วิเชียร ชี้ร่างรัฐธรรมนูญบกพร่อง ชูเพิ่มคุ้มครองผู้ด้อยโอกาส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วิเชียร ชวลิต แสดงความชื่นชมร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการจัดทำ แต่เสนอให้ทบทวนข้อกังวลเพิ่มเติมก่อนรับรองฉบับสมบูรณ์ โดยเฉพาะการทบทวนแนวนโยบายแห่งรัฐเพื่อเพิ่มข้อยกเว้นให้รัฐดำเนินกิจการเพื่อคุ้มครองกลุ่มด้อยโอกาสและผู้พิการได้ แม้จะแข่งขันกับภาคเอกชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ประกอบมาตรา 83 และ 85 ที่กำหนดข้อจำกัดเข้มงวดต่อการเสนอชื่อ ส.ส. ผ่านพรรคการเมือง แต่ไม่มีข้อจำกัดที่ชัดเจนต่อการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจทำให้พรรคเสนอชื่อได้โดยไม่คำนึงถึงเสียงสมาชิก ขัดกับหลักการคุ้มครองอิสระภาพของพรรค และสะท้อนความเหลื่อมล้ำในเกณฑ์การเป็นผู้แทน รวมทั้งแสดงความกังวลที่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่กำหนดบทบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์สำหรับพรรคการเมือง และเสนอให้เพิ่มหลักการคุ้มครองผู้ด้อยโอกาสในแนวนโยบายแห่งรัฐอย่างชัดเจน

นายวิเชียร ชวลิต

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔๐

ประการแรก ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีถึง ๒๗๐ มาตรา ๑๕ หมวด และมี ๑ บทเฉพาะกาล แต่ว่าอย่างไรก็ตามความสมบูรณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ยกร่างให้ท่านทั้งหลาย ได้เห็นนั้นก็ยังมีความต้องการของบุคคลต่าง ๆ อยากจะเสนอเข้าไป ซึ่งถ้ารับไปหมดก็คง อาจจะเกือบ ๑๐๐ มาตราก็ได้กระมัง เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าสาระสําคัญของ การบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญคงเป็นกฎหมายหลักของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามส่วนสําคัญ ที่ผมเห็นแล้วก็คิดว่าส่วนที่เป็นคําชมก็คงขออนุญาตแบบท่านทั้งหลายที่ได้แนะนําไปนะครับ ว่าขออนุญาตสงวนไว้ก่อน ขออนุญาตเป็นคําเสนอแนะว่ามีอะไรบ้างที่เรายังกังวลแล้วก็ ไม่สบายใจนะครับ

เรื่องแรก ที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าได้บัญญัติไว้เป็นเรื่องใหม่ คือแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ ถึงมาตรา ๗๓ นะครับ ผมอยากจะหยิบยกมาในส่วนที่เป็นบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ อะไรนี่นะครับ ได้บัญญัติพูดถึงเรื่องของศาสนา เรื่องของยุติธรรม ความรู้ ภูมิปัญญา ชาติพันธุ์ และอื่น ๆ อีกหลายมาตรา สิ่งที่มีความกังวลก็คือว่ากลุ่มคนหนึ่งก็คือเด็กผู้หญิงแล้วก็ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย กลุ่มคนเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แต่ไม่ถูกบัญญัติไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐ กลับมีบัญญัติไว้ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เรื่องของ กลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องของครอบครัวและความรุนแรง แต่ว่าสิ่งที่ควรจะบัญญัติและคุ้มครองไว้ ก็คือคนด้อยโอกาส คนที่เป็นผู้พิการ หรือคนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าจะเพิ่มเติม และบัญญัติให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนเหล่านั้นก็จะทําให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ มีอยู่ในมาตรา ๗๑ ที่อยากจะกราบเรียนส่วนนี้เป็นส่วนที่มี ความสําคัญ รัฐได้กําหนดในเชิงนโยบายไว้ว่ารัฐจะต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็น การแข่งขันกับเอกชน ก็คือรัฐจะต้องไม่ทําอะไรแข่งกับประชาชนหรือเอกชนในการทํา ธุรกิจ มีข้อยกเว้นไว้ก็คือกรณีที่เป็นความจําเป็นเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ รักษาประโยชน์ ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทําบริการสาธารณะ นี่เป็นหลักการที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้วนะครับ ข้อยกเว้นเหล่านี้ต้องขอเรียนว่าเรามีข้อจํากัดก็คือ กลุ่มคนที่ผมเรียนแล้วก็คือผู้ด้อยทั้งหลาย ผู้ที่จะเป็นเอกชนประกอบธุรกิจทํามาหากิน กับกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะได้ผลประโยชน์น้อย เพราะฉะนั้นรัฐจําเป็นจะต้องเข้าไปทํา ก็จะเกิดข้อจํากัดด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถทําได้ เมื่อไม่สามารถ ทําได้สิ่งที่ตามมาก็คือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็จะขาดการดูแลและคุ้มครอง ก็อยากให้ถือ เป็นข้อยกเว้นเพิ่มเติมว่ากรณีที่รัฐจะประกอบธุรกิจหรือกิจการอะไรก็ตามที่เข้าข่ายแข่งขัน กับเอกชน แต่รัฐจําเป็นต้องทําเพื่อที่จะดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ ผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นกรณี เรามีการเคหะแห่งชาติอย่างนี้เป็นต้น ถือว่าเป็นกิจการแห่งรัฐ แต่ตั้งไว้แล้ว เป็นกิจการแห่งรัฐ ที่จะต้องดูแลกลุ่มผู้ด้อย ก็คือผู้มีฐานะยากจน มีความลําบาก แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไว้สิ่งที่ตามมาถ้าถือปฏิบัติเคร่งครัดก็จะต้องดําเนินการยกเลิกการเคหะแห่งชาติ เพราะถือว่าเป็นกิจการที่รัฐไม่ควรจะทําต่อไปเพราะขัดกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และไม่อยู่ในข้อยกเว้น อย่างนี้เป็นต้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้มีความจําเป็น ก็อยากจะเสนอแนะว่าถ้าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็ควรจะเพิ่มข้อยกเว้นในส่วนนี้ไปนะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะท่านประธาน เพื่อนําเรียนต่อยังท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็คือว่าในหมวด ๓ ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๕ ผมอ่านแล้วก็ยังเห็นว่าสิ่งที่เราน่ากังวล ก็คือคนที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง ๒ กลุ่มนี้จะต้องได้รับการรับรองจากพรรคการเมือง และพรรคการเมือง ก็เขียนหรือบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าพรรคการเมืองจะทําโดยอิสระก็คืออยากจะให้ใคร เป็นผู้แทนในเขตนั้น ผู้สมัครในเขตนั้น หรือจะอยู่ในบัญชีรายชื่อจะทําโดยอิสระไม่ได้ ต้องฟังเสียงสมาชิกของพรรคการเมือง หรือต้องคํานึงถึงเขตภูมิลําเนาหรือภูมิภาค ต้องกระจาย หรือต้องคํานึงถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย แต่ ๓ รายชื่อที่พรรคการเมืองจะส่ง เพื่อจะแข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่มีข้อจํากัดนี้ เพราะฉะนั้นเจตจํานงที่เขียนเอาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องการที่จะคุ้มครองพรรคการเมืองจะต้องไม่ถูกครอบงําหรือว่าจะ ไม่ถูกชี้นําก็จะไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดตรงไปตรงมาก็คือว่า พรรคการเมืองอาจจําเป็นต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องฟังเสียงพรรค ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าเป็นข้อจํากัดที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยสรุปถ้าเป็นไปตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ก็แปลว่าเป็น ส.ส. ยากกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องไปฟังเสียงสมาชิกพรรคด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียน แล้วผมมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก และท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือว่าเรามีข้อจํากัด ที่ต้องถือว่าดีมากในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือเรื่องของการป้องกันไม่ให้คนที่ กระทําผิดหรือคนที่มาหาผลประโยชน์ทางการเมืองได้มีโอกาส คนที่ทําแล้วถูกลงโทษก็ตัดสิทธิ ไม่สามารถจะเข้ามาสู่วงการเมืองได้ แต่ในบทบัญญัติแห่งร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๙ ว่าด้วย การขัดกันของผลประโยชน์ ผมอยากจะหยิบยกและเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ในมาตรา ๑๗๙ มาตรา ๑๘๐ ๒ มาตรานี้นะครับ มีข้อห้ามกับคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาไว้อย่างค่อนข้างจะเคร่งครัดมาก ถ้าท่านได้อ่านแล้วได้ศึกษาในรายละเอียด ผมจะยกตัวอย่าง มาตรา ๑๗๙ บอกไว้เลยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ต้องไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือตําแหน่งในสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ ข้อ ๒ ไม่รับหรือแทรกแซง ก้าวก่ายสัมปทาน ข้อ ๓ ไม่รับเงินผลประโยชน์จากหน่วยงานใด ข้อ ๔ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม จะไม่แทรกแซงการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน อย่างนี้เป็นต้น มีข้อจํากัดห้ามมากมาย ในมาตรา ๑๘๐ ก็ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ต้องไม่ดํารงตําแหน่งที่เป็นการก้าวก่ายแทรกแซง ทั้ง ๒ มาตราถือว่าเป็นบทบัญญัติที่สําคัญ ในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับและกําหนดไว้ในระบบ ของการเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือว่ามีองค์กรหนึ่งก็คือพรรคการเมืองที่มีบทบาทต่อ สมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาอย่างมาก แต่สิ่งที่ไม่มีในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือว่าไม่มีข้อกําหนด เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเลยแม้แต่มาตราเดียว เพราะฉะนั้น ในนามของพรรคการเมืองก็สามารถจะดําเนินการทั้งมาตรา ๑๗๙ มาตรา ๑๘๐ โดยไม่ขัดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จริงอยู่อาจจะไปบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เรื่องพรรคการเมือง แต่ต้องเรียนว่านี่คือหลักการใหญ่ที่ต้องเข้มแข็งที่จะต้องบัญญัติไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะทําให้เป็นการป้องกัน เพราะฉะนั้นการใช้อํานาจอื่นที่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ในมาตรา ๑๘๑ มาตรา ๑๘๒ ก็คือเรื่องบทบาทของรัฐมนตรี ที่จะไปใช้อํานาจหน้าที่ที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือไปดําเนินการอื่นใดนะครับ ผมก็ไม่ใช้อํานาจรัฐมนตรี แต่ในนามของพรรคการเมืองแจ้งมาให้ผู้คนทั้งหลายที่จะต้อง รับทราบนั้นหวั่นไหวกับบทบาทของพรรคการเมือง ซึ่งผมเรียนว่ามีอํานาจและแรงมากกว่า รัฐมนตรีเสียอีกนะครับ รัฐมนตรีมาแจ้งให้ทราบว่าพรรคเขาจะทําแบบนี้ จะทําแบบนั้น ผมเชื่อว่ามีอิทธิพลมากกว่าตัวรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมเรียนด้วยความห่วงกังวลว่า ถ้าเป็นไปได้ระบุและบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อจะเป็นกรอบในการไปออกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมืองก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่า ในเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นผมก็คงจะใช้เวลากับท่านไม่มาก แต่อยากจะเรียนประเด็นสําคัญ ๆ ดังที่ผมได้กล่าวแล้วนะครับ แล้วก็ขอสรุปว่าในเรื่องที่ผมมี ความกังวลแล้วก็อยากให้ระบุไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐก็คือภายใต้หลักคิดที่ว่าสังคม จะต้องไม่ทอดทิ้งใครคนใดคนหนึ่งให้เป็นผู้ที่อยู่ข้างหลังและประสบความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นในแนวนโยบายแห่งรัฐควรจะกําหนดและคุ้มครองกลุ่มผู้ด้อยทั้งหลายโดยระบุ ไว้ให้ชัดเจนในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบพระคุณมากครับ