ธีระภาพ ห่วงร่างรัฐธรรมนูญไม่ระบุสิทธิรักษาฟรี-กระทบประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ธีระภาพ เสนะวงษ์ หารือร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสาธารณสุข โดยเปรียบเทียบมาตรา 51 กับรัฐธรรมนูญปี 2550 และห่วงใยการไม่ระบุสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงการขาดบทบาทของเอกชนและชุมชนในการจัดบริการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในบริบททรัพยากรที่จำกัด และเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพเพื่อลดภาวะเจ็บป่วยผ่านการเปรียบเทียบมาตรา 68 และมาตรา 80

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ สมาชิก สปท. ขออนุญาตอภิปรายในประเด็นของกิจการ ด้านสาธารณสุขที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ร่างเบื้องต้น) ในมาตรา ๕๑ เปรียบเทียบกับที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีข้อห่วงใย และข้อพิจารณาอยู่ ๓-๔ ประการด้วยกัน

ประการแรก ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ที่ได้ร่าง รัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๑ ออกมาซึ่งกําหนดไว้ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ ในกรณีที่กําหนดไว้ว่ารัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มี ประสิทธิภาพและคุณภาพได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง หากมีการกําหนดไว้ในเจตนารมณ์ของ การร่างรัฐธรรมนูญตามที่ท่านประธานพรพันธุ์ได้กล่าวไว้แล้วก็จะเกิดความเข้าใจตรงกัน ทั้งประชาชนและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดประเด็นปัญหาขึ้นมา เพราะว่า การร่างครั้งนี้รัดกุมและครบถ้วนดี นอกจากนั้นแล้วการร่างในมาตรา ๕๑ ผมขออนุญาต ชื่นชมครับ ได้มีการกําหนดเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญา ด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่เคยมีการบัญญัติไว้ก่อนในรัฐธรรมนูญ ฉบับใด นับว่าเป็นโอกาสดีแล้วก็เป็นสิ่งที่จะนําไปพัฒนาแล้วก็ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ ได้อย่างยิ่งต่อไป อย่างไรก็ตามในมาตรา ๕๑ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรา ๕๑ เช่นเดียวกัน ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ พบว่าในมาตรา ๕๑ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กําหนดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการทางสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ได้ ระบุไว้ในมาตรา ๕๑ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะเกิดข้อปัญหาได้กับประชาชน ถ้านํามาเปรียบเทียบกัน เราทราบกันดีว่าการให้บริการทางด้านสาธารณสุขของรัฐไม่อาจ ทําได้เต็มที่เนื่องจากความจํากัดของทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนหรือว่าเรื่องของ งบประมาณก็แล้วแต่ อันนี้เป็นข้อห่วงใยเฉย ๆ นะครับ แต่ถ้ามีการกําหนดไว้ใน เจตนารมณ์แล้วว่ารัฐจะทําอย่างครอบคลุมและทั่วถึง เหมาะสมตามคุณภาพแล้ว ผมคิดว่า อันนี้ก็อาจจะเป็นข้อลดความห่วงใยลงไปได้บ้างนะครับ

กรณีที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กําหนดแนวนโยบายของรัฐ ด้านสาธารณสุขเอาไว้ว่ารัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้น การสร้างเสริมสุขภาพอันนําไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน รวมทั้งจัดและส่งเสริม ให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และส่งเสริม ให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและจัดบริการสาธารณสุขโดยผู้มีหน้าที่ ให้การบริการดังกล่าวซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมย่อมได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมาย ก็จะแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเด็นด้วยกันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ร่างไว้นะครับ

อันแรก คือเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ มีการกล่าวไว้ในมาตรา ๖๘ ว่ารัฐพึง แต่ว่าในมาตรา ๘๐ ของกฎหมายเดิมกําหนดไว้ว่ารัฐต้อง เพราะฉะนั้นความแตกต่างตรงนี้ ก็เป็นประเด็นนิดหนึ่ง แต่ถ้ารัฐดําเนินการได้ในการสร้างเสริมสุขภาพก็จะทําให้การเจ็บป่วย ของประชาชนลดลง

อันที่ ๒ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดไปก็คือเรื่องการส่งเสริมเอกชน และชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและจัดบริการสาธารณสุข กล่าวคือหากส่งเสริมเอกชน ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระเรื่องการจัดบริการสุขภาพของรัฐลง แล้วก็นําไปสู่การที่จะต้องมี เมดิคัลฮับ (Medical hub) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องชุมชน การส่งเสริม ชุมชนก็คือว่าให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหาสาธารณสุขของแต่ละท้องที่ มีความแตกต่างกัน และนอกจากนั้นแล้วชุมชนอาจจะมีงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เข้ามาเป็นปัจจัยเสริมการพัฒนากิจการสาธารณสุขของภาครัฐอีกด้วย ขออนุญาตกล่าวถึง ประเด็นสําคัญที่สุดที่ได้รับการร้องเรียนมาจากผู้มีหน้าที่ให้การบริการสาธารณสุข ทั้ง ๖ ประเภท หรือ ๗ ประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบําบัด ก็คือในกฎหมายเดิมกําหนดว่าให้การคุ้มครอง ผู้ที่มีหน้าที่ให้บริการ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม แต่ในกฎหมายใหม่ มิได้มีข้อความนี้ปรากฏอยู่นะครับ เป็นความห่วงใยว่าขณะที่มีการกําหนดความคุ้มครอง ดังกล่าวแล้วก็ยังมีคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาลกรณีที่ผู้ได้รับความเสียหายจากการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมอยู่เนือง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการคุ้มครองดังกล่าวแล้วผลเสียจะเกิด ขึ้นกับประชาชน อาทิเช่น การปฏิเสธการรักษา หรือทําให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ที่จะต้องมีการตรวจค้นโรคเพิ่มมากขึ้น นั่นคือผลเสียก็เกิดขึ้นกับประชาชน จึงขอเป็น ข้อห่วงใยไว้สําหรับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าน่าจะมีการเพิ่มเติม ๒ ประเด็นหลัก ที่ผมกล่าวไว้แล้วตอนท้าย ก็คือเรื่องการส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการ ให้บริการสาธารณสุข ตลอดจนเรื่องการคุ้มครองผู้มีหน้าที่ให้บริการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ