กิตติ ชี้ไทยมั่งคั่งความหลากหลาย-เรียกร้องดูแลรักษาอย่างจริงจัง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา กล่าวถึงความมั่งคั่งของไทยจากความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้รับการยอมรับระดับโลก พร้อมแสดงความกังวลต่อการสูญเสียความหลากหลายจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเกษตรกรรมและการครอบครองโดยนายทุน ซึ่งส่งผลต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธาน ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ ท่านประธานครับ สิ่งที่ฟังแล้วชื่นใจจากการที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้รายงานเสนอต่อที่ประชุมก็คือความหลากหลายของประเทศไทยเรานั้นถูกองค์กรโลก จัดอันดับมาเป็นอันดับที่ ๘ ฟังแล้วก็ชื่นใจ แสดงว่าเรามั่งคั่งไปด้วยความหลากหลายซึ่งเป็น ทรัพยากรของประเทศ ใครเห็น ใครรู้ ใครก็อยากจะมาได้ แล้วเราก็ยอมรับตัวเราเอง จนเรียกมานานแล้วว่าเรานั้นอยู่ในที่แผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ หรืออีกคําหนึ่งที่เราเรียกกัน ติดปากก็คือแหลมทอง ทั้งแหลมทองหรือสุวรรณภูมิเราเรียกผืนแผ่นดินนี้ เราก็ภูมิใจ ดีใจว่า เราก็มั่งคั่งเช่นเดียวกับที่องค์กรโลกบอกว่าเราเป็นอันดับ ๘ ของโลก ในขณะเดียวกันที่บ้านผม ผมคนนราธิวาสเกิดที่โน่นครับ คนพื้นเพดั้งเดิมที่โน่นเขาเรียกแถบนั้นว่าพื้นที่ตันหยงมัส ใครที่อยู่ทางใต้พูดภาษามลายูแล้วคงจะเข้าใจคําว่าตันหยงมัส ซึ่งต่อมาได้ถูกใช้เป็นอําเภอหนึ่ง ในจังหวัดนราธิวาส ที่เรียกว่าอําเภอตันหยงมัส แต่ขออนุญาตแปลเพื่อความเข้าใจ ผมหยิบยก คําว่า ตันหยงมัส มาพูดในเรื่องเดียวกันกับคําว่า สุวรรณภูมิ แหลมทอง นั้นมีความประสงค์ คืออะไร คําว่า ตันหยง แปลว่า แหลม เป็นภาษาท้องถิ่นบ้านผม มัส แปลว่า ทอง ก็แปล ตรงกัน แหลมทอง สุวรรณภูมิ กับคําว่าตันหยงมัสก็เป็นอันเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน ผมจําได้คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าคนจีนที่อพยพมาจากเมืองจีนพอขึ้นแผ่นดินไทยเขาว่าอย่างไร ทราบไหมครับ เขาบอกว่าเมืองไทยเห็นทองท่วมหัวเข่า ฟังแล้วอดจะภูมิใจไม่ได้ว่าเรามาอยู่ในที่ ที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง องค์กรโลกก็ยอมรับ เราเองก็ยอมรับ คนในพื้นที่ทางใต้ก็บอกว่า ตันหยงมัสแหลมทอง ในขณะเดียวกันคนต่างชาติซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเราก็คือคนจีน ที่อพยพมาที่นี่ก็บอกว่าขึ้นแผ่นดินไทยแล้วเห็นทองท่วมหัวเข่า ท่านประธานครับ สิ่งที่เป็น ข้อกังวลมาจากท่านกรรมาธิการได้นําเสนอก็คือว่า เรามีองค์กรที่รับผิดชอบ ๗-๘ หน่วยงาน แต่เรื่องของความร่วมมือการประสานงานในการแก้ปัญหา เรื่องความหลากหลายค่อนข้าง จะมีปัญหา ในขณะเดียวกันท่านก็บอกว่าเรามีผู้สูงอายุที่เก่งที่กล้าในเรื่องความรู้ ความสามารถ แต่นับนานวันก็จะหมดหายไป ผลิตไม่ทันในการที่จะเป็นบุคลากรเพื่อดูแลเรื่องนี้ อันนี้ก็คือ ข้อจํากัดของพวกเราที่จะต้องเร่งต่อไป แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นจะต้องมีที่ตั้งเป็นฐาน ก็คือเรื่องตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกว่าแผ่นดิน ซึ่งแผ่นดินเหล่านี้ถ้าเราดูโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่าแต่เดิมทีเดียวนั้นส่วนใหญ่เกษตรกร เป็นผู้ครอบครองที่ดิน แต่ต่อมาภายหลังนั้นที่ดินส่วนนี้ค่อย ๆ หายไป จากเกษตรกรผู้ครอบครองที่ดีที่เรียกว่ามีความหลากหลายอยู่บนที่ดินแห่งนี้ ปัจจุบันนี้ที่ดิน กลายเป็นที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยให้กับเกษตรกรดูแล ขาดความเข้มแข็งในการที่จะดูแล ในขณะเดียวกันเมื่ออ่อนแอแล้วความจําเป็นในเรื่องเศรษฐกิจก็ขายไปกับนายทุน ผืนดินตรงนี้ ก็ถูกนายทุนไปครอบครองไปทําอย่างอื่น เช่น ปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ปลูกมันสําปะหลัง การปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ปลูกมันสําปะหลัง เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เท่ากับเป็น การทําลายทรัพยากรในเชิงความหลากหลายไปในตัว เราจะเห็นว่าเป็นต้นยางทั้งแปลงเลย หรือว่าปาล์มทั้งแปลง อ้อยทั้งแปลงโล่ง เช่นเดียวกับมันสําปะหลังเหมือนกัน อันนี้ก็คือเท่ากับ เป็นการทําลายเชิงนิเวศ สัตว์ แมลงอะไร พืชต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ก็ถูกทําลายไป โดยปริยาย แต่ในขณะเดียวกันพื้นที่แปลงเล็กแปลงน้อยซึ่งเป็นเกษตรกรครอบครองอยู่ ในขณะนี้ก็อ่อนแอ เรากําลังพูดถึงเรื่องจะทําเกษตรแปลงใหญ่อีก เกษตรแปลงย่อย ชาวนา ชาวไร่ก็อ่อนแอ เพราะฉะนั้นเราจะฝากผีฝากไข้กับชาวนาชาวไร่ที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อย เพื่อคอยอนุรักษ์ดูแลรักษาในเรื่องความหลากหลาย ถ้าขายไปแล้วก็จะไปบุกรุกแปลงใหญ่ อีกในป่าพื้นที่ที่เรียกว่าที่สงวน ที่ต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันดับแรกก็คือ ชาวไร่ชาวนาที่ครอบครองความหลากหลายในที่แคบ ๆ เล็ก ๆ เหล่านี้ เราจะช่วยเขา ดูแลอย่างไรให้เกิดศักยภาพ มีความสามารถในการจะคอยช่วยกันดูแลเรื่องความหลากหลาย ที่อยู่ในพื้นที่ จะปลูกผัก ปลูกหญ้า ปลูกอะไรต่ออะไรหลาย ๆ อย่างผสมผสานกัน เพื่อให้ สิ่งที่มีชีวิตในแปลงเล็ก ๆ อยู่ต่อไปให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่เหล่านี้ อันนี้น่าจะเป็นการบ้าน ที่หนักหน่วง เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไปพึ่งพาเกษตรกรแปลงใหญ่ ๆ เอาที่ดินของชาวไร่ ชาวนาที่ขายให้ไป เขาเหล่านั้นก็คงไม่คิดที่จะทําแบบชาวนาทําหรอก มุ่งไปเรื่องธุรกิจ มุ่งไป เรื่องกําไร ก็คือทําพืชเชิงเดี่ยว สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือเรื่องสวนยางพารา เราก็บอกว่า สมัยก่อนปลูกป่ายาง หมายความว่าในสวนยางจะมีทั้งต้นไม้เล็ก ต้นไม้ใหญ่ สัตว์ พืชอะไร ต่าง ๆ เจริญงอกงามขึ้นเป็นป่า แต่หลังจากที่มีกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเข้าไปจัดการ แล้วก็มีเรื่องเป็นสวนยางพารา เวลาจะขอโค่นเพื่อขอทุนสงเคราะห์ต้องโค่นให้หมด เพิ่งจะมา ตื่นตัวทีหลัง มาปรับทีหลัง ก็เกือบจะสายเกินแก้ แต่ก็ยังไม่ดีพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ก็คงจะต้องเร่งรัดต่อไปว่าทําอย่างไร สวนยางที่มีอยู่ในขณะนี้จํานวนมากมาย โดยเฉพาะ สวนยางที่ขึ้นตามป่าตามเขา ไม่อย่างนั้นจะไปทําลายหน้าดิน ทําลายอื่น ๆ อีกเยอะแยะ เพราะพื้นที่ที่เป็นเขานั้นเวลาฝนตกก็ทําลายหน้าดิน ดินพังถล่ม ใครที่ไปทางใต้บ้านผม จะเห็นได้ว่าเกิดพายุลมฝนตกลงมาก็จะพัดเอาหน้าดิน ดินถล่มทําให้บ้านเรือนเสียหาย บ่อยครั้งที่เป็นอย่างนี้เวลาฤดูฝน อันนี้ก็เป็นการบ้านข้อหนึ่งที่เราจะต้องทํา นี่เราพูดถึง เรื่องใหญ่ ๆ ท่านประธานครับ ผมก็มีเรื่องเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในตําบล ในหมู่บ้านซึ่งเป็นภูมิปัญญา ของชาวบ้านที่เราไม่ค่อยจะหยิบยกขึ้นมาพูดกัน เป็นเรื่องใหญ่สําหรับชาวบ้านครับ เพราะบางอย่างบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่ได้คิดขึ้นมาก่อน แต่ได้มีการวิจัย ศึกษา วิเคราะห์ แล้วเป็นประโยชน์ ได้ผล เช่นข้าวหมาก ผมว่าพวกเราที่นี่ก็เคยรับประทานข้าวหมากกัน เพราะในข้าวหมากมีจุลินทรีย์อยู่ประเภทหนึ่งซึ่งมีประโยชน์มากที่เรียกว่าโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ผมไปเปิดดูในกูเกิล (Google) ครับท่านประธาน ก็ได้ความว่าถ้าเป็น สุภาพสตรีแล้วรับประทานอันนี้บ่อย ๆ จะทําให้ผิวพรรณสดใสไม่เกิดสิว ประหยัดครับ เพราะเรื่องผิวพรรณสุภาพสตรีเป็นเรื่องใหญ่ เราก็จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวหาร้านเสริมสวย เพื่อรักษาความสวยงามของผิวพรรณรวมไปตลอดจนถึงสิว แต่ไม่ใช่เท่านั้นครับ ยังมีเรื่อง อีกเยอะแยะมากมายที่เป็นคุณประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกาย รับประทานไปแล้ว จะมีลักษณะของการป้องกันในเรื่องสุขภาพ ผมอ่านเจอเยอะ ขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน เช่น ป้องกันเรื่องของความเป็นภูมิแพ้ ท้องเสีย ย่อยอาหาร ลดเรื่องความดันโลหิต แล้วก็เรื่องป้องกันโรคกระดูกพรุน กําจัดโรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน อะไรต่าง ๆ เยอะแยะมากมายจิปาถะ สิ่งเหล่านี้ของง่าย ๆ เป็นภูมิปัญญา ของชาวบ้าน นี่ไม่พูดถึงเฉพาะเรื่องข้าวหมากอย่างเดียว ยังมีอย่างอื่นอีกเยอะที่ชาวบ้าน คิดค้นมาทํากินกัน เช่น ผักเสี้ยน เป็นต้น ผักเสี้ยนดอง เพราะฉะนั้นผมพูดแค่เรื่องนี้ ถ้าหากว่า เราจะส่งเสริมเพิ่มเติมขึ้นมานอกเหนือจากเรื่องใหญ่ ๆ ที่เราพูดกันก็จะช่วยให้เกิด การประหยัดในตําบล ในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องไปซื้อยา แล้วเป็นมาตรการป้องกัน ไปในตัวด้วยว่าเด็ก ๆ รับประทานแล้วจะทําให้เจริญเติบโตเร็ว อันนี้ก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในตํารับตําราที่มีการวิจัยค้นพบ แต่เราก็ไม่ค่อยเอามาพูด เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเรื่องของความหลากหลาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องไปดูว่างานวิจัย ที่ตั้งบนหิ้งเยอะแยะมากมาย ไปค้นดูแล้วเอามาถ่ายทอดเพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าจะใช้ประโยชน์ ให้เกิดความจริงจังขึ้นมาอย่างไร จะได้ไม่ต้องเอาสตางค์ไปซื้อ จะได้ไม่ต้องหาโรคใส่ตัว แล้วไปหาหมอแก้ทีหลัง ก็คงจะฝากเรื่อง ๒-๓ ประเด็นให้กับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ