รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๖/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
๑. หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
๒. หมวด ๔ มาตรา ๔๗ ว่าด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
๓. หมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ
๔. หมวด ๖ ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ
๕. หมวด ๗ ในส่วนของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ บัตรใบเดียวตามมาตรา ๘๕ และมาตรา ๘๖
๖. มาตรา ๑๒๔ ว่าด้วยอํานาจในการเรียกเอกสารและบุคคลมาชี้แจง ของคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
๗. มาตรา ๑๗๓ ว่าด้วยการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศ รวมถึงบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๔ ที่เกี่ยวเนื่องกัน
๘. หมวด ๑๑ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ
๙. หมวด ๑๓ ว่าด้วยองค์กรอัยการ ในมาตรา ๒๔๕ และบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๖ วรรคสอง
และท้ายที่สุดคือประเด็นที่ ๑๐ เรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ในบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๒๖๙
ท่านประธานที่เคารพ โดยรวมกระผมเห็นด้วยกับคําชื่นชมของเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้าผม ต้องขอขอบพระคุณและให้กําลังใจต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้ใช้ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถภายใต้ เงื่อนเวลาที่จํากัด และความคาดหวังอย่างสูงของทุกกลุ่มในสังคมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ได้สําเร็จและครบทุกประเด็น ผมมีความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นมีความสมบูรณ์ ดีมากถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว เลยอยากขอให้ท่านยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง อย่าได้หวั่นไหว กับกระแสคัดค้านหรือติติงว่าร้ายต่าง ๆ จากภายนอก อันเป็นปกติธรรมดาว่าหากเราผลิต ผลงานอะไรออกมาสักชิ้นหนึ่งมักจะมีคนติมากกว่าคนชม คนเห็นด้วยเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ โดยมักไม่แสดงออกซึ่งพลังสนับสนุน แต่จะมีคนคัดค้านที่มักออกมาแสดงบทบาทส่งเสียง จนบางครั้งเราก็อาจจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือเสียงหรือนอยส์ (Noise) ที่ดูเอะอะโวยวาย และอะไรคือสัญญาณหรือซิกแนล (Signal) ที่มีเหตุผลควรคู่แก่การรับฟัง กระผมเห็นว่า หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตั้งแต่มาตรา ๒๕ ถึงมาตรา ๔๖ มีความเหมาะสมและกระชับดีเพียงพอแล้ว ไม่จําเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมอะไรอีก เสียงเรียกร้อง ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของชุมชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอ ในหมวด ๓ แล้ว โดยมีอยู่ถึง ๗ แห่งใน ๖ มาตรา คือมาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ในหมวดหน้าที่ของรัฐ และมาตรา ๖๖ ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ
ที่ผมจะขอกล่าวถึงเป็นพิเศษก็คือมาตรา ๔๗ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งได้บัญญัติหน้าที่พลเมืองไว้ทั้งหมดถึง ๑๐ ข้อ ซึ่งเมื่อได้ศึกษาดูรัฐธรรมนูญในฉบับก่อน ๆ คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ เขียนหน้าที่ของประชาชนไว้เพียง ๕ ข้อ ในร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นนี้ท่านกรรมการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้แยกออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อเน้นย้ําถึงความสําคัญ ในหน้าที่ของพลเมืองไทยเหล่านั้น เช่น มาตรา ๔๗ (๓) บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด มาตรา ๔๗ (๔) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ มาตรา ๔๗ (๖) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทําการใดที่อาจก่อให้เกิด การแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม มาตรา ๔๗ (๗) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ อย่างอิสระ โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสําคัญ และมาตรา ๔๗ (๑๐) ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และขอให้คงมาตรา ๔๗ ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ไว้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนตระหนักว่า นอกจากจะมีสิทธิและเสรีภาพแล้วเขายังต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และสังคมไทยในฐานะที่เป็นคนไทยอีกด้วย
ส่วนหน้าที่ของรัฐในหมวด ๕ ผมก็เห็นด้วยที่กําหนดให้รัฐต้องจัดให้มี สาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งผมเห็นว่าหมายความรวมถึงความมั่นคงทางพลังงานด้วย รัฐต้องคุ้มครองและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วมของ ประชาชนตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งหากเป็นไปได้ก็อยากจะให้กรุณาระบุในเรื่องการเงินการคลังว่ารัฐควรต้องยึดถือ นโยบายเศรษฐกิจเสรีที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาดด้วย
ในส่วนของแนวนโยบายแห่งรัฐ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่พึงจัดให้มี ยุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๑ เป็นกรอบเป้าหมายของการพัฒนา อย่างไรก็ดีกฎหมายลูก ไม่ควรจะกําหนดยุทธศาสตร์ลงในรายละเอียดเกินไปอันอาจเป็นการผูกมัดรัฐบาลในอนาคต จนเขามิอาจบริหารประเทศตามนโยบายที่เขาได้บอกไว้กับประชาชน มาตรา ๖๓ วรรคสอง ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ถือเป็นครั้งแรก และเป็นความหลักแหลมของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติเรื่องการคุ้มครอง พระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญโดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงศาสนาประจําชาติ และให้ความสําคัญ กับกลไกการป้องกันการทําลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด โดยยังคงระบุถึงการให้ การอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่นอย่างเท่าเทียมกันไว้ด้วยในวรรคหนึ่ง ในส่วน แนวนโยบายแห่งรัฐที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือมาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๒ ว่าด้วยระบบ เศรษฐกิจ คือรัฐไม่ควรประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่เป็นกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และการจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทําบริการสาธารณะ และมาตรา ๗๒ ว่าด้วยการบริหารบุคคลในหน่วยงานของรัฐ ต้องยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การโยกย้าย เลื่อนตําแหน่งข้าราชการโดยระบบ คุณธรรม หรือเมอริตซิสเต็ม (Merit system) ในเรื่องต่อมาที่ผมอยากให้ข้อคิดต่อท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ฝากไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องที่ ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วเมื่อวานนี้โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คือการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลไม่เกิน ๓ ชื่อที่จะเสนอให้ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหากพรรคการเมืองนั้นได้เป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาล ตามมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔ กระผมมีความเป็นห่วงว่าเจตนารมณ์ที่ดีของกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการแก้วิกฤติ หากเราไม่สามารถหานายกรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้ก็จะเอาคนกลางที่เป็นคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในทางปฏิบัติ ตามมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔ ร่างอยู่ในปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะไม่บรรลุผลตามเจตนารมณ์นั้นได้ ยกตัวอย่างเช่นหากผู้ได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีทําการบริหาร ราชการแผ่นดินไปสักระยะเช่น ๒ ปี และเกิดวิกฤติทางการเมืองขึ้นจําเป็นต้องลาออก หรือพ้นจากตําแหน่งไป เวลา ๒ ปีย่อมมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากจนทําให้ชื่อที่ได้ เสนอไว้เดิมอีก ๒ ชื่อเมื่อ ๒ ปีก่อนอาจจะไม่มีความเหมาะสมแล้วก็เป็นไปได้ ดังนั้นกระผม เห็นว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญน่าจะพิจารณาบัญญัติไปเสียเลยดีกว่าว่าผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี หากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินครึ่ง และหากไม่ได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นคนนอกก็ต้องได้รับเสียงอย่างน้อย ๒ ใน ๓ ขึ้นไป ก็จะเป็นการรองรับการแก้วิกฤติในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ดีกว่ารูปแบบที่เขียนไว้ในมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔
เรื่องต่อไปคือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) โดยใช้วิธีกากบาทบัตรใบเดียวกับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ตามมาตรา ๘๕ และมาตรา ๘๖ กระผมเห็นว่าระบบนี้เป็นระบบที่เข้าใจยากและปฏิบัติยาก สิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณโดยไม่สมควร ทําให้เราจะได้รัฐบาลช้าลง และจะทําให้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งขาดความเข้มแข็งเพราะเป็นระบบที่ทําให้มีความเป็นไปได้สูง ที่จะมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้ง กระผมอยากให้ข้อคิดว่าเมื่อท่านได้ออกแบบ ปรับปรุง แก้ไขบทบาทขององค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญให้มีความเข้มแข็งและอํานาจมากขึ้นแล้วท่านก็ไม่ควรจะออกแบบ ให้รัฐบาลมีความอ่อนแอ เพราะประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ในยุคที่มีการแข่งขันเข้มข้น ในเศรษฐกิจแบบเสรี ในยุคที่อาจมีภัยจากการก่อการร้ายหรือภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต ประเทศไทยของเราจําเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและสามารถตัดสินใจได้ อย่างรวดเร็วเพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อบําบัดทุกข์ บํารุงสุขได้อย่างรวดเร็วทันใจประชาชน เราจึงไม่ควรออกแบบให้รัฐบาลหรือระบบ พรรคการเมืองมีความอ่อนแอ
เรื่องต่อไปอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสังเกตมากนัก แต่กระผมเห็นเพราะว่า เป็นเรื่องสําคัญ คือการกําหนดอํานาจของกรรมาธิการสามัญหรือกรรมาธิการวิสามัญ ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามมาตรา ๑๒๔ ซึ่งท่านได้เขียนไว้ให้กระชับขึ้นและได้ใช้ หลักการตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ โดยปรับปรุงถ้อยคําให้กะทัดรัด อย่างไรก็ตามอํานาจกรรมาธิการตามมาตรา ๑๒๔ วรรคสี่ ในการเรียกเอกสารหรือบุคคลใดมาชี้แจง ท่านได้ตกถ้อยคําสําคัญที่ไม่ได้ยกมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๘๙ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๓๕ กล่าวคือ ในการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาชี้แจงให้ข้อมูลหรือเอกสารข้อคิดเห็นตามที่กรรมาธิการเรียกนั้น มีบทยกเว้นกรณีเป็นข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน ซึ่งควรนํามาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๔ วรรคสี่นี้ด้วย เพราะในทางปฏิบัติกรรมาธิการมักจะ ประกอบด้วยบุคคลภายนอกหรือที่ปรึกษาซึ่งอาจจะนําข้อมูลไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว หรือเปิดเผยความลับของทางราชการได้ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในระหว่างการดําเนินการ ยังไม่แล้วเสร็จ หรือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอันเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หากกรรมาธิการบางคน บางคณะมีอคติหรือใช้อํานาจเกินขอบเขตที่เหมาะสมก็จะสร้าง ความทุกข์ ความลําบากใจให้กับข้าราชการผู้ถูกเรียกเป็นอย่างมาก ยิ่งในรัฐสภายุคก่อน ได้ออกกฎหมายคําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการที่อาจมีโทษอาญาของผู้ไม่มาให้ข้อมูลได้ด้วย แล้วการไม่มีข้อยกเว้นจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดอะบิวส์ ออฟ เพาเวอร์ (Abuse of power) จึงใคร่ขอให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเพิ่มข้อยกเว้นในมาตรา ๑๒๔ ว่าด้วย การขอเอกสารข้อมูลหรือข้อคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวกับความปลอดภัย หรือประโยชน์ของแผ่นดินที่ไม่อาจเปิดเผยได้เอาไว้ด้วย
เรื่องต่อมาคือหมวด ๘ มาตรา ๑๗๓ ว่าด้วยการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗๓ ก็คือมาตรา ๑๙๐ ที่ได้สร้างปัญหาในการ บริหารราชการแผ่นดิน การดําเนินวิเทโศบายของรัฐตลอดมา ความตกลงระหว่างประเทศ ไม่ว่าระดับใด ไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี ข้าราชการหรือรัฐมนตรีไม่สามารถ ลงนามได้ทันเวลาเพราะต้องส่งมาขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภา เนื่องจากคําว่า ผลกระทบอย่างกว้างขวาง นั้นครอบจักรวาลมากเกินไป ผมจึงขอสนับสนุนและชื่นชม คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้เขียนมาตรา ๑๗๓ ว่าด้วยการทําสนธิสัญญากับ ต่างประเทศขึ้นใหม่ได้กระชับ รัดกุมคล้ายกับมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีมาตรการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว หากเป็นไปได้ก็อยากจะขอให้ท่านกรุณายกร่างกฎหมายลูก ตามมาตรา ๑๗๓ วรรคสาม ให้แล้วเสร็จเสียก่อนการเลือกตั้งไปด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงกลาโหม และอีก ๆ หลายกระทรวง ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศตลอดเวลา
ประเด็นต่อมาคือเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๑ ผมเพียงอยากจะพูด สั้น ๆ และให้ข้อคิดเห็นว่าตามร่างปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจมากขึ้นก็ควรที่จะต้องมี แอคเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) หรือความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย เราจะมี กระบวนการตรวจสอบการใช้อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นทําหน้าที่มาบัญญัติหรือเขียนรัฐธรรมนูญเสียเอง อันนี้ก็ฝากกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ
เรื่องถัดมาคือเรื่องของบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๖ วรรคสอง ว่าด้วยองค์กร อัยการ ที่ท่านได้บัญญัติห้ามมิให้พนักงานอัยการดํารงตําแหน่งในรัฐวิสาหกิจหรือองค์กร ของรัฐในทํานองเดียวกัน ผมอยากจะเรียนว่าในฐานะที่ผมเคยเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หลายแห่งมีพนักงานอัยการร่วมเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจด้วย ผมเห็นว่าการมีอัยการอยู่ใน รัฐวิสาหกิจยังมีความจําเป็นและเป็นประโยชน์ อัยการถือเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ เป็นทนายของแผ่นดินที่ให้ข้อคิดเห็นได้อย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ของข้อสัญญา ข้อกฎหมายที่ช่วยป้องกันมิให้เกิดการผิดพลาดในการปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อกฎหมาย จึงอยากขอให้ท่านทบทวนบทบัญญัติในมาตรา ๒๖๖ วรรคสอง อย่าให้ตึงจนเกินไปนัก เพราะในมาตรา ๒๔๕ วรรคสาม ท่านก็ได้กําหนดห้ามมิให้อัยการสูงสุดเป็นประธาน กรรมการ ก.อ. โดยตําแหน่งแล้ว รวมทั้งยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาเป็นกรรมการ ก.อ. ด้วย คณะกรรมการ ก.อ. ย่อมมีความเที่ยงธรรม และสามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างเหมาะสมในการให้อัยการไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งใดว่า จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ หมอมิได้มีไว้เพียงเพื่อรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วยแล้ว เพียงหน้าที่เดียว แต่มีไว้เพื่อช่วยตรวจเชิงป้องกันและให้คําแนะนําให้เรามีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยด้วยฉันใด อัยการก็มิได้มีไว้เพียงเพื่อคอยแก้ต่างเมื่อเกิดคดีแล้ว แต่อัยการยังทํา หน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติด้วย โดยการให้คําปรึกษาทางกฎหมายที่มีประโยชน์ และคุณค่าแก่รัฐวิสาหกิจเพื่อให้องค์กรดํารงอยู่ได้อย่างถูกต้องฉันนั้นด้วย
ท้ายที่สุดนี้ กระผมมาจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน หากจะไม่พูดถึงเรื่องการปฏิรูปพลังงานเลยก็ดูจะกระไรอยู่ กระผม ต้องขอขอบคุณกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้พวกเราสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีก ๑ ปีหลังจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ตามบทเฉพาะกาล เพื่อขับเคลื่อนปฏิรูปที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๖๙ กระผมขอเรียนว่า ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้วได้มีการสรุปย่อประเด็น เรื่องการปฏิรูปพลังงานไว้อย่างกระชับในร่างรัฐธรรมนูญ ดังข้อความต่อไปนี้ ให้มีการบริหาร จัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน โดยคํานึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตและสุขภาพของประชาชนและชุมชน รวมทั้งให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจในข้อมูลด้านพลังงาน มีส่วนร่วมในกระบวนการกําหนดนโยบาย และกระบวนการวางแผนพลังงาน ติดตามและตรวจสอบการดําเนินนโยบายและแผนนั้น และให้มีการจัดทําหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับพลังงาน พลังงานในที่นี้หมายถึงปิโตรเลียมและพลังงานทดแทนซึ่งประเทศไทย มีศักยภาพอยู่พอสมควร อย่างไรก็ดีการจะปฏิรูปพลังงานพึงตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่นําเข้าพลังงานสุทธิมากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่เราใช้ยังต้อง นําเข้าจากต่างประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน การยึดระบบเศรษฐกิจเสรีและกลไกตลาด จึงเป็นปัจจัยสําคัญที่สุดที่จะทําให้ประเทศไทยและคนไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง และยั่งยืน กระผมเห็นว่าในมาตรา ๒๖๙ บทเฉพาะกาลนี้ก็อาจจะบัญญัติไว้อย่างสั้น ๆ ในเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน โดยจะตระหนักถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ที่กระผมได้ กราบเรียนไป ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ควรจะเขียนไว้ให้ยาวจนเกินไปนัก ร่างปัจจุบันมีถึง ๒๗๐ มาตราก็ถือว่ายาวมากแล้ว ศีลพระมีแค่ ๒๒๗ ข้อ ยังมีการอาบัติ เลยนะครับ ผมเคยไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกานี้ ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๓๓๑ ถึงปัจจุบัน ๒๒๘ ปีแล้ว เขาเริ่มต้นด้วยมี ๗ มาตรา และ ๒๑ อนุมาตรา และในประวัติศาสตร์ ๒๐๐ ปีของเขา เขาก็มีการแก้ไข ๒๗ ครั้ง เพิ่มอีก ๒๗ มาตรา รวมเป็น ๓๔ มาตรา ใช้มาได้ถึง ๒๒๘ ปี รัฐธรรมนูญไม่ควรมีเรื่องปลีกย่อยหยุมหยิมจนเกินไป จนกลายเป็นกับระเบิดเปิดช่องให้มีการฟ้องร้องไม่รู้จบ เราต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง สังคม ที่โปร่งใส และการมีรัฐบาลที่น่าเชื่อถือและเป็นที่เชื่อมั่นบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้ประชาชน ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ เป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านวิทยา แก้วภราดัย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๔๒ กระผมมีข้อข้องใจอยากจะหารือท่านประธานนะครับ เมื่อสักครู่ ท่านประธานมีเรื่องที่แจ้งให้ทราบว่าวันนี้เราจะมีการลงมติ คือผมก็เลยไม่เข้าใจครับ เพราะว่า การอภิปรายที่ผ่านมาเมื่อวานวันหนึ่งเป็นลักษณะการอภิปรายทั่วไป ทุกคนก็แสดงความคิดเห็น แต่การแสดงความคิดเห็นฝ่ายเดียวฝ่ายที่แย้งก็ไม่มี เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนถามนะครับ เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมในการลงมติในตอนเย็นนี้ว่าเราจะลงมติเรื่องอะไรครับ เพราะว่าเท่าที่อภิปรายมาเรายังไม่สามารถลงมติอะไรได้ ยกเว้นว่ามติจะส่งทุกคําพูด ที่เราพูดไปให้กับ กรธ. ส่วนถ้าจะมีแนวที่ท่านประธานอาจจะมีธงไว้แล้วว่าเราจะลงมติ เรื่องอะไร ก็ขอความกรุณาได้เรียนให้กับสมาชิกทราบด้วย เผื่อจะได้เตรียมการหารือกัน ในเรื่องที่จะต้องลงมติครับ
ถ้าประชุมเสร็จแล้วจะชี้แจงนะครับ ขอบคุณครับ เป็นการอภิปรายของสมาชิกเป็นรายบุคคล ท่านวันชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สปท. วันชัย สอนศิริ ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน ที่ท่านประธานบอกว่าเดี๋ยวจะชี้แจงหลังจากอภิปราย ผมขอหารือเติมจากท่านวิทยาไปนิดหนึ่ง ผมเองกลับไปบ้านก็ไปนั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเราจะมีมติและบอกว่าเห็นชอบไปทั้งหมด เพราะบางเรื่องผมนั่งฟังอภิปรายแล้ว มีบางประเด็นที่ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย ผมก็เลยอยากจะหารือเป็นเบื้องต้นก่อนเพื่อเป็น แนวทางที่ท่านประธานจะชี้แจงหรือดําเนินการต่อไป รบกวนท่านอื่นสักเล็กน้อยครับ ท่านประธานครับ ผมว่าวันนี้หรือรวมทั้งเมื่อวานนี้เราได้อภิปรายกันหมดแล้ว แล้วผม ก็ทราบจากวิป (Whip) ว่าจะมีกรรมการชุดหนึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่ร่วมกันประมวลเรื่องทั้งหมด จัดหมวดหมู่ เพราะฉะนั้นจะเป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน เราอภิปรายวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะมีกรรมการและเจ้าหน้าที่ประมวลเป็นหมวดหมู่อยู่แล้ว อาจจะเป็นเอกสารประมาณ ๕ หน้า ๑๐ หน้า แล้วแต่ที่จะประมวล พอประมวลเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมมุติว่าเราประมวล เสร็จวันใดก็ตาม หรือวันจันทร์ที่ ๑๕ ก่อนจะเสนอ ก็มีการประชุมแล้วก็แจกเอกสารฉบับนี้ ให้คณะกรรมการประมวลชี้แจงแถลงสักพอสังเขป จากนั้นสมาชิกได้ดูแล้วก็บอกว่ามีมติ เห็นพ้องต้องกันกับเอกสารที่ว่านี้ก็ส่งไปยัง กรธ. ดีกว่าที่จะมีมติวันนี้ว่า ๒ วันเราเห็นด้วย แล้วให้ส่งไปหมด ซึ่งผมคิดว่าแบบนี้จะเป็นเรื่องสวยงาม เหมาะสมที่สุดครับ ฝากกราบเรียน เป็นข้อสังเกตด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านนิกร จํานง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ เป็นความเห็นเดียวกันครับ ก่อนที่จะมี การประชุมเราคุยกันในคณะกรรมาธิการว่าการสรุปจะทําอย่างไรมาก่อนแล้วนะครับ แล้วก็ ทราบแต่ว่าให้มีการอภิปรายกันไป ทีนี้ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเราพูดมา ๒-๓ ครั้งแล้ว ครั้งก่อนหน้าโน้นเราก็อภิปรายกันครบทุกคณะนะครับ อภิปรายทั่วไปแล้วก็มี การสรุปความเห็นไปรอบหนึ่งเสนอไปแล้ว ต่อมาท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทําหนังสือมาว่าจะขอความเห็น เราก็สรุปความเห็นกันแล้วก็รวมเป็นประเด็นยุบรวมมาอีกที เป็นประเด็น ๆ แล้วก็เสนอเป็นเอกสารไปครั้งที่ ๒ แล้วปรากฏว่าอย่างของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง การเปลี่ยนแปลงหรือการได้ เขียนไปก็มีอยู่น้อย ไม่มากนัก เราก็ส่งจดหมายไป ดังนั้นพอวันนี้ก็มาอภิปราย ในคณะกรรมาธิการเองก็มีการแยกประเด็นการอภิปรายกันเป็นส่วน ๆ ตามที่ได้เสนอไปแล้ว ใน ๖ แผนนะครับ ทีนี้ความเห็นตรงนั้นอย่างของประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็ได้มีความเห็นไป เป็นความเห็นของกรรมาธิการ แล้วมีความเห็นส่วนตัวของท่านซึ่งเราก็ไม่ได้ปิดกั้นก็ใส่ลงไป ดังนั้นถ้าอย่างนั้นถ้าหากจะมี การสรุปความเห็นโดยรวมก็จะกลายเป็นรวมทั้งหมดแล้วเสนอไป ปัญหาจะไปตกอยู่กับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าจะไปรวมประเด็นไหน จะเลือกประเด็นไหน เพราะทําในเรื่องเดียวกัน ความเห็นแย้งกันก็มี ของต่างกรรมาธิการหรือในกรรมาธิการเดียว มีความเห็นต่างกันก็มี จะสรุปอย่างไร ครั้นถ้าหากจะเลือกเป็นเฉพาะประเด็นก็คงไม่ได้ เพราะถ้าเลือกประเด็นโน้นอีกประเด็นหนึ่งจะทําอย่างไร แล้วที่ไม่เห็นด้วยกันจะทําอย่างไร ผมก็เลยมีความเห็นตรงกันว่าควรจะมีการสรุปนะครับ แล้วเรายังพอมีเวลาอยู่ วันจันทร์ อาจจะต้องทําประเด็นมาแล้วก็มาคุยอีกสักครั้ง แล้วก็ลงมติกันว่าเราจะส่งไปเป็นแบบนี้ เหมือนเวลาเราส่งอภิปรายทั่วไปเพื่อสรุปความเห็น ก็นําเรียนเพื่อพิจารณา ไม่อย่างนั้นมันจะ เขย่งนะครับ ไม่ลงตัวมาก ทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะว่าส่งไปทั้งชุดไม่รู้จะไปทั้งเข่งจะไปเลือกตรงไหน ส่งแยกเป็นชิ้น ๆ ก็ไม่ได้ แล้วชิ้นที่เหลือจะทําอย่างไร อาจจะต้องมีการประมวลอีกครั้งหนึ่ง เป็นความเห็นครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ขอบพระคุณครับ คืออันนี้ก็เป็นแนวทางที่ประชุมของวิป (Whip) ได้พิจารณาแล้ว แล้วก็จะนําความเห็นของท่านทั้ง ๓ ไปพิจารณาด้วย ขอบพระคุณครับ เพราะฉะนั้น ผมขอดําเนินการประชุมต่อไปนะครับ ท่านวิทยาเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพครับ คือพวกผมทํางานก็อยากทราบเป้าหมายครับ วิป (Whip) เขามีความเห็นว่าอย่างไรที่จะให้ เราลงมติ เผื่อถ้าความเห็นวิป (Whip) เป็นความเห็นที่ดีพวกผมจะได้เดินตาม แต่ถ้าความเห็น ที่ปฏิบัติแล้วไม่มีผลก็จะต้องได้ถกกันก่อนครับ เพราะท่านจะบอกว่าให้ผมรอจนถึงเย็น แล้วมาลงมติ พวกผมยังเตรียมตัวไม่ถูกว่าจะลงมติให้ท่านเรื่องอะไรครับ
ผมขออ่านแนวทางในการลงมติดังนี้นะครับ ประเด็นการถามเพื่อขอให้ลงมติในการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ข้อ ๑ เห็นควรให้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกผู้อภิปราย ทั้งหมดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ในสภาเมื่อวันที่ ๘ และวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพื่อจัดส่งให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ นั่นประเด็นที่ ๑ ในการลงมตินะครับ
ข้อ ๒ เห็นควรให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะที่ประสงค์เสนอความเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) โดยจัดทําเป็นเอกสารเพื่อปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
อันนี้ก็เป็นแนวทางที่เราถือปฏิบัติมาในการพิจารณาเสนอแนะความเห็นต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่แล้ว ๆ มาตลอด ก็มี ๒ ประเด็นแค่นี้ครับ นอกจากนั้นแล้ว ในเอกสารที่แจกเมื่อวานจากข้อกําหนดแนวทางในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ วันนี้ ก็ได้บอกแล้วว่าการอภิปรายก็ให้อภิปรายทั้งฉบับเป็นรายประเด็น ต่อมาก็คือให้กรรมาธิการ แต่ละคณะเสนอเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในมาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) อย่างน้อยคนละ ๑ อนุมาตรา โดยใช้ข้อความสั้นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ แล้วก็ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะสรุปข้อคิดเห็น ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ได้อภิปรายในทั้ง ๒ วันนั้นเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายในวันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ก่อนเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา เพราะฉะนั้นประเด็นในการลงมติก็มี ๒ ประเด็นที่กราบเรียนให้ทราบ ท่านวิทยาครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ คือถ้าประเด็นแรก ว่าเราจะสรุปทั้งหมดที่เราอภิปรายแล้วก็ส่งให้ กรธ. ผมก็เรียนว่าเป็นไปได้ครับ เพราะว่า ทุกคําพูดที่อภิปรายในนี้ไม่มีความเห็นแย้งเลย เพราะเราให้เสนอฝ่ายเดียว ส่วนแบบที่ อาจารย์วันชัยว่านะครับ บางคนคิดในใจไว้ที่อาจารย์วันชัยพูด บางเรื่องผมไม่เห็นด้วย แต่ผมไม่มีเวลาโต้แย้ง เพราะฉะนั้นก็ขอมติไม่ได้ มีอย่างเดียวก็คือเอาคําพูดทุกคําพูดของ นายวันชัยส่งไป เพราะฉะนั้นผมก็เรียนถามครับว่า กรธ. เขานั่งฟังอยู่แล้ว ส่วนประเด็นที่ว่า จะให้แต่ละคณะสรุปกันไปนั้นผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ต้องปฏิบัติ เพราะคําอภิปรายที่เรา อภิปรายใน ๒ วันนี้ไม่อาจส่งบันทึกเทป (Tape) ทั้งหมดได้หรอกครับ ทุกคณะกรรมาธิการที่สรุปประเด็นนําเสนอต่อสภาต้องไปสรุปและเสนอเป็นเอกสารต่อ กรธ. เพื่อท่านจะได้พิจารณา และผมเรียนครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองได้ส่งตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านอลงกรณ์มอบหมายนะครับว่า ๑ บวก ๑ บวก ๓ อะไรของท่านนะครับ ภายใน ๑ เดือนเราส่งไปหมดแล้ว และทุกข้อที่เรานําเสนอไม่เคยได้รับ การพิจารณา เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ยืนยันก็ต้องยืนยันตามเอกสารที่เราเร่งทําให้เสร็จภายใน ๑ เดือนแรกตามบัญชาของท่าน แต่ว่าถ้าจะส่งรายงานวันนี้ทั้งหมดที่เราอภิปรายกัน ๒ วัน ส่งเป็นเทป (Tape) ให้ท่านทั้งหมด ผมเรียนว่าบางคนก็คิดโต้แย้งในคําอภิปรายของบางท่านอยู่ แต่เราไม่มีเวลาเปิด เพราะฉะนั้นถ้าส่งให้หมดแล้วเป็นความเห็น กรธ. คงไม่ใช่ครับ ทุกอย่าง ก็จะย้อนกลับไปที่เดิม ก็คือรายงานนั้นเป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการแต่ละด้าน ไม่ใช่ความเห็นของสภา สภานี้แค่นั่งรับฟัง แต่ไม่อาจมีมติด้วยเพราะไม่มีสิทธิโต้แย้ง ในความเห็นที่แตกต่างกัน ผมคิดว่าเราทํางานย่ํารอยเดิมอยู่พอสมควรครับ ถ้าจะเอาอย่างไร ก็รื้อของเก่าที่ท่านมอบหมายให้พวกเราส่งภายในเดือนแรกยืนยันไปที่ กรธ. เถอะครับ
รับไว้พิจารณานะครับ ขอบคุณ ผมขอให้ดําเนินการประชุมต่อไป
ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิกเป็นรายบุคคลตามรายชื่อที่ประธาน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเสนอมาแล้วนะครับ โดยใช้เวลา รวมกันไม่เกิน ๑ ชั่วโมง ก็ได้แก่ท่านเหล่านี้นะครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการ บริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เวลาอภิปราย ๒๐ นาทีนะครับ เรียนเชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานกรุณาให้โอกาสในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ กรธ. ก็ขอขอบพระคุณ ท่านผู้แทน กรธ. ทั้ง ๒ ท่านที่ผมเคารพมานั่งรับฟังอยู่ ผมได้ส่งเอกสารที่จะอภิปรายนี้ ให้ทั้ง ๒ ท่านแล้วเพื่อประกอบการรับฟัง ในสาระทั่วไปนั้นผมคิดว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ดําเนินการมาอย่างรอบคอบแล้วก็ครอบคลุม ถ้าให้ผมไปโหวต (Vote) รับในวันนี้ผมก็จะ โหวต (Vote) รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพียงแต่ที่จะได้อภิปรายเพิ่มเติมนั้นก็เป็นข้อเสนอ ข้อคิดเห็นอาจจะเป็นข้อสงสัย เนื่องจากว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีนวัตกรรมค่อนข้างมาก หลาย ๆ เรื่องได้เปลี่ยนแปลงจากที่อยู่ในรัฐธรรมนูญเดิม ๆ เปลี่ยนแปลงประเพณีปฏิบัติ ของการประชุม ของการอภิปรายต่าง ๆ หลายเรื่อง ซึ่งอาจจะดีกว่าเก่า ผมก็เลยอยากจะ กราบเรียนถามเพื่อเป็นความรู้และเป็นข้อเสนอแนะ
ประเด็นแรกนั้นอยากจะพูดถึงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งก็มีการพูดกัน ทั้งในวงนอกและวงใน ถ้าเรารับฟังมาวันกว่า ๆ นี้ก็จะเห็นว่ามีหลายความคิดต่อระบบ การเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ จํานวนที่กําหนดไว้ผมคิดว่า เหมาะสม คือ ๑๕๐ คน สําหรับแบบบัญชีรายชื่อ แล้วก็ ๓๕๐ เขต ซึ่งก็ใกล้เคียงกับ จํานวนเขตที่เราเคยแบ่ง ๓๗๕ เขตในประเทศไทย สิ่งที่ผมฝากเป็นข้อกังวลคือก็เหมือนกับที่ หลาย ๆ ท่าน และผมก็เป็นคนแรก ๆ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าอยากจะทราบถึงเหตุผล และข้อดีของการให้กาบัตรใบเดียวนะครับ ซึ่งคิดว่าน่าจะยังหาคําตอบที่ชัดเจนได้ยาก เพราะจากที่ได้เคยไปดูงานระบบการเลือกตั้งนี้ที่ประเทศเยอรมนี ตอนที่เป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้รับการยืนยันว่าเขาใช้ ๒ บัตร เพราะประเทศเยอรมนีเป็นประเทศแรก ที่ใช้ระบบนี้ จะเรียกภาษาไทยว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่วิธีการคํานวณนั้นก็คือระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ซึ่งการใช้ ๒ บัตรนั้นก็มีเหตุผลหลายประการ ขณะนี้มี ๙ ประเทศทั่วโลกใช้ระบบนี้อยู่ ก็ใช้ ๒ บัตรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศเวเนซุเอลา ประเทศตุรกี หรือประเทศเยอรมนีเอง ก็จึงอยากจะเรียนถามว่าความง่าย การประหยัดงบประมาณ การป้องกันความสับสนของคนไปใช้สิทธินั้นคุ้มกับการที่เราตัดสิทธิเขาที่จะต้องเลือกพรรค และเลือกคนเป็นใบเดียวหรือไม่ แล้วคนที่จะเสียประโยชน์นั้นมีมากน้อยขนาดไหน ผมอยากให้ไปทําซิมูเลชัน (Simulation) ดูนะครับ เท่าที่ผมทําดูแล้วพรรคเล็ก ๆ จะเสียประโยชน์มาก เพราะพรรคที่ส่ง ส.ส. เขต เกิน ๑๐-๕๐ คนนั้นมีอยู่น้อยพรรคมาก อาจจะมีแค่ ๓-๔ พรรคในประเทศไทย พรรคเหล่านี้ จะไม่มีโอกาสได้คะแนนบัญชีรายชื่อจากคนที่สนับสนุนเขาเลย
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะพูดในเรื่องนี้คือมาตรา ๘๖ (๔) ซึ่งผมไม่ได้เขียน ในใบที่ให้ท่านไป แต่จะมีปัญหาแน่นอนในการคิดคํานวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากคะแนน ผู้ที่มาลงทั้งหมดทั้งประเทศจะเป็น ๓๐-๔๐ ล้านคนก็แล้วแต่ เมื่อท่านคิดมาแล้ว แล้วท่านก็จะได้ จํานวน ส.ส. ที่พึงมีของแต่ละพรรค แล้วไปหักออกจาก ส.ส. แบบเขตในทุกประเทศหรือที่ เราทําไว้ในครั้งที่แล้วจะเกิดโอเวอร์แฮง (Overhang) โอเวอร์แฮง (Overhang) คือส่วนเกิน ซึ่งจะทําอย่างไรกับส่วนเกินนั้น แต่ละประเทศก็จะมีวิธีที่แตกต่างกัน ขณะนี้ประเทศเยอรมนีเอง ยอมให้มีส่วนเกินได้ถึง ๓๐ คน ๔๐ คนนะครับ ของเราเองครั้งที่แล้วเราคิดก็มีส่วนเกิน ที่เราเรียกว่าโอเวอร์แฮง (Overhang) แต่ในมาตรา ๘๖ (๔) ทาง กรธ. ได้บัญญัติไว้กว้าง ๆ โดยมีความมุ่งหมายว่าต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องโอเวอร์แฮง (Overhang) แต่ไม่มีความชัดเจน เพียงพอ จะทอนด้วยสัดส่วนอะไร อย่างไรก็แล้วแต่ขอให้ระบุให้ชัดเจนขึ้น มิฉะนั้นจะเกิด ปัญหาในการนําไปสู่การปฏิบัติว่าทําอย่างไรจะไม่ให้มีโอเวอร์แฮง (Overhang) หรือส่วนเกิน จาก ๑๕๐ บัญชีรายชื่อ ซึ่งโดยธรรมชาติของระบบนี้แล้วจะเกิดขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนในส่วนของบัญชีรายชื่อ การคิด คะแนน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๘๖ ใช้ระบบสัดส่วนผสม ซึ่งสิ่งที่จะเป็นปัญหา เกิดขึ้นคือท่านจะเกิดพรรค ๑ คนหลายพรรคเพราะท่านใช้วิธีการปัดเศษ ท่านบอกว่า ท่านไม่ต้องใช้สูตรที่ฝรั่งคิดไว้ ท่านใช้การหารยาว แต่การหารยาวจะเกิดปัญหาว่าพรรคที่ได้ คะแนน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน เขาจะมีเศษ .๓ .๔ เมื่อท่านไปปัดดูแล้วท่านจะพบว่า มีพรรคที่ได้ ๑ คน ๒-๓ พรรคในระบบนี้ ท่านลองไปเอาตัวเลขเก่า ๆ มาคิดเลย อันนี้ เป็นจุดอ่อน ซึ่งในทุกประเทศที่ใช้ระบบนี้จึงได้กําหนดว่าถ้าคุณมีคะแนนประชานิยม คือพอพูลาริตีโหวต (Popularity vote) หรือคะแนนแบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ไม่ถึง ร้อยละ ๕ ไม่ถึงร้อยละ ๓ แล้วแต่จะกําหนดนะครับ ก็จะตัดออกไปก่อนแล้วจึงจะนําที่เหลือ มาคํานวณใหม่ อันนี้เป็นเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้มีพรรค ๑ คน ๔-๕ พรรค ก็จึงฝากเป็น ข้อสังเกตว่าน่าจะตัดออกไปเสียก่อน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ยังดี
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องการคิด ส.ส. ท่านบอกว่าท่านให้เวลา ๑ ปี ๑ ปีแล้ว จึงจะไฟนัล (Final) หมายความว่าใน ๑ ปีนี้คนที่เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจะต้องนั่งอกสั่น ขวัญหายเลยไม่รู้จะถูกคิดใหม่อย่างไร เพราะถ้าเกิดมีการเลือกตั้งใหม่เนื่องจากใบแดงจาก ศาลฎีกาก็แล้วแต่ท่านจะนําคะแนนที่ได้ใหม่มาคิดแล้วก็มาคิดกระทบต่อแบบบัญชีรายชื่อด้วย การคิดอย่างนั้นไม่ใช่หมายความว่าพรรคที่โดนใบแดงเขาจะเสียที่นั่งของบัญชีรายชื่อนะครับ อาจจะเป็นพรรคไหนก็ได้แล้วแต่การปัดเศษ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเมื่อท่านตัดสินใจ ตกลงใจแล้วใน ๒ เดือนแรก หรือ ๑ เดือนแรกก็แล้วแต่ไม่ควรที่จะนําบัญชีรายชื่อมาคิดอีก ควรจะให้จบไปที่ตรงนั้นเลย
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ว. ๒๐๐ คน ในหมวด ๗ มาตรา ๑๐๒ อยากให้บัญญัติให้ชัดเจนขึ้นกว่าเท่าที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาตอน ร่าง พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้เขียนไว้เพียงว่าเลือกกันเองของกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็ ให้เลือกไขว้ด้วยอะไรด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๓ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๕๔ ผมไม่ว่าหรอกครับท่านจะให้ส่งชื่อก่อน ๓ คน กี่คนก็แล้วแต่ แต่ที่อยากจะฝากเพิ่มเติม คือว่ากรณีที่เขาเสนอคนซึ่งอยู่ในบัญชีของท่าน แต่บังเอิญไม่ได้เป็น ส.ส. ให้มีคะแนนมากกว่า คนที่เป็น ส.ส. สักหน่อยหนึ่งได้ไหมครับ จะเป็น ๒ ใน ๓ ก็ได้ ก็เขียนเพิ่มเติมอีกนิดเดียวว่า ถ้าเผื่อคนที่ถูกเสนอชื่อไม่ได้เป็น ส.ส. ให้ใช้คะแนนไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร
ในเรื่องของโรดแมป (Road map) ผมลองเอาเครื่องคิดเลขมาบวก ๆ ดูแล้ว เราสามารถเลือกตั้งได้จนถึงประมาณเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๑ เลยนะครับท่าน ปี ๒๕๖๑ เลย เพราะกระบวนการของท่านมันยืดยาวมากลองไปอ่านดูนะครับ ถ้าเผื่อไม่เขียนให้กระชับ กว่านี้โรดแมป (Road map) ของท่านนายกรัฐมนตรีก็จะไม่เป็นไปตามนั้นแล้วท่านก็ไปพูดไว้ ทั่วโลกด้วย อย่างน้อยก็ให้เสร็จภายในสิ้นปี ๒๕๖๐ ขณะนี้แม้แต่กระบวนการยกร่างกฎหมาย ของท่าน ท่านบอกว่าใช้เวลา ๘ เดือน ทํา ๑๐ ฉบับเสร็จถึงจะเริ่มนับ ๑ แต่ ๘ เดือนแล้วยังไม่ใช่ ๘ เดือนท่านจะต้องส่งไปให้ สนช. อีก ๒ เดือนจาก สนช. กลับมาท่านต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ตรวจสอบความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญอีก และท่านต้องกลับมาให้ สนช. เขาแก้ใหม่อีก ถ้าเผื่อศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยอะไรต่าง ๆ นานา แค่กฎหมายเลือกตั้งท่านใช้เวลากว่า ๑ ปีไปแล้ว เพราะฉะนั้นในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่ผ่าน ๆ มานั้นเขามักจะเขียนว่ากฎหมายที่จะใช้ในการเลือกตั้ง ๓-๔ ฉบับให้ดําเนินการ ให้แล้วเสร็จก่อนอาจจะ ๙๐ วัน ส่งมาให้ สนช. แล้วก็เข้ากระบวนการ และกระบวนการ ที่ส่งไปองค์กรอิสระอาจจะตัดออกก็ได้ ไม่จําเป็นครับ เพราะว่าให้เวลาเขากลับไป กลับมาเกือบ ๒ เดือนในการพิจารณาตรงนั้น ผมคิดว่ามิฉะนั้นแล้วเราก็จะไม่บรรลุโรดแมป (Road map) ที่เราคาดหวังกันไว้ภายในสิ้นปี ๒๕๖๐
การแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๓ โอกาสเป็นศูนย์ละครับ ท่านบอกทุกพรรค ที่มีอยู่ในสภาที่มีเสียงเกิน ๑๐ คน ต้องเห็นด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของพรรคนั้น ท่านเคยเห็นพรรคฝ่ายค้านในประเทศไทยไหมครับ ในสภาประเทศไทยพรรคไหนที่มาโหวต (Vote) ให้กับรัฐบาลสักเรื่องเดียวช่วยเอาข้อมูลนี้มาให้พวกเราดูหน่อยสักเรื่องเดียว เป็นสมาชิก พรรคฝ่ายค้าน เรื่องดูดีนะครับเขาก็ยังโหวต (Vote) ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นยังมีโอกาส แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เลย แล้วก็เป็นฉบับที่เขียนไว้กระชับกะทัดรัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องการการตีความ เพราะฉะนั้นการไม่ยอมให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเลย แล้วอีกหลาย ๆ เรื่องท่านบอกว่าจะแก้ได้ต้องไปผ่านประชามติก่อน ไม่ว่าจะเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๕ หรือแม้แต่อํานาจหน้าที่ขององค์กรอิสระทั้งหลายของศาลทั้งหลาย จะแก้สักเรื่องเดียว เช่น กกต. ให้ใบม่วงได้ ถ้าใครอยากจะแก้ต้องไปถามประชามติประชาชนก่อน ใช้เงินอีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงรัฐธรรมนูญ จะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแต่ก็ไม่ใช่ศิลาจารึกครับ ควรจะแก้ไขได้ตามสมควร ตามความเหมาะสม และไปหวัง ส.ว. อีก ๑ ใน ๓ จะต้องเห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ก็เขียนว่าห้ามแก้เลยน่าจะดีกว่าวิธีที่เขียนไว้บอกว่าแก้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ ถ้า กรธ. มั่นใจว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศ
เรื่องที่ ๖ ซึ่งผมคิดว่ามีความสําคัญคือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนี้ ท่านเปลี่ยนธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาในรัฐธรรมนูญทุกฉบับของประเทศไทย ท่านบอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นให้อภิปรายได้ ๑ ครั้งในทุก ๆ เรื่อง เพราะท่านไม่แยก นายกรัฐมนตรีออกจาก ส.ส. ท่านบอกว่าการอภิปรายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะนั้น ให้ดําเนินการได้ ๑ ครั้งต่อ ๑ ปี แต่ท่านไม่ได้พูดถึงการอภิปรายนายกรัฐมนตรี และท่านก็ยัง ไปให้โอกาสเขาห้ามยุบสภา มี ส.ส. ยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ก ห้ามยุบสภา เพราะท่านไม่ได้แยกตัวนายกรัฐมนตรีออก ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับเขาจะแยกว่าการอภิปราย รัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีนั้นแยกออกจากกัน แล้วแต่ละอันนั้นก็ทําได้ปีละ ๑ ครั้ง และกรณี การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้นจึงจะห้ามยุบสภา อันนี้พอท่านไปรวมกันเข้า ท่านไม่เขียนถึงนายกรัฐมนตรีแยกออกมา โดยท่านไปตีความว่านายกรัฐมนตรีคือรัฐมนตรี จึงทําให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจห้ามยุบสภาไปเสียทุกกรณีนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ไม่ได้ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ส่วนถ้าท่านจะมีเหตุผลที่ดีกว่าผมก็ไม่ขัดข้องอะไร เสร็จแล้ว ประเด็นมาตรา ๑๔๙ ที่ผมพูด พอไปรวมกันไว้ตูมถ้าไปอภิปรายรัฐมนตรี ก เรื่องอะไร สักเรื่องหนึ่งทั้งปีท่านอภิปรายนายกรัฐมนตรีไม่ได้อีกแล้วเนื่องจากท่านไปรวมกันไว้ เป็นเรื่องเดียวกันในมาตรา ๑๔๖
ในมาตรา ๙๒ (๔) (ค) คุณสมบัติของผู้สมัครเป็น ส.ส. ท่านบอกว่าจะสมัคร ในพื้นที่ไหนได้จะต้องมีเวลาที่ไปศึกษาอยู่ในพื้นที่นั้น ๕ ปี อันนี้เราได้รับความเห็นจากประชาชนและจากพรรคการเมืองซึ่งเราไปรับฟังมาสมัยที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาขอแก้เป็น ๔ ปี ซึ่งมีเหตุผลที่ดีครับ เพราะว่า หลักสูตรการศึกษาของประเทศไทยระดับปริญญาตรี ๔ ปี คนกรุงเทพฯ ไปเรียน มช. เรียน ๔ ปีจบเขาก็อยากไปสมัครที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอแก้ ๕ ปี เป็น ๔ ปี อันนี้เป็นความเห็นที่ได้มาจากทุก ๆ ฝ่ายเลยเพียงแต่ว่าคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญยังไปใช้ ๕ ปีเหมือนรัฐธรรมนูญเดิม ๆ
เรื่องถัดไปคือองค์กรอิสระ ๕ องค์กรในหมวด ๑๒ ขาดความชัดเจน อันนี้ผมขอฝากนะครับ องค์กรอิสระเรามีอยู่ ๕ องค์กร ในแต่ละองค์กรมีเทอม ในการดํารงตําแหน่งไม่เท่ากัน แต่ที่ท่านเขียนไว้ไม่ได้ระบุอย่างนั้นเพราะท่านพยายามทํา ร่างรัฐธรรมนูญให้สั้น ท่านเขียนเรื่ององค์กรอิสระได้สั้นมากแต่ละองค์กรนั้นประมาณหน้าเดียว ๒-๓ มาตรา แต่ประเด็นคือว่าองค์กรอิสระที่เรามีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ๕ องค์กรมีวิธีการ ในการอยู่ในตําแหน่งไม่เหมือนกัน ถ้าเป็น กกต. ถ้าเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เขาจะอยู่เป็นคณะเข้ามาพร้อมกันและออกพร้อมกัน ถ้ามีคนมีอันเป็นไปสัก ๑ คน ไม่ว่าจะลาออกหรือจะถึงอายุ ๗๐ ปีก่อน คนที่มาแทนเขาจะอยู่ได้ตามเทอมเขาเท่านั้น อันนี้คือ กกต. กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าอย่าง กกต. จะมีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นตอนสรรหาเข้ามาเราก็จะดูองค์ประกอบว่า ๕ คน ๗ คนนี้ควรจะเอาใครเข้ามาบ้างเพราะเวลาออกไปก็เอาคนเข้ามาแทนลําบาก ถ้าเผื่อ เราไปใช้วิธีแบบศาลรัฐธรรมนูญซึ่งท่านจะเข้ามาอยู่คนละ ๙ ปี ไม่ว่าจะเข้ามาวันไหน ท่านก็จะอยู่ไป ๙ ปีของท่าน เพราะฉะนั้นก็จะเป็นฟันเฟืองสลับกันไปหมดนั่นก็ว่า ไปไม่ได้ผิด แต่ท่านไปอ้างทุกองค์กรว่าให้มีวิธีการเข้าและออกเหมือนศาลรัฐธรรมนูญ จึงทําให้การเข้าและออกของ กกต. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินผิดเพี้ยน ไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ขอให้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่ากรณีของ กกต. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งจริง ๆ แล้วรวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนด้วย แต่นั่น เขามีกฎหมายแยกต่างหากจึงทําให้การตีความนั้นไม่ยากลําบาก อันนี้ก็ขอฝากไว้อยู่ใน หมวด ๑๒ ว่าควรจะใส่ไว้ให้ชัดเจนว่าองค์กรไหนเข้าอย่างไร ออกอย่างไร เพราะฉะนั้น การสรรหาคนที่มาทดแทนคนที่ออกไปก่อนนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียดกว่านี้ครับ
ในประเด็นที่ ๑๐ คือเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปี ท่านก็มีเจตนา ที่ท่านเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง ร่างรัฐธรรมนูญป้องกันคอร์รัปชัน ท่านก็เลยบรรจุ เป็นยาแรงไว้ในมาตรา ๑๓๙ ว่า ส.ส. แปรญัตติเปลี่ยนแปลงในการลดหรือตัดทอน รายจ่ายได้ แต่จะต้องไม่มีส่วนในการใช้งบประมาณนั้นตามวรรคสองของมาตรา ๑๓๙ ผลคืออะไรครับ ท่านใส่ยาแรงไว้มากเลยวิธีแก้ในอดีต การแปรญัตติ พ.ร.บ. งบประมาณ ในวาระที่สองทุกส่วนราชการก็จะโดนตัดนั่นตัดนี่ เมื่อโดนตัดไปเขาก็จะกองไว้ได้มา ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเขาก็จะไปกระซิบกับรัฐบาล รัฐบาลก็จะส่งโครงการเข้ามาใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการที่กระจายไปทุกจังหวัด ส.ส. บางทีก็ ส.ว. แอบไปมีส่วนด้วย ก็จะมีส่วนในการใช้งบประมาณเหล่านั้นทางอ้อม ท่านก็เห็นว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพูดเรื่องนี้หลายครั้งก็จึงใส่ยาแรงไว้ว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ส.ส. ที่อภิปรายในเรื่องนี้มีส่วนใช้งบประมาณเหล่านั้นก็จะต้องห้ามกลับมาตลอดชีวิต ต้องให้พ้นจากตําแหน่ง ถ้าเป็น ครม. ก็พ้นทั้ง ครม. เลยก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลย แต่สิ่งที่ผม อยากจะฝากไว้คือว่ามันยากในการที่จะไปฟ้องศาลบอกว่าเขามีส่วนใช้งบประมาณหรือไม่ เพราะกว่าจะรู้มันผ่านไปตั้งเป็นปีแล้ว งบก่อสร้าง งบอะไรก็แล้วแต่ที่ลงไปสู่จังหวัด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าท่านเติมอีก ๑ วรรค ใส่ประโยคนี้ไปในมาตรา ๑๓๙ ในกรณีที่มี การแปรญัตติในทางลด หรือตัดทอนรายการ หรือจํานวนในรายการใด จํานวนรายจ่ายที่ลด หรือตัดทอนนั้นจะนําไปจัดสรรสําหรับรายการอะไรอีกมิได้ เว้นแต่เป็นการจัดสรร เพื่อส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือชดใช้เงินคงคลัง ความหมายคือว่าคณะกรรมาธิการ งบประมาณอยากตัดก็ตัดไป แต่ตัดไว้ไม่ใช่ไปกระซิบรัฐบาลให้ส่งโครงการมาอีก ตัดทิ้งไปเลยถ้ามีวงงบที่ยังเหลืออยู่ ถ้าจะใช้ก็ไปใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ ชดใช้เงินคงคลัง หรือใช้ส่ง ต้นเงินกู้ก็เป็นประโยชน์แก่ประเทศ วิธีนี้ท่านก็ไม่ต้องมานั่งให้ ส.ส. ร้อยละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไปยื่นต่อศาล ไปตีความว่ามีการแปรญัตติเพื่อนํางบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง โดยทางตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ในอนาคต ก็ขอฝากว่าถ้าทําอย่างนี้จะแก้ปัญหาได้เยอะเลย
ผมมีประเด็น ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะฝากไว้นะครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือ มาตรา ๑๑๖ ท่านบัญญัติว่าปีหนึ่งมี ๒ สมัยประชุม ท่านก็เป็นนวัตกรรมเอกเหมือนกัน ไม่มีในร่างรัฐธรรมนูญเดิม ๆ รัฐธรรมนูญเก่า ๆ ประเพณีการปฏิบัติของสภาไทยจะแบ่ง สมัยประชุมเป็น ๒ ประเภท คือสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ด้วยเหตุผลที่ว่าในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินั้น ๔ เดือน ห้ามไม่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ห้ามโน่นห้ามนี่ไว้ ให้กระทําการเฉพาะในเรื่องของการออกกฎหมายหรือตราพระราชบัญญัติ แต่อย่างเดียวเป็นหลัก ยกเว้นแต่ที่ประชุมมีมติเป็นอื่น อันนี้ก็เพราะว่ากระบวนการ ออกกฎหมายของบ้านเราชักช้า เยิ่นเย้อ ออกกฎหมายก็ได้ปีละไม่กี่สิบฉบับเลย แต่วันนี้ ท่านแก้ตรงนี้ออกไป ท่านเรียกเป็นว่าสมัยสามัญทั้ง ๒ อัน มีศักดิ์เท่ากัน ใครจะทําอะไร ก็ใน ๒ สมัยนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตว่าถ้าท่านทําอย่างนี้แล้ว การอภิปรายต่าง ๆ หรือการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ก็จะทําให้การออกกฎหมายยิ่งล่าช้าไปใหญ่
อีกอันหนึ่งก็คือว่าหลักนิติธรรมซึ่งเราได้ยินกันเยอะมาก คําพิพากษาของศาล ยิ่งศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการลงโทษใครตัดสินใครใช้หลักนิติธรรมทั้งนั้นเลย แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีคําว่า หลักนิติธรรม อยู่แค่ ๒ แห่งเอง คือในมาตรา ๓ และมาตรา ๒๖ ซึ่งเขียนไว้สั้น ๆ ผมเสียดายมากเลย แล้วเดี๋ยวนี้เรื่องหลักนิติธรรมก็เป็นเรื่องที่ร่ําเรียนกัน บรรยายกัน อภิปรายกันมากมายหลายแห่ง ศาลก็นําไปใช้เยอะ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ให้ความสําคัญ กับคําว่า หลักนิติธรรมเลย ก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ก็ควรที่จะนํามาบัญญัติไว้ในเมื่อเราเริ่มที่จะยอมรับกันแล้ว
และประเด็นสุดท้ายครับ ผมสนับสนุนที่ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติไว้ตามมาตรา ๖๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วก็เป็นเรื่องที่จะทําให้ประเทศเรา เดินหน้าไปสู่ความเจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายร่วมกันไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็ชื่นชมต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วผมยืนยันว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ดีและที่มี ความเหมาะสม ที่ได้อภิปรายไปก็เป็นข้อสังเกตที่ฝากไว้เพื่อความสมบูรณ์เพิ่มเติมครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็คือ คณะนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร จํานวน ๖๕ คน ขอยินดีต้อนรับครับ ต่อไปขอเรียนเชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรม เซลล์แสงอาทิตย์ไทย ๑๐ นาทีครับ ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ ประเด็นการอภิปรายความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของกระผมนั้น กระผมจะขอจํากัด อยู่ในประเภทที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปโดยเฉพาะครับ กระผมได้อ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือเวอร์ชัน (Version) นี้แล้วก็พบว่ามีอยู่เพียงไม่กี่มาตราที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูป ได้แก่ มาตรา ๒๕๘ มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ มาตรา ๒๖๙ มีจํานวน ๔ มาตรา หรือ ๕ มาตราเท่านั้นเอง กระผมอยากจะขอเสนอเป็นแนวทางนะครับว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะแยกมาตราที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทั้งหมด หรือเกือบจะทั้งหมดออกไปเป็นหมวดว่าด้วยการปฏิรูปโดยเฉพาะ แล้วก็ให้โยกจาก บทเฉพาะกาลให้ไปอยู่ในหมวดก่อนบทเฉพาะกาลให้เป็นการถาวร เมื่ออ่านดูร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้วกระผมยังนึกไม่ออกว่าหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วหรือว่ามีผลบังคับ ใช้แล้วอนาคตการปฏิรูปของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อ่านกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะ เห็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการปฏิรูปในขณะนี้ที่จะเชื่อมต่อไปสู่การปฏิรูปในอนาคตได้เลย ยกตัวอย่างเช่นถ้าอ่านดูในมาตรา ๒๕๘ เขาก็เขียนไว้ว่าให้ สปท. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้แล้วเสร็จ ทําโน่นทํานี่ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ และเมื่อครบกําหนดเวลาดังกล่าวก็คือ ๑ ปี ถ้าสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว ก็มีผลบังคับใช้ สมมุติว่าเดือนกันยายนเป็นต้นไป ก็หมายความว่าภารกิจหน้าที่ของ สปท. คือชุดนี้จะมีเวลาไปถึงประมาณเดือนสิงหาคมหรือว่าเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๐ เท่านั้น เพราะว่าบทเฉพาะกาลบอกว่าเป็นอันสิ้นสุดลง แล้วถามว่าถ้า สปท. สิ้นสุดลงแล้วใครล่ะครับ ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการปฏิรูปหรือว่าขับเคลื่อน หรือว่าเสนอเรื่องการปฏิรูปในลักษณะเป็น กลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูป หาไม่เจอครับ ไม่ว่าจะไปดูในมาตรา ๒๖๗ ที่กล่าวถึงเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา ก็เขียนไว้บอกว่าให้เริ่มดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่วัน ประกาศรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็บอกว่าให้ภายใน ๑ ปี อ่านกี่มาตรากลับไปกลับมาก็ไม่สามารถเห็นอนาคตการปฏิรูปของประเทศไทยได้เลยว่า จะสามารถเดินหน้าต่อไปให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ผมจึงมีความเห็นว่าเพื่อที่จะให้การปฏิรูปนั้น ไม่เสียเปล่า ควรจะต้องมีหมวดว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปให้ชัดเจน
กลับลงมาในรายละเอียดของมาตรา ๒๕๘ เขียนว่าในเรื่องภารกิจหน้าที่ของ สปท. โดยทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของ สปท. หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทํางานของ สปท. เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ และเกิดประสิทธิภาพก็ได้ ผมก็เลยงงกลับไปอ่านดูรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แล้วก็ แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติไว้ว่า สปท. คณะนี้ ๒๐๐ ท่าน เกิดขึ้นจากการแต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรี แต่ว่าพอมีร่างรัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ทําไมอํานาจในการแต่งตั้ง สปท. ของนายกรัฐมนตรีหรืออํานาจในการปรับเปลี่ยนแต่งตั้งเพิ่มเติมนั้นโยกจากนายกรัฐมนตรี ไปเป็นหัวหน้า คสช. ไม่มีความจําเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ายังคงให้อํานาจหน้าที่ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างวิธีการทํางานหรือว่าแต่งตั้งบุคคลเข้ามาใหม่เป็น สปท. ทดแทนคนที่อาจจะมีการลาหรือออกไปแล้วอยู่ในอํานาจของนายกรัฐมนตรีก็ย่อมได้ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่จําเป็นว่าจะต้องเป็นหัวหน้า คสช.
ต่อไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุผลที่ผมพยายามยึดโยงว่าถ้าจะมี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือว่าแต่งตั้ง สปท. เข้ามาใหม่ที่มีการลาออกหรืออะไรไปแล้ว ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เพราะว่าในการปฏิรูปปีที่แล้ว ปีนี้ หรือปีหน้า คณะรัฐมนตรี เองก็ได้มีการมอบหมายหรือว่าแต่งตั้งให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแลกระทรวงต่าง ๆ แบ่งออกเป็นกลุ่มการปฏิรูปออกมา ๖ กลุ่ม หรือว่า ๖ ด้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น การยึดโยงระหว่างการปฏิรูปกับคณะรัฐมนตรีมีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมจะรู้ดี หรือว่ารองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ก็ย่อมจะรู้ดีว่าถ้าจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ สปท. หรือวิธีการดําเนินการ หรือแต่งตั้ง คนเข้ามาใหม่นี้ รองนายกรัฐมนตรีก็จะสามารถให้คําแนะนําได้ดีที่สุด ผมจึงมีความเชื่อว่า ให้การปฏิรูปนี้ยึดโยงอยู่กับคณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ขณะเดียวกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนว่าอายุการทํางานของ สปท. นั้นหลังจากมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว ให้อยู่ไปได้แค่ ๑ ปี ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเลข ๑ ปีนี้มาจากไหน ในขณะที่ไปดูมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ สนช. สนช. นั้นเขาเขียนไว้ว่าให้ สนช. อยู่ไปจนกระทั่ง ถึงวันก่อนที่จะมีการเรียกประชุมสมัยที่มีได้จากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่า ภารกิจของ สปท. นี้ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าใน ๑ ปีนั้นจะเสร็จหมดทุกอย่างหรือว่าจะไม่มี อะไรเพิ่มเติมเกิดขึ้นที่จะต้องเร่งรัด เร่งด่วนในการปฏิรูป อาจจะมีเหตุการณ์สําคัญเกิดขึ้นมา ก็ได้ใน ๑ ปี หรือ ๒ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นการที่จะให้ สปท. นี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้อยู่ต่อไปในวาระเหมือนกับ สนช. ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คืออยู่ไปจนกระทั่ง ถึงวันสิ้นสุดก่อนวันประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก แบบนี้เป็นต้นนะครับ
ต่อไปในมาตรา ๒๖๘ ก็ค่อนข้างจะแปลกพิสดาร เขียนไว้บอกว่า ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนั้นซึ่งก็ครอบคลุมเรื่องตํารวจด้วย บอกว่ากําหนดให้มี คณะกรรมการอิสระคณะหนึ่งมีหน้าที่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน ๑ ปี ตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ผมก็มานั่งอ่านดู ไม่ว่าจะเป็นมาตราเรื่องปฏิรูปการศึกษา หรือว่ากระบวนการยุติธรรมก็ทําอยู่แล้ว ปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ก็ทํามาแล้ว ปีนี้ปี ๒๕๕๙ ก็ดําเนินการอยู่และยังไปเขียนซ้ําในร่างรัฐธรรมนูญว่าให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนี้ ผมคิดว่าการยกร่างหมวดหรือมาตราที่เกี่ยวข้องการปฏิรูปนี้คงจะต้องยกเครื่องเขียนใหม่ หมดเลยทุกมาตรา ทําไมจะต้องไปกําหนดว่าปฏิรูปการศึกษาให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทําไม จะต้องไปเขียนเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เสร็จภายใน ๑ ปี ก็ในเมื่อการปฏิรูป มีทั้ง ๑๐ กว่าหัวข้อ ยังมีการปฏิรูปกระบวนการอะไรอีกนะครับ ระบบบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริตคอร์รัปชัน เศรษฐกิจ พลังงาน เยอะแยะเต็มไปหมด สาธารณสุข สังคม อะไรพวกนี้นะครับ ก็ควรจะต้องยกเครื่องเขียนใหม่หมดเลย เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วกระผมขอกราบเรียน แล้วก็ยืนยันว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ควรจะต้องเขียนให้มีการยึดโยงกับการปฏิรูปในปัจจุบัน เชื่อมต่อไปหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใช้ หลังจากที่มีรัฐบาลใหม่ใช้แล้ว เพราะฉะนั้นควรที่ จะต้องให้มีร่างพระราชบัญญัติ หรือจะเรียกว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเพื่อให้สามารถเกิดการยึดโยงได้ แล้วในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปนั้นก็ควรจะมีกลไก มีรายละเอียดของการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ จะเป็น ๑๐ ด้านหรือกี่ด้านก็แล้วแต่ จะได้ฝาก เรื่องให้ฝ่ายบริหารที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินนั้นได้สามารถ แล้วก็มีภารกิจ ในการปฏิรูปอย่างสืบเนื่องต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ก่อนอื่นผมขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. ว่าผมขอชื่นชมในความอุตสาหะ วิริยะ แล้วก็ใช้สติปัญญาอดทนในการเขียนออกมาได้เป็นเล่ม ขนาดนี้นะครับ ๒๗๐ มาตรา ผมคิดว่าต้องใช้พละกําลังสูง แล้วยังต้องมานั่งรับฟังอีกด้วยนะครับ ผมขออนุญาตเข้าเรื่องว่าสิ่งที่ผมจะพูดนี้อาจจะไม่ซ้ํากับคนอื่น เป็นความคิดผมส่วนตัวนะครับ ว่าผมได้ยินตั้งแต่เมื่อวานมานี้ เราก็มีการเห็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้อภิปรายไปแล้วถึง ๖ ชุด ชุดพลังงานที่ผมอยู่ก็เป็นชุดที่ ๗ แล้วก็จะต้องนั่งฟังต่อไป คําว่า ปฏิรูป ผมอยากกราบเรียนว่าผมได้ยินมาตั้งแต่ผมเป็นข้าราชการเด็ก ๆ ชั้นตรีตั้งแต่ ปี ๒๕๑๑ จนบัดนี้ก็ยังพูดกันปฏิรูป และผมไม่แน่ใจว่าจะพูดกันไปอีกกี่ชั่วนาตาปีจึงจะจบ เรื่องปฏิรูป ผมอยากกราบเรียนว่าเราพูดเรื่องปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสาธารณสุข ปฏิรูป ร้อยแปดจิปาถะ แต่ผมยังไม่เห็นใครพูดถึงเรื่องการปฏิรูปคนเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในโลกหรือในชาติบ้านเมืองเราเกิดจากคน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ๒,๕๘๘ ปีแล้วก็คือว่า ปัญหาต้องไปดับที่ต้นเหตุปัญหา หรือว่าทุกข์ต้องไปดับที่ต้นเหตุของทุกข์ ปัญหาทั้งหมด ที่เกิดขึ้นอยู่ในโลกนี้เลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย มันเกิดจากคนทั้งนั้น คนทําให้ เกิดปัญหา ทีนี้ถามว่าคนทําให้เกิดปัญหาอย่างไร คือจบตรี โท เอก หรือจะจบอะไรก็ตาม หรือไม่จบก็ตามใจเถอะ ไม่ได้ใช้ปัญญาเท่าที่ควรในการดํารงชีวิตอยู่ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าเมื่อไรที่พูดถึงเรื่องการปฏิรูปเรามักจะไปลงก่อนเริ่มต้น ก็คือปฏิรูประบบการศึกษา ผมนี่นะครับท่านประธานเป็นครูประชาบาล หลังจากได้ทุน ไปเรียนมาแล้วตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๑ จนมาอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ไปสอนมหาวิทยาลัย ก็ยังเห็นมีปัญหาอยู่เรื่อย จนเดี๋ยวนี้สอบโอเน็ต (O-net) เอเน็ต (A-net) ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ผมไม่เข้าใจว่าเรานี่อะไร ๆ ก็โยนให้กระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปจนระบบของกระทรวงศึกษาธิการ กลายเป็นแท่งต่าง ๆ มากมายก็ยังพูดกันเรื่องปฏิรูปอีก ผมกราบเรียนถามว่า ถามตัวเอง ว่าเมื่อไรเราจะปฏิรูปคนเสียที ท่านประธานครับ เมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเรียนโรงเรียนวัดโบสถ์ ที่อําเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนศาลาวัด เริ่มต้นก็ไปชักธงก่อน ร้องเพลงชาติ จากนั้นมาเข้าห้องแล้วก็สวดมนต์ ก่อนสวดมนต์ที่หน้าแถว ครู อาจารย์ท่านก็จะตรวจเล็บก่อน ต่าง ๆ ที่ผมพูดอย่างนี้เป็นเรื่องของการฝึกวินัย ฝึกคนให้เป็นคน ตรวจหมดเลยจนจะกลับบ้าน ก็ให้สวดมนต์ แล้วก็จะต้องท่อง กอ-อะ-กะ กอ-อา-กา กอ-อิ-กิ กอ-อี-กี เสร็จแล้วก็ถูกบังคับ ให้ท่องอาขยาน เสร็จแล้วก็ต้องท่องสูตรคูณ ผมไม่ทราบว่านักเรียนในปัจจุบันสักกี่คน ที่สามารถท่องสูตรคูณได้ ๙x๑=๙ ๙x๒=๑๘ ๙x๓=๒๗ ท่องได้ไหม ทุกคนก็หยิบ โทรศัพท์มือถือมาแล้วก็กด ๆ อย่างไรก็ถามคุณพ่อเอาไว้ก่อน คุณพ่อกูเกิล (Google) ไม่ได้ใช้สติปัญญาของตัวเองเลย ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมไปค้นนะครับ ประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน ท่านบริหารหรือปกครองประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประธานาธิบดีคนที่ ๓ คนที่ ๑ คือจอร์จ วอชิงตัน ท่านดูแลประเทศของท่าน เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๓๔๔ ถึง ๔ มีนาคม ๒๓๕๒ ท่านกล่าวไว้แล้วผมชอบนะครับ ขออนุญาต พูดเป็นภาษาอังกฤษตามที่ท่านว่าก่อน เอเวอรี คันทรี แฮส เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ อิท ดีเซิร์ฟส (Every country has the government it deserves) ผมแปลเอาอย่างโง่ ๆ ก็แปลเอาใจความว่า ประชาชนในประเทศเป็นอย่างไรเราก็ได้รัฐบาลอย่างนั้น เท่านั้นยังไม่พอ ผมไปอ่านดูก็พบว่า มหาตมา คานธี เมื่อท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็พูดแบบนี้อีกว่าประชาชนเป็นอย่างไร เราก็ได้รัฐบาลอย่างนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมชอบการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๔๗ อย่างยิ่งเลย หน้าที่ของปวงชนชาวไทยใน (๑๐) ว่าไม่ร่วมมือหรือสนับสนุน การทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ เขียนแค่นี้มันเข้าไปในกระดูกของทุกคน ๗๐ ล้านคน เลยว่าเธอต้องไม่ทํา และเธอต้องไม่ร่วมมือ เธอต้องไม่ส่งเสริม เมื่อเห็นแล้วต้องขัดขวาง ไม่ต้องไปพูดเลยว่าฉบับนี้ฉบับปราบโกงหรืออะไรก็ตาม ถามว่าแล้วผมพูดเรื่องนี้ทําไม ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเขียนไว้ว่า การพัฒนาคนต้องเป็น หน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว ถามว่าทําไม ท่านนายกรัฐมนตรี มาร์กาเรต แทตเชอร์ เมื่อท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงท่านแรกของอังกฤษ ท่านกลับไปดู ว่าท่านจะพัฒนา และท่านก็กล่าวว่าประเทศอังกฤษจะอยู่รอดปลอดภัยได้อยู่ที่ คนอังกฤษต้องมีคุณภาพ ท่านกลับไปพัฒนาคนแล้วท่านก็บอกเลยว่าพัฒนาเด็กตั้งแต่ แรกเกิดก็สายไปแล้ว ท่านกลับไปดูเลยหญิงตั้งครรภ์มีเท่าไรในประเทศท่าน ดูแลตั้งแต่ ตั้งครรภ์ นี่คือท่านนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ขอเวลาอีกนิดหน่อยว่าผมอยากเห็นส่วนราชการรวมทั้งคนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน พัฒนาคนทุกรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ในกระทรวงศึกษาธิการนี่ ผมเป็นครูมาก่อนนะครับ อยู่ในโรงเรียนกี่ชั่วโมงต่อวัน ครอบครัว พี่น้อง สังคมทั้งหลาย ต้องดูแลว่าเขาจะมีวินัยไหม เขาจะเป็นคนดีไหม เมื่อผมเป็นกรรมการพิจารณาหลักสูตรของ มหาวิทยาลัยเป็นสิบ ๆ ปีเราจะเน้นเรื่องอะไรรู้ไหมครับ ไม่ว่าจะเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก มีวัตถุประสงค์อันหนึ่งก็คือว่าต้องสอนให้มีความรู้และคู่คุณธรรม ผมจึงกราบเรียนท่านประธานสุดท้ายว่าผมอยากเห็นสรรพกําลังที่อยู่ในประเทศของเรา กลับมาพัฒนาคน ให้คนไทยมีคุณภาพ มีความรู้ มีสติปัญญา ไม่ใช่เชื่ออะไรง่าย ๆ บอกอะไร ก็เป็นเด็กดีนะครับ ก็ต้องไม่เชื่อไว้บ้างแล้วก็หาว่าที่ไม่เชื่อนั้นมีเหตุมีผลไหม เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยู่กับการเรียนการสอนทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนด้วยใช้สติปัญญา ความรู้ แล้วก็มีคุณธรรม คุณธรรมนี้อาจจะเริ่มต้นจากศีล ๕ เป็นตัวอย่าง ไม่พูดเท็จอย่างนี้นะครับ ไม่ว่าจะพูดที่ไหน และที่ผมกราบเรียนท่านประธานทั้งหมดนี้ผมยืนยันว่าผมพูดของจริง แล้วก็คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทําให้ท่าน สปท. รกหัวใจก็ไม่เป็นไรครับ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะพัฒนาตัวเอง แล้วก็จะปฏิรูปตัวเองไม่ให้ท่านประธาน และสมาชิก สปท. ผิดหวังครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา นะครับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตรงกับ เจตนารมณ์แห่งรัฐได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ ผมขอเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในประเด็นที่จะกล่าวตามลําดับต่อไปนี้ครับ
หมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ในมาตรา ๔๗ ระบุไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้นะครับ ใน (๒) ที่บอกว่าป้องกันประเทศ รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผมขอนําเสนอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และถูกต้อง ตรงตามหลักไวยากรณ์ดังนี้นะครับ เป็นป้องกันประเทศ รักษาเกียรติภูมิ พิทักษ์ผลประโยชน์ ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ใน (๓) ผมขอเพิ่มเติมคําว่า มีวินัย และปฏิบัติตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัด คือแต่เดิมบอกเพียงแค่ว่าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผมถือว่าการมีวินัยนั้นเป็นเรื่อง สําคัญ และปวงชนชาวไทยถ้ามีวินัยเสียแล้วหน้าที่ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ นั้นก็จะปฏิบัติได้ อย่างสมบูรณ์ มีวินัยนั้นสําคัญมากกว่าปฏิบัติตามกฎหมายเสียอีก เพราะว่าถ้ามีวินัยเสียแล้ว การปฏิบัติตามกฎหมายนั้นทุกคนก็จะไม่ละเมิดกฎหมายและบางอย่างไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่เป็นวินัยที่ต้องปฏิบัติ ดังนั้นการมีวินัยจึงเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง ใน (๘) ผมขอปรับปรุงแก้ไข ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ดังนี้นะครับ ร่วมมือ สนับสนุน อนุรักษ์ และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่ได้ใส่คําว่า ทรัพยากรธรรมชาติ ไปนะครับ อันนั้นถือว่า ทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องสําคัญและเป็นเรื่องที่ปวงชนชาวไทยทุกคนจะต้องช่วยกัน อนุรักษ์และคุ้มครองให้คงอยู่ตลอดไปนะครับ (๑๐) ผมขอเติมเป็นดังนี้นะครับ ต่อต้าน และไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ เหตุที่เติมคําว่า ต่อต้าน เข้าไปก็เพราะว่านอกจากไม่ร่วมมือ ไม่สนับสนุนแล้วยังต้องมาต่อต้านด้วย คือจะต้องช่วยกัน รณรงค์ต่อต้านในทุกรูปแบบด้วย ทั้งนี้เพื่อหยุดยั้งและแก้ไขปัญหาการทุจริตให้บังเกิด ผลสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเองครับ
หมวด ๖ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๖๔ ผมขอแก้ไขเพิ่มเติม ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเป็นดังนี้ครับ รัฐพึงจะจัดระบบการบริหารงาน การประสานงาน และการให้บริการในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และตรวจสอบได้ รวมทั้งให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินควร เหตุที่ต้องเติมตรงนี้ ในเรื่องของโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ตรวจสอบได้นั้น เพื่อให้ครบถ้วนถูกต้องตามหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม นั่นเองครับ
หมวด ๑๐ มาตรา ๑๘๓ ขอเพิ่มเติมในวรรคสองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นดังนี้นะครับ ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เติมคําว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และปราศจาก อคติทั้งปวง อันนี้ก็เพื่อตามหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐนั่นเองครับ ขอเพิ่มเติมในวรรคสาม ดังนี้นะครับ ให้ประธานศาลออกระเบียบว่าด้วยการกําหนดระยะเวลาในการพิจารณาคดี เพื่อให้การพิจารณาคดีดําเนินการไปโดยรวดเร็ว เหตุผลที่ต้องบัญญัติไว้ตรงนี้ ระบุไว้ก็ เพราะว่าในขณะนี้มีคดีที่ค้างศาลทั้งศาลสถิตยุติธรรมและศาลปกครองเป็นจํานวนมาก จากหลักการที่ว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า จัสติส ดีเลย์ อีส จัสติส ดีไน (Justice delayed is justice denied) เป็นภาษิตกฎหมาย หมายความว่า ถ้ากฎหมายจัดให้มีการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้เสียหาย แต่การเยียวยานั้น มาไม่ทันการณ์หรือล้าสมัยก็ไม่ต่างอะไรกับว่าไม่ได้เยียวยาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมนั่นเอง หลักการนี้ตั้งอยู่บนสิทธิอันที่จะเข้าถึงการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วและสิทธิอื่น ๆ ทํานองเดียวกันที่มีความมุ่งประสงค์เพื่อขับเคลื่อนให้การดําเนินการในกระบวนการยุติธรรม เป็นไปโดยเร็ว เพราะถือว่าความเป็นธรรมสําหรับผู้ที่เสียหายที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน กับความเสียหายต่อไปนั้น พร้อมกับความหวังอันน้อยนิดว่าได้รับการเยียวยาจะต้องมาทันเวลา
ส่วนที่ ๒ ศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘๙ ขอเพิ่มเติมในวรรคสองดังนี้ครับ การสืบพยานในศาลจะต้องทําการบันทึกภาพและเสียงโดยมีเจ้าหน้าที่ถอดเทป (Tape) แบบคําต่อคําเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคดี เหตุผลเพราะว่าเพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ในกระบวนการพิจารณา เพราะในอนาคตหรือในปัจจุบันนี้นอกจากมีการสืบพยานที่เป็นชาวไทยแล้ว ยังมีการสืบพยาน ที่เป็นชาวต่างชาติโดยไม่ได้ใช้ภาษาไทยแต่ใช้ล่ามแปล เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนในการแปล และความเคลือบแคลงสงสัยที่จะเกิดขึ้นจากชาวต่างชาติที่เป็นคู่ความได้ และ ๒. เพื่อป้องกัน การโต้แย้งของทนายความที่กล่าวหาว่าผู้พิพากษาไม่บันทึกคําให้การของพยาน หรือบันทึก คําให้การของพยานไม่ตรงกับคําเบิกความของพยาน ๓. เพื่อป้องกันมิให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กลั่นแกล้งร้องเรียนศาล ทําให้เกิดการเสียขวัญกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของศาล ที่ดําเนินการอย่างถูกต้องเที่ยงธรรมแล้ว ๔. เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปตามหลักสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติในความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ ของกระบวนการพิจารณาคดี อันจะส่งผลดีต่อความศักดิ์สิทธิ์และเกียรติภูมิของศาลไทย ที่มีต่อสายตาชาวโลก ประเทศที่มีการบันทึกเทป (Tape) ภาพ และเสียง ในกระบวนการ พิจารณาในศาลนั้นก็มีทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาที่บันทึกภาพและเสียง ประเทศอังกฤษ บันทึกแบบดิจิทัล (Digital) ในศาล ประเทศนิวซีแลนด์ใช้ระบบวงจรซีซีทีวี (CCTV) บันทึกภาพและเสียง ประเทศสิงคโปร์ใช้ระบบบันทึกผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ประเทศเกาหลีใต้ ใช้การบันทึกเสียง ประเทศจีนใช้การบันทึกเสียง สําหรับประเทศไทยก็มีการนํามาใช้ ในคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมาแล้ว
ส่วนที่ ๓ ที่จะขอเพิ่มเติมของศาลปกครอง มาตรา ๑๙๒ ขอเพิ่มเติมในวรรคสาม ดังนี้ เพื่อพิทักษ์ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี และป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้น และไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง อันเนื่องมาจากความล่าช้าในการพิจารณา คดีปกครอง หากพ้นกําหนดระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันที่มีการยื่นฟ้องคดีปกครองแล้ว การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองยังไม่แล้วเสร็จ ศาลปกครองที่จะพิจารณาคดีจะต้อง ออกคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคําขอของผู้ฟ้องคดีเพื่อบรรเทาความเสียหายที่มิอาจเยียวยา แก้ไขได้ในภายหลัง ตรงนี้อาจจะใช้ข้อความอื่นในทํานองเดียวกันนี้เพื่อให้ผู้ที่ได้รับ ความเดือดร้อนนั้นได้รับการเยียวยา เพราะหากล่าช้าไปความเป็นธรรมนั้นก็อาจจะไม่ได้รับ ความเป็นธรรมก็ได้นะครับ เพราะในปัจจุบันนี้คดีศาลปกครอง คดีชั้นต้นมีคดีคงค้างอยู่ ๑๓,๔๓๕ คดี คดีศาลสูงค้างอยู่ ๙,๒๓๖ คดี รวม ๒ ศาลแล้วค้างอยู่ ๒๒,๖๗๑ คดี จะเห็นว่า จํานวนคดีที่รับเข้ามากกว่าการพิจารณาคดีที่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแต่ละปีนั้น ก็มีคดีคงค้างมากขึ้นทุกปี ๆ ไม่มีทางแก้ไขได้ และไม่มีวันที่จะทําได้ทัน ทําให้ผู้เสียหาย ที่เป็นผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับการเยียวยาได้ทัน ถึงแม้ว่าศาลจะตัดสินให้เป็นผู้ชนะก็เปรียบเสมือน เป็นผู้แพ้เพราะว่าเวลาล่วงเลยไปนานแล้วเช่นข้าราชการที่ถูกโยกย้ายโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ฝ่ายรับการเยียวยาบางรายก็เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือการทําสัญญาระหว่างภาครัฐ กับเอกชนเกิดความเสียหาย ก็ไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้ทันทําให้เกิดความเสียหาย ทั้งต่อประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้มีคดีที่ค้าง ศาลปกครองนานถึง ๗ ปี ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่า ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมก็คือความไม่เป็นธรรมนั่นเองครับ
และสุดท้ายนะครับ บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๘ ตรงนี้ผมขอนําเสนอว่า ขอให้ตัดวรรคสุดท้ายออก ที่บอกว่า เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการอิสระคณะหนึ่งมีหน้าที่ที่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์นี้ตามที่กําหนดไว้ใน พระราชกฤษฎีกานั้น ขอให้ตัดออก สาเหตุที่ให้ตัดออกเพราะว่ามีคณะกรรมาธิการกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว จึงไม่จําเป็นต้องตั้ง คณะกรรมการอิสระขึ้นมาใหม่ คณะกรรมการชุดนี้ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีอยู่แล้วนะครับ จึงขอนําเสนอผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และบรรลุ เป้าหมาย เพื่อความผาสุกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติอย่างยั่งยืน สืบต่อไปครับ
ต่อไปนะครับ ขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด รองประธานสภาพัฒนา การเมือง และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา สปท. ท่านสมาชิก สภา สปท. ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๕ ครับ มีประเด็นในการที่จะแสดงความคิดเห็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ก่อนอื่นต้องขอ ชื่นชมท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นต่อจากนี้ไปที่ผมอภิปรายเข้าใจว่าท่านจะซึมซับ และรับรู้ได้มากที่สุดเนื่องจากคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีครับ ท่านประธานก็รู้พื้นฐานที่มา ของกระผม โดยเฉพาะท่านเลขาธิการก็เคยร่วมกระบวนการในการประชุมกันหลายรอบ เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระของกระผมในการอภิปรายครั้งนี้น่าจะมีความสําคัญในการที่จะ นําไปสู่การปรับแก้แล้วก็เพิ่มเติมนะครับ
สําหรับหมวด ๓ ว่าด้วยเรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ผมขอชื่นชมครับ มาตรา ๒๕ มาตรา ๔๒ เป็นพื้นฐานของเรื่องสิทธิและเสรีภาพได้ดีมาก เริ่มต้นจากปวงชนชาวไทยในมาตรา ๒๕ แล้วก็มาตรา ๔๒ พูดถึงเรื่องบุคคลยกระดับไปสู่ ความเป็นกลุ่ม ความเป็นสมาคม ประเด็นที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมก็คือว่าในมาตรา ๔๓ ที่พูดถึงเรื่องของท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของชุมชน อยากจะให้เพิ่มเติมในสาระสําคัญ โดยข้อเท็จจริงก็คือว่าในท้องถิ่นหนึ่งจะมีฐานสําคัญของความเป็นองค์กรอยู่ ๓ องค์กรใหญ่ ๆ องค์กรที่ ๑ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรที่ ๒ ก็คือว่าด้วยเรื่องของ องค์กรปกครองท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรที่ ๓ ที่มาใหม่ที่มาจากบุคคลที่รวมกลุ่มกัน เป็นสมาคมเป็นอะไรต่าง ๆ แล้วยกระดับเป็นสภาองค์กรชุมชน เพราะฉะนั้น ๓ ประสานองค์กรนี้น่าจะมีส่วนร่วมในการกําหนด มีส่วนร่วม มีการดําเนินการร่วมกัน เป็นฐานสําคัญไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคล มาตรา ๒๕ บอกปวงชน มาตรา ๔๒ บอกบุคคล ยกระดับเป็นกลุ่มองค์กร เพราะฉะนั้นมาตรา ๔๓ ต้องพูดมิติคําว่า ชุมชนและท้องถิ่น จะต้องดําเนินการและมีส่วนร่วมในการกําหนด อันนี้คือประการที่ ๑ ที่ผมอยากเสนอแนะ เพิ่มเติมนะครับ
ประการที่ ๒ หมวด ๕ ว่าด้วยเรื่องหน้าที่ของรัฐ ในส่วนของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเสนอว่าเรื่องสิทธิชุมชนยกไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ประเด็นนี้เป็นสาระสําคัญ เป็นสิ่งที่น่าจะห่วงใยสําคัญมากที่สุด อยากจะเรียนว่าวันนี้ประชาชนไปไกลมากแล้วนะครับ ความเป็นตัวตน การยกระดับของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไปไกลพอสมควร อย่าดึงกลับไปสู่ความเป็นฐานสําคัญของผู้ใหญ่ลีเลยครับ ประชาชนวันนี้ลุกขึ้นมาสู่การจัดการ ปัญหาของตัวเอง รัฐน่าจะมีหน้าที่เป็นบทบาทในการเสริม ภายใต้ของหลักนิยามคําว่า ประชารัฐ ไม่ใช่ รัฐ บวก ประชา เพราะฉะนั้นอย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด ผมสัมพันธ์กับ ๓ เครือข่ายขนาดใหญ่ ว่าด้วยเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนของ ๗๗ จังหวัด ที่เรามีฐานเครือข่ายระดับพื้นที่ตําบล จังหวัด เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนที่ ๗๗ จังหวัด มีฐานตําบล มีฐานจังหวัด แล้วที่ ๓ ก็คือว่าเครือข่ายของสภาพัฒนาการเมือง ล้วนแล้วแต่ เป็นเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นที่มีกระบวนการในการลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยกเรื่องสิทธิชุมชนไปเป็นหน้าที่ของรัฐ แปลว่ารัฐคือเจ้าภาพ ประชาชนไปมีส่วนร่วมเท่านั้น นึกให้เห็นภาพบรรยากาศที่ผมอยาก อธิบายง่าย ๆ คือว่าถ้าใครเป็นเจ้าของบุญคนนั้นก็จะเป็นคนกําหนด คนที่ไปช่วยบุญก็จะมี ส่วนไปช่วยบุญเท่านั้น ผมก็เลยอยากให้มีคําในเชิงหลักการสําคัญว่าอะไรก็แล้วแต่ถ้าให้ ชุมชนเข้มแข็งได้ต้องใช้คําว่า การใช้พื้นที่เป็นฐาน งานนี้คือเครื่องมือสําคัญ ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ ต้องเป็นเจ้าภาพครับ รัฐก็ต้องไปเสริมเติมในส่วนที่ขาด นั่นก็คือแปลว่าสิทธิชุมชน ต้องกลับคืนมานะครับ มาตราที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๙ และมาตราอื่น ๆ ที่อยู่ ในหมวดอื่นผมด้วยความกรุณานะครับ ชุมชนท้องถิ่น ณ วันนี้ถามเรื่องนี้พอสมควร ไม่ต้องการหรอกครับว่าที่จะบอกว่ารัฐจัดให้ วันนี้ชุมชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาจัดเองครับ แต่อะไรก็แล้วแต่ไม่ต้องกังวลถึงขนาดที่เป็นเรื่องของว่าถ้าชุมชนเข้มแข็งรัฐจะจัดการไม่ได้ กระบวนการของชุมชนมีกระบวนการที่ถ่วงดุลและสร้างความสมดุลกันเอง ถ้าฐาน เกิดขึ้นระหว่างตําบล ๑ ตําบลที่มีชุมชน มีท้องถิ่น มีท้องที่ ได้ร่วมมือกัน และมีแผนพัฒนา ฉบับเดียวกันจะไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีทันที มีความเป็นสภา ที่เป็นสภาทั้ง ๓ สภามารวมกัน เรียกว่าเป็นสภากลางระดับท้องถิ่น ตรงนี้คือสาระสําคัญ เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศชาติจะเข้มแข็งได้ต้องมีฐานของประชาชนที่มีพลัง ในการเชื่อมโยงกันนะครับ เพราะฉะนั้นในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ อะไรก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ผมอยากให้กลับไปที่สิทธิชุมชน อย่ากังวลใจมากครับว่าถ้าชุมชน เข้มแข็งแล้วรัฐจัดการไม่ได้ วันนี้ถ้าชุมชนเข้มแข็งทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงนะครับ ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็งไม่มีทางปฏิรูปครับ ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ประเด็นสําคัญ ก็คือว่าถ้ามีรัฐโตเท่าไรชุมชนจะอ่อนแอเท่านั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปต้องเข้าไปสู่ ของรัฐเล็กสังคมต้องโต ก็แปลว่าต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีกระบวนการ ในการจัดการแสดง ก็เลยเสนอในเชิงหลักการว่าจะทําอย่างไรให้มีหมวดว่าด้วย เรื่องสิทธิชุมชนนะครับ
ประการที่ ๓ ว่าด้วยหมวด ๖ หมวด ๖ เขียนไว้ได้ดีมากนะครับ ว่าด้วยเรื่อง นโยบายแห่งรัฐพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในสาระสําคัญ ตรงนี้ก็คือว่าอาจจะอยู่ในกฎหมายลูกก็ได้ ก็คือว่าวันนี้มีฐานของความเป็นองค์กรระดับ พื้นที่ ตําบล จังหวัด มีภาพของสภาพลเมือง มีภาพของสมัชชาพลเมือง หรืออาจจะมี ภาพของสภาพัฒน์ระดับตําบลก็ได้ครับ ๑ แผนพัฒนา ๑ ตําบลที่มีโครงสร้างหลายโครงสร้าง เป็นแผนเดียวกันเสีย แล้วยกระดับโยงกันมาคือระดับชาติเป็นนโยบาย เป็นยุทธศาสตร์ แห่งชาติได้ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์แห่งชาติที่กําหนดโดยสภาแห่งนี้ มีฐานที่ขึ้นมาจากข้างล่าง ซึ่งวันนี้มีแล้วครับ แต่ถ้าหมวด ๕ เราบอกว่าอย่าเพิ่งมีเลย เอาเป็นหน้าที่ของรัฐก็แล้วกัน ฐานตรงนั้นหายไปครับ
ประการสุดท้ายก็คือหมวด ๖ เพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือว่าในมาตรา ๖๖-๗๑ ว่าด้วยเรื่องปากท้องประชาชน อันนี้เขาชอบมาก เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ต้องคงรักษาไว้ แต่เพิ่มบทบาทคําว่า ส่งเสริมสนับสนุนจัดให้มีมาตรการในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ขององค์กรชุมชนด้วย
สุดท้ายมาตรา ๗ ส่วนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องวุฒิสภา พี่น้องประชาชนตั้งคําถาม พอสมควรว่า ๒๐ สาขาอาชีพหลักการดีมาก ควรจะเป็นแบบนั้น แต่วิธีการ กระบวนการ ระยะเวลา ใช่หรือเปล่า ประเทศไทยจะเกิดความวุ่นวายสับสนเต็มไปหมด มีกระบวนการ ก็ลากกันมาตั้งจํานวนเยอะแยะมากมาย ต้องมีเวลาในการจัดรูปองค์กร จัดระบบโครงสร้าง ขององค์กร องค์กรสาขาอาชีพนี้น่าจะมีการจัดรูปองค์กรและสร้างนิยามให้ชัดเจน แล้วก็มีกระบวนการที่มาของแต่ละสาขาอาชีพให้ได้ อาจจะเขียนในบทเฉพาะกาลไว้ว่า เบื้องต้นอาจจะมีระบบของการสรรหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสาขาอาชีพก็ได้ ไม่ใช่อยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ควรที่จะมาจากสาขาอาชีพ เพราะฉะนั้นควรให้เวลากับเรื่อง ในการจัดรูปองค์กรของแต่ละสาขาอาชีพนะครับ ผมมี ๓-๔ ประเด็นนี้นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ นะครับ อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศและพลังงานทหาร ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๖๓ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกับแนวคิดที่ว่าอะไรที่ประชาชนต้องทํา ก็กําหนดเป็นหน้าที่ตามหมวด ๔ มี ๑ มาตรานะครับ และอะไรที่ประชาชนพึงจะได้ก็กําหนด เป็นสิทธิแต่บนเงื่อนไข อันนี้อยู่ในหมวด ๓ มีจํานวน ๒๒ มาตรา แล้วอะไรที่รัฐต้องทํา ก็กําหนดเป็นหน้าที่ของรัฐตามหมวด ๕ มีด้วยกัน ๑๒ มาตรา และอะไรที่รัฐควรจะทํา อันนี้ ก็กําหนดเป็นแนวนโยบายตามหมวด ๖ จํานวน ๑๔ มาตรา อันนี้ต้องขอชื่นชมในการจัด หมวดหมู่เพื่อให้ประชาชนแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ มีความเข้าใจ
สําหรับวันนี้ผมจะขออภิปรายในหมวด ๑ บททั่วไป ซึ่งถือได้ว่าสําคัญนะครับ เปรียบเหมือนบทนําของหนังสือ หรือถ้าเกิดเราจะมองบ้าน เราจะเอาบ้านแบบไหน บ้านกระต๊อบ บ้านคอนโดมิเนียม หรืออะไร ถ้าเห็นบททั่วไปแล้วจะเห็นภาพของทั้งหมด ก่อนที่จะส่งไปตามหมวดต่าง ๆ เป็นการขยาย ถ้าเปรียบเหมือนบ้านก็คือห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) หรือมีของอะไร ผมจะกล่าวในบททั่วไปซึ่งมีความสําคัญ ซึ่งในมาตรา ๑ มาตรา ๒ จะเป็นการกําหนดรูปแบบและระบอบการปกครองที่บัญญัติไว้ในเรื่องนี้ก็คือ ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ แล้วประเทศไทยมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็มีการขยายความในหมวด ๒
สําหรับในมาตรา ๓ จะเป็นการกําหนดโครงสร้างและความสัมพันธ์ของอํานาจ ผู้ใช้อํานาจ และเกี่ยวกับประชาชน แล้วก็เกี่ยวกับการถ่วงดุลและการตรวจสอบอํานาจรัฐ ในร่างนี้ก็ได้บัญญัติว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล รัฐสภา องค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรี ศาล และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม อันนี้ก็ต้องขอชื่นชมว่าเขียนหลักนิติธรรมลงเชื่อมโยง ในการกําหนดโครงสร้าง ส่วนบทขยายตั้งแต่ ๕-๑๔ อันนี้ผมขออนุญาตกล่าวสนับสนุนท่าน พลเอก เลิศรัตน์ว่าหลักนิติธรรมท่านเขียนแค่ ๒ ที่เท่านั้นเอง ซึ่งรูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) เป็นหลักที่สําคัญใช้กันทั้งโลก แต่เขียนแค่ ๒ ที่ เขียนเชื่อมโยงในมาตรากําหนดโครงสร้าง อันหนึ่ง และอีกอันหนึ่งไปเชื่อมโยงกับบุคคล หมายความว่ารัฐจะออกกฎหมายโดยใช้ หลักนิติธรรม อันนี้ผมว่ามีแค่เชื่อมระหว่างภาพใหญ่กับส่งไปที่บุคคลเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้ใส่ ลงไปในเรื่องของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรอิสระ ไม่ได้ใส่ลงไปเลย อันนี้ ก็ขอฝากเรียนท่านประธานด้วยนะครับ ฝากไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า ระบบนิติธรรมยังน้อยไปในเรื่องนี้
และสําหรับมาตรา ๔ ซึ่งเป็นการกําหนดหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แก่ประชาชน ซึ่งถือว่าประชาชนเป็นผู้ที่มีอํานาจอธิปไตย ในร่างนี้บัญญัติว่า ปวงชนชาวไทย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน เขียนกว้าง ๆ อย่างนี้แต่ถ้าส่งลงไปขยายความ ก็เป็นในหมวด ๓ ถึง ๒๒ มาตรา อันนี้โดยแนวคิดสิทธิบนเงื่อนไขต่าง ๆ แต่ยังขาดเรื่องของมติบัญญัติ เรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ อันนี้จะเขียน อยู่เล็ก ๆ ในมาตรา ๒๕ หรือมาตรา ๒๖ แต่ภาพใหญ่ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า ภาพใหญ่เหมือนบทนําไม่ได้เขียนไว้เลย เพียงแต่เขียนซ่อนในเล็ก ๆ อยู่ ผมขออนุญาต เสนอแนะว่าควรที่จะนําเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ เข้ามาอยู่ใน หมวดทั่วไปด้วยก่อนที่จะส่งไปในบทขยายนะครับ สรุปของผมมีว่าขอชื่นชม
ประการแรก ขอชื่นชมในเรื่องของการจัดหมวดหมู่นะครับ
เรื่องที่ ๒ ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค อยู่ในบททั่วไปก่อนที่จะนําส่งขยายความต่อไป
เรื่องที่ ๓ ขอเพิ่มนิติธรรมในองค์กรต่าง ๆ มากขึ้น ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้ายของคณะนี้นะครับ ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสผมได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเพื่อจะได้นําไปใช้ ปกครองบ้านเมืองให้ประชาชนคนไทยบังเกิดความสุข ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคืนความสุข ให้กับประชาชนตามนโยบายของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังทําให้ผมและคณะเพื่อน ๆ สปท. ได้มีโอกาสนําความคิดเสนอในที่ประชุม สภาแห่งนี้ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่เป็นมงคล และที่สําคัญยิ่งคือได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด แก้ไขปัญหาบ้านเมืองในหมู่มวลสมาชิก สปท. ต่างล้วนแต่เป็นผู้ที่มีจิตใจมุ่งมั่นปรารถนาดี ต่อชาติบ้านเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ท่านประธานครับ การประกอบกิจการใด ณ ที่ใดก็ตาม ถ้าได้บังเกิดมีปัจจัยที่เป็นมงคลตั้งแต่ ๓ ประการขึ้นไปในกิจการนั้น ๆ ท่านผู้รู้กล่าวว่า ยังแต่จะก่อให้เกิดความสงบ ความมั่นคง ทั้งแก่ผู้พูด เพื่อนร่วมงาน รวมไปตลอดจนถึง ก่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชาติบ้านเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย เฉกเช่นวันนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ สมัยตอนที่ผมเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้ประสาทวิชาทางด้าน ทฤษฎีการเมืองทางตะวันตกซึ่งเป็นทฤษฎีการเมืองจากผู้คิดหลายพันปีมาแล้วได้ให้ข้อคิดว่า คนดี ๆ ถ้าไปเล่นการเมืองเมื่อไรเสียของ นี่ภาษาบ้าน ๆ บอกว่าคนดี ๆ ถ้าไปเล่นการเมือง เมื่อไรเสียของ ถ้าพูดตามภาษาอีกนิดหนึ่งก็คือเสียคน แต่คําพูดในภาษาหนังสือที่เขียน เขียนว่าอย่างนี้ท่านครับ ความดีของมนุษย์สิ้นสุดเมื่อเล่นการเมือง นี่เป็นคําพูดของ นักปราชญ์ตะวันตกที่พูดไว้ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ผมคิดว่าท่านประธานก็คงจะจําได้ เคยเรียนรู้มา อันนี้ก็ต่างคนต่างคิดจินตนาการเอาเองว่าสิ่งที่นักปราชญ์พูดอย่างนี้เท็จจริง เป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่แต่ละท่านที่มีประสบการณ์ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอนที่ร่างขึ้นท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มีเจตนา ที่สําคัญยิ่งยวดก็คือต้องการปราบคนไม่ดี คนโกงเข้าสภา และส่งเสริมคนดีเข้าปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประชาชนมีความสุข มีความมั่งคั่ง ตลอดจนถึงมีความมั่นคงของประเทศ อดีตที่ผ่านมาครับท่านประธาน กฎหมายทุกฉบับ ล้วนมีข้อความที่พูดถึงเรื่องกําหนดการส่งเสริมคนดีเข้าสภา กีดกันคนไม่ดีมีมาตลอด ไม่เว้นแต่ละยุคแต่ละสมัย ตอนผมเด็ก ๆ สมัยรับราชการใหม่ ๆ ก็เช่นกันก็ได้มีโอกาส ทําหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคัดสรรคนดีเข้าสภา กีดกันคนไม่ดีอย่าให้เข้ามามีอํานาจไปติดป้าย เยอะแยะมากมาย รวมไปตลอดจนถึงท่านผู้ใหญ่บอกว่าคุณปลัดมีความคิดอะไรดี ๆ ที่เกี่ยวข้องจะติดป้ายโฆษณาชวนเชื่อให้ได้คนดีที่สุด เก่งที่สุด กล้าที่สุด เข้ามาสภาเพื่อจะทํา หน้าที่เป็นผู้แทนของพวกเราที่ดี เป็นคนที่กล้าพูด เป็นคนที่มีความดีที่สุด เก่งที่สุด เรื่องดีทั้งหลายอยากให้เข้ามาในสภา ให้อยู่ในตัวของคนเป็นผู้แทน แต่ในขณะเดียวกัน ของไม่ดีอย่าให้เข้ามาเลย ก็ไปคิดถ้อยคําอย่างนี้ หมายความว่าดีที่สุด เก่งที่สุด กล้าที่สุด ให้เลือกคนดีที่สุด เก่งที่สุด กล้าที่สุด ในขณะเดียวกันถ้าไม่ได้คนดีที่สุด เก่งที่สุด กล้าที่สุด ให้เลือกคนที่แย่ที่สุด หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเลวน้อยที่สุดครับ นั่นไม่มีทางเลือกแล้ว แต่ท่านประธานครับ พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วกลับตาลปัตรครับ ที่ว่าเราต้องการดีที่สุด กล้าที่สุด เก่งที่สุด กลายเป็นว่าคนที่เลวน้อยที่สุดเข้ามาเยอะแยะมากมายอย่างที่เป็นปัญหา ในขณะนี้จนต้องมีการปฏิรูปครับท่านประธาน นี่ก็คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นข้อห่วงใย ที่น่ากลัวน่าห่วงว่าถ้ายังเป็นอย่างที่ผ่านมาจะมีอันตรายอย่างไรจนเป็นเหตุให้เกิดมีการปฏิรูป ขึ้นมา อย่างไรก็ตามเวลาหมดท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดเดียว ผมสรุปประเด็น ที่ผมอยากจะฝากข้อคิดซึ่งมีอยู่ในมาตรา ๒๓๐ ว่าด้วยความเกี่ยวข้องเรื่องของการขับเคลื่อน กระบวนการยุติธรรมของฝ่ายที่ทําหน้าที่รับผิดชอบเรื่องขับเคลื่อนการยุติธรรม ในมาตรา ๒๓๐ ที่เขียนไว้ว่าให้ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความรวดเร็ว ข้อห่วงใยก็คือ ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมเมื่อสักครู่นี้พวกเราก็คงได้ฟังจากที่ประชุมพูดคุยกันเยอะแยะว่า คดีข้างนอกเยอะแยะ ทั้งศาล ทั้งอัยการ ทั้งตํารวจ ทั้ง ป.ป.ช. ค้างเยอะ นั่นก็ย่อมแสดง ให้เห็นว่าที่แล้วมาในเรื่องของความรวดเร็วในการบริหารจัดการเรื่องคดีไปไม่รอด เพราะฉะนั้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องให้มีการบริหารจัดการให้เกิดความรวดเร็ว สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่าเราจะจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ รับผิดชอบเรื่องคดีเหล่านี้ เรื่องคดีของนักการเมืองที่ทุจริตเยอะครับ แล้วนักการเมือง ก็ไม่ธรรมดาที่เข้ามา เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อห่วงใยว่าทําอย่างไรในกระบวนการยุติธรรม จะเป็นต้นน้ําก็ตาม กลางน้ําก็ตาม ปลายน้ําก็แล้วแต่ ให้เกิดการประสมประสาน เกิดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว อย่าให้คนไม่ดี อย่าว่าแต่ ๑๐-๒๐ วันเลยครับ แม้แต่วันเดียวก็ไม่ควรจะอยู่ในตําแหน่งก็จะหยุดทันที อย่างเช่นตัวอย่าง เคยปรากฏครับ วันที่ไม่เคยเปิดก็ยังอุตส่าห์ประกาศให้เปิดทําการ ท่านคงนึกออกใช่ไหมครับ วันไม่เปิดทําการก็ยังมีคําสั่งให้เปิดทําการเพื่อให้คนที่ไม่ดีมาใช้ประโยชน์จากที่สั่ง ให้เปิดทําการ นี่คือความกล้าหาญของคนไม่ดีที่ถูกเลือกเข้ามา เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในเรื่องประสิทธิภาพของการบริหารให้เกิดความรวดเร็วในการจัดการกระบวนการยุติธรรม กับบุคคลที่มีอํานาจทางการเมืองนั้นอยากจะฝากเป็นข้อสําคัญว่าทําอย่างไร ประสิทธิภาพ คือความรวดเร็วอย่าให้เกิดความล่าช้าว่าต้องหยุดเมื่อไร ศาลพิพากษาให้ละเว้นจาก การปฏิบัติหน้าที่หรือต้องรับโทษ ซึ่งกฎหมายก็พูดชัดเจนว่ารวดเร็วและรุนแรง เพราะฉะนั้น อยากจะฝากประการสุดท้ายในเรื่องความรวดเร็ว การขับเคลื่อนด้านกระบวนการยุติธรรม จะเป็นต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ําก็สุดแล้วแต่ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านกิตติ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้อภิปราย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ และเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีต สมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศค่ะ ดิฉันอยากจะ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในประเด็นทางด้านสาธารณสุขและประเด็นในมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสาธารณสุข ก่อนอื่นที่แสดงให้เห็นไว้อย่างชัดเจนก็มีอยู่ ๒ มาตรา ในเรื่องของสาธารณสุขโดยตรงก็คือมาตรา ๕๑ ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของรัฐ อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านได้กําหนดเรื่องที่สําคัญของระบบสาธารณสุขไว้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหมายความว่า รัฐจะต้องปฏิบัติในเรื่องนี้ให้ครบถ้วนและให้มีคุณภาพตามที่ได้เขียนเอาไว้ หลายท่านอาจจะ บอกว่ามาตรานี้เขียนไว้สั้นเกินไปอาจจะไม่ครบถ้วน สิ่งที่ดิฉันอยากจะเสนอแนะในการที่จะ ดําเนินการต่อไปก็คือดิฉันคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องการการเขียนเจตนารมณ์ของแต่ละมาตรา ไว้ด้วย เพราะว่าอันนั้นจะแสดงให้เราที่สงสัยทั้งหลายว่าสิ่งที่เราเข้าใจในแต่ละมาตราตรงกับ เจตนารมณ์ของผู้เขียนหรือไม่ เวลาใช้แล้วสัมฤทธิผลจะตรงกันไหม เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่มี ดิฉันก็อยากจะเรียนเพื่อที่จะสอบถามกับท่านที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผ่านท่านประธานว่าอย่างในมาตรา ๕๑ ซึ่งในความเห็นของดิฉัน ดิฉันคิดว่าครอบคลุม ครบถ้วนแล้ว แต่ว่าอาจจะยังมีปัญหากับหลายบุคคล เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนถามว่า ที่ท่านเขียนเอาไว้ว่ารัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ และคุณภาพได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง และส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญา ด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด สําหรับดิฉัน ดิฉันคิดว่าในมาตรานี้มีคีย์เวิร์ด (Keyword) อยู่ประมาณ ๒-๓ แห่งที่สําคัญ แล้วถ้าหากว่าเราเข้าใจตรงกันดิฉันคิดว่า มาตรานี้สมบูรณ์ค่ะ ก็คือบริการสาธารณสุขรัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการ สาธารณสุข บริการสาธารณสุขในที่นี้ในความเข้าใจของดิฉันแล้วก็บรรดาบุคคล ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขหมายความถึงบริการที่ครอบคลุมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การคัดกรองโรค คัดกรองว่าใครบ้างที่ความดันโลหิตสูง ใครบ้างที่เป็นเบาหวาน ก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าเขาจะเป็น การรักษาโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพหลังจากอาการอะคิวท์ (Acute) ของโรคได้สงบลงแล้วแต่มีความพิการหลงเหลือก็ต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมทั้ง การคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านสุขภาพด้วย ถ้าบริการสาธารณสุข ท่านหมายความอย่างนี้ แปลว่าครบถ้วน
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของประสิทธิภาพ ท่านพูดถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพ ในความหมายของดิฉัน ดิฉันคิดถึงประสิทธิผล ก็คือผลที่กระทบว่าเมื่อให้บริการไปแล้ว พยาธิสภาพที่เป็น หรือปัญหาสุขภาพที่เป็นได้รับการแก้ไขหรือไม่ อันนี้คือประสิทธิผลนะคะ แล้วควรจะรวมถึงความครอบคลุมของประชาชนที่ต้องการด้วย ก็หมายถึงว่าประชาชน ที่มีปัญหาสุขภาพนั้นควรจะได้เข้าถึงบริการสุขภาพด้วยและได้รับบริการที่มีประสิทธิผล ก็คือเข้ารักษาแล้วได้รับผลดีขึ้น อันนี้คือความหมายของประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะรวมถึง การใช้เงินที่คุ้มค่าด้วย ถ้าเผื่อทั้งหมดนี้แปลว่าเราเข้าใจตรงกันนะคะ บริการที่มีประสิทธิภาพ ก็คือบริการที่ให้ไปแล้วส่งผลกระทบทําให้สุขภาพดีขึ้น ครอบคลุมประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการแก้ไขทางด้านสุขภาพ และมีการใช้เงินอย่างคุ้มค่า อันนี้คือประสิทธิภาพนะคะ หลังจากนั้นท่านก็ยังได้ย้ําว่าบริการนั้นจะต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง ดิฉันดีใจ ที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เขียนถึงคุณภาพของบริการ ที่ผ่านมาในระบบสาธารณสุข ทั้งหลายเราเน้นย้ําแต่ความครอบคลุม เราบอกว่าเราครอบคลุมได้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จากการศึกษาวิจัยในประเทศไทยได้ระบุแล้วว่ามีความแตกต่างกันในระหว่างผลลัพธ์ ทางสุขภาพของกองทุนต่าง ๆ อันนี้แสดงว่าความครอบคลุมนั้นยังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ก็คือผู้วิจัยได้คอมเมนต์ (Comment) ว่าอันนั้นเป็นเพราะคุณภาพของบริการอาจจะ ไม่ได้มาตรฐาน หรือการเข้าถึงของประชาชนยังไม่สามารถจะเข้าถึงได้ในผู้ที่ต้องการจริง ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นการที่ใส่คุณภาพที่ได้มาตรฐานไว้ก็คิดว่าจะได้ย้ําเตือนและอาจจะต้องมีการรีไวส์ (Revise) ครั้งใหญ่ถึงมาตรฐานในการรักษาที่จะต้องทําให้เท่าเทียมกันทั้งหมดนะคะ
อีกคําหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าสําคัญก็คืออย่างทั่วถึงของท่าน อย่างทั่วถึงของท่าน ไม่ใช่เสนอว่าเป็นนโยบายที่ครอบคลุมประชาชนทุกคน แต่ท่านคงจะต้องหมายความว่า รัฐจะต้องพยายามให้ประชาชนที่มีความต้องการในด้านสุขภาพต่าง ๆ กันได้เข้าถึง บริการทางสุขภาพที่เขาต้องการตามความจําเป็นทางด้านสุขภาพด้วยใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้น ก็คือการเข้าถึงที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ คือถ้าเผื่อ ความเข้าใจของเราตรงกันในมาตรา ๕๑ ดิฉันคิดว่าท่านเขียนได้อย่างครอบคลุม แล้วถ้าหากว่ามาตรานี้ได้ถูกนําไปอิมพลีเมนต์ (Implement) แน่ใจว่าประชาชนทั้งประเทศ ที่มีปัญหาสุขภาพจะได้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงกัน คุณภาพได้มาตรฐาน ดิฉันคิดว่าในขณะนี้เราวัดได้ตามมาตรฐานสากล องค์การอนามัยโลก ได้กําหนดมาตรฐานของบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพเอาไว้แล้ว และสามารถที่จะใช้วัด ได้ด้วย ก็ขอบคุณที่ได้เขียนในสิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียกว่าทําให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถที่จะวัดผลได้นะคะ ทุกวันนี้เรามีแต่สิ่งที่จะวัดก็คือโพรเซส (Process) แต่อันนี้คือวัดเอาต์คัม (Outcome) ของบริการสาธารณสุขจริง ๆ ก็คิดว่าเป็นประโยชน์มากค่ะ
อีกมาตราหนึ่งที่กําหนดเอาไว้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งท่านกําหนดเอาไว้ในมาตรา ๖๘ เป็นแนวนโยบายของรัฐนะคะ เท่ากับเน้นย้ําอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าในเรื่องของสร้างเสริมสุขภาพความจริงก็อยู่ในบริการสุขภาพแล้ว แต่อันนี้ท่านอาจจะ มองกว้างขึ้น ก็คือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนให้เหมาะสมกับสุขภาวะมากยิ่งขึ้น ท่านใส่ไว้ ในหมวดของแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งน้ําหนักก็เบาลงไปหน่อยหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามดิฉัน อยากจะเรียนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รวบรวมเอาสิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนว่าโซเชียล ดีเทอร์มิแนนต์ส ออฟ เฮลท์ (Social determinants of health) คือปัจจัยทางสังคม ที่ส่งผลกระทบถึงสุขภาพ ซึ่งในการศึกษาวิจัยในปัจจุบันได้ยอมรับกันว่ามีผลยิ่งกว่าเราทุ่มเทเงินไปสู่การรักษาพยาบาล เท่านั้น ทุกวันนี้เราใช้เงินในเรื่องทางสุขภาพประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์สู่การรักษาพยาบาล การสร้างเสริมสุขภาพน้อยมากแล้วก็จัดว่าเป็นการลงทุนซึ่งไม่คุ้มค่า ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สามารถจะนําไปปฏิบัติได้อย่างเป็นผล โดยรัฐบาลที่มีคุณภาพและเก่ง ดิฉันคิดว่า เราจะเปลี่ยนโฉมหน้าระบบสาธารณสุขของไทยไปสู่การให้ความสําคัญกับปัจจัยทางสังคม ที่ส่งผลกระทบถึงสุขภาพ แล้วก็จะได้ความเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าในปัจจุบัน
สิ่งที่ดิฉันอยากจะกล่าวถึงปัจจัยเหล่านั้นมีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างย่อ ๆ ที่ชอบใจมากก็คือในด้านการศึกษา การศึกษาคือการเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ของคน โดยเฉพาะผู้หญิง แล้วในการศึกษาวิจัยทั่วโลกได้ระบุว่ายิ่งคนมีการศึกษาสูงเท่าไรสุขภาพเขา จะดีเท่านั้น อันนี้เป็นความไม่เท่าเทียมกันเลยซึ่งน่าสลดใจมาก แล้วเราก็สามารถที่จะแก้ไข ให้ได้ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นการศึกษาไว้เป็นหน้าที่ด้วยแล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐ และเป็นหน้าที่ของประชาชนด้วย ดิฉันก็หวังว่าจะได้ผลมากยิ่งขึ้น แล้วท่านก็ยังคิดถึง การศึกษาก่อนวัยเรียน ปัจจัยอันหนึ่งทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสุขภาพก็คือชีวิตตั้งแต่ เกิดขึ้นมาจนกระทั่งก่อนวัยเรียนซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่สําคัญ ความรุนแรงที่เขาได้รับในช่วงชีวิตนั้น จะนําไปสู่ความรุนแรงในช่วงชีวิตต่อไป เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสําคัญ ในการศึกษาทั้งก่อนวัยเรียนที่มีคุณภาพด้วย หวังว่าท่านคงจะได้เขียนเจตนารมณ์ในเรื่อง การมีคุณภาพของชีวิตก่อนวัยเรียนเอาไว้อย่างชัดเจน เพราะอันนั้นจะนําไปสู่ประชาชน คนไทยที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง รัฐจะต้องให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย ไม่ทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาส อันนี้ก็คือทําให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมขึ้น ให้ได้รับ การศึกษาตามความถนัดโดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้วย ขอบคุณมากค่ะที่ได้ใส่เอาไว้ อย่างครบถ้วน
ถัดไป ท่านได้บรรจุในเรื่องของโซเชียลดีเทอร์มิแนนต์ส (Social determinants) ที่ดิฉันคิดว่าสําคัญก็คือการดํารงชีวิต รัฐต้องจัดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิ่งที่ทําให้คนด้อยโอกาส แล้วก็ด้อยโอกาสมากขึ้นก็คือเขาขาดการสนับสนุนทางด้านความจําเป็นพื้นฐาน ทางด้าน การดํารงชีวิต อันนั้นที่จะก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพหลายอย่างตามมา เพราะฉะนั้น ที่ท่านกําหนดเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเอาไว้ในมาตรา ๕๒ แล้วก็คุ้มครองมาตรา ๖๗ ดิฉันคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คือส่งเสริมให้มีความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิ ดํารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรมประเพณี อันนี้ก่อให้เกิดความยึดโยงเป็นความมั่นคง ในสังคม คือไม่มีกลุ่มชนใดไม่ว่าจะเป็นกลุ่มน้อย กลุ่มที่แตกต่างหรืออะไรได้ถูกแปลกแยก ในสังคม อันนี้เป็นการสร้างความสามัคคี สร้างความรู้สึกที่ดีทางด้านจิตใจ จิตวิญญาณ แล้วก็ สร้างความสามัคคี ทําให้ลดอาชญากรรมลงไปได้ ลดความรุนแรงลงไปได้ในสังคมก็ส่งผล ที่ดีต่อสุขภาวะ
นอกจากนั้นในด้านการดํารงชีวิต ท่านได้ให้ความสําคัญกับเกษตรกรที่จะทํา การเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วข้อสําคัญคือให้มีผลผลิตที่มีปริมาณคุณภาพสูง และความปลอดภัย ก็หมายความว่าโอกาสที่ประชาชนจะได้อาหารที่ปลอดภัยในอนาคต จะมีมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพ
นอกจากนั้นแล้วปัจจัยที่สําคัญอันหนึ่งก็คือคนต้องมีงานทําเพื่อที่จะเป็นผล ทางเศรษฐกิจ และทางด้านจิตใจ ทางด้านความรู้สึกว่าตัวเองสามารถที่จะนําพาชีวิต ของตัวเองได้อย่างมีอิสระก็คือการมีงานทํา เพราะฉะนั้นในมาตรา ๗๐ อยู่ในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ท่านได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทํางานโดยเหมาะสมกับ ศักยภาพและวัย คุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยในการทํางานด้วย อันนี้ก็เป็น ผลดีต่อสุขภาพด้วยเช่นเดียวกัน
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือที่สําคัญท่านเขียนไว้ในมาตรา ๗๑ แนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐด้านเศรษฐกิจ รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์ จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน อันนี้ หมายความว่าเป็นการกระจายรายได้ ลดช่องว่างระหว่างคนร่ํารวย และคนยากจน รายได้มากกับรายได้น้อยให้แคบเข้าใช่หรือไม่ ซึ่งอันนี้ถ้าเผื่อว่าสามารถจะวัดได้โดย อินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่มีอยู่ถ้าเผื่อเจตนารมณ์ของท่านเป็นเช่นนั้น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคมซึ่งเชื่อมโยงกับด้านสุขภาพได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นในด้านสิ่งแวดล้อมท่านก็ได้เขียนความคุ้มครองไว้พอสมควร ซึ่งท่านต่อ ๆ ไปก็อาจจะมีการอภิปรายในเรื่องนี้
แต่สิ่งที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือท่านได้สร้างครอบครัวให้เข้มแข็งและป้องกัน ความรุนแรง ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๖๘ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่รัฐจะต้องเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของครอบครัว สร้างเสริมสุขภาพและพัฒนาการการกีฬา อันนี้คือเฮลท์ตีลีฟวิง (Healthy living) ช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ให้สามารถ ดํารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ คุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งให้รับการบําบัด ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ถูกกระทําดังกล่าว สิ่งทั้งหมดนี้ ก็คือปัจจัยทางสังคมทั้งหลายซึ่งได้บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญหมวดซึ่งดิฉันคิดว่า มีความสําคัญ เพราะหมวด ๑ คือหน้าที่ของรัฐที่รัฐต้องทําก็คือการต้องให้บริการสาธารณสุข ให้บริการทางด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ อีกอันหนึ่งคือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งควรจะ ได้รับการพิจารณาให้ดําเนินการเหมือนกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพ แล้วก็เชื่อว่าถ้าหากทั้งหมดได้อิมพลีเมนต์ (Implement) อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะได้สังคมซึ่งมีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น การศึกษาวิจัยซึ่งสรุปโดยเซอร์ไมเคิล กิเดียน มาร์มอต ที่ได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลนี้ระบุชัดเจนว่าสังคมที่ยุติธรรมจะนํามาซึ่งสุขภาพที่ดี ของประชาชน เพราะฉะนั้นนอกจากที่เราจะได้สังคมที่ยุติธรรม ทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การประกอบอาชีพ รายได้ การดํารงชีวิตที่ปลอดภัย ปลอดจาก ความรุนแรงมีคุณภาพ ตั้งแต่เกิด เติบโต ดํารงชีวิต ทํางาน จนถึงวัยแก่ชราที่ท่านยังแนะนํา ให้มีการออมเกิดขึ้น ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะนําไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงจะเป็นสิ่งท้าทายสําหรับพรรคการเมือง ถ้าเผื่อว่าดิฉัน จะถามพรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต่อไปนี้ก็ควรจะถามแค่ว่า ท่านจะปฏิบัติตามหมวดในหน้าที่ของรัฐได้อย่างไร ได้มากน้อยแค่ไหน และปฏิบัติอย่างไร อันนั้นคือสิ่งที่ท้าทายสําหรับผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลทุกยุคในต่อไปข้างหน้า แล้วก่อนอื่น ก็ขอขอบคุณคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งดิฉันคิดว่านําสิ่งที่ดี ๆ มาสู่ประเทศโดยเฉพาะ ทางด้านสุขภาพ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธานพรพันธุ์ มีประเด็นน่าสนใจมาก ทางผู้แทน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะตอบตอนนี้หรือว่าฝากเป็นการบ้านไปเนื่องจากเป็น รัฐธรรมนูญที่พยายามเขียนให้สั้น โดยปกติก็จะมีการทําเจตนารมณ์ประกอบด้วย ยกตัวอย่างชุดที่แล้วนะครับ ชุดท่านบวรศักดิ์ก็จะมีการเขียนเจตนารมณ์ประกอบแต่ละ มาตรา ไม่ทราบว่าในชุดนี้มีดําเนินการเช่นนั้นหรือไม่ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่อง เจตนารมณ์ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดทํานะครับ กําลังรวบรวมอยู่ครับ เพราะว่าตอนนี้ ระบุในส่วนรายละเอียดหรือส่วนที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนคงจะลําบากอยู่ เพราะว่าหลังจาก รับฟังความคิดเห็นไปแล้วคงจะต้องมีการปรับปรุงตัวร่างอีกพอสมควรครับ และเจตนารมณ์ ก็จะตามมาอีกทีครับ
ขอบคุณมากครับ เพราะว่าประเด็นที่ท่านประธานพรพันธุ์ถามสําคัญมาก เวลาไปสืบค้นว่าเจตนาของแต่ละตัวอักษร แต่ละบทบัญญัติเป็นอย่างไร เราก็จะดูเจตนารมณ์ เป็นประเด็นสําคัญ
ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิกเป็นรายบุคคลตามรายชื่อ ที่ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้เสนอมาแล้วโดยใช้เวลาในการอภิปรายตามที่กําหนดนะครับ ขอเชิญท่านต่อไปครับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔ ผมขออนุญาตที่จะ อภิปรายในประเด็นของทรัพยากรธรรมชาติใน ๓ ประเด็นหลักนะครับ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณาบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติไว้ในมาตราหลัก ๆ ถึง ๓ มาตรา ก็คือมาตรา ๔๗ มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ซึ่งในส่วนของแต่ละมาตรานั้นก็มีการมุ่งเน้นเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน หรือคล้ายกัน ประเด็นที่ผมจะเรียนตั้งข้อสังเกตและจะขออนุญาตเสนอแนะต่อคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ความสอดคล้องของคําว่า สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าท่านดูในส่วนที่เป็นมาตรา ๔๗ มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ จะพบว่าการใช้คําใน ๓ คํานี้อาจจะขาดความสอดคล้องกัน แม้จะมีความมุ่งหมายคล้ายคลึงกัน ทําให้เกิดความไม่ชัดเจนในขอบเขตความหมายของคําว่า สิ่งแวดล้อม เช่นในมาตรา ๔๗ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยบัญญัติไว้ในข้อ ๘ ว่าบุคคลมีหน้าที่ร่วมมือและสนับสนุน การอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ท่านใช้คําว่า สิ่งแวดล้อม พอมามาตรา ๕๓ ในหมวด หน้าที่ของรัฐ ท่านบอกว่า รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้ ๓ คํา พอในมาตรา ๕๔ ท่านกล่าวว่า รัฐต้องระมัดระวัง ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ใน ๓ มาตรานี้โดยส่วนตัวของผมเองนั้นยังไม่มั่นใจ แต่โดยข้อสมมุติฐาน คิดว่าท่านน่าจะมีความมุ่งหมายคล้ายคลึงกันใน ๓ มาตรานี้นะครับ ซึ่งการกําหนดลักษณะ อย่างนี้อาจจะประสบปัญหาในอนาคตเรื่องของการตีความกฎหมายหรือการออกกฎหมายลูก เพราะจะมีบางมาตราท่านกล่าวว่าจะต้อง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และอาจจะเป็น ประเด็นที่ทําให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีหรือไม่มีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะใช้ตรงนี้ในการดําเนินการอื่น ใน ๓ มาตรานี้ เพราะฉะนั้นถ้ามองย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ รวมถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป จะใช้คําพื้นฐานคือคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในทางหลักวิชาการแล้ว คําว่า สิ่งแวดล้อม มันกว้างนะครับ แต่ในทางปฏิบัติของไทยนั้น คํา ๒ คํานี้มักใช้ร่วมกัน และหน่วยงานระบบบริหารราชการแผ่นดินก็ค่อนข้างจะใช้ต่างกัน ผมจึงขออนุญาตที่จะเสนอว่าคําทั้ง ๓ มาตรานี้ควรมีคําบังคับ เช่นควรไม่น้อยกว่าคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่อย่างนั้นคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะขาดหายไป ในแทบทุกมาตรา ถ้ามาดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปท่านกล่าวว่า ความเป็นพลเมือง และหน้าที่ของพลเมือง ในมาตรา ๒๗ ข้อ ๕ ว่าให้ช่วยเหลือราชการ สงวนและรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ฉะนั้นขอความกรุณาในการที่จะพิจารณาเพิ่มเติม
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมขอเรียน ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นของทรัพยากรธรรมชาติประเด็นสําคัญคือว่ามีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติเกินกําลังผลิต เกินความจําเป็น และขาดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งมิติ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ถ้าดูในมาตรา ๕๓ ที่ได้บัญญัติไว้ มาตรา ๕๓ นั้น เน้นในเรื่องของการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แต่ขาดคําคําหนึ่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หรือร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปนั้นใช้มาตลอดและเป็นคําบังคับ ก็คือจะต้องมีความสมดุลด้วย จึงอยากเรียนว่าควรจะเพิ่มคําว่า สมดุลและยั่งยืน เข้าไปในมาตรา ๕๓ แต่ถ้ามองโดยส่วนตัว ผมเองนั้นมีความรู้สึกชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปในมาตรา ๙๒ ที่เขียนไว้ สรุปได้ว่า รัฐต้องอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยจัดให้มีแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ป่าไม้ ทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติอื่น และดําเนินการ ตามแผนดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยให้สอดคล้อง กับหลักการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ผมว่าค่อนข้างจะครบเครื่อง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป แต่ในส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นค่อนข้างจะมองประเด็น ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ ต้องขอความกรุณาให้เพิ่มคําว่า สมดุล และอาจจะหยิบบางประเด็น ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปมาเสริมนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตเรียน ก็คือว่าในมาตรา ๕๔ มีหลายคํา ที่ค่อนข้างจะไม่ชัดเจน แล้วก็อาจจะไม่ครอบคลุม ก็คือมาตรา ๕๔ ได้กล่าวถึงในเรื่องของ วรรคแรก การดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดําเนินการ ถ้าการนั้น อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุข วิถีชีวิต หรือสุขภาพของประชาชน หรือชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งการดําเนินการทั้งหลายนั้นถ้าเกิดผลกระทบรัฐจะต้องให้ประชาชน มีส่วนร่วม และต้องดําเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหาย ให้แก่ประชาชน หรือชุมชน ผมขอเรียนดังนี้ว่าถ้าลองอ่านร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้คร่าว ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องตีความ จะเห็นว่าประเด็นของการมีส่วนร่วม ส่วนร่วมระดับไหน ส่วนร่วมในการดําเนินการ ส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น เพราะท่านใช้คําว่า มีส่วนร่วม และอะไรบางอย่างต่อ อันนี้ โดยพื้นฐาน ผมเข้าใจว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่ค่อนข้างจะเปราะบาง เนื่องจากมีการแปลง มาจากมาตรา ๖๗ เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งประสบปัญหามากนะครับ รัฐธรรมนูญ ในข้อนั้น ในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมขอเรียนดังนี้ว่าควรจะกําหนดคําว่า การมีส่วนร่วม อะไรให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนในอดีต ๒. ท่านมีการเยียวยา หรือชดเชย ในกรณีของผลกระทบต่อคน แต่ในวรรคแรกท่านพูดถึงผลกระทบทั้งตัวคน และตัวทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าเป็นไปได้ขออนุญาตที่จะพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของ การเพิ่มเติมว่าให้รัฐมีมาตรการ หรือจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมในการเยียวยา หรือฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เสื่อมโทรม หรือเสียหายจากการดําเนินการ ของภาครัฐ หรือผู้ได้รับอนุญาต หรือสัมปทานจากรัฐ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ เพราะว่าเราไม่เคยมีการเยียวยา บางทีรัฐอนุญาตหรือเอกชนเข้าไปดําเนินการ และทรัพยากรธรรมชาติได้รับความเสียหาย ก็ควรจะเป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะดําเนินการ เยียวยาหรือชดเชย เพราะว่าฐานทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นความสําคัญ เป็นฐาน การพัฒนาประเทศในทุกด้าน นั่นคือในส่วนที่ขออนุญาตจะเสนอ โปรดพิจารณาในส่วนนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสํานักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางรวีวรรณ ภูริเดช สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๒๑ จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นของการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากนับวันการแย่งชิง การเข้าถึง และการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรและการรักษาสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็น ที่มีความสําคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในบริบทของประเทศไทยเองและประชาคมโลก โดยดิฉัน จะขออภิปรายในมาตรา ๕๓ มาตรา ๒๔๗ และมาตรา ๔๓ เพื่อให้เห็นภาพที่เชื่อมโยงกัน ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับของรัฐในมาตรา ๕๓ ระดับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในมาตรา ๒๔๗ และในระดับของชุมชน และบุคคลในมาตรา ๔๓ โดยจะขอเริ่มจากมาตรา ๕๓ หน้าที่ของรัฐ ดังนี้ค่ะ
ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมว่ามาตรา ๕๓ นี้เป็นมาตราที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ในตัวเอง ซึ่งได้ระบุแล้วก็กําหนดหัวข้อที่สําคัญเป็นหน้าที่ของรัฐไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์ อย่างยั่งยืน ซึ่งคําว่า อย่างยั่งยืน นี้ถือเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) และคําที่สําคัญที่สมควร จะถูกระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ วรรคถัดไปยังระบุต่อไว้ว่า โดยต้องให้ประชาชนและชุมชน ในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์จากการดําเนินการดังกล่าวด้วย ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งดิฉันคิดว่าจะเป็นการดีที่จะทําให้มีการกําหนดในเรื่องของ รายละเอียดแล้วก็รูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชนของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไว้ให้ชัดเจน รวมทั้งให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนด้วย ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันลงได้มาก ซึ่งหลักการของการแบ่งปันผลประโยชน์นี้สอดคล้องกับหลักของสากล ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เน้นในเรื่องของการเข้าถึง และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากบทบาท การบริหารจัดการของภาครัฐแล้วลงมาถึงหน้าที่ของระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูเหมือนยังขาดหายไป ก็น่าที่จะได้กําหนดบทบาทหน้าที่ของ อปท. ในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้ชัดเจนด้วย โดยขอระบุไว้ในมาตรา ๒๔๗ ให้ชัดเจนว่าให้ อปท. มีหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแล บํารุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบัน มีการถ่ายโอนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับท้องถิ่นแล้วมากกว่า ๒๐๐ ภารกิจ แต่ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีการดําเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และหากเราปล่อย ให้เป็นเช่นนี้ก็จะทําให้เกิดความเสียหายต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของประเทศได้
ถัดไปนะคะ จากระดับของรัฐ ท้องถิ่น ลงมาถึงระดับของชุมชนและบุคคล คือในมาตรา ๔๓ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กล่าวถึงสิทธิในเรื่องของการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และจารีต อันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ เอาไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ระบุถึงสิทธิในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย จึงเห็นควรที่จะขอเขียนเพิ่มเติมต่อท้าย ในวรรคนี้ให้รวมถึงสิทธิในการดูแล บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ เอาไว้ให้ชัดเจนด้วย ซึ่งหากเราดําเนินการแก้ไข อย่างเป็นระบบก็จะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ทั้งในระดับของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับของชุมชน แล้วก็ระดับของบุคคล ในเรื่องของการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายนะคะ ดิฉันอยากจะขอฝากไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่า ควรจะให้ความสําคัญในด้านของการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยคํานึงถึง การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งจะมีการดําเนินการมากขึ้นในอนาคต ควรจะให้มี การวางผังเมืองให้เสร็จสิ้นล่วงหน้าเสียก่อน เพื่อให้มีการกําหนดบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) ระหว่างเขตชุมชนแล้วก็เขตอุตสาหกรรมไว้ให้ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง แล้วก็ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้กับประชาชนทั้งในปัจจุบันแล้วก็ลูกหลานของเรา ในอนาคตด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ และอดีตที่ปรึกษา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นกระผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านที่เสียสละเวลาอันมีค่าประกอบด้วยความวิริยะอุตสาหะและเจตนาอันดีงามในการ ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นจนเป็นผลสําเร็จ ในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นฉบับนี้ ที่ได้มีมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะนําชาติสู่ความสันติสุขและจะมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ในระยะยาวต่อไป ซึ่งผมเห็นด้วยและขอสนับสนุนในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สําหรับภาพรวมเฉพาะในด้านสาธารณสุขนั้น ผมมีเรื่องที่จะขออภิปรายอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ในด้านสาธารณสุข มีบทบัญญัติในหมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๑ และในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๖๘ ที่มุ่งเน้นในเรื่องการบริการสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคให้กับประชาชนได้อย่างครบถ้วนเพื่อเป้าหมายสุขภาพดี ของประชาชน แต่ผมเห็นว่ายังขาดปัจจัยสําคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้ ประชาชนมีสุขภาพที่ดีนั้นก็คือการติดอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพให้กับประชาชน อาวุธ ทางปัญญาด้านสุขภาพนี้หมายถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จะต้องส่งเสริมให้ประชาชน ทุกกลุ่มวัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อที่จะนําไปใช้ประโยชน์ในการ ดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้ และความรอบรู้ด้านสุขภาพนี้จะเข้าถึง ประชาชนได้นั้นต้องใช้การสื่อสารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพครับ ท่านประธานครับ สถานการณ์การเจ็บป่วยของประชาชนในปัจจุบันมีการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง รวมจํานวนผู้ป่วยประมาณเกือบถึง ๑๘ ล้านคน แสดงว่าประชาชนคนไทย ๔ คนจะมีคนที่ ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ๑ คน ซึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ครับ แต่กลับมีจํานวนมาก แล้วก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะประชาชนมีความรอบรู้ ด้านสุขภาพในเกณฑ์ที่ต่ํา มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่ออกกําลังกาย มีโภชนาการไม่ถูกต้อง มีอารมณ์เครียดเรื้อรัง สูบบุหรี่ และดื่มสุรา นําไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะการสื่อสารสุขภาพไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนได้ และไม่มีหน่วยงานของรัฐมาบริหารจัดการให้มี การสื่อสารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับทุกกลุ่มวัยของประชาชน ทําให้ประชาชน ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ หลงเชื่อในคําโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องและก่อให้เกิด ผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ท่านประธานครับ เพื่อเป็นการให้ความสําคัญในเรื่องนี้ จึงควรเสนอให้บรรจุข้อความเพิ่มเติมในมาตรา ๕๑ ดังนี้ เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ที่ถูกต้องและเหมาะสมให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย และในมาตรา ๒๖๙ ให้มีการปฏิรูปในเรื่อง ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ขอเสนอการปฏิรูปการสื่อสารสุขภาพเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน
สําหรับประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะขออภิปรายต่อคือเรื่องภาวะฉุกเฉินจากการเจ็บป่วย ที่เป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามต่อชีวิตและความพิการของประชาชน ถือเป็นเรื่องพื้นฐาน ตามสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนมีสิทธิร้องขอความช่วยเหลือและรัฐต้องมีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ต่อประชาชน ท่านประธานครับ สถานการณ์เหตุภาวะฉุกเฉินเฉพาะเหตุจากอุบัติเหตุ ทางจราจร ทุกวันนี้มีประชาชน ๖๐ คนออกจากบ้านและไม่มีโอกาสที่จะกลับบ้าน ทุกวันนี้ มีประชาชน ๓๐๐ คนต้องบาดเจ็บสาหัสเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และในจํานวนนี้ มี ๑๕ คนที่ต้องมีสภาพเป็นคนพิการ ท่านประธานครับ มีข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติในปี ๒๕๕๗ ผู้ป่วยฉุกเฉินจากทุกสาเหตุทั่วประเทศนั้นมีจํานวนประมาณ เกือบ ๖๐,๐๐๐ คนที่เสียชีวิตนอกโรงพยาบาลหรือตายก่อนที่จะนําส่งถึงโรงพยาบาล ถ้าระบบการช่วยเหลือฉุกเฉินที่ดีตั้งแต่การรับแจ้งเหตุที่ดี การช่วยฉุกเฉินในที่เกิดเหตุ ทําได้อย่างดีและสามารถนําส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมได้ทันเวลาแล้วจะสามารถช่วยชีวิต ประชาชนได้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนที่มีโอกาสจะรอดชีวิตประมาณ ๑๒,๐๐๐ คนต่อปีมีค่ามหาศาลครับ สถานการณ์การแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินยังขาดการเข้าถึงของประชาชน ระบบการช่วยเหลือฉุกเฉินในที่เกิดเหตุและนําส่งโรงพยาบาลยังมีหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน ไม่ทั่วถึง ไม่เพียงพอ และขาดคุณภาพ มีจํานวนศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินและสั่งการ ที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดําเนินการและบริหารจัดการ ระบบการช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่ก่อนนําส่งโรงพยาบาลเพียง ๓ จังหวัดเท่านั้น คือ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสงขลา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจํานวนน้อยมากครับ สําหรับการปฏิบัติการฉุกเฉินและการรักษาในโรงพยาบาลปัจจุบันมีข้อมูลพบว่า จํานวนผู้ป่วยทั้งหมดทั่วประเทศที่ไปรับบริการที่ห้องตรวจฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐ ในปี ๒๕๔๕ มีจํานวน ๑๒ ล้านครั้ง ในปี ๒๕๕๕ มีจํานวน ๒๔ ล้านครั้งภายในระยะเวลา ๑๐ ปีจํานวนผู้ป่วยที่ไปรับบริการฉุกเฉินเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่าและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้เกิดปัญหาการแออัดในห้องตรวจฉุกเฉิน ส่งผลให้เกิดปัญหาของคุณภาพ และประสิทธิภาพในการให้บริการฉุกเฉินของโรงพยาบาลตามมาด้วย เช่นห้องไอซียู (ICU) ไม่พอให้บริการในโรงพยาบาลศูนย์ของทุกจังหวัด ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินที่จําเป็นต้องการ ห้องไอซียู (ICU) ต้องไปนอนตามหอผู้ป่วยธรรมดา ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ประชาชน จํานวนหนึ่งต้องไปพึ่งพาโรงพยาบาลเอกชนโดยเฉพาะยามฉุกเฉินจําเป็นจะต้องไปเข้า โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นปัญหาทั้งทางด้าน โรงพยาบาล ปัญหาของกองทุนสุขภาพต่าง ๆ และยังเป็นภาระของประชาชนจํานวนหนึ่งด้วย ท่านประธานครับ เพื่อให้รัฐทําหน้าที่คุ้มครองประชาชนในภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผมขอเสนอให้มีบทบัญญัติเรื่องนี้ในหมวดหน้าที่ของรัฐด้วยข้อความดังนี้ครับ รัฐต้อง ดําเนินการให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองในภาวะฉุกเฉินที่คุกคามต่อชีวิตและความพิการ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการและบริหารจัดการระบบการช่วยเหลือฉุกเฉิน ในพื้นที่ และในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๙ ให้มีการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ผมขอเสนอการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและพิการ ของประชาชน ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเหลืออีก ๓ ท่านนะครับ ขอเชิญ พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ สมาชิก สปท. ขออนุญาตอภิปรายในประเด็นของกิจการ ด้านสาธารณสุขที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ร่างเบื้องต้น) ในมาตรา ๕๑ เปรียบเทียบกับที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีข้อห่วงใย และข้อพิจารณาอยู่ ๓-๔ ประการด้วยกัน
ประการแรก ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ที่ได้ร่าง รัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๑ ออกมาซึ่งกําหนดไว้ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ ในกรณีที่กําหนดไว้ว่ารัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มี ประสิทธิภาพและคุณภาพได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง หากมีการกําหนดไว้ในเจตนารมณ์ของ การร่างรัฐธรรมนูญตามที่ท่านประธานพรพันธุ์ได้กล่าวไว้แล้วก็จะเกิดความเข้าใจตรงกัน ทั้งประชาชนและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดประเด็นปัญหาขึ้นมา เพราะว่า การร่างครั้งนี้รัดกุมและครบถ้วนดี นอกจากนั้นแล้วการร่างในมาตรา ๕๑ ผมขออนุญาต ชื่นชมครับ ได้มีการกําหนดเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญา ด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่เคยมีการบัญญัติไว้ก่อนในรัฐธรรมนูญ ฉบับใด นับว่าเป็นโอกาสดีแล้วก็เป็นสิ่งที่จะนําไปพัฒนาแล้วก็ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ ได้อย่างยิ่งต่อไป อย่างไรก็ตามในมาตรา ๕๑ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรา ๕๑ เช่นเดียวกัน ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ พบว่าในมาตรา ๕๑ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กําหนดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการทางสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ได้ ระบุไว้ในมาตรา ๕๑ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะเกิดข้อปัญหาได้กับประชาชน ถ้านํามาเปรียบเทียบกัน เราทราบกันดีว่าการให้บริการทางด้านสาธารณสุขของรัฐไม่อาจ ทําได้เต็มที่เนื่องจากความจํากัดของทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนหรือว่าเรื่องของ งบประมาณก็แล้วแต่ อันนี้เป็นข้อห่วงใยเฉย ๆ นะครับ แต่ถ้ามีการกําหนดไว้ใน เจตนารมณ์แล้วว่ารัฐจะทําอย่างครอบคลุมและทั่วถึง เหมาะสมตามคุณภาพแล้ว ผมคิดว่า อันนี้ก็อาจจะเป็นข้อลดความห่วงใยลงไปได้บ้างนะครับ
กรณีที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กําหนดแนวนโยบายของรัฐ ด้านสาธารณสุขเอาไว้ว่ารัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้น การสร้างเสริมสุขภาพอันนําไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน รวมทั้งจัดและส่งเสริม ให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และส่งเสริม ให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและจัดบริการสาธารณสุขโดยผู้มีหน้าที่ ให้การบริการดังกล่าวซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมย่อมได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมาย ก็จะแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเด็นด้วยกันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ร่างไว้นะครับ
อันแรก คือเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ มีการกล่าวไว้ในมาตรา ๖๘ ว่ารัฐพึง แต่ว่าในมาตรา ๘๐ ของกฎหมายเดิมกําหนดไว้ว่ารัฐต้อง เพราะฉะนั้นความแตกต่างตรงนี้ ก็เป็นประเด็นนิดหนึ่ง แต่ถ้ารัฐดําเนินการได้ในการสร้างเสริมสุขภาพก็จะทําให้การเจ็บป่วย ของประชาชนลดลง
อันที่ ๒ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดไปก็คือเรื่องการส่งเสริมเอกชน และชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและจัดบริการสาธารณสุข กล่าวคือหากส่งเสริมเอกชน ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระเรื่องการจัดบริการสุขภาพของรัฐลง แล้วก็นําไปสู่การที่จะต้องมี เมดิคัลฮับ (Medical hub) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องชุมชน การส่งเสริม ชุมชนก็คือว่าให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหาสาธารณสุขของแต่ละท้องที่ มีความแตกต่างกัน และนอกจากนั้นแล้วชุมชนอาจจะมีงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เข้ามาเป็นปัจจัยเสริมการพัฒนากิจการสาธารณสุขของภาครัฐอีกด้วย ขออนุญาตกล่าวถึง ประเด็นสําคัญที่สุดที่ได้รับการร้องเรียนมาจากผู้มีหน้าที่ให้การบริการสาธารณสุข ทั้ง ๖ ประเภท หรือ ๗ ประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบําบัด ก็คือในกฎหมายเดิมกําหนดว่าให้การคุ้มครอง ผู้ที่มีหน้าที่ให้บริการ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม แต่ในกฎหมายใหม่ มิได้มีข้อความนี้ปรากฏอยู่นะครับ เป็นความห่วงใยว่าขณะที่มีการกําหนดความคุ้มครอง ดังกล่าวแล้วก็ยังมีคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาลกรณีที่ผู้ได้รับความเสียหายจากการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมอยู่เนือง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการคุ้มครองดังกล่าวแล้วผลเสียจะเกิด ขึ้นกับประชาชน อาทิเช่น การปฏิเสธการรักษา หรือทําให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ที่จะต้องมีการตรวจค้นโรคเพิ่มมากขึ้น นั่นคือผลเสียก็เกิดขึ้นกับประชาชน จึงขอเป็น ข้อห่วงใยไว้สําหรับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าน่าจะมีการเพิ่มเติม ๒ ประเด็นหลัก ที่ผมกล่าวไว้แล้วตอนท้าย ก็คือเรื่องการส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการ ให้บริการสาธารณสุข ตลอดจนเรื่องการคุ้มครองผู้มีหน้าที่ให้บริการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลโท กมล สุวภาพ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม พลโท กมล สุวภาพ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หมายเลข ๐๐๑ ขออนุญาตอภิปรายในเรื่องการพัฒนาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรไทยใน ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ปัญหาและวิกฤติของปัญหา
ประเด็นที่ ๒ ข้อเท็จจริง
ประเด็นที่ ๓ ข้อเสนอ
สําหรับปัญหาวิกฤติการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น หลังจากที่การแพทย์ตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๖๖ เป็นต้นมา การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลเท่าที่ควร และลดระดับการพัฒนาลงเกือบ ๑๐๐ ปี หรือ ๑ ทศวรรษ ทําให้องค์ความรู้การแพทย์ แผนไทย สมุนไพรไทยแทบจะสูญสลายไปจากความทรงจําของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนคนไทย ผมคิดว่าเป็นวิกฤติขององค์ความรู้การแพทย์แผนไทยอย่างน่าใจหาย แต่เดชะบุญที่พระสยามเทวาธิราชมีจริง และดลใจให้ กรธ. บรรจุการพัฒนาแพทย์แผนไทย และสมุนไพรไทยอยู่ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๑ ใจความว่ารัฐต้องดําเนินการ ให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง และส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในมาตรา ๕๑ นี้เมื่ออ่านดูแล้วอาจจะสั้นเกินไปสักนิดหนึ่ง ผมได้ปรึกษากับหลายท่านแล้ว ขอเพิ่มคํา ๒-๓ คํานะครับ คือเพิ่มเติมคําว่า การ เพิ่ม ๓ จุดครับ หลังได้รับบริการสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการควบคุม ป้องกันโรค การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุดที่ ๑ นะครับ จุดที่ ๒ เพิ่มคําว่า การ หลังคําว่า ด้าน และเพิ่มคําว่า และส่งเสริมสมุนไพรไทย หลังคําว่า แพทย์แผนไทย ก็จะอ่านใหม่ เป็นว่า มาตรา ๕๑ รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการ ควบคุมป้องกันโรค การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพ ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง และได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่จําเป็นอย่างเท่าเทียม ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยและส่งเสริมสมุนไพรไทยให้เกิด ประโยชน์สูงสุด อันนี้ก็ครอบคลุมแล้วนะครับ และนอกจากนั้นเพื่อให้การดําเนินการเป็นไป อย่างรวดเร็ว ชัดเจน และรอบคอบ มีกรอบดําเนินการ กระผมเห็นว่าน่าจะมียุทธศาสตร์ กํากับสัก ๒-๓ ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคน หรือบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ ชาวสวนสมุนไพรทั้งหลาย ทั้งทางดิ่งและทางระดับให้ลึกซึ้งและมีความเชี่ยวชาญ
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ยุทธศาสตร์การผนึกกําลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน โดยมีเป้าประสงค์ในการพัฒนาที่เป็นเลิศเป็นแนวทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ โดยต้องมีหน่วยงานกลาง ในการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยอย่างมีเอกภาพ และที่สําคัญเราได้ละเลย การพัฒนาแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยมานานเกือบ ๑๐๐ ปี เพราะฉะนั้นกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักว่าในเรื่องภูมิปัญญาบรรพบุรุษของพวกเราในด้าน การแพทย์จะต้องมีการยกย่อง ชมเชย มีรางวัลให้กับปราชญ์ชาวบ้าน หมอชาวบ้านที่เก่ง ๆ เหมือนกับศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นกําลังใจหรือเป็นรางวัล การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ก็จะทรงคุณค่า มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความเป็นไทยและเอกลักษณ์ไทย สามารถดําเนินไปเป็น มรดกไทยและมรดกโลก และสุดท้าย สามารถสร้างคน สร้างงาน สร้างเงิน สร้างรายได้ เข้าประเทศอย่างมหาศาล ผมขอจบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านสุดท้ายนะครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมก็เตรียมเนื้อหาที่จะมา อภิปรายให้กับทาง กรธ. ท่านฟัง เพราะเสียดายตอนนี้ผมไม่ทราบว่าจะพูดให้ใครฟังนะครับ ท่านบังเอิญไปรับประทานข้าวพร้อมกันแล้วสายข่าวของผมเช็ก (Check) ที่ตึกโน้นแล้ว เขาบอกว่า กรธ. รับประทานข้าวพร้อมกันอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าประเด็นที่ผม จะอภิปรายนั้นเป็นประเด็นที่คิดว่ามีความสําคัญแล้วก็มีความจําเป็นตั้งใจที่จะถ่ายทอดแล้วก็ เติมเต็มในสิ่งที่ทาง กรธ. ท่านทํามา ซึ่งมีพี่ ๆ สมาชิกในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้พูดในประเด็นเรื่องของทางสาธารณสุข ไปครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ผมก็จะไม่ขออภิปรายในเรื่องประเด็นทางสาธารณสุข จะไป อภิปรายในประเด็นอื่นที่คิดว่ามีความสําคัญแล้วก็ยังไม่มีใครพูดถึง ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แล้วก็กล่าวหาด้วยถ้อยคําวาทกรรม ต่าง ๆ นานา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์เรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนางงาม ฉบับนี้ ผมขออนุญาต ผมชมท่านเลยครับ ผมเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับชายงาม มีข้อดี มีจุดเด่นอยู่มากมายหลายประการ ถ้าให้เวลาผมมากกว่านี้ผมหาข้อดีที่จะมาอภิปรายได้เป็น ๑๐ ประเด็น ๒๐ ประเด็น ๓๐ ประเด็น แต่ตอนนี้เวลาน้อยแล้วก็อภิปรายเป็นคนสุดท้าย ของคณะกรรมาธิการผม ก็เอาว่าผมรวบรวมง่าย ๆ ย่อ ๆ ได้ ๔ ประเด็นนะครับ ชายงามของผมมีสิวฝ้าเล็กน้อย มีไขมันที่จะต้องไปทําการขัดสีฉวีวรรณผิวพรรณอะไรบ้าง ซึ่งประเด็นที่สําคัญหลายท่านได้พูดไปแล้ว ผมขอเสริมเติมแต่งดังต่อไปนี้ ประเด็นที่เป็น จุดเด่นอย่างยิ่งผมขออนุญาตใช้ ๔ ป ที่ผมรวบรวมได้
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ป แรก เป็น ป ปราบโกง ปราบโกงนี่สมาชิกหลายท่าน ได้พูดไปแล้ว ผมขอชมท่านอาจารย์มีชัย ท่านประธาน กรธ. เลยถ้าท่านฟังอยู่ ดูอยู่ ผมกราบคารวะท่าน ท่านเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผม ผมเคารพท่านอย่างมาก ท่านเป็นประธานงานแต่งงานของผมเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้ท่านมาทํางาน ทดแทนคุณแผ่นดิน วิธีการปราบโกงของท่านหลายเรื่องเป็นยาแรงที่หลายท่านได้อภิปราย ผมเห็นและชมอย่างยิ่งผมก็จะไม่พูดซ้ํา แต่ผมชมว่าท่านสุดยอด หลายอย่างท่านสกัดไว้ ตั้งแต่ต้นทางหลายคนต้องมนต์สะกดเลย เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังเซ็งแซ่ค่อนข้างมาก ผมเชื่อว่าหลายเรื่องที่ทางการเมืองออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องปราบโกง นี่ละครับ แต่เวลาที่จะพูดโจมตีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือทาง กรธ. เขาคงไม่มุ่งโจมตีเรื่องว่า กรธ. ออกกฎหมายปราบโกงรุนแรงเกินไปก็เลยไปใช้ประเด็นอื่น ผมจะไม่พูดถึง ประเด็นปราบโกง
ประเด็นสําคัญที่ ๒ ป ที่ ๒ คือ ประเทศ สามารถผ่าทางตันผ่านวิกฤติได้ด้วย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าหลายท่านจําเหตุการณ์เมื่อ ๒ ปีที่แล้วได้ ปี ๒๕๕๗ ทุกอย่างหยุดนิ่ง ประเทศเกือบจะกล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะเกือบจะเป็นเฟลสเตท (Failed state) หรือรัฐล้มเหลว รัฐบาลยุบสภาก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีประธานรัฐสภา บังเอิญอีกประธานวุฒิสภาท่านถูกคําสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะมีคดีความ ก็ไม่มีประธาน วุฒิสภา ก็ไม่มีรองประธานรัฐสภา เกิดอะไรขึ้นครับ มีแต่รองประธานวุฒิสภา ก็ตีความกัน วุ่นวายมากมายไปหมด เราไม่มีทั้งรัฐบาล ไม่มีทั้งหัวหน้าของฝ่ายนิติบัญญัติ ประเทศเกือบจะถึง ทางตัน มีเสียงเรียกร้องกันมากให้ใช้มาตรา ๗ จะใช้ได้อย่างไร บอกว่าให้ใช้มาตรา ๗ ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ผมยังจําได้วุฒิสภาตอนนั้นประชุมกันหลายครั้งหลายรอบ เราก็พยายามผ่าทางตันให้กับประเทศ แต่ทําไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนมาตราโน้น เดี๋ยวจะโดน มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๕๘ เดี๋ยวจะโดนส่งศาลรัฐธรรมนูญเพราะว่ารองประธานวุฒิสภา ไม่สามารถทําหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ เรียกประชุมก็ไม่ได้ ตอนนั้นปิดสมัยประชุมอีก ไปกันใหญ่เลยครับ มันพัลวันพัลเก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน สามารถผ่าทางตัน ตรงนี้ได้ ถ้าผ่าทางตันตรงนี้ได้ตอนนั้นถ้าย้อนหลังกลับไปสามารถแก้วิกฤติของประเทศไทยได้ คงไม่มาถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนบัญญัติไว้ให้รองประธาน วุฒิสภาสามารถทําหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ คือคําว่าทําหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ เกิดอะไร ขึ้นครับ ก็คือทําหน้าที่รองประธานรัฐสภาได้ กฎหมายเขียนไว้ว่าถ้าในกรณีที่ไม่มีประธาน รัฐสภา รองประธานรัฐสภาทําหน้าที่ได้ นั่นคือหมายความว่ารองประธานวุฒิสภาสามารถ ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ เกิดอะไรขึ้นครับ สามารถเรียกประชุมวุฒิสภาได้ ไม่มี นายกรัฐมนตรี ในที่สุดสามารถที่จะผ่าทางตันตรงนี้ได้ถ้าใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในกรณีนี้ สามารถเทียบเคียงใช้มาตรา ๗ ถ้ามีการประชุมวุฒิสภา ซึ่งประธานวุฒิสภาทําหน้าที่ ประธานรัฐสภา สามารถนําชื่อบุคคลขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพราะตอนนั้น ไม่มีรัฐบาลครับ ไม่มีนายกรัฐมนตรี และต่อมานายกรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่เพราะว่า ยุบสภาดันโดนศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาอีกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีที่รักษาการ ก็ทํางานไม่ได้อีกก็ต้องให้ตั้งรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาวุ่นวายไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าผ่าทางตัน ด้วยวิธีการนี้สามารถแก้วิกฤติของประเทศในตอนนั้นได้ อาจจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอกด้วย มาตรา ๗ ก็เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัย แต่ก็มีเสียงอีกบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีสิทธิที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ ประเด็นนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่าทางตันตรงนี้ให้อีก ในมาตรา ๖๐ วรรคสอง เขียนไว้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอํานาจในการพิจารณา วินิจฉัยอํานาจและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ถ้าท่านสามารถวินิจฉัยตรงนี้ได้ตอนนั้นประธานวุฒิสภาซึ่งถูกทําการโดยรองประธานวุฒิสภา ก็อาจจะมีสิทธิที่จะนํารายชื่อบุคคลขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประเทศก็ไม่ถึงวิกฤติ ตอนนั้นก็สามารถผ่าทางตันได้ นี่คือข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือสามารถผ่าทางตันได้ และผมเชื่อว่านี่ละครับคือหมัดเด็ดที่ทาง กรธ. ต้องการที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กร ที่จะช่วยทําหน้าที่ในการแก้วิกฤติหรือผ่าทางตันของประเทศถ้าจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเรื่อง ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องมี คปป. ประเด็นนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถูกกล่าวหาอีกว่า ให้อํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป ก็แล้วแต่มุมมองครับ ขึ้นอยู่กับว่า ท่านต้องการให้เหตุการณ์มาถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม หรือท่านต้องการให้มีองค์กรใด ที่มาทําหน้าที่ผ่าวิกฤติให้กับประเทศ
ประเด็นถัดไป ป ที่ ๓ ผมชอบมาก ประมวลจริยธรรม ป นี้มีทีเด็ดมาก ขออนุญาตใช้เวลานานนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ คําว่า ประมวลจริยธรรม หรือมาตรฐาน จริยธรรม พูดกันมากตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เหมือนเป็นอะไร ที่ลอยอยู่ในอากาศ ผมเห็นคนหลายคนที่เดินไปเดินมาในสภาแห่งนี้ในอดีต เห็นคนหลายคน ที่เดินอยู่ในทําเนียบรัฐบาล เห็นคนหลายคนที่เดินอยู่ในองค์กรอิสระบางคน ผมดูแล้ว เคลือบแคลงในเรื่องของจริยธรรมของท่านด้วยพฤติกรรมอะไรบางอย่าง แต่ร่างรัฐธรรมนูญ เขียนเอาไว้ลอย ๆ เขียนเอาไว้ไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน เขียนเอาไว้ไม่มีองค์กรที่จะพิจารณา เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน แต่เรื่องนี้ กรธ. ทําไว้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และผมขอขอบคุณ ผมกราบท่านอย่างงาม ๆ เลยว่าท่านเขียนไว้อย่างดีมาก ไม่เรียกว่าซ่อน แต่เรียกว่าฝังไว้ ในหลายมาตรา ผมดูเร็ว ๆ คิดว่าผมมีเวลามากพอ ท่านประธานครับ ผมคนสุดท้ายของ คณะกรรมาธิการ มาตรา ๙๖ ว่าด้วยเรื่อง ส.ส. ต้องมีมาตรฐานพฤติกรรมทางจริยธรรม ไม่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง มาตรา ๑๐๖ (๗) ส.ว. มาตรา ๙๖ ส.ส. นะครับ มาตรา ๑๐๖ ส.ว. มาตรา ๑๕๕ รัฐมนตรี มาตรา ๑๖๕ กําหนดวิธีการคือให้ กกต. สามารถ ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญได้ มาตรา ๒๑๕ อันนี้สําคัญ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ มีหน้าที่ที่จะพิจารณาร่วมกันเพื่อกําหนดมาตรฐานจริยธรรมของทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ อันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ ถ้าผู้ใด ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญเอง องค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงมีองค์กรที่มีหน้าที่ดูแล้วส่งเรื่อง ให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ผลที่เกิดขึ้นคือสามารถวินิจฉัยให้พ้นจากตําแหน่งได้ อันนี้มีทั้งประเด็นที่ผมเห็นด้วยแล้วก็มีทั้งประเด็นที่ผมขอฝากความห่วงใยไปทาง กรธ. ดังนี้ ท่านประธาน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระช่วยกัน กําหนดคือทํามาตรฐานจริยธรรมให้เสร็จภายใน ๑ ปีหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ หลังจากนั้นลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วบังคับใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดคุณสมบัติข้อต้องห้ามต่าง ๆ ของทั้ง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรี ครม. นายกรัฐมนตรี ไว้เรียบร้อยแล้วในร่างรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติถาวร แต่ร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนให้ว่าหลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีผลบังคับใช้แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระช่วยกันทํามาตรฐานจริยธรรม หลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับแล้วให้ช่วยกันทํามาตรฐานจริยธรรมขึ้นมา แล้วมาตรฐานจริยธรรมนั้นสามารถนําไปพิจารณาเพื่อที่จะถอดถอนบุคคลต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวแล้ว อันนี้เป็นความห่วงใย แสดงว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ท่านไปกําหนดให้ทํา ภายหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว อันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ผมเปรียบเทียบ เหมือนกับเป็นการเพิ่มเติม เติมแต่งร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพราะเราไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระท่านจะไปเขียนมาตรฐานจริยธรรมไว้อย่างไร ท่านจะไปกําหนดไว้อย่างไร ภายหลังว่าประพฤติอย่างไรถึงจะเรียกว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง แล้วส่งเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วก็ถอดถอนเขา เพราะร่างรัฐธรรมนูญตอนแรกเขียนคุณสมบัติไว้ แบบหนึ่ง แต่ตอนหลังพอร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว แค่คนไม่ถึง ๑๐ คน คือศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระช่วยกันทํามาตรฐานจริยธรรม และมาตรฐานจริยธรรมนั้นละไปถอดถอน ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทั้งหมด เหมือนกับ เป็นการเพิ่มเติม แก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วยคนเพียงประมาณไม่เกิน ๑๐ คน อันนี้ผมฝาก ด้วยความห่วงใยไปยัง กรธ. ว่าจะเกิดวิกฤติจริยธรรม วิกฤติรัฐธรรมนูญขึ้นในอนาคต แก้ไขได้ครับ แทนที่เราจะไปกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระท่านไปทํามาตรฐาน จริยธรรมขึ้นทีหลัง หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ท่านทําเสียก่อน ทําเสียเลย วิธีการคือทําเป็นมาตราใหม่ ทําเป็นหมวดใหม่ หมวดว่าด้วยจริยธรรมเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ บัญญัติขึ้นมาเลย แล้วท่านก็เขียนไปเสียเลย เขียนไว้ในหมวดจริยธรรมเลยว่า อันไหนคือมาตรฐานจริยธรรม เขียนมาเลยครับ ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญถาวรเลย ไม่ใช่ไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเขียนมาตรฐานจริยธรรมขึ้นภายหลัง จะเสมือนเป็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครับ เพราะว่ามาตรฐานจริยธรรมนั้นสามารถ มาถอดถอน ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรีได้ในอนาคต รับรองทะเลาะกันวุ่นวาย เพราะฉะนั้น ท่านเขียนไว้ก่อนเลยแยกออกมาเป็นหมวดต่างหากว่าด้วยหมวดจริยธรรม
ประเด็นถัดไปต้องย้อนกลับมานิดหนึ่ง ที่มา ส.ส. ที่มา ส.ว. พูดกันเยอะ ผมพูดสั้น ๆ นิดเดียว ที่มา ส.ส. พูดกันมากแล้ว งานวิจัยก็เยอะ เขตใหญ่ซื้อยาก เขตเล็กซื้อง่าย ผมคิดว่านักวิชาการเขาให้ข้อมูลมาชัด รวมทั้งเรื่องของที่มา ส.ว. ต้องพูดยาวอีกนิดหนึ่ง กรธ. ไม่หนักใจในเรื่องของการสรรหาองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็มาจาก การสรรหา กกต. ก็มาจากการสรรหา ป.ป.ช. ก็มาจากการสรรหา ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ล้วนมาจากการสรรหาทั้งสิ้น ไม่ได้มีอคติ ท่านไม่กลัวเรื่องวาทกรรมที่จะมาโจมตีว่าองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่พอมาสมาชิกวุฒิสภาท่านมากังวลกับวาทกรรมที่โจมตีต่อต้าน เราอย่าไปเขียนให้ ส.ว. ไม่มาจากอํานาจประชาชน ไม่ยึดโยงกับประชาชน ท่านก็เลยให้ไปยึดโยงกับอาชีพต่าง ๆ อันนี้ความห่วงใยของประชาชนและภาคสังคมมีเยอะ ผมว่าทั้ง สปช. สปท. หลายท่าน ได้ให้ความคิดเห็นไปแล้วว่าการล็อบบี (Lobby) ต่าง ๆ นั้นมีขึ้นมากมาย แต่ที่ผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งแล้วก็ขอค้าน คือถ้าจะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด อันนี้ผมขอค้าน ท่านประธานครับ ผมมีความทรงจําที่เศร้านิด ๆ แต่ว่าก็ไม่เป็นไรผ่านไปแล้ว ๒ ปีที่แล้วผมถูกเชิญให้ออก จากห้องนี้ ถูกเชิญให้ออกจากที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพราะหลังจากที่ทํางานสมาชิกวุฒิสภา มาได้พอสมควร ผมได้เห็นพฤติกรรม ได้เห็นอะไรต่าง ๆ ที่เป็นปลาสองน้ําระหว่างสรรหา และเลือกตั้งที่ขัดแย้งกันมาโดยตลอด มีวาทกรรมด่ากันไปว่ากันมา จนวันหนึ่งผมก็ทนไม่ได้ เหมือนกัน ผมก็หลุดคําว่า สภาทาส ในสภาแห่งนี้ ก็ถูกให้ถอน ผมไม่ถอน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เชิญออกนอกห้องประชุม ผมก็ไปเดินวนนอกห้องประชุมอยู่ ๓ ชั่วโมง ผมไม่ถอน เพราะผมเห็นเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องการที่จะให้เกิดขึ้นอีก ถ้อยคําที่โจมตีด่าว่าวุฒิสภามีมากมายในอดีต สภาหมอนข้าง สภาผัวเมีย สภาทาส สภาครอบครัว สภาอะไรสารพัดแล้วแต่ว่าจะสรรหามาได้ ทํางานไปท่ามกลางคําเสียดสี ส.ว. ลากตั้ง มันเสียหายตรงไหน เราทํางานด้วยความรู้สึกสํานึกทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ด้วยความตั้งใจทํางานอย่างเต็มเปี่ยม ทําการบ้านทุกเม็ด กฎหมายทุกฉบับเราแปรญัตติ เราอภิปรายในสิ่งที่มีสาระ ที่มีประโยชน์ ที่มีความสําคัญ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทําเสร็จก็ ส.ว. ลากตั้ง เราแปรญัตติกฎหมายก็ ส.ว. ลากตั้ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า กรธ. ไม่ต้องไปสนใจในวาทกรรมเหล่านี้ สิ่งที่เป็นปลายทางคือประโยชน์ของประเทศชาติ ทําไปเถอะครับ จะลากตั้งหรือจะสรรหาเราก็ทํา ผมคิดว่าอย่างไรก็มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ ผมฝากไว้ก็คือการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาเท่านั้นเอง ท่านทําให้ มีจํานวนมากขึ้น โอเค (Okay) ครับ ๗ คนอาจจะน้อยไป ท่านทําให้มากขึ้น อาจจะเป็น ๑๐ คน ๑๓ คน ๑๕ คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมือง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธาน กกต. ประธาน ป.ป.ช. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน ประธาน ที่ประชุมอธิการบดี อาจจะมีผู้นําฝ่ายค้าน อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านระดมเข้ามาได้ครับ ๑๕ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ระดมกันเพื่อเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาอาชีพที่มีความรู้ มีความสามารถเข้ามาเป็น ส.ว. สรรหา เพื่อที่จะ ทํางานตรวจสอบ ถ่วงดุลการทํางานของสภาผู้แทนราษฎร คือการกลั่นกรองกฎหมาย การให้บุคคลดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ท่านไม่ต้องไปสนใจวาทกรรมถ้าคิดว่า เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง อันนี้ก็มาตรงกับที่มีผู้เสนอไว้เมื่อวาน จริง ๆ ผมเสนอไว้ อยู่ในบทถาวรด้วยซ้ํา แต่มีผู้เสนอให้อยู่ในบทเฉพาะกาล ส.ว. ชุดแรกให้อยู่ในบทเฉพาะกาลว่า ให้มาจากการแต่งตั้งของ คสช. อันนี้ก็คงจะมีทั้งผู้เห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วย ก็เป็นนานาจิตตัง แต่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้น แต่ผมเชื่อในปรัชญาของ ส.ว. สรรหา ใครจะด่าว่าผมอะไร อย่างไร ผมไม่สนใจ ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมจะฝากไว้คือ
ช่วยสรุปด้วยครับ ท่านใช้เวลาไปเกือบ ๒๐ นาทีแล้วครับ
ก็ผมมีเวลาของกรรมาธิการ
ไม่มีแล้วครับ ท่านได้รับจัดสรร ๑๘ นาที ผมผ่อนปรนให้ ๒ นาที ขอช่วย สรุปครับ
ผมจะสรุปในนาทีสุดท้ายว่า ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อที่จะนําไปสู่การปฏิรูปและการปรองดอง ผมเสนอให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในชุดแรกที่จะมีขึ้นในอนาคตนั้น ไม่ต้องบังคับว่าต้องมาจากพรรคการเมือง สามารถสมัครอิสระได้ แล้วก็สามารถที่จะดํารงตําแหน่ง ได้จนครบสมัย อันนี้เชื่อว่าจะสามารถฝ่ากําแพงของความขัดแย้ง ความแตกต่างบางเรื่อง แก้ได้ในระดับหนึ่งของความขัดแย้งของประเทศ ก็คงอภิปรายเพียงเท่านี้ แล้วก็ฝาก ทางผู้แทน กรธ. ช่วยกรุณารับในสิ่งที่ผมได้เสนอ อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่สมาชิก สปท. ทุกท่าน ได้เสนอไปนั้นเชื่อว่าในที่สุด กรธ. คงจะรับไว้ เท่าที่ผมสดับตรับฟังก็คงหลายประเด็น อย่างไรก็แล้วแต่ถ้ามีประเด็นที่ต้องการจะให้ไปชี้แจงเป็นการส่วนตัวเพื่ออธิบาย เหตุผลต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่าทาง สปท. ก็คงยินดี ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ
ต่อไปเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญ ขอเรียนเชิญท่าน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็เป็นอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๐๑๘ ในลําดับแรกของกระผมนั้นกระผมขออนุญาตคารวะชื่นชมและแสดงความยินดี ต่อท่านประธาน กรธ. และกรรมการทุกท่านที่ได้กรุณาเสียสละเวลา ทุ่มเททั้งกําลังกาย กําลังใจ กําลังความคิด ร่วมกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องจนทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เสร็จตามระยะเวลาที่กําหนด และสภาแห่งนี้ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันอย่างกว้างขวาง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจบจากโรงเรียนวัด กระผมเป็นอดีตทหารอากาศ กระผม เป็นนักบินขับไล่ กระผมเป็นนักบินเอฟ-๕ (F-5) เป็นนักบินเอฟ-๑๖ (F-16) ในอดีต ที่เป็นนักบินในตอนหนุ่ม ๆ ประมาณสักยศเรืออากาศเอกหรือนาวาอากาศตรีนั้น กระผมมักจะถูกเลือกแล้วก็ถูกสั่งให้ไปทํางานทิ้งระเบิดทั้งบริเวณในประเทศและบริเวณชายแดน ผู้บังคับฝูงบินและผู้บังคับการกองบินก็มักจะมอบหมายงานซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิต เพื่อปฏิบัติภารกิจที่สําคัญ ซึ่งกระผมและนักบินขับไล่หมู่บิน ๔ เครื่องบ้าง ๘ เครื่องบ้าง ก็ได้ทํางานทิ้งระเบิดด้วยความเรียบร้อยระเบิดลงเป้าหมาย นักบินทั้ง ๔ เครื่องหรือ ๘ เครื่อง ก็กลับมาลงสนามบินอย่างปลอดภัย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมถืออยู่ ทางมือขวาผมนี้คือประวัติของท่านประธาน กรธ. ผมขออนุญาตสรุปนําเรียนสั้น ๆ นะครับ ท่านจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ ประสบการณ์ในการทํางาน ปี ๒๕๑๖ ท่านเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๒๓ เป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๒ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๓๔ ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ ท่านเป็นประธานรัฐสภา และในปีเดียวกันท่านเป็นประธานวุฒิสภา และจากปี ๒๕๔๓ ท่านเป็นกรรมการกฤษฎีกา ปัจจุบันท่านดํารงตําแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ท่านประธานครับ จากประวัติการศึกษา จากตําแหน่งการทํางานของท่าน ประสบการณ์ ในอดีตของท่านจนท่านอายุ ๗๘ ปีในปัจจุบัน สรุปได้ว่าท่านมีความสามารถเพียบพร้อม ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ ท่านเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธ ตําแหน่งประธาน กรธ. ท่านต้องทํางานให้กับประเทศชาติเพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ดังนั้นกระผมจึงมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวท่านประธาน กรธ. และกรรมการทุก ๆ ท่าน ที่ต้องการจะทํางานชิ้นนี้ให้ดีที่สุด เป็นเกียรติยศที่น่าสรรเสริญทุก ๆ ท่าน ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากสิ่งแวดล้อมทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เรามีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เรามีที่ตั้งของประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ํา เราเป็นคลังอาหารของโลก เรามีตํานานวัฒนธรรมอันเก่าแก่และยาวนานที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นักท่องเที่ยว ก็เข้ามาจนเต็มประเทศอย่างที่ท่านเห็น เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส โอบอ้อมอารี ต่างชาติชื่นชมคนไทยว่ามีความเป็นมิตร เราหยิบยื่นน้ําใจให้กับทุกคนที่พบเห็นอยู่เสมอ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เรามีดี ๆ เยอะ แต่เราก็ยังคงมีปัญหาอยู่แยะ เช่น เรามีปัญหา เรื่องการค้ามนุษย์ เรามีปัญหาเรื่องยาเสพติด เรามีปัญหาเรื่องไอยูยู (IUU) เรื่องการประมง เรามีปัญหาเรื่องมาตรฐานการบินไม่สอดคล้องกับที่ไอเคโอ (ICAO) กํากับ เรามีปัญหาเรื่อง ราคาสินค้าตกต่ําและล้นตลาด เรามีปัญหาเรื่องสมาคมกีฬาฟุตบอล เรามีปัญหาการเปลี่ยน รัฐบาลบ่อย เปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อย ต่างกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเสถียรนะครับ ทั้งเช่น ประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ เรามีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาเรื่องการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาเรื่องรวยกระจุกและจนกระจาย และปัญหาอื่น อีกมาก ดังนั้นกระผมจึงเชื่อว่าทุกภาคส่วนได้เสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ดังนั้นจึงทําให้ดูเสมือนกับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่นี้มีความเข้ม ให้ยาแรงบ้าง เพราะฉะนั้น ผู้ที่เสียประโยชน์อาจจะโต้แย้งว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ส่วนตัวกระผมแล้วกระผมสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอกราบเรียนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสาขาสื่อสารมวลชนและสารสนเทศดังนี้ครับ
หมวด ๓ เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา ๒๕ ๖ บรรทัด มาตรา ๒๖ ๗ บรรทัด กระผมสนับสนุนและเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้ที่บัญญัติหลักการให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แม้จะไม่ได้เขียนบัญญัติไว้ อย่างชัดเจน แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวจะต้องไม่กระทบกับสิทธิของผู้อื่น และไม่กระทบต่อความมั่นคง และหากจะจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะต้องตรา เป็นกฎหมายเท่านั้น ซึ่งถือว่าให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอย่างกว้างขวางมากกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ เพราะยึดหลักการที่ว่าอะไรที่ไม่ได้เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๓๒ ๖ บรรทัด มาตรา ๓๖ อีก ๕ บรรทัดนะครับ กระผมขอชื่นชม ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้เพิ่มเติมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องของสิทธิ ความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร ในทุก ๆ สื่อ ทุก ๆ มีเดีย (Media) การตรวจ การกัก การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทําไม่ได้ ซึ่งเป็นไปและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของทั่วโลก
มาตรา ๓๔ เขียนไว้ ๘ บรรทัดนะครับ เรื่องของเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมาย ด้วยวิธีอื่น ๆ กระผมเห็นด้วยกับการเพิ่มเติมเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดการแตกแยก หรือการเกลียดชังกันในสังคม หรือที่เรียกว่าเฮตสปีช (Hate speech) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ความขัดแย้งในสังคมไทย ที่มีการใช้สิทธิและเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นกันเกินควรนะครับ
มาตรา ๓๕ เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน กระผมเห็นด้วยกับหลักการที่ว่า การประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องเป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพหรือที่เรียกว่า เอททิกส์ (Ethics) แต่หลักการว่าเมื่อสื่อมวลชนตรวจสอบคนอื่นได้ สื่อเองก็ควรถูกตรวจสอบ ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบของวิชาชีพสื่อเรียกว่าเรสปอนซิบิลิตี (Responsibility)
มาตรา ๕๖ เขียนไว้ ๑๖ บรรทัดนะครับ ในเรื่องของการบริหารคลื่นความถี่ กระผมเห็นด้วยในการจัดหมวด รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมานั้นจะบรรจุไว้ในหมวด ๓ คือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย แต่ในร่างฉบับนี้ได้บรรจุไว้ในหมวด ๕ คือหน้าที่ของรัฐ และได้เพิ่มเติมเรื่องของสิทธิในวงโคจรดาวเทียม เพื่อให้เกิดความชัดเจนจากเดิม ที่หน่วยงานหนึ่งดูแลในเรื่องของวงโคจรที่ขอสิทธิไปยังไอทียู (ITU) คืออินเตอร์เนชันนัล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อได้วงโคจรแล้วอีกหน่วยงานหนึ่งบริหารในเรื่องของคลื่นความถี่ ที่ใช้ในการอัปลิงก์ (Up link) แล้วก็ดาวน์ลิงก์ (Down link) ระหว่างตัวดาวเทียม กับสถานีรับสัญญาณภาคพื้น ดังนั้นการปรับแก้หลักการในการบริหารและกํากับ การดําเนินงานที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่เพราะมีความชัดเจนขึ้น และสอดคล้องกับบริบท ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
สุดท้ายครับ หมวด ๖ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๖๑ จํานวน ๘ บรรทัด เป็นการวางหลักการและแนวนโยบายแห่งรัฐใหม่ที่เป็นกรอบในการจัดทําแผน ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน มีสาระสําคัญว่าจะทําอะไร มีการกําหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีการกําหนดระยะเวลา อันจะทําให้การพัฒนาประเทศชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ผมขอนําเสนอข้อมูลและสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเต็มที่ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธาน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร นะครับ ต่อไป เป็นการอภิปรายของสมาชิกเป็นรายบุคคล ตามรายชื่อที่ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนได้เสนอมา ๓ ท่าน โดยมีระยะเวลาตามที่ตกลง ขอเชิญ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ขอเชิญครับ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกลําดับที่ ๑๐๙ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนได้นําเรียนในภาพรวมด้านสื่อสารมวลชนไปแล้วนะครับ กระผม ขออนุญาตอภิปรายประเด็นเกี่ยวกับหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ผมจะอภิปรายเฉพาะมาตรา ๓๕ วรรคสาม มาตรา ๓๕ วรรคสามในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า การนําข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนจัดทําขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใด ๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทํา ในระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ถ้อยคํานี้เดิมปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๓๙ วรรคสี่ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๔๕ วรรคห้า ซึ่งมีใจความโดยสังเขป เพิ่มเติมจากที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า ทั้งนี้ การกระทําดังกล่าวจะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจ จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราไว้ตามความในวรรคสอง ก็คือการจะตรวจ ข้อมูลข่าวสารใด ๆ จะต้องกระทําโดยอยู่ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมมองอย่างนี้นะครับว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจข่าวสาร หรือข้อความก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใด ๆ เฉพาะเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะ สงคราม แต่พอปรากฏข้อเท็จจริงในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยเราผ่านวิกฤติความขัดแย้ง ความแตกแยก ความเกลียดชัง เกิดจลาจล มีการใช้สื่อหลายประเภทในการสร้างความแตกแยก ความเกลียดชัง กระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ฉะนั้นการตรวจสอบข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ก่อนโฆษณาในสื่อเป็นสิ่งจําเป็น เพื่อเป็นการระงับยับยั้งเหตุร้ายที่จะก่อให้เกิดกับประเทศชาติ กระผมขอเสนอแนะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับว่าเห็นควรเพิ่มเติมถ้อยคํา ในมาตรา ๓๕ วรรคสาม ว่านอกจากประเทศอยู่ในภาวะสงครามแล้ว การจลาจล สภาวะฉุกเฉินอย่างยิ่งที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศจะต้องอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราเพื่อการนั้น เพราะถ้าไม่บัญญัติถ้อยคําเหล่านี้ ต่อไปวันข้างหน้าอาจจะเกิดปัญหาในเรื่องการตรวจข้อมูลข่าวสารที่จะออกไปยังสื่อหนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้าบ้านเมืองเกิดการจลาจล เกิดความวุ่นวาย กระทบต่อ ความมั่นคงของชาติ กฎหมายรอง ผมยกตัวอย่างพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ซึ่งให้อํานาจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการที่จะตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะนําไปโฆษณาในสื่อจะกระทํามิได้ เพราะจะไปขัดรัฐธรรมนูญ ก็คงต้องมีการเพิ่มถ้อยคําในมาตรา ๓๕ วรรคสาม เพื่อให้ ครอบคลุมเหตุการณ์ที่จะเกิดวันข้างหน้านะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะนําเรียนท่านประธานฝากไปถึงคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ คือเรื่องมาตรา ๒๖๘ ในบทเฉพาะกาล เรื่องการตั้งคณะกรรมการอิสระ ปฏิรูปกิจการตํารวจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ขอเรียนว่าการปฏิบัติตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๖๔ แห่งร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม คําว่า กระบวนการยุติธรรม ก็คงหมายถึงองค์กรทุกองค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ อัยการ ทนายความ ศาล ทุกองค์กรมีปัญหาเหมือนกัน ฉะนั้น ในการเขียนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็คงไม่ใช่เฉพาะตํารวจฝ่ายเดียวนะครับ ก็คงต้องจัดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งองค์กร เพื่อให้ทั้งองคาพยพสามารถขับเคลื่อน ไปได้ด้วยกัน ผมมีข้อเสนอแนะที่จะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ใน ๒ ประเด็นนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ ท่านประภายังไม่อยู่ ดิฉันขอสลับเป็นท่านเพิ่มพงษ์ ก่อนได้ไหมคะ แล้วเดี๋ยวท่านประภามาต่อท่านเพิ่มพงษ์ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาตนําเสนอข้อคิดเห็นเรื่องของ ร่างรัฐธรรมนูญในฉบับใหม่นี้นะครับ เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศ เป็นกติกาสูงสุดที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามทั้งประเทศ เป็นเรื่องของการจัด ความสัมพันธ์ของกลไกต่าง ๆ ในฐานะที่ผมเป็นนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งได้จบการศึกษา รัฐศาสตร์ อยากจะขอมองประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในมิติของนักรัฐศาสตร์นะครับ จะไม่ได้พูดถึงเรื่องตัวบทกฎหมายต่าง ๆ มากมายนัก ถ้าพูดถึงในเรื่องของรัฐศาสตร์ มองในเรื่องของรัฐธรรมนูญคือเป็นเรื่องของการจัดสรรอํานาจนะครับ อํานาจที่ปรากฏ ในกลไกต่าง ๆ ของคนในสังคมจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ได้มีการจัดความสัมพันธ์ของอํานาจเป็น ๗ เรื่อง เพราะฉะนั้นเท่าที่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา จะเห็นว่ามีอยู่ประมาณ ๗ เรื่องที่ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือทุกฉบับได้พูดถึง เรื่องแรก คือเป็นเรื่องหลักการทั่วไป เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของคุณสมบัติของการเข้าสู่อํานาจ เรื่องที่ ๓ คือวิธีการเข้าสู่อํานาจ เรื่องที่ ๔ คือการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจ เรื่องที่ ๕ คือการถ่วงดุลอํานาจ เรื่องที่ ๖ คือจริยธรรมทางการเมือง และสุดท้าย คือการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ รัฐธรรมนูญทั้งหมดตั้งแต่ที่เราออกแบบมาจะอยู่ใน ๗ เรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น แต่จะเป็น ๗ เรื่อง ออกมาปรากฏในรูปแบบใด จะเป็นในส่วนใดบ้างก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักจะมี สถานการณ์หรือเหตุทางการเมืองเป็นตัวกําหนดอยู่เสมอ แม้แต่ครั้งนี้ก็ตามแต่การกําหนด รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันตรงนี้ด้วย ในส่วนนี้เมื่ออธิบายเป็นเรื่อง ๆ ผมขออนุญาตพูดเรื่องแรกก่อนนะครับ
การกําหนดในเรื่องของหลักการทั่วไป รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้พูดถึง หลักการทั่วไปไว้เป็นเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทยก็ดี เรื่องของสิทธิและเสรีภาพก็ดี เรื่องของ แนวนโยบายแห่งรัฐก็ดีมักจะพูดเหล่านี้เหมือนกันนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการเพิ่มเติมมาอันหนึ่งคือในเรื่องของหน้าที่แห่งรัฐ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการพูดขึ้น ถ้าพูดกันเป็นเรื่อง ๆ พูดถึงหน้าที่ของคนไทย ซึ่งมักจะมาปรากฏต่าง ๆ อยู่ ผมดูแล้วใน ๓-๔ ฉบับระยะหลังจากนี้ส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กัน ใกล้เคียงกัน อาจจะมีบางส่วนใส่บ้าง ไม่ใส่บ้างก็แล้วแต่ แต่เท่าที่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งอยากจะให้ ทาง กรธ. ได้พิจารณาเพิ่มเติม สิ่งที่ผมเห็นว่าหน้าที่ของคนไทยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ตกหายไปก็คือคําพูดที่เรียกว่าหน้าที่ของคนไทย
- ๔๔/๑ คือการสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ผมคิดว่าหน้าที่คนไทยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนตรงนี้ไว้นะครับ อาจจะเขียนไว้สั้น ๆ ซึ่งผมคิดว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินี้ตกไป ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ถ้าตรงนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยก็เท่ากับว่าเราสามารถ จะปลุกจิตสํานึกของคนไทยให้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาตินะครับ ๒. คือเรื่องของ การกําหนดหน้าที่ของรัฐ ซึ่งท่านประธาน กรธ. ได้มีการชี้แจงในที่ประชุมสภา ณ แห่งนี้ว่า เป็นเรื่องใหม่ที่กําหนดขึ้นมาให้รัฐต้องปฏิบัติ ถ้ารัฐไม่ปฏิบัติถือว่ารัฐมีความผิด ไม่ใช่เขียนขึ้นลอย ๆ ซึ่งเรื่องนี้ผมจะพูดในอีกตอนหนึ่งครับ แต่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่มีการระบุในร่างรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่าหน้าที่ของรัฐจะต้องทําอะไร อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่มีความก้าวหน้าและมีการผูกมัดได้มากพอสมควรครับ แต่ประเด็นในเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่าการกําหนดหน้าที่ของรัฐนี้ภาคส่วนต่าง ๆ ก็จะเป็นห่วงว่าแค่ไหนถึงจะกําหนด เป็นหน้าที่ของรัฐ จะทําถึงระดับใด มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้อยู่ที่การปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ ที่รัฐธรรมนูญนะครับ อันต่อมาคือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จากการที่เรา สดับตรับฟังภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมที่ได้มีการพูดถึง วิพากษ์วิจารณ์หลายประเด็น ในส่วนนี้ ตกหายไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ดี เรื่องของการคุ้มครองต่าง ๆ ก็ดี ตรงนี้ผมคิดว่าเท่าที่ได้มีการรับฟังจากเสียงทางสังคมส่วนหนึ่งจะพูดถึงตรงนี้ว่า มีการขาดหายไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ก็คงกราบเรียนท่านกรรมการ กรธ. ได้ช่วยพิจารณาตรงนี้ด้วยเถอะครับ และสุดท้ายคือเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็คือสิ่งที่รัฐพึงจะปฏิบัติ ผมคิดว่ามี ๒ ส่วนที่อยากจะให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมก็คือ ในเรื่องของมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ พูดถึงการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับครอบครัว แต่ผมคิดว่าจริง ๆ บริบทของสังคมเราขณะนี้การเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก เท่าที่ดูแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการพูดถึงตรงนี้มากนัก โดยเฉพาะการเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้ง ๆ ที่เรื่องชุมชนเป็นรากฐานของ ประชาธิปไตย ถ้าเราสามารถทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งได้ ผมถือว่าประชาธิปไตย ได้หยั่งรากจนถึงรากลึกไปแล้ว ตรงนี้ผมคิดว่าในส่วนแนวนโยบายแห่งรัฐตรงนี้ขาดหายไปนะครับ อีกอันหนึ่ง มาตรา ๗๒ เรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ พัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ก็ได้มีการพูดถึงในส่วนหนึ่งแล้วก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมคิดว่า นโยบายเท่าที่อ่านดูร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้แล้วไม่ได้มาพูดชัดว่าต้องการจะกระจายอํานาจ หรือส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีการพูดถึงชัดเจน ก็ฝากทาง กรธ. ได้พิจารณาว่าในมาตรา ๗๒ พัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารราชการแผ่นดินนี้ เราจะใส่ตรงนี้ไว้ได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องของหลักการทั่วไป ซึ่งผมคิดว่าโดยส่วนรวมแล้ว หลักการทั่วไปในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็จะมีความใกล้เคียงกัน อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ในบางส่วนนะครับ
เรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องเด่น ของร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ก็คือเรื่องของการกําหนดคุณสมบัติของคนก่อนเข้าสู่อํานาจ ผมเรียน ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการจัดสรรอํานาจ เพราะฉะนั้นการที่จะกําหนดคุณสมบัติ ของคนก่อนเข้าสู่อํานาจตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ซึ่งผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการพูดอย่างเข้มข้นมากกว่าทุกฉบับ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ ล้วนมีที่มานะครับ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เรามองว่า คนที่เข้ามาสู่กลไกทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมามีพฤติการณ์ในเชิงของการทุจริตคอร์รัปชันก็ดี ปฏิบัติหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกําหนดข้อห้ามไว้อย่างชัดเจน และมากมาย เป็นการกลั่นกรองคนที่ก่อนเข้ามาสู่การมีอํานาจ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่น อย่างชัดเจนนะครับ เท่าที่เราดูจากร่างรัฐธรรมนูญแล้วมีการกําหนดคุณสมบัติของคนไปถึง ๑๗ ข้อ ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะมากกว่ารัฐธรรมนูญทุก ๆ ฉบับที่ผ่านมา คนหลายส่วน ไม่ว่าพวกทุจริตก็ดี ต้องคําพิพากษาก็ดี จะถูกเงื่อนไขที่ไม่สามารถเข้ามาสู่คุณสมบัติไม่พร้อม ในการเข้าสู่การมีอํานาจ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้มีการพูดถึง อันนี้ขอเรียนว่าเป็นจุดที่เด่นอย่างมากนะครับ
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของการกําหนดวิธีการเข้าสู่อํานาจ เมื่อกําหนดคุณสมบัติแล้ว วิธีการเข้าสู่อํานาจจะทําอย่างไร แน่นอนเรื่องของประชาธิปไตยจะคู่กับเรื่องของการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้กําหนดรูปแบบการเลือกตั้งไว้ต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเขตเล็ก เขตใหญ่ แบ่งเขตเรียงเบอร์ แบ่งเขตเบอร์เดียวก็แล้วแต่ มีการกําหนดแล้วแต่ตามสถานการณ์นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญอันหนึ่งและเรายอมรับมากว่าในช่วงที่ผ่านมากระบวนการเลือกตั้ง ของเราถูกทําให้บิดเบือนหลาย ๆ เรื่อง มีเรื่องของการโกงการเลือกตั้งก็ดี ระบบหัวคะแนนก็ดี การซื้อเสียงก็ดี มีการใช้อํานาจรัฐในการช่วยเหลือพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ตรงนี้ถือว่า เป็นการบิดเบือนในเรื่องของการเลือกตั้งทําให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการ ประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น ฉะนั้นรูปแบบของการเลือกตั้งจะกําหนดอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ และจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ตรงนี้มีความสําคัญ
จากที่ได้ดูในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องหลักการเลือกตั้ง หรือการเข้าสู่อํานาจอยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือ ส.ส. ส่วนที่ ๒ คือ ส.ว. ส่วนที่ ๓ คือที่มา ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมคิดว่าในส่วนแต่ละอันมีทั้งข้อดีข้อด้อยหลาย ๆ อย่าง ประสบการณ์ของการเลือกตั้งผมคงไม่ได้มีเหมือนกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่ได้พูดกันเมื่อวานนี้ แล้วนะครับ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็ได้มองเห็นรูปแบบที่กําหนดของร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้อาจจะมีข้อปัญหาหลายประการ ที่ทําให้การเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ผลออกมาบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น อันนี้ก็จะเป็น ปัญหาในส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าทุกอย่างการกําหนดรูปแบบเหล่านี้ล้วนแต่เป็นที่มา จากสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นผมคิดว่าในส่วนนี้ คงจะไม่มีการพูดถึงตรงนี้เพราะว่าสมาชิกหลายท่านได้มีการพูดถึงตรงนี้มากแล้ว แต่ข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตที่ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาก็คืออาจจะมีการกําหนดช่องทางของ การที่จะทบทวนรูปแบบการได้มาซึ่งอํานาจทั้ง ส.ส. ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี ถ้าผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ๑ ครั้ง จะมีการเขียนไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่งให้พิจารณาทบทวน ปรับปรุงแก้ไข จะคงอยู่หรือไม่ต่อไปก็อาจจะเป็นข้อสังเกตที่พิจารณา อันนี้คือการกําหนด วิธีการของการเข้าสู่อํานาจก่อนที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องต่อไปคือการกําหนดข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจ รัฐธรรมนูญเมื่อกําหนดคุณสมบัติ กําหนดวิธีการแล้ว เมื่อกําหนดเข้ามาอยู่ในอํานาจแล้วท่านอาจจะเป็นรัฐบาล ท่านอาจจะเป็นฝ่ายค้านหรือท่านเป็นอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ ค่อนข้างมาก ในอดีตการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจไม่ได้ถูกต้องหลายเรื่องทําให้เกิดวิกฤติ ทางการเมืองหลายครั้ง เราต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง เกิดขึ้นมาจากการที่ข้อปฏิบัติของคนที่อยู่ในอํานาจไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามทํานองคลองธรรม จึงเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองหลายเหตุการณ์ขึ้นมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเด่นอยู่ ๓ ประการที่พูดถึงเรื่องการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจซึ่งถือว่าเป็นกรอบสําคัญที่ทําให้รัฐบาล หรือคนที่เข้าสู่องค์กรทางการเมืองต้องปฏิบัติตาม
อันแรก คือการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ มากว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของทิศทางในอนาคตของประเทศ เป็นเรื่องของการวางแผน ระยะยาว เป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ในประเทศตะวันตกได้มีการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นมา พรรคการเมืองทุกพรรคที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลถึงแม้ว่าต่างพรรคกันก็ตามแต่ แต่ต้องคงยุทธศาสตร์ชาติไว้ต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้น จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการให้พูดถึงการมียุทธศาสตร์ชาติเป็นกรอบการปฏิบัติ ของคนที่เข้าสู่วงจรอํานาจอันนี้นะครับ
อันที่ ๒ การปฏิบัติต้องปฏิบัติในหมวด ๕ คือหน้าที่ของรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อย่างที่ท่านประธาน กกต. ได้พูดถึงว่าในเมื่อเข้ามาสู่อํานาจทางการเมืองแล้วจะต้องปฏิบัติ ตามหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ การพิทักษ์สถาบัน การบังคับใช้กฎหมาย การศึกษาภาคบังคับ การบริการสาธารณสุข การจัดสาธารณูปโภค การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรับฟัง ความคิดเห็นในเรื่องผลกระทบ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การรักษาคลื่นความถี่ การคุ้มครองผู้บริโภค การรักษาวินัยการเงินการคลัง การป้องกันการทุจริต ตรงนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกชุดที่ขึ้นมาจากนี้ไปจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของรัฐได้อย่างเข้มงวด ซึ่งถือว่า เป็นจุดแข็งที่สําคัญมากของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นหลักประกันให้รัฐบาลต้องปฏิบัติ ตามกรอบนี้ที่เป็นหน้าที่ของรัฐ
อันที่ ๓ คือการปฏิบัติในหมวด ๙ เรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหม่พอสมควรนะครับ เรื่องคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) ที่จริงเรื่องนี้ในการเมืองภาคตะวันตกมีความชัดเจนมาก การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะของตัวเอง ของผู้อื่น ของพรรค หรือของอะไรก็ตามแต่ เป็นข้อห้ามที่มิให้นักการเมือง คู่สมรส หรือบุตร เข้าไปรับ ผลประโยชน์คู่สัญญาสัมปทานของรัฐ การแทรกแซงสื่อ การมีหุ้นในสื่อ การใช้อํานาจ แทรกแซงต่าง ๆ พนักงานต่าง ๆ อันนี้คนที่เข้ามาสู่การปฏิบัติมีอํานาจรัฐจะต้องปฏิบัติ ๓ ข้อนี้ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นกรอบอันหนึ่ง แต่กรอบอันนี้ถ้าเราได้รับฟังเสียงแย้งบางส่วนก็มองว่า อาจจะเป็นเรื่องที่ทําให้รัฐบาลทําอะไรก็ได้ แต่ทําอะไรได้ยากมาก แต่ผมคิดว่าเท่าที่เราดู รูปแบบของการเมืองประเทศตะวันตก สิ่งเหล่านี้ถูกบัญญัติในแนวปฏิบัติของเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนก็ดี เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็ดี ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ อาจจะเป็นเรื่องใหม่ของเรา แต่ทําให้คนที่เข้าสู่อํานาจของเรามีกรอบในการปฏิบัติ ที่มีความชัดเจนและเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๕ เรื่องของการจัดสรรอํานาจ คือเรื่องของการกําหนดหลักการ ถ่วงดุลอํานาจ ถ่วงดุลการใช้อํานาจ ต้องยอมรับว่าการถ่วงดุลอํานาจเป็นเรื่องใหญ่ ของประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้อนุญาตให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งมีอํานาจ เหนือใครนะครับ เพราะว่าต้องอยู่ภายใต้การถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน ถ้าการปกครอง ส่วนใดส่วนหนึ่งมีอํานาจเหนือของอีกองค์กรหนึ่ง ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่ลําบากในเรื่อง ของการถ่วงดุลอํานาจ รัฐธรรมนูญของเราเริ่มมีการถ่วงดุลอํานาจตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราได้เอากรอบความคิดของทางตะวันตกมาใช้โดยการจัดตั้งองค์กรที่ดูแลในเรื่อง ของการตรวจสอบต่าง ๆ แล้วเราก็มีการใช้กันตลอดมา รัฐธรรมนูญฉบับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาจึงได้เกิดองค์กรอิสระขึ้นหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะไม่ได้กําหนด เป็นองค์กรอิสระ แต่เราถือว่าเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คตง. ศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เหล่านี้คือเป็นองค์กร ตรวจสอบที่เหมือนกับองค์กรอิสระที่เข้ามาถ่วงดุลกับการใช้อํานาจของรัฐ ซึ่งเหล่านี้ ได้มีการปฏิบัติกันมาตลอดเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตอันหนึ่ง ที่เป็นวิกฤติในการทํางานที่ผ่านมาคือ ในระยะแรกองค์กรอิสระของเราบางองค์กรเป็นเครื่องมือ ของผู้ถืออํานาจรัฐ อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่เป็นที่มาของวิกฤติการเมือง เมื่อพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่มาของคําว่า สองมาตรฐาน นะครับ อันนี้ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจะออกแบบอย่างไรที่ทําให้ องค์กรอิสระไม่เป็นเครื่องมือของใคร แต่สามารถดํารงได้อย่างเป็นอิสระ ตรงนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญมากนะครับ แต่เป็นที่มาจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันหลายส่วน บอกว่าที่มาขององค์กรอิสระทุกองค์กรที่มีการกําหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฐานของคน ไม่ได้กว้างนัก ส่วนใหญ่จะเป็นนักกฎหมาย แล้วก็มาจากศาล ซึ่งเมื่อวานนี้มีเพื่อนสมาชิก ได้มีการอภิปรายไปว่าเป็นการดึงศาลเข้ามาสู่การเมืองมากไปหรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็น อันหนึ่งที่มีความสําคัญนะครับ
ผมคิดว่าประเด็นที่มีความสําคัญมากอันหนึ่งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ที่มีการพูดกันไว้แล้วมีอยู่ ๒ มาตราที่ผมคิดว่าในทางปฏิบัติในระยะต่อไปอาจจะมีปัญหาขึ้นได้ มาตราที่หนึ่งคือมาตรา ๑๓๙ การใช้การแปรญัตติด้านงบประมาณ ซึ่งเมื่อวานเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้ว อาจจะเป็นเครื่องมือในการทําลายทางการเมืองได้นะครับ ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก ข้อปฏิบัติอย่างไรที่จะพูดถึงเรื่องการแปรญัตติงบประมาณตรงนี้ไม่เป็น เครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราทําไม่ดีตรงนี้ก็จะมีปัญหา อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๓๕ การอุดหนุนเงินให้กับการโฆษณาประชาธิปไตย หรือการโฆษณางานต่าง ๆ ต้องแจ้งกับทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งผมคิดว่า หลักของการเขียนรัฐธรรมนูญไม่น่าจะเขียนในเรื่องย่อยมากเกินไป จริง ๆ การใช้ งบประมาณภาครัฐทุกแห่งจะมี สตง. เข้าไปตรวจอยู่แล้วตามกรม กองต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การเขียนมาตราในส่วนนี้ การไม่ให้รัฐให้เงินสนับสนุนในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ งานของตัวแล้วแจ้ง สตง. ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่จะย่อยเกินไปในการเขียนรัฐธรรมนูญจริง ๆ
เรื่องที่ ๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากอันหนึ่ง และคิดว่าจะมีการเขียน ในเรื่องนี้ก็คือการกําหนดจริยธรรมนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเฉลิมชัยได้มีการพูดตรงนี้ไปแล้วว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหญ่และเป็นจิตวิญญาณของประชาธิปไตยจริง ๆ การเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหมด กรอบข้อบังคับต่าง ๆ จะไปได้หรือไม่อยู่ที่จริยธรรมทางการเมืองตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก จริง ๆ จริยธรรมอาจจะไม่ใช่เรื่องของกฎ ระเบียบ แต่เป็น เรื่องของทางจิตสํานึกจริง ๆ อย่างเราเห็นว่าประเทศเจริญแล้วทางตะวันตกหลายประเทศ แม้แต่เขาผิดนิดเดียวนี่รัฐมนตรีเขาลาออกเลย อันนี้คือจริยธรรมที่ถูกปลูกฝังอยู่ในสายเลือด ของเขา แต่ของเรายังไม่พัฒนาไปถึงขั้นนั้น ฉะนั้นเราจึงเขียนคําว่า จริยธรรม ไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๕ ซึ่งอันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่เราจะต้องดู แต่ว่าการเขียนตรงนี้ แล้วจะทําอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับกันทั้งหมด ไม่ใช่พอเขียนเสร็จแล้วเราถูกตีความ ด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วทําให้ต้องพ้นจากอํานาจไปด้วยปัญหาเล็กน้อยตรงนี้ อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ
เรื่องที่ ๗ คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคส่วนต่าง ๆ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับจะออกแบบเรื่องการมีส่วนร่วมของคนต่าง ๆ หลายรูปแบบ กว้างบ้าง น้อยบ้าง ก็แตกต่างกันไปนะครับ ผมมีข้อคิดเห็นนิดหนึ่งครับว่าในเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดกัน อย่างชัดเจน จริง ๆ รากฐานของประชาธิปไตยก็คือการทําให้องค์กรกลไกภาคส่วนทุกสังคม มีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบต่าง ๆ กัน สามารถพิทักษ์รัษฎากร สามารถพิทักษ์ ผลประโยชน์ สามารถดูแลทรัพย์สินของเขาได้ ถ้าเราเขียนตรงนี้ได้ชัดเจนผมว่า จะมีความสําคัญมากในการพูดถึงความเข้มแข็งของประชาธิปไตยนะครับ
ประเด็นสุดท้าย เรื่องอื่น ๆ ผมมีประเด็นจะฝากอยู่ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้น คําถามเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมคิดว่าคงจะเห็นพ้อง ร่วมกันในหลาย ๆ ท่านแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบเป็นไปได้ยากมาก ถ้าเป็นไปได้ ก็อาจจะมีการปรับให้อ่อนตัวลงมาสักนิดหนึ่ง หรืออาจจะมีการมองว่าการใช้รัฐธรรมนูญไป สักระยะหนึ่งก็ควรจะมีการแก้ไขขึ้นมา ไม่ว่าจะเรื่องการได้มาซึ่งการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี เขียนไว้ก็จะดีนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลยนี้สุดท้ายก็ต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีก แล้วการพัฒนา ประชาธิปไตยก็จะเป็นไปได้ยาก
เรื่องที่ ๒ ผมเห็นด้วยในการเขียนคําว่า ปฏิรูป ไว้ให้ชัดเจนขึ้นมา การปฏิรูป ในความหมายตรงนี้ไม่ใช่หมายถึงปฏิรูปตํารวจ แต่หมายความว่าปฏิรูปทุกเรื่อง โดยเฉพาะ ใน ๑๒ เรื่องที่เราจะปฏิรูปนี้ควรจะเขียนให้มีความชัดเจนว่าจากนี้ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูป ถ้าเราสามารถเขียนช่องทางและกลไกการปฏิรูปได้ ตรงนี้ จะเป็นสิ่งที่มีความสําคัญที่จะเป็นหลักประกันมากนะครับ
ท้ายที่สุด ก็คือเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถที่จะแก้วิกฤติของ ประเทศได้หรือไม่ สามารถสร้างให้คนในชาติที่มีความแตกต่างทางความคิดเห็นพ้องต้องกัน ในการใช้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ และร่างรัฐธรรมนูญนี้จะสามารถนําพาให้การแก้ไขปัญหา ของประเทศเป็นไปอย่างสันติหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ อะไรก็ตามที่สามารถจะเขียนไว้ให้ เกื้อกูล ที่สามารถทําให้ประเทศชาติเราสามารถผ่าวิกฤติได้ในรูปแบบต่าง ๆ ตรงนี้จะเป็นเรื่อง สําคัญมาก ก็ขออนุญาตกราบเรียนความคิดเห็นเท่านี้ครับ
ขอบพระคุณท่านเพิ่มพงษ์มากค่ะ ท่านที่จะอภิปรายเป็นท่านสุดท้ายของ ด้านการสื่อสารมวลชน คือท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ท่านเป็นอดีต สปช. และอดีต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในช่วงปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๑ เรียนเชิญค่ะ สําหรับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนอกจากรัฐธรรมนูญจะเป็นการก่อตั้งอํานาจ การถ่วงดุลอํานาจ และหลักประกันการใช้อํานาจ มิให้อํานาจใดเป็นอํานาจที่มีอยู่ จนมากเกินไป สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญยังอยู่ที่การให้หลักประกันในการใช้สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนว่ารัฐจะต้องเข้ามาจํากัดการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากหรือน้อย เพียงใดนะคะ
อีกประการหนึ่ง คือในอดีตที่ผ่านมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ยอมรับมากนะคะ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีต ที่ผ่านมา กล่าวคือรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ในการขยายสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนทําให้ยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และต้องจัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้การยอมรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นเป็นของประชาชน นั่นเป็น เสรีภาพเดียวกันกับเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากได้รับการบัญญัติไว้ รวมกับเสรีภาพของประชาชนอย่างเด่นชัดในมาตรา ๓๙ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และต่อมาภายหลังเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังได้รับการตอกย้ําให้มีการชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการเขียนเพิ่มถ้อยคําเพื่อรับรองให้ปรากฏในส่วนที่ ๗ ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนในมาตรา ๔๕ นอกจากเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนจะได้รับการรับรองไว้ว่าเป็นเสรีภาพที่เป็นเนื้อเดียวกันมาแล้ว ยังปรากฏ เพิ่มเติมในส่วนที่เป็นคําสั้น ๆ และมีสาระสําคัญเป็นอย่างยิ่งว่าการจํากัดเสรีภาพนั้น จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน เพื่อป้องกัน หรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน เมื่อนํามาอ่านประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับ ความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่เป็นการขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ท่านจะพบว่าการขาดหายไปของคําเล็ก ๆ น้อย ๆ คํานี้จะมีนัยความหมายที่ใหญ่ ๆ และยืดยาวนานกว่า ๑๙ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงปัจจุบัน กล่าวคือคําว่า เฉพาะ หมายความถึงการจํากัดเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการตรากฎหมายขึ้นเป็นการเฉพาะ กล่าวคือ ต้องเป็นการตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ที่จะจํากัดเสรีภาพนั้นอย่างชัดเจนโดยไม่เปิดช่อง ให้ใช้วิธีการตีความของผู้ใช้อํานาจได้ กฎหมายฉบับใดเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ ดังนี้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะทําให้เสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอนลงไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมถ้อยคํา ที่ทําให้อาจมีการตีความว่า การจํากัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนนั้นจะกระทําได้ เมื่อมีการตีความว่ากฎหมายฉบับนั้นเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยก หรือความเกลียดชังในสังคม ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ทําลายเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการรับรองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นที่บัญญัติไว้ในตอนต้นลง อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือความแตกแยกหรือความเกลียดชังของผู้คนในสังคมไม่อาจป้องกันได้ด้วยวิธีการ ตรากฎหมายมาเพื่อทําให้เกิดการสร้างความรักหรือความสามัคคีขึ้น แต่การลดความแตกแยก หรือความเกลียดชังต้องอาศัยกระบวนการการเยียวยาและการแก้ไขด้วยกิจกรรมทางสังคม เพื่อนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและทัศนคติ และจําเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเวลาเพื่อการเพาะบ่มจิตใจของประชาชนในชาติเป็นสําคัญ ดิฉันจึงขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๔ ดังนี้ มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพ ตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครองเท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือขัดต่อ ศีลธรรมอันดีของประชาชน
ประการที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย มาตรา ๓๕ ดังได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพที่เป็น เนื้อเดียวกันกับเสรีภาพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยเหตุผลที่ว่าเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพที่เป็นดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย ของรัฐธรรมนูญ เพื่อการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนนั้น มีความจําเป็นเพื่อปกป้องความปลอดภัย และประโยชน์สาธารณะ จึงทําให้ความคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนจําเป็นต้องได้รับ การรับรองให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่ความคุ้มครองหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญจะขยาย ให้แก่สื่อมวลชนก็เป็นความคุ้มครองหรือเสรีภาพที่จะต้องมีขอบเขตจํากัดอยู่บนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบที่สื่อมวลชนพึงมีต่อประชาชนหรือต่อสาธารณะ ซึ่งความรับผิดชอบดังกล่าว หมายถึงจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพพร้อมกันไปด้วย คําว่าวิชาชีพเป็นที่มาของคําว่า วิชา รวมกับคําว่า อาชีพ หรือหมายถึงอาชีพที่ประกอบไปด้วยวิชานอกจากคําว่า วิชาชีพ ตรงกับ คําในภาษาอังกฤษว่าโปรเฟสชันนัล (Professional) มาจากคําว่า อาชีพและคําปฏิญาณ ซึ่งหมายถึงงานที่ตนได้ปฏิญาณว่าจะทําไปตลอดชีวิตเป็นงานที่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอน มานาน เป็นงานที่มีขนบธรรมเนียมและจรรยาบรรณของหมู่คณะโดยเฉพาะ จากคุณลักษณะ และความหมายของคําว่า วิชาชีพ ดังกล่าว ทําให้อาชีพสื่อในปัจจุบันได้รับการยกย่องว่า เป็นวิชาชีพ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้และคําปฏิญาณ ซึ่งหมายถึงจริยธรรมในการปฏิบัติ หน้าที่พร้อมกันไปด้วย และด้วยเหตุผลดังกล่าวในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญให้ความสําคัญว่า อาชีพสื่อมวลชนมีความจําเป็นต้องมีการปฏิบัติตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ จึงสมควรมีการแก้ไข ถ้อยคําให้สอดคล้องกันไปเป็นคําว่า วิชาชีพ ในทุกส่วน นอกจากนี้เนื่องจากในปัจจุบันโลก ก้าวสู่ยุคแห่งการหลอมรวมคอนเวอร์เจนซ์มีเดีย (Convergence media) ดังนั้นในการบัญญัติ กฎหมายเพื่อให้เสรีภาพและการกํากับดูแลสื่อมวลชนควรมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้อง กันไปโดยการใช้ถ้อยคําที่สามารถรองรับเทคโนโลยีที่จะก้าวไปสู่ข้างหน้าคือ ๔ จี (4G) และบริบทของการถือครองสิทธิในสื่อต่าง ๆ ที่บัญญัติตามไปด้วยเป็นสําคัญ คําว่า สื่อมวลชน จึงควรตกอยู่ภายใต้บังคับของรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเน้นย้ําว่าหนังสือพิมพ์ แยกออกจากสื่อมวลชนอื่น อันอาจส่งผลต่อการตีความและการบังคับใช้กฎหมายในอนาคตได้ และเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสื่อที่จะมีขึ้นเป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ การเปิดเผยข้อมูล การใช้งบประมาณต่าง ๆ ของรัฐ หรือผู้มีอํานาจในรัฐบาล จําเป็นที่จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับเพื่อกําหนดรายละเอียดขั้นตอนที่จะนํามา ซึ่งประสิทธิภาพในการตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างแท้จริงต่อไป จากบทบัญญัติ ของการร่างรัฐธรรมนูญในวรรคท้ายของมาตรา ๓๕ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ต้นสังกัดอยู่นั้น อาจเป็นบทบัญญัติที่ส่งผลในทางปฏิบัติให้เป็นการขัดกันเองในเจตนารมณ์ของกฎหมาย กล่าวคือ เสรีภาพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่สื่ออาจขัดและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และหน้าที่สื่อ อาจขัดและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางภารกิจของกฎหมาย การบัญญัติกฎหมาย ในวรรคท้ายจึงส่งผลเป็นการทําลายเนื้อหาหรือเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในวรรคแรกลง อย่างสิ้นเชิง หรือสิ้นความหมาย หรือเป็นโมฆะสิ้นผลไปตั้งแต่ต้นร่างทันที ดิฉันจึงขอแก้ไข เพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๕ เป็นดังนี้
มาตรา ๓๕ เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะในการรับรองข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้องครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมย่อมได้รับความคุ้มครอง การสั่งปิดกิจการ สื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้ การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอน เสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพ ของประชาชน การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในสื่อมวลชน จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม และจําเป็น ต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราไว้ตามวรรคสาม เจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และบุคคลไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน หรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหลายกิจการ ในลักษณะนี้อาจจะมีผลต่อการครอบงํา หรือผูกขาด การนําเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวาง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารใด ๆ หรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเพื่ออุดหนุน กิจการสื่อมวลชนของเอกชนมิได้ การซื้อหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐจะกระทําได้แต่เฉพาะ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น โดยให้เปิดเผยการจัดสรร งบประมาณให้แต่ละรายด้วย ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้น ในกิจการสื่อมวลชนมิได้ ไม่ว่าในนามของตนเอง หรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่จะทําให้การบริหารกิจการ ดังกล่าวได้ทํานองเดียวกัน การเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว
นอกจากนี้ควรเพิ่มเติมบทบัญญัติให้คงเจตนารมณ์ตามที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๖ ด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ อีกมาตราเป็นมาตรา ๓๕/๑ โดยให้มีข้อความดังนี้
มาตรา ๓๕/๑ พนักงานหรือลูกจ้างเอกชนซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมและวิชาชีพ ข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําและเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
การกระทําใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข้อมูล ข่าวสาร หรือความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือเป็นการจงใจใช้อํานาจโดยมิชอบและให้มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทําเพื่อให้ เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
เพราะฉะนั้นภาครัฐควรจะเป็นตัวหลัก โดยจะต้องเป็นผู้ปฏิรูปออกกฎ กติกา ให้ก้าวไกลทุกด้านเพื่อเข้าสู่โลกใบใหม่ของ ๔ จี (4G) ให้ได้ มิฉะนั้นเราจะล้าหลังประเทศอื่น ๆ ตลอดจนจะไม่ทันต่อสังคมหรือองค์กรอื่นซึ่งเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระต่าง ๆ ไปตามยุคสมัย ของโลก ๔ จี (4G) ภาครัฐไม่เทดินและการปฏิรูปก็จะเดินไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นทุกคน เป็นเจ้าของสื่อสําหรับสมัย ๔ จี (4G) นี้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องกํากับโดยภาครัฐนะคะ สื่อเก่า ๆ ทางสื่อแต่ละองค์กรเราก็มีการกํากับ ดูแลกันเอง ไม่จําเป็นที่จะต้องมีความยุ่งยากในการกํากับดูแล เพราะการกํากับสื่อสมัยใหม่ ในวันข้างหน้านี้จะเป็นการกระทําที่ยากมาก เพราะเดี๋ยวนี้สื่อมวลชนคนหนึ่งสามารถทําได้ ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการส่งข่าวสาร การส่งข้อมูลทางโทรทัศน์ หรือตลอดจนการขึ้นเว็บไซต์ (Web site) เฟซบุ๊ก (Facebook) เพราะฉะนั้นในการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงข่ายทีวีดิจิทัล (TV Digital) เพราะฉะนั้นการปฏิรูปต่าง ๆ ก็จะต้องมีการคุยกันโดยภาครัฐเป็นเจ้าภาพ โดยอาศัยหลักการ และเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าเหตุผลดังกล่าวน่าจะเป็น การปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้ประชาชนได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ตลอดจนสื่อมวลชน และประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะท่านประภา ก็เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสื่อสารมวลชนได้อภิปรายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ
ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ที่ส่งรายชื่อผู้อภิปรายมามีทั้งหมด ๖ ท่าน ดิฉันจะอ่านรายชื่อก่อนเพื่อให้ท่าน เตรียมตัวนะคะ ท่านที่ ๑ ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ท่านอําพล จินดาวัฒนะ ท่านวิเชียร ชวลิต พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านศิริชัย ไม้งาม และท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ก็ขอเรียนเชิญท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม และเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาด้วยค่ะ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมเรียนท่านประธานสักนิดหนึ่งว่าที่ขอไป ๖ ท่านนั้น คงจะเหลือ ๕ ท่านนะครับ ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ท่านไม่สมบูรณ์ ขอถอนตัวนะครับ เพราะฉะนั้นอีก ๔ ท่านก็จะบริหารเวลาให้อยู่ภายในเวลา ๑ ชั่วโมงนะครับ ขอเรียนท่านประธาน ให้ทราบ ท่านประธานครับ ผมฟังการอภิปรายมา ๒ วันเต็ม ๆ แล้วก็ฟังจากทุกภาคส่วน ของสังคม เพราะเราเป็นกรรมาธิการด้านสังคม ฟังจากสื่อมวลชนก็มีความรู้สึกว่า เกือบจะทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นข้อซึ่งสมควรจะแก้ไขเราพอจะทราบกันดีอยู่ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมจะพูดในภาพรวมทั่วไปว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันหรือฉบับที่ ๒๐ มีความเหมาะสมกับสังคมของประเทศไทยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมคิดว่าในบริบทขณะนี้ของประเทศไทย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเหมาะสม ผมจะเปรียบเทียบว่ารัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมานั้นเราก็มีการแก้ไขกันมาอยู่ มีการร่าง และมีการยุบ ฉบับนี้ถ้าสําเร็จก็จะเป็นฉบับที่ ๒๐ ของประเทศ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นฉบับที่ ๑๙ มีการแก้ไขเพิ่มเติม ๑ ครั้ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ ๑๙ มีการแก้ไข มาตรา ๓๕ ระบุว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ต้องปฏิบัติตั้งแต่ (๑) ถึง (๑๐) (๒) นั้น เป็นอนุมาตราที่มีความสําคัญมาก ระบุว่าต้องบริหารประเทศในการปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีความเหมาะสมกับประเทศไทย ถ้าผมจําไม่ผิดคิดว่าข้อจํากัดนี้ไม่น่าจะเคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่าต้องให้เหมาะสม กับประเทศไทย ก็เป็นข้อจํากัดที่ทําให้ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันต้องร่างออกมาให้เหมาะสมกับ ประเทศไทย ก็ต้องย้อนไปถึงตั้งแต่หลัง ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ว่าเกิดเหตุการณ์ ปัญหาอะไรกันเอามาเป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๑๐) นั้นก็กําหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีการปฏิรูปที่ชัดเจน ซึ่งเมื่อวานนี้ ผมได้ฟังเสียงสัมภาษณ์จากท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ผมก็มีความสบายใจ ว่าท่านไม่ขัดข้องที่จะตั้งหมวดเพิ่มขึ้นมาเป็นหมวด ๑๖ เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะทําให้มีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เพราะการปฏิรูปนี้ไม่ใช่ทําเพียง ๑ ปี หรือ ๒ ปีจะสําเร็จ เพราะ ๗๕ ปีที่ผ่านมานั้นเราไม่เคยมีการปฏิรูปอย่างจริงจังเลย มาครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ทาง คสช. ทางคณะรัฐมนตรี แม่น้ําทุกสายเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยสมควรจะมีการปฏิรูป ต้องมีการขับเคลื่อนมีการผลักดันโดยสภาแห่งนี้ละครับ ย้อนกลับไปถึงผมอยากจะให้ดู รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาสมัยปี ๒๕๑๖ นั้น ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญค่อนข้างที่จะเผด็จการ เราเคย มีนักการเมือง ๓ ท่านที่ฟ้องร้องผู้นําประเทศ แต่ในขณะเดียวกันนักการเมือง ๓ ท่านนั้นกลับถูก สั่งติดคุก ถ้าผมจําไม่ผิดมีท่านอนันต์ ภักดิ์ประไพ จังหวัดพิษณุโลก มีท่านบุญเกิด หิรัญคํา จังหวัดชัยภูมิ แล้วก็มีอดีตประธานรัฐสภาไทยยังมีชีวิตอยู่ท่านเดียวคือท่านประธานอุทัย พิมพ์ใจชน ซึ่งขณะนั้นเป็นดาวรุ่ง ส.ส. หนุ่มที่สุดของประเทศไทยจากจังหวัดชลบุรี ได้ปี ๒๕๑๒ พร้อมกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ขออภัยที่ได้เอ่ยนามของทั้ง ๒ ท่าน ก็เข้าไป ติดคุกอยู่ ๓ ท่านแล้วก็ออกมา เพราะว่าเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ นํามาสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ที่ดีมาก แต่ใช้เพียง ๒ ปีก็เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ก็ทําให้มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เกิดขึ้น ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญต่อมา จนกระทั่งมีการปฏิวัติ รัฐประหารอีกจนเป็นครั้งที่ ๑๓ ของรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๒๑ และเป็นที่มาของกําเนิดนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย นั่นคือท่านประธานองคมนตรีท่านปัจจุบัน ซึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีมา ๕ สมัย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ถึงปี ๒๕๓๑ เป็นเวลา ๘ ปี ซึ่งท่านประธาน สปท. ท่านประธานทินพันธุ์ก็เป็นที่ปรึกษา มาตลอดเป็นเวลา ๘ ปีเศษ ๆ นั่นจะเห็นว่าผมกําลังเปรียบเทียบว่าไม่ว่าที่มาจะเป็นอย่างไร ไม่สําคัญหรอกว่าจะบริหารประเทศได้แล้วจะเกิดผลเป็นอย่างไร ตัวอย่างที่เห็นกันชัด ๆ ว่าทําไมช่วงปี ๒๕๒๓ ถึงปี ๒๕๓๑ นั้น เราได้นายกรัฐมนตรีที่น่าจะดีที่สุดของประเทศไทย ทําความเจริญรุ่งเรือง ทําให้ประเทศชาติมีความมั่นคงทั้งการเงินการคลังอย่างยิ่ง ซึ่งจะเห็นว่า ที่มานั้นไม่มีความสําคัญใด ๆ เลย จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้เราก็กําลังเป็นช่วงระยะเวลา เปลี่ยนผ่าน ถ้าพวกเราลองคิดดูสิว่าเหตุการณ์ก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถ้าไม่มี เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ถอยหลังกลับไปนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างดีมาก ให้อํานาจ สิทธิ เสรีภาพ มีองค์กรอิสระ มีสภา มีวุฒิสภา มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งให้คําปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี มีองค์กรอิสระซึ่งคานอํานาจกันมากมาย มีศาลรัฐธรรมนูญ มี ป.ป.ช. มี กกต. แต่ในที่สุดแล้ว ด้วยพฤติกรรมของนักการเมืองไทยก็เป็นที่ทราบกันอยู่ว่ามีการควบรวมองค์กรอิสระ มีการครอบงํา สมาชิกวุฒิสภาก็เกิด ทําให้มีเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ๔๙ เกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ๔๙ ก็นํามาสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง เพราะมีการลง ประชามติครั้งแรกในประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีการลงประชามติ ปี ๒๕๕๐ ใช้มา ได้ประมาณไม่กี่ปีซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีแต่ก็ถูกพฤติกรรมของนักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย เป็นตัวตั้ง ต้องทําความเข้าใจกันเสียใหม่ว่าประชาธิปไตยตามคํานิยามของแต่ละท่านนั้นตรงกันหรือไม่ การซื้อเสียงด้วยเงินเพียง ๑๐๐ บาทนั้นผมคิดว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ที่ผ่านมาการซื้อเสียง เลือกตั้งไม่ว่าระดับ ส.ส. ส.ว. เลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตย แล้วก็อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่าความพร้อมอะไรต่าง ๆ ของประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสม เพียงใดที่จะเป็นประชาธิปไตยทุกรูปแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่นประเทศจีนอย่างนี้ ประชากร ๑,๕๐๐ ล้านคน ถ้าเขาปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตลอดปีที่ผ่านมาผมคิดว่าประเทศชาติเขาคงไม่อยู่แบบนี้ ผมกําลังจะพูดว่ารัฐธรรมนูญนั้น ก็ต้องมีทั้งข้อดีและข้อซึ่งสมควรจะแก้ไข ถ้าเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้งกางออกมาให้เป็น ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลดีกับประเทศชาติทั้งหมด มาขณะนี้เราก็เป็น ช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งกําลังทําให้ประเทศชาติเดินไปด้วยปราศจากความขัดแย้ง เราเคยเรียกร้อง กันเรื่องความปรองดอง เราเคยเรียกร้องกันเรื่องกระบวนการอะไรต่าง ๆ ซึ่งเราก็ทราบอยู่ว่า ตั้งแต่ปีที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๗ มีความวุ่นวายทางการเมือง เกิดขึ้น ผมเป็นประธานสอบสวนกรณีแดงบุกถล่มพัทยาในการประชุมอาเซียน (ASEAN) เกิดอะไรขึ้น เกิดความเสียหายกับประเทศไทย นั่นหรือคือประชาธิปไตย เพราะในขณะนี้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยเฉพาะภาคสังคมนี้จะต้องมีความเข้มแข็งครับ ในฐานะที่พวกกระผม กรรมาธิการผมอยู่ภาคสังคมแล้วก็คงจะไปลงพื้นที่ทําความพบปะ สร้างชุมชนเข้มแข็ง ดูผู้สูงวัย ดูสถานสงเคราะห์อะไรต่าง ๆ ในขณะเดียวกันเราก็คงถือโอกาสนี้ไปทําความเข้าใจ ในภาครัฐธรรมนูญที่จําเป็นกับประเทศไทย ที่เหมาะสมกับประเทศไทยไปในตัวด้วย อันนี้ ผมเรียนเลยว่าทางคณะเรานี้มีความเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทําให้สังคมเข้มแข็ง ในบริบทของประเทศไทยขณะนี้ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเรามาพูดกันถึงจุดนี้ พูดกัน ๓ วัน ๘ คืนก็พูดไม่จบ ผมพูดถึงภาพรวมว่าเราควรเห็นว่าสมควรดีหรือไม่ เพียงใด เพราะรัฐธรรมนูญไทยถ้าผมเปรียบเปรยไปแล้วผมว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีคุณค่าพอสมควร ในมุมมองของนักสังคมนะครับ ประเด็นต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่าในรายละเอียดต่าง ๆ ของคณะ ในมาตราต่าง ๆ นี้ผมให้เพื่อนกรรมาธิการของผมได้พูด แล้วก็อาจจะเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะว่าเวลาผมพูดคงไม่ถึงท่านประธาน คงมีหลายท่านที่ต้องลงลึกกันในหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คณะเรากําลังจะทําอยู่ ขอกราบขอบพระคุณมากท่านประธานครับ
ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม มากนะคะ ขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นคณะอาจารย์ บุคลากร นิสิตบรรพชิต และนิสิตคฤหัสถ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา จํานวน ๑๐๐ ท่าน ยินดี ต้อนรับนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ ค่ะ ท่านเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม และชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เชิญอภิปรายได้ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ในเวลาอันจํากัดนี้ กระผมขออนุญาตอภิปรายให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามลําดับดังต่อไปนี้ครับ แล้วเมื่ออภิปรายเสร็จแล้วกระผมมีเอกสารที่มอบให้กับท่านประธานเพื่อจะเรียนไปถึง ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ สิ่งที่ได้นําเสนอจะได้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนครับ
เรื่องแรก ผมอยากจะกราบเรียนว่าทุกท่านก็คงจะทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดของประเทศ เป็นการวางปรัชญา อุดมการณ์ หลักคิดสําคัญ ระบบโครงสร้าง กฎ กติกาสําคัญของบ้านเมือง ที่ทุกฝ่ายจะเห็นและยึดตรงกันเพื่อนําไปสู่การปฏิบัติในทิศทางเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นควรจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญของคนทั้งมวล โดยคนทั้งมวล เพื่อคนทั้งมวล สําคัญคือตรงโดยคนทั้งมวลครับ ถ้าคนทั้งมวลนั้นคิดว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นของเขาก็จะมีความหมาย และคุณค่าอย่างยิ่ง ที่ผ่านมานั้นประเทศไทยเรายิ่งพัฒนาไป เราพบว่าเกิดความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมมากมาย ความรวยกระจุกกับคนส่วนน้อยที่มีอํานาจและโอกาสมากกว่า ความจนกระจาย คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีอํานาจหรือด้อยโอกาสก็เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ไหใหญ่ล้น ไหน้อยบ่เต็ม นานวันอาการนี้ก็ปะทุออกมาเป็นความแตกแยก ความขัดแย้งในบ้านเมือง ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรม แสดงว่าการวางปรัชญา อุดมการณ์ หลักคิด ระบบโครงสร้าง กฎ กติกา รวมไปถึงการบริหารจัดการบ้านเมืองต้องมีความผิดปกติครับ นั่นคือเรื่องของดุลอํานาจในสังคม ดุลอํานาจในสังคมของเรานั้นรวมศูนย์อยู่ข้างบน คนส่วนน้อย ได้อํานาจ มีอํานาจ ใช้อํานาจตัดสินใจแทน ทําแทน คนส่วนใหญ่ไม่มีอํานาจ หรือก็มีน้อย เต็มทีครับ กลายเป็นผู้รอคอยให้คนอื่นคิดแทน ทําแทน และจัดการให้ ระบบและโครงสร้าง อํานาจแบบนี้บิดเบี้ยว ไม่สมดุล จึงล้มง่าย ล้มแล้วล้มอีก ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านบอกว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งหลายคราวแล้ว รัฐธรรมนูญ ในอดีตนั้นวางปรัชญา หลักคิด ระบบโครงสร้าง ไปในแนวทางที่ผมเรียนแล้วข้างต้น เป็นลักษณะ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน รีพรีเซนเททีฟดีมอเครซี (Representative democracy) คนส่วนน้อยคิดแทน ทําแทน ตัดสินใจแทน ตามแนวทางที่เรียกว่าอภิบาลโดยรัฐ หรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย สเตท (Governance by state) เป็นการบริหารจัดการสังคมโดยใช้รัฐ เป็นศูนย์กลาง ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเพียงตัวประกอบ มีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย การอภิบาล แบบนี้นับวันประสิทธิภาพจะต่ําครับ แก้ปัญหาไม่ทัน ปัญหาที่สลับซับซ้อนในทุกมิติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การพัฒนาประเทศในโลกนี้เริ่มต้นด้วยการอภิบาลโดยรัฐเป็นหลักทั้งสิ้น สร้างความเป็นปึกแผ่นของประเทศได้ เมื่อสังคมเปลี่ยนไปปรากฏว่าการอภิบาลโดยรัฐนั้น เริ่มด้อยประสิทธิภาพ จัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ดี มีการอภิบาลอย่างที่ ๒ เกิดขึ้นคือการอภิบาล โดยตลาดหรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย มาร์เก็ต (Governance by market) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของสังคม ต่อมาสังคมสลับซับซ้อนมากขึ้นครับ ใน ๓๐-๔๐ ปีมานี้เกิดการอภิบาล รูปแบบใหม่ที่เรียกว่าการอภิบาลโดยเครือข่ายหรืออภิบาลแบบหุ้นส่วน กัฟเวอร์แนนซ์ บาย เน็ตเวิร์ก (Governance by network) หรือบายพาร์ทเนอร์ชิพ (By partnership) ครับ สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมนั่นเอง ความหมายของการอภิบาลเดิมนะครับ คือการปกครองที่เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน โดยเล็งเห็นคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการปกครองที่มุ่งให้ทุกคน ทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองได้รับ ประโยชน์สูงสุดและมีความสุข นั่นคืออภิบาลโดยรัฐครับ การอภิบาลปัจจุบันได้เปลี่ยนมาว่า เป็นปฏิสัมพันธ์ของรัฐ องค์กรสาธารณะต่าง ๆ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกัน แก้ปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ในสังคม และร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในสังคม นี่คือการอภิบาล แบบหุ้นส่วน ซึ่งในโลกนี้กําลังไปในทิศทางนี้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ ๒ อยากจะกราบเรียนว่าเมื่อศึกษา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะต้องเรียนว่ายังค่อนข้างหนักไปทางการอภิบาลโดยรัฐ รัฐจะรวมศูนย์ ในทุกเรื่อง เป็นระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมากกว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือถกแถลง เนื้อหาในหมวดต่าง ๆ นั้นก็เป็นในทํานองนี้ โชคดีครับท่านประธาน ที่ท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านรอบรู้และใจกว้าง ผมเคยทํางานกับท่านตอนเป็น สนช. เมื่อปี ๒๕๔๙-๒๕๕๑ ท่านเป็นประธาน สนช. และผมเคยทํา พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๘ วางระบบเครื่องมือนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่เน้นการมีส่วนร่วม การอภิบาล แบบเครือข่าย จัดทําธรรมนูญสุขภาพ กระบวนการสมัชชา เอชไอเอ (HIA) ต่าง ๆ มีท่านประธานมีชัยเป็นประธานกรรมการกลั่นกรองปรับร่างกฎหมายที่กฤษฎีกาครับ ท่านเข้าใจประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และการอภิบาลแบบหุ้นส่วนเป็นอย่างดี
ประเด็นถัดมา อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ มีคนบางส่วนวิจารณ์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลดทอนสิทธิของประชาชนและชุมชนลงไปมาก กําหนดเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ รัฐเป็นศูนย์กลาง เป็นเจ้าภาพการจัดการทางสังคมทั้งหมด ประชาชน มีสิทธิแค่ร่วม ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บางอย่างที่มีความสําคัญและก้าวหน้าดูเหมือนถูกลดรูปไป เราจะได้ยิน ท่านประธานได้ชี้แจงว่าไม่ได้ลดรูป เป็นการไปเขียนให้เป็นหน้าที่ของรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิทธินั้นหลายเรื่องหายไปจนเรียกว่าทําให้มีความกังวลครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ในหลักการบริหารบ้านเมืองนั้นเราไม่สามารถที่จะไว้วางใจหรือมอบบทบาท อํานาจไปให้รัฐคิดแทนทําแทนได้ทั้งหมดเพื่อสนองสิทธิประชาชน โดยประชาชนมีแค่บทบาท เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะว่าถ้าเป็นลักษณะแบบนั้นการดําเนินงานสาธารณะมักจะบิดเบี้ยว และบ้านเมืองก็เกิดประสบปัญหาอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันครับ ประชาชนนั้นควรจะมีสิทธิ ชัดเจน และเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ควรจะลดรูปหรือละไว้ในฐานที่เข้าใจในเรื่องสิทธิ การริเริ่ม การจัดการ การร่วมกระบวนการ การตัดสินใจ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ดีครับ ไม่ควรจะตัดทิ้งไป ถ้าตัดทิ้งไปประชาชนก็ไม่ไว้ใจและไม่วางใจ ก็อาจจะนําไปสู่การไม่ยอมรับทั้ง ๆ ที่ส่วนอื่น ๆ ที่ดีนั้นยังมีอยู่มากมายครับ
ประเด็นถัดมา ผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิ มีสิทธิอยู่ทั้งหมด ๓ ระดับ คือสิทธิขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติ สิทธิและเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิความเชื่อ ความชอบ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประชาชนมีสิทธิโดยธรรมชาติ จะร่วมกับ รัฐหรือไม่ร่วมก็ได้ ไม่ต้องรอรัฐริเริ่มประชาชนก็ร่วมได้ทันทีที่ไม่ขัดแย้งกับความสงบสุข และละเมิดผู้อื่น สิทธิที่ ๒ คือสิทธิบริการขั้นพื้นฐานจากรัฐ ตรงนี้ต้องเขียนไว้เพื่อให้รัฐจัด เช่น การศึกษา บริการสาธารณสุข สวัสดิการ ความปลอดภัย ยุติธรรม สุขาภิบาล สิ่งแวดล้อม อะไรเป็นต้น ตรงนี้ต้องเขียนไว้เพื่อให้เป็นหน้าที่ของรัฐ สิทธิที่ ๓ สําคัญครับ คือสิทธิทาง การเมือง ประชาชนนั้นต้องมีสิทธิในการริเริ่ม พัฒนา ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ หรือเรื่อง ส่วนรวมในสิทธิการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บํารุงรักษาและพัฒนาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทุนทางสังคม และอื่น ๆ ตรงนี้ร่างรัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ชัดครับ มิใช่ยกให้ไปเป็นหน้าที่ของรัฐเสียหมดแล้วให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมตามที่กฎหมายกําหนด แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อเป็นรูปธรรมครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตลงไป แต่เพียงบางรายมาตรา เพื่อเป็นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ มาตรา ๒๕ สิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย นอกจากบัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจํากัดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้น อื่น ๆ ผมไม่อ่านนะครับ ถ้าอ่านแล้ว ฟังเหมือนดูดีครับ แต่มันมีปัญหาตามมาเพราะดูการเขียนลักษณะแบบนี้เหมือนกับ เป็นการลดรูปสิทธิของประชาชนและชุมชน ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเขียนไว้ชัดเจน และในฉบับร่างรัฐธรรมนูญของดอกเตอร์บวรศักดิ์ ก็จะมีไว้ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับลองดูคําว่า การใดที่มิได้ห้ามหรือจํากัดไว้ ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ก็สามารถเป็นสิทธิได้ แต่ถ้ามีการออกกฎหมายอยู่ในอดีต ในปัจจุบัน หรือในอนาคต ออกกฎหมายก็รอนสิทธิได้ทันที เพราะฉะนั้นการเขียนแบบนี้ ไม่น่าสบายใจครับ ยิ่งลดหลายเรื่องที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วไปบอกว่าอยู่ในมาตรานี้แล้วมีคําที่ว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นกฎหมายอื่นออกไป ในวันข้างหน้าก็ริบสิทธิต่าง ๆ ที่เคยมีได้ แต่ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่มีใครไปริบสิทธินั้นได้ครับ ตรงนี้ผมอยากจะใส่ดอกจัน ๔ ดอก กราบเรียนไปถึงท่านประธานอาจารย์มีชัยและคณะกรรมการครับว่าขอความกรุณา ทบทวนสักนิดหนึ่ง เพื่อให้เกิดความสบายใจและความวางใจของประชาชนคนเล็กคนน้อย และชุมชนครับ
ข้อ ๒ มาตรา ๒๖ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ว่า การใช้อํานาจรัฐโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรานี้มีท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้วว่าถูกตัด ออกไปโดยไม่มีเหตุผลเลยนะครับ เป็นการลดรูปเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง มาตรานี้เป็นการแสดง อุดมการณ์ ปรัชญาของรัฐไทยที่เราจะต้องคบหาสมาคมกับนานาชาติ เรื่องนี้ดีครับ กว่าจะได้ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นใช้เวลาผลักดันกันมานาน ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะตัดทิ้งออกไป และทุกคนก็ยอมรับว่าเรื่องนี้สําคัญครับ
ข้อ ๓ เดิมในมาตรา ๔๖ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๖๖ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บุคคลรวมตัวกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และที่สําคัญเขียนไว้อย่างนี้ครับ และมีส่วนร่วม ในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ท่อนท้ายถูกตัดออกไปทั้งสิ้น โดยร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ไปเขียนไว้ตัดท่อนท้ายออกไปแล้วก็เหลือแต่ท่อนหน้านะครับ แล้วก็ได้ไปเขียนไว้ในหน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๓ ว่า รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายชีวภาพให้เกิดประโยชน์ยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์จากการดําเนินการดังกล่าวตามที่กฎหมาย บัญญัติ อันนี้ดูเหมือนว่าดี คือไปเขียนไว้เป็นหน้าที่ของรัฐ แต่กลายเป็นเหลือเป็นหน้าที่ของรัฐ แล้วประชาชนเพียงแค่มีสิทธิร่วมเท่านั้นเอง แล้วถ้ากฎหมายบัญญัติให้ร่วมเพียงเล็กน้อยก็ร่วมได้ เล็กน้อย แต่ถ้าเขียนไว้แบบเดิมในฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นสิทธิของประชาชน ในการมีส่วนร่วมจัดการ บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์ครับ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขออนุญาต กราบเรียนฝากท่านประธานถึงกรรมการว่าได้โปรดเถอะครับ ได้ทบทวนตรงนี้แล้วก็นํากลับมา เพื่อให้เกิดความสบายใจของชุมชนท้องถิ่นและประชาชนโดยทั่วไปทั้งประเทศครับ ตรงนี้จะมี ส่วนสําคัญอย่างมากในการตัดสินใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังควรที่จะเดินหน้าไป ซึ่งเสียดายมากมีสิ่งอื่นดี ๆ อีกมากมายที่อยู่ในนี้นะครับ
ข้อ ๔ มาตรา ๖๗ วรรคสอง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ได้พูดถึง เรื่องโครงการหรือกิจกรรมที่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพจะกระทํามิได้ อันนี้พูดถึงกระบวนการอีเอชไอเอ (EHIA) พูดถึงการมีองค์กรอิสระนะครับ แล้วก็พูดถึงกระบวนการที่จะดําเนินการเพื่อให้ประชาชน และชุมชนมีหลักประกันความมั่นคงและมั่นใจในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านกรรมการได้ตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปหมดเลยนะครับ ไม่มีเรื่องของอีเอชไอเอ (EHIA) ไม่มี เรื่องขององค์กรอิสระ แล้วก็ไปเขียนไว้เป็นหน้าที่ของรัฐในมาตรา ๕๔ นัยเหมือนกับมาตรา สักครู่นี้ที่ผมกราบเรียนครับ ประชาชน ชุมชนนั้นกังวลอย่างมาก เพราะว่าลดรูปลงไป แล้วก็ ไปเขียนไว้เพียงแต่ว่าเมื่อรัฐไปดําเนินการแล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็น ของประชาชนที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือ ระบบ ความมั่นใจหายไปหมดสิ้น กลไกหายไปทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วก็บอกว่าตามที่กฎหมายบัญญัติ จะบัญญัติหรือไม่บัญญัติก็ไม่มีใครรู้ได้ แต่อันเดิมนั้น พูดไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ตรงนี้เกิดความกังวลอย่างยิ่ง ซึ่งก็ฝากกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าดูมาตรานี้บังเอิญไปสอดคล้องกับสิ่งที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าการขับเคลื่อนบ้านเมือง ในขณะนี้มีแนวโน้มไปถึงการคิดคํานึงถึงประเด็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าชีวิต สุขภาพ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ พอร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้และตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป ก็ทําให้เกิดความกังวลและมีความไม่สบายใจอย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีวันหนึ่งผมได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าพวกเราสบายใจได้แล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะไม่มี เรื่องอีเอชไอเอ (EHIA) แน่นอนวันนั้นผมไม่เชื่อครับ แต่เห็นร่างวันนี้แล้วผมก็ไม่อยากจะ เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะเรื่องที่ดีที่อยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นควรจะดํารงอยู่ แล้วถ้าเรามี ความจริงใจกับชุมชน ท้องถิ่น และประชาชน ก็ควรจะมีหลักประกันให้กับเขาในเรื่องสิทธิ และบทบาทสําคัญในเรื่องการดูแลและการมีส่วนร่วมเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมครับ
ข้อ ๕ ท่านประธานครับ แนวนโยบายแห่งรัฐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๗๕ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๘๗ พูดถึงรัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบาย ด้านการมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้านต่าง ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐บอกว่า รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกําหนดนโยบายการตัดสินใจ ทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐทุกระดับ ในส่วนนี้ปรากฏว่าเที่ยวนี้ได้มีการตัดออกไปทั้งสิ้น ตรงนี้ ก็กราบเรียนฝากไว้ว่าถ้าเราจะเน้นประเทศไทยอภิบาลโดยหุ้นส่วน สิ่งเหล่านี้จะต้องมี ยิ่งไปกําหนดให้รัฐมีหน้าที่ และทําเป็นตัวหลักเป็นเจ้าภาพทั้งหมดยิ่งต้องส่งเสริมให้ภาคประชาชน และสังคมมีส่วนร่วมทั้งเรื่องของการตรวจสอบ กํากับ ติดตาม ดูแล การเสนอแนะนโยบาย การผลักดันสิ่งต่าง ๆ นะครับ มิใช่ปล่อยให้ทางภาครัฐทําและเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ข้อ ๖ ครับท่านประธาน ในหน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๗ รัฐต้องจัดให้มีมาตรการ หรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกัน เพื่อป้องกันสิทธิของตน อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นความกังวลอย่างยิ่งของภาคประชาชน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๑ พูดเรื่องนี้ไว้ชัดเจน รวมทั้งมีการเขียนไว้เรื่ององค์กรคุ้มครอง ผู้บริโภคอิสระที่ไม่ใช่กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย สเตท (Governance by state) คือไม่ใช่ดําเนินการ โดยรัฐ จะต้องมีกลไกมาดําเนินการอภิบาลสังคมโดยหุ้นส่วน ตรงนี้ถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง เป็นการเปลี่ยนระบบและวิธีการมาเน้นเรื่องรัฐเป็นศูนย์กลางอย่างเดียว การคุ้มครองผู้บริโภคครับ ท่านประธานไม่มีทางทําสําเร็จได้โดยฝ่ายรัฐฝ่ายเดียว มีข้อจํากัดมากมายนะครับ จะต้อง ส่งเสริมให้ผู้บริโภครวมตัวกันเท่านั้นก็ไม่เพียงพอ จําเป็นที่จะต้องมีระบบโครงสร้างกลไก ที่จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐให้เขาได้ทําหน้าที่แบบอภิบาล แบบหุ้นส่วน กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลาอีกไม่นานแล้วก็ได้กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการ ไว้แล้วว่าผมจะใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที แล้วที่เหลือก็จะแบ่งเป็นท่านสมาชิกท่านอื่นที่อยู่ ในกรรมาธิการนะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมกับรัฐอย่างนี้ ถ้ามองถึง เรียกว่าเราจะทําให้รัฐมีหน้าที่แล้วทําให้เข้มแข็ง ให้คนอื่นวางใจ แล้วประชาชนรอรับผล จากรัฐเท่านั้นไม่พอ มีผู้เปรียบเทียบนะครับว่าเหมือนการเล่นฟุตบอล ทําไมกีฬาฟุตบอล แข่งขันได้ทั่วโลก แล้วคนชอบสนุกมากเพราะโกงกันได้ยากเหลือเกิน มีผู้เล่น มีกรรมการ มีผู้จัด มีผู้คุมกฎทั้งหลาย แค่นั้นก็วางใจไม่ได้ สิ่งที่เกิดได้เพราะว่ามีผู้ดูทั่วโลกครับ มีผู้ดูที่รู้เท่าทันกฎเกณฑ์ กติกา เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องสร้างอินฟอร์มซิติเซน (Inform citizen) คือประชาชนที่รู้และมีกลไกที่เขาได้ทํางานร่วมกับรัฐ การคุ้มครองผู้บริโภคถึงจะ เกิดผลสําเร็จ ซึ่งในนานาประเทศที่เขาไปข้างหน้าแล้วเขามีกลไกแบบนี้ แต่ของเรานั้น ถูกลดรูปไปอย่างน่าเสียดายเหลือเกิน ถ้าวิเคราะห์สิ่งที่ผมกราบเรียนมาตรงนี้แล้วถ้าเกิดยังไม่มี การปรับปรุงแก้ไขตามเสียงต่าง ๆ ที่ฝากมาถึงนี้จะทําให้เป็นจุดด้อยของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญมีส่วนดีอีกมากมายที่ผมไม่ได้พูดถึงในส่วนนั้นนะครับ ก็ฝากตรงนี้ด้วยความกังวล และห่วงใยจะได้เกิดความไว้วางใจและมั่นใจครับ
ข้อ ๗ หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ รัฐพึงพัฒนาระบบ บริหารราชการแผ่นดินและงานรัฐอย่างยั่งยืน และอื่น ๆ ผมไม่พูดถึง เป็นไปได้ไหมครับ ท่านประธาน ท่านกรรมการครับ ควรจะเน้นเรื่องการลดอํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชน เขียนทิศทางลงไปให้ชัดเลย เขียนแผนที่การเดินทางของการกระจายอํานาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งควรจะเป็นทิศทางหลักของประเทศ ดูเหมือนมีการหลบ เขียนไม่ชัดเจน ฝากนะครับ
ข้อ ๘ เรื่องการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมีความสําคัญมาก ในตอนที่เป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดินมีข้อเสนอ การปฏิรูปที่สําคัญมากคือปฏิรูประบบงบประมาณ โดยเน้นการใช้ความจําเป็นของพื้นที่ เป็นฐานปัญหามากกว่าใช้หน่วยงานเป็นตัวตั้ง แล้วก็เสนอระบบและโครงสร้างงบประมาณใหม่ แทนที่จะเป็นกระทรวง ทบวง กรมเป็นตัวตั้ง และควรจะมีการจัดสรรงบประมาณ ในทิศทางที่แก้ความเหลื่อมล้ํา ที่ไหนจน ยากลําบากต้องได้รับงบประมาณในสัดส่วน ที่สูงเพื่อจะเติมเต็มให้กับไหน้อยให้มีน้ํามากขึ้น ไหใหญ่นั้นล้นอยู่แล้วครับ ฝากกราบเรียนครับว่า จะเขียนในส่วนนี้ให้เป็นน้ําหนักชัดเจนที่อยู่ในแนวนโยบายแห่งรัฐได้หรือไม่
ข้อ ๙ หมวด ๑๔ สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน การปกครองส่วนท้องถิ่น ในมาตรา ๒๔๖ ถึงมาตรา ๒๕๐ มีความสําคัญนะครับ เพราะว่าการบริหารบ้านเมืองนั้น ควรจะไปในทิศทางที่ชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเป็นเจ้าภาพ เจ้าของเรื่องมีบทบาทการอภิบาล สังคมมากขึ้น ท่านประธานครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมไปวิ่งในสนามกีฬาของเทศบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีความสุขมาก เพราะเราเห็นพ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร มาใช้สนามกีฬาของเขา เป็นของเขา โดยเขา เพื่อเขา ซึ่งถ้าเรามีการกระจายให้เขาดูแลกันเอง ในอนาคตนั้นการบริหารอภิบาลบ้านเมือง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ควรจะอยู่ในมือของชุมชนท้องถิ่น และ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของ รัฐส่วนกลางและภูมิภาคที่จะทําเฉพาะในเรื่องสําคัญ ๆ ตรงนี้อยากจะให้เขียนเพื่อจะเน้น ทิศทางครับ
ผมมีประเด็นย่อย ๓ ประเด็น มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง วรรคสาม อ่านแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นอาจจะมุ่งเน้นที่มีรายได้ ดูแลตัวเองได้ แล้วบอกว่าถ้ายังไม่พร้อมให้รัฐสนับสนุนแต่ละกรณี กระผมมีความเห็นว่า การจัดการท้องถิ่นนั้นอาจจะต้องเน้นว่าถึงแม้เขายากลําบากรายได้ไม่พอ ถ้าอย่างทิศทางนี้ ก็ไม่มีทางที่จะดูแลตัวเองได้เลยเพราะเขายากจน ยากลําบาก ถ้าจะให้เขาพึ่งพาตนเอง จัดการตนเองได้ รัฐควรจะสนับสนุนเป็นพิเศษ เติมงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ํา ที่ไหนยากจนให้เขามากในสัดส่วนตามข้อมูลเพื่อเขาจะได้พึ่งตนเองได้
ประเด็นย่อยที่ ๒ ครับ มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๑ กล่าวถึงการเลือกตั้ง อปท. ไม่ได้มีการพูดถึงความสําคัญของการมีส่วนร่วมนอกจากประชาชนไปเป็นผู้เลือก แล้วก็ เข้าไปเป็นสมาชิกสภา ไปเป็นฝ่ายบริหาร ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าในข้อเสนอ การปฏิรูปประเทศไทยของคณะกรรมการปฏิรูปหรือ คปร. ที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน ทําไว้ เมื่อปี ๒๕๕๓-๒๕๕๔ ได้พูดถึงการปฏิรูปเพื่อลดอํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชนไว้ชัดเจนว่า ต้องมีการกระจายอํานาจรัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กระจายไปท้องถิ่น มิใช่ให้อํานาจไปกระจุก ที่ อปท. เป็นอํานาจรัฐใหม่ แต่ต้องมีระบบและโครงสร้างกลไกให้ประชาชน ชุมชน เข้ามา มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในทุกขั้นตอนของการแสดงบทบาทหน้าที่และการใช้อํานาจ ไม่ใช่ให้ ประชาชนและชุมชนมีสิทธิเพียงแค่เลือกตั้ง อปท. และมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประเด็นนี้สําคัญมากครับ ผมขอฝากกราบเรียนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้ไหม ที่จะเพิ่มสาระสําคัญตรงนี้ไว้ให้มีความเป็นหลักเป็นฐานชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญ
ประเด็นเล็ก ๆ สุดท้ายในร่างรัฐธรรมนูญฉบับดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีการปรับชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น แม้จะดูว่าเป็น ประเด็นเล็ก ชื่อนั้นสําคัญไฉน แต่ความหมายมีอย่างมากนะครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงชื่อ ปกครอง เป็น บริหาร เปลี่ยนรูปแนวคิดการอภิบาลโดยมีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองไปสู่ การบริหารการอภิบาลแบบหุ้นส่วน คือทุกฝ่ายร่วมเป็นเจ้าของ เจ้าภาพ องค์กรบริหาร ส่วนท้องถิ่นเป็นเพียงแกนการแสดงบทบาทหน้าที่และการใช้อํานาจร่วมกัน อันนี้ก็เป็น ประเด็นเล็ก ๆ ที่กราบเรียนฝาก
สุดท้ายครับ ท่านประธานที่เคารพ ต้องขออภัยที่เป็นการแสดงความเห็น หลายประเด็น และความเห็นทั้งหมดนั้นเป็นความเห็นเชิงเสนอแนะทั้งสิ้น มิได้มีเวลาในการกล่าว ชื่นชมในส่วนที่มีส่วนดีอยู่บ้าง เนื่องจากว่าประหยัดเวลา กระผมหวังว่าเสียงลูกศิษย์ของ อาจารย์มีชัยซึ่งเป็นเสียงส่วนร่วมของเครือข่ายภาคีภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาครัฐ ส่วนหนึ่งที่กระผมได้มีโอกาสทํางานร่วมด้วยจะดังถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมี ตัวแทนนั่งอยู่ในที่นี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะดังถึงท่านประธาน ซึ่งดีใจอย่างยิ่งครับ ท่านบอกว่าท่านกําลังใช้หูแนบแผ่นดินฟังเสียงต่าง ๆ ที่จะมีข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ ลําดับต่อไปเชิญท่านวิเชียร ชวลิต อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด เชิญท่านวิเชียร ชวลิต ค่ะ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔๐
ประการแรก ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีถึง ๒๗๐ มาตรา ๑๕ หมวด และมี ๑ บทเฉพาะกาล แต่ว่าอย่างไรก็ตามความสมบูรณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ยกร่างให้ท่านทั้งหลาย ได้เห็นนั้นก็ยังมีความต้องการของบุคคลต่าง ๆ อยากจะเสนอเข้าไป ซึ่งถ้ารับไปหมดก็คง อาจจะเกือบ ๑๐๐ มาตราก็ได้กระมัง เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าสาระสําคัญของ การบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญคงเป็นกฎหมายหลักของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามส่วนสําคัญ ที่ผมเห็นแล้วก็คิดว่าส่วนที่เป็นคําชมก็คงขออนุญาตแบบท่านทั้งหลายที่ได้แนะนําไปนะครับ ว่าขออนุญาตสงวนไว้ก่อน ขออนุญาตเป็นคําเสนอแนะว่ามีอะไรบ้างที่เรายังกังวลแล้วก็ ไม่สบายใจนะครับ
เรื่องแรก ที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าได้บัญญัติไว้เป็นเรื่องใหม่ คือแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ ถึงมาตรา ๗๓ นะครับ ผมอยากจะหยิบยกมาในส่วนที่เป็นบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ อะไรนี่นะครับ ได้บัญญัติพูดถึงเรื่องของศาสนา เรื่องของยุติธรรม ความรู้ ภูมิปัญญา ชาติพันธุ์ และอื่น ๆ อีกหลายมาตรา สิ่งที่มีความกังวลก็คือว่ากลุ่มคนหนึ่งก็คือเด็กผู้หญิงแล้วก็ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย กลุ่มคนเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แต่ไม่ถูกบัญญัติไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐ กลับมีบัญญัติไว้ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เรื่องของ กลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องของครอบครัวและความรุนแรง แต่ว่าสิ่งที่ควรจะบัญญัติและคุ้มครองไว้ ก็คือคนด้อยโอกาส คนที่เป็นผู้พิการ หรือคนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าจะเพิ่มเติม และบัญญัติให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนเหล่านั้นก็จะทําให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ มีอยู่ในมาตรา ๗๑ ที่อยากจะกราบเรียนส่วนนี้เป็นส่วนที่มี ความสําคัญ รัฐได้กําหนดในเชิงนโยบายไว้ว่ารัฐจะต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็น การแข่งขันกับเอกชน ก็คือรัฐจะต้องไม่ทําอะไรแข่งกับประชาชนหรือเอกชนในการทํา ธุรกิจ มีข้อยกเว้นไว้ก็คือกรณีที่เป็นความจําเป็นเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ รักษาประโยชน์ ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทําบริการสาธารณะ นี่เป็นหลักการที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้วนะครับ ข้อยกเว้นเหล่านี้ต้องขอเรียนว่าเรามีข้อจํากัดก็คือ กลุ่มคนที่ผมเรียนแล้วก็คือผู้ด้อยทั้งหลาย ผู้ที่จะเป็นเอกชนประกอบธุรกิจทํามาหากิน กับกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะได้ผลประโยชน์น้อย เพราะฉะนั้นรัฐจําเป็นจะต้องเข้าไปทํา ก็จะเกิดข้อจํากัดด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถทําได้ เมื่อไม่สามารถ ทําได้สิ่งที่ตามมาก็คือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็จะขาดการดูแลและคุ้มครอง ก็อยากให้ถือ เป็นข้อยกเว้นเพิ่มเติมว่ากรณีที่รัฐจะประกอบธุรกิจหรือกิจการอะไรก็ตามที่เข้าข่ายแข่งขัน กับเอกชน แต่รัฐจําเป็นต้องทําเพื่อที่จะดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ ผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นกรณี เรามีการเคหะแห่งชาติอย่างนี้เป็นต้น ถือว่าเป็นกิจการแห่งรัฐ แต่ตั้งไว้แล้ว เป็นกิจการแห่งรัฐ ที่จะต้องดูแลกลุ่มผู้ด้อย ก็คือผู้มีฐานะยากจน มีความลําบาก แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไว้สิ่งที่ตามมาถ้าถือปฏิบัติเคร่งครัดก็จะต้องดําเนินการยกเลิกการเคหะแห่งชาติ เพราะถือว่าเป็นกิจการที่รัฐไม่ควรจะทําต่อไปเพราะขัดกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และไม่อยู่ในข้อยกเว้น อย่างนี้เป็นต้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้มีความจําเป็น ก็อยากจะเสนอแนะว่าถ้าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็ควรจะเพิ่มข้อยกเว้นในส่วนนี้ไปนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะท่านประธาน เพื่อนําเรียนต่อยังท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็คือว่าในหมวด ๓ ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๕ ผมอ่านแล้วก็ยังเห็นว่าสิ่งที่เราน่ากังวล ก็คือคนที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง ๒ กลุ่มนี้จะต้องได้รับการรับรองจากพรรคการเมือง และพรรคการเมือง ก็เขียนหรือบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าพรรคการเมืองจะทําโดยอิสระก็คืออยากจะให้ใคร เป็นผู้แทนในเขตนั้น ผู้สมัครในเขตนั้น หรือจะอยู่ในบัญชีรายชื่อจะทําโดยอิสระไม่ได้ ต้องฟังเสียงสมาชิกของพรรคการเมือง หรือต้องคํานึงถึงเขตภูมิลําเนาหรือภูมิภาค ต้องกระจาย หรือต้องคํานึงถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย แต่ ๓ รายชื่อที่พรรคการเมืองจะส่ง เพื่อจะแข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่มีข้อจํากัดนี้ เพราะฉะนั้นเจตจํานงที่เขียนเอาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องการที่จะคุ้มครองพรรคการเมืองจะต้องไม่ถูกครอบงําหรือว่าจะ ไม่ถูกชี้นําก็จะไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดตรงไปตรงมาก็คือว่า พรรคการเมืองอาจจําเป็นต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องฟังเสียงพรรค ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าเป็นข้อจํากัดที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยสรุปถ้าเป็นไปตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ก็แปลว่าเป็น ส.ส. ยากกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องไปฟังเสียงสมาชิกพรรคด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียน แล้วผมมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก และท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือว่าเรามีข้อจํากัด ที่ต้องถือว่าดีมากในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือเรื่องของการป้องกันไม่ให้คนที่ กระทําผิดหรือคนที่มาหาผลประโยชน์ทางการเมืองได้มีโอกาส คนที่ทําแล้วถูกลงโทษก็ตัดสิทธิ ไม่สามารถจะเข้ามาสู่วงการเมืองได้ แต่ในบทบัญญัติแห่งร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๙ ว่าด้วย การขัดกันของผลประโยชน์ ผมอยากจะหยิบยกและเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ในมาตรา ๑๗๙ มาตรา ๑๘๐ ๒ มาตรานี้นะครับ มีข้อห้ามกับคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาไว้อย่างค่อนข้างจะเคร่งครัดมาก ถ้าท่านได้อ่านแล้วได้ศึกษาในรายละเอียด ผมจะยกตัวอย่าง มาตรา ๑๗๙ บอกไว้เลยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ต้องไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือตําแหน่งในสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ ข้อ ๒ ไม่รับหรือแทรกแซง ก้าวก่ายสัมปทาน ข้อ ๓ ไม่รับเงินผลประโยชน์จากหน่วยงานใด ข้อ ๔ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม จะไม่แทรกแซงการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน อย่างนี้เป็นต้น มีข้อจํากัดห้ามมากมาย ในมาตรา ๑๘๐ ก็ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ต้องไม่ดํารงตําแหน่งที่เป็นการก้าวก่ายแทรกแซง ทั้ง ๒ มาตราถือว่าเป็นบทบัญญัติที่สําคัญ ในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับและกําหนดไว้ในระบบ ของการเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือว่ามีองค์กรหนึ่งก็คือพรรคการเมืองที่มีบทบาทต่อ สมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาอย่างมาก แต่สิ่งที่ไม่มีในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือว่าไม่มีข้อกําหนด เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเลยแม้แต่มาตราเดียว เพราะฉะนั้น ในนามของพรรคการเมืองก็สามารถจะดําเนินการทั้งมาตรา ๑๗๙ มาตรา ๑๘๐ โดยไม่ขัดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จริงอยู่อาจจะไปบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เรื่องพรรคการเมือง แต่ต้องเรียนว่านี่คือหลักการใหญ่ที่ต้องเข้มแข็งที่จะต้องบัญญัติไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะทําให้เป็นการป้องกัน เพราะฉะนั้นการใช้อํานาจอื่นที่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ในมาตรา ๑๘๑ มาตรา ๑๘๒ ก็คือเรื่องบทบาทของรัฐมนตรี ที่จะไปใช้อํานาจหน้าที่ที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือไปดําเนินการอื่นใดนะครับ ผมก็ไม่ใช้อํานาจรัฐมนตรี แต่ในนามของพรรคการเมืองแจ้งมาให้ผู้คนทั้งหลายที่จะต้อง รับทราบนั้นหวั่นไหวกับบทบาทของพรรคการเมือง ซึ่งผมเรียนว่ามีอํานาจและแรงมากกว่า รัฐมนตรีเสียอีกนะครับ รัฐมนตรีมาแจ้งให้ทราบว่าพรรคเขาจะทําแบบนี้ จะทําแบบนั้น ผมเชื่อว่ามีอิทธิพลมากกว่าตัวรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมเรียนด้วยความห่วงกังวลว่า ถ้าเป็นไปได้ระบุและบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อจะเป็นกรอบในการไปออกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมืองก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่า ในเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นผมก็คงจะใช้เวลากับท่านไม่มาก แต่อยากจะเรียนประเด็นสําคัญ ๆ ดังที่ผมได้กล่าวแล้วนะครับ แล้วก็ขอสรุปว่าในเรื่องที่ผมมี ความกังวลแล้วก็อยากให้ระบุไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐก็คือภายใต้หลักคิดที่ว่าสังคม จะต้องไม่ทอดทิ้งใครคนใดคนหนึ่งให้เป็นผู้ที่อยู่ข้างหลังและประสบความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นในแนวนโยบายแห่งรัฐควรจะกําหนดและคุ้มครองกลุ่มผู้ด้อยทั้งหลายโดยระบุ ไว้ให้ชัดเจนในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก รวมทั้งตัวแทนของ กรธ. นะครับ ท่านทั้งหลาย คงจะจําได้ในวันที่ ๓ เรามีการประชุมร่วมระหว่าง สปท. กับ สนช. มีท่านประธาน กรธ. และ กรธ. มาอธิบายถึงหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ถ้าจํากันได้ท่านประธาน ได้เน้นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการจะแก้ปัญหาของบ้านเมืองที่ประสบอยู่ในขณะนี้ ใน ๓ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ
ประเด็นแรก คือการแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบหรือการโกง ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พวกเราคงจะยอมรับกันได้เพราะมี ความเข้มข้นถือว่าเป็นปัญหาหลักของประเทศ
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านประธาน กรธ. ได้พูดถึงก็คือการสร้างวินัย และความรับผิดชอบของคนในสังคมเป็นส่วนรวม อันนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนะครับ ซึ่งหากดูในร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราจะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดให้หมวด ๔ ว่าด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติไว้ ๑๐ ประการ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน้าที่พื้นฐานของ คนไทยที่จะต้องรู้ทั้งหน้าที่ รู้ทั้งสิทธิ ไม่ใช่ว่ารู้สิทธิแต่ไม่รู้หน้าที่ ตัวนี้เป็นประเด็นสําคัญ แต่มี ข้อห่วงใยว่าเมื่อบัญญัติไว้แล้วจะมีผลเป็นที่ยอมรับหรือสร้างจิตสํานึกให้ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้มีจิตสํานึกในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างใด อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ท่านประธาน ได้พูดถึง
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องใหญ่ครับ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เป็นปัญหา ที่ทุกคนประสบด้วยตัวเอง หรือเพื่อนสนิท ญาติสนิทประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายภายในบ้านเมืองเราทุกท่านก็คงทราบดีว่ามีมากมายเยอะแยะ แต่ถ้าเผื่อหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายหน่วยหลักก็คือตํารวจ แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี กฎหมายเฉพาะที่เป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบ เป็นต้นว่า เทศบัญญัติ ก็เป็นหน้าที่ของเทศบาลที่จะต้องรับผิดชอบ กรมเจ้าท่าจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ ริมแม่น้ําลําคลอง ริมทะเลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชล้วนแต่มีกฎหมายเฉพาะของตัวเองนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมายก็ยังมีปัญหาในการที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าเราจะมีบัญญัติไว้ในหน้าที่ของรัฐ หมวดว่าด้วยหน้าที่ของรัฐในมาตรา ๔๙ ก็ตาม ซึ่งผมจะอภิปรายต่อไปครับ จากที่ท่านประธาน กรธ. พูดในวันนั้นผมก็นึกในใจคาดเดาว่า ท่านจะมีข้ออื่นหรือไม่ ที่จริงแล้วท่านก็คงจะไม่ได้เอ่ยถึงแต่ก็มีบทบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้พอสมควรโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ซึ่งก็มีหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่า ในอดีตที่ผ่านมางบประมาณของเรามีหลักเกณฑ์หลักการค่อนข้างจะกว้าง เปิดโอกาสให้ใช้ ดุลยพินิจอย่างมาก ซึ่งเราเองก็มีความพยายามที่จะให้มีงบประมาณตามแผนงาน และโครงการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ แต่แท้จริงแล้วในทางปฏิบัติไม่สามารถ จะทําได้ ยังมีงบประมาณจํานวนหนึ่งซึ่งเป็นจํานวนมหาศาลพอสมควรที่ผู้ใช้อํานาจรัฐ ในทุกรัฐบาลใช้ดุลยพินิจในการใช้งบประมาณเหล่านั้น ซึ่งเราเองก็จะทราบว่าในหลาย ๆ ครั้ง ก็มีการเล่นแร่แปรธาตุไปในทางที่ไม่ชอบเราคงจะทราบกันดีนะครับ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้กําหนดไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจน แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านมีความห่วงใยว่า กําหนดไว้เข้มมากจนยากที่จะปฏิบัติได้ เรื่องนี้ก็คงฝากท่านประธานไปถึง กรธ. ว่าน่าจะ พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องการเมือง การเมืองเป็นเรื่องใหญ่นะครับ มีหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายในเรื่องหลักการแล้วว่าการเมืองเป็นเรื่องของการสรรหาบุคคล และคณะบุคคลมาบริหารประเทศเป็นตัวแทนของประชาชน และใช้อํานาจรัฐโดยเฉพาะ มาจัดสรรทรัพยากรและบริหารบุคคลของรัฐให้เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล เราคงจะทราบดี ว่านักการเมืองที่ไม่ดีก็จะมาจ้องอยู่ที่ ๒ อันนี้ ก็คือเรื่องงบประมาณ กับเรื่องการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูง เพราะฉะนั้นหลักการงบประมาณก็ถือว่าเป็นหลักการสําคัญที่ท่านได้ แก้ไปแล้ว แต่อีกหลักหนึ่งซึ่งยังเขียนไว้ไม่ค่อยชัดเจนก็คือหลักประกันในความก้าวหน้าของ ข้าราชการ หลักประกันในการพิจารณาความชอบของข้าราชการที่จะไม่ให้ถูกแทรกแซง และก้าวก่ายตัวนี้สําคัญมาก ซึ่งท่านไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒ ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งผมว่าค่อนข้างจะไม่หนักแน่น ไม่เข้มแข็ง ควรจะปรับย้ายมาอยู่ที่หมวดว่าด้วย หน้าที่ของรัฐ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทําให้ข้าราชการมีความมั่นใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ ไม่หวั่นไหวต่อการแทรกแซง ตัวนี้เป็นหลักประกันนะครับ หลาย ๆ ท่านอภิปรายว่าทําไม มีข้าราชการผู้ใหญ่ มีนายตํารวจผู้ใหญ่ไปเดินตามนักการเมือง ถ้าเผื่อท่านไม่อยากจะเห็น ภาพเหล่านี้ ทําเถอะครับ ให้ความเข้มแข็ง ให้หลักประกันกับข้าราชการ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ได้มีกําหนดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหลาย ๆ ประเด็น แน่นอนครับ ทุกท่าน คงจะทราบวัตถุประสงค์ดีว่าต้องการได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพเข้ามาบริหารบ้านเมืองจึงได้ มีหลักการที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาสู่เวทีทางการเมือง มีบทลงโทษในเรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองที่รุนแรง มีการพยายามที่จะให้นับคะแนน ส.ส. ของทุกคะแนนมีความเป็นธรรม ซึ่งก็จะมีส่วนหนึ่ง ไปกระทบกับที่มาของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ รวมทั้งวิธีการได้มาของ ส.ว. ตามกลุ่มอาชีพ รวมทั้ง กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจหน้าที่ที่สูง ซึ่งก็มีหลาย ๆ ท่านอภิปรายไปแล้วว่าเป็น ดาบสองคม แต่แท้จริงแล้วถ้าเผื่อท่านให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่าผู้มาเป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นกลาง เป็นผู้ใหญ่ มีความเชื่อถือ ผมเชื่อว่าท่านให้อํานาจไปเถอะ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเห็นที่มาและการสรรหาให้ขยายวงไปมากกว่านี้นะครับ โดยส่วนตัวผมค่อนข้างจะชื่นชมวงการตุลาการโดยเฉพาะอดีตประธานศาลฎีกาหลาย ๆ ท่าน ที่มีอายุระหว่าง ๖๕ ปี ไม่เกิน ๗๕ ปี เป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือยึดหลักในความเที่ยงตรง ซึ่งบุคคลนี้ก็ไม่มีชื่ออยู่ในส่วนที่จะได้ถูกรับการจัดสรร ผมเพียงแต่ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ผมถึงอยากจะฝากท่านประธานไปถึงคณะกรรมการ กรธ. ว่าได้เปิดกว้างในการรับพิจารณา ในสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญของเราดี ประชาชนมีความมั่นใจในร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
ต่อไปสิ่งที่ผมจะอภิปรายก็คงจะเป็นการเรียงรายมาตรานะครับ ก็มีอยู่ ประมาณ ๔-๕ มาตรา มาตราแรกที่ผมให้ความสนใจมากที่สุดก็คือมาตรา ๕๒ ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดหรือดําเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของ ประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ผมอยากจะขอความกรุณาได้เพิ่ม เรื่องแหล่งน้ําชุมชนเข้าไป ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าจะโทษใคร ส่วนใหญ่ก็โทษดินฟ้าอากาศ โทษภัยแล้ง ถ้าท่านทั้งหลายลงไปดูข้อมูลก็คงจะเห็นว่ามีชุมชนใน ๑๕ อําเภอที่แล้งติดต่อกันมาเกิน ๕ ปี เป็นไปได้อย่างไร ไม่ควรจะเป็นไปนะครับ และมีอีกกว่า ๔,๐๐๐ กว่าชุมชนในชนบท ที่ยังไม่มีน้ําประปา เป็นความเหลื่อมล้ําสุด ๆ ที่ผมอภิปรายมา เพราะฉะนั้นผมถึงอยากให้ บัญญัติเพิ่มถ้อยคําว่า รัฐต้องจัดให้มีแหล่งน้ํา สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีพ ของประชาชนอย่างพอเพียงและทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันนี้สําคัญ เรื่องว่าตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ้าเผื่อเราไปตามดูเรื่องการแก้ปัญหาแหล่งน้ํา ในชุมชน เราไม่มีความยั่งยืนเลยครับ สามารถสํารวจตรวจสอบได้เป็นที่รู้กัน เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่เราจะต้องบัญญัติไว้ให้ชัดเจน และเป็นหน้าที่ประชาชนในชุมชนสามารถที่จะ ฟ้องร้องรัฐได้
อีกประเด็นหนึ่งก็คือการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องที่สําคัญสุด ๆ ปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่ากลไกและมาตรการของรัฐยังไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อกรกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพสินค้า ราคาของสินค้า เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแทบทุกวงการ สิ่งที่ขาดก็คือขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่เป็นผู้บริโภค แต่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๕๗ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐค่อนข้างจะแผ่ว ๆ ผมก็อยากจะปรับถ้อยคําให้มี ความเข้มแข็งเป็นว่า รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันอย่างแข็งแรง มีธรรมาภิบาล เข้าร่วมกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐปกป้องสิทธิของตนเองนะครับ
อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๔๙ ซึ่งผมก็ได้เอ่ยไปบ้างแล้วนะครับ ผมอยากจะ ปรับถ้อยคําให้มีความชัดเจนเพื่อลดปัญหาในการตีความ ซึ่งมีหลักอยู่ว่ารัฐต้องมีหน้าที่ ส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจ มิใช่ว่ารัฐ จะออกกฎหมายอย่างเดียวแล้วก็บังคับใช้อย่างเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เราจะทําอย่างนั้น ๒. รัฐต้องดูแลให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ในนี้บอกว่าให้ประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมาย ผมก็ว่าทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั้งคู่ครับ ๓. รัฐต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษากฎหมาย ข้อสังเกตนะครับ ผมใช้คําว่า ประชาชนมีหน้าที่ในการรักษากฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่บังคับใช้กฎหมายนะครับ ก็คือให้เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการดูแลว่าใครฝ่าฝืน ใครผิดกฎหมายจะได้ร่วมรายงาน ให้กับเจ้าหน้าที่ มาตรา ๔๙ จึงขอปรับถ้อยคําคําว่า รัฐต้องดูแลส่งเสริมให้ประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมาย และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นธรรม รวมทั้ง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษากฎหมาย อันนี้จะชัดขึ้น
ส่วนอีกมาตราหนึ่งผมก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้วก็คือมาตรา ๗๒ ซึ่งอยู่ในหมวด ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งก็ควรจะย้ายมาอยู่ในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวกับ หลักประกันในการแต่งตั้งข้าราชการ พิจารณาความดีความชอบของข้าราชการ ซึ่งเป็นหน้าที่ ของรัฐต้องให้ข้าราชการประจําที่ดี ๆ มีคุณภาพ มีหลักประกันที่มั่นคงในการที่จะประกอบอาชีพ
อีกบทบัญญัติอันหนึ่งก็เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งผมได้อภิปราย บ้างแล้ว เป็นบทที่ผมชื่นชมนะครับว่าที่บัญญัติไว้แล้วปัจจุบันนี้พวกเราคงจะทราบกันดีว่า เรามีการเรียกร้องสิทธิ ถูกต้องครับ ต้องเรียกร้องสิทธิ สิทธิที่พึงมีพึงได้ต้องเรียกร้อง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้หน้าที่ของตนเอง ที่กําหนดไว้ ๑๐ ประการค่อนข้างจะครบถ้วน แต่สิ่งที่ผมห่วงใยก็คือว่าเราจะปลูกฝังจิตวิญญาณหน้าที่ของปวงชนชาวไทย คนไทยทุกคน ในประเทศไทยได้อย่างไร มิใช่เขียนไว้ลอย ๆ ผมถึงอยากจะเพิ่มเติมในท้ายมาตรา ๔๗ นี้ว่า รัฐต้องส่งเสริมรณรงค์ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าทําหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ ต้องรณรงค์ครับ ในเรื่องรักชาติ ในเรื่องการเสียภาษี ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องรณรงค์ ไม่ใช่บัญญัติไว้ลอย ๆ นะครับ
สุดท้ายผมก็ใคร่ขอขอบคุณท่านประธาน กรธ. ที่ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเวลาอันสั้น ผมรู้ว่าท่านทุ่มเท ท่านทํางานหนัก ท่านมีความสําคัญมาก ท่านเปรียบเสมือนหมอหรือคณะแพทย์ที่ทําการคลอดรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ค่อนข้างจะยาก เพราะท่านต้องรับฟัง แต่ก็ดีใจที่ท่านประธานก็ดี ท่าน กรธ. ก็ดี เปิดใจรับฟัง ท่านก็พูด ในวันนั้นว่าท่านพร้อมจะเปิดใจรับฟัง พร้อมจะปรับ พร้อมจะแก้ไขหากข้อเสนอที่ดีกว่า ผมก็ขอขอบคุณ และขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม นะคะ อดีตประธานสหภาพ แรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ต้องขออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น เราต้องยอมรับว่า ขณะนี้สังคมกําลังให้ความสนใจในการติดตามเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ เราได้มีโอกาส ฟังการอภิปรายในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ซึ่งสมาชิก สปท. ก็แสดงความชื่นชมยินดี กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงบ้าง ซึ่งมีการให้คะแนนถึงขนาดว่า ๗๕ คะแนน แต่ในเมื่อผมเองนั้นก็มีโอกาสได้รับฟังเสียงจากภายนอกซึ่งมาจากเสียง ของภาคประชาชนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เราต้องยอมรับว่านี่คือสังคม ประชาธิปไตย เพราะว่าในหลายส่วนถึงแม้ว่าจะมีส่วนที่ดี แต่ต้องยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในความสนใจที่พี่น้องประชาชนนั้นจะได้มีโอกาสในการเรียนรู้กับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะทั้งในสภาและนอกสภานั้น ด้วยเหตุและผลจะเป็นประโยชน์ต่อการที่ได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีและเป็นที่ยอมรับของ ประชาชน รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก การต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาชนโดยเฉพาะในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาและเป็นการต่อยอดมาโดยลําดับ ผมอยากจะเรียนว่านั่นคือมาจาก การเรียกร้องและการต่อสู้ขับเคลื่อนของภาคประชาชนมาด้วยความยากลําบาก ซึ่งในหมวด สิทธิและเสรีภาพนั้นก็เปรียบเหมือนการติดอาวุธทางปัญญาที่เขาเองจะได้เรียกร้อง สู่ความเป็นธรรมและการถ่วงดุลอํานาจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการยกร่างนี้สมควร ที่ผมเองจะขออนุญาตนําเสนอในการที่จะทบทวนแก้ไขและปรับปรุงเพื่อที่จะให้ได้รับ การยอมรับในส่วนที่คะแนนขาดหายไปให้มากที่สุด
ในหมวด ๓ เรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่ต้องขอเอ่ยนาม สปท. ทั้ง ๒ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ ที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนามเพราะนั่นคือเสียงสะท้อนจากองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้ฝากมา ประเด็นที่ผมจะขออภิปรายในหมวด ๓ เรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่ร่างได้หยิบยกในมาตรา ๔๒ วรรคแรกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวเป็น สมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ในส่วนของสิทธิและเสรีภาพได้เขียนไว้ทั้ง ๒ ฉบับว่าบุคคลนั้นย่อมมีเสรีภาพ ในการรวมตัวเป็นสมาคม เป็นสหภาพ เป็นสมาพันธ์ เป็นสหกรณ์ เป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นองค์กรเอกชน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน และหมู่อื่น ๆ ในเรื่องนี้ก็มีการตีความ ในเรื่องของคําว่า องค์กร นั่นคือเป็นเฉพาะนิติบุคคลเท่านั้น แต่เราต้องยอมรับว่าการรวมตัว ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะเกิดการรวมตัวได้ ดังนั้นจึงขอเสนอ ให้มีการเพิ่มเติม ปรับปรุงในส่วนของคําว่า สหพันธ์ สมาพันธ์ กลุ่มเกษตรกร หรือองค์กร เอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน และในส่วนที่ขาดหายไปในร่างฉบับนี้ก็คือการกําหนดให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกัน แต่ต้องไม่กระทบ ต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมคิดว่านี่คือส่วนสําคัญที่ร่างรัฐธรรมนูญ ได้เขียนไว้ว่าข้าราชการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเกิดการรวมตัวภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิในการที่จะปกป้อง ในมาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ มาตรานี้ในวรรคสองก็ได้พูดถึงเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจแห่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เขียนในเรื่องของกรณีที่มีการชุมนุมในที่สาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกสบาย แก่ประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งการร่างฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ได้ระบุไว้ว่าเฉพาะในการชุมนุมที่สาธารณะและเพียงเท่าที่จําเป็น ผมคิดว่าสมควรที่จะต้อง เพิ่มข้อความนี้
ประเด็นที่ ๓ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งในมาตรา ๕๗ กําหนดว่า รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องสิทธิตน ซึ่งในเรื่องนี้ผมเห็นว่าข้อความนั้น ค่อนข้างที่จะหลวมและไม่ชัดเจน มีโอกาสได้รับฟังคําชี้แจงจากท่านประธาน กรธ. ต้องขอด้วยความเคารพที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะว่าท่านเห็นสมควรว่าจะต้องมี การจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้นข้อเสนอในการทําหน้าที่ของรัฐในหมวด ๕ นั้น สมควรที่จะมาอยู่ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ถ้าจะเป็นไปได้ฉบับยกร่างของ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั้นเป็นข้อความที่ครบถ้วน ผมคิดว่าเหมาะสมในมาตรานี้
และเรื่องสุดท้าย ในเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๑ รัฐพึงจัดระบบ เศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมกัน อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ของประชาชนและประเทศ รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษา ผลประโยชน์ของส่วนรวม จัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดว่ารัฐนั้นควรที่จะจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อันจําเป็นต่อการดํารงชีพของประชาชน ต้องมิให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานนั้น อยู่ในความผูกขาดของเอกชน หรือแม้กระทั่งฉบับ สปท. ก็กําหนดไว้ว่ารัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะและเท่าเทียม นี่คือสิ่งที่อาจจะเกี่ยวข้องในกิจการของรัฐซึ่งมีความสําคัญ เพราะถือว่ากิจการของรัฐนั้น เป็นเรื่องทุนของรัฐและผลประโยชน์ของชาติที่จะก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น ผมขอเสนอว่าการดําเนินการใด ๆ ที่เป็นเหตุให้โครงสร้างและโครงข่ายขั้นพื้นฐานของ กิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจําเป็นต่อการดํารงชีพของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทําให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า ร้อยละ ๕๑ จะกระทํามิได้ นี่คือการบัญญัติไว้ในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และในฉบับ สปท. กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้นําไป ประกอบการพิจารณาเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับและผ่านประชามติไปได้ เพื่อประโยชน์ความผาสุกของประเทศชาติและประชาชนตลอดไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ ท่านยังคงยืนยันที่จะอภิปราย ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านผู้แทนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ กระผมขออนุญาตใช้เวลาไม่นานนักในการที่จะขออนุญาตอภิปรายเพื่อนําเสนอ ข้อคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งสิ่งที่ผมจะได้ พูดต่อไปนี้เป็นข้อคิดเห็นบางส่วนที่ในกลุ่มเครือข่ายของคนพิการ โดยสภาคนพิการ ทุกประเภทแห่งประเทศไทยเราได้มีการหารือร่วมกันแล้วก็จัดทําเป็นข้อเสนอต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดก็จะได้มีการนําเสนอต่อท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนว่าผมมีความเชื่อว่า พวกเราคนไทยทุกคนมีความประสงค์ดีแล้วก็ปรารถนาดีต่อประเทศ เราอยากจะอยู่ร่วม ในสังคมอย่างมีความสุข อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อม ๆ กัน เพราะว่าที่ผ่านมาก็เป็น ข้อเท็จจริงที่พวกเราเห็นในเชิงประจักษ์กันอยู่ว่าถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมยังประสบความทุกข์ ความยากจนหรือปัญหา ที่สุดแล้วประเทศชาติของเราก็ไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะฉะนั้นต้นตอของปัญหาที่ทางรัฐบาลและก็พวกเราก็คงทราบกันดี อันหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ําหรือความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น ความสําคัญของรัฐธรรมนูญก็คือการเป็นหลักประกัน การเป็นแม่บทสําคัญในการที่จะยืนยันว่า สังคมไทยของเราเป็นสังคมที่ส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาค ส่งเสริมให้เกิดการกระจาย โอกาส แล้วก็ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรม การกระจายความเป็นธรรมสู่สมาชิกทุกคน ในสังคม ผมคิดง่าย ๆ ครับว่าถ้าการพัฒนาต่อไปข้างหน้าทําให้คนจนที่เป็นคนจน อยู่ในปัจจุบันกลายเป็นคนชั้นกลาง ทําให้คนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่กลายเป็นคนจนอีก ถ้าเราทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ลดคนจน และคนที่พัฒนาต่อมาไม่กลายเป็นคนจน คนด้อยโอกาส ปัญหาพื้นฐานของบ้านเราก็คง จะค่อย ๆ คลี่คลายลงไป แล้วก็ทําให้สังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุขของเราก็คงจะมั่นคงแล้วก็ยั่งยืน ในประเด็นที่ผมจะขออนุญาตอภิปรายลงไป ในเนื้อหาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนี้นะครับ จะมีอยู่ ๓ หมวด ใน ๓ มาตรา ซึ่งจะเป็นเสมือน กลไกของการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา การลดช่องว่างต่าง ๆ ผมจะอภิปรายในหมวดที่ว่าด้วย เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ แล้วก็หมวดที่ว่าด้วย แนวนโยบายแห่งรัฐ และขออนุญาตย้ําอีกครั้งว่านี่เป็นบางส่วนจากข้อคิดเห็นทั้งหมดของ กลุ่มเครือข่ายคนพิการ
ส่วนที่ ๑ ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มีท่านสมาชิกได้ อภิปรายในหลายมาตรา ผมจะขออนุญาตหยิบยกมาตรา ๒๗ ที่ว่าด้วยการห้ามเลือกปฏิบัติ ต่อบุคคลมาอภิปราย ผมเรียนว่าถ้าย้อนไปเมื่อปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้นะครับ สมัยนั้นผมเองก็ได้มานําเสนอข้อคิดเห็นอยู่หน้ารัฐสภา พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้าน คือมาไฮด์ปาร์ค (Hyde park) มาประท้วง เพื่อที่จะสะท้อนความคิด ความต้องการของคนพิการว่าเราต้องการความเสมอภาค หรือการที่ไม่ต้องการถูกเลือกปฏิบัติจาก คนในสังคม ซึ่งที่ท่านประธานมีชัยได้มาชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่านก็ได้เอ่ยถึงท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้ผ่านข้อคิดเห็นทางสื่อโซเชียลมีเดีย (Social media) นะครับ ก็ได้เติมคําว่า ความพิการไป แต่ผมอยากจะเรียนว่าในมาตรา ๒๗ แต่เดิมอยู่ในมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งอันนั้นได้กล่าวถึงบุคคลหลาย ๆ กลุ่ม ทั้งคนที่มีความแตกต่างทางความพิการทางสภาพ ทางกาย ทางความเชื่อ ทางเศรษฐกิจ ทางถิ่นกําเนิด ที่อยู่อาศัย อีกหลาย ๆ อย่าง ผมคิดว่า เราไม่ควรจะไปตัดเขาออก เราจะทําอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนไม่ลดลง เพราะนั่นคือคนส่วนใหญ่ของสังคม ถ้าทําให้กฎตามหลักนิติรัฐ มาจอริตีรูล (Majority rule) หรือว่ากฎของคนส่วนใหญ่เป็นของคนส่วนใหญ่จริง ผมก็เชื่อมั่นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านไปได้โดยราบรื่นนะครับ ข้อเสนอผมคิดว่าในส่วนของมาตรา ๒๗ ซึ่งเป็นจุดสําคัญของการลดความเหลื่อมล้ําหรือความเท่าเทียมควรจะพิจารณาถึงข้อเสนอ จากรัฐธรรมนูญในอดีตในปี ๒๕๕๐ หรือว่าฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์
อันที่ ๒ ในส่วนของหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ จริง ๆ ในสังคมก็ไม่มีอะไรครับ ก็มีคนกับสิ่งแวดล้อม เมื่อสักครู่ผมพูดถึงคนว่าจะทําอย่างไรให้เขามีหลักประกัน ความเท่าเทียม เสมอภาค สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะพูดถึงสิ่งแวดล้อม ในหน้าที่ของรัฐนี้นะครับ ซึ่งแต่เดิมมาตราที่ผมกําลังจะพูดถึงคือมาตรา ๕๒ จะอยู่ในมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เช่นเดิมครับ ในครั้งนั้นผมเองกับเพื่อน ๆ อีกจํานวนหลายร้อยคน ก็มาชุมนุมกันอยู่ที่หน้ารัฐสภาเพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับการจัดสิ่งอํานวย ความสะดวก หรือบริการอันเป็นสาธารณะที่มีหลักประกันว่าประชาชนทุกกลุ่มจะสามารถ เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ในสมัยนั้นประเทศไทยเรายังไม่อยู่ในยุคที่เรียกว่าสังคมผู้สูงวัย ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครเห็นประโยชน์หรอกครับว่าสิ่งที่คนพิการเรียกร้องนี้จะเกิดประโยชน์โพดผล ต่อคนในสังคมอย่างไร แต่วันนี้ผมเข้าใจว่าประเด็นเรื่องที่คุณกฤษณะ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ที่เป็นพิธีกร รายการโทรทัศน์พูดถึงอารยสถาปัตย์นี่นะครับ หรือว่าที่พวกผมพูดคําว่ายูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal design) หรือการออกแบบที่เป็นธรรม สังคมเริ่มรับรู้นะครับว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ของคนพิการ แต่เป็นเรื่องที่เห็นชัดคือกลุ่มผู้สูงวัย จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของคนทุกคน เพราะฉะนั้นผมอยากที่จะให้พิจารณามาตรา ๕๒ อย่างถี่ถ้วนว่าจัดสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานเป็นคําที่ต้องตีความอีกเยอะเลยครับ และตีความแล้วก็อาจจะไม่ได้ครอบคลุม ประชาชนทุกกลุ่มตามเจตนารมณ์ที่ทําให้บริการสาธารณะเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทย ใช้ประโยชน์ได้ ไม่ทําให้คนไทยที่มีความยากจนต้องมีต้นทุนชีวิตสูงขึ้นจากสภาพแวดล้อม ที่เป็นอุปสรรค ถ้าวันนี้เรามีการจัดสิ่งอํานวยความสะดวกที่ดีคนพิการที่นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) เขาไม่ต้องนั่งแท็กซี่ไปทํางานหรอกครับ รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าแท็กซี่ ๑๒,๐๐๐ บาทอย่างนี้ไม่คุ้มหรอก เขาก็สามารถที่จะใช้บริการสาธารณะเดินทาง ไปทํางานในที่ต่าง ๆ ได้ อันนี้คือในส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๑ ขออนุญาตนะครับ ก็คือเป็นเรื่องคน คือมาตรา ๒๗ ส่วนที่ ๒ คือเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมก็คือในมาตรา ๕๒
และส่วนที่ ๓ อยู่ในมาตรา ๖๘ ของหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ไฮไลท์ (Highlight) สําคัญ ประเด็นสําคัญจะไปอยู่ตรงที่ว่ารัฐพึงให้ความช่วยเหลือ ซึ่งอันนี้เป็นคําที่เราก็ยอมรับได้ แต่ผมคิดว่าคํานี้ถอยหลังไปหลายสิบปี เราไม่รังเกียจ ความช่วยเหลือครับ แต่วันนี้สังคมไทยเราก้าวมาสู่ยุคที่เรียกว่าการส่งเสริมสิทธิ ส่งเสริมความเสมอภาค การส่งเสริมและสนับสนุนหรือเสริมพลังทําให้คนคนนั้นเขาสามารถ ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองได้ คําว่าการให้ความช่วยเหลืออาจจะทําให้เกิดความเข้าใจ ลักษณะเหมือนการสงเคราะห์หรือช่วยเพื่อที่จะทําให้เขาแค่อยู่ได้ แต่ว่าวันนี้แนวคิด ในการพัฒนาคนมันไกลกว่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสภาพไหน จะพิการหรือไม่พิการ หรือจะอยู่ในความสูงวัยหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกคนสามารถที่จะได้รับโอกาส หรือมีโอกาสได้รับ การเสริมพลัง หรือการส่งเสริมให้สามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้ ผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ ซึ่งจะเป็น หลักการสําคัญในการจัดทํานโยบายของรัฐบาลต่อ ๆ ไปว่าจุดยืนจะผ่านกรอบแนวคิด ตามมาตรา ๖๘ ถ้ายังคงไว้แต่ความช่วยเหลือโอกาสของคนที่เขายังสามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างผมเองนี่นะครับ ผมก็แค่ตาบอดครับ แต่อย่างอื่นผมยังใช้ได้ดี หลาย ๆ คนก็เป็นอย่างนั้น ความพิการเป็นแค่บางส่วนของชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า นอกจากช่วยเหลือ ท่านจะส่งเสริม สนับสนุน เสริมพลังอย่างไร ก็ช่วยทําให้เขายืนหยัด หรือว่าพึ่งพาตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่ประชาชนทุกคนรวมถึงคนพิการปรารถนาจากการทํางาน ของรัฐผ่านการทํางานภายใต้รัฐธรรมนูญนะครับ
และท้ายสุดนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญว่าฝากท่านเป็นข้อสังเกตไปยังผู้ที่จะทําหน้าที่ในการผลิตสื่อสารทั้งหลายว่า ในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เรื่องร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการลงประชามติ ช่วยกรุณา นึกถึงคนที่มีความแตกต่างที่ไม่สามารถอ่านกระดาษหรือว่าอ่านข้อมูลอย่างคนทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นอักษรเบรลล์ (Braille) อักษรตัวใหญ่หรือไฟอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่สามารถจะ เข้าถึงได้ ขอให้ท่านได้กรุณานึกถึงบุคคลกลุ่มนี้ด้วยว่าเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่อยากจะ มีส่วนและรับรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วก็ไปลงประชามติในเจตจํานง ที่ต้องการเห็นประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านต่อพงศ์ เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมก็ได้อภิปรายแสดงความเห็นและให้ข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านสมาชิกคะ เรายังมีอีก ๒ คณะกรรมาธิการจากนี้ ซึ่งดิฉันคาดคํานวณเวลาแล้วเราจะใช้เวลา ประมาณ ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที หลังจากนั้นคงประมาณ ๑๘.๐๐ นาฬิกา เราก็จะมีการโหวต (Vote) กัน
ต่อไปเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ท่านประธานกรรมาธิการได้มอบหมายให้ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ เป็นผู้อภิปรายแทนในเวลา ๒๐ นาทีของท่านประธาน ส่วนผู้อภิปรายในฐานะสมาชิกก็มีเพียง ๒ ท่าน คือท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน และท่านบวรเวท รุ่งรุจี ซึ่งจะใช้เวลาท่านละ ๓๐ นาที ในชั้นนี้ขอเรียนเชิญท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิก สปท. ที่เคารพรักทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิก สปท. และกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม คณะกรรมาธิการของผม คงจะพูดไม่ถึง ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที วันนี้จะได้กลับบ้านเร็วนะครับ กระผมได้รับมอบหมาย จากท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ให้มาเรียนชี้แจง เรื่องร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความสําคัญกับด้านกีฬา โดยบรรจุเรื่องการกีฬาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกตั้งแต่มีมา ๑๙ ฉบับ แล้วก็จํานวน ๘๔ ปีที่บรรจุคําว่า การกีฬา ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นฉบับแรก โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ วรรคแรก ที่ได้ระบุไว้ว่า รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สําคัญของสังคม รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน คณะกรรมาธิการได้ศึกษาวิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องการกีฬาไว้ในมาตรา ๖๘ ของร่างรัฐธรรมนูญนั้น นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่าการกีฬาเป็นกลไกสําคัญประการหนึ่งในการสร้าง ความเข้มแข็งของครอบครัวที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สําคัญของสังคม จึงกล่าวได้ว่า การกีฬาถือเป็นส่วนสําคัญในกิจกรรมทางสังคมที่จะพัฒนาสุขภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งความสํานึกที่ดีของประชาชน ทั้งนี้เพราะการกีฬาได้ชื่อว่าเป็นรากฐานสําคัญของ การดําเนินชีวิต และมีส่วนสําคัญต่อชีวิตของมวลมนุษยชาติเป็นอย่างมาก โดยมี ความเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยว่า คําว่า การกีฬา มีความหมายแค่ไหน เพียงไร กระผมขออนุญาตนําความหมายของคําว่า การกีฬา มาเรียนชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบนะครับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี ๒๕๕๔ กําหนดความหมายของคําว่า กีฬา ไว้อย่างชัดเจนว่า กีฬา หมายถึง กิจกรรม หรือการเล่นที่มีกฎกติกากําหนด เพื่อความสนุกเพลิดเพลินผ่อนคลายความเครียด หรือเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และอาจใช้เป็นการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ มียกตัวอย่างด้วยนะครับ มีฟุตบอล ว่ายน้ํา หมากรุก ปีนเขา แล้วก็ล่าสัตว์ เป็นต้นนะครับ ส่วนคําว่า การกีฬา เพิ่มคําว่า การ ไปอยู่ข้างหน้าคําว่า กีฬา หมายถึง การกระทํา หรือการดําเนินการใดที่เกี่ยวกับกีฬา ดังนั้นการกีฬาจึงประกอบไปด้วยกิจกรรมที่มี ความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาเพื่อความเพลิดเพลิน การเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ เพื่อการแข่งขันในระดับสมัครเล่น หรือเป็นการเล่นเพื่ออาชีพ และอาจรวมถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา กล่าวคือการกีฬาจะต้องประกอบไปด้วย ๑. กีฬาขั้นพื้นฐาน เป็นการออกกําลังกาย หรือการเล่นกีฬาที่ใช้ความรู้หรือทักษะกีฬาตั้งแต่ในวัยเรียนเพื่อการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยจะก่อให้เกิดคุณธรรมจริยธรรม ระเบียบวินัย และความมีน้ําใจนักกีฬา ๒. กีฬาเพื่อมวลชน เป็นการออกกําลังกายหรือการเล่นกีฬา ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของประชาชนในชีวิตประจําวัน หรือในการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ๓. กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ เป็นกีฬาที่มุ่ง ทําการแข่งขันตั้งแต่ระดับนักเรียน เยาวชน นิสิตนักศึกษา ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ทั้งที่มุ่งประสงค์ต่อชัยชนะเหนือคู่แข่งขันหรือเพื่อผลตอบแทน ๔. กีฬาเพื่อการอาชีพ เป็นกีฬาที่นักกีฬาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสามารถใช้ประกอบกิจกรรมเพื่อหารายได้ ในการดํารงชีวิตหรือเป็นอาชีพหลัก ๕. นันทนาการ เป็นกิจกรรมที่ประชาชนสามารถ กระทําตามความสมัครใจในยามว่างเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ความตึงเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ ๖. การพัฒนาบุคลากรการกีฬาเป็นกระบวนการ ให้ความรู้เพื่อสร้างและพัฒนานักกีฬาและบุคลากรการกีฬา ประกอบด้วย บุคคลที่ทําหน้าที่ ครูหรือผู้สอนกีฬา ผู้ตัดสินกีฬา นักวิทยาศาสตร์กีฬา ผู้บริหารการกีฬา รวมถึงการพัฒนา องค์ความรู้ทางการกีฬาในมิติต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานเชิงวิชาการที่ยอมรับ ในมาตรฐานสากล ๗. วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นกระบวนการในการส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาศักยภาพและความสามารถของนักกีฬาและพัฒนาสุขภาพของประชาชน ๘. การบริหารจัดการด้านการกีฬา เป็นการจัดการและดําเนินงานของบุคคล หรือหน่วยงาน ของรัฐ หรือเอกชน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สุดท้าย อุตสาหกรรมการกีฬา เป็นกระบวนการในการผลิต การให้บริการการจัดการที่เกี่ยวกับกิจกรรมของการกีฬา เพื่อสร้างประโยชน์และสร้างผลตอบแทนในเชิงธุรกิจ ตลอดจนการประกอบการต่าง ๆ ในเชิงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาทั้งทางตรงและทางอ้อม
สรุปแล้วคําว่า การกีฬา หมายถึงคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา และการออกกําลังกาย ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา โค้ช (Coach) บุคลากรทางการกีฬา และการออกกําลังกาย ตลอดจนองค์กรทางการกีฬาและการออกกําลังกาย สถาบันการศึกษา ไปจนถึงกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาและการออกกําลังกาย จึงกล่าวได้ว่า บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคแรก มีเจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และแนวทางการปฏิรูปการกีฬาของชาติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม และมีเสถียรภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน โดยรัฐจะต้อง ดําเนินการเกี่ยวกับการกีฬาที่ได้รับการบรรจุไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐให้ครอบคลุม ในเรื่องดังต่อไปนี้
เรื่องที่ ๑ ให้มีนโยบายและระบบการบริหารจัดการด้านการกีฬาเพื่อพัฒนา สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน และเพื่อพัฒนาการกีฬาอย่างเป็นระบบ ทันสมัย มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
เรื่องที่ ๒ จัดให้มีโครงสร้างหน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อบริหารจัดการ ด้านการกีฬาโดยเฉพาะ จัดตั้งมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านการกีฬาในระดับชาติ จัดตั้งหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬา แห่งชาติเพื่อกําหนดนโยบายและกํากับดูแลด้านการกีฬา
เรื่องที่ ๓ จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอํานวยความสะดวกด้านการกีฬา และจัดสรรงบประมาณเพื่อการดําเนินการทางการกีฬาอย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรม
เรื่องที่ ๔ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และดําเนินการด้านการกีฬาแก่ประชาชนในพื้นที่ให้บริการ
เรื่องที่ ๕ จัดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการกีฬา พัฒนาบุคลากรทางการกีฬาให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและทักษะ รวมทั้งบูรณาการ การจัดการศึกษาอบรมด้านการกีฬา ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ ประชาชนมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการกีฬาอย่างถูกต้อง
เรื่องที่ ๖ จัดให้มีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนและภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมการกีฬา มาตรการจูงใจที่เหมาะสม มาตรการทางภาษีให้แก่ผู้สนับสนุนด้านการกีฬา มาตรการส่งเสริมธุรกิจการกีฬา และอุตสาหกรรมกีฬา รวมทั้งการจัดสวัสดิการแก่นักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา
เรื่องที่ ๗ ให้มีการปลูกฝังค่านิยม เจตคติ วัฒนธรรมและจริยธรรม ด้านการกีฬา กระตุ้นให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการกีฬา และสร้างหอเกียรติยศด้านการกีฬา
สุดท้าย จัดให้มีการตรากฎหมายที่จําเป็นและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่าง ๆ ก็ได้ให้ความสําคัญกับ นโยบายด้านการกีฬาของชาติ โดยเห็นพ้องต้องกันในความสําคัญของการกีฬา และเน้นย้ําว่า การกีฬาเป็นเครื่องมือสําคัญในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของแต่ละประเทศ ซึ่งจากการให้ความสําคัญกับการกีฬานี้เอง ประเทศเหล่านั้นรวมทั้งประเทศไทยจะได้รับ ประโยชน์จากการกีฬาในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ประการแรก การกีฬาเป็นเครื่องมือสําคัญและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ความสามัคคี และความมั่นคงทางสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ และก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ การกีฬาจึงมีความสําคัญต่อการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม สร้างความเข้มแข็งของการมีส่วนร่วมของชุมชน สร้างจิตสํานึกในการดํารงชีวิตที่กอปร ไปด้วยคุณธรรม วินัย และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ สํานึกในการเคารพสิทธิของตนเอง และผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานที่ดีและจําเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคม ซึ่งผลลัพธ์ประการนี้ เป็นสิ่งที่มีความสําคัญสูงสุดในการปฏิรูปประเทศ
ประการที่ ๒ เมื่อประชาชนได้รับการพัฒนาผ่านกระบวนการกีฬา อย่างครบถ้วนแล้ว สิ่งสําคัญที่คาดหวังประการหนึ่งคือ ปัญหาทางสังคมอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ จะลดลง เช่นปัญหาครอบครัว ยาเสพติด ความรุนแรงของคนในสังคม เป็นต้น ทั้งนี้ ด้วยทักษะและลักษณะนิสัยอันเป็นสิ่งที่บ่มเพาะจากการร่วมกิจกรรมกีฬา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความมีวินัย การเคารพกฎเกณฑ์ ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น การทํางานเป็นทีม (Team) และจิตสํานึกที่ดีต่าง ๆ ก็จะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงและความผาสุกของสังคม โดยรวม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือผลประการหนึ่งที่จะได้จากการพัฒนาการกีฬา นอกจากนี้ ความเป็นเลิศด้านการกีฬาในระดับนานาชาติยังเป็นสิ่งสําคัญที่แสดงออกถึงความเข้มแข็ง ของประเทศ และยังเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความภูมิใจร่วมกันของคนในชาติอันส่งผลโดยตรง ต่อความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติด้วย
ประการที่ ๓ เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนแล้วว่าอุตสาหกรรมและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาเป็นอย่างดีแล้ว สามารถเติบโต และขยายต่อยอดไปเป็นกิจกรรมในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างรายได้ ทั้งที่เป็นรายได้โดยตรงของนักกีฬาจากการแข่งขัน และรายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ของผู้ประกอบการหลาย ๆ ฝ่าย อันเกิดจากการแข่งขันกีฬาที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการกีฬาในหลายประเทศเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล เป็นภาคส่วนที่สําคัญที่สามารถสร้างรายได้และกระตุ้นการบริโภคเพื่อสร้างการเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาการกีฬายังมีส่วนช่วยรัฐ ประหยัดงบประมาณการดูแลสุขภาพของประชาชน ลดงบประมาณรายจ่ายในด้าน การสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันงบประมาณภาครัฐที่ใช้จ่ายไปในกิจการดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูง ดังนั้นผลของการพัฒนาการกีฬาในมิตินี้ย่อมมีต่อการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ของประเทศในภาพรวมได้ ดังที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าคณะกรรมาธิการมีความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาการกีฬา ของประเทศนั้นเป็นหนทางสําคัญประการหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากมีเป้าหมาย สําคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้เป็นผู้มีสุขภาพดี รวมทั้งทักษะนิสัยที่เป็นปัจจัยทั้งหลายต่อความสําเร็จ และเป็น ทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ ซึ่งการกีฬาจะเป็นพื้นฐานปัจจัยสําคัญในการปฏิรูปประเทศ ในด้านอื่น ๆ ควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม สาธารณสุข หรือเศรษฐกิจ นอกจากนี้การพัฒนาการกีฬาในระดับความเป็นเลิศหรือในระดับอาชีพ ยังเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในชาติอันเป็นผลดีต่อความมั่นคง ของประเทศ และยังเป็นพื้นฐานสําคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬาอันจะมีต่อไป ด้วยเหตุนี้เองรัฐจําต้องแสดงออกและมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อการพัฒนาการกีฬา ให้การพัฒนาการกีฬาเป็นวาระสําคัญของประเทศ หรือการกําหนดให้การพัฒนา ด้านการกีฬาเป็นหนึ่งในแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กรุณา บัญญัติเรื่องการกีฬาไว้ในมาตรา ๖๘ วรรคแรกของร่างรัฐธรรมนูญดังที่กระผมได้กล่าว มาแล้ว จึงนับว่าเป็นคุณูปการให้ประเทศชาติและประชาชนที่สามารถจับต้องได้จนเกิดเป็น ประโยชน์สูงสุดสมดังเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากนี้เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๘ รัฐบาลไทยได้มีข้อตกลงร่วมกันกับประเทศภาคีสหประชาชาติในปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วย การกีฬาและการพลศึกษาในโรงเรียน หรือเรียกเป็นภาษาต่างประเทศว่า เดอะ แบงคอก อาเจนดา ฟอร์ แอกชัน ออน ฟิสิคัล เอดูเคชัน แอนด์ สปอร์ต อิน สคูล (The Bangkok Agenda for Action on Physical Education and Sport in School) กล่าวโดยสรุปคือ ต้องมีความตระหนักถึงผลสัมฤทธิ์ของการกีฬาและการพลศึกษาในมิติของการออกกําลังกาย การพักผ่อน เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีหลักสูตรกีฬาและโรงเรียนที่มีการเรียน การสอนกีฬาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสําคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ การกีฬา และการพลศึกษาควรได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่มีคุณภาพ และควรให้ ยึดถือเป็นประเด็นสําคัญสําหรับประเทศชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้หน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษา ตามมาตรา ๕๐ ของร่างรัฐธรรมนูญ จึงควรสอดคล้องกับพันธกรณีตามปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการกีฬาและการพลศึกษาในโรงเรียน ดังที่กระผมได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะทําให้ การศึกษาของประเทศสามารถบรรลุเจตนารมณ์ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ ที่มุ่งเน้น พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย มีความภาคภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตาม ความถนัดของตนเอง มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งประโยชน์ที่จะได้รับจากการกีฬาในเรื่องอุตสาหกรรมการกีฬา ก็จะร่วมสนอง เจตนารมณ์ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๑ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศที่เกิดจากการจัดระบบเศรษฐกิจของรัฐ เพื่อให้ ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คณะกรรมาธิการมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความชัดเจนและความมุ่งมั่นในการพัฒนา ด้านการกีฬาโดยการกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นรากฐาน ที่สําคัญในการพัฒนาการกีฬาของประเทศ ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้เห็นพ้องด้วยกับแนวทางและข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการดังที่กระผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ และในนามของคณะกรรมาธิการใคร่ขอ ขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีตัวแทนมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านกีระณา สุมาวงศ์ หรือท่านอมร วาณิชวิวัฒน์ ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ครับ กราบขอบพระคุณครับ
- ๗๔/๑
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้ตรวจราชการและโฆษก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อดีตโค้ช (Coach) ฟุตบอลทีมชาติไทย ๓๐ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ทุกท่าน ผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ นะครับ ก่อนอื่นเช่นเดียวกันกับท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม กระผม ใคร่ขอขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ให้ความสําคัญกับการกีฬา ของประเทศโดยบรรจุถ้อยคําไว้ในมาตรา ๖๘ นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยเลย ก็ว่าได้ที่คนในวงการกีฬานั้นรู้สึกมีความอบอุ่น มีความภาคภูมิใจที่รัฐบาลได้เห็นความสําคัญ แล้วคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นความสําคัญของทางด้านการกีฬาที่บรรจุไว้ใน มาตรา ๖๘ แต่อย่างไรก็ตามผมใคร่ขอเสนอให้ท่านได้พิจารณาว่าควรมีการบรรจุถ้อยคําคําว่า การกีฬา ไว้ในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ในมาตรา ๒๔๗ วรรคสี่ หลังคําว่า การศึกษา เพิ่มเติมคําว่า การกีฬา ลงในบรรทัดนั้นด้วยนะครับ เป็นผลอันสืบเนื่องมาจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการสาธารณะ แล้วก็ เสริมสร้างความมั่นคง เสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิด ประโยชน์ของเยาวชน ประชาชนในท้องถิ่น แล้วก็ย่อมมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยอย่างน้อยถ้ามีคําว่า การกีฬา เข้าไปจะช่วยให้เกิดการสนับสนุนการกีฬาในอันที่จะนําไปสู่ การพัฒนาสุขภาพ พลานามัย คุณภาพชีวิตของเยาวชน ประชาชนในท้องถิ่น เป็นการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ แล้วก็ส่งเสริม สนับสนุนให้เด็ก เยาวชน ประชาชน ได้ดูแลรักษาสุขภาพ พัฒนาเศรษฐกิจกีฬาพื้นฐาน แล้วก็จะก่อให้เกิดการบริหารจัดการ และการพัฒนากีฬา ของประเทศอย่างมากในอนาคต ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะเพิ่มบทบาท และภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ในอดีตหลายปีที่ผ่านมาเราพบปัญหาและอุปสรรค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาอย่างมากในการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการเบิกจ่าย ทางด้านการกีฬาที่ปรากฏมาแล้วตามสาธารณะในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาคือเบิกจ่าย กิจกรรมบางอย่างทางด้านการกีฬาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ ในหมวด ๑๔ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๔๗ วรรคสี่ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมคําว่า การกีฬา ลงในบรรทัดนั้นด้วย ก็จะเป็นคุโณปการ คุณาประโยชน์แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็เป็นประโยชน์ แก่ประชาชน ประเทศชาติ เยาวชน ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างมาก
อีกมาตราหนึ่งได้แก่มาตรา ๒๖๙ ในบทเฉพาะกาล กระผมขอใคร่เสนอ ให้บรรจุประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกีฬา ๓ เรื่อง เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผล และเป็นผลงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรัฐบาลชุดนี้นะครับ ซึ่งได้แก่
เรื่องที่ ๑ การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ หรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกํากับดูแล ควบคุมแนวทางการพัฒนากีฬา ของชาติ เพราะการพัฒนากีฬาของชาติที่ผ่านมามีลักษณะที่หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงาน โดยขาดการร่วมมือร่วมใจกัน บางครั้งต่างคนต่างทํานะครับ อาทิ เช่น กรมพลศึกษาดูแล กีฬาขั้นพื้นฐานและกีฬามวลชน ในขณะที่การกีฬาแห่งประเทศไทยนั้นดูแลกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ แล้วก็กีฬาเพื่อการอาชีพ แล้วก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ อีกที่ดูแลทางด้านการกีฬา จึงทําให้ งานเกิดการซ้ําซ้อน แล้วมีบางเรื่องก็คือต่างคนต่างทํา การมีคณะกรรมการนโยบาย การกีฬาแห่งชาติ จะทําให้เกิดความเป็นเอกภาพในการกํากับดูแลการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมี ประสิทธิผล ดูแลกองทุนพัฒนากีฬาของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วก็มีประสิทธิภาพ ในการใช้งบประมาณ ติดตามการทํางานให้เป็นไปตามแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ เพราะฉะนั้น นี่คือเรื่องเร่งด่วนที่ ๑ ในการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายกีฬาแห่งชาติหรือว่าซูเปอร์บอร์ด (Super board)
เรื่องที่ ๒ การจัดทําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ตามแนวทางของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้วางไว้นะครับ โดยแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ซึ่งกําลังใช้อยู่ปัจจุบันนี้ก็คือปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ กําลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นต้องจัดทําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐- ๒๕๖๔) ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปที่ ๑๙ ด้านการกีฬา เพื่อจะเป็นแผนแม่บทหรือมาสเตอร์แพลน (Masterplan) ของประเทศในการพัฒนากีฬา แล้วก็เป็นแนวทางในการส่งเสริม กําหนดทิศทาง การทํางานด้านการกีฬาของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามแผนแม่บทต่อไปในระยะยาวนะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือการบูรณาการหลอมรวมยกวิทยฐานะสถาบันการพลศึกษา ทั้ง ๑๗ วิทยาเขตเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ๔ แห่งใน ๔ ภูมิภาคของประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ท่านนายกรัฐมนตรี ประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าครั้งที่ ๒ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านได้เร่งรัดในการทํางานให้ทันกับกรอบเวลาที่เหลืออยู่ ทั้ง ๑ ปี ๖ เดือน โดยเร่งให้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยท่านปลัดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาได้เปิดเผยนโยบายด้านการกีฬาที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงคือ การตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติไม่ควรตั้งขึ้นใหม่ แต่ให้ปรับปรุงจากสถาบันการพลศึกษา ทั้ง ๑๗ วิทยาเขต และเน้นความเป็นเลิศทางด้านวิชาการให้มากขึ้นด้วย ไม่ใช่เน้นแต่ เรื่องปฏิบัตินักกีฬาอย่างเดียวนะครับ ให้เน้นทางด้านวิชาการให้มากขึ้นด้วยฉะนั้นการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจึงเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางโดยการบูรณาการยกฐานะ สถาบันการพลศึกษา มิใช่เป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นะครับซึ่งมีงบประมาณเดิม ที่ใช้ดําเนินการอยู่แล้ว ในการขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และกระผมได้เข้าชี้แจงกับคณะอนุกรรมาธิการ การกีฬาของคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้วนะครับ ในการนี้ได้จัดตั้งคณะทํางานร่วมกันระหว่างสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดดังต่อไปนี้ ถ้าเราจัดตั้งมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติได้ เราจะผลิตบุคลากรเฉพาะทาง โดยเฉพาะด้านการกีฬา ด้านวิทยาศาสตร์ การกีฬา อุตสาหกรรมทางการกีฬา และเทคโนโลยีทางการกีฬา รวมถึงนักบริหารจัดการกีฬา และบัณฑิตในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป สร้างและพัฒนานวัตกรรมองค์ความรู้ใหม่ ๆ พร้อมทั้งงานวิจัยทางด้านการกีฬา เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของการกีฬาในระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติต่อไป อันนี้จะเห็นได้ว่าเป็นความสอดคล้องกับนโยบาย ของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ท่านอยากจะเห็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ท้ายที่สุดกระผมใคร่ขอขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ให้กระผมได้มีโอกาส ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ขอบคุณมากครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เพื่อนสมาชิก และผู้แทนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ ก่อนอื่นก็คงจะต้อง ขอขอบพระคุณที่ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้คํานึงถึงความสําคัญของงาน ทางด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยบรรจุเรื่องราวที่เกี่ยวข้องไว้ในหมวด ๓ หมวด ๔ หมวด ๕ และหมวด ๖ และเพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความสมบูรณ์ ในวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
ผมคงมีหัวข้อที่จะอภิปรายในแต่ละหมวด โดยเริ่มจากหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในมาตรา ๔๓ ซึ่งพูดถึงบุคคลและชุมชนมีสิทธิร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐ ผมขออนุญาตเพิ่มคําว่า หรือภาคเอกชนในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู เพราะในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วการอนุรักษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาตินั้น เราได้มีการร่วมทํางานกับภาคเอกชนในการสนับสนุนงบประมาณในการทํางานให้กับเรา เพราะฉะนั้นในหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพก็น่าที่จะกําหนดเอาไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีการกําหนดเรื่องของภาคเอกชนไว้ในมาตรา ๕๐ ของหมวด ๕ สําหรับในหมวด ๔ ซึ่งพูดถึงหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เพื่อให้เป็นการสอดรับกัน
ในหมวด ๔ มาตรา ๔๗ ทั้ง ๑๐ อนุมาตราไม่มีคําใดที่พูดถึงเรื่องการอนุรักษ์มรดก ทางด้านวัฒนธรรมของชาติ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเพิ่มเติมในมาตรา ๔๗ (๘) คือการร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์ ขอเพิ่มคําว่า มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือถ้าท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เห็นควรตั้งเป็นอนุมาตราใหม่ก็แล้วแต่นะครับ แต่ขออนุญาตเพิ่มในคํานี้
ส่วนในหมวด ๕ เรื่องหน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๐ วรรคสี่ ซึ่งพูดถึงการศึกษา ทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี จริง ๆ แล้วผมอยากจะเพิ่มอีกคําหนึ่งคือให้เห็นคนเก่ง เพราะว่าเมื่อเช้าหนังสือพิมพ์เพิ่งลงผลการสอบแกท/แพท (GAT/PAT) ใน ๘ หมวดวิชาหลัก นักเรียนที่สอบมีผ่านแค่หมวดเดียวคือหมวดวิชาภาษาไทย นอกนั้นนักเรียนของเราต้องบอกว่า สอบตกในคะแนนเฉลี่ยต่ํากว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในอีก ๗ หมวดวิชา มีหมวดวิชาภาษาไทย วิชาเดียวที่สอบผ่าน เพราะฉะนั้นอยากจะให้เพิ่มคํานี้ว่า นอกจากเป็นคนดีแล้วขอให้เป็น คนเก่งด้วยเพื่อจะช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองต่อไป แล้วก็จะตามด้วยว่า มีวินัย ผมขออนุญาต เพิ่มคําว่ามีวัฒนธรรม คุณธรรมและจริยธรรม ต่อจากคําว่า มีวินัย เพราะว่าถ้าเรามีวินัย โดยที่เราไม่รู้เรื่องของวัฒนธรรม ไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ก็เหมือนกับสภาพสังคมที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันนี้เราไม่รู้เรื่องของวัฒนธรรม เรารู้แต่เปลือกนอก แต่ไม่รู้ถึงเนื้อแท้ของวัฒนธรรม เรายังเข้าใจอะไรผิด ๆ เหมือนผมเคยฟังข่าวตอนเช้า ๗ โมงพูดถึงเรื่องประเพณีผีตาโขน ซึ่งผมว่าทุกท่านคงเคยได้ยิน เพราะว่าประเพณีผีตาโขนจัดที่อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่จริง ๆ แล้วต้องเรียนว่าประเพณีผีตาโขนไม่มี จริง ๆ แล้วกิจกรรมผีตาโขนหรือการละเล่น ผีตาโขนนั้นเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในประเพณีงานบุญหลวงในฮีตสิบสองของคนอีสาน เพียงแต่ว่าการที่แต่งตัวแปลก ๆ ออกมาเต้นในท่าแปลก ๆ กลายเป็นจุดเรียกความสนใจ เราก็เลยไปหยิบเอาเปลือกนอกมาใช้เป็นแกนหลัก เพราะฉะนั้นเรื่องของวัฒนธรรมเป็นเรื่อง ที่เราจะต้องมีการศึกษาแล้วก็ต้องช่วยกัน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราก็ได้แต่เปลือก เราไม่ได้แก่น แล้วท้ายที่สุดก็จะเป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตเพิ่มคําว่า มีวัฒนธรรม ซึ่งในที่นี้จะหมายรวมไปถึงงานทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ จารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณีอะไรต่าง ๆ ทั้งหลายจะอยู่ในนี้ เพื่อให้ความภูมิใจในชาติซึ่งเป็น คําต่อไปที่จะเกิดนั้นเกิดได้อย่างแท้จริง อีกมาตราหนึ่งที่ผมขออนุญาตเพิ่มเติม คือในมาตรา ๕๓ รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้ หรือจัดให้มี การใช้ประโยชน์จาก จากนี่แต่เดิมมีแค่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมขออนุญาต เพิ่มตรงนี้ว่า จัดให้มีการใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้มีการสอดคล้องกันว่าในมาตรา ๕๐ ว่าถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เพราะฉะนั้น ในมาตรา ๕๓ เมื่อปฏิรูปแล้ว การคุ้มครอง การอนุรักษ์อะไรต่าง ๆ นั้นน่าที่จะมีเรื่องของ วัฒนธรรมรวมอยู่ด้วย
ส่วนในหมวด ๖ ว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๓ ขออนุญาต เพิ่มเติมว่า ในการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่อยู่คู่ชาติไทยมาแต่ดั้งเดิม และประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ รัฐต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มี การบ่อนทําลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด ขอเพิ่มเติมดังต่อไปนี้นะครับ และส่งเสริมศาสนิกชนให้ศึกษาเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนเองอย่างแท้จริง สามารถนํา หลักธรรมมาใช้ในชีวิต และเคารพในหลักการข้อปฏิบัติของศาสนาอื่นด้วย เพราะว่าถ้าเรา ไม่มุ่งเน้นถึงการศึกษาให้เข้าใจถึงเรื่องของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เราก็จะได้มีประมาณ ตุ๊กตาลูกเทพ หรือจะมีหลานเทพ หรือมีอะไรต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นเรื่องของพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาให้เข้าใจถึงหลักแท้ว่าใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้นั้น จุดเน้นที่สําคัญจริง ๆ แล้วคือการมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ทั้งกาย วาจา และใจ นั่นคือเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาในการที่จะทําให้เราเข้าใจ ถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตที่จะเพิ่มเติมคําต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับ การปฏิรูปที่จะได้มีการดําเนินการในห้วงอีก ๑ ปี ๖ เดือนที่ทางสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนาจะได้ดําเนินการในเรื่องนี้นะครับ ส่วนในมาตราอื่น ๆ นั้นก็มีการพูดถึง เรื่องของการอนุรักษ์ส่งเสริมวัฒนธรรมในมาตรา ๖๖ ในมาตรา ๖๗ พูดถึงเรื่องการส่งเสริม คุ้มครองชาติพันธุ์ต่าง ๆ แล้วก็มาตรา ๗๒ วรรคสาม ที่พูดถึงเรื่องการจะมีมาตรฐาน ของจริยธรรม ในเรื่องของจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติ แต่ที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ก่อนที่จะมีจริยธรรมซึ่งเป็นเรื่องการปฏิบัติ น่าที่จะมีคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ ควบคู่กันไปด้วย ถ้าเราพูดกันก็คือเราต้องมีคุณธรรม คือมีเรื่องของจิตใจที่เป็นธรรม และมีจริยธรรม คือมีการปฏิบัติที่เป็นธรรม อันนี้ผมก็คงจะขอฝากคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาในส่วนที่ทางคณะของผมได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ
ต่อไปเป็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสุดท้ายนะครับ ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้ เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที คือท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๗ ผมขออนุญาตเสนอแนวคิดตลอดจนข้อเสนอแนะ ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ได้กําหนดถึงสถานะและความสัมพันธ์ ขององค์กรที่ใช้อํานาจสูงสุดต่อรัฐแล้วก็ต่อประชาชน มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร อํานาจหน้าที่ขององค์กรที่เข้ามาใช้อํานาจอธิปไตย และองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ การใช้อํานาจของรัฐ นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญจะมีหลักการและเนื้อหาที่ดีนั้นจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเป็นสากล เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ และช่วยแก้ไข ปัญหาที่สําคัญ ๆ ของประเทศ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ครอบคลุมถึงหลักการที่เหมาะสม เป็นส่วนใหญ่แล้วทั้งหลักการ ทั้งเนื้อหา โดยที่เราทราบกันดีว่าปัญหาที่สําคัญปัญหาหนึ่ง ของประเทศเราก็คือปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งทําให้เกิดความเสียหาย ต่อประเทศอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ตลอดทั้งเกียรติภูมิของประเทศเรา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นร่างที่ให้ความสําคัญ เป็นอย่างมากต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังจะเห็นได้จากเนื้อหายังคง หลักการเดิมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ๆ และได้เพิ่มเนื้อหาหลักการใหม่ ๆ ที่เข้มข้น มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่าง เช่นในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา ๔๗ (๑๐) ได้กําหนดให้ถือว่าเป็นหน้าที่เลย เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่จะไม่ปฏิเสธ ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ อันนี้หมายถึง ปฏิเสธ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าก็ควรจะเพิ่มเนื้อหาไป นอกจากไม่ปฏิเสธแล้วก็ต้องมีหน้าที่ ในการต่อต้านด้วย หน้าที่ในการต่อต้านเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งการให้ข้อมูล เบาะแส หรือการเฝ้าระวังด้วย ถึงจะได้ครบ ก็เติมในส่วนนี้
สําหรับหมวด ๕ ซึ่งเป็นอีกหมวดหนึ่งคือหมวดหน้าที่ของรัฐ หมายถึงรัฐ ต้องทํา หมวดนี้เป็นหมวดที่กําหนดขึ้นใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๕๙ กําหนดว่า รัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุนในเชิงความรู้ให้แก่ประชาชนถึงภัยอันตรายที่เกิดจากการทุจริต คอร์รัปชันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน นอกจากให้ความรู้แล้วจะต้องมีมาตรการ ในการกําหนดมาตรการและกลไกต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวดเลย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะเพิ่ม ก็คือว่า ๑. รัฐต้องกําหนดให้การป้องกันและการทุจริตเป็นวาระของชาติ ประการที่ ๒ ก็คือ ต้องจัดให้มีกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรามียุทธศาสตร์อันนี้อยู่นะครับ จะต้อง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อันนี้อย่างเป็นรูปธรรม ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมเลย
สําหรับหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ ในมาตรา ๗๒ ซึ่งก็ยาวจะพูดถึง ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือรัฐพึงพัฒนาในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินและงานของรัฐอื่น ๆ ตลอดจนทั้งการบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ ตามหลักที่เรียกว่า หลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คือพึงพัฒนา อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑
ส่วนเรื่องที่ ๒ ก็พูดถึงเรื่องการบริหารงานบุคคล ซึ่งอันนี้เราก็มีปัญหามาก ในหน่วยงานของรัฐ จะต้องทําด้วยระบบของคุณธรรมต่าง ๆ อะไรพวกเหล่านี้ อันนี้ ก็กําหนดไว้ ต้องพิจารณาความดีความชอบต่าง ๆ โดยใช้ระบบของคุณธรรม
แล้วก็ประการที่ ๓ รัฐพึงมีมาตรฐานทางจริยธรรม ที่เรียกว่าโคด ออฟ คอนดักต์ (Code of conduct) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม สําหรับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ
สําหรับ ๓ เรื่องนี้ไปอยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ คือรัฐพึงทํา ไม่ทําก็ได้ แต่พึงทําอย่างนะครับ ผมคิดว่าทั้ง ๓ หมวดนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ สําคัญมาก ๆ ควรจะย้ายมา อยู่ในหมวดที่เรียกว่าเป็นหน้าที่เลย ทั้งหมดไม่ใช่พึง ต้องทําเลยทั้ง ๓ เรื่องนะครับ
สําหรับในหมวด ๗ คือหมวดเกี่ยวกับรัฐสภา ที่พูดกันเยอะก็คือมาตรา ๙๓ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่โดดเด่นมาก คือเรื่องบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง ซึ่งกําหนดไว้หลายวรรคด้วยกัน วรรคแปด วรรคเก้า วรรคสิบ วรรคสิบเอ็ด เป็นการสกัดกั้นบุคคลที่ถูกคําพิพากษาอันเป็นที่สุดแล้วเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ให้เข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งตรงนี้ถือว่าโดดเด่นมากแล้วเป็นเรื่องใหม่นะครับ
ในมาตรา ๑๓๙ อันนี้ก็เป็นหลักการอีกอันหนึ่งซึ่งสําคัญมาก ๆ เกี่ยวกับเรื่อง งบประมาณ เกี่ยวกับเรื่องการแปรญัตติงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรืออะไรต่าง ๆ ในการพิจารณาของทั้ง ส.ว. และ ส.ส. นี้ ถ้าการเสนอขอแปรญัตติงบประมาณต่าง ๆ ของ ส.ส. และ ส.ว. มีส่วนไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อมในการที่ใช้งบประมาณ หมายถึงว่าแปรญัตติแล้วก็มีผลประโยชน์โดยตรง หรือโดยอ้อมจะทําไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าแปรญัตติงบประมาณต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของ ตนเองโดยทางตรงหรือทางอ้อมไม่ได้นะครับ ซึ่งในนี้ก็กําหนดถึงเรื่องของโทษไว้เลย ถ้าสมาชิกทั้งสภาไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. จํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจํานวนทั้งหมด เห็นว่าตรงนี้ผิดแล้วก็ฟ้องหรือให้ความเห็นนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๗ วันเรื่องนี้เลย และถ้าศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่ามีความผิดผู้กระทําดังกล่าวนี้มีโทษเลย คือต้องพ้นเลย พ้นจากสมาชิกภาพ และถูกเพิกถอนสิทธิในการรับสมัคร ซึ่งถือว่ารุนแรง รุนแรงมากทีเดียว และยิ่งกว่านั้น ถ้าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทํา หรืออนุมัติให้กระทํา หรือรู้ว่าจะมีการกระทําแล้วไม่ยับยั้ง รัฐมนตรีทั้งชุดจะต้องพ้นทั้งคณะเลย แล้วก็ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เท่านั้นไม่พอนะครับ ยังจะต้องชดใช้เงินคืนพร้อมทั้งดอกเบี้ยด้วย ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องผู้ใดล่วงรู้แล้วก็ ไม่โต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรก็ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินด้วย และการเรียกร้องชดใช้เงินนี้ มีอายุความถึง ๒๐ ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่แล้วก็รุนแรง ส่วนวิธีการต่าง ๆ ให้เหมาะสม ก็ควรจะไปดําเนินการอย่างที่มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไว้แล้วนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสําคัญแล้วก็พูดกันเยอะคือในมาตรา ๒๔๐ หรือมาตรา ๒๔๑ หมวด ๑๒ องค์กรอิสระ เป็นเรื่องการระงับหรือยับยั้งความเสียหาย ที่กระทบต่อวินัยทางด้านการเงินการคลังของรัฐ โดยระบุไว้อย่างนี้ครับว่า กําหนดให้องค์กรอิสระหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทํางานร่วมกันแบบบูรณาการในการใช้ อํานาจหน้าที่ในกรณีที่มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นการทุจริตหรือขัดต่อกฎหมาย ก็กําหนดให้ หน่วยงาน ๓ หน่วยงาน ก็คือ คตง. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. และ กกต. ร่วมกันตรวจสอบ ถ้าเห็นว่าผิดก็ต้องแจ้งฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร กรณีที่ เห็นว่าการกระทําตรงนี้เป็นการกระทําที่ผิดแล้วก็ขัดต่อวินัยทางด้านการเงินการคลัง อันนี้เพื่อเป็นการยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างที่เคยปรากฏเป็นตัวอย่างเช่น ความเสียหายจากการทุจริตที่เรียกว่าการทุจริตในเชิงนโยบายจะทําให้เกิดความเสียหาย มากมาย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เป็นเรื่องโดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เป็น ตัวอย่างเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นอีกเยอะที่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต นอกจากนั้นแล้วผมขอเสนอหลักการบางประการเพิ่มเติมเพื่อให้ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประสิทธิภาพขึ้น ดังต่อไปนี้ อย่างเช่น
ประการที่ ๑ กําหนดให้ประชาชนเป็นผู้ที่เสียหายฟ้องร้องได้ในคดีทุจริต เมื่อก่อนประชาชนก็คงทําไม่ได้ ต้องให้ประชาชนทําได้นะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่ากําหนดให้รัฐต้องเปิดเผยแผนการดําเนินงาน ผลการดําเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้าง สถานะทางการเงินการคลังให้ประชาชนได้รับทราบ เป็นการเพิ่มเติม อันนี้อาจจะเพิ่มอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐหรือแนวนโยบายแห่งรัฐก็ได้นะครับ
ประการที่ ๓ เรื่องนี้ก็พูดกันเยอะ ควรจะกําหนดให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง ผู้สมัครรับการสรรหาเพื่อดํารงตําแหน่งทางด้านการเมืองหรือตําแหน่งในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญต้องแสดงแบบรายการภาษีย้อนหลังเป็นเวลา ๓ ปี หากฝ่าฝืนหรือแสดงเท็จ ให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง อันนี้อาจจะกําหนดอยู่ในคุณสมบัติหรือเหตุให้สมาชิกสิ้นสุด ก็เป็นการตรวจสอบเรื่องของเงินต่าง ๆ ย้อนหลัง เป็นที่มาที่ไปของเงิน จะได้รับทราบ ต่าง ๆ ยืนยันเรื่องของความสุจริตต่าง ๆ เป็นต้นนะครับ
ประการที่ ๔ เป็นเรื่องการคุ้มครองสิทธิของสมาชิกในระหว่างสมัยประชุม กําหนดไม่ให้นะครับ ไม่ให้เอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุมในกรณีที่มีความผิด ฐานการทุจริตต่อหน้าที่ เพราะส่วนใหญ่แล้วก็จะให้เอกสิทธิ์ แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องการทุจริตแล้ว จะไม่ให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง อันนี้ก็เพิ่มเติมอยู่ในมาตรา ๑๒๐ นะครับ
ประการที่ ๕ อีกประการหนึ่ง เพื่อให้เกิดการคานอํานาจกัน กําหนดให้ ฝ่ายค้านเป็นประธานกรรมาธิการสามัญ ทําหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกัน และปราบปราบการทุจริต และกํากับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เพิ่มเติมใน มาตรา ๑๒๔ นะครับ
ประการที่ ๖ กําหนดให้หน่วยงานตรวจสอบอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทํางานคู่กับ ป.ป.ช. ก็คือ ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานอิสระเช่นเดียวกัน ขณะนี้ ป.ป.ท. อยู่ในการบังคับบัญชา ของกระทรวง ต้องเป็นอิสระเช่นเดียวกับหน่วยงานตรวจสอบทั่วไปนะครับ
ประการที่ ๗ กําหนดให้ชัดเจนว่าข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการอัยการ ต้องไม่เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือกรรมการอื่น ๆ ของรัฐ และไม่เป็นที่ปรึกษาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือตําแหน่งในลักษณะเดียวกัน ให้เพิ่มเติม ความจริง กําหนดไว้แล้ว แต่ว่ากําหนดกว้าง ๆ ก็เพิ่มเติมให้ชัดเจนในมาตรา ๒๔๕ นะครับ
ประการที่ ๘ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครในองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องขออนุญาตยกตัวอย่างของ ป.ป.ช. หนึ่งในคุณสมบัติก็คือผู้ที่จะสมัคร ป.ป.ช. ต้องรับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดี หรือส่วนราชการที่เทียบเท่า แล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อก่อนไม่ได้กําหนดเลยนะครับ อันนี้กําหนดครั้งแรก ๕ ปี ซึ่งผมคิดว่า อาจจะยาวเกินไป อาจจะทําให้บุคคลที่มีโอกาสเข้ามารับการสรรหานี้น้อย เพราะว่าอาจจะ เกษียณอายุราชการไปเสียก่อนอะไรทํานองนี้โอกาสที่จะคัดเลือกตัวเลือกก็น้อย เพราะฉะนั้น อาจกําหนดไว้ให้ว่ามีอายุอย่างที่ว่ารับราชการไม่น้อยกว่าสัก ๓ ปี เพื่อจะลดมาให้โอกาสมากขึ้น
ประการที่ ๙ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ในต่างประเทศเขาก็ทํากัน กําหนดให้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายประจํานะครับ
ท่านประธานครับ โดยสรุปแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสําคัญและมี ความโดดเด่นมากในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ใช่มีเฉพาะในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเดียว รัฐธรรมนูญจะต้องมีความหลากหลาย โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความหลากหลายมาก ควรจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ ดังนั้นผมคิดว่า เห็นด้วยกับผู้ที่มีความเห็นหลาย ๆ ฝ่าย อาจจะต้องยกออกมาเป็นหมวดที่เรียกว่า หมวดการปฏิรูปประเทศให้เด่นชัดลงใหม่เลย อย่างไรก็ตามสําหรับเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตจะอาศัยเพียงรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตก็ไม่อาจจะลดน้อยลงได้ จะต้องอาศัยสิ่งสําคัญที่สุดก็คือ ภาคประชาชน ความร่วมมือร่วมใจกันทั้งประเทศเลยนะครับ โดยตอนที่ผมอยู่ ป.ป.ช. จะมี สโลแกน (Slogan) อันหนึ่งที่บอกว่าการต่อต้านการทุจริตเป็นภารกิจของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมก็ขอขอบคุณคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยความอุตสาหะ พยายาม แล้วก็ปรากฏเป็น ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความครอบคลุมสมบูรณ์มากทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่สําคัญก็คือ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิกเป็นรายบุคคล ตามรายชื่อที่ประธาน กรรมาธิการได้เสนอมาแล้วรวมกันไม่เกิน ๑ ชั่วโมงนะครับ ขอเรียนเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร ลําดับที่ ๑๘๓ ผมขออนุญาตต่อยอดจากท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประเด็นที่สําคัญในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ ประเด็นสําคัญ ใน ๓ เรื่องที่มีสมาชิกบางท่านได้กรุณานําเรียน รวมทั้งประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอไว้ซึ่งเป็นทิศทางที่ชัดเจนในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องของวินัย และความรับผิดชอบ รวมทั้งในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่สําคัญของการกําหนด รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ผมคิดว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้พยายามเชื่อมโยง องค์ประกอบโครงสร้างของอํานาจอธิปไตย เชื่อมโยงองค์ประกอบบทบาทของรัฐ ในการที่จะกําหนดทิศทาง กําหนดหน้าที่ว่าจะต้องดําเนินการไปในทิศทางใด กําหนดหน้าที่ ของประชาชน รวมทั้งกําหนดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่าจะต้องมีการทํางานหรือมี ความร่วมมือเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างไร สิ่งที่สําคัญที่สุดครับ สถานการณ์ในเรื่องของ การทุจริตและประพฤติมิชอบ ผมเชื่อมั่นว่าคนทั้งประเทศได้รับรู้ ได้รับทราบว่าการทุจริต และประพฤติมิชอบนั้นเป็นภัยร้ายแรง เป็นมะเร็งของสังคม เป็นยาพิษที่กร่อนกิน ประเทศชาติ แต่ในขณะเดียวกันยาพิษอันนี้กลายเป็นยาเสพติดครับ ระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าชาติบ้านเมืองเราเสียหาย ชาติบ้านเมืองเราล้มเหลว ทั้งในเรื่องของการเมือง การปกครอง ทางด้านเศรษฐกิจ รวมไปถึงรากเหง้าในเรื่องของสังคม ในเรื่องของจริยธรรม จนถึงขั้นมีการประเมินได้ว่าถึงแม้จะมีการทุจริตอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร แต่ในขณะนี้การขับเคลื่อน ในยุครัฐบาลชุดนี้ผมเชื่อว่าในระยะเวลาที่ผ่านมา ตัวการประเมินในเรื่องของสถานการณ์ การคอร์รัปชันที่เราชี้ว่ามีอินเด็กซ์ (Index) ในเรื่องของการวัดว่าสถานการณ์ ในเรื่องของ การคอร์รัปชันนั้นดีขึ้นมาโดยลําดับจนถึงขั้นที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นแล้วว่าการทุจริต และประพฤติมิชอบนั้นเป็นเรื่องเลวร้ายที่มิอาจรับได้ เปอร์เซ็นต์ของคนที่เห็นด้วยประมาณ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลกําลังทําและสิ่งที่รัฐธรรมนูญกําลังจะสร้างกติกา ในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสูงยิ่ง แล้วก็เป็นช่วงเวลา เป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีความเชื่อมโยงไปในหลายมิติ หลาย ๆ คณะกรรมาธิการตั้งแต่เมื่อวานนี้และก็ในวันนี้เอง ได้พูดถึงแล้วก็โยงใยถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบมาโดยตลอด ผมขออนุญาตลงไปในส่วนที่ ได้รับผิดชอบที่จะมาอภิปรายในครั้งนี้ ประเด็นที่ผมรับผิดชอบนั้นมี ๓ ประเด็นหลัก ๆครับ
ประเด็นแรก เป็นประเด็นที่เรามุ่งหวังว่าการสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปฏิเสธ รวมทั้งการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น รัฐธรรมนูญชุดนี้คงจะได้มีการกําหนดไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง
ประการที่ ๒ เรามุ่งหวังว่าประชาชนจะมีหน้าที่หรือจะมีสิทธิในการที่จะเข้ามา ฟ้องร้องหรือเป็นผู้เสียหายในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
และประการที่ ๓ เป็นประเด็นที่สําคัญยิ่งครับ เรามุ่งหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างไร ใน ๓ ประการของการมุ่งหวัง ที่สําคัญทั้ง ๓ ประการนั้นผมคิดว่าในตัวร่างรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดไว้อยู่ในบางมาตราบางประการ ซึ่งผมจะขออนุญาตเรียนให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบครับ
ประเด็นสําคัญประการแรกที่กําหนดให้ประชาชนชาวไทยมีหน้าที่ ในการป้องกัน ปฏิเสธ และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งเข้ามาเป็น ผู้เสียหายในคดีทุจริตนั้น ดูจากตัวร่างรัฐธรรมนูญแล้วได้กําหนดไว้ในหมวด ๔ ว่าด้วยหน้าที่ ของปวงชนชาวไทย อย่างที่ประธานปานเทพได้กล่าวถึงในมาตรา ๔๗ (๑๐) ที่ระบุไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบนั้น เมื่ออ่านดูแล้ว และมองดูแล้วกระผมเห็นว่าการเชื่อมโยง การบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่เหมาะสม เป็นการสื่อสารให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้ให้ ความสําคัญต่อเรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้าง ความตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวต่อประชาชนทั่วไปแล้ว การบัญญัติข้อความดังกล่าวยังอาจ ส่งผลต่อการนําไปใช้ในการตีความในบทบัญญัติของกฎหมายอื่น ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญให้ไป ในทางที่สอดคล้องกับเรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบอีกด้วย อย่างไรก็ดีครับ มีความเห็นว่าข้อความที่บัญญัติในลักษณะที่เป็นการปฏิเสธนั้นไม่มีลักษณะในการบังคับที่จะ ทําให้ผู้ที่อยู่ใต้บทบัญญัติดังกล่าวต้องมีหน้าที่ เพราะว่าบทบัญญัติในมาตรา ๔๗ (๑๐) นั้น กําหนดว่าบุคคลมีหน้าที่ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ประเด็นดังกล่าวจากข้อพิจารณาแล้วเห็นว่าถึงแม้มิได้บัญญัติมาตรานี้ไว้เพื่อเป็นแรงกระตุ้น ประชาชนเองก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปสนับสนุนในเรื่องของการทุจริต ด้วยเหตุผลที่กฎหมาย โดยทั่วไปแล้วในเรื่องของการสนับสนุนหรือการให้ความร่วมมือในฐานะที่เป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุนนั้นย่อมถูกกฎหมายลงโทษ ฉะนั้นการเข้าไปสนับสนุนจึงไม่สามารถที่จะทําให้ การบัญญัตินั้นประชาชนสามารถเข้ามาใช้บทบาทในมาตรานี้ในฐานะที่มีหน้าที่ได้ แต่หน้าที่ประการสําคัญที่เรามุ่งเน้นก็คือมุ่งหวังว่าทําอย่างไรที่จะทําให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมรวมทั้งเป็นผู้เสียหายด้วย แต่แน่นอนครับ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ในเบื้องต้นว่า การสร้างแรงกระตุ้นโดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๗ (๑๐) นั้นก็ย่อมมีประโยชน์สําคัญ อยู่พอสมควร สําหรับในส่วนของการเข้าร่วมเป็นผู้เสียหายในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อันส่งผลต่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนนั้น มีความเห็นว่าหากจะใช้มาตรา ๔๗ (๑๐) มาเป็นข้ออ้างสําหรับสิทธิในเรื่องดังกล่าวก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะการจะตีความ กฎหมายเพื่อเรียกร้องเอาสิทธิใด ๆ จากบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ของบุคคลนั้นก็น่าจะเป็น การผิดขั้นตอนและไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะสิทธินั้นเป็นเรื่องที่บุคคลมีอิสระที่จะกระทํา หรือไม่กระทําก็ได้ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกําหนด อันนี้เป็นประการแรกที่ผมอยากจะฝาก กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ช่วยกรุณาพิจารณาในประเด็นที่เป็นความมุ่งหวังเพื่อการแก้ไข ปัญหาของสถานการณ์ในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบให้กับประเทศในอนาคต
ประการที่ ๒ ประชาชนควรมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ สามารถติดตาม และร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองของ เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรอื่น ๆ ทั้งนี้ การจํากัดสิทธิดังกล่าวไม่อาจกระทําได้เว้นแต่อาศัย อํานาจบทบัญญัติของกฎหมายเพียงเท่าที่จําเป็น หลักการประการนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้นํามาตรา ๕๕ ซึ่งอยู่ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐบัญญัติรองรับว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นความลับของทางราชการ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวโดยสะดวก ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในมาตรานี้เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึง ข้อมูลของภาคประชาชนอยู่มาก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการถูกกําหนดขึ้นมาภายใต้กรอบกติกาในมาตรา ๕๕ ของร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตเราไปกําหนดกฎหมายซึ่งเป็นข้อจํากัดในการเข้าถึง ข้อมูลบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐเองไปกําหนดข้อมูลในการเข้าถึง ที่ไม่กว้างขวางเพียงพอ การติดตามและการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกําหนดถึงความชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ให้รอบคอบและรอบด้าน ประเด็นดังกล่าวในเรื่องบทบัญญัติของกฎหมายลูกที่ถูกระบุในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล ต่าง ๆ นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องที่สําคัญของการทุจริต และประพฤติมิชอบในภาครัฐ ซึ่งในเรื่องนี้แน่นอนครับ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกไปแล้ว เราคาดหวังไม่ได้ว่าการกําหนดหรือบัญญัติกฎหมายลูกที่จะรองรับในกติกาเหล่านี้จะนําไปสู่ การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสาระสําคัญในเรื่องเหล่านั้นหรือไม่ สําหรับในส่วนของการเปิดเผย ข้อมูลการดําเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นเดียวกันครับ ในมาตรา ๒๕๐ หมวด ๑๔ ก็มีระบุไว้เช่นเดียวกัน โดยกําหนดว่า ในการดําเนินการ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นเปิดเผยข้อมูลและดําเนินการให้ประชาชนในท้องถิ่น มีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ก็เป็นประเด็นเดียวกัน ที่ผมขออนุญาตเรียนแล้วก็ยืนยันในเรื่องกฎหมายลูกที่จะต้องมารองรับในบทบัญญัติ ตามมาตรา ๒๕๐ หมวด ๑๔ เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าการเปิดเผยข้อมูลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นจะเปิดเผยข้อมูลในประเด็นใด ในสาระเรื่องใดบ้าง
ประการที่ ๓ ที่อยากจะเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็คือ การกําหนดให้องค์กรที่ใช้อํานาจรัฐหรืองบประมาณแผ่นดินต้องเปิดเผยแผนการดําเนินงาน ประจําปีงบประมาณ ผลการดําเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงรายการงบการเงิน และสถานะการคลังให้ประชาชนได้ทราบเป็นการทั่วไปโดยไม่ได้ชักช้า ซึ่งเรื่องนี้ข้อเสนอนี้ ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ แต่อาจจะสอดแทรกอยู่ในบางมาตรา หรืออาจจะมองถึงว่าน่าจะถูกกําหนดไว้เป็นกฎหมายลูก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ในการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสาระสําคัญ ต่อการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐเป็นอย่างยิ่ง การที่จะบอกว่าให้รัฐมีหน้าที่ต้องทําอะไร เป็นไปได้หรือไม่ครับว่าการที่จะถูกอภิบาลโดยรัฐ เมื่อเช้าท่านอําพล จินดาวัฒนะ ได้พูดถึงประเด็นเหล่านี้ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามครับ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการอภิบาลนั้นเป็นการอภิบาลในลักษณะที่มีส่วนร่วมหรือเป็นหุ้นส่วน และเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยแท้จริง ผมขอเวลาอีกสักเล็กน้อยครับ ซึ่งถ้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นด้วย การปฏิรูปประเทศที่เราจะสร้างสิ่งแวดล้อม ให้สังคมโดยเอากระจกใสครอบลงไปในทุก ๆ ส่วนขององค์กรภาครัฐ องค์กรฝ่ายปกครอง ส่วนท้องถิ่นเอง รวมถึงภาคการเมืองในทุก ๆ ส่วนนั้น ประชาชนน่าจะได้ใช้สิทธิในการเข้าถึง ข้อมูลในส่วนนี้ ผมขอเสนอว่าการแก้ไขหรือว่าเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญถ้าจะกรุณามองเห็นภาพของการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น กระผมเสนอให้นําบทบัญญัติหนึ่งไปบัญญัติไว้ในมาตราที่อยู่ในส่วนว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ของปวงชนชาวไทยครับ ที่เสนออย่างนั้นหมายความว่าเมื่อรัฐธรรมนูญได้ถูกกําหนดสิทธิ และเสรีภาพของปวงชนชาวไทยแล้ว รัฐบาลเองจะต้องอนุวัติหรือว่าจะต้องมีบทบัญญัติ กฎหมายรองรับในเรื่องเหล่านี้ไว้ สิ่งที่จะเสนอก็คือกระผมเสนอว่าน่าจะได้มีการบรรจุ รายละเอียดที่เป็นหัวข้อสําคัญดังนี้นะครับ ในมาตรา ๑ หมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ของปวงชนชาวไทย บุคคลมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลในเรื่องแผนการดําเนินงานประจําปีงบประมาณ ผลการดําเนินการ การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงงบการเงินและสถานะการคลังของหน่วยงาน ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลทําหน้าที่ต่อไปครับ คือไปกําหนดกรอบ กําหนดกฎหมายลูก บัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้แล้ว สิทธิและเสรีภาพในเรื่องของการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐย่อมเกิดขึ้นตามมา อันนี้เป็นประเด็นที่ผมขออนุญาตอภิปรายซึ่งเกินเลยมา ๒ นาที ต้องขอประทานโทษด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สปท. หมายเลข ๔๘ ขออนุญาตมีประเด็นที่จะ อภิปรายข้อเสนอแนะอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก เป็นเรื่องจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ผมต้องพูดถึงผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็เชื่อว่าปัจจัยสําคัญที่ทําให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบก็คงมาจากผู้ที่มีอํานาจรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ แล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหมายรวมถึงผู้ที่มีอํานาจรัฐการอนุมัติในคณะกรรมการ ในองค์กรที่เกิดขึ้น ในการปกครอง และมีอํานาจรัฐในปัจจุบัน ดังนั้นประเด็นที่จะอภิปรายก็คงเป็นประเด็นจริยธรรมที่ควรจะมี ให้เกิดขึ้นในผู้ดํารงตําแหน่งทั้งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเด็นจริยธรรม ผมคิดว่าคงมีความคิดมากมายในเชิงนามธรรม สิ่งที่ผมมีข้อคิดเห็นก็คือน่าจะเป็นประเด็น ของรูปธรรม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางกรรมาธิการได้เชิญผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง ขององค์กรในระดับโลกซึ่งมาตั้งในประเทศไทยได้พูดถึงเรื่องนี้ชัดเจน แล้วผมคิดว่า เป็นประเด็นสําคัญ อาจจะเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ สําหรับเรื่องของจริยธรรมในการที่จะต้อง ไม่เกิดขึ้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เช่น การรับเลี้ยง การที่จะรับเป็นสปอนเซอร์ (Sponsor) ในการจัดงานต่าง ๆ ซึ่งอันนี้คงเป็นตัวอย่างอันหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอต่อ ผู้ที่จะดําเนินการในการที่จะกําหนดมาตรฐานจริยธรรมหรือประมวลจริยธรรมในโอกาสต่อไป ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงมีพูดถึงอยู่หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒๗ วรรคท้าย ซึ่งพูดถึงข้าราชการในการที่จะถูกจํากัดสิทธิ เมื่อพูดถึงเกณฑ์จริยธรรม หรือว่าใน มาตรา ๗๒ ที่พูดถึงว่ารัฐพึง ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญได้กรุณาอภิปรายไว้แล้ว ส่วนประเด็นของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผมคิดว่ามีกล่าวถึงทั้งในมาตรา ๒๑๕ แล้วก็มาตรา ๒๓๑ ซึ่งผมคิดว่าตรงนั้นมีสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อเช้าวันนี้ แล้วผมก็คิดว่า ข้อสังเกตนั้นคงตรงกัน ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายก็คือประเด็นของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยากจะมีข้อเสนอ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของความครอบคลุมที่จะขยายผลจากจริยธรรมของ นักการเมืองให้ครอบคลุมไปถึงข้าราชการแล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ซึ่งเมื่อปรากฏอยู่ใน มาตรา ๗๒ และจะกรุณายกให้เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐก็จะทําให้เรื่องนี้เข้มข้นมากขึ้น ส่วนประเด็นมาตรา ๒๑๕ ที่พูดถึงการไต่สวนนะครับ โดยที่ทางกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวน แล้วก็ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ผมว่าประเด็นนี้ถ้าจะขยายไปถึงข้าราชการของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ ก็เป็นประเด็นที่น่าจะพิจารณาดูนะครับ สําหรับในข้อประเด็นที่จะเสนอนี้ผมคิดว่าประเด็นผู้รับผิดชอบการกํากับ ประเมินผล แล้วก็ส่งเสริมให้เกิดมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้พูดถึง ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริม สําหรับร่างฉบับนี้ผมคิดว่าน่าจะต้องมีการกําหนด ให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ส่งเสริม แล้วก็รับผิดชอบในการติดตาม กํากับ และประเมินผล นอกเหนือจากการที่จะไต่สวนโดยกรรมการ ป.ป.ช. ในประเด็นที่ ๒ ที่จะมีข้อเสนอแนะ คงเป็นเรื่องของมาตรการกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตอย่างเข้มงวด ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาบรรจุไว้ในมาตรา ๕๙ ไว้ชัดเจนแล้ว ผมคงมี ประเด็นย่อยที่จะพูดถึงในหัวข้อนี้อยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือเรื่องของคุณธรรม ในการบริหารบุคคล โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งตรงนี้ก็คงจะผูกพันความสัมพันธ์เชิงอํานาจกับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้ ได้บรรจุไว้ในมาตรา ๗๒ เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าถ้าจะยกระดับให้เป็นเรื่องของ การกําหนดให้มีกฎหมายแล้วรัฐต้องทําก็น่าจะเป็นทําให้สมบูรณ์มากขึ้นนะครับ ประเด็น ๒ ย่อยในข้อนี้ก็คือเรื่องของกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลโดยข้าราชการ จะเห็นได้ว่า ในมาตรา ๔๒ พูดถึงเรื่องของบุคคลที่จะมีเสรีภาพในการรวมตัว ผมอยากเสนอให้ข้าราชการ มีเสรีภาพในการที่จะรวมตัวเพื่อที่จะตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อํานาจรัฐของนักการเมือง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่าจะมีประโยชน์แล้วก็เป็นประสบการณ์ตรงของข้าราชการ กระทรวงสาธารณสุขในประสบการณ์ที่ผ่านมา
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมขออนุญาตมีข้อเสนอแนะคงเป็นเรื่องของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ซึ่งทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกรุณาบรรจุไว้เป็นหมวดหนึ่งเลย ก็คือหมวด ๙ ผมคิดว่าประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์นี้บางคนเรียกว่าเป็นทุจริต คอร์รัปชันแบบขาว ๆ เรียกว่าไวท์คอร์รัปชัน (White corruption) แต่ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็น การทําการทุจริตประพฤติมิชอบแบบที่เนียนขึ้น แล้วก็เป็นไปตามวิวัฒนาการของ การบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มีการพูดไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๐ พูดถึงการขัดกันของผลประโยชน์ แต่ก็ยังพูดเฉพาะผู้มีอํานาจที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าตัวอย่างของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ซึ่งพวกเราคงจะได้รับทราบ เนือง ๆ แล้วก็มากขึ้นนะครับ ผมขอยกตัวอย่างเช่นการใช้ข้อมูลลับเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน การใช้ข้อมูลอินไซเดอร์ (Insider) ในการซื้อ หุ้นต่าง ๆ ผมคิดว่านี่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้นนะครับ การทํางานหลังจาก ออกตําแหน่งแล้ว ผู้เกษียณแล้วเข้าไปสู่ตําแหน่งต่าง ๆ การใช้อํานาจหน้าที่เพื่อให้บริษัท หรือหน่วยงานของตนเองหรือพรรคพวกได้รับงาน การใช้ตําแหน่งหน้าที่ผลักดันโครงการ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นเรื่องของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น แล้วที่สําคัญผมคิดว่าหน่วยงานกํากับและตรวจสอบซึ่งมีหน้าที่ ในการกํากับและตรวจสอบเข้าไปนั่งในการบริหารหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด (Board) หรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม รวมทั้งกลไกในการกํากับกับการเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติในการบริหารต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น ผมคงมีข้อเสนออย่างนี้ อยู่ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก คือการที่จะขยายความครอบคลุม ในหมวด ๙ นี้พูดถึง เฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ถ้าจะขยายไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งก็หมายถึง ข้าราชการและผู้ใช้อํานาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นองค์กร เป็นอะไรต่าง ๆ ที่ใช้อํานาจรัฐ ในการที่จะมีอํานาจในการจัดสรรงบประมาณคงจะต้องอยู่ในหมวด ๙ นี้ด้วยนะครับ รวมทั้ง องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ องค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านประธาน ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว อันนี้คือการขยายความครอบคลุมมากกว่า ส.ส. หรือว่าผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง รวมทั้งท้องถิ่น ประเด็นที่ ๒ มาตรการนอกเหนือจากการที่จะห้ามการเข้าไป ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ แล้วตามที่ปรากฏอยู่ในหมวด ๙ แล้ว ก็มีข้อเสนอว่าการแสดงทรัพย์สินของผู้ที่ใช้อํานาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ กรรมการหรือว่าผู้ที่เข้าไปอยู่ในการบริหารจัดการทั้งสิ้นน่าจะต้องอยู่ในการแสดงทรัพย์สินด้วย ทั้งหมดคงเป็น ๓ ประเด็นที่ผมขออนุญาตได้นําเสนอต่อท่านประธานนะครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเรียนเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๑๕ นาทีครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีข้อเสนอซึ่งต่อเนื่องจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะเรียนต่อที่ประชุมนั่นก็คือว่า การปราบปรามทุจริตเป็นหนึ่งในการปฏิรูปที่จะตัดวงจรอุบาทว์ วงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้น วนเวียนมาทําให้การเมืองเราเปลี่ยนผ่านไม่ได้ตั้งแต่หลังปี ๒๔๗๕ มาแล้ว นั่นก็คือมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งทุจริต ทุจริตมาก ๆ บ้านเมืองวุ่นวายแล้วก็ยึดอํานาจ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ เลือกตั้งวนอยู่อย่างนี้นะครับ นี่เป็นครั้งที่ ๒๐ ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ทีนี้ในวงจรมีอันหนึ่ง ก็คือเรื่องการทุจริต ถ้าเราตัดวงจรนี้ได้ผมก็เชื่อว่าคนดี ๆ เขาจะมาลงเลือกตั้ง เพราะว่า บนโต๊ะอาหารถ้าไม่มีเศษอาหาร มด แมลงสาบ หนูก็ไม่มา แต่ทุกวันนี้เราปล่อยให้มีอยู่ พอมด แมลงสาบ หนูเข้ามาในระบบ เข้ามาอยู่ในสภานี่ละครับ คนดี ๆ เขาก็ไม่อยากมาด้วยหรอก หรือก็แข่งไม่ได้ ฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่สําคัญในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้อันหนึ่งก็คือต้องจัดการ เรื่องคอร์รัปชันหรือการทุจริตให้ได้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีข้อเสนอไว้ แต่ว่ามีทั้งที่ได้รับการตอบสนองจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และมีบ้างที่ตกหล่นไป ก็อยากจะนําเรียนเพื่อย้ําท่านให้เห็นความสําคัญ นั่นก็คือ ประเด็นแรก ท่านกําหนดไว้ว่าจะต้องเอาคนดีเข้าสู่ระบบ ผมก็มีประเด็นที่ว่าตั้งแต่ สปช. แล้วนะครับ ก็เสนอว่าควรจะมีการกําหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ทุกระดับที่มาเป็น ผู้แทนชาวบ้านเขาต้องยื่น ไม่ต้องยื่น เปิดเผยเลยครับ เปิดเผยบัญชีภาษีย้อนหลัง แต่เดิมขอ ๕ ปี แล้วก็ต่อรองมาเหลือ ๓ ปี ๓ ปีก็ ๓ ปี มาถึงชุดนี้หายนะครับ ตอนที่เสนอใหม่ ๆ ก็มีนักการเมืองมาวิ่งกับผม มาคุย มาล็อบบี (Lobby) ว่าอย่าเอาเลยประเด็นนี้นะครับ ผมก็บอกว่าพี่ ภาษีนี้พี่ยังโกงเลย ยังเบี้ยวเลย แล้วพี่จะเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎรได้อย่างไรนะครับ ผมก็จะชี้ให้เห็นว่าการกําหนดคุณสมบัติของผู้รับเลือกตั้งจะต้องเปิดเผยบัญชีภาษีย้อนหลัง ๕ ปี
เหตุผลข้อ ๑ การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ท่านเองเป็นคนร่าง ในนี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ในเมื่อเป็นหน้าที่ที่ดี พลเมืองดีเขาทํากัน หนีภาษีพลเมืองไม่ดีเขาทํากัน ในเมื่อเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดีคุณจะมาเป็นผู้แทนราษฎรของประชาชนแล้วทําไมคุณ ไม่แสดงตัว ทําไมไม่กําหนดให้แสดงตัวนะครับ แล้วที่สําคัญคือประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐ เขียนห้ามเลยไหมครับ ห้ามเปิดเผย ผมเป็นสื่อเองชอบที่ไปเปิดของเขาโดยเฉพาะคนที่รวย แบบไม่มีที่มา ผมอยากดูมากเลย เขาห้ามเปิดครับ อันนี้ควรจะกําหนดนะครับ
เหตุผลที่ ๒ ภาษีนี้สะท้อนที่มาของรายได้ ก่อนที่ท่านจะให้รู้ว่าคนนี้ ท่านจะไปตรวจสอบในบัญชีทรัพย์สินเขา ท่านรู้ไหมเขามีรายได้มาอย่างไร ท่านไม่รู้หรอกครับ ท่านตรวจสอบแค่ปลายทาง ต้นทางทําไมท่านไม่ตรวจสอบ เมื่อท่านไม่ตรวจสอบ การตรวจสอบก็ไม่ครบวงจร ป.ป.ช. อยู่ตรงท้ายก็เหนื่อย เพราะคดีจะไหลไปที่ ป.ป.ช. เยอะนะครับ จริง ๆ แล้วผมว่าวิธีนี้จะทําให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ก่อนสมัคร เปิดเลยครับ ผมก็จะได้ไปส่องดูคนที่มาสมัคร ใครบ้างเสียภาษี ไม่เสียภาษี บ้านใหญ่โตมีรถ ไม่เคยเสียภาษีเลย ไม่โกงมาก็ค้ายาเสพติดจะได้ไม่ไปเลือก หรืออะไรก็แล้วแต่ผมก็จะได้ไปบอก ป.ป.ช. เขา นี่ประชาชนไม่รู้ครับ และที่สําคัญท่านเขียน ไว้เองนะครับ มาตรา ๑๕๕ (๔) เขียนไว้ดีครับ ผมเห็นก็ชอบใจ บอกว่ารัฐมนตรีต้องมี ความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ แต่พอมาเจอเรื่องคุณสมบัติไม่เปิดเผยบัญชีภาษีมันจะประจักษ์ ได้อย่างไรครับ ผมไม่รู้เลยว่าท่านได้เงินมาอย่างไรเพราะภาษีมันจะสะท้อนรายได้ ถ้าท่านอยากให้ประจักษ์นะครับ ให้ประชาชนอย่างผมประจักษ์หรือชาวบ้านเขาประจักษ์ ได้ด้วยท่านต้องกําหนดมาตรานี้เข้าไปในคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง แล้วที่สําคัญ ท่านต้องป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่ระบบ แต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็เขียนไว้เหมือน ๆ เดิม พอคนไม่ดีเข้ามาสู่ระบบท่านสร้างมาตรการที่เรียกว่ายาแรงไว้ตอนปลายทางนั่นก็คือ ป.ป.ช. กับศาล ท่านทราบไหมท่านจะทําให้ระบบมันช็อต (Short) เพราะว่าถ้าเกิดคนไม่ดีเข้ามาเยอะ มันจะเข้าไปในระบบมาก ๆ ป.ป.ช. พอทํางานไม่ได้ก็ไปตําหนิว่าทํางานช้า คดีมันท่วมครับ เพราะมันช็อต (Short) ทําไมท่านไม่เอาประชาชนเป็นด่านแรกตั้งแต่ต้น คนพวกนี้เห็นแล้ว ไม่เคยเสียภาษีอย่าเลือกเข้ามาก็จะแก้ปัญหาได้มาก ผมอยากจะนําเสนอท่าน นิดหนึ่งครับ นิทานเรื่องคนเลี้ยงเสือ ผมซื้อเสือตัวหนึ่งมาให้นาย ก ไปเลี้ยง ให้เงินไป ๑๐๐ บาทค่าอาหารต่อวัน เลี้ยงเสือเดือนสองเดือนก็ไม่อ้วนทั้งที่ ๑๐๐ บาทมันควรจะอ้วน ผมก็ไปตาม ข ไปช่วยดู ก ปรากฏว่าเสือผอมหนัก ผมไม่ไหวแล้วผมไปเอา ค มาเลย เอา ค มา มือปราบครับ ไปดูสิ ๒ คนทําอะไร ค ไปไม่ถึงอาทิตย์เสือตายผอมแห้งเลยครับ ผมจับ ๓ คนมา ก ชี้หน้าผม ความผิดอยู่กับคุณเองนั่นละ แต่เดิม ก บอกผมกับเสือกินกันคนละครึ่ง ค มาหาร ๔ เสือตายครับ เสือไม่พอกิน นี่คือระบบปราบทุจริตของบ้านเรา ทําไมล่ะครับ ทําไมไม่เปิดดูตั้งแต่แรกว่าอาหารกินอย่างไร ไม่ต้องเอา ก ข ค มาเลย นั่นคือให้ ประชาชนเข้าถึงอํานาจการตรวจสอบ ต้องให้ข้อมูลกับประชาชนมากที่สุด คุณอยากจะเข้ามา อยู่ในระบบการเมืองคุณต้องเสียสละความเป็นส่วนตัวเพราะไม่ได้มีใครเอาเชือกไปผูกคอคุณ แล้วลากมาเป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี คุณอยากทั้งนั้นละครับ ถ้าท่านอยากคุณต้องเสียสละ
ประเด็นที่ ๒ อันนี้ผมเห็นด้วยกับทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือมาตรา ๙๓ อันนี้เขียนไว้ดีครับโดยเฉพาะการห้ามพวกกระดํากระด่าง ผมใช้คํานี้นะครับ คือตัวไม่เนียน แล้วอยากจะมาเล่นการเมือง ฉะนั้นท่านก็จะกําหนดคุณสมบัติไว้เยอะนะครับ พวกต้องคําพิพากษามา พวกทุจริตไม่ให้เข้า โกงเลือกตั้งไม่ต้องมา ถูกยึดทรัพย์ ถูกปลดออก กระดํากระด่างมีประวัติไม่ดีไม่ต้องเข้ามานี่ผมเห็นด้วยครับ
ประเด็นที่ ๓ อีกมาตราหนึ่งที่เห็นด้วยก็คือมาตรา ๑๓๙ คืออย่างนี้ครับ ส.ส. เราไปเสพติดเขาและยอมให้เขาเสพติด นั่นคือเสพติดเงินงบประมาณ เมื่อก่อน มีงบพัฒนาจังหวัด ๓๐ ล้านบาท ต่อมารัฐธรรมนูญบอกว่าห้าม พอห้ามเขาก็แอบตัดงบกัน ชั้น ๓ ตึกโน้นข้างหลัง ตัดงบเสร็จแล้วก็แจกเลยครับ กรรมาธิการเยอะหน่อย กรรมาธิการ แปรญัตติงบประมาณได้เยอะหน่อย ส่วนรัฐบาลได้รองลงมา ฝ่ายค้านได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้มาปั๊บ ใครไม่มีรับเหมาไม่รู้จะทําอย่างไร ไปขายตรงสโมสร ถ้าเกิดท่านประธานอยู่ตอนนั้น ผมจะชวนไปแอบดู ผมเป็นนักข่าวไปแอบดูกัน ไปขายงานกันตรงนี้ครับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มีห้องชั้นล่างอยู่ตรงสโมสรครับ มีห้องกระจกเฉพาะเลย มีคนหนึ่งมีอํานาจที่จะมี ห้องตรงนี้ได้เอิกเกริก ผู้รับเหมารู้กันทั่วประเทศยกเว้นคนในสภาไม่รู้หรอกเพราะเขา ไม่พูดกัน ถ้ารู้เขาต้องพูดแล้วนะครับ ตรงนี้ท่านเขียนมาตรานี้ไว้ดีครับ ดัดหลังกันก็คืองบ ถ้าตัดปั๊บ ส.ส. จะแอบไปแปรญัตติเป็นงบของตัวเองไม่ได้แล้วไปซุกอยู่กรมโน้นกรมนี้ ไม่ได้แล้ว และเอามาขายกันไม่ได้แล้ว ท่านบอกอย่างนี้ครับ ถ้างบมาแล้วเงินเหลือ แสดงว่าเงินเหลือเอาไปใช้หนี้ประเทศดีครับ การทําเช่นนี้จะทําให้การทุจริตลดน้อยลง
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมจะนําเสนอก็คือเขาบอกว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอันประชาชนพึงเห็นว่าก่อให้เกิด ความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ ป.ป.ช. ไต่สวนยื่นฟ้องดําเนินคดีได้ อันนี้ก็ดีนะครับ แต่อีกอันหนึ่งที่ไม่เห็นก็คือว่าที่จริงทางคณะกรรมาธิการเสนอไปอันนี้น่าจะ เป็นข้อที่ ๕ คนที่เป็น ส.ส. นี้ผมไม่ทราบว่าเป็นอะไร ส.ส. กับ ส.ว. ไม่ทราบว่ามีญาติโยม เป็นเทวดาหรือเปล่าถึงได้สิทธิดีกว่าประชาชนไปทําผิดกฎหมาย ที่จริงควรจะมีสํานึกที่ดีกว่า ประชาชนเพราะเป็นผู้มีการศึกษามีอะไรสารพัด คุณสมบัติดีทั้งสิ้น ไปทําผิดมีเอกสิทธิ์ ไม่ต้องถูกจับ ปีหนึ่งประชุม ๒ สมัย สมัยละ ๔ เดือน รวมเป็น ๘ เดือน พวกนี้ถ้าอยู่ครบ คดีก็ยังไม่ได้ไปถึงไหน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเสนอท่านอยากจะให้เอกสิทธิ์เขาก็ให้ ที่จริง เป็นผู้แทนราษฎรไม่ควรจะมีสิทธิดีกว่าประชาชน มาตรา ๔ ท่านเขียนบอกว่าเสมอภาค มันเสมอ ได้อย่างไรคนพวกนี้เขามีสิทธิมากกว่าชาวบ้าน เขาขอคณะกรรมาธิการเสนอนิดเดียวบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันถ้ามาเจอคดีทุจริต คดีโกง คดีอะไรอย่าไปให้เอกสิทธิ์ โกงเลือกตั้ง โกงอะไร สารพัด ถ้าโดนไปเลย แล้วจริง ๆ ไม่ควรจะให้ด้วยซ้ํา ผมไม่รู้ว่าจะให้ไปทําไม มันเป็นประเพณี มาแต่โบราณไม่ดี เราปฏิรูปแล้วต้องเอาออกไปไม่ควรจะให้มีมาตรา ๑๒๐ แล้วอีกอันหนึ่ง ที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอไปเพื่อถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ที่จริงแล้ว เวลามาเป็นฝ่ายค้านคณะกรรมาธิการก็มีหลายชุด แต่ว่าพอมาใช้เสียงโหวต (Vote) ข้างมาก รัฐบาลก็จะใช้เสียงโหวต (Vote) เลือกประธานคณะกรรมาธิการไปอยู่ในชุดที่สําคัญ ๆ น่าจะ มีการกําหนดที่ชัดเจนล็อก (Lock) ไว้เลยครับ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวกับการตรวจสอบ น่าจะไปให้ฝ่ายค้านเขาโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการป้องกันการทุจริตหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีนะครับ ผมว่าน่าจะถ่วงดุลอํานาจไว้ไม่อย่างนั้นคนนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงก็จะไปหาเพื่อนมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้เวลาตรวจสอบจะได้จู๋จี๋กันได้ ทําให้การคานอํานาจไม่ดี ผมฝากประเด็นนี้ด้วย แล้วก็ผมจะวนไปหาเรื่องบทเฉพาะกาล อันนี้ ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการสร้างความสะอาดให้กับบ้านเมืองนั่นคือการปฏิรูปตํารวจ ผมต้องชมว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้มีความกล้าหาญเพราะตํารวจก่อปัญหานิดหนึ่ง ก็เป็นปัญหาใหญ่เพราะใกล้ชาวบ้าน ตํารวจเคยปฏิรูปครั้งหนึ่งจากกรมเป็นสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ปฏิรูปแล้วเละเลย เดิมอํานาจจะอยู่ที่ผู้บัญชาการภาค ไปบอกฝ่ายการเมือง อย่างนี้ ๆ พอทําเสร็จไม่ใช่ครับ ยิ่งทํายิ่งโต ย้ายสารวัตรเดี๋ยวนี้ยังต้องไปที่กรมเลยแทนที่ จะให้ผู้บัญชาการภาคเขาจัดการ สิ่งเหล่านี้ท่านก็บอกว่าจะต้องปฏิรูปตํารวจอะไรสารพัด แต่ว่าที่จริงต้องปฏิรูปสํานึกก่อนนะครับ วันก่อนไปจับไพ่ครับ ไพ่บริดจ์ (Bridge) ไม่รู้หรือครับว่า มันเป็นกีฬา บอกว่าเป็นพนัน ถ้าเกิดว่าท่านยุทธศักดิ์อยู่ที่นี่นะครับ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ผมจะเรียกตํารวจมาจับท่านด้วย ท่านไปเปิดงานแข่งบริดจ์ (Bridge) เมื่อ ๒ เดือนก่อน เท่ากับว่าท่านไปส่งเสริมเขาเล่นการพนันหรือครับ มันไม่ใช่ มันเป็นกีฬา ตํารวจไม่รู้ไปจับวันนี้ นักบริดจ์ (Bridge) ระดับโลกจะมา ๓๐๐ คน ยกเลิกแล้ว อีก ๑-๒ ปีเขาแข่งโอลิมปิก (Olympic) ทุกมหาวิทยาลัยมีหมดไปจับได้อย่างไร ปฏิรูปต้องปฏิรูปตํารวจให้รู้ทันด้วย ที่สําคัญอันนี้ โดนกับตัวผมเอง ที่จริงก็ไม่อยากจะพูดแต่ต้องพูด ตํารวจเมืองนนทบุรี จราจรเมืองนนทบุรี ยิงเรดาร์ (Radar) ผม ถนน ๑๐ เลน (Lane) ผมวิ่ง ๙๒ กิโลเมตรบอกว่าเร็วกว่ากฎหมายกําหนด เอาอะไรคิดครับ หิวหรือครับ หิวมากหรือครับ ผมถาม คุณจับปั๊บคุณได้เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ปรับผม ๘๐๐ บาท คุณได้ ๖๐๐ บาท รู้ไหมครับว่าชาวบ้านเขาด่า ๘๑ กิโลเมตรก็จับ มีคนโทรศัพท์มาบอกผมแล้วจับไปทําไมถนนมัน ๑๐ เลน (Lane) นะครับ อ้างว่าอยู่ในเขต เทศบาลโทลล์เวย์ (Tollway) ก็อยู่ในเขตเทศบาลครับ กรุงเทพมหานครจับสิครับ ป้ายเขียนไว้ ๘๐ กิโลเมตรทําไมไม่จับครับ คุณเอาอะไรมาคิด สิ่งเหล่านี้ผมว่าตํารวจต้องปฏิรูปมาก แล้วปฏิรูปตํารวจใช้กลไกธรรมดาไม่ได้ ผมว่าจะให้ สปท. อยู่อีก ๑ ปีไม่มีประโยชน์หรอกครับ ผมพูดอย่างนี้เดี๋ยวท่านอาจจะโกรธ ตํารวจนี้ปฏิรูปจะต้องต่อเนื่องเป็น ๑๐ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ไม่จบแค่นี้หรอกครับ ควรจะมอบ ภารกิจนี้ให้กับ ส.ว. หรือวุฒิสมาชิกรับไปเลย ส.ส. เขาจะยุ่งการเมือง ส.ว. ไม่เกี่ยวกับ การเมืองมาทํา แต่ ส.ว. อย่างที่ท่านเสนอมามันทําไม่ได้หรอกครับ กลุ่ม ๒๐ อาชีพมาแล้ว มาเลือก ๆ ตามอาชีพ พอมาปั๊บมีโหวตเตอร์ (Voter) ปุ๊บ ผมซื้อครับ หัวละแสน ผมซื้อ คะแนนสัก ๑๐๐ คะแนนเดี๋ยวผมก็ได้แล้ว ๑๐ ล้านบาท ไปเป็น ส.ว. เลือกตั้ง ๓๐ ล้านบาท เอาไม่อยู่นะครับ ฉะนั้นไหน ๆ ส.ว. จะมาทําแล้วไม่มีอํานาจถอดถอนอะไรสรรหาไปเถอะครับ จะได้รู้พ่อแม่เป็นใคร ใครเป็นคนสรรหาคนนั้นก็เป็นพ่อแม่ ลูกไม่ดีจะได้ว่าพ่อว่าแม่เขาได้ แต่เป็น ส.ว. จากสาขาอาชีพ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครหรอกครับ คุมกันไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ขอเรียนเชิญ พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๑๕ นาทีครับ
กราบสวัสดีท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วผมถูกเอาไปพูดเกือบจะหมดแล้ว ก็เหลือเรื่องที่จะกราบเรียนอยู่เล็กน้อยนะครับ เรื่องที่จะพูดในวันนี้ก็คือเรื่องโครงสร้างขององค์กรอิสระนะครับ ถ้าจะดูในร่างรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นว่าเกือบจะไม่มีการพูดถึงเลย เกือบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ก็น่าเสียดายนะครับ เพราะอาจารย์สังศิตท่านได้ทําเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เป็น สปช. ได้กําหนดอะไรไว้มากมายที่จะแก้ไข ที่จะปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างที่เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายคนที่แล้วได้พูดถึง โครงสร้างดีหรือระบบดี คนดี ทุกอย่างก็จะดี บ้านเมืองก็จะดีไปด้วย โครงสร้างหรือระบบไม่ดี คนดีบ้านเมืองก็ยังจะไปได้ แต่ถ้าโครงสร้างดี ระบบดี แต่คนเข้ามาปฏิบัติอยู่ในโครงสร้างนั้นเลย จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย บ้านเมืองก็จะถอยไป บ้านเมืองเราไม่เจริญเพราะว่าตัวที่จะ กลั่นกรองคนที่จะมาทํางานไม่มี หรือคนที่แต่งตั้งนี่แต่งตั้งคนเลวเข้ามาทํางานบ้านเมือง ถึงได้เป็นอย่างนี้ ในส่วนที่ได้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงก็คือ กกต. ที่เปลี่ยนแปลงก็คือ เพียงแต่ว่าเพิ่มจาก ๕ คนเป็น ๗ คน ผมว่าเรื่องนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญน่าจะไป พิจารณาหน่อย เพราะว่าตรงนี้เป็นส่วนสําคัญที่จะเอาคนเข้ามาทํางานบ้านเมือง มาเป็น นักการเมือง ถ้าเผื่อเราเอา กกต. แค่นี้ ซึ่งจะเห็นว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาในองค์กร กกต. มากมาย แล้วก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อ เราไม่มีการแก้ไขปรับปรุง กกต. ให้มากกว่านี้ก็คงจะกลับไปในระบอบเดิมหรือในระบบเดิม หรือในสิ่งเดิม ๆ ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก
ในส่วนต่อไปที่สําคัญก็คือ ป.ป.ช. เกือบจะพูดว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง จริง ๆ แล้ว ป.ป.ช. จะต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การจัดสรรคนหรือค้นหาคนเข้ามาเป็น ป.ป.ช. เลย เพราะที่ผ่านมาคนที่บอกว่าจะเป็น ป.ป.ช. บอกกับเพื่อนได้แล้วว่าเดี๋ยวอั๊วะจะเป็น ป.ป.ช. ก็ได้เป็น ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นแสดงว่าการสรรหาเหลวไหลมาก ไม่มีระบบเลย ผมอยากให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอาไปพิจารณาเรื่องของการสรรหา ป.ป.ช. ใหม่ แล้วเมื่อมีการประกาศรัฐธรรมนูญก็มีการสรรหาใหม่เลย คณะที่เป็นอยู่ให้โละทิ้งไปเลย ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า ป.ป.ช. เหมือนตัวสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง คดีต่าง ๆ ๗,๐๐๐ คดี ๘,๐๐๐ คดีลองไปเปิดเว็บไซต์ (Web site) ดูนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ยังอยู่เลย งานยังอยู่เลย ถ้าเราไม่ทําให้เห็นว่า คนมีความผิดต้องถูกลงโทษแล้วก็ไม่มีทางจะแก้ไขได้ คดีที่ผมเห็นอันหนึ่งซึ่งผมติดตามอยู่ เพราะเกี่ยวกับตัวผมก็คือว่าคดีที่เมื่อมีการอภิปรายครั้งสุดท้ายเรื่องของการต่อเรือ เรื่องของ การซ่อมเรือป่านนี้ลองไปถาม ป.ป.ช. สิยังไม่รู้เรื่องเลยว่าเรื่องเรืออยู่ไหน เรื่องนี้อยู่ไหน อย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วครับ
สําหรับในส่วนขององค์กรอิสระแล้วก็ไม่ได้มีการปรับปรุงหรือว่ามีการแก้ไข ให้ดีขึ้นจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคณะนี้ ผมก็คิดว่าจะสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง ต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อสงสัยว่าจะต้องทําอะไร อย่างไรบ้าง ลองไปดูรายงานของ อาจารย์สังศิตเขาเมื่อตอนที่เป็น สปช.
ในส่วนต่อไปที่ผมเห็นว่าอาจจะไม่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ จะต้องแก้ไข ตอนนี้มีอยู่ก็คือเรื่องของการตั้งศาลชํานัญพิเศษเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาก็คือยังพยายามที่จะให้มี ๓ ศาลอยู่ ซึ่งถ้าเผื่อมี ๓ ศาล ผมว่าไม่ต้องไปตั้งดีกว่า ทุกอย่างจะเหมือนเดิม เพียงแต่จะไปเพิ่มตําแหน่งหน้าที่ให้กับศาลเขาเปล่า ๆ เพราะว่า การที่เราจะต้องให้มี ๒ ศาลเพื่อให้รวดเร็ว ความรวดเร็วของการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จะเป็นตัวปรามไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันโดยต่อเนื่อง
ในส่วนของอีกองค์กรหนึ่งคือองค์กรของ กสทช. ผมอยากจะให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญช่วยไปพิจารณาในส่วนขององค์กรนี้ให้มากขึ้นหน่อย ถามว่าปัญหาเป็นอย่างไร เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาประมูลคลื่นความถี่หรือประมูล ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) เราไม่ทราบ เพราะว่าถามเจ้าหน้าที่ของ กสทช. บอกว่าเป็นการประมูล คลื่นความถี่ แต่ในใบโฆษณาหรือคําพูดต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งโบรชัวร์ (Brochure) ต่าง ๆ เป็นการประมูล ๔ จี (4G) ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะมีเส้นสนกลในอย่างไรนะครับ แต่ประเด็นใหญ่ก็คือว่าการประมูลครั้งที่ผ่านมาเราได้จาก ๒ บริษัท บริษัทละ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๒ บริษัท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราดีใจมาก ทุกคนตื่นเต้นมาก รัฐบาลตื่นเต้นมาก แต่ถ้าเราไปดูสัมปทานที่เอไอเอส (AIS) ทํากับองค์การโทรศัพท์ ๒๕ ปี องค์การโทรศัพท์ ได้เงิน ๒๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉลี่ยประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาทกว่า ๆ ต่อปี เพราะฉะนั้น น่าจะไม่ชอบมาพากล แล้วอีกอันหนึ่งก็คือทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของเอไอเอส (AIS) จะต้อง ตกเป็นขององค์การโทรศัพท์ซึ่งมีค่าประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ความสนใจต่อ กสทช. หรือให้โอกาสกับ กสทช. เป็นอิสระมากเกินไป การประมูลหรือการจัดซื้อจัดจ้างน่าจะใช้คณะกรรมการพิเศษขึ้นมา ชั่วคราวคณะหนึ่งเพื่อที่จะควบคุมในการประมูลหรือการจัดซื้อจัดจ้างอันนี้
เรื่องต่อไปก็คือเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ผมคิดว่าในส่วนของการทําธุรกรรม ระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานเอกชนควรจะยกเลิกเรื่องอนุญาโตตุลาการไปได้แล้ว เพราะทํา แล้วมีแต่รัฐจะต้องเสียเงิน ขอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญช่วยนําไปพิจารณาในส่วนนี้ ด้วยนะครับ
สุดท้ายก็คือ เนื่องจากเวลาเหลือผมก็จะขอพูดเรื่องตํารวจ อย่างที่ผู้อภิปราย เมื่อสักครู่พูดถูกต้องเลย ปัญหาของตํารวจเป็นปัญหาที่ใกล้ชิดกับประชาชนมาก ประชาชน ได้รับเคราะห์กรรมจากตํารวจมากมาย แล้วพวกเราก็ปล่อยปละละเลยมองการรายงาน ของทุกวันที่เกี่ยวกับตํารวจเป็นเรื่องจริงจัง ที่เขารายงานนั้นไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปตํารวจ เพื่อประชาชน อันนั้นปฏิรูปตํารวจเพื่อตํารวจ ผมเคยเสนอไปอาจารย์อมรจะรู้ดี เพราะผม เคยเสนอไปเรื่องของการปฏิรูปตํารวจด้วยการให้แยกการสอบสวนออกจากตํารวจ เพราะว่าตํารวจกับการสอบสวนถ้าเอาไว้ด้วยกันคนที่ได้รับเคราะห์กรรมก็คือประชาชน มีคดีเยอะแยะมากมายที่ถูกอํานาจจากผู้ใหญ่บังคับให้เจ้าพนักงานสอบสวนทําคดีที่ผิด ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม หรือแม้กระทั่งที่เร็ว ๆ นี้พนักงานสอบสวนต้องยิงตัวตาย นี่คือสิ่งที่น่าจะมองเห็นน่าจะตระหนักภัยอันนี้ หมดสมัยได้แล้วที่จะให้ประชาชนต้องมา รับกรรมอันนี้นะครับ
แล้วประเด็นอีกอันหนึ่งก็คือความคิดที่ตํารวจเคยคิดว่าจะไม่ให้นักการเมือง เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้ง โยกย้าย เป็นไปไม่ได้ ทําไปอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ เราเคย เสนอไปว่ายกเลิกตําแหน่งผู้บัญชาการภาคทั้งหมด และให้ผู้บังคับการจังหวัดเป็นใหญ่ ในแต่ละจังหวัดดูแลตํารวจภายในจังหวัด โดยให้กลุ่มประชาชนซึ่งเป็นคณะประชาชน กําหนดขึ้นมาเพื่อเป็นคนกํากับดูแล แต่งตั้ง โยกย้ายตํารวจ เราเคยเสนออันนี้ไป หวังว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคงจะเอาในส่วนที่เราเคยทําเรื่องนี้ไปพิจารณา ถ้ามีอะไรก็ลองถามอาจารย์อมรดูครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิก และของคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะแล้ว ต่อไปผมจะขอถามมติจากที่ประชุม โดยแยก คําถามเป็น ๒ ประเด็น คือ
ประเด็นที่ ๑ เห็นควรให้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ผู้อภิปรายทั้งหมดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) วันจันทร์ที่ ๘ และวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพื่อจัดส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ เห็นควรให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะที่ประสงค์เสนอความเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) โดยจัดทําเป็นเอกสารเพื่อปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ
ไฟไม่ติดครับ ผม สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล หมายเลข ๑๗๑
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขอแสดงตนครับ
มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๘๐ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมแล้ว
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมในประเด็นที่ ๑ ว่าจะเห็นควรให้รวบรวมความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกผู้อภิปรายทั้งหมดกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ และวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพื่อจัดส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่
(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๘๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๗๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ให้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกผู้อภิปรายทั้งหมดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ และวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพื่อจัดส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป
เชิญท่านดุสิตครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ มีคําถามข้อสงสัย เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกก็คงจะสงสัยคล้าย ๆ กัน มติที่เรายกมือว่าเห็นด้วย ให้จัดส่งรวบรวม ข้อเสนอแนะความคิดเห็นไปที่ กรธ. นั้น คําถามคือว่ารวบรวมไปด้วยวิธีอะไร ๑. ทุกคําที่เรา ได้อภิปรายไปนั้นมีชวเลขจดบันทึกนะครับ ทางฝ่ายเลขานุการได้บันทึกรวบรวมส่งไป หรือ ๒. ผู้อภิปรายที่มีความประสงค์ที่จะต้องการ ให้มีการรวบรวมจะต้องพิมพ์เป็นเอกสารส่งให้กับท่านประธาน หรือข้อ ๓. หรืออื่นประการใด อยากขอทราบความชัดเจนครับ
ก็ตามมติของวิป (Whip) ที่ได้แจกท่านสมาชิกไปเมื่อวานนี้ เรื่องข้อกําหนดแนวทางในการ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในวันจันทร์ที่ ๘ และวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ในข้อ ๕ ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในมาตรา ๒๖๙ ของ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) อย่างน้อย คณะละ ๑ อนุมาตรา โดยใช้ข้อความที่สั้น กระชับ เป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ข้อ ๖ ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะสรุปข้อความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้อภิปรายในวันที่ ๘ และวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เสนอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายในวันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ก่อนเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนหนึ่งนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในส่วนของที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวนั้นได้กําหนดแนวทางที่ท่านประธาน ได้กรุณาอ่านให้สมาชิกได้ฟัง นั่นคือส่วนหนึ่งของการที่จะทําให้ข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวตามมาตรา ๒๖๙ ที่มีจุด จุด จุด ไว้ให้สมบูรณ์ เพื่อที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ส่วนข้อคิดเห็น ข้อเสนอเดี๋ยวจะอยู่ในข้อที่ ๒ ที่ทําเป็นเอกสารไปที่ท่านประธาน เดี๋ยวจะถาม สมาชิกต่อไปนะครับ ส่วนข้ออภิปรายทั้งหมดที่สมาชิกอภิปรายใน ๒ วันที่ผ่านมา แล้วก็ ที่ประชุมมีมติไปแล้วว่าให้ส่งไปทั้งหมด แล้วท่านได้กรุณาถาม ผมเข้าใจว่าก็น่าจะมี ๒ แนวทาง ก็คือส่งในข้อสรุปที่เราเคยตกลงไว้ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หรือจะให้ส่งทุกถ้อยคําในส่วนของการจดบันทึกโดยชวเลขทั้งหมดก็ส่งไปได้ แต่จะเยอะมาก ผมคิดว่าเราก็ต้องเชื่อในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ว่าแต่ละท่าน ที่เสนอประเด็นสําคัญอะไรไว้ เขาก็จะสรุปส่งไปนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอเรียนเชิญท่านวันชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สปท. วันชัย สอนศิริ กราบเรียนถามท่านประธานถึงแนวปฏิบัติ เพราะผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญสําคัญ แล้วทาง กรธ. เขาก็ให้เกียรติเว้นไข่ปลาไว้เพื่อจะให้เราเขียนเรื่องการปฏิรูปไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมก็เลย อยากถามท่านประธานเพื่อความชัดเจนว่าเมื่อคณะกรรมาธิการแต่ละคณะได้เขียนร่างเบื้องต้น อย่างน้อยคณะละ ๑ อนุมาตราแล้ว ท่านบอกว่าจะเอาเข้าในวิป (Whip) เมื่อเข้าวิป (Whip) แล้วเอามาเข้าสู่ที่ประชุมนี้หรือเปล่า เพราะเป็นมติของ สปท. เราจะได้ช่วยกันดูด้วย ช่วยกัน พิจารณาด้วย ผมถามเพื่อความชัดเจน ไม่ใช่ว่าผ่านวิป (Whip) แล้วส่งไป กรธ. เลย จะถือว่า เป็นมติของ สปท. หามิได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านนิกรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ เมื่อเช้าผมก็ถามครั้งหนึ่งแล้วว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร แล้วเราก็ได้เคย ส่งไปบ้างแล้ว ทีนี้ถ้ามาถึงตอนนี้ผมมีความเห็นว่าเราประสงค์ต่อผลคงจะมี ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ ที่ถามไปแล้วเมื่อสักครู่ผมไม่ติดใจเพราะคิดว่าก็คือการรวบรวมทั้งหมดไป เหตุที่ผม ไม่ติดใจเพราะว่าถ้าเราไปแยกที่ผมได้กล่าวแล้วเมื่อเช้านี้ว่าเราจะเลือกประเด็นไหน แล้วเราเลือกประเด็นโน้นประเด็นนี้ก็ไม่ได้และประเด็นก็มีแย้งอยู่บ้าง ทีนี้ประเด็นก็คือว่า ในการอภิปรายคราวนี้ไม่เหมือนคราวอื่น ทาง กรธ. ได้ให้เกียรติมาอยู่กับเราตลอดแล้วท่านก็ จดไป คือเราต้องเชื่อเขาบ้างว่าเขาเองได้ประเด็นไปแล้วท่านประธานมีชัยเองที่ได้ ออกมาให้ความเห็นท่านก็ดูอยู่เหมือนกันในส่วนที่ก่อนจะมีการประชุม ดังนั้นผมเชื่อว่า ประเด็นสําคัญที่ทาง กรธ. มานั่งอยู่ที่นี่กับเราท่านบันทึกไป ดังนั้นการมีมติว่าเราส่งอันนี้ ตามไปเหมือนส่งไปซัพพอร์ต (Support) ที่เขาบันทึกแล้วเขาก็ไปคุยกันเอง ตรงนี้จะมี นัยสําคัญมากกว่าเป็นลายลักษณ์อักษรเสียด้วยซ้ําที่เราจะเสนอ
ประเด็นต่อมาถามว่าเราจะต้องการอะไรอีกต่อจากนี้ ก็คืออย่างที่เรียนแล้วว่า คณะกรรมาธิการแต่ละชุดมีความเห็นไปก่อนหน้านี้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แล้ว กรธ. ก็ไปยกร่างขึ้นมา ก่อนหน้านี้เราส่งไปรอบหนึ่งแล้ว ของเรามีบ้าง ไม่มีบ้าง บางข้อมีแล้ว เราก็เห็นว่ามีแล้วก็จบกันไปถือว่าได้รับการตอบสนองแล้ว บางข้อไม่มีแต่เราไม่ติดใจก็แล้วไป นี่หมายถึงที่เราเสนอไปเป็นข้อ ๆ ที่เราเสนอไปแล้วเป็นลายลักษณ์อักษรทุกชุดก็มีอยู่ ส่วนแบบที่ ๓ เราเห็นว่าเรื่องนี้มีนัยสําคัญ หมายถึงว่าอาจจะเป็นข้อ ๒ หรือข้อไหน ก็โหวตกันไปนะครับ ก็คือสรุปไปโดยกรรมาธิการว่าข้อนี้เราขอให้ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ส่วนท่านจะทบทวนหรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่านเป็นการย้ําเจตนารมณ์ของเรา นี่เป็น ๒ มิติแล้ว อันแรกส่งไปเพื่อซัพพอร์ต (Support) กับกรรมการที่เขามา อันที่ ๒ เป็นการย้ํา เป็นการรีคอนเฟิร์ม (Reconfirm) ขออภัยที่กล่าวเป็นภาษาต่างประเทศนะครับ ส่วนที่ ๓ ที่เราไม่ได้พูดกันเลยเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ผมเห็นมีจุดไข่ปลา ตรงนี้จะมีวาระ แล้วตรงนี้งงกันไปว่าจะทําอย่างไร ท่านประธานเองมาที่นี่ก็ได้ยืนยันว่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะถามเราให้เราใส่ ประเด็นก็คือว่าเรายังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ ว่าเราจะใส่เป็นชุดเป็นอะไรไปเลย ตรงนี้ที่มีความจําเป็นแต่ละคณะต้องรีบ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษามีแล้ว แต่มีเป็นไปตามนั้น ตามที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาพอใจหรือไม่ยังไม่ทราบ ของตํารวจมาแบบนั้นครอบคลุมทั้ง ๙ ประเด็นของท่านหรือเปล่าไม่ทราบ แล้วของตํารวจเอง อยู่ในชุดเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการ มีเรื่องอื่นอีกไม่ใช่ตํารวจอย่างเดียว ชุดนั้น เขาพอใจหรือเปล่าในการปฏิรูปก็ยังไม่ทราบ ดังนั้นแต่ละชุดตรงนี้อาจจะต้องไปเสนอมา เพื่อจะไปใส่ให้ครบ หลายคนมีความเห็นว่าควรจะเป็นทั้ง ๑๑ บวก ๑ ก็คือว่าที่มีตามนโยบาย ของรัฐบาล ๑๑ ด้าน แล้วก็บวกเกี่ยวกับเรื่องการปราบปรามทุจริตเข้าไปอีกด้านหนึ่ง ตรงนี้ ละครับที่เราจะใส่ ทีนี้ถ้าใส่แล้วผมมองว่าตรงนี้แต่ละชุดไปสรุปแล้วก็เสนอ พอเสนอตรงนี้ ที่ต้องเอากลับมาที่สภาแห่งนี้เพราะว่าเป็นความเห็นรวมของเราทุกคนไม่ใช่ของกรรมาธิการ คือพอเราแอปพรูฟ (Approve) ไปเราตัดสินใจว่าแบบนี้ทั้ง ๑๑ ข้อ ๑๑ ประเด็นปฏิรูป เพราะว่าทางรัฐบาลเองก็ต้องการตรงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ต้องการตรงนี้ มีนัยสําคัญมาก เพราะเรื่องนี้จะต้องโยงไปอีก ๑ ปี ตามบทเฉพาะกาลที่ว่ามาตรา ๒๖๐ กว่า ตรงนี้ที่เรา จะต้องเอากลับมาเป็นข้อ ๆ อาจจะเป็น ๑๑ ข้อ หรือ ๑๒ ข้อ แต่ไปเติมในช่องว่างให้หมด ไม่อย่างนั้นมันจะโบ๋ไป แล้วตรงนี้ที่จะต้องมีมติกันอีกครั้งหนึ่ง ผมมีความเห็นตามนี้เราจะได้ ครบถ้วนกระบวนความอย่างทางกว้าง ทางลึก และทางเป็นประเด็นที่มีนัยสําคัญ กราบเรียนเพื่อโปรดพิจารณาครับท่านประธาน
ท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ขออนุญาตพูดในฐานะกรรมาธิการนะครับ อนุญาตเอ่ยนามท่านอาจารย์วันชัยกับท่านนิกร ได้กรุณาให้ความเห็น ผมคิดว่าก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับประเด็นที่ท่านประธานได้ตั้งไว้ ๒ ประเด็น เพียงแต่ถามไป ๑ ประเด็นแล้ว ส่วนรายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวอย่างที่ ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ว่าในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนี้ก็จะนําข้อคิด ข้อเสนอของทุกกรรมาธิการ ตอนนี้ท่านก็กําลังรับผิดชอบ ไปจัดทําอยู่ และจะนําเข้ามาเสนอในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ซึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเดี๋ยวก็คงจะพิจารณาต่อไปว่าเมื่อรวบรวมมาได้ ทั้งหมดแล้ว ดูแล้วคงไม่ยาวเท่าไร คนละ ๑ อนุมาตราของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็ส่งไปแล้ว ถ้าหากว่ารวบรวมได้แล้วในเมื่อสมาชิกเสนอว่า ให้เข้าที่ประชุมเพื่อจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งผมว่าไม่น่าขัดข้องเพราะเป็นข้อเสนอแนะ ของแต่ละกรรมาธิการทุกคณะอยู่แล้วนะครับ เข้าใจว่าเดี๋ยวผมก็คงเสนอเช่นเดียวกัน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าให้นําข้อเสนอ ตามมาตรา ๒๖๙ ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาในวันจันทร์ที่ ๑๕ ที่จะถึงนี้นะครับ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราสามารถส่งให้ กรธ. ได้ อันนี้ก็คือประเด็นที่ซักถามมาน่าจะชัดเจน ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่จะถามในประเด็นต่อไป ถ้าหากคณะใดประสงค์จะขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรก็ให้แต่ละคณะนั้นเสนอมาได้ภายในวันศุกร์ เพราะว่า จะยื่นวันจันทร์ ก็ขอที่ประชุมแห่งนี้ได้โปรดมีมติว่าเมื่อกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอแก้ไข มาแล้วก็ให้ส่งไป กรธ. ได้เลย แต่ถ้าหากจะเข้าที่ประชุมอีกก็ไม่น่าขัดข้องนะครับ เพราะว่า ก็วันจันทร์ แต่เกรงว่าก็คือไม่ได้แตกต่างอะไร เพียงแต่มารับทราบเฉย ๆ นะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอเชิญท่านคํานูณครับ
กราบเรียนท่านประธาน คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ประเด็นจะใกล้เคียงกับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือว่าในประเด็นเรื่องการอภิปรายทั่วไปนี้ก็เป็นมติ ของวิป (Whip) อยู่แล้วในข้อ ๗ ข้อสุดท้ายว่าขอให้สํานักการประชุมเป็นฝ่ายสรุป ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อส่งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญภายในวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ คือเรื่องที่เราจะส่งนี้ต้องแยกกันว่า มีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือความเห็นทั่วไป ที่เราลงมติไปเมื่อสักครู่นี้ทางสํานักการประชุม จะเป็นผู้ทําสรุปไป นี่ส่วนหนึ่ง ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่าจะเป็นมติที่ ๒ ที่ท่านประธานจะขอ ก็คือว่าจะให้กรรมาธิการแต่ละคณะสรุปข้อคิดเห็นในกรรมาธิการของท่านอีกที ท่านจะตอกย้ํา อะไรบ้างก็ส่ง แล้วก็ส่งให้ท่านประธานภายในวันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ก่อนเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ทั้ง ๒ ส่วนนี้ก็จะรวบรวมส่งไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กระผม เชื่อว่าคงไม่มีท่านใดติดใจที่จะต้องนําเข้ามาสู่ที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันจันทร์ที่ ๑๕ แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งซึ่งกระผมเห็นว่าก็เป็นส่วนสําคัญเช่นกันก็คือการเติมคําในช่องว่าง ในมาตรา ๒๕๙ เกี่ยวกับเนื้อหาการปฏิรูปที่จะต้องจัดทําให้เสร็จภายใน ๑ ปีหลังจาก ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งเป็นรูปแบบฟอร์ม (Form) เดิมของเนื้อหาบทบัญญัติของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นนี้นะครับ พอถึงเวลาแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาจจะเปลี่ยนแปลงไป มากกว่านี้ เพราะว่าดูเหมือนข้อเสนอจากทุกภาคส่วนที่ต้องการให้การปฏิบัติ แยกเป็น หมวดเฉพาะก็ค่อนข้างจะมีหนาหูนะครับ แต่ว่าเราทําตามโจทย์คือเติมคําในช่องว่าง ไปก่อนตามมาตรา ๒๖๙ ซึ่งวิป (Whip) ก็ได้มีมติว่าให้แต่ละคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะ เสนอมาเป็นข้อความที่สั้น กระชับ และได้ใจความตามสมควรคณะละอย่างน้อย ๑ อนุมาตรา คือ ๑ วงเล็บนี้ แล้วก็ส่งให้ทางท่านประธานภายในเช้าวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ เพื่อที่จะเข้าประชุมในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาในชั้นหนึ่งก่อน และกระผมเห็นว่าในเมื่อมีสมาชิกอย่างน้อย ๒ ท่าน เห็นควร นํามาเสนอเพื่อที่ประชุมจะได้พิจารณารับทราบเป็นมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวาระแรกในการประชุมวันจันทร์ที่จะถึงนี้ วันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ กระผมเห็นว่าก็น่าจะเป็นไปได้ครับ เพราะว่าก็ยังคงเป็น วันสุดท้ายอยู่ในกรอบเวลาที่เมื่อเราได้มติแล้วเราก็จะได้ส่งไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในบ่ายวันนั้น เพียงแต่ว่าก็คงจะไม่ต้องมาอภิปรายกันยาวนานเกินไปนักเพราะถือว่ามีที่ประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งก็ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะนั่งอยู่แล้วก็จะช่วยกลั่นกรองให้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วก็ นํามาเสนอที่ประชุมอีกทีหนึ่งในวาระแรกของการประชุม สปท. ใหญ่ในวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ก็คือสรุปเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกสํานักการประชุมสรุปไป แล้วอีกส่วนหนึ่งที่จะเป็น มติต่อไปก็คือคณะกรรมาธิการแต่ละคณะท่านทําสรุปของท่าน ทําประเด็นเน้นย้ําของท่าน ส่งมายังท่านประธานภายในวันศุกร์แล้วก็ส่งไป นี่คือกลุ่มแรก อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องเติมคํา ในช่องว่าง ก็ส่งสู่ท่านประธานภายในเช้าวันพฤหัสบดีนําเข้ากลั่นกรองในที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วนํามาให้ ที่ประชุมขอมติในวาระแรกของวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ กระผมขออนุญาตเสนอความเห็น เช่นนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นนอกจากที่ท่านคํานูณเสนอไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าที่ประชุมมีความเห็นเป็นไปตามที่ท่านคํานูณเสนอนะครับ ต่อไปก็เป็น มติที่ ๒ นะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมในประเด็นที่ ๒ เห็นควรให้คณะกรรมาธิการ แต่ละคณะที่ประสงค์เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) โดยจัดทําเป็นเอกสารเพื่อปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ สําหรับเรื่อง การตรวจสอบองค์ประชุมผมคิดว่าคงไม่จําเป็นเพราะว่าเป็นการลงมติต่อเนื่องก็คงจะถือ องค์ประชุมที่เราได้รายงานเมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียงนะครับ ขอเชิญแสดงตนแล้วก็ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เจ้าหน้าที่รายงานผลนะครับ ๑๘๑ ท่าน ตกลงจํานวนผู้เข้าประชุม ๑๘๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๗๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะที่ประสงค์ เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) โดยจัดทําเป็นเอกสารเพื่อปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ทั้งนี้ ให้จัดส่งเอกสารตามที่สภามีมติทั้ง ๒ ประเด็น ต่อประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ภายในวันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ก่อนเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา จบการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... (ร่างเบื้องต้น) ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๒ คณะแล้ว ขอบคุณคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุม ทุกท่าน ผมขอปิดประชุมครับ สวัสดีครับ