วลัยรัตน์ ศรีอรุณ กล่าวขอบคุณทั้งประธานสภาและสมาชิก และเรียกร้องให้ทุกคนสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาทุจริต การสร้างวินัย และความรับผิดชอบของคนในสังคม และเรียกร้องให้ประชาชนรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การเมือง การแก้ไขปัญหาน้ำประปา การปรับเปลี่ยนมาตรา 49 และหน้าที่ของปวงชนชาวไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการในการบริหารประเทศ และการรับรองความก้าวหน้าของข้าราชการและความชอบของข้าราชการ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก รวมทั้งตัวแทนของ กรธ. นะครับ ท่านทั้งหลาย คงจะจําได้ในวันที่ ๓ เรามีการประชุมร่วมระหว่าง สปท. กับ สนช. มีท่านประธาน กรธ. และ กรธ. มาอธิบายถึงหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ถ้าจํากันได้ท่านประธาน ได้เน้นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการจะแก้ปัญหาของบ้านเมืองที่ประสบอยู่ในขณะนี้ ใน ๓ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ
ประเด็นแรก คือการแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบหรือการโกง ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พวกเราคงจะยอมรับกันได้เพราะมี ความเข้มข้นถือว่าเป็นปัญหาหลักของประเทศ
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านประธาน กรธ. ได้พูดถึงก็คือการสร้างวินัย และความรับผิดชอบของคนในสังคมเป็นส่วนรวม อันนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนะครับ ซึ่งหากดูในร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราจะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดให้หมวด ๔ ว่าด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติไว้ ๑๐ ประการ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน้าที่พื้นฐานของ คนไทยที่จะต้องรู้ทั้งหน้าที่ รู้ทั้งสิทธิ ไม่ใช่ว่ารู้สิทธิแต่ไม่รู้หน้าที่ ตัวนี้เป็นประเด็นสําคัญ แต่มี ข้อห่วงใยว่าเมื่อบัญญัติไว้แล้วจะมีผลเป็นที่ยอมรับหรือสร้างจิตสํานึกให้ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้มีจิตสํานึกในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างใด อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ท่านประธาน ได้พูดถึง
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องใหญ่ครับ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เป็นปัญหา ที่ทุกคนประสบด้วยตัวเอง หรือเพื่อนสนิท ญาติสนิทประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายภายในบ้านเมืองเราทุกท่านก็คงทราบดีว่ามีมากมายเยอะแยะ แต่ถ้าเผื่อหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายหน่วยหลักก็คือตํารวจ แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี กฎหมายเฉพาะที่เป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบ เป็นต้นว่า เทศบัญญัติ ก็เป็นหน้าที่ของเทศบาลที่จะต้องรับผิดชอบ กรมเจ้าท่าจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ ริมแม่น้ําลําคลอง ริมทะเลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชล้วนแต่มีกฎหมายเฉพาะของตัวเองนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมายก็ยังมีปัญหาในการที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าเราจะมีบัญญัติไว้ในหน้าที่ของรัฐ หมวดว่าด้วยหน้าที่ของรัฐในมาตรา ๔๙ ก็ตาม ซึ่งผมจะอภิปรายต่อไปครับ จากที่ท่านประธาน กรธ. พูดในวันนั้นผมก็นึกในใจคาดเดาว่า ท่านจะมีข้ออื่นหรือไม่ ที่จริงแล้วท่านก็คงจะไม่ได้เอ่ยถึงแต่ก็มีบทบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้พอสมควรโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ซึ่งก็มีหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่า ในอดีตที่ผ่านมางบประมาณของเรามีหลักเกณฑ์หลักการค่อนข้างจะกว้าง เปิดโอกาสให้ใช้ ดุลยพินิจอย่างมาก ซึ่งเราเองก็มีความพยายามที่จะให้มีงบประมาณตามแผนงาน และโครงการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ แต่แท้จริงแล้วในทางปฏิบัติไม่สามารถ จะทําได้ ยังมีงบประมาณจํานวนหนึ่งซึ่งเป็นจํานวนมหาศาลพอสมควรที่ผู้ใช้อํานาจรัฐ ในทุกรัฐบาลใช้ดุลยพินิจในการใช้งบประมาณเหล่านั้น ซึ่งเราเองก็จะทราบว่าในหลาย ๆ ครั้ง ก็มีการเล่นแร่แปรธาตุไปในทางที่ไม่ชอบเราคงจะทราบกันดีนะครับ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้กําหนดไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจน แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านมีความห่วงใยว่า กําหนดไว้เข้มมากจนยากที่จะปฏิบัติได้ เรื่องนี้ก็คงฝากท่านประธานไปถึง กรธ. ว่าน่าจะ พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องการเมือง การเมืองเป็นเรื่องใหญ่นะครับ มีหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายในเรื่องหลักการแล้วว่าการเมืองเป็นเรื่องของการสรรหาบุคคล และคณะบุคคลมาบริหารประเทศเป็นตัวแทนของประชาชน และใช้อํานาจรัฐโดยเฉพาะ มาจัดสรรทรัพยากรและบริหารบุคคลของรัฐให้เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล เราคงจะทราบดี ว่านักการเมืองที่ไม่ดีก็จะมาจ้องอยู่ที่ ๒ อันนี้ ก็คือเรื่องงบประมาณ กับเรื่องการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูง เพราะฉะนั้นหลักการงบประมาณก็ถือว่าเป็นหลักการสําคัญที่ท่านได้ แก้ไปแล้ว แต่อีกหลักหนึ่งซึ่งยังเขียนไว้ไม่ค่อยชัดเจนก็คือหลักประกันในความก้าวหน้าของ ข้าราชการ หลักประกันในการพิจารณาความชอบของข้าราชการที่จะไม่ให้ถูกแทรกแซง และก้าวก่ายตัวนี้สําคัญมาก ซึ่งท่านไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒ ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งผมว่าค่อนข้างจะไม่หนักแน่น ไม่เข้มแข็ง ควรจะปรับย้ายมาอยู่ที่หมวดว่าด้วย หน้าที่ของรัฐ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทําให้ข้าราชการมีความมั่นใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ ไม่หวั่นไหวต่อการแทรกแซง ตัวนี้เป็นหลักประกันนะครับ หลาย ๆ ท่านอภิปรายว่าทําไม มีข้าราชการผู้ใหญ่ มีนายตํารวจผู้ใหญ่ไปเดินตามนักการเมือง ถ้าเผื่อท่านไม่อยากจะเห็น ภาพเหล่านี้ ทําเถอะครับ ให้ความเข้มแข็ง ให้หลักประกันกับข้าราชการ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ได้มีกําหนดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหลาย ๆ ประเด็น แน่นอนครับ ทุกท่าน คงจะทราบวัตถุประสงค์ดีว่าต้องการได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพเข้ามาบริหารบ้านเมืองจึงได้ มีหลักการที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาสู่เวทีทางการเมือง มีบทลงโทษในเรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองที่รุนแรง มีการพยายามที่จะให้นับคะแนน ส.ส. ของทุกคะแนนมีความเป็นธรรม ซึ่งก็จะมีส่วนหนึ่ง ไปกระทบกับที่มาของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ รวมทั้งวิธีการได้มาของ ส.ว. ตามกลุ่มอาชีพ รวมทั้ง กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจหน้าที่ที่สูง ซึ่งก็มีหลาย ๆ ท่านอภิปรายไปแล้วว่าเป็น ดาบสองคม แต่แท้จริงแล้วถ้าเผื่อท่านให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่าผู้มาเป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นกลาง เป็นผู้ใหญ่ มีความเชื่อถือ ผมเชื่อว่าท่านให้อํานาจไปเถอะ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเห็นที่มาและการสรรหาให้ขยายวงไปมากกว่านี้นะครับ โดยส่วนตัวผมค่อนข้างจะชื่นชมวงการตุลาการโดยเฉพาะอดีตประธานศาลฎีกาหลาย ๆ ท่าน ที่มีอายุระหว่าง ๖๕ ปี ไม่เกิน ๗๕ ปี เป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือยึดหลักในความเที่ยงตรง ซึ่งบุคคลนี้ก็ไม่มีชื่ออยู่ในส่วนที่จะได้ถูกรับการจัดสรร ผมเพียงแต่ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ผมถึงอยากจะฝากท่านประธานไปถึงคณะกรรมการ กรธ. ว่าได้เปิดกว้างในการรับพิจารณา ในสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญของเราดี ประชาชนมีความมั่นใจในร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
ต่อไปสิ่งที่ผมจะอภิปรายก็คงจะเป็นการเรียงรายมาตรานะครับ ก็มีอยู่ ประมาณ ๔-๕ มาตรา มาตราแรกที่ผมให้ความสนใจมากที่สุดก็คือมาตรา ๕๒ ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดหรือดําเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของ ประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ผมอยากจะขอความกรุณาได้เพิ่ม เรื่องแหล่งน้ําชุมชนเข้าไป ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าจะโทษใคร ส่วนใหญ่ก็โทษดินฟ้าอากาศ โทษภัยแล้ง ถ้าท่านทั้งหลายลงไปดูข้อมูลก็คงจะเห็นว่ามีชุมชนใน ๑๕ อําเภอที่แล้งติดต่อกันมาเกิน ๕ ปี เป็นไปได้อย่างไร ไม่ควรจะเป็นไปนะครับ และมีอีกกว่า ๔,๐๐๐ กว่าชุมชนในชนบท ที่ยังไม่มีน้ําประปา เป็นความเหลื่อมล้ําสุด ๆ ที่ผมอภิปรายมา เพราะฉะนั้นผมถึงอยากให้ บัญญัติเพิ่มถ้อยคําว่า รัฐต้องจัดให้มีแหล่งน้ํา สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีพ ของประชาชนอย่างพอเพียงและทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันนี้สําคัญ เรื่องว่าตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ้าเผื่อเราไปตามดูเรื่องการแก้ปัญหาแหล่งน้ํา ในชุมชน เราไม่มีความยั่งยืนเลยครับ สามารถสํารวจตรวจสอบได้เป็นที่รู้กัน เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่เราจะต้องบัญญัติไว้ให้ชัดเจน และเป็นหน้าที่ประชาชนในชุมชนสามารถที่จะ ฟ้องร้องรัฐได้
อีกประเด็นหนึ่งก็คือการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องที่สําคัญสุด ๆ ปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่ากลไกและมาตรการของรัฐยังไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อกรกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพสินค้า ราคาของสินค้า เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแทบทุกวงการ สิ่งที่ขาดก็คือขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่เป็นผู้บริโภค แต่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๕๗ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐค่อนข้างจะแผ่ว ๆ ผมก็อยากจะปรับถ้อยคําให้มี ความเข้มแข็งเป็นว่า รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันอย่างแข็งแรง มีธรรมาภิบาล เข้าร่วมกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐปกป้องสิทธิของตนเองนะครับ
อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๔๙ ซึ่งผมก็ได้เอ่ยไปบ้างแล้วนะครับ ผมอยากจะ ปรับถ้อยคําให้มีความชัดเจนเพื่อลดปัญหาในการตีความ ซึ่งมีหลักอยู่ว่ารัฐต้องมีหน้าที่ ส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจ มิใช่ว่ารัฐ จะออกกฎหมายอย่างเดียวแล้วก็บังคับใช้อย่างเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เราจะทําอย่างนั้น ๒. รัฐต้องดูแลให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ในนี้บอกว่าให้ประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมาย ผมก็ว่าทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั้งคู่ครับ ๓. รัฐต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษากฎหมาย ข้อสังเกตนะครับ ผมใช้คําว่า ประชาชนมีหน้าที่ในการรักษากฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่บังคับใช้กฎหมายนะครับ ก็คือให้เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการดูแลว่าใครฝ่าฝืน ใครผิดกฎหมายจะได้ร่วมรายงาน ให้กับเจ้าหน้าที่ มาตรา ๔๙ จึงขอปรับถ้อยคําคําว่า รัฐต้องดูแลส่งเสริมให้ประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมาย และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นธรรม รวมทั้ง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษากฎหมาย อันนี้จะชัดขึ้น
ส่วนอีกมาตราหนึ่งผมก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้วก็คือมาตรา ๗๒ ซึ่งอยู่ในหมวด ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งก็ควรจะย้ายมาอยู่ในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวกับ หลักประกันในการแต่งตั้งข้าราชการ พิจารณาความดีความชอบของข้าราชการ ซึ่งเป็นหน้าที่ ของรัฐต้องให้ข้าราชการประจําที่ดี ๆ มีคุณภาพ มีหลักประกันที่มั่นคงในการที่จะประกอบอาชีพ
อีกบทบัญญัติอันหนึ่งก็เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งผมได้อภิปราย บ้างแล้ว เป็นบทที่ผมชื่นชมนะครับว่าที่บัญญัติไว้แล้วปัจจุบันนี้พวกเราคงจะทราบกันดีว่า เรามีการเรียกร้องสิทธิ ถูกต้องครับ ต้องเรียกร้องสิทธิ สิทธิที่พึงมีพึงได้ต้องเรียกร้อง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้หน้าที่ของตนเอง ที่กําหนดไว้ ๑๐ ประการค่อนข้างจะครบถ้วน แต่สิ่งที่ผมห่วงใยก็คือว่าเราจะปลูกฝังจิตวิญญาณหน้าที่ของปวงชนชาวไทย คนไทยทุกคน ในประเทศไทยได้อย่างไร มิใช่เขียนไว้ลอย ๆ ผมถึงอยากจะเพิ่มเติมในท้ายมาตรา ๔๗ นี้ว่า รัฐต้องส่งเสริมรณรงค์ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าทําหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ ต้องรณรงค์ครับ ในเรื่องรักชาติ ในเรื่องการเสียภาษี ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องรณรงค์ ไม่ใช่บัญญัติไว้ลอย ๆ นะครับ
สุดท้ายผมก็ใคร่ขอขอบคุณท่านประธาน กรธ. ที่ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเวลาอันสั้น ผมรู้ว่าท่านทุ่มเท ท่านทํางานหนัก ท่านมีความสําคัญมาก ท่านเปรียบเสมือนหมอหรือคณะแพทย์ที่ทําการคลอดรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ค่อนข้างจะยาก เพราะท่านต้องรับฟัง แต่ก็ดีใจที่ท่านประธานก็ดี ท่าน กรธ. ก็ดี เปิดใจรับฟัง ท่านก็พูด ในวันนั้นว่าท่านพร้อมจะเปิดใจรับฟัง พร้อมจะปรับ พร้อมจะแก้ไขหากข้อเสนอที่ดีกว่า ผมก็ขอขอบคุณ และขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม นะคะ อดีตประธานสหภาพ แรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เชิญค่ะ