สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต พูดถึงการมองรัฐธรรมนูญในมิติของรัฐศาสตร์ โดยเน้นย้ำถึงการจัดสรรอำนาจในรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะให้มีการกำหนดช่องทางทบทวนรูปแบบการได้มาซึ่งอำนาจหลังการเลือกตั้ง และการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอำนาจให้เป็นไปตามกรอบสิ่งธรรม นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับมาตรา 139 และ 135 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้การแปรญัตติด้านงบประมาณ และการอุดหนุนเงินให้กับการโฆษณาประชาธิปไตย และเสนอแนวคิดในการเขียนคําว่า "ปฏิรูป" เพื่อให้ชัดเจนขึ้น

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาตนําเสนอข้อคิดเห็นเรื่องของ ร่างรัฐธรรมนูญในฉบับใหม่นี้นะครับ เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศ เป็นกติกาสูงสุดที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามทั้งประเทศ เป็นเรื่องของการจัด ความสัมพันธ์ของกลไกต่าง ๆ ในฐานะที่ผมเป็นนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งได้จบการศึกษา รัฐศาสตร์ อยากจะขอมองประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในมิติของนักรัฐศาสตร์นะครับ จะไม่ได้พูดถึงเรื่องตัวบทกฎหมายต่าง ๆ มากมายนัก ถ้าพูดถึงในเรื่องของรัฐศาสตร์ มองในเรื่องของรัฐธรรมนูญคือเป็นเรื่องของการจัดสรรอํานาจนะครับ อํานาจที่ปรากฏ ในกลไกต่าง ๆ ของคนในสังคมจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ได้มีการจัดความสัมพันธ์ของอํานาจเป็น ๗ เรื่อง เพราะฉะนั้นเท่าที่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา จะเห็นว่ามีอยู่ประมาณ ๗ เรื่องที่ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือทุกฉบับได้พูดถึง เรื่องแรก คือเป็นเรื่องหลักการทั่วไป เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของคุณสมบัติของการเข้าสู่อํานาจ เรื่องที่ ๓ คือวิธีการเข้าสู่อํานาจ เรื่องที่ ๔ คือการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจ เรื่องที่ ๕ คือการถ่วงดุลอํานาจ เรื่องที่ ๖ คือจริยธรรมทางการเมือง และสุดท้าย คือการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ รัฐธรรมนูญทั้งหมดตั้งแต่ที่เราออกแบบมาจะอยู่ใน ๗ เรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น แต่จะเป็น ๗ เรื่อง ออกมาปรากฏในรูปแบบใด จะเป็นในส่วนใดบ้างก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักจะมี สถานการณ์หรือเหตุทางการเมืองเป็นตัวกําหนดอยู่เสมอ แม้แต่ครั้งนี้ก็ตามแต่การกําหนด รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันตรงนี้ด้วย ในส่วนนี้เมื่ออธิบายเป็นเรื่อง ๆ ผมขออนุญาตพูดเรื่องแรกก่อนนะครับ

การกําหนดในเรื่องของหลักการทั่วไป รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้พูดถึง หลักการทั่วไปไว้เป็นเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทยก็ดี เรื่องของสิทธิและเสรีภาพก็ดี เรื่องของ แนวนโยบายแห่งรัฐก็ดีมักจะพูดเหล่านี้เหมือนกันนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการเพิ่มเติมมาอันหนึ่งคือในเรื่องของหน้าที่แห่งรัฐ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการพูดขึ้น ถ้าพูดกันเป็นเรื่อง ๆ พูดถึงหน้าที่ของคนไทย ซึ่งมักจะมาปรากฏต่าง ๆ อยู่ ผมดูแล้วใน ๓-๔ ฉบับระยะหลังจากนี้ส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กัน ใกล้เคียงกัน อาจจะมีบางส่วนใส่บ้าง ไม่ใส่บ้างก็แล้วแต่ แต่เท่าที่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งอยากจะให้ ทาง กรธ. ได้พิจารณาเพิ่มเติม สิ่งที่ผมเห็นว่าหน้าที่ของคนไทยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ตกหายไปก็คือคําพูดที่เรียกว่าหน้าที่ของคนไทย

- ๔๔/๑   คือการสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ผมคิดว่าหน้าที่คนไทยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนตรงนี้ไว้นะครับ อาจจะเขียนไว้สั้น ๆ ซึ่งผมคิดว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินี้ตกไป ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ถ้าตรงนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยก็เท่ากับว่าเราสามารถ จะปลุกจิตสํานึกของคนไทยให้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาตินะครับ ๒. คือเรื่องของ การกําหนดหน้าที่ของรัฐ ซึ่งท่านประธาน กรธ. ได้มีการชี้แจงในที่ประชุมสภา ณ แห่งนี้ว่า เป็นเรื่องใหม่ที่กําหนดขึ้นมาให้รัฐต้องปฏิบัติ ถ้ารัฐไม่ปฏิบัติถือว่ารัฐมีความผิด ไม่ใช่เขียนขึ้นลอย ๆ ซึ่งเรื่องนี้ผมจะพูดในอีกตอนหนึ่งครับ แต่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่มีการระบุในร่างรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่าหน้าที่ของรัฐจะต้องทําอะไร อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่มีความก้าวหน้าและมีการผูกมัดได้มากพอสมควรครับ แต่ประเด็นในเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่าการกําหนดหน้าที่ของรัฐนี้ภาคส่วนต่าง ๆ ก็จะเป็นห่วงว่าแค่ไหนถึงจะกําหนด เป็นหน้าที่ของรัฐ จะทําถึงระดับใด มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้อยู่ที่การปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ ที่รัฐธรรมนูญนะครับ อันต่อมาคือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จากการที่เรา สดับตรับฟังภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมที่ได้มีการพูดถึง วิพากษ์วิจารณ์หลายประเด็น ในส่วนนี้ ตกหายไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ดี เรื่องของการคุ้มครองต่าง ๆ ก็ดี ตรงนี้ผมคิดว่าเท่าที่ได้มีการรับฟังจากเสียงทางสังคมส่วนหนึ่งจะพูดถึงตรงนี้ว่า มีการขาดหายไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ก็คงกราบเรียนท่านกรรมการ กรธ. ได้ช่วยพิจารณาตรงนี้ด้วยเถอะครับ และสุดท้ายคือเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็คือสิ่งที่รัฐพึงจะปฏิบัติ ผมคิดว่ามี ๒ ส่วนที่อยากจะให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมก็คือ ในเรื่องของมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ พูดถึงการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับครอบครัว แต่ผมคิดว่าจริง ๆ บริบทของสังคมเราขณะนี้การเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก เท่าที่ดูแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการพูดถึงตรงนี้มากนัก โดยเฉพาะการเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้ง ๆ ที่เรื่องชุมชนเป็นรากฐานของ ประชาธิปไตย ถ้าเราสามารถทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งได้ ผมถือว่าประชาธิปไตย ได้หยั่งรากจนถึงรากลึกไปแล้ว ตรงนี้ผมคิดว่าในส่วนแนวนโยบายแห่งรัฐตรงนี้ขาดหายไปนะครับ อีกอันหนึ่ง มาตรา ๗๒ เรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ พัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ก็ได้มีการพูดถึงในส่วนหนึ่งแล้วก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมคิดว่า นโยบายเท่าที่อ่านดูร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้แล้วไม่ได้มาพูดชัดว่าต้องการจะกระจายอํานาจ หรือส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีการพูดถึงชัดเจน ก็ฝากทาง กรธ. ได้พิจารณาว่าในมาตรา ๗๒ พัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารราชการแผ่นดินนี้ เราจะใส่ตรงนี้ไว้ได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องของหลักการทั่วไป ซึ่งผมคิดว่าโดยส่วนรวมแล้ว หลักการทั่วไปในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็จะมีความใกล้เคียงกัน อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ในบางส่วนนะครับ

เรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องเด่น ของร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ก็คือเรื่องของการกําหนดคุณสมบัติของคนก่อนเข้าสู่อํานาจ ผมเรียน ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการจัดสรรอํานาจ เพราะฉะนั้นการที่จะกําหนดคุณสมบัติ ของคนก่อนเข้าสู่อํานาจตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ซึ่งผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการพูดอย่างเข้มข้นมากกว่าทุกฉบับ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ ล้วนมีที่มานะครับ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เรามองว่า คนที่เข้ามาสู่กลไกทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมามีพฤติการณ์ในเชิงของการทุจริตคอร์รัปชันก็ดี ปฏิบัติหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกําหนดข้อห้ามไว้อย่างชัดเจน และมากมาย เป็นการกลั่นกรองคนที่ก่อนเข้ามาสู่การมีอํานาจ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่น อย่างชัดเจนนะครับ เท่าที่เราดูจากร่างรัฐธรรมนูญแล้วมีการกําหนดคุณสมบัติของคนไปถึง ๑๗ ข้อ ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะมากกว่ารัฐธรรมนูญทุก ๆ ฉบับที่ผ่านมา คนหลายส่วน ไม่ว่าพวกทุจริตก็ดี ต้องคําพิพากษาก็ดี จะถูกเงื่อนไขที่ไม่สามารถเข้ามาสู่คุณสมบัติไม่พร้อม ในการเข้าสู่การมีอํานาจ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้มีการพูดถึง อันนี้ขอเรียนว่าเป็นจุดที่เด่นอย่างมากนะครับ

เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของการกําหนดวิธีการเข้าสู่อํานาจ เมื่อกําหนดคุณสมบัติแล้ว วิธีการเข้าสู่อํานาจจะทําอย่างไร แน่นอนเรื่องของประชาธิปไตยจะคู่กับเรื่องของการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้กําหนดรูปแบบการเลือกตั้งไว้ต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเขตเล็ก เขตใหญ่ แบ่งเขตเรียงเบอร์ แบ่งเขตเบอร์เดียวก็แล้วแต่ มีการกําหนดแล้วแต่ตามสถานการณ์นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญอันหนึ่งและเรายอมรับมากว่าในช่วงที่ผ่านมากระบวนการเลือกตั้ง ของเราถูกทําให้บิดเบือนหลาย ๆ เรื่อง มีเรื่องของการโกงการเลือกตั้งก็ดี ระบบหัวคะแนนก็ดี การซื้อเสียงก็ดี มีการใช้อํานาจรัฐในการช่วยเหลือพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ตรงนี้ถือว่า เป็นการบิดเบือนในเรื่องของการเลือกตั้งทําให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการ ประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น ฉะนั้นรูปแบบของการเลือกตั้งจะกําหนดอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ และจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ตรงนี้มีความสําคัญ

จากที่ได้ดูในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องหลักการเลือกตั้ง หรือการเข้าสู่อํานาจอยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือ ส.ส. ส่วนที่ ๒ คือ ส.ว. ส่วนที่ ๓ คือที่มา ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมคิดว่าในส่วนแต่ละอันมีทั้งข้อดีข้อด้อยหลาย ๆ อย่าง ประสบการณ์ของการเลือกตั้งผมคงไม่ได้มีเหมือนกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่ได้พูดกันเมื่อวานนี้ แล้วนะครับ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็ได้มองเห็นรูปแบบที่กําหนดของร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้อาจจะมีข้อปัญหาหลายประการ ที่ทําให้การเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ผลออกมาบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น อันนี้ก็จะเป็น ปัญหาในส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าทุกอย่างการกําหนดรูปแบบเหล่านี้ล้วนแต่เป็นที่มา จากสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นผมคิดว่าในส่วนนี้ คงจะไม่มีการพูดถึงตรงนี้เพราะว่าสมาชิกหลายท่านได้มีการพูดถึงตรงนี้มากแล้ว แต่ข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตที่ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาก็คืออาจจะมีการกําหนดช่องทางของ การที่จะทบทวนรูปแบบการได้มาซึ่งอํานาจทั้ง ส.ส. ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี ถ้าผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ๑ ครั้ง จะมีการเขียนไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่งให้พิจารณาทบทวน ปรับปรุงแก้ไข จะคงอยู่หรือไม่ต่อไปก็อาจจะเป็นข้อสังเกตที่พิจารณา อันนี้คือการกําหนด วิธีการของการเข้าสู่อํานาจก่อนที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องต่อไปคือการกําหนดข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจ รัฐธรรมนูญเมื่อกําหนดคุณสมบัติ กําหนดวิธีการแล้ว เมื่อกําหนดเข้ามาอยู่ในอํานาจแล้วท่านอาจจะเป็นรัฐบาล ท่านอาจจะเป็นฝ่ายค้านหรือท่านเป็นอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ ค่อนข้างมาก ในอดีตการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจไม่ได้ถูกต้องหลายเรื่องทําให้เกิดวิกฤติ ทางการเมืองหลายครั้ง เราต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง เกิดขึ้นมาจากการที่ข้อปฏิบัติของคนที่อยู่ในอํานาจไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามทํานองคลองธรรม จึงเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองหลายเหตุการณ์ขึ้นมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเด่นอยู่ ๓ ประการที่พูดถึงเรื่องการปฏิบัติเมื่ออยู่ในอํานาจซึ่งถือว่าเป็นกรอบสําคัญที่ทําให้รัฐบาล หรือคนที่เข้าสู่องค์กรทางการเมืองต้องปฏิบัติตาม

อันแรก คือการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ มากว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของทิศทางในอนาคตของประเทศ เป็นเรื่องของการวางแผน ระยะยาว เป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ในประเทศตะวันตกได้มีการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นมา พรรคการเมืองทุกพรรคที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลถึงแม้ว่าต่างพรรคกันก็ตามแต่ แต่ต้องคงยุทธศาสตร์ชาติไว้ต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้น จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการให้พูดถึงการมียุทธศาสตร์ชาติเป็นกรอบการปฏิบัติ ของคนที่เข้าสู่วงจรอํานาจอันนี้นะครับ

อันที่ ๒ การปฏิบัติต้องปฏิบัติในหมวด ๕ คือหน้าที่ของรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อย่างที่ท่านประธาน กกต. ได้พูดถึงว่าในเมื่อเข้ามาสู่อํานาจทางการเมืองแล้วจะต้องปฏิบัติ ตามหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ การพิทักษ์สถาบัน การบังคับใช้กฎหมาย การศึกษาภาคบังคับ การบริการสาธารณสุข การจัดสาธารณูปโภค การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรับฟัง ความคิดเห็นในเรื่องผลกระทบ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การรักษาคลื่นความถี่ การคุ้มครองผู้บริโภค การรักษาวินัยการเงินการคลัง การป้องกันการทุจริต ตรงนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกชุดที่ขึ้นมาจากนี้ไปจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของรัฐได้อย่างเข้มงวด ซึ่งถือว่า เป็นจุดแข็งที่สําคัญมากของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นหลักประกันให้รัฐบาลต้องปฏิบัติ ตามกรอบนี้ที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

อันที่ ๓ คือการปฏิบัติในหมวด ๙ เรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหม่พอสมควรนะครับ เรื่องคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) ที่จริงเรื่องนี้ในการเมืองภาคตะวันตกมีความชัดเจนมาก การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะของตัวเอง ของผู้อื่น ของพรรค หรือของอะไรก็ตามแต่ เป็นข้อห้ามที่มิให้นักการเมือง คู่สมรส หรือบุตร เข้าไปรับ ผลประโยชน์คู่สัญญาสัมปทานของรัฐ การแทรกแซงสื่อ การมีหุ้นในสื่อ การใช้อํานาจ แทรกแซงต่าง ๆ พนักงานต่าง ๆ อันนี้คนที่เข้ามาสู่การปฏิบัติมีอํานาจรัฐจะต้องปฏิบัติ ๓ ข้อนี้ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นกรอบอันหนึ่ง แต่กรอบอันนี้ถ้าเราได้รับฟังเสียงแย้งบางส่วนก็มองว่า อาจจะเป็นเรื่องที่ทําให้รัฐบาลทําอะไรก็ได้ แต่ทําอะไรได้ยากมาก แต่ผมคิดว่าเท่าที่เราดู รูปแบบของการเมืองประเทศตะวันตก สิ่งเหล่านี้ถูกบัญญัติในแนวปฏิบัติของเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนก็ดี เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็ดี ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ อาจจะเป็นเรื่องใหม่ของเรา แต่ทําให้คนที่เข้าสู่อํานาจของเรามีกรอบในการปฏิบัติ ที่มีความชัดเจนและเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๕ เรื่องของการจัดสรรอํานาจ คือเรื่องของการกําหนดหลักการ ถ่วงดุลอํานาจ ถ่วงดุลการใช้อํานาจ ต้องยอมรับว่าการถ่วงดุลอํานาจเป็นเรื่องใหญ่ ของประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้อนุญาตให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งมีอํานาจ เหนือใครนะครับ เพราะว่าต้องอยู่ภายใต้การถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน ถ้าการปกครอง ส่วนใดส่วนหนึ่งมีอํานาจเหนือของอีกองค์กรหนึ่ง ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่ลําบากในเรื่อง ของการถ่วงดุลอํานาจ รัฐธรรมนูญของเราเริ่มมีการถ่วงดุลอํานาจตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราได้เอากรอบความคิดของทางตะวันตกมาใช้โดยการจัดตั้งองค์กรที่ดูแลในเรื่อง ของการตรวจสอบต่าง ๆ แล้วเราก็มีการใช้กันตลอดมา รัฐธรรมนูญฉบับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาจึงได้เกิดองค์กรอิสระขึ้นหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะไม่ได้กําหนด เป็นองค์กรอิสระ แต่เราถือว่าเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คตง. ศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เหล่านี้คือเป็นองค์กร ตรวจสอบที่เหมือนกับองค์กรอิสระที่เข้ามาถ่วงดุลกับการใช้อํานาจของรัฐ ซึ่งเหล่านี้ ได้มีการปฏิบัติกันมาตลอดเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตอันหนึ่ง ที่เป็นวิกฤติในการทํางานที่ผ่านมาคือ ในระยะแรกองค์กรอิสระของเราบางองค์กรเป็นเครื่องมือ ของผู้ถืออํานาจรัฐ อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่เป็นที่มาของวิกฤติการเมือง เมื่อพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่มาของคําว่า สองมาตรฐาน นะครับ อันนี้ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจะออกแบบอย่างไรที่ทําให้ องค์กรอิสระไม่เป็นเครื่องมือของใคร แต่สามารถดํารงได้อย่างเป็นอิสระ ตรงนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญมากนะครับ แต่เป็นที่มาจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันหลายส่วน บอกว่าที่มาขององค์กรอิสระทุกองค์กรที่มีการกําหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฐานของคน ไม่ได้กว้างนัก ส่วนใหญ่จะเป็นนักกฎหมาย แล้วก็มาจากศาล ซึ่งเมื่อวานนี้มีเพื่อนสมาชิก ได้มีการอภิปรายไปว่าเป็นการดึงศาลเข้ามาสู่การเมืองมากไปหรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็น อันหนึ่งที่มีความสําคัญนะครับ

ผมคิดว่าประเด็นที่มีความสําคัญมากอันหนึ่งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ที่มีการพูดกันไว้แล้วมีอยู่ ๒ มาตราที่ผมคิดว่าในทางปฏิบัติในระยะต่อไปอาจจะมีปัญหาขึ้นได้ มาตราที่หนึ่งคือมาตรา ๑๓๙ การใช้การแปรญัตติด้านงบประมาณ ซึ่งเมื่อวานเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้ว อาจจะเป็นเครื่องมือในการทําลายทางการเมืองได้นะครับ ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก ข้อปฏิบัติอย่างไรที่จะพูดถึงเรื่องการแปรญัตติงบประมาณตรงนี้ไม่เป็น เครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราทําไม่ดีตรงนี้ก็จะมีปัญหา อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๓๕ การอุดหนุนเงินให้กับการโฆษณาประชาธิปไตย หรือการโฆษณางานต่าง ๆ ต้องแจ้งกับทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งผมคิดว่า หลักของการเขียนรัฐธรรมนูญไม่น่าจะเขียนในเรื่องย่อยมากเกินไป จริง ๆ การใช้ งบประมาณภาครัฐทุกแห่งจะมี สตง. เข้าไปตรวจอยู่แล้วตามกรม กองต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การเขียนมาตราในส่วนนี้ การไม่ให้รัฐให้เงินสนับสนุนในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ งานของตัวแล้วแจ้ง สตง. ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่จะย่อยเกินไปในการเขียนรัฐธรรมนูญจริง ๆ

เรื่องที่ ๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากอันหนึ่ง และคิดว่าจะมีการเขียน ในเรื่องนี้ก็คือการกําหนดจริยธรรมนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเฉลิมชัยได้มีการพูดตรงนี้ไปแล้วว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหญ่และเป็นจิตวิญญาณของประชาธิปไตยจริง ๆ การเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหมด กรอบข้อบังคับต่าง ๆ จะไปได้หรือไม่อยู่ที่จริยธรรมทางการเมืองตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก จริง ๆ จริยธรรมอาจจะไม่ใช่เรื่องของกฎ ระเบียบ แต่เป็น เรื่องของทางจิตสํานึกจริง ๆ อย่างเราเห็นว่าประเทศเจริญแล้วทางตะวันตกหลายประเทศ แม้แต่เขาผิดนิดเดียวนี่รัฐมนตรีเขาลาออกเลย อันนี้คือจริยธรรมที่ถูกปลูกฝังอยู่ในสายเลือด ของเขา แต่ของเรายังไม่พัฒนาไปถึงขั้นนั้น ฉะนั้นเราจึงเขียนคําว่า จริยธรรม ไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๕ ซึ่งอันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่เราจะต้องดู แต่ว่าการเขียนตรงนี้ แล้วจะทําอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับกันทั้งหมด ไม่ใช่พอเขียนเสร็จแล้วเราถูกตีความ ด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วทําให้ต้องพ้นจากอํานาจไปด้วยปัญหาเล็กน้อยตรงนี้ อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ

เรื่องที่ ๗ คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคส่วนต่าง ๆ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับจะออกแบบเรื่องการมีส่วนร่วมของคนต่าง ๆ หลายรูปแบบ กว้างบ้าง น้อยบ้าง ก็แตกต่างกันไปนะครับ ผมมีข้อคิดเห็นนิดหนึ่งครับว่าในเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดกัน อย่างชัดเจน จริง ๆ รากฐานของประชาธิปไตยก็คือการทําให้องค์กรกลไกภาคส่วนทุกสังคม มีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบต่าง ๆ กัน สามารถพิทักษ์รัษฎากร สามารถพิทักษ์ ผลประโยชน์ สามารถดูแลทรัพย์สินของเขาได้ ถ้าเราเขียนตรงนี้ได้ชัดเจนผมว่า จะมีความสําคัญมากในการพูดถึงความเข้มแข็งของประชาธิปไตยนะครับ

ประเด็นสุดท้าย เรื่องอื่น ๆ ผมมีประเด็นจะฝากอยู่ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้น คําถามเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญนะครับ

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมคิดว่าคงจะเห็นพ้อง ร่วมกันในหลาย ๆ ท่านแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบเป็นไปได้ยากมาก ถ้าเป็นไปได้ ก็อาจจะมีการปรับให้อ่อนตัวลงมาสักนิดหนึ่ง หรืออาจจะมีการมองว่าการใช้รัฐธรรมนูญไป สักระยะหนึ่งก็ควรจะมีการแก้ไขขึ้นมา ไม่ว่าจะเรื่องการได้มาซึ่งการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี เขียนไว้ก็จะดีนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลยนี้สุดท้ายก็ต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีก แล้วการพัฒนา ประชาธิปไตยก็จะเป็นไปได้ยาก

เรื่องที่ ๒ ผมเห็นด้วยในการเขียนคําว่า ปฏิรูป ไว้ให้ชัดเจนขึ้นมา การปฏิรูป ในความหมายตรงนี้ไม่ใช่หมายถึงปฏิรูปตํารวจ แต่หมายความว่าปฏิรูปทุกเรื่อง โดยเฉพาะ ใน ๑๒ เรื่องที่เราจะปฏิรูปนี้ควรจะเขียนให้มีความชัดเจนว่าจากนี้ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูป ถ้าเราสามารถเขียนช่องทางและกลไกการปฏิรูปได้ ตรงนี้ จะเป็นสิ่งที่มีความสําคัญที่จะเป็นหลักประกันมากนะครับ

ท้ายที่สุด ก็คือเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถที่จะแก้วิกฤติของ ประเทศได้หรือไม่ สามารถสร้างให้คนในชาติที่มีความแตกต่างทางความคิดเห็นพ้องต้องกัน ในการใช้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ และร่างรัฐธรรมนูญนี้จะสามารถนําพาให้การแก้ไขปัญหา ของประเทศเป็นไปอย่างสันติหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ อะไรก็ตามที่สามารถจะเขียนไว้ให้ เกื้อกูล ที่สามารถทําให้ประเทศชาติเราสามารถผ่าวิกฤติได้ในรูปแบบต่าง ๆ ตรงนี้จะเป็นเรื่อง สําคัญมาก ก็ขออนุญาตกราบเรียนความคิดเห็นเท่านี้ครับ