นิกร จํานง หารือประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจและการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยเสนอให้ปรับระบบตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกให้มีประสิทธิภาพ เสริมกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ตอบสนองได้จริง พร้อมเน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นร่วมดูแลความมั่นคงอย่างเหมาะสมโดยไม่ยึดอำนาจแต่งตั้ง และตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายจากความขัดแย้งในการปรับโครงสร้าง ข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ รวมถึงบทบาทของ กต.ตร. ที่อาจสูญเสียแรงจูงใจหากถูกรวมเข้าสู่ระบบราชการอย่างเป็นทางการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการของตํารวจนี้ ผมเองได้เคยอภิปรายไว้บ้างแล้วเดิมตอนที่เข้า ก็ทุกครั้งที่เข้านะครับ มีความสนใจเรื่องนี้ อยู่มากเพราะเคยทําการศึกษาเรื่องตํารวจ ลงรายละเอียดมาในปัญหาเชิงโครงสร้าง และการวินิจฉัยสั่งการ ต่อประเด็นนี้เองผมมองว่าเบื้องต้นผมสนับสนุนมากในการปฏิรูป ที่จริงก็สนับสนุนมาตลอดทางนั่นละ เพราะถือว่าตํารวจคงจะเป็นความปลอดภัยต่อความรู้สึก ของประชาชน ไม่อย่างนั้นตอนเราเล็ก ๆ เวลาหนังจะจบท่านประธานคงจําได้ว่าจะมีตํารวจ ออกมาคือหนังจบแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ตํารวจมาแล้วหนังยังต่อยาวไปอีกเยอะ แสดงว่าตํารวจ เป็นคนดีออกมาตอนจบเพื่อจะแก้ปัญหา ประเด็นเรื่องนี้ผมเห็นปัญหาอยู่ ๓ มิติที่อยากจะ นําเสนอ
ประเด็นแรก ก็คือเกี่ยวกับเรื่องคณะกรรมการตรวจสอบและติดตาม การบริหารงานตํารวจตามที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ เบื้องต้น ๑๐ กว่าปีแล้วเรามองว่าเป็นปัญหา คาบเกี่ยวเชิงนโยบาย มีซ้อน ๒ อย่างในนั้น ๑. ความร่วมมือ ๒. การตรวจสอบ ทีนี้พอผ่านมา ระยะหนึ่ง จริง ๆ ๑๐ กว่าปีแล้ว ออกชัด ๆ ก็ปี ๒๕๔๙ นี่ปี ๒๕๖๐ ๑๑ ปีแล้ว ประเด็น ที่สําคัญก็คือสิ่งที่ผมยังดีใจว่าที่ท่านไม่เอาออกไป คือปัญหาการคาบเกี่ยวการมีส่วนร่วม ของประชาชนกับการตรวจสอบ ปัญหาในเชิงนโยบายคือเราไปรวมกันแล้วรวมไม่ได้ เหมือนน้ํากับน้ํามันเขย่ากันอย่างไร พอวางมันก็แยกมาตลอด เพราะฉะนั้น ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา การตรวจสอบเลยไม่มี น่าสนใจมาก แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่งส่วนของประชาชนเอง ที่มามีส่วนร่วมคือไปได้ดีมากเลย เท่าที่ผมไปสังเกต เรามีตํารวจบ้าน เราอาศัยพี่น้องประชาชน มาแล้วคนไทยก็ชอบที่จะติดเหรียญติดตราอยู่ด้วยแล้วก็ได้มาช่วยเหลือนี่ดีมาก ผมมีส่วนสัมผัส อยู่หลาย ๆ แห่งก็เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดีเป็นหูเป็นตา ภาคใต้เดิมที่ท่านวางโครงสร้างในอดีต มามีส่วนช่วยอยู่มาก ตอนหลังมันแยกออกไป แล้วก็หูตาคล้าย ๆ ว่าเหมือนจะมองไม่เห็น ก็เลยมีปัญหาเยอะ อันนั้นประเด็นหนึ่ง ที่ท่านยืนไว้นี้ผมเห็นด้วยมากในส่วนประชาชน ไม่ไปแตะ ไม่ยกเลิก แต่ยังมีปัญหาตอนปลายนิดหนึ่ง ส่วนการปกครองท้องถิ่นตรงนี้ อยากให้ขยายมาก แตะเข้าไปก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าเทศบาลนครใหญ่ สมมุติในอําเภอหาดใหญ่ มีคนเป็นจํานวนมาก มีปัญหามาก ผมชอบยกตัวอย่างพัทยา เพราะพัทยาเป็นเมืองพิเศษ พัทยาเป็นเมืองที่ไม่นอนเหมือนลาสเวกัส เราใช้กําลังตํารวจเท่าไรที่จะต้องดูแล เราต้อง ดึงตํารวจไปเป็นจํานวนมาก ดังนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้การเอาเงินงบประมาณไปใช้เหมือน เอาเปรียบตรงอื่น แต่ถ้าหากว่าเราให้ไปตามมีตามเกิดเท่าที่มี กําลังตํารวจไม่พอก็เกิดภัยขึ้น มากมาย มีมาเฟีย (Mafia) มากมาย ตรงนี้ท้องถิ่นจะต้องมาช่วยกันดูแล แต่ผมไม่เห็นด้วยว่า ท้องถิ่นเข้ามามีอํานาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย กลายเป็นเหมือนกับว่าเราไปติดอํานาจขึ้น จะเกิดอีกมิติหนึ่งขึ้นมา ท้องถิ่นตรงนี้ไม่ได้เข้ามาช่วยโดยการขอร้อง แต่เป็นการช่วยว่า มาดูแลร่วมกัน เหมือนอย่างตํารวจทางหลวงกระทรวงคมนาคมเป็นคนดูแล แต่ช่วยดูแลงาน ให้ทางหลวง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นลักษณะของการร้องขอ แต่ว่าเป็นการร่วมกัน ไม่อย่างนั้น เงินภาษีที่ได้จากเมืองใหญ่ ๆ ขนาดนั้นเขามีภาษีพอ ตรงนี้สามารถเหมือนต่างประเทศได้ ที่ว่าส่วนมากจะเป็นโลคัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Local Government) เป็นคนดูแลตํารวจ ดังนั้นเราอาจจะไปไม่ถึงจุดนั้น ตรงนี้ต้องมีการพัฒนากันเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนหนึ่ง ท้องถิ่นซึ่งเติบโตขึ้นมาต้องรับผิดชอบบางส่วน ไม่ต้องมีตํารวจของตัวเองหรอก แต่ว่ามาร่วมกัน อย่างไร
ประเด็นเรื่องการตรวจสอบการบริหารงานตํารวจผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าการตรวจสอบถ้าอย่างนั้นต้องรื้อใหม่ตามที่ท่านเสนอรื้อนี่ละ ให้มีอํานาจขึ้นมาว่า ในการตรวจสอบควรจะมีระบบอย่างไร แต่เรื่องสําคัญในปัญหานี้มันจะนําไปสู่การร้องเรียน การร้องเรียนจะเป็นตัวชี้เหมือนเป็นตัวปรอทวัด ระบบการร้องเรียน ระบบที่มีการทําเป็น แผนงานว่ามีการร้องเรียนกันชนิดไหน ทําเมื่อไร ส่งที่ไหน อย่างไร ที่ท่านเสนอรื้อมาเป็น เรื่องดีอยู่แล้ว แต่ตรงนี้เหมือนมาเริ่มงานกันใหม่หลังจาก ๑๐ ปีแล้ว แต่เริ่มก็ไม่สายนะครับ เพียงแต่ว่ามีประเด็นอยู่นิดหนึ่งคือ การคาบเกี่ยวกับจเรตํารวจ คือจเรเป็นการตรวจสอบภายในอยู่แล้ว ผมได้มีโอกาสคุยกับ ท่านประธานอนุกรรมาธิการว่างานตรงนี้ ๒ อย่างไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบ จากภายนอกคือกลไกของท่านที่วางขึ้นมาใหม่ จากภายในคือเอาต์ไซด์อิน (Outside in) มาจากข้างนอก คือกลไกนี้ แต่อินไซด์เอาต์ (Inside out) คือตรวจจากข้างในออกมา คือจเรตํารวจที่ไปตรวจกันตามระบบตรงนี้ การดีไซน์ (Design) ความเชื่อมโยงกันของ การตรวจสอบบางทีอาจจะร้องเรียนไป และเมื่อเข้าไปตรวจสอบแต่ว่าโดยอํานาจมีไม่เต็ม แต่จเรจะเป็นตัวตอบสนอง คือถ้าเรากดดันทั้งนอกทั้งในผมเข้าใจว่าจะดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืม ตรงนี้ว่าเรามีหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้วคือจเรตํารวจ จะทําอย่างไรกับการเชื่อมต่อตรงนี้ ส่วนต่อมาก็คือผลในการร้องทุกข์จะเป็นตัววัดเลย ดังนั้นการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ของประชาชนเมื่อมีการประเมินผลในการปฏิบัติตามขึ้นมาเราสามารถนําเสนอไปที่ไหน แล้วมีผลออกมาเป็นรูปธรรมจริงไหม เพราะประชาชนที่ร้องเรียนมาเขาต้องการ การตอบสนองที่ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีการตอบสนองงานนี้ก็ไม่ได้ผล นี่เป็นเรื่องการตรวจสอบ ที่ผมคิดว่าท่านเริ่มจะมีการแยกเป็น ๒ ส่วนชัด ๆ ส่วนนี้เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมโดยเอกชน โดยประชาชนเอง ชุมชน ท้องถิ่นชัดเจนไป ส่วนนี้คือการตรวจสอบก็อีกด้านก็ให้ชัดเสียเลย มีโครงสร้างที่ชัด ดีไซน์ (Design) ใหม่เลย เห็นด้วยว่าควรจะมีแต่ว่าสัมพันธ์กับจเร
ส่วนที่ ๒ เรื่องโครงสร้าง ผมมีปัญหาเรื่องโครงสร้างเล็กน้อย ก็คือจริง ๆ เยอะ ไม่ใช่เล็กน้อย เดิมเรียกว่ากลไกนี้มีทุกหัวระแหง มีทั้งนครบาล มีทั้ง สน. เป็น น. ๑ น. ๒ น. ๓ น. ๔ ไปจังหวัดต่าง ๆ มี ที่ไหนมี แต่พอรวมมาเป็นภาคเป็นอะไรเราเล็กสุด เท่ากับเราดาวน์ไซซิง (Downsizing) ลงมาก แล้วหน่วยงานตรงนี้ที่มาเกี่ยวข้องก็คือหน่วย ที่เราจะมาดูแลก็คือหน่วยอาสาสมัคร จากเดิมเป็นแสนมีอยู่เยอะกระจายเต็มหมดเราก็บีบลงมา ปัญหาตรงนี้คือลองแฮนด์ (Longhand) เรากําลังเซนทรัลไลซ์ (Centralize) อีกแล้ว ในการตรวจสอบ ฉะนั้นการกระจายตัวแล้วกระจัดกระจายออกไปคอยดูแลชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) ใกล้ ๆ จะดูชัดกว่าไหม หรือว่าจะดูจากไกล ๆ ดูจากนครบาลแห่งเดียวเลย ใน ๓ จังหวัดดูจากแห่งเดียวเลย หรือกระจายกันออกไปเหมือนเดิม ผมมองว่าตรงนี้ในเมื่อ การมีส่วนร่วมเน็ตเวิร์กกิง (Networking) ที่กระจายออกไปเป็นโครงข่ายยิ่งละเอียดจะยิ่งดี แต่เราไปรวบปลายอีกที แต่ว่าเท่ากับลดลงเป็นจํานวนมาก ผมอยากให้พิจารณาตรงนี้ว่า จะเป็นอย่างไร ผมมองว่าจะมีผลลบในการดีไซน์ (Design) ขึ้นมาใหม่จากเดิม วิธีการแยกดี แต่การยุบลงมาให้เล็กลงผมเห็นว่าจะมีปัญหา อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องเชิงอํานาจ เมื่อสักครู่ เชิงนโยบายแล้ว เชิงโครงสร้างแล้ว เชิงอํานาจ อันนี้ผมไม่ใช่ท้าทายอะไรท่าน แต่ว่าที่เรา กําลังเสนอตรงนี้จะไปอยู่ส่วนไหน การปฏิรูปตํารวจตามรัฐธรรมนูญ คืออํานาจของ คณะกรรมาธิการในการทําเรื่องนี้เสนอขึ้นไปขณะที่กําลังมีปฏิรูปตํารวจตามรัฐธรรมนูญอยู่ เราไม่รู้ว่าตรงนั้นเขาจะปฏิรูปไปทางไหน ปฏิรูปอะไร อย่างไร แล้วจะมาเกี่ยวกับส่วนนี้บ้างไหม เพราะฉะนั้นคําถามผมก็คือว่าในเชิงอํานาจเมื่อเขาจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ดูแลเรื่องปฏิรูปตํารวจทั้งหมด เรื่องนี้จะไปอยู่ส่วนไหนของส่วนนั้น ผมแค่ถาม แต่ถ้าเรา เตรียมไว้เสร็จแล้วทําเป็นแพ็กเกจ (Package) คุณไม่ต้องไปคิด เราคิดให้เสร็จแล้วไปวาง แล้วเดินได้เลยก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ว่าตรงนั้นปัญหาในเชิงอํานาจก็คืออํานาจจริงไม่ได้อยู่ที่สภานี้ ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลนี้ แต่อยู่ที่การปฏิรูปตํารวจตามรัฐธรรมนูญต่างหาก เพราะฉะนั้นอยากให้ พิจารณาตรงนี้อีกส่วนหนึ่งว่านั่นคือข้อเท็จจริง
สุดท้าย ปัญหาในเชิงธรรมชาติหรือปัญหาของโลกที่เป็นจริง มีคําแหย่ ๆ กัน อยู่ว่า ก.ตร. เราพิจารณาดูว่า ๑๐ ปีอยู่มาได้อย่างไรไม่มีเรื่องร้องเรียนน่าแปลก แต่ถ้าเรา ลงไปข้างในผมก็สนิทกับหลาย ๆ แห่ง กต.ตร. เขาบอกว่าเขาตายตํารวจรอด เขาแซวกันเล่น หมายความว่าเป็นกลไกที่เราไปเอาบุคคลเข้าดูแลตรงนี้ ที่สําคัญคือตํารวจเป็นหน่วยงาน ที่ผมเองอยากจะเรียนว่าขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง คนก็ไม่มี ทํางาน ๒๔ ชั่วโมง รถก็ไม่มี รถที่มีก็รถไม่ดี มีรถไม่มีน้ํามันอีก คือทุกอย่างปากกัดตีนถีบตลอด ดังนั้นการได้ กต.ตร. เข้ามาช่วยเหมือนเป็นที่พิงของเขา คือว่าไปตามมีตามเกิด บริหารงานในสภาวะขาดแคลน เขามาช่วยเหลือบ้าง ออกไปตรวจกันตั้งด่าน เขาเอาข้าวห่อไปให้บ้าง เพราะฉะนั้นการตั้งตรงนี้ มาเพื่อช่วยนอกระบบ เราไม่ได้พูดถึงว่ามาช่วยในลักษณะที่เป็นผลประโยชน์อะไร เพียงแต่ เขาอยากจะมาช่วยเป็นลักษณะแบบนี้ ทีนี้พอเรารวมเข้ามาท่านก็บอกแล้วงบประมาณไม่มี พอรวมเข้ามาอาสาสมัครเราก็ต้องดูแลเอง ใช่ไหมครับ ปัญหาคือส่วนที่เป็นส่วนพิเศษในโลกแห่งความเป็นจริงตรงนี้ที่ว่าตํารวจพิงอยู่กับ วงการข้างนอกที่เขาคอยช่วยกันอยู่พอประคับประคองกันไปได้ ช่วยน้ํามันบ้าง ช่วยอะไรบ้าง เพื่อให้ดํารงอยู่ได้ พอเราปฏิรูปแล้วมีอะไรไปแทนตรงนี้บ้าง ถ้าไม่มีมันจะฟรีซ (Freeze) เลย เพราะว่าขาดสิ่งที่ไม่ได้มาจากงบประมาณ ไม่ได้มาจากคน คนก็ขอช่วย เขามีอาสาสมัครแล้ว เราก็ลดลงเหลือแค่นี้ขยายไปก็ไม่ได้ แล้วก็ลดจํานวนลง ประเด็นตรงนี้จะทําอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งเป็นเรื่องจะเรียกว่าว่าอยู่ดิเลมมา (Dilemma) อยู่กลางเขาควาย ท่านประธาน ผมขอเวลาอีกสัก ๑ นาที ประธานเองเดิมเรามาคิดดูว่าถ้าจะเอาเอกชนมาก็ดี ใช่ไหม แต่กลัวว่าจะมาติดดาบที่นี่ โดยเฉพาะท่านยิ่งทําเป็นโครงใหญ่เข้ามามากเท่าไร อํานาจจะยิ่งมาก อํานาจยิ่งมากไม่ว่าใครอํานาจอยู่ใกล้ ๆ แล้วอํานาจมันกินทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ คนเกษียณ ประเด็นคือถ้าเอาเอกชนมาเป็นประธานก็ดี เอกชนอาจจะมีอํานาจบ้างแต่ที่สําคัญ ไม่รู้กลไกตํารวจ การไม่รู้เป็นเรื่องดีด้านหนึ่ง ไม่ดีด้านหนึ่ง ไม่รู้ก็จะได้เดินไปมองประชาชน เป็นหลัก แต่พอไม่รู้ก็ไม่สามารถจัดการได้ ตรวจสอบไม่ได้ เอาคนรู้เข้ามา ๖๕ ปี มีปัญหา อีกด้านหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาเชิงดิเลมมา (Dilemma) หรือปัญหา อยู่ระหว่างเขาควาย ซ้ายก็โดน ขวาก็โดน ท่านก็เปลี่ยนมาขนาดนี้ ก็คือเอาตํารวจที่เกษียณมา ๖๕ ปีขึ้นไปแล้วมาอยู่ก็เป็นเรื่องดี เพราะเป็นสังคมที่ถือว่ายังมีอายุที่ทํางานกันได้อยู่ แต่ปัญหาตรงนี้ในการที่จะไปเพิ่มอํานาจขึ้นมาแล้วเซตอัป (Set up) อํานาจขึ้นมา เพราะลูกน้องมีเยอะ เขาเข้าใจกลไกตรงนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้กลายเป็นอํานาจใหม่ที่รัฐเข้าไป ดูแลเต็มที่ไม่ได้เพราะไม่มีวินัย มันเหมือนหลุดกึ่งประชาชนกึ่งรัฐอยู่ตรงนี้ ปัญหาใหม่ตรงนี้ ท่านจะทําอย่างไร นี่เป็นปัญหาที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วก็นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ มีประเด็นที่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง มีปัญหาในเชิงทั้งโครงสร้าง ทั้งเชิงอํานาจอะไรต่าง ๆ ที่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตเท่านั้นเอง ขอบคุณครับ