ศิริชัย ไม้งาม แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ทบทวนและปรับปรุงเพื่อสะท้อนเสียงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวของบุคคลและข้าราชการ ซึ่งควรสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมเน้นบทบาทของรัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค จัดระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเรียกร้องให้รัฐควบคุมกิจการสำคัญไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 เพื่อความมั่นคงและประโยชน์สาธารณะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ต้องขออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น เราต้องยอมรับว่า ขณะนี้สังคมกําลังให้ความสนใจในการติดตามเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ เราได้มีโอกาส ฟังการอภิปรายในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ซึ่งสมาชิก สปท. ก็แสดงความชื่นชมยินดี กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงบ้าง ซึ่งมีการให้คะแนนถึงขนาดว่า ๗๕ คะแนน แต่ในเมื่อผมเองนั้นก็มีโอกาสได้รับฟังเสียงจากภายนอกซึ่งมาจากเสียง ของภาคประชาชนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เราต้องยอมรับว่านี่คือสังคม ประชาธิปไตย เพราะว่าในหลายส่วนถึงแม้ว่าจะมีส่วนที่ดี แต่ต้องยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในความสนใจที่พี่น้องประชาชนนั้นจะได้มีโอกาสในการเรียนรู้กับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะทั้งในสภาและนอกสภานั้น ด้วยเหตุและผลจะเป็นประโยชน์ต่อการที่ได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีและเป็นที่ยอมรับของ ประชาชน รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก การต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาชนโดยเฉพาะในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาและเป็นการต่อยอดมาโดยลําดับ ผมอยากจะเรียนว่านั่นคือมาจาก การเรียกร้องและการต่อสู้ขับเคลื่อนของภาคประชาชนมาด้วยความยากลําบาก ซึ่งในหมวด สิทธิและเสรีภาพนั้นก็เปรียบเหมือนการติดอาวุธทางปัญญาที่เขาเองจะได้เรียกร้อง สู่ความเป็นธรรมและการถ่วงดุลอํานาจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการยกร่างนี้สมควร ที่ผมเองจะขออนุญาตนําเสนอในการที่จะทบทวนแก้ไขและปรับปรุงเพื่อที่จะให้ได้รับ การยอมรับในส่วนที่คะแนนขาดหายไปให้มากที่สุด
ในหมวด ๓ เรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่ต้องขอเอ่ยนาม สปท. ทั้ง ๒ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ ที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนามเพราะนั่นคือเสียงสะท้อนจากองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้ฝากมา ประเด็นที่ผมจะขออภิปรายในหมวด ๓ เรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่ร่างได้หยิบยกในมาตรา ๔๒ วรรคแรกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวเป็น สมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ในส่วนของสิทธิและเสรีภาพได้เขียนไว้ทั้ง ๒ ฉบับว่าบุคคลนั้นย่อมมีเสรีภาพ ในการรวมตัวเป็นสมาคม เป็นสหภาพ เป็นสมาพันธ์ เป็นสหกรณ์ เป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นองค์กรเอกชน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน และหมู่อื่น ๆ ในเรื่องนี้ก็มีการตีความ ในเรื่องของคําว่า องค์กร นั่นคือเป็นเฉพาะนิติบุคคลเท่านั้น แต่เราต้องยอมรับว่าการรวมตัว ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะเกิดการรวมตัวได้ ดังนั้นจึงขอเสนอ ให้มีการเพิ่มเติม ปรับปรุงในส่วนของคําว่า สหพันธ์ สมาพันธ์ กลุ่มเกษตรกร หรือองค์กร เอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน และในส่วนที่ขาดหายไปในร่างฉบับนี้ก็คือการกําหนดให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกัน แต่ต้องไม่กระทบ ต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมคิดว่านี่คือส่วนสําคัญที่ร่างรัฐธรรมนูญ ได้เขียนไว้ว่าข้าราชการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเกิดการรวมตัวภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิในการที่จะปกป้อง ในมาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ มาตรานี้ในวรรคสองก็ได้พูดถึงเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจแห่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เขียนในเรื่องของกรณีที่มีการชุมนุมในที่สาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกสบาย แก่ประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งการร่างฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ได้ระบุไว้ว่าเฉพาะในการชุมนุมที่สาธารณะและเพียงเท่าที่จําเป็น ผมคิดว่าสมควรที่จะต้อง เพิ่มข้อความนี้
ประเด็นที่ ๓ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งในมาตรา ๕๗ กําหนดว่า รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องสิทธิตน ซึ่งในเรื่องนี้ผมเห็นว่าข้อความนั้น ค่อนข้างที่จะหลวมและไม่ชัดเจน มีโอกาสได้รับฟังคําชี้แจงจากท่านประธาน กรธ. ต้องขอด้วยความเคารพที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะว่าท่านเห็นสมควรว่าจะต้องมี การจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้นข้อเสนอในการทําหน้าที่ของรัฐในหมวด ๕ นั้น สมควรที่จะมาอยู่ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ถ้าจะเป็นไปได้ฉบับยกร่างของ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั้นเป็นข้อความที่ครบถ้วน ผมคิดว่าเหมาะสมในมาตรานี้
และเรื่องสุดท้าย ในเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๑ รัฐพึงจัดระบบ เศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมกัน อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ของประชาชนและประเทศ รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษา ผลประโยชน์ของส่วนรวม จัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดว่ารัฐนั้นควรที่จะจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อันจําเป็นต่อการดํารงชีพของประชาชน ต้องมิให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานนั้น อยู่ในความผูกขาดของเอกชน หรือแม้กระทั่งฉบับ สปท. ก็กําหนดไว้ว่ารัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะและเท่าเทียม นี่คือสิ่งที่อาจจะเกี่ยวข้องในกิจการของรัฐซึ่งมีความสําคัญ เพราะถือว่ากิจการของรัฐนั้น เป็นเรื่องทุนของรัฐและผลประโยชน์ของชาติที่จะก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น ผมขอเสนอว่าการดําเนินการใด ๆ ที่เป็นเหตุให้โครงสร้างและโครงข่ายขั้นพื้นฐานของ กิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจําเป็นต่อการดํารงชีพของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทําให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า ร้อยละ ๕๑ จะกระทํามิได้ นี่คือการบัญญัติไว้ในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และในฉบับ สปท. กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้นําไป ประกอบการพิจารณาเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับและผ่านประชามติไปได้ เพื่อประโยชน์ความผาสุกของประเทศชาติและประชาชนตลอดไป ขอบคุณครับ