อลงกรณ์ เชิญ 'คุรุจิต' ร่วมถกปฏิรูปตำรวจ-พลังงาน ย้ำสร้างความเชื่อมั่น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐

อลงกรณ์ พลบุตร ขอเชิญผู้มีประสบการณ์ทั้งอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคุรุจิต นาครทรรรพ ขึ้นให้ความเห็นในที่ประชุม พร้อมชื่นชมกรรมาธิการที่เสนอแนวทางปฏิรูปตำรวจอย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปรับระบบการทำงานของตำรวจให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน มีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นผ่านการคุ้มครองความปลอดภัย การป้องกันอาชญากรรม และการดูแลเหยื่ออย่างโปร่งใสและจริงใจ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ จริง ๆ ตั้งแต่เช้าผมมา ก็คิดว่าคงไม่อภิปราย แล้วเมื่อสักครู่ผมฟังคณะกรรมาธิการนําเสนอผมก็จะขอไปถอนเรื่อง แต่พอผมฟังต่อมาจากคณะผู้อภิปรายบางท่านก็ได้พูดถึงในภาพรวม ผมจึงขออนุญาต ท่านประธานพูดภาพรวมบ้าง ท่านประธานครับ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการนี้คือ ความชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวกับพยายามปรับเปลี่ยนจากสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งโลกปัจจุบัน เขาอาจจะบอกว่าที่แล้วก็แล้วไป ปัจจุบันเราอยู่กับอะไร แล้วเราจะก้าวเดินไปอย่างไร เขาเน้นสาระตรงนี้ ทีนี้ท่านประธานครับ ปัจจุบันเราอยู่อย่างนี้แล้วจะก้าวเดินไปอย่างไร เมื่อสักครู่หลาย ๆ ท่านพูดเรื่องการปฏิรูปซึ่งจะเป็นต่อไป ก่อนมาประชุมผมก็เจอน้อง ๆ ตํารวจหลาย ๆ คนช่วงวันหยุดและถามว่าได้ยินข่าวปฏิรูปไหม น้อง ๆ เขาก็บอกว่าได้ยินครับ คิดอย่างไร น้อง ๆ บอกว่า พี่ครับ เราจะอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ขอให้หัวใจมีความสุข ความสุขในการทํางานก็คือ ๑. มีเครื่องมือพร้อม อุปกรณ์พร้อมในการทํางาน ๒. ในส่วนของ อุปกรณ์และระบบการทํางานต่าง ๆ ขอให้เชื่อมั่นในระบบได้ บ้านไหนก็ได้ แต่ตื่นขึ้นมาแล้ว ขอให้เชื่อมั่นในระบบ อยู่บ้านดําก็ต้องเชื่อว่าบ้านดําให้ความอบอุ่นกับเราได้ ให้ความเป็นธรรม กับเราได้ ๓. น้อง ๆ เขาก็ถามผมว่าท่านเกษียณแล้วจะให้วิชาอะไรกับน้อง ๆ ได้บ้าง ผมก็ยิ้ม ๆ บอกว่าสิ่งเหล่านี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติมองในเชิงพัฒนาการตลอดแล้วก็ มีความห่วงใยทั้งปัจจุบันและมองถอยหลังกลับไป และที่สําคัญเราพยายามจะมองข้างหน้า เรามองข้างหน้าอย่างไร คือมองข้างหน้าเอาไว้ก่อน แต่ทุกวินาทีนี้บอกว่าเราต้องอยู่ให้ได้ คือพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ชาวบ้านเขาเดือดร้อนมาจะเกิดความเชื่อมั่น ความรัก และความศรัทธาอย่างไร บางครั้งเหมือนกับเป็นกระแส บางครั้งก็เป็นเรื่องจริง บางครั้ง ก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ท่านประธานครับ ผมย้อนมานิดเดียว ที่ผมบอกว่าแล้วเราจะก้าวต่อไป อย่างไร ขอบคุณที่คณะกรรมาธิการได้พูดถึงความคาดหวังไว้ ๗ ข้อ โดยเฉพาะในหน้า ๓๐-๓๑ ดี ชัดเจน แต่ในส่วนที่ผมจะเสริมก็คือหน้า ๓๑ ข้อ ๓.๓.๓ ความคาดหวังคือการป้องกัน และปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญาตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน ที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนอง และเข้าถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตรงนี้ผมก็เห็น เมื่อสักครู่นี้เพราะว่าเอกสารจํานวนมาก ผมเพิ่งได้รับเมื่อสักครู่ก็รีบอ่าน ผมก็มาถึงตรงคําว่า เข้าถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ๘๘ สถานีตํารวจ ๕๐ เขต หรือปริมณฑล ๕ จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี รวมไปถึงรอบนอกปริมณฑลตามแต่สภาพภูมิประเทศ ตรงนี้ทั้งปัจจุบันและอนาคต ถ้าออกไปในระบบสากลเลย งานของตํารวจที่มีซึ่งหลายคนบอกว่ามากอยู่แล้ว หลาย ๆ ท่าน บอกให้จําแนกขึ้นแล้วก็ให้เกิดความชัดเจนขึ้น

- ๗๘/๑ . ในส่วนที่เราคงได้ยินต่อไปว่างานตํารวจในทศวรรษ หรือในทศวรรษ ๑๐ ปีข้างหน้า หรือจะต้องถอยกลับมาแก้ไขตั้งแต่ ๕ ปี เราคงได้ยินเสมอขอใช้ภาษาอังกฤษว่า เสิร์ฟ แอนด์ โพรเทกต์ (Serve and Protect) คือการให้บริการและการคุ้มครอง ความปลอดภัย หรือการคุ้มครองป้องกันความปลอดภัย ซึ่งตรงกับภารกิจหลัก เป้าหมายในข้อ ๓.๓ ที่ผมบอกแล้วว่าอยู่บนหัวใจของประชาชนว่าอยู่บ้านเรา ก่อนจะออกจากบ้านปลอดภัย อยู่ในตรอกซอกซอยไหนก็ปลอดภัย ตรงนี้ท่านประธานครับ ที่คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการดีมากแล้ว ผมส่งเสริมแล้วก็ยินดี แต่ผมจะเสริมว่าข้อนี้ ในการป้องกันการกระทําความผิด รักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งหมดที่ทําจะเห็นหลายท่าน อภิปรายว่ามีการปรับระบบ ปรับคณะกรรมการ ปรับตัวคน ปรับหน้าที่ ขอใช้ว่าฟังก์ชัน (Function) ด้วย ทั้งหลายทั้งมวลเป็นการขับเคลื่อนต่อไป แต่ท่ามกลางการขับเคลื่อน ถ้าเราขยุ้มหรือดูแก่นแกนของมัน จริง ๆ แล้วอยู่ในส่วนของอนุภาคที่อาจจะมองไม่เห็น อยู่ตัวหนึ่งที่เรียกว่าความเชื่อใจ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าทรัสต์ (Trust) ความเชื่อใจ ขยายไปถึงความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ความศรัทธาในสถาบันตํารวจ ซึ่งเมื่อสักครู่ผู้อภิปราย ได้พูดถึง แม้แต่สถาบันที่หล่อหลอมสร้างบุคคลเหล่านี้ขึ้นมาให้เกิดตรงนี้ ให้เกิดความเชื่อใจ ความเชื่อใจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ตรงกับที่คณะกรรมาธิการพูดก็คือต้องมีแนวร่วม จากตัวตน ของความเป็นตํารวจ แล้วก็มีแนวร่วมมาร่วมเดินด้วยแล้ว เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นสนองตอบ ไปยังชาวบ้าน ที่ผ่านมาแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถ้าประเมินดูชาวบ้านมีความเชื่อมั่นขนาดไหน ผมเชื่อว่าท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ตอบในใจได้เลยว่าเชื่อมั่นขนาดไหน เมื่อสักครู่ ตัวแทนตํารวจได้พยายามนําเสนอการแจ้งเหตุข่าวสาร สมมุติว่าท่านอยู่ในซอย มีบ่อน หรือมีการพนัน มีอะไรที่เป็นอิทธิพลอยู่ในซอย ท่านจะแจ้งไปท่านก็หวั่นไหว ก่อนเกษียณ ๑ เดือน ผมทําหน้าที่รอง ผบ.ตร. ป้องกันและปราบปรามแถวบางกะปิ และแถวนั้น ได้แจ้งถึงผมโดยตรงว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้บอกว่าเมื่อวานนี้คุณแม่ได้ไปแจ้งเบาะแส ให้กับแก๊งไอ้อ้วนได้แล้ว ตั้งแต่จับได้กลางคืนก็มาทําการข่มขู่ ก็คือขอให้ทาง ตร. ไปคุ้มครอง ให้ความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นกับตัวใครหรือบ้านใครทุกคนก็จะหวั่นไหว ตรงนี้จะสร้างความอุ่นใจและทําอย่างไรได้ รวมถึงกรณีที่เกิดเหตุแล้ว ไม่ใช่การป้องกัน บางคนก็ไม่ยอมไปแจ้งความ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าภารกิจเหล่านี้เรามีแนวร่วมแล้ว เรามีผู้มาร่วมเดินทางกับเราด้วยแล้ว จริง ๆ ต้องตีกลับมาที่ตัวตํารวจ ตัวพี่น้องเราเอง ตัวเราเอง อย่างพวกผมที่เกษียณไปแล้วก็ต้องตั้งหลักดี ๆ แม้ว่าจะยาก จะช้า ก็ต้อง ซ้ําแล้วซ้ําเล่า ก็คือสร้างความเชื่อใจให้ได้ เช่นคณะกรรมาธิการอาจจะทําสถานีทดลอง ต้องทดลองซ้ําอีก สมมุติถนนสายบางซื่อ ถ้าเกิดอุปกรณ์พร้อม ระบบพร้อม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ดูสิว่าจะดีขึ้นไหม เพราะธรรมชาติของงานตํารวจนั้นบางครั้งเป็นงานที่อยู่กับ สิ่งที่เป็นอบายมุข หรือเป็นสิ่งที่ดํา ๆ เทา ๆ มืด ๆ แล้วมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้น ตัวตํารวจเองเป็นคนแรกที่ต้องเข้าไปจัดการอันนี้ และคนที่ร้องขอรอความช่วยเหลือ และกังวลก็คือประชาชนทั่วไปว่าตรงนี้จะทําอย่างไร แล้วตํารวจทําไม่ได้ ถึงจุดนั้นก็จะเป็น จุดหนึ่งที่ความเชื่อใจไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน จริง ๆ แล้วเราเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบ ตรวจสอบมาก ทั้งเป็นคณะ ตัวบุคคล และระบบ แม้จะเป็นระบบทางราชการ หรือกึ่งราชการ หรือระบบเอกชนก็ตาม ประเทศไทยเราจะมีระบบตรวจสอบมาก เท่าที่ผมศึกษาดู เราจะสร้างระบบตรวจสอบขึ้นเรื่อย ๆ กลไกในการตรวจสอบขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ หลายประเทศเขาผ่อนคลาย คือระบบตรวจสอบต้องน้อยลง การพัฒนาเพิ่มขึ้น มิฉะนั้น ก็จะเป็นเงาตามตัว สรุปนะครับท่านประธาน จากความศรัทธาและความเชื่อมั่นในข้อนี้ เป้าประสงค์นี้ ส่วนหนึ่งที่จะฝากไว้คือหันไปยังหลักพื้นฐาน สิทธิพื้นฐานของประชาชน ของชาวบ้าน โดยเฉพาะเหยื่ออาชญากรรมต่าง ๆ ที่ถูกกระทํา หรือคาดว่าอาจจะถูกกระทํา ด้วยความหวาดหวั่น ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษที่เราศึกษาวิจัยมา เราจะพบว่าเบสิก พรินซิเพิล ฟอร์ วิกทิม ออฟ ไครม์ (Basic principle for victim of crime) พื้นฐานหลัก ของเหยื่อหรือผู้ที่ถูกกระทําพึงจะได้รับการเหลียวแล ดูแลอย่างใกล้ชิด จริงใจที่สุด แล้วก็ เต็มที่ที่สุด กราบขอบคุณท่านประธานครับ

เหลืออีก ๒ ท่านที่แสดงความจํานง ท่านต่อไป ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ