วลัยรัตน์ ชี้รัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองเสรีภาพสื่อ-เสนอแก้มาตรา 34-35

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือบทบาทของรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการทำงานของสื่อมวลชน เน้นย้ำความสำคัญของการถ่วงดุลอำนาจ ความโปร่งใส และการป้องกันการแทรกแซงจากรัฐ พร้อมเสนอแก้ไขมาตรา 34 และมาตรา 35 เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย เสริมสร้างธรรมาภิบาลในสื่อ เปิดเผยข้อมูลอย่างกว้างขวาง และป้องกันการผูกขาดหรือครอบงำสื่อโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมถึงการเพิ่มมาตรา 35/1 เพื่อคุ้มครองสื่อทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านเพิ่มพงษ์มากค่ะ ท่านที่จะอภิปรายเป็นท่านสุดท้ายของ ด้านการสื่อสารมวลชน คือท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ท่านเป็นอดีต สปช. และอดีต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในช่วงปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๑ เรียนเชิญค่ะ สําหรับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนอกจากรัฐธรรมนูญจะเป็นการก่อตั้งอํานาจ การถ่วงดุลอํานาจ และหลักประกันการใช้อํานาจ มิให้อํานาจใดเป็นอํานาจที่มีอยู่ จนมากเกินไป สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญยังอยู่ที่การให้หลักประกันในการใช้สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนว่ารัฐจะต้องเข้ามาจํากัดการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากหรือน้อย เพียงใดนะคะ

อีกประการหนึ่ง คือในอดีตที่ผ่านมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ยอมรับมากนะคะ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีต ที่ผ่านมา กล่าวคือรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ในการขยายสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนทําให้ยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และต้องจัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้การยอมรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นเป็นของประชาชน นั่นเป็น เสรีภาพเดียวกันกับเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากได้รับการบัญญัติไว้ รวมกับเสรีภาพของประชาชนอย่างเด่นชัดในมาตรา ๓๙ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และต่อมาภายหลังเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังได้รับการตอกย้ําให้มีการชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการเขียนเพิ่มถ้อยคําเพื่อรับรองให้ปรากฏในส่วนที่ ๗ ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนในมาตรา ๔๕ นอกจากเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนจะได้รับการรับรองไว้ว่าเป็นเสรีภาพที่เป็นเนื้อเดียวกันมาแล้ว ยังปรากฏ เพิ่มเติมในส่วนที่เป็นคําสั้น ๆ และมีสาระสําคัญเป็นอย่างยิ่งว่าการจํากัดเสรีภาพนั้น จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน เพื่อป้องกัน หรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน เมื่อนํามาอ่านประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับ ความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่เป็นการขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ท่านจะพบว่าการขาดหายไปของคําเล็ก ๆ น้อย ๆ คํานี้จะมีนัยความหมายที่ใหญ่ ๆ และยืดยาวนานกว่า ๑๙ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงปัจจุบัน กล่าวคือคําว่า เฉพาะ หมายความถึงการจํากัดเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการตรากฎหมายขึ้นเป็นการเฉพาะ กล่าวคือ ต้องเป็นการตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ที่จะจํากัดเสรีภาพนั้นอย่างชัดเจนโดยไม่เปิดช่อง ให้ใช้วิธีการตีความของผู้ใช้อํานาจได้ กฎหมายฉบับใดเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ ดังนี้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะทําให้เสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอนลงไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมถ้อยคํา ที่ทําให้อาจมีการตีความว่า การจํากัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนนั้นจะกระทําได้ เมื่อมีการตีความว่ากฎหมายฉบับนั้นเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยก หรือความเกลียดชังในสังคม ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ทําลายเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการรับรองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นที่บัญญัติไว้ในตอนต้นลง อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือความแตกแยกหรือความเกลียดชังของผู้คนในสังคมไม่อาจป้องกันได้ด้วยวิธีการ ตรากฎหมายมาเพื่อทําให้เกิดการสร้างความรักหรือความสามัคคีขึ้น แต่การลดความแตกแยก หรือความเกลียดชังต้องอาศัยกระบวนการการเยียวยาและการแก้ไขด้วยกิจกรรมทางสังคม เพื่อนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและทัศนคติ และจําเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเวลาเพื่อการเพาะบ่มจิตใจของประชาชนในชาติเป็นสําคัญ ดิฉันจึงขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๔ ดังนี้ มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพ ตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครองเท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือขัดต่อ ศีลธรรมอันดีของประชาชน

ประการที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย มาตรา ๓๕ ดังได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพที่เป็น เนื้อเดียวกันกับเสรีภาพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยเหตุผลที่ว่าเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพที่เป็นดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย ของรัฐธรรมนูญ เพื่อการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนนั้น มีความจําเป็นเพื่อปกป้องความปลอดภัย และประโยชน์สาธารณะ จึงทําให้ความคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนจําเป็นต้องได้รับ การรับรองให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่ความคุ้มครองหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญจะขยาย ให้แก่สื่อมวลชนก็เป็นความคุ้มครองหรือเสรีภาพที่จะต้องมีขอบเขตจํากัดอยู่บนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบที่สื่อมวลชนพึงมีต่อประชาชนหรือต่อสาธารณะ ซึ่งความรับผิดชอบดังกล่าว หมายถึงจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพพร้อมกันไปด้วย คําว่าวิชาชีพเป็นที่มาของคําว่า วิชา รวมกับคําว่า อาชีพ หรือหมายถึงอาชีพที่ประกอบไปด้วยวิชานอกจากคําว่า วิชาชีพ ตรงกับ คําในภาษาอังกฤษว่าโปรเฟสชันนัล (Professional) มาจากคําว่า อาชีพและคําปฏิญาณ ซึ่งหมายถึงงานที่ตนได้ปฏิญาณว่าจะทําไปตลอดชีวิตเป็นงานที่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอน มานาน เป็นงานที่มีขนบธรรมเนียมและจรรยาบรรณของหมู่คณะโดยเฉพาะ จากคุณลักษณะ และความหมายของคําว่า วิชาชีพ ดังกล่าว ทําให้อาชีพสื่อในปัจจุบันได้รับการยกย่องว่า เป็นวิชาชีพ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้และคําปฏิญาณ ซึ่งหมายถึงจริยธรรมในการปฏิบัติ หน้าที่พร้อมกันไปด้วย และด้วยเหตุผลดังกล่าวในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญให้ความสําคัญว่า อาชีพสื่อมวลชนมีความจําเป็นต้องมีการปฏิบัติตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ จึงสมควรมีการแก้ไข ถ้อยคําให้สอดคล้องกันไปเป็นคําว่า วิชาชีพ ในทุกส่วน นอกจากนี้เนื่องจากในปัจจุบันโลก ก้าวสู่ยุคแห่งการหลอมรวมคอนเวอร์เจนซ์มีเดีย (Convergence media) ดังนั้นในการบัญญัติ กฎหมายเพื่อให้เสรีภาพและการกํากับดูแลสื่อมวลชนควรมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้อง กันไปโดยการใช้ถ้อยคําที่สามารถรองรับเทคโนโลยีที่จะก้าวไปสู่ข้างหน้าคือ ๔ จี (4G) และบริบทของการถือครองสิทธิในสื่อต่าง ๆ ที่บัญญัติตามไปด้วยเป็นสําคัญ คําว่า สื่อมวลชน จึงควรตกอยู่ภายใต้บังคับของรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเน้นย้ําว่าหนังสือพิมพ์ แยกออกจากสื่อมวลชนอื่น อันอาจส่งผลต่อการตีความและการบังคับใช้กฎหมายในอนาคตได้ และเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสื่อที่จะมีขึ้นเป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ การเปิดเผยข้อมูล การใช้งบประมาณต่าง ๆ ของรัฐ หรือผู้มีอํานาจในรัฐบาล จําเป็นที่จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับเพื่อกําหนดรายละเอียดขั้นตอนที่จะนํามา ซึ่งประสิทธิภาพในการตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างแท้จริงต่อไป จากบทบัญญัติ ของการร่างรัฐธรรมนูญในวรรคท้ายของมาตรา ๓๕ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ต้นสังกัดอยู่นั้น อาจเป็นบทบัญญัติที่ส่งผลในทางปฏิบัติให้เป็นการขัดกันเองในเจตนารมณ์ของกฎหมาย กล่าวคือ เสรีภาพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่สื่ออาจขัดและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และหน้าที่สื่อ อาจขัดและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางภารกิจของกฎหมาย การบัญญัติกฎหมาย ในวรรคท้ายจึงส่งผลเป็นการทําลายเนื้อหาหรือเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในวรรคแรกลง อย่างสิ้นเชิง หรือสิ้นความหมาย หรือเป็นโมฆะสิ้นผลไปตั้งแต่ต้นร่างทันที ดิฉันจึงขอแก้ไข เพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๕ เป็นดังนี้

มาตรา ๓๕ เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะในการรับรองข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้องครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมย่อมได้รับความคุ้มครอง การสั่งปิดกิจการ สื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้ การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอน เสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพ ของประชาชน การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในสื่อมวลชน จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม และจําเป็น ต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราไว้ตามวรรคสาม เจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และบุคคลไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน หรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหลายกิจการ ในลักษณะนี้อาจจะมีผลต่อการครอบงํา หรือผูกขาด การนําเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวาง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารใด ๆ หรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเพื่ออุดหนุน กิจการสื่อมวลชนของเอกชนมิได้ การซื้อหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐจะกระทําได้แต่เฉพาะ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น โดยให้เปิดเผยการจัดสรร งบประมาณให้แต่ละรายด้วย ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้น ในกิจการสื่อมวลชนมิได้ ไม่ว่าในนามของตนเอง หรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่จะทําให้การบริหารกิจการ ดังกล่าวได้ทํานองเดียวกัน การเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว

นอกจากนี้ควรเพิ่มเติมบทบัญญัติให้คงเจตนารมณ์ตามที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๖ ด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ อีกมาตราเป็นมาตรา ๓๕/๑ โดยให้มีข้อความดังนี้

มาตรา ๓๕/๑ พนักงานหรือลูกจ้างเอกชนซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมและวิชาชีพ ข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําและเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

การกระทําใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข้อมูล ข่าวสาร หรือความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือเป็นการจงใจใช้อํานาจโดยมิชอบและให้มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทําเพื่อให้ เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

เพราะฉะนั้นภาครัฐควรจะเป็นตัวหลัก โดยจะต้องเป็นผู้ปฏิรูปออกกฎ กติกา ให้ก้าวไกลทุกด้านเพื่อเข้าสู่โลกใบใหม่ของ ๔ จี (4G) ให้ได้ มิฉะนั้นเราจะล้าหลังประเทศอื่น ๆ ตลอดจนจะไม่ทันต่อสังคมหรือองค์กรอื่นซึ่งเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระต่าง ๆ ไปตามยุคสมัย ของโลก ๔ จี (4G) ภาครัฐไม่เทดินและการปฏิรูปก็จะเดินไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นทุกคน เป็นเจ้าของสื่อสําหรับสมัย ๔ จี (4G) นี้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องกํากับโดยภาครัฐนะคะ สื่อเก่า ๆ ทางสื่อแต่ละองค์กรเราก็มีการกํากับ ดูแลกันเอง ไม่จําเป็นที่จะต้องมีความยุ่งยากในการกํากับดูแล เพราะการกํากับสื่อสมัยใหม่ ในวันข้างหน้านี้จะเป็นการกระทําที่ยากมาก เพราะเดี๋ยวนี้สื่อมวลชนคนหนึ่งสามารถทําได้ ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการส่งข่าวสาร การส่งข้อมูลทางโทรทัศน์ หรือตลอดจนการขึ้นเว็บไซต์ (Web site) เฟซบุ๊ก (Facebook) เพราะฉะนั้นในการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงข่ายทีวีดิจิทัล (TV Digital) เพราะฉะนั้นการปฏิรูปต่าง ๆ ก็จะต้องมีการคุยกันโดยภาครัฐเป็นเจ้าภาพ โดยอาศัยหลักการ และเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าเหตุผลดังกล่าวน่าจะเป็น การปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้ประชาชนได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ตลอดจนสื่อมวลชน และประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ขอบพระคุณค่ะท่านประภา ก็เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสื่อสารมวลชนได้อภิปรายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ

ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ที่ส่งรายชื่อผู้อภิปรายมามีทั้งหมด ๖ ท่าน ดิฉันจะอ่านรายชื่อก่อนเพื่อให้ท่าน เตรียมตัวนะคะ ท่านที่ ๑ ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ท่านอําพล จินดาวัฒนะ ท่านวิเชียร ชวลิต พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านศิริชัย ไม้งาม และท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ก็ขอเรียนเชิญท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม และเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาด้วยค่ะ เรียนเชิญค่ะ