คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ โดยเสนอการปฏิรูปการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำกับดูแลกิจการตำรวจ และการตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของตำรวจ พร้อมเสนอการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยตัดอำนาจของ กต.ตร. และปรับโครงสร้างของ กต.ตร. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและรักษาความสงบเรียบร้อย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่เสนอเรื่องการปฏิรูปกิจการ ตํารวจเข้ามาอีกวาระหนึ่ง ถ้าผมจําไม่ผิด ตั้งแต่เราเริ่มมีสภา สปท. ด้านตํารวจตอนนําเสนอ ครั้งแรกก็บอกว่าจะมีเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าผมจําได้ก็บอกว่าจะมี ๙ เรื่อง ถ้าผมจําไม่ผิด เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ ๓ เรื่องแรก คงเป็นเรื่องของปฏิรูประบบสอบสวน หรือพนักงาน สอบสวน เรื่องที่ ๒ เรื่องปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ ซึ่งผมก็สนับสนุน ทั้ง ๒ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ จําได้ว่าท่านจะเสนอว่าจากที่เป็น ๓๐ ต่อ ๗๐ เปลี่ยนมาเป็น ๗๐ ต่อ ๓๐ ได้ไหม เอาความรู้ความสามารถเรียงลําดับอาวุโส ผลงานเป็นหลัก ซึ่งก็น่าเสียดายว่าอันนี้ยังไปไม่ค่อยถึงไหนเลย ทีนี้มาเรื่องนี้ที่ท่านนําเสนอ ในวันนี้ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูป กต.ตร. ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในกิจการตํารวจ ซึ่งก็ระบุในมาตรา ๗ อยู่แล้วของ พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ รายงาน ของท่านก็สรุปว่า พ.ร.บ. ตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗ ระบุถึงการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในกิจการตํารวจ ผ่านการออกระเบียบ สตช. ว่าด้วยการตรวจสอบและติดตาม ทํามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้วก็มีระเบียบ สตช. ว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และชุมชนในปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๑ ตามลําดับ ซึ่งสรุปก็คือให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตาม การบริหารงานของตํารวจ หรือที่เรียกว่า กต.ตร. ใน ๓ ระดับ คือระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ยกเว้นใน กทม. มี ผบ.ตร. เป็นประธาน ในลําดับสถานีตํารวจ ให้หัวหน้าสถานีตํารวจเป็นประธาน องค์ประกอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าราชการประจําทั้งตํารวจและพลเรือน แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่บ้าง มีหน้าที่ให้คําปรึกษา แนะนํา ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การติดตามการทํางานของตํารวจ รวมทั้งรับเรื่องร้องเรียนและพัฒนาประสิทธิภาพการทํางานของตํารวจ ท่านก็ได้สรุปมา ในรายงานนี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปี ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึง ปัจจุบัน ๑๐ กว่าปีแล้ว
อันที่ ๑ ไม่มีรายงานผลการตรวจสอบและติดตามประเมินผลในแต่ละเขต ส่งไปที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติเลย ทั้ง ๆ ที่มี กต.ตร.กทม. ๗๗ คณะ สถานีตํารวจ อีก ๑,๔๘๒ คณะ
อันที่ ๒ ของปัญหาก็คือองค์ประกอบของ กต.ตร. มีข้าราชการประจํา มากเกินไป ทั้งที่เป็นตํารวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วกับพลเรือนเกินกึ่งหนึ่ง ไม่ได้ใช้ช่องทางของ กต.ตร. ในการร้องเรียนเท่าไรเลย มีองค์กรนี้แต่ไม่มีการร้องเรียนผ่านองค์กรนี้จะมีไปทําไม คือไม่เคยมีการตั้งคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนหรือตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเลย
อันที่ ๓ ก็คืองบประมาณสนับสนุนในเรื่องของค่าตอบแทนอาสาสมัคร ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มาช่วยงานของตํารวจมีน้อยมาก หรือเรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า ไม่ว่าจะเป็น อาสาจราจร ตํารวจบ้าน สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ซึ่งมี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปรากฏว่า เท่าที่ผ่านมา สตช. จ่ายค่าตอบแทนได้แค่วันละ ๑๐๐ บาทต่อคน และจ่ายได้แค่ ๗๘๐ คน จากมี ๒๐๐,๐๐๐ คน
อันที่ ๔ ก็คือมีปัญหาในเรื่องการตีความ การรักษาความสงบเรียบร้อย ระหว่างท้องถิ่นต่าง ๆ กับตํารวจไม่ตรงกัน ก็เลยทําให้ อปท. ไม่มีเงินมาสนับสนุนกิจการ ต่าง ๆ ในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งตํารวจเป็นผู้ทํา หรือมีก็น้อยมาก จาก ๙๓ อปท. ได้มาแค่ ๖๖ ล้านบาท ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติกําลังอยู่ ระหว่างการจัดทําข้อตกลงเรื่องงบสนับสนุนกับ อปท. และกระทรวงมหาดไทยต่อไป
อันที่ ๕ ก็คือการที่ สตช. ออกระเบียบมา ระบุว่า กต.ตร. จะต้องรับนโยบาย และแนวทางที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติกําหนดให้นําไปปฏิบัติ น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะ กต.ตร. ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ตรวจสอบและประเมินผล และการตรวจสอบ ประเมินผลตํารวจในพื้นที่จะต้องมีความเป็นอิสระพอสมควร
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม จึงได้เสนอรายงานในเรื่องนี้เพื่อเสนอการแก้ไขปรับปรุง ซึ่งสรุปได้ดังนี้ก็คือ ตัดอํานาจของ กต.ตร. ในเรื่องของการปฏิบัติการสนับสนุนออกไป เป็นอํานาจขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชนซึ่งเขาทําอยู่แล้ว และที่สําคัญก็คือ ปรับโครงสร้างของ กต.ตร. มีทั้งยุบ มีทั้งเพิ่ม ที่สําคัญก็คือไม่ให้องค์ประกอบของ กต.ตร. โดยเฉพาะองค์ประกอบในระดับจังหวัดหรือระดับภาคที่ท่านเสนอขึ้นมาใหม่ มีข้าราชการ ตํารวจที่ยังมีตําแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันมาเป็นกรรมการ กต.ตร. ซึ่งก็น่าจะถูกต้อง นี่คงเป็นเหตุที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนแล้วก็ไม่มีการส่งรายงานเลยเพราะว่า ใครจะมาตรวจตัวเองล่ะครับ ตั้งตัวเองเป็นประธานแล้วให้มาตรวจตัวเอง ตรวจแล้วก็ดีหมด อันนี้ควรจะทําตั้งนานแล้ว โดยให้มีอดีตข้าราชการ ข้าราชการในพื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มี ภาคประชาชน
ท่านเสนอให้มีการเลือกตั้งประธาน กต.ตร. ระดับจังหวัดหรือระดับภาค ซึ่งจะต้องเป็นอดีตข้าราชการตํารวจตั้งแต่ยศพลตํารวจตรีถึงพลตํารวจโท และมีอายุ ๖๕ ปี ถึง ๗๐ ปี ท่านก็เสนอว่างานตํารวจ การมีอาสาสมัครปฏิบัติการ เช่น ตํารวจบ้าน หรืออาสาสมัครจราจรมีความจําเป็นแต่ก็ควรจะมีค่าตอบแทน แล้วก็มีการฝึกอบรมเขาด้วย แล้วก็กําหนดเป็นอัตราตายตัวไปเลยว่าสถานีตํารวจขนาดเอส (S) เอ็ม (M) แอล (L) อะไรอย่างนี้ ถ้าแอล (L) ก็ให้มี ๔๐ คน มาช่วยตํารวจ เอ็ม (M) ก็ ๓๐ คน เอส (S) ก็ ๒๐ คน รวมแล้วจะมีทั้งประเทศได้อย่างมาก ๕๕,๘๐๐ คน แล้วก็ให้ค่าตอบแทนไปเลย ๓๐๐ บาท เท่ากับค่าแรงขั้นต่ําต่อวันต่อคน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านเสนอ
เรื่องของการถ่ายโอน เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยก็ให้ชัดเจนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่มีงบประมาณเขาน่าจะจัดมา สนับสนุนตํารวจในพื้นที่
โดยรวมผมก็เห็นด้วยกับรายงานของท่านในเรื่องของการปฏิรูป กต.ตร. และข้อเสนอที่ทํามา ก็อยากจะฝากข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการ ๔-๕ เรื่องดังนี้
เรื่องแรก ก็คือควรจะต้องมีการดําเนินการเร่งด่วนใน ๔ เรื่อง คือเร่งรัด กําหนดหลักเกณฑ์ในการติดตาม รายงานผล และประเมินผล แล้วก็ให้มีการปฏิบัติอย่าง จริงจังว่าทําไม ๑๐ ปีแล้วไม่เคยมีรายงานของ กต.ตร. สักคณะหนึ่งไปที่ สตช. เลย
เรื่องที่ ๒ ควรจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนเป็นการด่วน ติดตามประเมินผลก็เรื่องหนึ่ง ติดตามเรื่องร้องเรียนก็อีกเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นช่องทางให้ ประชาชนสามารถที่จะติดต่อกับ กต.ตร. ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อประชาชนเขาร้องเรียนแล้ว ก็มีการตอบให้ความกระจ่างกับเขาโดยไม่ชักช้า ถ้าทําได้ กต.ตร. ถึงจะทํางานได้สมภาคภูมิ แล้วก็จะมีคนใช้กลไกนี้ เหตุที่ไม่มีคนใช้เพราะว่าร้องเรียนไปแล้วก็เงียบ แล้วไม่รู้จะไป ที่ไหน
เรื่องที่ ๓ ก็คือ กต.ตร. ควรจะต้องมาช่วยองค์กรตํารวจหรือสํานักงานตํารวจ แห่งชาติในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่มาช่วยปฏิบัติงานตํารวจในด้านต่าง ๆ ที่เขาไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น อาสาสมัครจราจร หรือตํารวจบ้านพวกนี้ เพื่อให้เขามี ขีดความสามารถและมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทํางานแบ่งเบาภารกิจของตํารวจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แล้ว กต.ตร. ก็น่าจะช่วยเหลือ มีส่วน อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดในการพัฒนาอาชีพ หรือสวัสดิการของครอบครัวตํารวจชั้นผู้น้อยในการสร้างรายได้เสริม เพื่อให้เป็นขวัญ และกําลังใจของตํารวจชั้นผู้น้อย ข้อสังเกตต่อมาก็คือ กต.ตร. ในพื้นที่ควรจะต้องเพิ่มบทบาท ในเรื่องการสื่อสารและติดต่อกับประชาชน ภาคประชาสังคมหรือกลุ่มพลังทั้งหลายให้มากขึ้น ผ่านอาสาจราจรหรือตํารวจบ้าน หรือที่ท่านทําเรื่องไลน์ (Line) แอปพลิเคชัน (Application) เฟซบุ๊ก (Facebook) หรืออะไรอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่ควรจะทําต่อไป แล้วส่งเสริมให้มากขึ้น
เรื่องที่ ๔ ก็คือการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นหัวใจสําคัญของตํารวจ แล้ว กต.ตร. ก็น่าจะช่วยเสริมได้ทั้งในด้านของการป้องกันและปราบปราม ควรจะต้องมี การร่วมมืออย่างใกล้ชิด พูดง่าย ๆ กับแหล่งเงินนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน ก็คือ กับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เรียกว่าเราใช้ระบบแอเรียเบส (Area based) ไม่ใช่ใช้ระบบท็อปดาวน์ (Top down) ไปอย่างเดียว ใช้ระบบไปติดต่อ ประสานงาน สร้างพลังในพื้นที่ด้วย ระบบกล้องวงจรปิด ตํารวจไม่ต้องไปซื้อมา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปซื้อมาแล้วก็ติดให้ แต่ให้ตํารวจใช้ ก็จะแบ่งเบาภาระงานของท่าน แล้วเป็นหูเป็นตาให้ท่าน
เรื่องที่ ๕ ในเรื่องโครงสร้างใหม่และองค์ประกอบของ กต.ตร. ในแต่ละระดับ ที่ท่านเสนอว่ายุบระดับสถานีให้มีแค่ระดับจังหวัด แต่มีระดับภาคมาแทน ระดับชาติก็เป็น เหมือนเดิม แต่ที่สําคัญที่ได้พูดไปแล้วก็คือไม่ให้มีข้าราชการตํารวจที่มีหน้าที่ ตําแหน่ง ปัจจุบันอยู่ใน กต.ตร. เพราะเป็นเรื่องของการติดตาม ประเมินผล ก็เห็นด้วย แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ท่านขีดวงจํากัดแคบเหลือเกิน เดี๋ยวก็เหมือนกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ หาใครไปไม่ได้ คือท่านบอกว่าจะต้องเป็นตํารวจ นี่ระดับจังหวัดนะครับ เป็นตํารวจตั้งแต่ระดับพลตํารวจตรี ถึงพลตํารวจโท แล้วต้องอายุ ๖๕-๗๐ ปีเท่านั้น แค่นี้ ผมก็ต้องสงสัยแล้วทําไม ๖๑ ปี เป็นไม่ได้ ท่านก็คงคิดว่าเดี๋ยวจะมีบารมี มีกระทบกระทั่งกับคนที่นั่น ให้เกษียณไปนาน ๆ ก่อน พอเกษียณไปนาน ๆ ก็ไม่แน่เขาไม่อยากจะมาก็ได้ มีค่าตอบแทนให้เขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมคิดว่าเกษียณไปสัก ๒ ปีก็น่าจะเป็นได้ อย่างท่านเรืองศักดิ์ที่อภิปราย ตํารวจเขาอยากให้ ไปช่วยเป็นด้วยซ้ําไป ผมว่าน่าจะขยายเป็นสัก ๖๓ ปี แล้วถึง ๗๒ ปี ของ กต.ตร. จังหวัด ไม่ต้องพลตํารวจตรีหรอก เดี๋ยวก็เอาผู้บังคับการจังหวัดเดิมเขม่นกับผู้บังคับการจังหวัดใหม่ อาจจะเป็นระดับพันตํารวจเอก (พิเศษ) ขึ้นไปก็ได้ เป็นรองผู้บังคับการแต่เขามีบ้านอยู่ใน จังหวัดนั้น คือผมคิดว่าท่านจํากัดคุณสมบัติแคบเหลือเกิน แล้วภาคประชาชน กับผู้ทรงคุณวุฒิ ดูจะมีน้อยไปหน่อย ท่านเขียนตอนแรกบอกว่าองค์ประกอบมีข้าราชการประจําเยอะ อันนี้ก็เยอะเหมือนกัน น่าจะมีภาคประชาชน แต่ว่าต้องมีระบบกลั่นกรอง ผมอยากเห็นเป็นแบบปราชญ์ชาวบ้าน หรือคนที่เขาเป็นคอนเซิร์นซิติเซน (Concerned Citizen) อยู่ในพื้นที่จริง ๆ รู้ช่องทางลัดหมด จะมีวิธีไปสรรหาเขามาอย่างไร แต่ไม่ใช่เข้ามาเพื่อจ้องจับผิดตํารวจหรือว่าหาประโยชน์กับตํารวจ ในทางมิชอบ เรื่องอัตรากําลังที่ท่านเสนอมา ก็เห็นใจว่าจ่ายเขาได้แค่ ๑๐๐ บาทต่อวันต่อคน และจ่ายได้แค่ ๗๘๐ คน จาก ๒๐๐,๐๐ คน ก็กําหนดไปเลย ตํารวจบ้าน อาสาจราจร ให้มีได้ เท่านี้ ๔๐ ๓๐ ๒๐ รวมแล้วไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน ขอสตางค์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาช่วย ก็มีข้อคิดเห็นว่าอาสาจราจรมีกฎหมายรองรับ แต่ตํารวจบ้านไม่มีกฎหมายรองรับ ท่านจะ แก้ไขอย่างไรก็น่าจะบอกมาด้วย แล้วที่ท่านจะเสนอตั้งสํานักงาน กต.ตร. มาช่วยด้านธุรการ ก็ไม่ขัดข้อง แต่อย่ากลายเป็นช่องทางให้ตํารวจมาตั้งกองบังคับการใหม่ หรือมาเพิ่มยศใหม่ แล้วดึงกําลังที่ควรจะทํางานบริการประชาชนมาอยู่ใน กต.ตร. นี้ โดยรวมก็เห็นด้วยกับ รายงานของท่าน คิดว่าจะเป็นก้าวหนึ่งแม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้งานปฏิรูปตํารวจไปสู่ จุดหมายที่เราทุกคนหวังไว้ก็คือให้ตํารวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ