เฉลิมชัย สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ชูกลไกป้องกันทุจริต-ถ่วงดุลอำนาจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญอย่างสร้างสรรค์ โดยชื่นชมบทบาทของประธาน กรธ. และเน้นความสำคัญของร่างฉบับนี้ในการป้องกันการทุจริต ผ่าทางตันการเมือง และเสริมอำนาจองค์กรอิสระเพื่อป้องกันรัฐล้มเหลว พร้อมเสนอให้กำหนดมาตรฐานจริยธรรมในรัฐธรรมนูญถาวรแต่แรก และสนับสนุนการสรรหา ส.ว. เพื่อถ่วงดุลอำนาจ โดยย้ำความจำเป็นของกระบวนการที่หลากหลายและเข้มแข็ง แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบางฝ่าย

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมก็เตรียมเนื้อหาที่จะมา อภิปรายให้กับทาง กรธ. ท่านฟัง เพราะเสียดายตอนนี้ผมไม่ทราบว่าจะพูดให้ใครฟังนะครับ ท่านบังเอิญไปรับประทานข้าวพร้อมกันแล้วสายข่าวของผมเช็ก (Check) ที่ตึกโน้นแล้ว เขาบอกว่า กรธ. รับประทานข้าวพร้อมกันอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าประเด็นที่ผม จะอภิปรายนั้นเป็นประเด็นที่คิดว่ามีความสําคัญแล้วก็มีความจําเป็นตั้งใจที่จะถ่ายทอดแล้วก็ เติมเต็มในสิ่งที่ทาง กรธ. ท่านทํามา ซึ่งมีพี่ ๆ สมาชิกในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้พูดในประเด็นเรื่องของทางสาธารณสุข ไปครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ผมก็จะไม่ขออภิปรายในเรื่องประเด็นทางสาธารณสุข จะไป อภิปรายในประเด็นอื่นที่คิดว่ามีความสําคัญแล้วก็ยังไม่มีใครพูดถึง ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แล้วก็กล่าวหาด้วยถ้อยคําวาทกรรม ต่าง ๆ นานา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์เรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนางงาม ฉบับนี้ ผมขออนุญาต ผมชมท่านเลยครับ ผมเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับชายงาม มีข้อดี มีจุดเด่นอยู่มากมายหลายประการ ถ้าให้เวลาผมมากกว่านี้ผมหาข้อดีที่จะมาอภิปรายได้เป็น ๑๐ ประเด็น ๒๐ ประเด็น ๓๐ ประเด็น แต่ตอนนี้เวลาน้อยแล้วก็อภิปรายเป็นคนสุดท้าย ของคณะกรรมาธิการผม ก็เอาว่าผมรวบรวมง่าย ๆ ย่อ ๆ ได้ ๔ ประเด็นนะครับ ชายงามของผมมีสิวฝ้าเล็กน้อย มีไขมันที่จะต้องไปทําการขัดสีฉวีวรรณผิวพรรณอะไรบ้าง ซึ่งประเด็นที่สําคัญหลายท่านได้พูดไปแล้ว ผมขอเสริมเติมแต่งดังต่อไปนี้ ประเด็นที่เป็น จุดเด่นอย่างยิ่งผมขออนุญาตใช้ ๔ ป ที่ผมรวบรวมได้

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ป แรก เป็น ป ปราบโกง ปราบโกงนี่สมาชิกหลายท่าน ได้พูดไปแล้ว ผมขอชมท่านอาจารย์มีชัย ท่านประธาน กรธ. เลยถ้าท่านฟังอยู่ ดูอยู่ ผมกราบคารวะท่าน ท่านเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผม ผมเคารพท่านอย่างมาก ท่านเป็นประธานงานแต่งงานของผมเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้ท่านมาทํางาน ทดแทนคุณแผ่นดิน วิธีการปราบโกงของท่านหลายเรื่องเป็นยาแรงที่หลายท่านได้อภิปราย ผมเห็นและชมอย่างยิ่งผมก็จะไม่พูดซ้ํา แต่ผมชมว่าท่านสุดยอด หลายอย่างท่านสกัดไว้ ตั้งแต่ต้นทางหลายคนต้องมนต์สะกดเลย เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังเซ็งแซ่ค่อนข้างมาก ผมเชื่อว่าหลายเรื่องที่ทางการเมืองออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องปราบโกง นี่ละครับ แต่เวลาที่จะพูดโจมตีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือทาง กรธ. เขาคงไม่มุ่งโจมตีเรื่องว่า กรธ. ออกกฎหมายปราบโกงรุนแรงเกินไปก็เลยไปใช้ประเด็นอื่น ผมจะไม่พูดถึง ประเด็นปราบโกง

ประเด็นสําคัญที่ ๒ ป ที่ ๒ คือ ประเทศ สามารถผ่าทางตันผ่านวิกฤติได้ด้วย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าหลายท่านจําเหตุการณ์เมื่อ ๒ ปีที่แล้วได้ ปี ๒๕๕๗ ทุกอย่างหยุดนิ่ง ประเทศเกือบจะกล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะเกือบจะเป็นเฟลสเตท (Failed state) หรือรัฐล้มเหลว รัฐบาลยุบสภาก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีประธานรัฐสภา บังเอิญอีกประธานวุฒิสภาท่านถูกคําสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะมีคดีความ ก็ไม่มีประธาน วุฒิสภา ก็ไม่มีรองประธานรัฐสภา เกิดอะไรขึ้นครับ มีแต่รองประธานวุฒิสภา ก็ตีความกัน วุ่นวายมากมายไปหมด เราไม่มีทั้งรัฐบาล ไม่มีทั้งหัวหน้าของฝ่ายนิติบัญญัติ ประเทศเกือบจะถึง ทางตัน มีเสียงเรียกร้องกันมากให้ใช้มาตรา ๗ จะใช้ได้อย่างไร บอกว่าให้ใช้มาตรา ๗ ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ผมยังจําได้วุฒิสภาตอนนั้นประชุมกันหลายครั้งหลายรอบ เราก็พยายามผ่าทางตันให้กับประเทศ แต่ทําไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนมาตราโน้น เดี๋ยวจะโดน มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๕๘ เดี๋ยวจะโดนส่งศาลรัฐธรรมนูญเพราะว่ารองประธานวุฒิสภา ไม่สามารถทําหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ เรียกประชุมก็ไม่ได้ ตอนนั้นปิดสมัยประชุมอีก ไปกันใหญ่เลยครับ มันพัลวันพัลเก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน สามารถผ่าทางตัน ตรงนี้ได้ ถ้าผ่าทางตันตรงนี้ได้ตอนนั้นถ้าย้อนหลังกลับไปสามารถแก้วิกฤติของประเทศไทยได้ คงไม่มาถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนบัญญัติไว้ให้รองประธาน วุฒิสภาสามารถทําหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ คือคําว่าทําหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ เกิดอะไร ขึ้นครับ ก็คือทําหน้าที่รองประธานรัฐสภาได้ กฎหมายเขียนไว้ว่าถ้าในกรณีที่ไม่มีประธาน รัฐสภา รองประธานรัฐสภาทําหน้าที่ได้ นั่นคือหมายความว่ารองประธานวุฒิสภาสามารถ ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ เกิดอะไรขึ้นครับ สามารถเรียกประชุมวุฒิสภาได้ ไม่มี นายกรัฐมนตรี ในที่สุดสามารถที่จะผ่าทางตันตรงนี้ได้ถ้าใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในกรณีนี้ สามารถเทียบเคียงใช้มาตรา ๗ ถ้ามีการประชุมวุฒิสภา ซึ่งประธานวุฒิสภาทําหน้าที่ ประธานรัฐสภา สามารถนําชื่อบุคคลขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพราะตอนนั้น ไม่มีรัฐบาลครับ ไม่มีนายกรัฐมนตรี และต่อมานายกรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่เพราะว่า ยุบสภาดันโดนศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาอีกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีที่รักษาการ ก็ทํางานไม่ได้อีกก็ต้องให้ตั้งรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาวุ่นวายไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าผ่าทางตัน ด้วยวิธีการนี้สามารถแก้วิกฤติของประเทศในตอนนั้นได้ อาจจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอกด้วย มาตรา ๗ ก็เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัย แต่ก็มีเสียงอีกบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีสิทธิที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ ประเด็นนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่าทางตันตรงนี้ให้อีก ในมาตรา ๖๐ วรรคสอง เขียนไว้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอํานาจในการพิจารณา วินิจฉัยอํานาจและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ถ้าท่านสามารถวินิจฉัยตรงนี้ได้ตอนนั้นประธานวุฒิสภาซึ่งถูกทําการโดยรองประธานวุฒิสภา ก็อาจจะมีสิทธิที่จะนํารายชื่อบุคคลขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประเทศก็ไม่ถึงวิกฤติ ตอนนั้นก็สามารถผ่าทางตันได้ นี่คือข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือสามารถผ่าทางตันได้ และผมเชื่อว่านี่ละครับคือหมัดเด็ดที่ทาง กรธ. ต้องการที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กร ที่จะช่วยทําหน้าที่ในการแก้วิกฤติหรือผ่าทางตันของประเทศถ้าจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเรื่อง ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องมี คปป. ประเด็นนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถูกกล่าวหาอีกว่า ให้อํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป ก็แล้วแต่มุมมองครับ ขึ้นอยู่กับว่า ท่านต้องการให้เหตุการณ์มาถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม หรือท่านต้องการให้มีองค์กรใด ที่มาทําหน้าที่ผ่าวิกฤติให้กับประเทศ

ประเด็นถัดไป ป ที่ ๓ ผมชอบมาก ประมวลจริยธรรม ป นี้มีทีเด็ดมาก ขออนุญาตใช้เวลานานนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ คําว่า ประมวลจริยธรรม หรือมาตรฐาน จริยธรรม พูดกันมากตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เหมือนเป็นอะไร ที่ลอยอยู่ในอากาศ ผมเห็นคนหลายคนที่เดินไปเดินมาในสภาแห่งนี้ในอดีต เห็นคนหลายคน ที่เดินอยู่ในทําเนียบรัฐบาล เห็นคนหลายคนที่เดินอยู่ในองค์กรอิสระบางคน ผมดูแล้ว เคลือบแคลงในเรื่องของจริยธรรมของท่านด้วยพฤติกรรมอะไรบางอย่าง แต่ร่างรัฐธรรมนูญ เขียนเอาไว้ลอย ๆ เขียนเอาไว้ไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน เขียนเอาไว้ไม่มีองค์กรที่จะพิจารณา เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน แต่เรื่องนี้ กรธ. ทําไว้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และผมขอขอบคุณ ผมกราบท่านอย่างงาม ๆ เลยว่าท่านเขียนไว้อย่างดีมาก ไม่เรียกว่าซ่อน แต่เรียกว่าฝังไว้ ในหลายมาตรา ผมดูเร็ว ๆ คิดว่าผมมีเวลามากพอ ท่านประธานครับ ผมคนสุดท้ายของ คณะกรรมาธิการ มาตรา ๙๖ ว่าด้วยเรื่อง ส.ส. ต้องมีมาตรฐานพฤติกรรมทางจริยธรรม ไม่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง มาตรา ๑๐๖ (๗) ส.ว. มาตรา ๙๖ ส.ส. นะครับ มาตรา ๑๐๖ ส.ว. มาตรา ๑๕๕ รัฐมนตรี มาตรา ๑๖๕ กําหนดวิธีการคือให้ กกต. สามารถ ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญได้ มาตรา ๒๑๕ อันนี้สําคัญ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ มีหน้าที่ที่จะพิจารณาร่วมกันเพื่อกําหนดมาตรฐานจริยธรรมของทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ อันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ ถ้าผู้ใด ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญเอง องค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงมีองค์กรที่มีหน้าที่ดูแล้วส่งเรื่อง ให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ผลที่เกิดขึ้นคือสามารถวินิจฉัยให้พ้นจากตําแหน่งได้ อันนี้มีทั้งประเด็นที่ผมเห็นด้วยแล้วก็มีทั้งประเด็นที่ผมขอฝากความห่วงใยไปทาง กรธ. ดังนี้ ท่านประธาน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระช่วยกัน กําหนดคือทํามาตรฐานจริยธรรมให้เสร็จภายใน ๑ ปีหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ หลังจากนั้นลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วบังคับใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดคุณสมบัติข้อต้องห้ามต่าง ๆ ของทั้ง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรี ครม. นายกรัฐมนตรี ไว้เรียบร้อยแล้วในร่างรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติถาวร แต่ร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนให้ว่าหลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีผลบังคับใช้แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระช่วยกันทํามาตรฐานจริยธรรม หลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับแล้วให้ช่วยกันทํามาตรฐานจริยธรรมขึ้นมา แล้วมาตรฐานจริยธรรมนั้นสามารถนําไปพิจารณาเพื่อที่จะถอดถอนบุคคลต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวแล้ว อันนี้เป็นความห่วงใย แสดงว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ท่านไปกําหนดให้ทํา ภายหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว อันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ผมเปรียบเทียบ เหมือนกับเป็นการเพิ่มเติม เติมแต่งร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพราะเราไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระท่านจะไปเขียนมาตรฐานจริยธรรมไว้อย่างไร ท่านจะไปกําหนดไว้อย่างไร ภายหลังว่าประพฤติอย่างไรถึงจะเรียกว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง แล้วส่งเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วก็ถอดถอนเขา เพราะร่างรัฐธรรมนูญตอนแรกเขียนคุณสมบัติไว้ แบบหนึ่ง แต่ตอนหลังพอร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว แค่คนไม่ถึง ๑๐ คน คือศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระช่วยกันทํามาตรฐานจริยธรรม และมาตรฐานจริยธรรมนั้นละไปถอดถอน ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทั้งหมด เหมือนกับ เป็นการเพิ่มเติม แก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วยคนเพียงประมาณไม่เกิน ๑๐ คน อันนี้ผมฝาก ด้วยความห่วงใยไปยัง กรธ. ว่าจะเกิดวิกฤติจริยธรรม วิกฤติรัฐธรรมนูญขึ้นในอนาคต แก้ไขได้ครับ แทนที่เราจะไปกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระท่านไปทํามาตรฐาน จริยธรรมขึ้นทีหลัง หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ท่านทําเสียก่อน ทําเสียเลย วิธีการคือทําเป็นมาตราใหม่ ทําเป็นหมวดใหม่ หมวดว่าด้วยจริยธรรมเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ บัญญัติขึ้นมาเลย แล้วท่านก็เขียนไปเสียเลย เขียนไว้ในหมวดจริยธรรมเลยว่า อันไหนคือมาตรฐานจริยธรรม เขียนมาเลยครับ ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญถาวรเลย ไม่ใช่ไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเขียนมาตรฐานจริยธรรมขึ้นภายหลัง จะเสมือนเป็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครับ เพราะว่ามาตรฐานจริยธรรมนั้นสามารถ มาถอดถอน ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรีได้ในอนาคต รับรองทะเลาะกันวุ่นวาย เพราะฉะนั้น ท่านเขียนไว้ก่อนเลยแยกออกมาเป็นหมวดต่างหากว่าด้วยหมวดจริยธรรม

ประเด็นถัดไปต้องย้อนกลับมานิดหนึ่ง ที่มา ส.ส. ที่มา ส.ว. พูดกันเยอะ ผมพูดสั้น ๆ นิดเดียว ที่มา ส.ส. พูดกันมากแล้ว งานวิจัยก็เยอะ เขตใหญ่ซื้อยาก เขตเล็กซื้อง่าย ผมคิดว่านักวิชาการเขาให้ข้อมูลมาชัด รวมทั้งเรื่องของที่มา ส.ว. ต้องพูดยาวอีกนิดหนึ่ง กรธ. ไม่หนักใจในเรื่องของการสรรหาองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็มาจาก การสรรหา กกต. ก็มาจากการสรรหา ป.ป.ช. ก็มาจากการสรรหา ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ล้วนมาจากการสรรหาทั้งสิ้น ไม่ได้มีอคติ ท่านไม่กลัวเรื่องวาทกรรมที่จะมาโจมตีว่าองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่พอมาสมาชิกวุฒิสภาท่านมากังวลกับวาทกรรมที่โจมตีต่อต้าน เราอย่าไปเขียนให้ ส.ว. ไม่มาจากอํานาจประชาชน ไม่ยึดโยงกับประชาชน ท่านก็เลยให้ไปยึดโยงกับอาชีพต่าง ๆ อันนี้ความห่วงใยของประชาชนและภาคสังคมมีเยอะ ผมว่าทั้ง สปช. สปท. หลายท่าน ได้ให้ความคิดเห็นไปแล้วว่าการล็อบบี (Lobby) ต่าง ๆ นั้นมีขึ้นมากมาย แต่ที่ผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งแล้วก็ขอค้าน คือถ้าจะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด อันนี้ผมขอค้าน ท่านประธานครับ ผมมีความทรงจําที่เศร้านิด ๆ แต่ว่าก็ไม่เป็นไรผ่านไปแล้ว ๒ ปีที่แล้วผมถูกเชิญให้ออก จากห้องนี้ ถูกเชิญให้ออกจากที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพราะหลังจากที่ทํางานสมาชิกวุฒิสภา มาได้พอสมควร ผมได้เห็นพฤติกรรม ได้เห็นอะไรต่าง ๆ ที่เป็นปลาสองน้ําระหว่างสรรหา และเลือกตั้งที่ขัดแย้งกันมาโดยตลอด มีวาทกรรมด่ากันไปว่ากันมา จนวันหนึ่งผมก็ทนไม่ได้ เหมือนกัน ผมก็หลุดคําว่า สภาทาส ในสภาแห่งนี้ ก็ถูกให้ถอน ผมไม่ถอน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เชิญออกนอกห้องประชุม ผมก็ไปเดินวนนอกห้องประชุมอยู่ ๓ ชั่วโมง ผมไม่ถอน เพราะผมเห็นเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องการที่จะให้เกิดขึ้นอีก ถ้อยคําที่โจมตีด่าว่าวุฒิสภามีมากมายในอดีต สภาหมอนข้าง สภาผัวเมีย สภาทาส สภาครอบครัว สภาอะไรสารพัดแล้วแต่ว่าจะสรรหามาได้ ทํางานไปท่ามกลางคําเสียดสี ส.ว. ลากตั้ง มันเสียหายตรงไหน เราทํางานด้วยความรู้สึกสํานึกทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ด้วยความตั้งใจทํางานอย่างเต็มเปี่ยม ทําการบ้านทุกเม็ด กฎหมายทุกฉบับเราแปรญัตติ เราอภิปรายในสิ่งที่มีสาระ ที่มีประโยชน์ ที่มีความสําคัญ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทําเสร็จก็ ส.ว. ลากตั้ง เราแปรญัตติกฎหมายก็ ส.ว. ลากตั้ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า กรธ. ไม่ต้องไปสนใจในวาทกรรมเหล่านี้ สิ่งที่เป็นปลายทางคือประโยชน์ของประเทศชาติ ทําไปเถอะครับ จะลากตั้งหรือจะสรรหาเราก็ทํา ผมคิดว่าอย่างไรก็มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ ผมฝากไว้ก็คือการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาเท่านั้นเอง ท่านทําให้ มีจํานวนมากขึ้น โอเค (Okay) ครับ ๗ คนอาจจะน้อยไป ท่านทําให้มากขึ้น อาจจะเป็น ๑๐ คน ๑๓ คน ๑๕ คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมือง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธาน กกต. ประธาน ป.ป.ช. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน ประธาน ที่ประชุมอธิการบดี อาจจะมีผู้นําฝ่ายค้าน อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านระดมเข้ามาได้ครับ ๑๕ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ระดมกันเพื่อเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาอาชีพที่มีความรู้ มีความสามารถเข้ามาเป็น ส.ว. สรรหา เพื่อที่จะ ทํางานตรวจสอบ ถ่วงดุลการทํางานของสภาผู้แทนราษฎร คือการกลั่นกรองกฎหมาย การให้บุคคลดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ท่านไม่ต้องไปสนใจวาทกรรมถ้าคิดว่า เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง อันนี้ก็มาตรงกับที่มีผู้เสนอไว้เมื่อวาน จริง ๆ ผมเสนอไว้ อยู่ในบทถาวรด้วยซ้ํา แต่มีผู้เสนอให้อยู่ในบทเฉพาะกาล ส.ว. ชุดแรกให้อยู่ในบทเฉพาะกาลว่า ให้มาจากการแต่งตั้งของ คสช. อันนี้ก็คงจะมีทั้งผู้เห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วย ก็เป็นนานาจิตตัง แต่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้น แต่ผมเชื่อในปรัชญาของ ส.ว. สรรหา ใครจะด่าว่าผมอะไร อย่างไร ผมไม่สนใจ ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมจะฝากไว้คือ