พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจภายใต้กรอบการปฏิรูปประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของโครงสร้างคณะกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจที่มีข้าราชการในสายบังคับบัญชาร่วมตรวจสอบตนเอง จนเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และขาดประสิทธิภาพ พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงองค์ประกอบและโครงสร้างของ กต.ตร. และ ก.ต.ช. ให้เน้นบทบาทของภาคประชาชนและข้าราชการพลเรือนมากขึ้น เปลี่ยนการแต่งตั้งประธาน กต.ตร. เป็นอดีตข้าราชการตำรวจที่เกษียณไปแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมถึงการจัดตั้ง กต.ตร. ใหม่ในระดับกองบังคับการและกองบัญชาการเพื่อให้การตรวจสอบติดตามและประเมินผลเป็นระบบเดียวกัน มีประสิทธิภาพ และสามารถรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้ปรับลดจำนวนสำนักงาน กต.ตร. เหลือ 90 แห่งเพื่อลดการสิ้นเปลืองงบประมาณ และใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงานแทนการจ้างบุคคลภายนอก รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมการใน ก.ต.ช. เพื่อช่วยกลั่นกรองและประเมินผลการดำเนินงานแทนการให้กรรมการระดับสูงรับผิดชอบทั้งหมดโดยตรง อันมีข้อจำกัดด้านเวลาและศักยภาพในการกำกับดูแลอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทุกท่าน กระผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตรายงานผลการศึกษา เรื่อง “การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ” เนื้อหาประเด็น ผลการศึกษาทั้งหมดท่านประธานได้สรุปเข้าใจง่าย ๆ ไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นผมอยากจะนําเรียนเพิ่มเติมดังนี้
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อยากจะเท้าความไปถึงหลักคิด ของการบริหารประเทศโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการบริหารของประเทศนั้น เป็นหลักคิดที่เริ่มมีมาใช้เมื่อประมาณสัก ๒๐ กว่าปีก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าทางรัฐ จะบริหารด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ สําหรับประเทศไทยเราเองได้รับ เอาแนวคิดนี้มาอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยเป็นครั้งแรก ในมาตรา ๗๖ ที่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกําหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทุกระดับ นี่คือปฐมแม่บทแรกในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน หลังจากนั้นก็มีกฎหมายลูก กฎหมายบริหารราชการต่าง ๆ ออกมารองรับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ และในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็ยังคงหลักการเดิมนี้ไว้ ในส่วนของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนก็มีได้หลายระดับ หลายรูปแบบ นักวิชาการก็ได้นําเสนอรูปแบบต่าง ๆ ออกมาหลากหลาย แต่ที่เรายอมรับและถือเป็นหลักสากลก็บัญญัติไว้โดยสมาคมการมีส่วนร่วม สากลไอเอพี ๒ (IAP 2) ได้แบ่งระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการภาครัฐไว้ ออกเป็น ๕ ระดับ ก็คือ ระดับที่ ๑ การให้ข้อมูลข่าวสาร ทูอินฟอร์ม (To Inform) ระดับ การปรึกษาหารือ ทูคอนซัลต์ (To Consult) ระดับการให้เข้ามามีบทบาท ทูอินโวลฟ์ (To Involve) และระดับความร่วมมือ ทูคอลลาบอเรต (To Collaborate) และระดับสุดท้าย คือการเสริมอํานาจพลังประชาชน ทูเอ็มเพาเวอร์ (To Empower) ทั้ง ๕ ระดับนี้ถ้าเรา จะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยง่าย ๆ ๒ กลุ่มก็คือกลุ่ม ๑-๔ จะเป็นเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุนในกิจการภาครัฐ แต่ในกลุ่มที่ ๒ ข้อ ๕ จะเป็นเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งการมีส่วนร่วมทั้ง ๒ กลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ควรจะต้องแยกกัน เป็นลักษณะของการตรวจสอบ กับลักษณะของการช่วยเหลือสนับสนุน ซึ่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองก็ได้รับหลักการนี้มา แล้วก็ได้มาออกแบบในเรื่องนี้ไว้ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ก็ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยยึดหลักการแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนสนับสนุนกับส่วนติดตามประเมินผล ซึ่งผมเองก็มองว่าผู้ที่ออกแบบพระราชบัญญัติ ตํารวจแห่งชาติตรงนี้ทําได้ดีมาก สอดคล้องกับหลักการ โดยได้แบ่งในเรื่องของการตรวจสอบ บัญญัติไว้คนละหมวดเลย เรื่องของการสนับสนุนกิจการในภาครัฐจะบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ซึ่งอยู่ในลักษณะที่ ๑ บททั่วไป โดยบัญญัติไว้ว่า ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติส่งเสริมให้ท้องถิ่น และชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การดําเนินการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.ต.ช. กําหนด อันนี้คือเป็นเรื่องของการสนับสนุนการปฏิบัติงาน แต่ในเรื่องของ การมอบอํานาจให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบนั้น จะบัญญัติไว้ในลักษณะที่ ๓ ว่าด้วย เรื่องคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งหมดตั้งแต่มาตรา ๑๖ เป็นต้นไป โดยในหมวดนี้จะกําหนดโครงสร้างของหน่วยที่ทําหน้าที่กํากับดูแลตํารวจ ตํารวจไม่ใช่องค์กรอิสระ ตํารวจยังต้องมีผู้บังคับบัญชาแต่เป็นรูปของคณะกรรมการ ซึ่งเรียกว่าคณะกรรมการ นโยบายตํารวจแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติก็มีหน้าที่กําหนดนโยบาย และตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่ ในการออกระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดนโยบายและการตรวจสอบติดตาม ผลการปฏิบัติงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในโครงสร้างของคณะกรรมการตํารวจแห่งชาตินั้น ก็จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี มีปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ท่าน และมี ผบ.ตร. เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะนี้ที่ทําหน้าที่กํากับ ตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงานของข้าราชการตํารวจโดยโครงสร้าง ในวิธีการที่จะตรวจสอบ คณะกรรมการคงไม่ได้ลงไปตรวจสอบเอง กฎหมายก็บัญญัติว่าในการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการทํางานของตํารวจ ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล คณะกรรมการชุดนี้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ (๖) เรียกว่าคณะกรรมการ ตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตํารวจ โดยกําหนดให้มีสําหรับตรวจสอบการบริหารงาน ของกรุงเทพมหานคร ของจังหวัด และของสถานีตํารวจต่าง ๆ จากบทบัญญัตินี้เอง จึงมีคณะกรรมการตรวจสอบ ติดตามการบริหารงานทั้งหมด ๑,๕๕๙ ชุด เพราะว่าเรามี สถานีตํารวจทั้งหมด ๑,๔๘๒ สถานี สถานีละ ๑ คณะ มีตํารวจภูธร ๗๖ จังหวัด และมี กทม. อีก ๑ ก็รวมกันเป็น ๑,๕๕๙ ชุด ที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล ส่วนหน้าที่ก็เขียนต่อไว้เลย เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงาน ของข้าราชการตํารวจในเขตพื้นที่ดังกล่าว แล้วรายงานผล ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดําเนินการ ตามควรแก่กรณี ทีนี้หลังจากที่มีบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ก.ต.ช. ก็ไปออกระเบียบรองรับ ในเรื่องของการตรวจสอบ ผมจะพูดถึงเรื่องของการตรวจสอบก่อน ผลปรากฏว่า คณะกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้ทําการศึกษาว่า กต.ตร. ทั้งหมด ๑,๕๕๙ ชุด ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ระเบียบ ก.ต.ช. ออกปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ๑๐ กว่าปีแล้ว มีผลการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลสถานีตํารวจต่าง ๆ ในพื้นที่ รายงาน ขึ้นมาถึง ก.ต.ช. ทั้งหมด ผลเป็นอย่างไรบ้าง เราไปขอดูจากเจ้าหน้าที่บอกว่ายังไม่เคยมี รายงานขึ้นมาเลยสักฉบับเดียว นั่นหมายความว่า กต.ตร. คณะกรรมการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลไม่ได้ทําหน้าที่ในการตรวจสอบติดตามการทํางานและรายงานผลขึ้นมาเลย เราจึงค้นคว้าว่าทําไมเป็นอย่างนั้น ก็พบสาเหตุของปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๓ ด้าน ก็คือปัญหา เกิดจากระเบียบ ก.ต.ช. ปี ๒๕๔๙ ที่ไปวางระบบให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาที่เกิด คือมีองค์ประกอบ องค์ประกอบของคณะกรรมการ กต.ตร. ปัญหาเรื่องอํานาจหน้าที่ และปัญหาเรื่องระบบงานที่ ก.ต.ช. วางไว้ให้ กต.ตร. ทํางาน
ประการแรก ในเรื่องขององค์ประกอบ ผมยกตัวอย่างให้ดูองค์ประกอบของ กต.ตร.กทม. จะประกอบไปด้วยข้าราชการโดยตําแหน่งกับผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน มารวมกัน แต่ปรากฏว่าในสายของข้าราชการโดยตําแหน่งมีอยู่ทั้งหมด ๖ ตําแหน่ง แต่รวมแล้วจะมีทั้งหมด ๘ ท่าน เพราะว่าตรงข้อ ๕ บอกว่ารอง ผบช.น. จํานวน ๓ คน ท่านสังเกตในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มีนะครับ อาจจะตัวเล็ก อันดับ ๑ ผบ.ตร. อันดับ ๒ ปลัด กทม. อันดับ ๓ อัยการฝ่ายอาญา อันดับ ๔ ผบช.น. อันดับ ๕ รอง ผบช.น. ๓ แล้วก็ผู้อํานวยการสํานักงานป้องกัน ท่านดูนะครับ หน้าที่ของคณะนี้คือตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการทํางานของ บช.น. แต่มี ผบช.น. มีรอง ผบช.น. มาตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลตนเอง ตรงนี้ขัดหลักการแล้ว ที่สําคัญต่อมาเรายังมีผู้ทรงคุณวุฒิอีกทั้งหมด ๑๐ ท่าน ภาคประชาชน แต่ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด ๑๐ ท่านถูกสรรหาโดยกรรมการโดยตําแหน่ง ทางซ้ายมือนี้ ก็คือถูกสรรหาโดย ผบช.น. โดย รอง ผบช.น. ทั้งหมด ซึ่งมีโดยตําแหน่งทั้งหมด ๘ คน แต่ในกรรมการโดยตําแหน่งทั้งหมด ๘ คนเป็นตํารวจเสีย ๕ คน เพราะฉะนั้น เสียงชนะขาดแล้ว แล้วถามว่า ผบช.น. รอง ผบช.น. จะไปเลือกใครที่มาทําหน้าที่ตรวจสอบตนเอง ผลก็เป็นอย่างที่ปรากฏ เพราะผมทราบว่าสมาชิก สปท. หลายท่านก็ได้รับเชิญให้ไปเป็น กต.ตร. ก็มาให้ข้อมูลให้ฟังว่าผมไม่เคยตรวจเลย มีแต่ช่วยเหลือสนับสนุนจ่ายค่าน้ํามัน ช่วยกิจการตํารวจเป็นส่วนใหญ่ อันนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ปรากฏ ถ้าจะดูอีกตัวอย่างหนึ่งข้ามไป เพราะว่าเวลาน้อย ก็จะเหมือนกันเลย จะใกล้เคียงกันมาก ผมมาให้ท่านดูที่สถานีตํารวจภูธรก็ได้ ต่อไปที่เฟรม ๑๔ (Frame 14) เลย กรรมการทั้งหมดมีทั้งหมด ๒๒ คน มีโดยตําแหน่งก็คือ ตาม (๑) ถึง (๖) แต่ในระเบียบกําหนดว่าให้ข้าราชการตามตําแหน่ง (๑) ถึง (๓) ก็คือหัวหน้า สถานีตํารวจ นายอําเภอ และข้าราชการตํารวจในแต่ละสายงานที่หัวหน้าสถานีมอบหมาย ๔ คน ก็รวมเป็น ๖ คน ทําหน้าที่สรรหากรรมการภาคประชาชนอีก ๑๐ ท่าน ก็ทํานองเดียวกัน นี่คือสรุปว่าตัวองค์ประกอบของคณะกรรมการ กต.ตร. ซึ่งทําหน้าที่ตรวจสอบ ชื่อก็บอก อยู่แล้วว่าตรวจสอบ ติดตามการบริหารงานไม่สมเหตุสมผลแล้วครับ ขัดหลักการในแง่ของ การตรวจสอบ
ต่อไปในเรื่องของอํานาจหน้าที่ก็ยังมีปัญหาอีก เพราะว่าในระเบียบ ก.ต.ช. ปี ๒๕๕๙ ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ของ กต.ตร. ก็คือหน้าที่ในเรื่องของการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล เรื่องของการรับข้อมูลคําร้องเรียนทั้งหลายมีถูกต้องทุกอย่าง เพราะว่าหน้าที่ การรับคําร้องเรียนนั้นเป็นข้อมูลสําหรับการประเมินผลถูกต้องหมด เพียงแต่ไปเพิ่ม หน้าที่ในข้อ ๑ เลย บอกว่าหน้าที่ของ กต.ตร. ให้รับแนวทางและนโยบายการพัฒนา การบริหารงานตํารวจจาก ก.ต.ช. ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามนโยบาย เท่ากับเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ไม่ใช่เรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้ว เพราะกําหนดหน้าที่ให้อย่างนี้เขาก็ต้องทํา เมื่อเขาทําแล้วในที่สุดก็เลยกลายเป็นผู้ปฏิบัติ เขาเลยไม่ได้ตรวจสอบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ย้อนหลังมา ๑๐ กว่าปี ในข้อ ๓ ก็เช่นเดียวกัน ส่งเสริม พัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของข้าราชการตํารวจและการบริหารงาน ก็คือเข้ามาเป็นผู้บริหารงาน ในข้อ ๗ ก็เช่นเดียวกัน นั่นก็คือสาเหตุในเรื่องของอํานาจหน้าที่
เราศึกษาต่อไปว่าทําไมถึงไม่มีรายงาน แล้วทําไมถึงไม่มีการตรวจสอบแล้ว ทําไมถึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนเวลาเขามีทุกข์ร้อน เขามีเรื่องเดือดร้อน ทําไมเขาไม่คิดถึง กต.ตร. ที่อยู่ที่สถานีตํารวจว่าเขาจะไปร้องเรียน ไปขอความช่วยเหลือ ปรากฏว่าไม่มีภาพอย่างนี้อยู่ เราก็ไปดู ก็พบว่ายังมีปัญหาในเรื่องของระบบงานที่ ก.ต.ช. กําหนดไว้ ประการแรก ก็คือถามว่าในเมื่อ กต.ตร. มีหน้าที่ในการตรวจสอบ มีแบบฟอร์ม มีระเบียบ มีข้อบังคับ ที่กําหนดระยะเวลา ขั้นตอนการประเมิน การรายงานผลให้กับ กต.ตร. ถือปฏิบัติไหม ปรากฏว่าไม่มี ในระเบียบ ก.ต.ช. ปี ๒๕๕๙ ที่ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล ก็ไม่ได้พูด เรื่องพวกนี้ไว้เลย เพราะฉะนั้น กต.ตร. เขาก็ทําไม่ถูก ไม่ได้ทํานะครับ ต่อไปมีระเบียบ ก.ต.ช. อีกเรื่องหนึ่งว่าด้วยเรื่องการรับคําร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะของประชาชน อันนี้ ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของ กต.ตร. แต่ปรากฏว่าการปฏิบัติไม่มีผลที่เป็นรูปธรรม คือไม่สามารถ ที่จะเป็นหน่วยหลักในการที่รับคําร้องทุกข์ ร้องเรียนจากประชาชนเพื่อคลายทุกข์ร้อน ให้กับประชาชนได้ เพราะว่าในรายละเอียดนั้นยังมีจุดอ่อน จุดบกพร่องอยู่หลายประการ ประการแรก บอกว่ามอบให้ กต.ตร. มีหน้าที่ในการรับคําร้องทุกข์ ร้องเรียน แต่ไม่มี ระบบงานฝ่ายบริการให้เขา ไม่มีสํานักงาน ประการต่อมาที่เราพบก็คือคณะกรรมการ กต.ตร. ทํางานเหมือนกับเป็นเอกบุคคล ก็คือแต่ละคนก็ทํางานปกติของตัวเอง มีอาชีพ ประกอบอาชีพไป เมื่อจะทํางานในฐานะ กต.ตร. ก็มาประชุมเดือนละครั้ง หรือ ๒ เดือนครั้ง หรืออาจจะ ๑๕ วันครั้งมาประชุม ประชุมเสร็จไปไหน ก็กลับ ศูนย์รวมก็คือมีเลขานุการ แต่เลขานุการก็เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจในสถานีตํารวจหรือในจังหวัดนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ประเด็นตรงนี้ถามว่า ณ วันที่ไม่มีการประชุม ประชาชนมีเรื่องทุกข์ร้อนอยากจะไป ร้องเรียนกับ กต.ตร. จะไปที่ไหน ไม่มีสํานักงาน ไม่มีเจ้าหน้าที่ธุรการที่จะรองรับเรื่องนี้ นี่ก็เป็นประเด็น ๓ เรื่องที่เราพบ เพราะฉะนั้นจาก ๓ เรื่องนี้เองเราจึงมีข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูปตรงนี้ ก็คือแน่นอนที่สุดเมื่อองค์ประกอบมีปัญหาว่าเอาข้าราชการตํารวจ ที่ต้องปฏิบัติงานนั้นมาเป็นกรรมการเสียเอง เราก็เสนอให้ปรับองค์ประกอบใหม่หมด เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเสนอแรก ก็คือการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ กต.ตร. โดยไม่ให้ข้าราชการตํารวจในสถานีนั้น ๆ ที่จะต้องถูกประเมิน ไม่ให้ข้าราชการตํารวจ ในกองบังคับการนั้น ๆ ที่จะถูกประเมินมาดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการเลย แล้วก็ไม่มี ข้าราชการตํารวจอื่นเลย เราเสนอให้เอาภาคประชาชนกับข้าราชการอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการทํางานของตํารวจมาเป็นคณะกรรมการ ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ ผมยกตัวอย่างองค์ประกอบของ กต.ตร. ผมข้ามตัวประธานไปก่อน เราเสนอให้ มีปลัดกรุงเทพมหานคร ให้มีผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขต กทม. ให้มีผู้แทนสภาทนายความที่มีอายุงานไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ให้มีผู้อํานวยการสํานักงาน นโยบายและแผนขนส่งจราจร ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ผู้อํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการยาเสพติดที่รับผิดชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในส่วนภาคประชาชน ก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาสังคม ด้านจราจร หรืออุบัติภัย ด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม
ประเด็นเรื่องประธาน ก็ถกเถียงกันว่าควรจะให้เป็นประชาชนล้วน ๆ เลยไหม ก็มีความห่วงกันว่าเนื่องจากคณะนี้จะต้องทําหน้าที่มาประเมินผลงานตํารวจ มาตรวจสอบ การทํางาน ถ้าหากว่าเป็นประชาชนล้วน ๆ ที่ไม่รู้ระบบงาน ไม่รู้เคพีไอ (KPI) ไม่รู้แผน ไม่รู้นโยบายของตํารวจ การประเมินผล ซึ่งแน่นอนจะต้องมีตัวชี้วัด ตัวเคพีไอ (KPI) ถ้าไม่มีอยู่เลย อาจจะทําให้การทํางานนั้นไม่ราบรื่น ฉะนั้นจึงได้มีการเสนอว่าอย่างน้อยควรจะมี ข้าราชการตํารวจมาเกี่ยวข้อง ในช่วงแรกกรรมาธิการก็เห็นควรให้มีผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป มาเป็นประธาน แต่ในที่สุดเราก็เปลี่ยนบอกว่าถ้าอย่างนั้นไม่เอา ก็เลยเสนอเป็น อดีตข้าราชการตํารวจ แล้วก็มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นอดีตข้าราชการตํารวจที่เกษียณไปแล้ว อย่างน้อย ๕ ปี คืออายุระหว่าง ๖๕-๗๐ ปี มาเป็นประธาน ตรงนี้ในวันที่เสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีข้อเสนอที่เห็นต่างเราก็เลย กลับไป ผมในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการก็กลับไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ด้านกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ก็อภิปรายกัน ก็ยังขอยืนความเห็นเดิม ตรงนี้เป็นองค์ประกอบ ที่เราเสนอมา
ในส่วนของ บช.น. ของสถานีทั้งภูธรและนครบาลก็ทํานองเดียวกัน ถ้ามีเวลาเดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดให้ แต่ผมย้อนกลับไปเฟรม (Frame) ที่ ๒๑ ที่ ๒๒ โครงสร้างเดิมตามกฎหมายในมาตรา ๑๘ (๖) ให้มีกรรมการตรวจสอบ มี กทม. มีจังหวัด และมีสถานีตํารวจ เพราะฉะนั้นภาพของ กต.ตร. ก็จะออกมาอย่างในสไลด์ (Slide) นี้ เราจะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับการจัดโครงสร้างของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติเราจัดระดับเป็นกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตํารวจ แต่ทีนี้ใน กทม. เราจัดหน่วยงานตํารวจในกรุงเทพมหานครเป็นกองบัญชาการเทียบเท่ากับ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ ภาค ๔ และในกองบัญชาการตํารวจนครบาล เรายังแบ่งเป็นกองบังคับการตํารวจนครบาล ๑-๙ เทียบเท่ากับตํารวจภูธรจังหวัด แล้วก็ไปสถานี เพราะฉะนั้นตรงนี้เรามองว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมมันลักลั่น จะเห็นว่าของเดิม มีสถานีตํารวจทั้งหมด ต่อมาพอระดับกองบังคับการตํารวจภูธรจังหวัดมี แต่นครบาล ๑-๙ ซึ่งเป็นระดับกองบังคับการและควบคุมสถานีตํารวจในสังกัด กองบังคับการเองอย่างน้อย กองบังคับการละ ๑๐-๑๒ สถานีตํารวจใกล้เคียงกับตํารวจภูธรจังหวัดกลับไม่มี แล้วพอมาถึง ระดับกองบัญชาการก็มีเฉพาะกองบัญชาการตํารวจนครบาล กองบัญชาการตํารวจภูธร ๑-๙ และ ศชต. ไม่มี เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เสนอว่าเห็นควรปรับแก้ตรงนี้ใหม่ ซึ่งการปรับแก้ ตรงนี้จําเป็นจะต้องไปแก้ความในมาตรา ๑๘ (๖) ซึ่งเราเสนอแก้อยู่ในรายงานแล้วก็เสนอแก้ มาเป็นอย่างนี้ ก็คงเหลือว่าให้มี กต.ตร. ระดับกองบัญชาการทั้งตํารวจภูธรและนครบาล ก็คือ บช.น. ๑-๙ ศชต. แล้วก็ บช.น. และให้มี กต.ตร. ระดับกองบังคับการทั้งภูธรจังหวัด และตํารวจนครบาล เราเห็นควรว่าเนื่องจากหน่วยนี้เป็นหน่วยตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การที่เรามีคณะกรรมการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลสถานีตํารวจ ๑ คณะ ก็ตรวจ ๑ สถานี การประเมินผล การวัดผลเป็นเรื่องของการจัดลําดับ เป็นเรื่องของ การเปรียบเทียบ แล้วถ้ามาตรวัดคนละคนกัน ไม่สามารถจะเอาประโยชน์ จากผลการประเมินของแต่ละคณะ ๑,๕๐๐ คณะมาใช้ในการบริหารงานบุคคลได้เลย ผมถามว่าสถานีตํารวจบางซื่อประเมินโดยคณะกรรมการชุดหนึ่งได้ ๙๐ คะแนน สถานีตํารวจนครบาลพญาไทประเมินโดยอีกคณะหนึ่งได้ ๘๕ คะแนน ถามว่าบางซื่อ ดีกว่าพญาไทจริงหรือเปล่า เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การวัดผลโดยคณะกรรมการ แต่ละคณะนั้นไม่สามารถจะเทียบกันได้ ประกอบกับที่เราเสนอว่าเพื่อปรับปรุงระบบงาน ให้หน่วย กต.ตร. เป็นหน่วยรับคําร้องทุกข์ร้องเรียนจากภาคประชาชนในพื้นที่แล้วจําเป็นจะต้อง ตั้งสํานักงาน เราจึงมีข้อเสนอว่าถ้าเช่นนั้นหน่วยตรวจสอบในระดับสถานีตํารวจควรจะยุบ แล้วไปตั้งเป็นหน่วยตรวจสอบในระดับจังหวัดเพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบสถานีตํารวจในสังกัด ของจังหวัด เช่น กต.ตร. จังหวัดนครปฐมมีสถานีตํารวจอยู่ในสังกัด ๑๕ สถานี คณะกรรมการ ชุดนี้ทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลสถานีตํารวจทั้ง ๑๕ สถานี ผลออกมา ก็สามารถจัดลําดับแล้วเปรียบเทียบได้ แล้ว กต.ตร. ในระดับกองบัญชาการก็ตรวจสอบ ผลการปฏิบัติงานของจังหวัดในสังกัด ก็ทํานองเดียวกับตํารวจนครบาล ๑ ก็ตรวจสอบ สถานีตํารวจห้วยขวาง สุทธิสาร อะไรที่อยู่ในเขตดุสิต ที่อยู่ในพื้นที่ นี่คือข้อเสนอนะครับ ก็สรุปว่าเราขอปรับตรงนี้
ในส่วนเรื่องขององค์ประกอบ ถ้าพอมีเวลา ผมขออนุญาตให้ดูที่ กต.ตร. ตํารวจภูธรจังหวัด ก็จะเสนอให้เป็นอดีตข้าราชการตํารวจเป็นประธาน มีผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด มีอัยการจังหวัด มีปลัดจังหวัด มีรอง ผอ.รมน. มีรองผู้อํานวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด มียุติธรรมจังหวัด มีนายก อบจ. มีประธานสภาจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิก็เหมือนกัน ก็จะมีด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านพัฒนาสังคม ด้านจราจรหรืออุบัติภัย ด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรม อันนี้เป็นข้อเสนอข้อที่ ๒ ปรับจากโครงสร้างแล้วก็มาเรื่องของ องค์ประกอบ
ต่อไปข้อเสนอในเรื่องของการสรรหาคณะกรรมการ มีประเด็นตรงนี้ เนื่องจากเราเสนอว่าประธาน กต.ตร. เป็นอดีตข้าราชการตํารวจ เราจึงเสนอให้สรรหา โดย ก.ต.ช. ให้ ก.ต.ช. โดยคณะกรรมการ ก.ต.ช. ตั้งคณะกรรมการสรรหาทําหน้าที่สรรหา แล้วก็เสนอให้ ก.ต.ช. พิจารณา ซึ่งหลายคนบอกว่าจะไปเพิ่มภาระไหม เราพิจารณาแล้วว่า ก็มีแค่ ๗๐ กว่าตําแหน่งเท่านั้นเอง และเป็นตําแหน่งสําคัญ ตําแหน่งนี้จะเป็นที่พึ่ง ของประชาชน เราจึงเห็นว่าควรให้ประธาน ก.ต.ช. คือท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ในส่วนของ กต.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิก็เช่นเดียวกัน คณะกรรมการโดยตําแหน่งในคณะกรรมการ นั้น ๆ ก็จะต้องตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาอีกทีหนึ่งแล้วทําหน้าที่สรรหาและเสนอกรรมการ กต.ตร. โดยตําแหน่ง จากเดิมกรรมการโดยตําแหน่งเลือกตรงเลย เราเปลี่ยนเป็นว่า ให้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาสรรหาแทน อันนี้คือในหัวข้อเรื่องการสรรหาประธาน กต.ตร. และ กต.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนในเรื่องระบบงาน เมื่อสักครู่ผมพูดเรื่องของการจัดตั้งสํานักงานไปแล้ว พอเราเสนอให้ปรับโครงสร้างก็จะเหลือสํานักงาน กต.ตร. เพียงแค่ประมาณ ๙๐ แห่งก็คือ ตํารวจภูธร ๗๖ ตํารวจภูธร ๑-๙ อีก ๙ แล้วก็กองบัญชาการอีก ๑๐ หน่วย อยู่ประมาณนี้ จะไม่สิ้นเปลืองงบประมาณในการที่จะจัดตั้งสํานักงานขึ้นมา ส่วนตัวสํานักงานเราเสนอว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นเรื่องของ กต.ตร. ระดับสูง ระดับผู้บังคับบัญชาตรวจข้างล่าง เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ อาจใช้เจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นเจ้าหน้าที่ประจําสํานักงานได้ไม่จําเป็นต้องใช้จาก บุคคลภายนอก เพราะว่าเป็นหน่วยที่อยู่เหนือกว่าหน่วยที่รับการตรวจสอบแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่เราเสนอให้ปรับโครงสร้างแต่ไม่ปรับมากก็คือโครงสร้างของ ก.ต.ช. ขออนุญาตไปเฟรม (Frame) ที่ ๓๐ จากโครงสร้างในปัจจุบันอย่างที่ผมนําเรียนแล้วว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น การบังคับบัญชาขึ้นกับคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติ ก็คือ ก.ต.ช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี มีรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีปลัดกระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการ แล้วหน่วยงานที่จะต้องขึ้นกับ ก.ต.ช. ก็คือ กต.ตร. ทั้งหลายที่จะต้องทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลรายงานขึ้นไป ตรงรายงานขึ้นไปก็จะมีสํานักงาน กต.ตร. ซึ่งเป็นหน่วยงาน ภายใต้การบังคับบัญชาการ ก.ต.ช. มีกําลังพลอยู่ประมาณ ๕๐ ท่านทําหน้าที่ตรงนี้ สิ่งที่เรา พิจารณาเห็นก็คือว่าที่ผ่านมากว่าจะเรียกประชุมแต่ละครั้ง ท่านดูองค์ประกอบของ ก.ต.ช. เฉพาะงานในหน้าที่รับผิดชอบของปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย คืองานของท่านเอง ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณจะมีเวลาอะไร มาช่วยดูแลงานตํารวจ จะมาดูผลการรายงานของ กต.ตร. ที่รายงานผล การประเมินผล เรื่องการรับคําร้องทุกข์ ร้องเรียน และผลการสอบสวนจะมีเวลามาดูพอไหม แน่นอนชัดเจน ก็คือไม่ได้ดู ไม่มีเวลา อันนี้เราเข้าใจท่าน การจะเรียกประชุมแต่ละครั้งยังยาก ผมดูข้อมูล สถิตินับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มาประชุมเฉลี่ยประมาณ ๓ เดือนครั้ง เพราะฉะนั้นถ้ายังวาง ระบบงานว่าท่านจะต้องดูแล ต้องรับรายงานผลจาก กต.ตร. ซึ่งเป็นมือของท่านในการที่จะ ควบคุม กํากับดูแล ติดตาม ประเมินผล เราเห็นว่าท่านน่าจะทําเองยาก แต่เราก็เสนอ ปรับง่าย ๆ เพียงว่าท่านแค่ตั้งคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. ขึ้นมา องค์ประกอบก็อาจจะมี ผู้ทรงคุณวุฒิ มีอาจารย์ มีอะไรทั้งหลายมาทําหน้าที่กลั่นกรองหรือทําหน้าที่ในการควบคุม การตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการทํางานของตํารวจ เราเสนอตรงนี้นะครับ เราไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนในส่วนของ สปท. ในคณะกรรมาธิการไม่ได้เสนอให้ย้ายไปอยู่ กระทรวงยุติธรรม ในคณะของเราเสนอแค่นี้ ซึ่งเห็นว่าน่าจะทําได้ง่าย แล้วก็ไม่สิ้นเปลือง งบประมาณ ตรงนี้ที่เป็นข้อเสนอในเรื่องของระบบงาน ซึ่งเราเห็นว่าข้อเสนอง่าย ๆ แค่นี้ แต่น่าจะส่งผลต่อการควบคุม กํากับดูแลของตํารวจได้เป็นอย่างดี
ประการที่ ๑ ผมอยากสรุปว่าเราจะมีคณะกรรมการ กต.ตร. ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามการทํางานของตํารวจอย่างแท้จริง นั่นคือเรื่องของการมีส่วนร่วมในด้านการตรวจสอบ ติดตามการประเมินผล ผมกลับมาในด้านของการช่วยเหลือ สนับสนุนงานของตํารวจ ตรงนี้มีลําดับเหตุการณ์นิดหนึ่ง ก็คือเมื่อสักครู่ผมได้กล่าวแล้วว่าในด้านการช่วยเหลือ สนับสนุนกิจการตํารวจ ซึ่งอยู่ในหลักการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ ถูกบัญญัติไว้โดยมาตรา ๗ ที่ว่าให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชน มีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การดําเนินการมีส่วนร่วม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ค.ต.ช. กําหนด อันนี้บัญญัติไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ หลังจากนี้ก็มีผลการปฏิบัติตาม มาตรานี้ เพราะว่า ก.ต.ช. และ ก.ตร. ก็ไปออกระเบียบรองรับแล้วก็มีผลตามปฏิบัติ ซึ่งก็มี หลายเรื่องที่เป็นประโยชน์และสมควรที่จะดํารงรักษาไว้ แต่ก็มีบางเรื่องที่มีปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงเจตนาที่จะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งในความหมายของท้องถิ่น ค.ต.ช. ออกระเบียบรองรับว่าหมายถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ปรากฏว่าในกฎหมาย เขียนแต่เพียงว่าส่งเสริมให้ บางแห่งท้องถิ่นก็อยากจะเข้ามา แต่ติดขัดด้วยข้อกฎหมาย ความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ในที่สุดท้องถิ่นก็เลยไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ นั่นคือเรื่องที่ ๑
ประการที่ ๒ สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือการมีส่วนร่วมขององค์กรบางแห่ง เช่นพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มาก อีกสักครู่ผมจะให้ข้อมูล แต่ปรากฏว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทเอกชนก็มีปัญหาในบางแห่ง ในเรื่องของมาตรฐาน เรื่องของคุณภาพ จากเหตุผลทั้ง ๒ เรื่องนี้ ในช่วงปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๘ จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายและบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นมา ๒ ฉบับ เพื่อให้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันแรกเลยก็คือ การแก้ไขความในมาตรา ๗ โดยประกาศ คสช. ที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่เปลี่ยนหลักคิดจากการส่งเสริมมาเป็นบังคับให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติจัดระบบการบริหาร การปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา การรักษา ความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนให้เหมาะสมกับความต้องการ ของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน โดยต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชน มีส่วนร่วม ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณ และอาสาสมัคร ตลอดจนการติดตาม ตรวจสอบการปฏิบัติงานของตํารวจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต.ช. กําหนด การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสํานักงานตํารวจแห่งชาติกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชนนั้น นี่คือสิ่งที่กําหนดใหม่ เดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อว่าผลการปฏิบัติ เป็นอย่างไร ส่วนกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่ออกมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชน ก็คือพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งได้ให้หลักการ เหตุผลไว้ท้าย พ.ร.บ. ว่า โดยที่ธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย มีความเกี่ยวข้อง ใกล้ชิดกับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลต่อ ความสงบเรียบร้อยของสังคม และในปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย เป็นจํานวนมาก แต่มีมาตรฐานในการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน สมควรกําหนดมาตรฐาน ของธุรกิจรักษาความปลอดภัยและมาตรฐานของพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อยกระดับ มาตรฐานธุรกิจรักษาความปลอดภัย และเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานรักษา ความปลอดภัย อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการและช่วยส่งเสริมความสงบเรียบร้อย ของสังคม นี่คือเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติที่จะออกพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา ก็มีกฎหมาย เพิ่มขึ้นมา ๒ ฉบับ ผลการดําเนินการตามกฎหมายฉบับนี้และตามความในมาตรา ๗ เดิม ผมอยากจะนําเรียน เสนออย่างนี้ จากความในมาตรา ๗ ก่อน ในเรื่องของการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม จากความในมาตรา ๗ ใหม่ ท่านดูสิ่งที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้ามาร่วมอะไร ร่วมกําหนดนโยบาย กําหนดนโยบายว่า เอาละ อบต. อบจ. ขอเน้นเรื่องนี้ เรื่องของพัทยาขอเข้ามาจัดระบบการจราจรใหม่ เป็นอย่างนี้ เรื่องของเชียงใหม่เอาอย่างนี้ ให้ขึ้นอยู่กับนโยบายที่ อบต. จะต้องเข้ามา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ภูธรจังหวัด สถานีตํารวจ จะกําหนดนโยบายในการป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมจะต้องเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามา และเชิญองค์กร ภาคเอกชนในพื้นที่เข้ามา นอกจากจะให้มีส่วนร่วมด้านนี้แล้ว เรื่องของอาสาสมัคร เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอาสาสมัคร มี อปพร. ก็สามารถที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ในลักษณะของการร่วมปฏิบัติงาน และที่สําคัญที่เราอยากได้ก็คือเรื่องงบประมาณ เพราะว่าเมื่อท่านเข้ามาร่วมกําหนดนโยบาย ท่านมีงบประมาณสนับสนุน แต่ทั้งหมด ก็ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ต.ช. กําหนด และตามข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติกับ อบต. นั้น ตรงนี้ผมอยากจะนําเรียนว่านี่คือจุดเริ่ม ของการกระจายอํานาจให้ประชาชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมตามเสียงเรียกร้อง ที่ประชาชนต้องการให้มีการกระจายอํานาจงานป้องกันอาชญากรรมลงสู่ท้องถิ่น แต่ผมเชื่อว่า คสช. คงพิจารณารอบคอบแล้วว่าไปทีละสเตป (Step) เอาตรงนี้ก่อนว่าให้อํานาจคุณมา กําหนดนโยบาย ให้คุณจ่ายเงินเพื่อทําตรงนี้ แล้วดูสิว่าต่อไปถ้าเป็นไปได้ ได้ผลดีก็น่าจะ เพิ่มมากขึ้น อันนี้คือในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ทีนี้ถามว่าผ่านมา ๒ ปีเศษแล้วหลังจากประกาศ คสช. ปัจจุบันผลการดําเนินการ ไปถึงไหนแล้ว ปัจจุบันก็คือ ก.ต.ช. ออกระเบียบรองรับเรื่องนี้มาแล้ว แล้วก็มีการลงนาม ในบันทึกข้อตกลงแล้วทั้งหมด ๒๒๔ หน่วย อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่ามีหน่วยงาน ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่จะต้องร่วมลงนามในเอ็มโอยู (MOU) กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ๑,๕๕๙ หน่วย ก็คือข้อมูลที่ผมนําเรียนเมื่อสักครู่ แต่ปัจจุบันเนื่องจาก ระเบียบ ก.ต.ช. เพิ่งเสร็จเมื่อประมาณ ๖ เดือนที่แล้ว ตอนนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ขับเคลื่อนประสานไปขอให้ร่วมลงนามในเอ็มโอยู (MOU) ตรงนี้ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ก็มีความเห็นว่าล่าช้า สิ่งนี้เราก็กระตุ้นแล้วก็เสนอแนะว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติควรจะต้อง เร่งรัดแล้วก็ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อที่จะเชิญมาร่วมลงนามในเอ็มโอยู (MOU) และควรจะไปทําความเข้าใจว่าเมื่อมาลงนามในเอ็มโอยู (MOU) แล้วท่านมีส่วน ในการกําหนดนโยบายในการบริหารงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ในส่วนนี้ คณะกรรมาธิการมีข้อเสนอเพิ่มเติม เพราะผลจากการศึกษาว่าถ้าลําพังเราปล่อยให้ การประสานงานระหว่างสถานีตํารวจ ระหว่างตํารวจภูธรจังหวัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นไปตามบันทึกเอ็มโอยู (MOU) เป็นไปตามระเบียบเพียงลําพังอย่างเดียว ประสิทธิภาพ ของการประสานงาน การบริหารงานที่แนบแน่นจะไม่เกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อสักครู่ เราได้เสนอให้ตัดอํานาจของคณะกรรมการ กต.ตร. ในเรื่องของการช่วยเหลือ สนับสนุน กิจการตํารวจออกไปแล้ว ถ้าหากไม่มีเพิ่มเติมขึ้นมาก็หมายความว่าต่อไปจะไม่มีฝ่ายที่เป็น คณะกรรมการที่จะทําหน้าที่ช่วยเหลือในการบริหารงานตํารวจเลย ก็จะเหลือเฉพาะ คณะกรรมการที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ถือว่าเรื่องนี้เป็นข้อเสนอสําคัญ เสนอให้มีคณะกรรมการ บริหารงานตํารวจทั้งในระดับสถานีตํารวจ ในระดับตํารวจภูธรจังหวัด กองบังคับการ และระดับกองบัญชาการ เมื่อวันสองวันนี้ก็มีสื่อมวลชนบางแห่งลงพาดข่าวว่ายุบ ก.ตร. ทั่วประเทศ ผมว่าความรู้สึกของตํารวจหรือประชาชนที่เคยรักตํารวจ เคยช่วยเหลือตํารวจ ก็จะมีความรู้สึกว่าเขามาอยู่ เขาช่วยเหลือตํารวจแล้วทําไมอยู่ ๆ มายุบ ก.ตร. ทั้งหมด ปัจจุบัน ๑,๕๕๙ หน่วย ๕ ชุด ชุดละ ๒๐ คน คูณเข้าไป ๓๐,๐๐๐ กว่าท่านที่เป็นขวัญ เป็นกําลังใจคอยช่วยเหลือสนับสนุนกิจการตํารวจ ตํารวจเรามี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เอา ๓๐,๐๐๐ ไปหาร ๒๐๐,๐๐๐ ได้ ๑ ต่อ ๗
- ๖๑/๑ ตํารวจ ๗ คนมีภาคประชาชนมาช่วยเหลือ ๑ คน เพราะฉะนั้นชุดนี้เราจะไม่ยุบ เพียงแต่ เปลี่ยนบทบาทของ ก.ตร. คนที่อยู่ในชุดนี้กลับมาเป็นคณะกรรมการบริหารสถานีตํารวจ ให้มาทําหน้าที่สนับสนุน ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบติดตามก็ไปเลือกสรรหากันใหม่ ที่ผมกล้า พูดอย่างนี้เพราะอย่างที่นําเรียนแล้วว่า ก.ตร. ที่มีอยู่นั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ การมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ ๑ ถึงหัวข้อที่ ๔ ไม่ได้เข้ามาในหัวข้อที่ ๕ ส่วนหัวข้อที่ ๕ ในเรื่อง ของการตรวจสอบนั้นเดี๋ยวไปเลือกกันใหม่ อันนี้ก็คือข้อเสนอ
กลับมาอีก ๒-๓ เรื่อง ก็คงเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนบ้าง เมื่อสักครู่ผมได้นําเรียนแล้วว่าหลังจากที่ พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ มาตรา ๗ ความเดิมออก ทาง ตร. ไปออกระเบียบรองรับแล้วก็มีผลการปฏิบัติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้แบ่งลักษณะ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะมาช่วยเหลือในกิจการตํารวจออกเป็น ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ลักษณะปฏิบัติการ คือการทํางานต้องแต่งเครื่องแบบ แสดงตัว เช่นอาสาสมัคร ตํารวจบ้าน เหยี่ยวเวหา เหยี่ยวดํา หรืออาสาจราจร เป็นต้น ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ อีกลักษณะหนึ่ง ไม่จําเป็นต้องแต่งเครื่องแบบแล้วก็ไม่จําเป็นต้องแสดงตัว ลักษณะอย่างนี้เช่นอาสาสมัคร แจ้งข่าวอาชญากรรม ส่วนกลุ่มประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมตํารวจมาได้ ทั้งที่เป็นประชาชนธรรมดา คนต่อคน ประชาชนทั่วไปมาได้เลย ที่มาเป็นกลุ่มองค์กรก็มี ส่วนร่วมกับงานของกิจกรรมตํารวจได้ ยกตัวอย่าง ที่เป็นองค์กรภาครัฐที่เราประสานงาน และมีส่วนร่วมกัน เช่น ศูนย์กู้ชีพนเรนทร หน่วยกู้ภัยของ ปภ. ส่วนภาคเอกชน มูลนิธิ อันนี้มีประโยชน์มาก มูลนิธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกตัญญู แล้วก็อื่น ๆ เป็นต้น อันนี้ก็คือที่มามีส่วนร่วมในลักษณะที่เป็นองค์กรภาคเอกชน นอกจากนั้นเรายังแบ่งอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่แล้วว่ามีประโยชน์มาก ผมอยากจะนําเรียนเรื่องกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัย เราได้ทําการสํารวจผล การปฏิบัติงานของหมู่บ้านในเขตกรุงเทพมหานครที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัย เราพบว่า ถ้าหมู่บ้านไหนได้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ จะสามารถช่วย ป้องกันเหตุร้ายในหมู่บ้านนั้น มีบางหมู่บ้าน ผมมีรูปให้ดูแต่ว่าปิดชื่อหมู่บ้านไว้ ๓ ปีแล้ว ไม่เคยเกิดเหตุเลย เพราะว่าเขาจะมีการทํางานร่วมมือกับตํารวจเป็นอย่างดี แล้วมีการบรีฟ (Brief) สถานการณ์ก่อน มีการมอบหมายภารกิจกันชัดเจน หมู่บ้านนี้ไม่เคยเกิด แล้วมีหลาย ๆ หมู่บ้านที่เป็นอย่างนี้ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาบางหมู่บ้านถึงแม้จะมี รปภ. แต่ก็เกิดเหตุ แล้วบางแห่งกลายเป็น รปภ. นั้นเองมีส่วนทําเองหรืออาจจะเป็นสาย ปล่อยปละละเลยก็มี ข้อมูลที่น่าสนใจ ผมเอาเฉพาะในเขตนครบาล ปัจจุบันในเขตนครบาลมีหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมด ๑,๔๑๐ หมู่บ้าน มีจํานวนครัวเรือนที่อยู่ในหมู่บ้าน ๔๕๔,๗๔๗ ครัวเรือน มีจํานวนประชากร ที่อยู่ในหมู่บ้านที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัย ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนเศษ มีพนักงานรักษา ความปลอดภัยทั้งหมด ๕,๓๐๐ คน ที่ทําหน้าที่ดูแลช่วยเหลือตํารวจในการดูแลความปลอดภัย ของประชาชนในหมู่บ้านนั้น ๆ เพียงแต่ข้อจํากัดว่าเขาดูได้เฉพาะในหมู่บ้าน ประชาชน ที่อยู่ในหมู่บ้านเมื่อออกนอกพื้นที่หมู่บ้านก็ยังต้องพึ่งพิงตํารวจอยู่ ท่านทราบไหมตํารวจนครบาล ทั้งหมดเรามีแค่ ๒๕,๐๐๐ คน แต่เรามีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ช่วยตํารวจตรงนี้ ๕,๓๐๐ คน ๑ ใน ๕ มีประโยชน์มาก ๑ ใน ๕ ช่วยงานตํารวจ ถ้าไม่มีพนักงานความปลอดภัย ตรงนี้ตํารวจจะเหนื่อยมากกว่าในนครบาล แต่สิ่งที่เป็นข้อมูลเราวิเคราะห์ออกมาว่านี่คือปัญหา ก็คือจากจํานวนพนักงานรักษาความปลอดภัย ๕,๓๐๐ คน มาจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ทั้งหมด ๗๘๘ บริษัท เท่ากับว่า ๑ บริษัทจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ ๗-๘ คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีพนักงานแค่ ๗-๘ คน ถามว่า จะมีคุณภาพไหม เขาตั้งโรงเรียนฝึกสอนก่อนที่จะบรรจุเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยไหม เขาจะลงทุนพัฒนาไปเรื่อย ๆ ไหม ให้ความรู้อะไรไหม ก็คือไม่ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่เราจําเป็น จะต้องปรับปรุงให้มีกฎหมายเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ข้อเสนอของเราก็คือขณะนี้ กฎหมายมีแล้ว ก็เหลือแต่การดําเนินการเร่งรัดให้ธุรกิจรักษาความปลอดภัยนั้นต้องดําเนินการ ให้มีมาตรฐาน เราก็จะประสานงานแล้วก็ช่วยเหลือ แล้วก็คงจะแนะนําขยายไปยังภูมิภาคว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดี ต่อมาในเรื่องอาสาสมัครตํารวจบ้าน ปัจจุบันเรามีอาสาสมัครตํารวจบ้านและอาสาจราจร ทั้งสิ้น ฝึกไปแล้ว แล้วก็แจกบัตร ๑๖๔,๘๗๙ คน อาสาสมัครตํารวจบ้านแต่งเครื่องแบบ มีบัตรประจําตัว แต่มีปัญหาพอสมควรในเรื่องนี้เพราะว่าเราฝึกไปเยอะเกิน แต่เวลาเรียกใช้งาน ใช้งานได้นิดเดียว เพราะว่าทุกคนนั้นส่วนใหญ่ยังจะต้องปากกัดตีนถีบ ก็เรียกง่าย ๆ ยังต้อง ทํามาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นบางครั้งเราต้องทําแผนว่าคุณมาเข้าเวรวันนี้ก็มา ไม่ได้เพราะต้องไปทํางานหาเลี้ยงชีพ ส่วนงบประมาณที่เราจะมีอุดหนุนเขาก็ได้แค่ค่าอาหาร วันละ ๑๐๐ บาท และที่สําคัญวันละ ๑๐๐ บาทเราได้ปีหนึ่งเท่าไร เราได้ปีหนึ่ง ๒๘ ล้านบาท ผมเอา ๑๐๐ บาทไปหาร ๒๘ ล้านบาท ไปหาร ๓๖๕ วัน เงิน ๒๘ ล้านบาทจะพอจ่ายให้ อาสาสมัครมาช่วยเราได้แค่ ๗๘๐ คนเท่านั้นหมดเงินแล้วครับ ถ้าทําทั้งปีเรามีให้ เพราะฉะนั้นที่เราฝึกไว้ไป ๑๖๔,๐๐๐ คน ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าไรนัก และยังเกิดโทษ ในกรณีที่เราไม่สามารถควบคุม กํากับดูแลได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่จะมีข้อเสนอแนะในการแก้ไข ส่วนในเรื่องอาสาสมัคร อีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์ก็คืออาสาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรม ปัจจุบันเรามีอยู่ทั้งสิ้น ๓๔,๓๔๕ คน ตรงนี้ดีครับ ก็คือเป็นทั้งเปิดเผยตัวและไม่เปิดเผยตัว ท่านจะเห็นอาสาสมัครเหยี่ยวเวหา อาสาอะไรที่มีวิทยุพกติดตัวหรือไม่มีก็ได้ แจ้งข่าวทาง โทรศัพท์ก็ได้ อันนี้เราไม่ต้องจ่ายค่าอาหาร เขาทํางานตลอด ๒๔ ชั่วโมง เขาอยู่กับที่พักของเขา มีเหตุเขาก็แจ้ง ก็จะมีบ้างปัญหาไม่รุนแรง เช่นถ้าเป็นลักษณะที่มีวิทยุพกติดตัวก็มักจะถือ ไปกร่าง ไปแสดงความภูมิใจ ไปกินข้าวต้มก็เอาวิทยุมาวาง สร้างความเดือดร้อนรําคาญ ให้ประชาชน ก็มีบ้างแต่เป็นปัญหาเล็กน้อย อันนี้ก็อยู่ที่มาตรการในการควบคุม กํากับดูแล กลับมาตรงอาสาสมัครแจ้งข่าว นอกจากจะแจ้งข่าวยังศูนย์แจ้งข่าวแล้ว เรามีศูนย์วิทยุ ๑๙๑ เป็นศูนย์สําหรับบริการประชาชนที่จะแจ้งข่าว ท่านประสบเหตุ ท่านพบเหตุเดือดร้อน ท่านโทรศัพท์แจ้ง แต่ ๑๙๑ ก็ประสบปัญหา วันหนึ่งมีโทรศัพท์เข้ามาแจ้งร้อยละ ๘๐ โทรศัพท์เข้ามาก่อกวน ไม่ใช่แจ้งเหตุจริง สมมุติว่าวันหนึ่งโทรศัพท์มา ๓๐,๐๐๐ สาย เป็นโทรศัพท์มาก่อกวนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐,๐๐๐ กว่าสาย เมื่อ ๒-๓ อาทิตย์ก็มีข่าว ผู้เฒ่าอายุ ๖๐ ปีบอกว่าหลงรักตํารวจโทรศัพท์มากวน ที่จังหวัดไหนผมจําไม่ได้ นี่ประเด็นปัญหา เพราะฉะนั้นกองบัญชาตํารวจนครบาลก็ประสบปัญหานี้มาก จึงได้คิดและขอความร่วมมือ กับภาคเอกชนมาช่วยแก้ปัญหานี้ จึงเกิดแอปพลิเคชัน (Application) ใหม่ขึ้นมาเรียกว่า แอปพลิเคชัน โพลิซ ไอ เลิร์ต ยู (Application Police i lert u) แอปพลิเคชัน (Application) นี้ จะมีประโยชน์มาก หมายความว่าคนที่จะมาแจ้งข่าวผ่านแอปพลิเคชัน (Application) นี้ จะต้องลงทะเบียน เมื่อลงทะเบียนก็จะรู้ตัว ทราบตัว การที่จะส่งข่าวมาก่อกวนก็ไม่สามารถ กระทําได้ เพราะฉะนั้นเราจะพยายามส่งเสริมให้มีแอปพลิเคชัน (Application) นี้ แต่อย่างไรก็ตามในรายละเอียดผมจะขออนุญาตท่านประธานให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เรื่องนี้โดยตรงได้นําเสนอเฉพาะเรื่องแอปพลิเคชัน (Application) นี้ แล้วก็มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) และขออนุญาตฉายวีดิทัศน์สั้น ๆ เหมือนแบบที่ฉายในห้องประชุมวันนั้น ไม่เกิน ๒-๓ นาที