ทวีศักดิ์ กออนันตกูล หารือประเด็นการจัดการทรัพยากรชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเน้นความจำเป็นในการเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรมกับการอนุรักษ์ พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาองค์ความรู้ โดยเฉพาะโครงการบีอาร์ทีที่ประสบความสำเร็จแต่ขาดการสนับสนุนต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพและพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านอนุกรมวิธานอย่างมีประสิทธิภาพ
กราฟนี้ก็จะตรงกับที่ท่านพรชัย จุฑามาศ ได้นําเสนอเมื่อสักครู่ กระผมขอเพิ่มส่วนผลลัพธ์นอกจากที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ไปถึงเรื่องน้ําสะอาดแล้วก็เรื่องพลังงานด้วย แต่ที่สําคัญนั้นคือการเชื่อมโยง ถึงคุณค่าของการปกปักรักษาความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับการจัดการ เพื่อนําไปใช้ประโยชน์อย่างคล่องตัว ยั่งยืน และยุติธรรม หากว่าไม่ได้เน้นเรื่อง การใช้ประโยชน์แล้วก็มักจะมีปัญหาเรื่องความยั่งยืน งบประมาณของหน่วยงานที่ดําเนินการ เรื่องปกปักรักษาทรัพยากรทางชีวภาพ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากเรียนเสนอซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการโครงสร้าง พื้นฐานที่ทําให้รายงานนี้เดินไปข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์ ในปัจจุบันนั้นได้มีหน่วยงาน ที่จัดเก็บรักษาชีวภาพประเภทจุลินทรีย์รวมกันหลายหน่วยงาน มีสถาบันหลักอยู่ ๔ แห่ง คือไบโอเทค (Biotec) สวทช. มีบีซีซี (BCC) คือไบโอเทค คัลเจอร์ คอลเลกชัน (BIOTEC Culture Collection) มีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีกรมวิชาการเกษตร มีสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่า ๔ หน่วยงานนี้ร่วมกับสถาบันการศึกษา ๕๔ แห่ง ได้เชื่อมต่อข้อมูลความรู้กลายเป็นทีเอ็นซีซี (TNCC) หรือไทยแลนด์ เน็ตเวิร์ก ออน คัลเจอร์ คอลเลกชัน (Thailand Network on Culture Collection) เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องระบบการเก็บรักษาจุลินทรีย์หลักนั้นก็ถือว่าเริ่มต้นมาได้ดีพอสมควร นอกจากนั้นกรมวิชาการเกษตรก็มีเรื่องของการทําแหล่งเก็บรักษาพันธุกรรมพืชที่เป็นเมล็ดพันธุ์ และความสามารถของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งต่างคนต่างก็เก็บเรื่องคลังของเมล็ดพันธุ์ มีสวนพฤกษศาสตร์ ๕ แห่ง มีหอพันธุ์ไม้ ๑๓ แห่ง มีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ๒ แห่ง ที่ร่วมกันทํางาน แต่สิ่งที่เราขาดก็คือการจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพที่ใหญ่ ๆ ผมก็ใคร่ขอให้ดูว่าในแต่ละกระทรวงมีอะไรบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ในภาพนี้ก็เห็นอย่างน้อย ๕ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่ผมใคร่ขอไฮไลต์ (Highlight) ตัวโครงการที่สําคัญ ก็คือ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดังที่ดอกเตอร์พรชัยได้นําเสนอแล้ว ซึ่งโครงการนี้ก็มีเครือข่าย ทําโครงการสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน แล้วก็มีระบบฐานข้อมูลที่ไปได้ค่อนข้างดี อีกโครงการหนึ่งซึ่งได้รับการอุดหนุนเป็นระบบ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ โครงการนี้ มีชื่อเล่นว่าบีอาร์ที (BRT) คือโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการ ทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ สกว. ซึ่งผมจะมีประเด็นอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการรายงานของ คณะกรรมาธิการ ภาพนี้ทั้งหมดมีข้อสังเกตก็คือว่าไม่มีองค์กรให้ทุนวิจัยด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพเป็นการเฉพาะ อย่างโครงการบีอาร์ที (BRT) นั้นก็เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๕๔ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ทุนวิจัยที่ใหญ่ที่สุดเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ แต่เมื่อพ้นระยะเวลา ของโครงการไปก็ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณใหม่อย่างเพียงพอที่จะขยายผลงาน สําหรับเป้าหมายของโครงการบีอาร์ที (BRT) ก็เพื่อจะสร้างนักวิจัย เพิ่มศักยภาพงานวิจัย ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างองค์ความรู้ใหม่ เสนอแนะและวิเคราะห์การใช้ ทรัพยากรพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทางเศรษฐกิจ โดยมีโปรแกรมการทํางานเกี่ยวกับ การจัดระบบสิ่งมีชีวิต การคิดเรื่องชีววิทยาเชิงประชากร เรื่องนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญา การจัดการบริหารข้อมูล การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ และนโยบายการจัดการการวิจัย ภาพรวมของงบประมาณที่ทําขึ้นในช่วงปี ๒๕๓๙-๒๕๕๒ ประมาณ ๕๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมีผลลัพธ์ออกมามากมายตามที่ผมจะเรียนเสนอต่อไป สําหรับเรื่องการวิจัยด้านการใช้ประโยชน์ หน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนมากที่สุดก็คือ สวทช. ซึ่งก็ได้ใส่เข้าไปประมาณ ๒๐๕ ล้านบาท ในช่วงปี ๒๕๔๗-๒๕๕๑ ผลงานที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๕๑ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สําหรับวงการ ทรัพยากรชีวภาพ กล่าวคือเกิดงานวิจัยขึ้น ๔,๑๓๘ โครงการ โดยที่ ๑ ใน ๓ เกิดจาก การสนับสนุนจากโครงการบีอาร์ที (BRT) ทําให้เกิดการตีพิมพ์บทความวารสารนานาชาติ ออกมาถึง ๗๒๖ เรื่อง มีการประชุมวิชาการ โดยมีบทความประมาณ ๒๘๕ เรื่อง แต่ที่สําคัญ ก็คือได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ ๖๓๓ ชนิด มีตัวอย่างต้นแบบมากกว่า ๓,๖๐๐ รายการ จํานวนตัวอย่างอ้างอิงกว่า ๒๑,๐๐๐ รายการ ซึ่งรายละเอียดที่เกี่ยวกับโครงการนี้ ก็อยู่ในรายงานของกรรมาธิการ หน้า ๓๘ สําหรับการพัฒนากําลังคนก็เห็นได้ชัดว่า มีการผลิตบุคลากรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ในจํานวนนี้ก็สําเร็จการศึกษาแล้วประมาณ ๓๐๐ กว่าคน ที่เหลือก็ยังทําการศึกษาต่อ ภาพที่สําคัญที่สุดก็คือผลงานเกี่ยวกับเรื่องจุลินทรีย์ ท่านทราบไหมว่าช่วงก่อนที่จะมี โครงการบีอาร์ที (BRT) ประเทศไทยสามารถตีพิมพ์ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับราต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. ๑๙๐๒-๑๙๙๕ ๙๓ ปี มี ๑๒๒ สปีชีส์ (Species) แต่พอมีโครงการบีอาร์ที (BRT) ในช่วงเวลาแค่ ๑๐ ปี เราสามารถตีพิมพ์เรื่องราชนิดใหม่ออกมา ๑๕๓ สปีชีส์ (Species) เพราะฉะนั้นหากได้ทําการสนับสนุนต่อไปในอนาคตประเทศไทยควรจะต้อง รู้จักกับจุลินทรีย์และราชนิดใหม่ ๆ อีกจํานวนหลายพันหลายหมื่นรายการ ตัวอย่าง ผลงานวิจัยอื่นอย่างเช่นที่ปรากฏในหนังสือพรรณพฤกษชาติประเทศไทยในช่วง ปี ๒๕๑๓-๒๕๔๖ จะพบว่ามีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับชนิดพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย นอกจากนั้นการนําไปใช้ประโยชน์ ก็พบว่ามีผลงานวิจัยที่นําไปจดสิทธิบัตรและนําไปใช้ เชิงพาณิชย์ ซึ่งผมใคร่ขอยกตัวอย่างสัก ๓ เรื่อง ก็คือ เรื่องสูตรเพาะเลี้ยงสาหร่ายเห็ดลาบ สูตรกําจัดไรฝุ่นจากสมุนไพรไทย อันนี้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งมีประโยชน์มาก ๆ สําหรับคนที่ แพ้ไรฝุ่น วิธีเพาะเลี้ยงไรน้ํานางฟ้าเพื่อแทนการใช้ไข่อาร์ทีเมียซึ่งกลายเป็นอาชีพของเกษตรกร ที่สร้างรายได้เดือนละประมาณ ๘,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นบีอาร์ที (BRT) ได้สนับสนุนนโยบาย เพื่อจะจัดตั้งสํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ การสนับสนุนให้เขาใหญ่ เป็นมรดกโลก และการผลักดันให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ เน้นการพัฒนาประเทศบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและนําไปสู่การปรากฏ ในรัฐธรรมนูญต่อไป ท่านประธานครับ ขออนุญาตต่ออีกเล็กน้อย การถอดบทเรียนของ โครงการบีอาร์ที (BRT) ก็พบว่าแม้จะประสบความสําเร็จในการสร้างองค์ความรู้ แต่บุคลากรยังขาดแคลน ควรมีวิธีการที่จะพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะที่จะนําไปสู่ โครงการวิจัย นอกจากนั้นการศึกษาเชิงพื้นที่ก็พบว่าการสนับสนุนการศึกษาชีววิทยา เชิงประชากรและนิเวศวิทยามีน้อย ขาดแคลนนักวิชาการการศึกษาในเชิงภาพรวม การศึกษาเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับระบบนิเวศมีน้อย ควรจะเพิ่มความเข้มข้น เพราะขณะนี้เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะฉะนั้นความเข้าใจ เรื่องสิ่งมีชีวิตแล้วก็นําไปใช้ประโยชน์นั้นจะเป็นเรื่องสําคัญ อันที่ ๓ ก็คือเรื่องการตระหนัก ความหลากหลายทางชีวภาพที่จะควรจะนําไปสู่ชุมชนนั้น ก็ควรจะมีการสนับสนุน นําผลประโยชน์จากการนําวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับไปสู่ชุมชนเพื่อเพิ่มรายได้ จากสิ่งที่ค้นพบ และท้ายสุด ควรจะมีการจัดการโปรแกรมการใช้ประโยชน์จาก ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งควรจะโยงไป จนถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพในเชิงเศรษฐกิจด้วย ผมขอใคร่เสนอประเด็นเร่งด่วน ที่จะต้องดําเนินการ ซึ่งปรากฏตามเอกสารหน้านี้ ก็คือควรจะขยายและเร่งการวิจัย และพัฒนาเพื่อประเมินความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของประเทศ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ควรจะตั้งศูนย์เก็บรวบรวมและการเก็บรักษาพันธุกรรมพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ เพื่อเป็นวัสดุวิจัยอย่างเข้มข้น ควรจะวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ในกรณีที่เรา ไม่ดําเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนี้แล้วก็ไม่ได้ทํา ประเทศไทยจะสูญเสีย ในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงหลายอย่าง
- ๒๕/๑ เช่น คุณภาพชีวิตของชุมชนอาจจะเสื่อมถอยแล้วก็สูญเสียรายได้ แต่ถ้าลงมือทําแล้วก็วกกลับไป ทําประโยชน์ให้กับชุมชนก็จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เราจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคง ด้านอาหาร เพราะว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจจะทําให้การเพาะปลูกพืชเดิม ในพื้นที่เดิมไม่สําเร็จ ควรจะต้องหาพืชพันธุ์ใหม่ เราอาจจะเสียโอกาสเรื่องการสร้าง ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งเป็นเรื่องของไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ อย่างจริงจัง แต่ทั้งนี้ก็ต้องทํางานให้น้ําหนักเรื่องของการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจคู่ไปกับ การปกปักรักษาทรัพยากรทางชีวภาพ สําหรับข้อเสนอที่เกิดขึ้นต่อรายงานนี้ผมได้ปรึกษา ท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ท่านปีติพงศ์ก็ได้เห็น ประเด็นว่าแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศนั้นค่อนข้าง สอดคล้องกับรายงานข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพของ สปท. ที่ได้ผ่านการเห็นชอบไปแล้ว ในประเด็นเรื่องการมีกรรมการวาระแห่งชาติ การวิจัยสร้างองค์ความรู้ การพัฒนากําลังคน ด้านอนุกรมวิธาน ซึ่งคุณหญิงสุมณฑาก็ได้อธิบายไปและการพัฒนาคลังข้อมูลที่เชื่อมโยง กับหน่วยเก็บพันธุกรรมค่อนข้างเหมือนกันมาก เพราะฉะนั้นหากนํา ๒ รายงานมาผนวก เข้าด้วยกันก็เป็นประเด็นซึ่งผมคิดว่าอยากจะเรียนเสนอท่านกรรมาธิการด้านการศึกษานั้น ไปพิจารณา เนื่องจากเวลาจํากัด ผมจะไม่อ่านทางขวาแต่จะมอบเป็นเอกสาร โดยสรุป กระผมมีข้อเสนอแนะต่อรายงานนี้ว่าเห็นชอบในหลักการต่อรายงาน โดยขอให้ปรับปรุงแล้วก็ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากหน่วยงานที่มีชื่อเกี่ยวข้องและมีชื่อระบุในรายงาน อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นผมได้ประสานกับหน่วยงานที่มีชื่อ ตามลําดับต่อไปนี้เพื่อให้ช่วยอ่านรายงาน ทุกหน่วยงานก็ให้การสนับสนุน แต่เรียนว่า ถ้าเป็นไปได้หน่วยงานทั้งหลายที่ปรากฏชื่ออยู่ในหน้านี้คือ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรที่อยู่ใน สวทช. และโปรแกรมการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ทั้งหมดนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ยินดีที่จะมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการในการพัฒนารายงานนี้ต่อไป ขอบคุณครับ