม่ให้ท่านขับ ไม่ให้ท่านออกรถ ท่านคะ พนักงานคนนี้เขาเมาสุราแล้วยังจะมา ขับรถอีก นั่นคือความหมายของเจ้าหน้าที่ จปถ. ไม่ใช่เป็นคนไปโบกรถอยู่กลางถนน เพราะฉะนั้นผมจึงขอฝากกราบเรียนว่าถ้าเป็นไปได้ นี่คือเป็นตัวอย่างหนึ่งในการที่จะ สร้างสัมพันธไมตรีในการมีความร่วมมือ มีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่จะมีต่อหน้าที่ ในการกํากับดูแลระเบียบจราจร ขอบพระคุณครับ
มีท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ขอเชิญท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ จะขอใช้เวลาสั้น ๆ ตามที่ได้ขออนุญาตท่านประธานไว้นะคะ ดิฉันเตรียมไว้เยอะแต่จะขอใช้เวลาสั้นเพราะว่าตัดออกหมดแล้ว เหลือเรื่องที่เข้าเป้าเลย ดิฉันเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของกิจการตํารวจ ซึ่งความจริงก็มีมานานแล้ว และหลายประเทศก็พูดเรื่องนี้กันมานานแล้ว แล้วก็มีเป็นเรื่องเป็นราว กันมานานแล้ว แล้วคราวนี้ถึงเวลาที่จะปฏิรูป ในเมื่อจะปฏิรูปดิฉันก็เห็นชอบด้วย แล้วก็มีประเด็นที่จะให้เพิ่มเติม และให้ท่านตอบคําถาม ก็คือในเรื่องของการมีส่วนร่วม ต้องเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากภาคประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนอยากจะ มีส่วนร่วมจะมีโอกาสเข้าไปได้อย่างไรถ้าไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะว่าประชาชน คนธรรมดาก็คงไม่ได้มีโอกาส นอกจากนี้ทั้ง ๖ ด้านที่กําหนดไว้นี้เหมาะสมแล้วหรือยัง และคิดจากอะไร เพราะฉะนั้นคนธรรมดาก็คงจะมีโอกาสได้ยาก อยากจะสมัครเป็น ก็คงสมัครไม่ได้ นอกจากนี้มิติความเสมอภาคจะใส่เพิ่มเติมไปได้หรือไม่ เพราะว่า มีอํานาจหน้าที่ของ กต.ตร. ที่จะต้องเข้าไปเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดี กับภาคประชาชน และนอกจากนี้ให้ข้อมูลข่าวสาร เสนอปัญหาความเดือดร้อน และความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่ ทําอย่างไรความเดือดร้อนของเด็ก สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุจะได้เข้าไป และมั่นใจได้อย่างไรว่ามิติเหล่านี้จะเข้าไปถ้าไม่มีสตรีเข้าไป ทําอย่างไรถึงจะมีสตรีบ้าง ใน กต.ตร. จะเขียนไว้ได้หรือไม่ และจะมั่นใจได้หรือไม่ว่าจะมีการคัดเลือกเข้าไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้เป็นประเด็นที่พิจารณาโดยกรรมาธิการแล้วก็เพิ่มเติมเข้าไป ขอบพระคุณค่ะ
เป็นอันว่าจบการอภิปรายสําหรับรายงาน เรื่อง “การสร้างการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจและได้กรุณาให้คําแนะนํากับคณะกรรมาธิการ ในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าในเรื่องนี้เราพิจารณาและยอมรับว่าหลายเรื่องไม่สามารถ จะตกผลึกได้ด้วยตนเอง เพราะว่าเป็นเรื่องที่เป็นความคิดเห็น มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านในนี้ ที่ผมไปหารือก่อนที่จะสรุปรายงาน แล้วก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่าน ให้ความเห็น ให้คําแนะนํามา คณะกรรมาธิการก็จะรับมาทั้งหมด ยังมีบางประเด็นที่ไม่ได้ลง ในรายละเอียด เนื่องจากในรายงานฉบับนี้จะยึดเพียงแต่ว่าเราเสนอขอหลักการตรงนี้ก่อน เมื่อรับหลักการแล้วกระบวนการต่อไปก็คือต้องส่งไปตามขั้นตอน และสุดท้าย ก็คงจะไปที่หน่วยงานคือสํานักงานตํารวจแห่งชาติและ ก.ต.ช. ที่จะต้องไปดําเนินการ แก้ไขระเบียบ ซึ่งตรงนั้นจะเป็นการลงรายละเอียด คณะกรรมาธิการไม่ได้พิจารณา รายละเอียดในระเบียบ ก.ต.ช. ในแต่ละเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นวิธีการในการสรรหา ที่จะลงรายละเอียดถึงขั้นแบบฟอร์มถึงอะไร เพราะว่าจะมีในระเบียบ ก.ต.ช. อยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างว่าคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบางท่านถามมา ก็จะปรากฏอยู่ในระเบียบ ก.ต.ช. เดิมอยู่แล้ว ถ้าท่านเปิดไปในเอกสารเป็นภาคผนวกก็จะอยู่ในหน้า ๔๙ ที่ระบุไว้เลยว่า คุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้ามามีอะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งในหน้า ๕๖ ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากจะมีขั้นตอน ของการออกระเบียบ ก.ต.ช. ขึ้นมาใหม่ เราก็จะรวบรวมความคิดเห็นข้อเสนอของท่านสมาชิก ทั้งหมดผนวกไปและส่งไปให้ ก.ต.ช. ที่จะต้องเป็นผู้ออกระเบียบ อันนี้คือภาพกว้าง ๆ ก่อน แต่อย่างไรก็ตามผมจะพยายามตอบคําถามของท่านสมาชิกในบางเรื่อง คงจะใช้เวลาเร็ว ๆ เพราะว่าเวลาเราน้อยแล้ว ขอบคุณท่านสุรินทร์ที่เสนอ ของท่านพิสิษฐ์เราก็รับไว้ แล้วก็คงจะ ผนวกเข้าไปเป็นข้อเสนอเป็นความเห็นหนึ่งซึ่ง ก.ต.ช. ก็คงไปเป็นผู้พิจารณาตกลงใจ ตรงนี้ก็จะตอบคําถามของท่านนิกรว่าอํานาจเราอยู่ตรงไหน จะไปอย่างไรต่อ ซึ่งแน่นอน ในที่สุดคําตอบก็เป็นอย่างที่ท่านประธานได้พูดเสมอว่าเราคือสภาวิชาการ ชื่อทําให้เรา หลงประเด็นตั้งแต่มาใหม่ ๆ ผมคิดว่าเราคือสภาขับเคลื่อน เราต้องเข้าไปขับเคลื่อน ตร. ต้องทําอย่างนี้ ต้องไปจี้ไปไชให้เขาทําตามเรา แต่มันไม่ใช่ เราก็ทําหน้าที่ของเราไป เราเป็นฝ่ายวิชาการเราก็เสนอไป เมื่อเขารับไปเขาไปทําอย่างไรอํานาจก็ไปอยู่ตรงนั้น แต่ว่า แน่นอนในส่วนของเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราก็ประสานทางข้างความเห็นไปให้ ก็คงเป็นประเด็นตรงนี้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งเราผนวกไปได้หมด ทุกความเห็นเราผนวกไปให้หมด คนตกลงใจก็คือ คนที่มีอํานาจ ในเรื่องที่เสนอทั้งหมด เป็นเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ ก.ต.ช. ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีอํานาจก็คือคณะกรรมการ ก.ต.ช. ที่จะเป็นผู้พิจารณา ในส่วนประเด็น ผมเห็นมีบางท่านอาจจะยังไม่ชัดเจนในข้อเสนอของเรา เพราะว่าการเขียนลําดับอาจจะไม่ชัดเจน ก็คือปัจจุบันเรามีคณะกรรมการ กต.ตร. แต่ในหน้าที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือทําหน้าที่สนับสนุนช่วยเหลือ กับอีกส่วนหนึ่งคือทําหน้าที่ ตรวจสอบติดตาม ซึ่งในหลักการบริหารแล้วเพื่อความโปร่งใสต้องแยกกันทั้ง ๒ ส่วน แต่เผอิญว่าระเบียบ ก.ต.ช. ที่ออกไปเมื่อปี ๒๕๔๙ ไปรวมทั้ง ๒ หน้าที่นี้ไว้ที่ กต.ตร. ก็เป็นผลให้ กต.ตร. ทําเพียงหน้าที่เดียวคือสนับสนุน ไม่ได้ทําหน้าที่ตรวจสอบ สรุปง่าย ๆ อย่างนี้ เราก็เลย เสนอใหม่ว่าถ้าอย่างนั้นต้องตัด กต.ตร. เนื่องจากชื่อ กต.ตร. เราคงเปลี่ยนไปไม่ได้เพราะมีชื่อว่า ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล แล้วก็คงเหลือหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล ให้ กต.ตร. ไว้ เขาอยู่ ตัวชื่อหน่วยยังอยู่ แต่ตัวคนที่เป็น กต.ตร. ทุกวันนี้เขาเข้ามาโดยเจตนาว่าเขารักตํารวจ เขาอยากจะช่วยเหลือ สนับสนุนตํารวจ เขาก็จะไม่มีที่ไปถ้าเราไม่ให้เขาทําหน้าที่ช่วยเหลือ เขาไม่อยากตรวจสอบ สมมุติเป็นอย่างนี้นะครับ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการจึงให้ตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้นมา อีกคณะหนึ่งซึ่งอยู่ในเอกสารหน้า ๒๘ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญที่จะต้องสื่อให้เข้าใจว่า ในส่วนของ กต.ตร. บุคคลที่เป็น กต.ตร. ในปัจจุบันนี้ต่อไปถ้าท่านยังเป็นอยู่ ยังได้รับเลือกอยู่ ท่านจะเปลี่ยนชื่อจาก กต.ตร. เป็น คณะกรรมการบริหารสถานีตํารวจ จาก กต.ตร. ก็เป็น กบ.ตร. เป็น กบ. กรรมการบริหาร ภาพก็จะออกมาเป็นอย่างนี้นะครับ ในเรื่องของ องค์กรภาคประชาสังคม ท่านจะเห็นว่าในองค์ประกอบก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเราไม่จํากัด ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย ก็แล้วแต่ว่าจะสรรหามาอย่างไร อีกส่วนหนึ่งเนื่องจาก คสช. ได้ประกาศ ออกมาแล้วว่าให้มีองค์กรภาคเอกชน เดิมเขียนว่า ชุมชน หรือประชาชนเฉย ๆ ก็จะเป็น เอกบุคคลอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกพูดถึง แต่ตอนนี้ ผมก็ไปล้วงลึกมาว่าทําไมถึงแก้จาก ประชาชน แล้วมาเป็น องค์กรภาคเอกชนก็มีความคิดว่าอย่างน้อยให้ภาคประชาชน ให้องค์กรภาคเอกชนเขากรองกันมาชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เราไปสรรหา เพราะฉะนั้นในองค์ประกอบ ที่คณะกรรมาธิการเสนอว่าจะมีผู้แทนองค์กรภาคเอกชนไม่เกิน ๕ องค์กรในสถานี หรือในพื้นที่นั้น ๆ ก็หมายความว่าถ้าสมมุติจังหวัดนครปฐมมีองค์กรภาคประชาชน ๕๐ องค์กร เราก็ให้ ๕๐ องค์กรเขาสรรหาขึ้นมาก่อนแล้วเป็นตัวแทนขององค์กร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ชมรมผู้สูงอายุอะไรต่ออะไรเขาสรรหาของเขามา จาก ๕๐ คนที่เป็นตัวแทนขององค์กร แล้วก็มาให้คณะกรรมการสรรหาให้เหลือ ๕ คนตามจํานวน อันนี้คือภาคประชาสังคม ที่เป็นตัวแทนภาคเอกชน ทีนี้คําว่า องค์กรภาคเอกชน ระเบียบ ก.ต.ช. ก็บัญญัติไว้ชัดเจนมาก คือยึดหลักคําว่าออร์แกไนเซชัน (Organization) เลย คือบุคคล ๒ คนขึ้นไปรวมตัวกัน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นจะจดทะเบียนก็ได้ ไม่จดทะเบียนก็ได้ ท่านจะตั้งกันเป็นชมรมรวมกัน ๓ คน ผมตั้งชมรมอะไรสักอย่างหนึ่งก็ถือว่าเป็นองค์กรแล้ว อันนี้คือระเบียบ ก.ต.ช. ได้บัญญัติไว้แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีอุปสรรคอะไรเรื่องนี้มาก อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเราก็พิจารณา ถ้าไม่ครบถ้วนหรือท่านมีเสนอเพิ่มเติม เราก็จะรับไว้แล้วก็จะส่งต่อไปยัง ก.ต.ช. ให้พิจารณาเพิ่มเติม แต่ว่าความเดิมเราก็พิจารณา มาจากระเบียบ ก.ต.ช. เดิมว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิสาขาใดบ้าง แต่เผอิญว่างานของเรา เป็นงานตํารวจ เรามีกรรมการโดยตําแหน่งที่เกี่ยวข้องกับงานตํารวจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เป็นทางด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจราจรเรื่องอะไรอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในภาคผู้ทรงคุณวุฒิ เราก็เลยจะไม่เอาสาขาที่ซ้ํากันมากนัก อันนั้นก็คือที่มาที่ไป เรื่องของการสรรหา ข้อเสนอของกรรมาธิการจะอยู่ในหน้า ๒๕ ข้อ ๓.๑.๔ เราก็คงเขียนไว้ง่าย ๆ ว่าให้ กต.ตร. โดยตําแหน่งแต่ละระดับแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาไปทําการสรรหา แต่วิธีการสรรหา ของคณะกรรมการสรรหาทําอย่างไรเราจะไม่ลงรายละเอียด ก็ให้เป็นไปตามระเบียบ ก.ต.ช. ซึ่งระเบียบ ก.ต.ช. เดิมก็มีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าครั้งนี้เราเสนอให้ ก.ต.ช. ต้องไป แก้ไขระเบียบใหม่ เพราะอะไร ก็เพราะว่ามีการแก้ไขกฎหมายตามมาตรา ๗ ออกใหม่แล้ว แล้วระเบียบเดิมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ไปอ้างอิงกฎหมายฉบับเดิม เราจึงเสนอว่าควรจะปรับ ให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นในเรื่องการสรรหาก็จะเป็นรูปแบบนี้ เนื่องจากเยอะมาก ผมจดแล้ว ถ้าตอบไม่หมดท่านถามอีกรอบได้ครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สรุป
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ได้รับมอบหมาย พอดีท่านประธานเข็มชัย ติดราชการด่วน ก็ขออนุญาตกล่าวเล็กน้อยว่าวันนี้ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก ทุกท่านที่ได้สะท้อนความคิด สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ถึง ๑๒ ท่านที่ได้อภิปรายในวันนี้ คิดว่า คณะนี้คงจะนําในสิ่งที่ท่านให้ข้อสังเกตไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับชื่อ อย่างที่ ท่านอาจารย์ดุสิต เครืองาม ท่านได้กล่าวว่าตรงนั้นจะเป็นการสร้างใหม่ ตรงนี้มีอยู่แล้ว ก็เป็นการเพิ่ม ก็เห็นด้วยนะครับ ได้หารือทางคณะกรรมาธิการแล้ว ที่ประชุมก็เห็นด้วย ในอีกหลาย ๆ เรื่องที่ท่านได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ทางคณะกรรมาธิการ จะขอน้อมรับนําไปปรับแล้วก็จะดําเนินการในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ในหลาย ๆ เรื่อง ขอเรียนเพิ่มเติมในเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้น ที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้มีการถกเถียงกันในเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่าตรงนี้ถ้าให้เป็นภาคเอกชนหรือภาคประชาชน ล้วน ๆ เกรงว่าไม่ใช่เป็นการมีส่วนร่วม เพราะว่าตามมาตรา ๗๙ ของรัฐธรรมนูญบอกว่า มีส่วนร่วม ฉะนั้นเป็นการร่วมกันในการที่จะสะท้อนปัญหา ตํารวจที่เข้าไปนั้นเป็นเพียง บางส่วนในการที่จะเชื่อมโยงแล้วก็สะท้อนถึงความคิดเห็นต่าง ๆ ในส่วนที่เป็นของตํารวจ อันนั้นก็เป็นมุมมองที่มองร่วมกัน ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน และท่านสมาชิก ทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านกรรมาธิการ ท่านกษิต ภิรมย์ ขอสั้น ๆ นะครับ
ขอบคุณนะครับ ต้องขอประทานโทษท่านประธาน เพื่อนสมาชิกด้วย เพราะค่อนข้างจะเย็นมากแล้ว แต่ว่าอย่างนี้ครับ ทางกรรมาธิการใช้คําว่า เรื่องทั้งหมดจะไปเสนอที่ ก.ต.ช. แต่ผมว่าเราทํางานที่นี่ต้องเสนอไปที่ คสช. ผมรับไม่ได้ว่า งานที่นี่จะต้องไปที่คณะกรรมการของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เราไม่มีอาณัติขึ้นกับ ก.ต.ช. นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
อันที่ ๒ ที่ผมเสนอให้มีคณะกรรมการภาคประชาชน คือให้อยู่นอกสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ประชาชนถึงจะได้ควบคุมการทํางานของตํารวจได้ นอกเหนือจากรัฐสภา แล้วก็สภาประชาชนอื่น ๆ ในระดับท้องถิ่น อันนี้ต้องเข้าใจตรงกันเสียก่อน
อันที่ ๓ ที่ผมเสนอให้มีภาคประชาสังคมเข้าไปอยู่กับทางฝ่ายตํารวจ ในเรื่องที่เกี่ยวกับจิตอาสานั้นก็เพื่อจะได้ทํางานร่วมกัน ส่วนการสรรหาหรือวิธีอะไรนั้น ไม่จําเป็นต้องมีคณะกรรมการสรรหา มีอีกตั้งหลายวิธีของการที่จะเลือกคณะกรรมการ ภาคประชาชนเพื่อจะตรวจสอบตํารวจ หรือการที่จะมีคณะกรรมการร่วมที่จะทํางาน จิตอาสาร่วมกับทางฝ่ายตํารวจ แต่ว่าทิ้งไว้ตรงนี้ก่อนเพราะจะเสียเวลา ถ้าทุกสิ่งทุกอย่าง ยังตัดสินใจด้วยคณะกรรมการตํารวจแห่งชาติผมรับไม่ได้ ไม่ใช่การปฏิรูปครับ ขอบคุณมากครับ
ส่งไปคณะรัฐมนตรีครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การมี ส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” แล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๔๘ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การสร้าง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิด การลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผลของการลงคะแนนมีดังนี้ มีผู้เห็นชอบ ๑๔๐ ไม่เห็นด้วย ๓ งดออกเสียง ๗ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง “การสร้างการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในกิจการตํารวจ” จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแล้ว ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกมี ความประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ ถ้าไม่มี จะไปหารือวันพรุ่งนี้ดีไหมครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ อันนี้เพื่อจะขอขอบคุณ ทางท่านประธานที่ได้กรุณาส่งข้อเสนอของผมไปที่ฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน รอบ ๆ สนามบินอู่ตะเภา และผมได้รับข้อมูลต่าง ๆ แล้ว แต่ก็อยากจะขอเสนอว่าน่าจะมี การหารือกันเพราะว่ามีการมอบหมายให้กองทัพเรือเป็นผู้ดําเนินการในเรื่องการจัดที่ดิน เพื่อระเบียงเศรษฐกิจอะไรตรงนี้ เกี่ยวกับการปฏิรูปอะไร ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ขอบคุณ มากครับ
ก็มีคณะทํางานในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ท่านกษิตก็ติดตามตรงนั้นได้ ขอบคุณมากครับ วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุม ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน ขอปิดการประชุมครับ