พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ชี้แจงการพิจารณาปรับปรุงระเบียบ ก.ต.ช. โดยเสนอให้แยกบทบาท กต.ตร. เป็นสองส่วน ทั้งการสนับสนุนและการตรวจสอบ พร้อมเสนอตั้งคณะกรรมการบริหารสถานีตำรวจแทน กต.ตร. เดิม และยืนยันการรับข้อเสนอทุกความเห็นเพื่อส่งให้ ก.ต.ช. พิจารณาต่อไป
ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจและได้กรุณาให้คําแนะนํากับคณะกรรมาธิการ ในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าในเรื่องนี้เราพิจารณาและยอมรับว่าหลายเรื่องไม่สามารถ จะตกผลึกได้ด้วยตนเอง เพราะว่าเป็นเรื่องที่เป็นความคิดเห็น มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านในนี้ ที่ผมไปหารือก่อนที่จะสรุปรายงาน แล้วก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่าน ให้ความเห็น ให้คําแนะนํามา คณะกรรมาธิการก็จะรับมาทั้งหมด ยังมีบางประเด็นที่ไม่ได้ลง ในรายละเอียด เนื่องจากในรายงานฉบับนี้จะยึดเพียงแต่ว่าเราเสนอขอหลักการตรงนี้ก่อน เมื่อรับหลักการแล้วกระบวนการต่อไปก็คือต้องส่งไปตามขั้นตอน และสุดท้าย ก็คงจะไปที่หน่วยงานคือสํานักงานตํารวจแห่งชาติและ ก.ต.ช. ที่จะต้องไปดําเนินการ แก้ไขระเบียบ ซึ่งตรงนั้นจะเป็นการลงรายละเอียด คณะกรรมาธิการไม่ได้พิจารณา รายละเอียดในระเบียบ ก.ต.ช. ในแต่ละเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นวิธีการในการสรรหา ที่จะลงรายละเอียดถึงขั้นแบบฟอร์มถึงอะไร เพราะว่าจะมีในระเบียบ ก.ต.ช. อยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างว่าคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบางท่านถามมา ก็จะปรากฏอยู่ในระเบียบ ก.ต.ช. เดิมอยู่แล้ว ถ้าท่านเปิดไปในเอกสารเป็นภาคผนวกก็จะอยู่ในหน้า ๔๙ ที่ระบุไว้เลยว่า คุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้ามามีอะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งในหน้า ๕๖ ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากจะมีขั้นตอน ของการออกระเบียบ ก.ต.ช. ขึ้นมาใหม่ เราก็จะรวบรวมความคิดเห็นข้อเสนอของท่านสมาชิก ทั้งหมดผนวกไปและส่งไปให้ ก.ต.ช. ที่จะต้องเป็นผู้ออกระเบียบ อันนี้คือภาพกว้าง ๆ ก่อน แต่อย่างไรก็ตามผมจะพยายามตอบคําถามของท่านสมาชิกในบางเรื่อง คงจะใช้เวลาเร็ว ๆ เพราะว่าเวลาเราน้อยแล้ว ขอบคุณท่านสุรินทร์ที่เสนอ ของท่านพิสิษฐ์เราก็รับไว้ แล้วก็คงจะ ผนวกเข้าไปเป็นข้อเสนอเป็นความเห็นหนึ่งซึ่ง ก.ต.ช. ก็คงไปเป็นผู้พิจารณาตกลงใจ ตรงนี้ก็จะตอบคําถามของท่านนิกรว่าอํานาจเราอยู่ตรงไหน จะไปอย่างไรต่อ ซึ่งแน่นอน ในที่สุดคําตอบก็เป็นอย่างที่ท่านประธานได้พูดเสมอว่าเราคือสภาวิชาการ ชื่อทําให้เรา หลงประเด็นตั้งแต่มาใหม่ ๆ ผมคิดว่าเราคือสภาขับเคลื่อน เราต้องเข้าไปขับเคลื่อน ตร. ต้องทําอย่างนี้ ต้องไปจี้ไปไชให้เขาทําตามเรา แต่มันไม่ใช่ เราก็ทําหน้าที่ของเราไป เราเป็นฝ่ายวิชาการเราก็เสนอไป เมื่อเขารับไปเขาไปทําอย่างไรอํานาจก็ไปอยู่ตรงนั้น แต่ว่า แน่นอนในส่วนของเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราก็ประสานทางข้างความเห็นไปให้ ก็คงเป็นประเด็นตรงนี้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งเราผนวกไปได้หมด ทุกความเห็นเราผนวกไปให้หมด คนตกลงใจก็คือ คนที่มีอํานาจ ในเรื่องที่เสนอทั้งหมด เป็นเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ ก.ต.ช. ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีอํานาจก็คือคณะกรรมการ ก.ต.ช. ที่จะเป็นผู้พิจารณา ในส่วนประเด็น ผมเห็นมีบางท่านอาจจะยังไม่ชัดเจนในข้อเสนอของเรา เพราะว่าการเขียนลําดับอาจจะไม่ชัดเจน ก็คือปัจจุบันเรามีคณะกรรมการ กต.ตร. แต่ในหน้าที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือทําหน้าที่สนับสนุนช่วยเหลือ กับอีกส่วนหนึ่งคือทําหน้าที่ ตรวจสอบติดตาม ซึ่งในหลักการบริหารแล้วเพื่อความโปร่งใสต้องแยกกันทั้ง ๒ ส่วน แต่เผอิญว่าระเบียบ ก.ต.ช. ที่ออกไปเมื่อปี ๒๕๔๙ ไปรวมทั้ง ๒ หน้าที่นี้ไว้ที่ กต.ตร. ก็เป็นผลให้ กต.ตร. ทําเพียงหน้าที่เดียวคือสนับสนุน ไม่ได้ทําหน้าที่ตรวจสอบ สรุปง่าย ๆ อย่างนี้ เราก็เลย เสนอใหม่ว่าถ้าอย่างนั้นต้องตัด กต.ตร. เนื่องจากชื่อ กต.ตร. เราคงเปลี่ยนไปไม่ได้เพราะมีชื่อว่า ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล แล้วก็คงเหลือหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล ให้ กต.ตร. ไว้ เขาอยู่ ตัวชื่อหน่วยยังอยู่ แต่ตัวคนที่เป็น กต.ตร. ทุกวันนี้เขาเข้ามาโดยเจตนาว่าเขารักตํารวจ เขาอยากจะช่วยเหลือ สนับสนุนตํารวจ เขาก็จะไม่มีที่ไปถ้าเราไม่ให้เขาทําหน้าที่ช่วยเหลือ เขาไม่อยากตรวจสอบ สมมุติเป็นอย่างนี้นะครับ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการจึงให้ตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้นมา อีกคณะหนึ่งซึ่งอยู่ในเอกสารหน้า ๒๘ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญที่จะต้องสื่อให้เข้าใจว่า ในส่วนของ กต.ตร. บุคคลที่เป็น กต.ตร. ในปัจจุบันนี้ต่อไปถ้าท่านยังเป็นอยู่ ยังได้รับเลือกอยู่ ท่านจะเปลี่ยนชื่อจาก กต.ตร. เป็น คณะกรรมการบริหารสถานีตํารวจ จาก กต.ตร. ก็เป็น กบ.ตร. เป็น กบ. กรรมการบริหาร ภาพก็จะออกมาเป็นอย่างนี้นะครับ ในเรื่องของ องค์กรภาคประชาสังคม ท่านจะเห็นว่าในองค์ประกอบก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเราไม่จํากัด ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย ก็แล้วแต่ว่าจะสรรหามาอย่างไร อีกส่วนหนึ่งเนื่องจาก คสช. ได้ประกาศ ออกมาแล้วว่าให้มีองค์กรภาคเอกชน เดิมเขียนว่า ชุมชน หรือประชาชนเฉย ๆ ก็จะเป็น เอกบุคคลอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกพูดถึง แต่ตอนนี้ ผมก็ไปล้วงลึกมาว่าทําไมถึงแก้จาก ประชาชน แล้วมาเป็น องค์กรภาคเอกชนก็มีความคิดว่าอย่างน้อยให้ภาคประชาชน ให้องค์กรภาคเอกชนเขากรองกันมาชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เราไปสรรหา เพราะฉะนั้นในองค์ประกอบ ที่คณะกรรมาธิการเสนอว่าจะมีผู้แทนองค์กรภาคเอกชนไม่เกิน ๕ องค์กรในสถานี หรือในพื้นที่นั้น ๆ ก็หมายความว่าถ้าสมมุติจังหวัดนครปฐมมีองค์กรภาคประชาชน ๕๐ องค์กร เราก็ให้ ๕๐ องค์กรเขาสรรหาขึ้นมาก่อนแล้วเป็นตัวแทนขององค์กร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ชมรมผู้สูงอายุอะไรต่ออะไรเขาสรรหาของเขามา จาก ๕๐ คนที่เป็นตัวแทนขององค์กร แล้วก็มาให้คณะกรรมการสรรหาให้เหลือ ๕ คนตามจํานวน อันนี้คือภาคประชาสังคม ที่เป็นตัวแทนภาคเอกชน ทีนี้คําว่า องค์กรภาคเอกชน ระเบียบ ก.ต.ช. ก็บัญญัติไว้ชัดเจนมาก คือยึดหลักคําว่าออร์แกไนเซชัน (Organization) เลย คือบุคคล ๒ คนขึ้นไปรวมตัวกัน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นจะจดทะเบียนก็ได้ ไม่จดทะเบียนก็ได้ ท่านจะตั้งกันเป็นชมรมรวมกัน ๓ คน ผมตั้งชมรมอะไรสักอย่างหนึ่งก็ถือว่าเป็นองค์กรแล้ว อันนี้คือระเบียบ ก.ต.ช. ได้บัญญัติไว้แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีอุปสรรคอะไรเรื่องนี้มาก อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเราก็พิจารณา ถ้าไม่ครบถ้วนหรือท่านมีเสนอเพิ่มเติม เราก็จะรับไว้แล้วก็จะส่งต่อไปยัง ก.ต.ช. ให้พิจารณาเพิ่มเติม แต่ว่าความเดิมเราก็พิจารณา มาจากระเบียบ ก.ต.ช. เดิมว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิสาขาใดบ้าง แต่เผอิญว่างานของเรา เป็นงานตํารวจ เรามีกรรมการโดยตําแหน่งที่เกี่ยวข้องกับงานตํารวจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เป็นทางด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจราจรเรื่องอะไรอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในภาคผู้ทรงคุณวุฒิ เราก็เลยจะไม่เอาสาขาที่ซ้ํากันมากนัก อันนั้นก็คือที่มาที่ไป เรื่องของการสรรหา ข้อเสนอของกรรมาธิการจะอยู่ในหน้า ๒๕ ข้อ ๓.๑.๔ เราก็คงเขียนไว้ง่าย ๆ ว่าให้ กต.ตร. โดยตําแหน่งแต่ละระดับแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาไปทําการสรรหา แต่วิธีการสรรหา ของคณะกรรมการสรรหาทําอย่างไรเราจะไม่ลงรายละเอียด ก็ให้เป็นไปตามระเบียบ ก.ต.ช. ซึ่งระเบียบ ก.ต.ช. เดิมก็มีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าครั้งนี้เราเสนอให้ ก.ต.ช. ต้องไป แก้ไขระเบียบใหม่ เพราะอะไร ก็เพราะว่ามีการแก้ไขกฎหมายตามมาตรา ๗ ออกใหม่แล้ว แล้วระเบียบเดิมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ไปอ้างอิงกฎหมายฉบับเดิม เราจึงเสนอว่าควรจะปรับ ให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นในเรื่องการสรรหาก็จะเป็นรูปแบบนี้ เนื่องจากเยอะมาก ผมจดแล้ว ถ้าตอบไม่หมดท่านถามอีกรอบได้ครับ