กษิต ภิรมย์ หารือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วนและยั่งยืน โดยเน้นการทบทวนการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเสนอมาตรการหยุดการทำลายป่าและสัตว์ป่า เสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการศึกษาและสื่อ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงเรียกร้องความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชหวงห้ามในทุกช่องทาง ทั้งตลาดออนไลน์และตลาดนัด เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติและปลูกฝังจิตสำนึกรักแผ่นดินให้แก่เยาวชน
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ เมื่อสักครูนี้ฟังเพื่อนสมาชิกแล้วคงจะสะท้อนว่าเรามีประเด็นปัญหา การประสานงานภายในสภา สปท. นิดหนึ่งหรือเป็นอย่างมาก เพราะว่าเรื่องนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทําไมถึงไปอยู่ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นสําคัญ การพัฒนาคนว่าด้วยการศึกษาเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของการที่จะรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ยั่งยืน เมื่อสักครู่ได้ฟังเพื่อนสมาชิก ที่พร้อมกับเสนอเอกสารมาแล้ว ผมคิดว่าที่เพื่อนสมาชิก ท่านทวีศักดิ์เสนอมาควรจะต้องเข้าไปอยู่ ในรายงานทั้งหมดเลยครับ เพื่อจะได้ให้มีความสมบูรณ์แล้วก็มาจากผู้ที่รู้เรื่องจริง ๆ จัง ๆ เป็นสําคัญ ในการพิจารณาของกรรมาธิการและท่านประธานที่ผ่านมาก็ตกหล่นเพราะว่า ไม่ได้พูดจากับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากท่านประธานไว้ว่าไม่รีบร้อน ได้ไหมครับ เอาไปว่ากันใหม่หมดเลยจะได้สมบูรณ์แบบ เพราะเราเห็นความสําคัญในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติต่าง ๆ เรื่องของความยั่งยืน ในขณะเดียวกันเราก็มีพันธกรณีกับข้อตกลง อนุสัญญาของสหประชาชาติมากมาย โดยเฉพาะไซเตส (CITES) แล้วก็ในเรื่องของโลกร้อน ที่ผมได้พูดหลายครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ก็ได้ไปร่วมประชุมมาที่กรุงปารีส แล้วเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสดีจี (SDGs) ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ก็ได้ไปประชุมมาที่นครนิวยอร์ก คือทั้งหมดนี้ ต้องเอามาวางบนโต๊ะแล้วดูเสียก่อนว่าพันธกรณีของเรามีอะไรบ้าง ผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ต้องมาแจงให้ฟังว่าพันธกรณีทั้งหมดมีอย่างไร แล้วเรามีกฎหมายรองรับ มีองค์กรที่จะ ปฏิบัติการ ณ วันนี้มากน้อยเพียงใด จะได้ปฏิรูปให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที ไม่ใช่เราคิดว่า วิธีง่ายคือมาตั้งสภานโยบายแล้วก็ตั้งหน่วยงาน แล้วก็จะไปขอยืมโครงการในพระราชดําริมา มาเป็นหน่วยงานปฏิบัติก็ดูกระไรอยู่ เหมือนกับทํางานกันง่าย ๆ เป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาล ของฝ่ายรัฐ ของฝ่ายราชการที่จะต้องรับผิดชอบเป็นสําคัญ แล้วก็สนับสนุน กับโครงการในพระราชดําริต่าง ๆ เหล่านี้ก็เสริมกันไปได้ แต่ไม่ใช่เรียกว่าออฟอิน (Off in) ไปเอาเข้ามาแล้วก็มายึดอย่างนี้คงไม่ค่อยจะถูกต้องนัก โปรดระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย แต่คราวนี้ประเด็นกลับมาที่หัวข้อเรื่อง ใช้คําว่า การจัดการความหลากหลาย ผมคิดว่า ท่านประธานและทางกรรมาธิการต้องมาแจงเสียก่อนว่าจัดการอะไรบ้าง กับวลีอันที่ ๒ คือการใช้ประโยชน์เพื่อยั่งยืน จะใช้แต่ประโยชน์อย่างเดียวหรือครับ ผมคิดว่า หัวใจของเรื่องนี้ก็คือการอนุรักษ์ แล้วก็ป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียอีกต่อไป จะด้วยการส่งออก ด้วยอิทธิพลของผู้ที่ทําพืชไร่ พืชสวน เหมืองแร่ต่าง ๆ เหล่านี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องมาดูกันใหม่ แม้กระทั่งหัวข้อการจัดการ ต้องนิยามให้ชัดว่าจะจัดการอะไร แล้วการใช้ประโยชน์ต้องถูก ควบคุมและกํากับด้วยการอนุรักษ์เป็นสําคัญ นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากรักษาให้ประเทศไทย เป็นที่ ๘ ของโลกต่อไปในเรื่องความหลากหลาย แล้วถ้าเผื่อขึ้นไปเป็นที่ ๑ ใน ๕ ได้ ก็จะยิ่งดีใหญ่
อีกประเด็นหนึ่งก็คือเราพูดกันมากเรื่องจะนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด ผมก็ได้เคยเสนอไปแล้วโดยเฉพาะในเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผมบอกว่าเป็นประเด็นเดียวที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาติมีความหมาย มีความยั่งยืน คือเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแม่บท ฉันใดฉันนั้นนะครับ ในเรื่องของการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติก็น่าจะเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นตัวตั้ง แล้วมาดูสิว่าเราจะต้องทําอะไรได้ในเรื่องที่ต้องการรักษา และการใช้ประโยชน์ จากสิ่งที่ธรรมชาติได้ให้มาหรือพระเจ้าได้ให้มาให้ได้อย่างเต็มที่แล้วก็ยั่งยืน
อีกประเด็นหนึ่งคือเราจะบริหารจัดการอะไร ก็อยากจะขอเสนอ มี ๔-๕ เรื่อง ด้วยกัน คือ อันที่ ๑ ณ วันนี้เราจะระงับแล้วก็หยุดยั้งการทําลายป่า ทําลายธรรมชาติ ทําลายสัตว์ได้อย่างไร ระงับก่อนในประเทศ แล้วก็ระงับการลักลอบการส่งออก บางส่วน ก็มีนําเข้าด้วยจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทางอากาศ ก็เป็นทรานซิตพอยต์ (Transit Point) คือเป็นทางผ่าน เราจะทําอย่างไร ที่ท่าอากาศยาน ที่ท่าเรือ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญเฉพาะหน้า เรื่องของการระงับ อันที่ ๒ คือ การปลูกฝัง เรามีคุณครูกี่คนในโรงเรียนต่าง ๆ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ครูเป็นแสนคนที่จะไป ให้ความรู้ได้ แล้วก็โยงไปที่ผมได้พูดหลายครั้งว่าเราจะใช้เครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ กับ กสทช. ในการให้ความรู้ ปลูกฝังเยาวชนแล้วก็ประชาชนทุกระดับให้เกิดการตื่นตัว อย่างไรว่าทําไมธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องรักษา เป็นทั้งสิทธิที่จะได้ชม แล้วก็เป็น หน้าที่ที่จะต้องปกป้องรักษาร่วมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของการปลูกฝังเป็นเรื่องที่สําคัญ อันที่ ๓ ก็แน่นอน เรื่องของการค้นคว้าวิจัยอยู่ในเอกสาร เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไว้แล้ว เรื่องรีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) รัฐบาลจะจัดงบประมาณ ให้ปีละเท่าไร จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ประจําปี ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องพูดให้แน่ชัด ๒ เปอร์เซ็นต์ไหมของจีดีพี (GDP) แล้วก็ เอามาที่นี่เป็นสําคัญเพราะเราต้องรักษาธรรมชาติ และประเทศไทยจะต้องอยู่ได้กับน้ํา กับดิน กับอากาศที่ดี จะไป ๔.๐ อย่างไรก็ไม่พ้นการที่จะต้องมีความเป็นเลิศทางภาคเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป แล้วก็การที่จะต้องพึ่งพาป่าไม้ ลําธารน้ํา อะไรต่าง ๆ เรื่องวิจัยเป็นเรื่องที่สําคัญ คราวนี้เราจะทําอย่างไรกับการพัฒนาคน ถ้าเป็นเรื่องของการป้องกันก็ฝ่ายกักกันพืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สนามบิน หรือท่าเรือ ณ วันนี้มีกี่คน เจ้าหน้าที่ฝ่ายศุลกากรว่าอย่างไร ตํารวจสันติบาล ตํารวจปราบปราม ดีเอสไอ (DSI) จะว่าอย่างไร กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. อบจ. นายกเทศมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด มีองค์ความรู้ ยึดมั่นใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็มีความหวงแหน ต่อทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศเรามากน้อยแค่ไหน อยู่ในสายเลือด อยู่ในความรู้สึก หรือเปล่า หรือว่าเป็นงานฝากกันมาก็ทํากันไป ก็เคลื่อนแฟ้มไป ตามเรื่องเซ็นกันไป หรือจะทําด้วยจิตใจและความยึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเราบอกว่าต้นไม้ ลําธารทั้งหลายเหล่านี้ สัตว์ พืชทุกชนิดเป็นสิ่งที่เราจะต้องหวงแหนร่วมกัน มาตั้งสภานโยบายผมพูดแล้วพูดเล่าว่าไม่ได้แก้ปัญหาครับ ก็เป็นลักษณะของท็อปดาวน์ (Top down) ลอยอยู่บนอากาศ แต่ของพรรค์อย่างนี้อยู่กับคนในป่า เยาวชน ชุมชน เขาอยู่ตรงนั้น ต้องแก้จากข้างล่างไปเป็นสําคัญ แล้วก็ให้วิชา ให้องค์ความรู้ จะต้องมี เจ้าหน้าที่ที่พร้อมและมีความซื่อสัตย์สุจริตไม่เห็นแก่ประโยชน์ เราจะเอากันจริง ๆ จัง ๆ ไหม ที่ตลาดนัดวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่สวนจตุจักรวันนี้ ไม่ใช่ตรงสัตว์ที่เขาเอามาแสดง เดี๋ยวนี้ ขายของผ่านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ไปที่ตลาดนัดสวนจตุจักรก็สั่งได้ อยากจะได้สัตว์ กี่ชนิด อยากจะได้พืชหวงห้ามกี่ชนิด ตํารวจ สน. พญาไท สน. ลาดพร้าวจะเอาจริงหรือเปล่า เทศกิจ กทม. จะเอาจริงหรือเปล่า ดีเอสไอ (DSI) จะเอาจริงหรือเปล่า สันติบาลจะเอาจริง หรือเปล่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อนสมาชิก สปท. จะเอาจริงหรือเปล่า กระทรวงมหาดไทยเอาจริงไหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ
ประเด็นสุดท้าย เรามีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอากระทรวงนี้เป็นแกนได้ไหมครับ ไม่ใช่มาตั้งองค์กรใหม่แล้วก็กระจัดกระจายไป เมื่อมีกระทรวงตั้งกระทรวงนี้มา ๒๐ ปีแล้วต้องทํางานให้เต็มที่ ยิ่งมีกระทรวงป่ายิ่งหาย เป็นไปได้อย่างไร สัตว์เริ่มสูญพันธุ์ พืชต้องหาย ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องยุบกระทรวงนี้ แล้วก็กลับมาที่สภานโยบายอันนี้ ไม่ต้องมีกระทรวงนี้ ถ้าทําไม่ได้ ไม่มีฝีมือ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็ต้องไม่ทํา และนี่เป็นยุคที่จะต้องมีความเด็ดขาดในการบริหารราชการ ต้องให้ข้าราชการ ทํางาน ต้องให้ท้องถิ่นรักษาแล้วก็หวงแหนท้องถิ่นของตนเอง แล้วก็ต้องมีการขับเคลื่อน ต้องเริ่มที่ครูเป็นเรื่องที่สําคัญ อาจารย์ต่าง ๆ งบวิจัยต้องมี ต่าง ๆ เหล่านี้ผมจึงคิดว่า มองให้สมบูรณ์แบบคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) เพราะว่าเวลาเสนอเข้ามาที่ คณะกรรมาธิการแล้วข้อมูลมักจะไม่ครบ ผมวิจารณ์หลายครั้ง แล้วเราก็มาคิดว่าการที่จะ เสนอสภาอะไรขึ้นมาแล้วมีนายกรัฐมนตรีแล้วจะแก้ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย เป็นไปไม่ได้ครับ ก็ต้องไปกันทั้งสังคมต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ทุกหมู่เหล่าต้องมีทั้งสิทธิ และหน้าที่เป็นสําคัญ ก็อยากจะฝากท่านประธานไว้ว่าเอากลับไปทบทวนแล้วก็ว่ากัน ให้เต็มที่จะได้ประโยชน์สูงสุด ในสิ่งที่ผมแน่ใจว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของทุกคนและเป็น เรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทย และที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ทํามาเป็นเวลา ๖๐ ปี ก็คือเรื่องนี้ จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็คือเรื่องของการรักษาธรรมชาติ อยู่อย่าง ธรรมชาติอย่างที่ไม่ไปรบกวน อยู่ด้วยความสมดุล และต้องให้เยาวชนไทยทุกคนนั้น มีความรักและหวงแหนแผ่นดินไทย ขอขอบพระคุณมากครับท่านประธาน