รวีวรรณ ภูริเดช หารือเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น และเรียกร้องให้อำนาจปกครองท้องถิ่น (อปท.) มีบทบาทในการคุ้มครองและดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยคํานึงถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางรวีวรรณ ภูริเดช สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๒๑ จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นของการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากนับวันการแย่งชิง การเข้าถึง และการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรและการรักษาสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็น ที่มีความสําคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในบริบทของประเทศไทยเองและประชาคมโลก โดยดิฉัน จะขออภิปรายในมาตรา ๕๓ มาตรา ๒๔๗ และมาตรา ๔๓ เพื่อให้เห็นภาพที่เชื่อมโยงกัน ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับของรัฐในมาตรา ๕๓ ระดับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในมาตรา ๒๔๗ และในระดับของชุมชน และบุคคลในมาตรา ๔๓ โดยจะขอเริ่มจากมาตรา ๕๓ หน้าที่ของรัฐ ดังนี้ค่ะ
ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมว่ามาตรา ๕๓ นี้เป็นมาตราที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ในตัวเอง ซึ่งได้ระบุแล้วก็กําหนดหัวข้อที่สําคัญเป็นหน้าที่ของรัฐไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์ อย่างยั่งยืน ซึ่งคําว่า อย่างยั่งยืน นี้ถือเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) และคําที่สําคัญที่สมควร จะถูกระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ วรรคถัดไปยังระบุต่อไว้ว่า โดยต้องให้ประชาชนและชุมชน ในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์จากการดําเนินการดังกล่าวด้วย ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งดิฉันคิดว่าจะเป็นการดีที่จะทําให้มีการกําหนดในเรื่องของ รายละเอียดแล้วก็รูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชนของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไว้ให้ชัดเจน รวมทั้งให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนด้วย ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันลงได้มาก ซึ่งหลักการของการแบ่งปันผลประโยชน์นี้สอดคล้องกับหลักของสากล ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เน้นในเรื่องของการเข้าถึง และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากบทบาท การบริหารจัดการของภาครัฐแล้วลงมาถึงหน้าที่ของระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูเหมือนยังขาดหายไป ก็น่าที่จะได้กําหนดบทบาทหน้าที่ของ อปท. ในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้ชัดเจนด้วย โดยขอระบุไว้ในมาตรา ๒๔๗ ให้ชัดเจนว่าให้ อปท. มีหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแล บํารุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบัน มีการถ่ายโอนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับท้องถิ่นแล้วมากกว่า ๒๐๐ ภารกิจ แต่ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีการดําเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และหากเราปล่อย ให้เป็นเช่นนี้ก็จะทําให้เกิดความเสียหายต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของประเทศได้
ถัดไปนะคะ จากระดับของรัฐ ท้องถิ่น ลงมาถึงระดับของชุมชนและบุคคล คือในมาตรา ๔๓ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กล่าวถึงสิทธิในเรื่องของการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และจารีต อันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ เอาไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ระบุถึงสิทธิในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย จึงเห็นควรที่จะขอเขียนเพิ่มเติมต่อท้าย ในวรรคนี้ให้รวมถึงสิทธิในการดูแล บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ เอาไว้ให้ชัดเจนด้วย ซึ่งหากเราดําเนินการแก้ไข อย่างเป็นระบบก็จะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ทั้งในระดับของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับของชุมชน แล้วก็ระดับของบุคคล ในเรื่องของการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายนะคะ ดิฉันอยากจะขอฝากไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่า ควรจะให้ความสําคัญในด้านของการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยคํานึงถึง การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งจะมีการดําเนินการมากขึ้นในอนาคต ควรจะให้มี การวางผังเมืองให้เสร็จสิ้นล่วงหน้าเสียก่อน เพื่อให้มีการกําหนดบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) ระหว่างเขตชุมชนแล้วก็เขตอุตสาหกรรมไว้ให้ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง แล้วก็ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้กับประชาชนทั้งในปัจจุบันแล้วก็ลูกหลานของเรา ในอนาคตด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ