กษิต ภิรมย์ หารือปัญหาความไม่สมดุลในการจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคง ที่แม้รัฐจะส่งเสริมเทคโนโลยีการสื่อสารแต่ยังขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐาน เช่น ป้อมตำรวจ ยานพาหนะ และอาวุธ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาความสงบ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาอาชญากรรมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ก่อเหตุขี่มอเตอร์ไซค์ เน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นหน่วยงานที่พิทักษ์ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเสนอการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจากประชาชนล้วน ๆ การให้สภาท้องถิ่นมีสิทธิเรียกตำรวจมาชี้แจง รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อดูแลภัยพิบัติและผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการศึกษาและการทำงานของตำรวจใหม่เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมขอเริ่มต้นจากเรื่องสุดท้ายที่คณะกรรมาธิการได้เสนอให้เราทราบนะครับ คือการใช้ระบบโทรศัพท์มือถือดิจิทัลในการที่จะบริการประชาชน แล้วแถมยังได้เห็นภาพ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ด้วย แต่อยากให้คิดอย่างนี้ว่าเป็นเรื่องของการที่จะเข้าไป แก้ปัญหาเมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว มีอุบัติเหตุหรืออะไรสักอย่างหนึ่งก็โทรศัพท์ไปที่ตํารวจ ตํารวจก็วิ่งมาเพื่อจะมาควบคุม ดูแล แก้ปัญหา แต่ว่าประเด็นของผมคือเราต้องมีหน้าที่ ในการที่จะป้องกันไม่ให้มีเหตุมากกว่า ปัญหาโลกแตกก็คือว่าเมื่อสักครู่ท่านนิกร จํานง ก็พูดไว้แล้วว่าไปที่สถานีตํารวจก็รถจักรยานยนต์ไม่พร้อม ไม่มีค่าน้ํามัน ตํารวจส่วนใหญ่ ก็ต้องซื้อปืนพกป้องกันตนเองเพื่อจะทําหน้าที่ แล้วป้อมยามก็ไม่มี ขณะที่เราก็จัมป์ (Jump) ไป ๔.๐ คือจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อกับประชาชน หรือให้ประชาชนติดต่อได้ ก็ไม่ห้ามในการที่จะมีโทรศัพท์มือถือมีระบบ แต่ผมคิดว่าคงใช้เงินหลายสิบล้านบาท แต่ว่าเรื่องพื้นฐานเรื่องเบสิก (Basic) ของการมีป้อมยาม มีรถตํารวจลาดตระเวน ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เพราะว่าเมื่อ ๓ อาทิตย์ที่แล้วใกล้ ๆ บ้านผมที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงการคลัง ก็มีแก๊งของรถตุ๊กตุ๊กชิงถนนค้าขายกันก็ขนดาบกันมาจะฆ่ากันตาย ผู้หวังดีโทรศัพท์ไปก็ไม่มีตํารวจโผล่มา เมื่อมาถึงก็กระจัดกระจายกันไปแล้ว เรื่องก็จบกันแค่นั้น ไม่มีการติดตามต่อว่าใครเป็นหัวหน้าแก๊งรถตุ๊กตุ๊ก แล้วระหว่างแก๊งไหนกับแก๊งไหนต่าง ๆ ประชาชนที่อยู่แถวนั้น
- ๗๓/๑ คนที่มารับประทานอาหาร มาท่องเที่ยวในบริเวณนั้นก็ตกใจว่าสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วระบบที่ว่าไว้ก็มาแก้เหตุทีหลัง แต่ผมต้องการให้มีการป้องกันก่อน คือระหว่างถนน หรือซอยราชครูไปจนถึงประดิพัทธ์ ๖-๗ ซอยทะลุกันได้หมด แล้วระหว่างถนนทางพระราม ๖ คลองประปามาที่ถนนพหลโยธิน แล้วบางส่วนก็ไปที่วิภาวดีมันติดต่อกันได้ แต่ว่าตอน กลางคืนก็จะมีเยาวชนขี่มอเตอร์ไซค์ฉกชิงวิ่งราวกันบ้าง กลางวันแสก ๆ ก็เอา ถามว่าตํารวจ ไปไหน อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องตอบก่อน ไม่อย่างนั้นบางทีเราไปดูในสิ่งที่สวยงามของโลก ๔.๐ แต่ว่าประเทศไทยก็จะมีเรื่องประเด็นปัญหาเรื่องพื้นฐานก่อน และผมขอทราบว่าใช้งบ เท่าไร การที่จะวางระบบมือถือต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เอางบอันนั้นมาสร้างความพร้อมเติมให้เต็ม กับทุกสถานีตํารวจ อย่างน้อยในกรุงเทพมหานครหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง ส่วนอันที่ ๒ กลับมาที่ภาพใหญ่ ผมเองก็ได้คัดค้านวิธีการที่จะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติมาตั้งแต่ สปท. ได้เริ่ม ท่านก็บอกว่ามี ๙ ประเด็นเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ว่างมา คล้าย ๆ กับเด็กเล่น เอาแท่ง ๔ แท่ง ๙ แท่งมาแล้วก็ต่อเพื่อจะเติมให้เต็ม ผมอยากจะดูภาพรวมก่อนว่า ทางกรรมาธิการมีความคิดอ่านอย่างไรในเรื่องจะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และต้องทํา โดยไม่ต้องไปเกรงอกเกรงใจสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือที่ทางฝ่ายรัฐบาลจะทํามา แล้วเราก็ได้พูดกันว่าในการปฏิรูปเป็นเรื่องของการกระจายอํานาจเป็นหัวใจ ว่าจะเอางาน แท้ ๆ อยู่สํานักตํารวจแห่งชาติดังที่อารยประเทศเขาทํากันกี่งาน สันติบาล ปราบปราม มีเป็นแบบเอฟบีไอ (FBI) ของสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ส่วนที่เหลือที่ดูแลทุกข์สุขประจําวัน เป็นผู้พิทักษ์ราษฎรนั้นก็โอนไปให้ท้องถิ่นไปที่สถานี ตํารวจชายแดน ตํารวจน้ํา ผมก็ได้เสนอ ให้ตั้งกระบวนการชายแดน เรื่องความมั่นคงชายแดนไปรวมกับศุลกากร ตม. แล้วก็อาจจะ อยู่เป็นทบวงหนึ่งในกํากับของกระทรวงกลาโหม ผมก็ได้พูดไว้ด้วยว่าโรงเรียนนายร้อย ตํารวจสามพรานนั้นจะผลิตนิสิตออกมาเพื่อให้เป็นนายทหารหรือจะเป็นผู้พิทักษ์ราษฎร และภายในกรอบของโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพรานนั้นให้มีโรงเรียนเฉพาะทาง เรื่องนิติเวช เรื่องสอบสวน สืบสวนอะไรต่าง ๆ เป็นสเปเชียลไลซ์ (Specialize) โรงเรียน เฉพาะทาง ฝึกสัก ๒ ปีก็เป็นการเพียงพอ ต่าง ๆ เหล่านี้เราถึงจะพูดกันว่าเป็นเรื่องของ การปฏิรูป แล้วก็จะเปลี่ยนสภาพของการที่มีนายตํารวจออกมาแล้วมีความเป็นนายทหาร ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศมากกว่า อันนี้เราต้องพูดกันตรงไปตรงมาเพื่อจะได้ให้ ตํารวจนั้นเป็นผู้ที่ใกล้ชิดแล้วก็เป็นคนของประชาชน อันนี้ในภาพรวมเสียก่อนว่าอะไร เป็นอะไร ทีนี้กลับมาประเด็นที่เสนอมี ๒ เรื่องเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม คือตรวจสอบ การทํางานของตํารวจ กับอันที่ ๒ มาร่วมมือกับตํารวจในการที่จะช่วยจรรโลงความสงบ ความเจริญก้าวหน้าของสังคม
ในส่วนของการตรวจสอบต้องขอเตือนพวกเรากันเองครับ โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการผ่านทางท่านประธาน เรามีรัฐสภานะครับ เราจะกลับไปมีรัฐสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นรัฐสภาโดยกรรมาธิการหนึ่งใดมีสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะ เชิญผู้บริหาร ผู้บังคับการตํารวจทุกระดับมาปรากฏตัวที่สภาเพื่อมาชี้แจงการทํางาน เพราะฉะนั้นองค์กรสําคัญที่สุดที่เราต้องไม่ลืมก็คือองค์กรที่เรียกว่า รัฐสภา อันที่ ๒ ทําไม สภาเทศบาล สภา อบต. ระดับตําบล หรือจังหวัดถึงจะเชิญผู้บังคับการต่าง ๆ ของตํารวจ มาชี้แจงไม่ได้ เพราะเขาก็มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเป็นองค์กรตรวจสอบอันที่ ๒ อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ และโดยทั่ว ๆ ไปในหลาย ๆ ประเทศเขาจะมีสภาประชาชนที่จะตรวจสอบ การดําเนินงานของตํารวจ จะเป็นระดับจังหวัด หรือจะเป็นระดับอําเภอก็ได้ ผมคิดว่า ควรจะเป็นอย่างนี้ และไม่ใช่เป็นแบบคณะกรรมการที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมาว่า ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ ต้องไม่มีข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ แม้แต่คนเดียว ต้องเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการทํางานของตํารวจในระดับประชาชน และเป็นประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นท่านก็ว่ากันเองอย่างนี้ก็เกิดเกรงอกเกรงใจกัน ไม่ใช่ ผมไม่เห็นด้วย อันนี้ก็ได้พูดไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพของสภาสื่อวิชาชีพ ที่มีการใช้คําภาษาอังกฤษว่าโคเรกูเลเตอร์ (Co-regulator) มีข้าราชการเข้ามานั่งด้วย แล้วก็มีภาควิชาชีพหรือเอกชน ถ้าเผื่อจะให้ประชาชนตรวจสอบการทํางานของตํารวจในระดับต่าง ๆ ก็ต้องมีคณะกรรมการ ภาคประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้โปร่งใส ชัดเจน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกแล้วว่า ข้างในของตํารวจก็มีจเรตํารวจ จะมีคณะกรรมการภายใน เอาอดีตข้าราชการตํารวจ มาตรวจสอบกันเองก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบภายใน แต่ข้างนอกต้องเป็นของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ การทํางานร่วมกัน อันนี้ผมยอมได้ว่าให้มีคณะกรรมการร่วม ระหว่างตํารวจที่ประจําการหรืออดีตครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งควรจะเป็นผู้แทนขององค์กร ภาคประชาสังคม จะเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แม้กระทั่งสภากาชาด แล้วก็ไล่ลงไป องค์กร ภาคประชาสังคมมีเยอะแยะ แต่ว่าเขาต้องมาในนามขององค์กร ของมูลนิธิ หรือสมาคม เพื่อประโยชน์ของสังคมแล้วก็ทํางานร่วมกัน จะดูแลเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็ว่ากันไป จะดูแลคนชราก็ว่ากันไป อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถที่จะกําหนดภารกิจได้ โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งคนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะ แต่ให้เป็นการร่วมมือกันในการที่จะช่วยงาน ของตํารวจผ่านทางองค์กรภาคประชาสังคมหรือว่าภาคประชาชนเป็นสําคัญ ในการนี้ เรื่องของการจัดสรรงบประมาณต้องแน่ชัดว่าปีหนึ่งจะหักมาจากงบประมาณของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติมากน้อยแค่ไหน หรือว่าจะขอโดยตรงจากสภาจังหวัด หรือจะขอ โดยตรงจากรัฐสภา เพราะเป็นการร่วมมือกับประชาชน ในเมื่อเขาอาสาผ่านองค์กรของ ภาคประชาชนเข้ามาในการที่จะช่วยกันรักษาความสงบแล้วก็ความผาสุกของประชาชน เป็นสําคัญ
ประเด็นสุดท้าย ขอย้ําอีกทีหนึ่งว่าตราบใดที่กระผมยังไม่เห็นภาพรวมว่า ทิศทางของการที่จะปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปทางไหน ไม่อย่างนั้นเราก็เสนอเข้ามา ทีละเรื่อง เราก็เห็นทีละส่วน แต่ไม่ได้เห็นภาพรวม เราจะต้องให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นผู้พิทักษ์ราษฎร เป็นคนของประชาชน อันนี้เป็นหัวใจของเรื่อง แล้วสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม การรักษากฎหมายเป็นเรื่องที่สําคัญ จะทําอย่างไร ผู้ที่รักษากฎหมายจะต้องรักษากฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่อย่างนั้นเสียงลือ เสียงเล่าอ้าง เสียงติ ด่าทอกันมากมายในเรื่องความไม่ใสสะอาด อันนี้เป็นเรื่องที่เรา ต้องมาร่วมกันพิจารณาแล้วก็ทําให้ตํารวจเป็นของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็น จุดเริ่มต้นของการที่จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทุกระดับ ทุกคดีต้องวิ่งเต้นไม่ได้ ทุกคดีต้องไปอย่างรวดเร็ว แล้วจะต้องไม่มีอิทธิพลใด ๆ เข้ามา นี่คือศักดิ์ศรีของตํารวจแห่งชาติ ผมพูดอันนี้ไม่ใช่มาวิพากษ์วิจารณ์ ทางครอบครัวภรรยาผมอธิบดีกรมตํารวจเก่านะครับ ญาติพี่น้องก็เยอะแยะ ก็อยากจะเห็นตํารวจที่มีศักดิ์ศรีด้วย ก็มีส่วนได้ส่วนเสียในนี้อย่างน้อย ก็ในนามของครอบครัว แล้วก็แทบจะเป็นเวลาครั้งสุดท้ายของประเทศไทยที่เราจะทําให้ นายตํารวจเป็นผู้พิทักษ์ราษฎร และเป็นผู้ที่เราอยากจะกราบไหว้กันทุกคน ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน