ต่อพงศ์ เสนอรัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองคนพิการ-ลดเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ต่อพงศ์ เสลานนท์ นำเสนอข้อเสนอของเครือข่ายคนพิการต่อการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นให้รัฐธรรมนูญเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาค เสรีภาพ และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยย้ำถึงความสำคัญของมาตราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไม่เลือกปฏิบัติ การออกแบบสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อคนพิการและผู้สูงวัย การส่งเสริมพลังให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ และการรับรู้ข้อมูลอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการ ซึ่งควรได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อที่เข้าถึงได้จริงก่อนการลงประชามติ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านผู้แทนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ กระผมขออนุญาตใช้เวลาไม่นานนักในการที่จะขออนุญาตอภิปรายเพื่อนําเสนอ ข้อคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งสิ่งที่ผมจะได้ พูดต่อไปนี้เป็นข้อคิดเห็นบางส่วนที่ในกลุ่มเครือข่ายของคนพิการ โดยสภาคนพิการ ทุกประเภทแห่งประเทศไทยเราได้มีการหารือร่วมกันแล้วก็จัดทําเป็นข้อเสนอต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดก็จะได้มีการนําเสนอต่อท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนว่าผมมีความเชื่อว่า พวกเราคนไทยทุกคนมีความประสงค์ดีแล้วก็ปรารถนาดีต่อประเทศ เราอยากจะอยู่ร่วม ในสังคมอย่างมีความสุข อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อม ๆ กัน เพราะว่าที่ผ่านมาก็เป็น ข้อเท็จจริงที่พวกเราเห็นในเชิงประจักษ์กันอยู่ว่าถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมยังประสบความทุกข์ ความยากจนหรือปัญหา ที่สุดแล้วประเทศชาติของเราก็ไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะฉะนั้นต้นตอของปัญหาที่ทางรัฐบาลและก็พวกเราก็คงทราบกันดี อันหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ําหรือความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น ความสําคัญของรัฐธรรมนูญก็คือการเป็นหลักประกัน การเป็นแม่บทสําคัญในการที่จะยืนยันว่า สังคมไทยของเราเป็นสังคมที่ส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาค ส่งเสริมให้เกิดการกระจาย โอกาส แล้วก็ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรม การกระจายความเป็นธรรมสู่สมาชิกทุกคน ในสังคม ผมคิดง่าย ๆ ครับว่าถ้าการพัฒนาต่อไปข้างหน้าทําให้คนจนที่เป็นคนจน อยู่ในปัจจุบันกลายเป็นคนชั้นกลาง ทําให้คนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่กลายเป็นคนจนอีก ถ้าเราทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ลดคนจน และคนที่พัฒนาต่อมาไม่กลายเป็นคนจน คนด้อยโอกาส ปัญหาพื้นฐานของบ้านเราก็คง จะค่อย ๆ คลี่คลายลงไป แล้วก็ทําให้สังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุขของเราก็คงจะมั่นคงแล้วก็ยั่งยืน ในประเด็นที่ผมจะขออนุญาตอภิปรายลงไป ในเนื้อหาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนี้นะครับ จะมีอยู่ ๓ หมวด ใน ๓ มาตรา ซึ่งจะเป็นเสมือน กลไกของการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา การลดช่องว่างต่าง ๆ ผมจะอภิปรายในหมวดที่ว่าด้วย เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ แล้วก็หมวดที่ว่าด้วย แนวนโยบายแห่งรัฐ และขออนุญาตย้ําอีกครั้งว่านี่เป็นบางส่วนจากข้อคิดเห็นทั้งหมดของ กลุ่มเครือข่ายคนพิการ

ส่วนที่ ๑ ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มีท่านสมาชิกได้ อภิปรายในหลายมาตรา ผมจะขออนุญาตหยิบยกมาตรา ๒๗ ที่ว่าด้วยการห้ามเลือกปฏิบัติ ต่อบุคคลมาอภิปราย ผมเรียนว่าถ้าย้อนไปเมื่อปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้นะครับ สมัยนั้นผมเองก็ได้มานําเสนอข้อคิดเห็นอยู่หน้ารัฐสภา พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้าน คือมาไฮด์ปาร์ค (Hyde park) มาประท้วง เพื่อที่จะสะท้อนความคิด ความต้องการของคนพิการว่าเราต้องการความเสมอภาค หรือการที่ไม่ต้องการถูกเลือกปฏิบัติจาก คนในสังคม ซึ่งที่ท่านประธานมีชัยได้มาชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่านก็ได้เอ่ยถึงท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้ผ่านข้อคิดเห็นทางสื่อโซเชียลมีเดีย (Social media) นะครับ ก็ได้เติมคําว่า ความพิการไป แต่ผมอยากจะเรียนว่าในมาตรา ๒๗ แต่เดิมอยู่ในมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งอันนั้นได้กล่าวถึงบุคคลหลาย ๆ กลุ่ม ทั้งคนที่มีความแตกต่างทางความพิการทางสภาพ ทางกาย ทางความเชื่อ ทางเศรษฐกิจ ทางถิ่นกําเนิด ที่อยู่อาศัย อีกหลาย ๆ อย่าง ผมคิดว่า เราไม่ควรจะไปตัดเขาออก เราจะทําอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนไม่ลดลง เพราะนั่นคือคนส่วนใหญ่ของสังคม ถ้าทําให้กฎตามหลักนิติรัฐ มาจอริตีรูล (Majority rule) หรือว่ากฎของคนส่วนใหญ่เป็นของคนส่วนใหญ่จริง ผมก็เชื่อมั่นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านไปได้โดยราบรื่นนะครับ ข้อเสนอผมคิดว่าในส่วนของมาตรา ๒๗ ซึ่งเป็นจุดสําคัญของการลดความเหลื่อมล้ําหรือความเท่าเทียมควรจะพิจารณาถึงข้อเสนอ จากรัฐธรรมนูญในอดีตในปี ๒๕๕๐ หรือว่าฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์

อันที่ ๒ ในส่วนของหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ จริง ๆ ในสังคมก็ไม่มีอะไรครับ ก็มีคนกับสิ่งแวดล้อม เมื่อสักครู่ผมพูดถึงคนว่าจะทําอย่างไรให้เขามีหลักประกัน ความเท่าเทียม เสมอภาค สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะพูดถึงสิ่งแวดล้อม ในหน้าที่ของรัฐนี้นะครับ ซึ่งแต่เดิมมาตราที่ผมกําลังจะพูดถึงคือมาตรา ๕๒ จะอยู่ในมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เช่นเดิมครับ ในครั้งนั้นผมเองกับเพื่อน ๆ อีกจํานวนหลายร้อยคน ก็มาชุมนุมกันอยู่ที่หน้ารัฐสภาเพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับการจัดสิ่งอํานวย ความสะดวก หรือบริการอันเป็นสาธารณะที่มีหลักประกันว่าประชาชนทุกกลุ่มจะสามารถ เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ในสมัยนั้นประเทศไทยเรายังไม่อยู่ในยุคที่เรียกว่าสังคมผู้สูงวัย ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครเห็นประโยชน์หรอกครับว่าสิ่งที่คนพิการเรียกร้องนี้จะเกิดประโยชน์โพดผล ต่อคนในสังคมอย่างไร แต่วันนี้ผมเข้าใจว่าประเด็นเรื่องที่คุณกฤษณะ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ที่เป็นพิธีกร รายการโทรทัศน์พูดถึงอารยสถาปัตย์นี่นะครับ หรือว่าที่พวกผมพูดคําว่ายูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal design) หรือการออกแบบที่เป็นธรรม สังคมเริ่มรับรู้นะครับว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ของคนพิการ แต่เป็นเรื่องที่เห็นชัดคือกลุ่มผู้สูงวัย จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของคนทุกคน เพราะฉะนั้นผมอยากที่จะให้พิจารณามาตรา ๕๒ อย่างถี่ถ้วนว่าจัดสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานเป็นคําที่ต้องตีความอีกเยอะเลยครับ และตีความแล้วก็อาจจะไม่ได้ครอบคลุม ประชาชนทุกกลุ่มตามเจตนารมณ์ที่ทําให้บริการสาธารณะเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทย ใช้ประโยชน์ได้ ไม่ทําให้คนไทยที่มีความยากจนต้องมีต้นทุนชีวิตสูงขึ้นจากสภาพแวดล้อม ที่เป็นอุปสรรค ถ้าวันนี้เรามีการจัดสิ่งอํานวยความสะดวกที่ดีคนพิการที่นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) เขาไม่ต้องนั่งแท็กซี่ไปทํางานหรอกครับ รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าแท็กซี่ ๑๒,๐๐๐ บาทอย่างนี้ไม่คุ้มหรอก เขาก็สามารถที่จะใช้บริการสาธารณะเดินทาง ไปทํางานในที่ต่าง ๆ ได้ อันนี้คือในส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๑ ขออนุญาตนะครับ ก็คือเป็นเรื่องคน คือมาตรา ๒๗ ส่วนที่ ๒ คือเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมก็คือในมาตรา ๕๒

และส่วนที่ ๓ อยู่ในมาตรา ๖๘ ของหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ไฮไลท์ (Highlight) สําคัญ ประเด็นสําคัญจะไปอยู่ตรงที่ว่ารัฐพึงให้ความช่วยเหลือ ซึ่งอันนี้เป็นคําที่เราก็ยอมรับได้ แต่ผมคิดว่าคํานี้ถอยหลังไปหลายสิบปี เราไม่รังเกียจ ความช่วยเหลือครับ แต่วันนี้สังคมไทยเราก้าวมาสู่ยุคที่เรียกว่าการส่งเสริมสิทธิ ส่งเสริมความเสมอภาค การส่งเสริมและสนับสนุนหรือเสริมพลังทําให้คนคนนั้นเขาสามารถ ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองได้ คําว่าการให้ความช่วยเหลืออาจจะทําให้เกิดความเข้าใจ ลักษณะเหมือนการสงเคราะห์หรือช่วยเพื่อที่จะทําให้เขาแค่อยู่ได้ แต่ว่าวันนี้แนวคิด ในการพัฒนาคนมันไกลกว่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสภาพไหน จะพิการหรือไม่พิการ หรือจะอยู่ในความสูงวัยหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกคนสามารถที่จะได้รับโอกาส หรือมีโอกาสได้รับ การเสริมพลัง หรือการส่งเสริมให้สามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้ ผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ ซึ่งจะเป็น หลักการสําคัญในการจัดทํานโยบายของรัฐบาลต่อ ๆ ไปว่าจุดยืนจะผ่านกรอบแนวคิด ตามมาตรา ๖๘ ถ้ายังคงไว้แต่ความช่วยเหลือโอกาสของคนที่เขายังสามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างผมเองนี่นะครับ ผมก็แค่ตาบอดครับ แต่อย่างอื่นผมยังใช้ได้ดี หลาย ๆ คนก็เป็นอย่างนั้น ความพิการเป็นแค่บางส่วนของชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า นอกจากช่วยเหลือ ท่านจะส่งเสริม สนับสนุน เสริมพลังอย่างไร ก็ช่วยทําให้เขายืนหยัด หรือว่าพึ่งพาตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่ประชาชนทุกคนรวมถึงคนพิการปรารถนาจากการทํางาน ของรัฐผ่านการทํางานภายใต้รัฐธรรมนูญนะครับ

และท้ายสุดนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญว่าฝากท่านเป็นข้อสังเกตไปยังผู้ที่จะทําหน้าที่ในการผลิตสื่อสารทั้งหลายว่า ในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เรื่องร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการลงประชามติ ช่วยกรุณา นึกถึงคนที่มีความแตกต่างที่ไม่สามารถอ่านกระดาษหรือว่าอ่านข้อมูลอย่างคนทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นอักษรเบรลล์ (Braille) อักษรตัวใหญ่หรือไฟอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่สามารถจะ เข้าถึงได้ ขอให้ท่านได้กรุณานึกถึงบุคคลกลุ่มนี้ด้วยว่าเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่อยากจะ มีส่วนและรับรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วก็ไปลงประชามติในเจตจํานง ที่ต้องการเห็นประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ