ขวัญชัย เสนอชี้แจงรัฐธรรมนูญทรัพยากรธรรมชาติ หวังป้องกันปัญหาตีความ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ขวัญชัย ดวงสถาพร หารือประเด็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในมาตรา 47, 53 และ 54 โดยเสนอให้คำนิยามของคำว่า สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ชัดเจนและสอดคล้องกัน เพื่อป้องกันปัญหาการตีความในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มความสมดุลและยั่งยืนในการบริหารจัดการทรัพยากร สนับสนุนการรับเอาแนวคิดจากมาตรา 92 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ และเสนอให้ชี้แจงความชัดเจนในมาตรา 54 เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกเยียวยาผลกระทบต่อทั้งคนและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม

นายขวัญชัย ดวงสถาพร

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔ ผมขออนุญาตที่จะ อภิปรายในประเด็นของทรัพยากรธรรมชาติใน ๓ ประเด็นหลักนะครับ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณาบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติไว้ในมาตราหลัก ๆ ถึง ๓ มาตรา ก็คือมาตรา ๔๗ มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ซึ่งในส่วนของแต่ละมาตรานั้นก็มีการมุ่งเน้นเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน หรือคล้ายกัน ประเด็นที่ผมจะเรียนตั้งข้อสังเกตและจะขออนุญาตเสนอแนะต่อคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็คือ

ประเด็นที่ ๑ ความสอดคล้องของคําว่า สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าท่านดูในส่วนที่เป็นมาตรา ๔๗ มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ จะพบว่าการใช้คําใน ๓ คํานี้อาจจะขาดความสอดคล้องกัน แม้จะมีความมุ่งหมายคล้ายคลึงกัน ทําให้เกิดความไม่ชัดเจนในขอบเขตความหมายของคําว่า สิ่งแวดล้อม เช่นในมาตรา ๔๗ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยบัญญัติไว้ในข้อ ๘ ว่าบุคคลมีหน้าที่ร่วมมือและสนับสนุน การอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ท่านใช้คําว่า สิ่งแวดล้อม พอมามาตรา ๕๓ ในหมวด หน้าที่ของรัฐ ท่านบอกว่า รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้ ๓ คํา พอในมาตรา ๕๔ ท่านกล่าวว่า รัฐต้องระมัดระวัง ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ใน ๓ มาตรานี้โดยส่วนตัวของผมเองนั้นยังไม่มั่นใจ แต่โดยข้อสมมุติฐาน คิดว่าท่านน่าจะมีความมุ่งหมายคล้ายคลึงกันใน ๓ มาตรานี้นะครับ ซึ่งการกําหนดลักษณะ อย่างนี้อาจจะประสบปัญหาในอนาคตเรื่องของการตีความกฎหมายหรือการออกกฎหมายลูก เพราะจะมีบางมาตราท่านกล่าวว่าจะต้อง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และอาจจะเป็น ประเด็นที่ทําให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีหรือไม่มีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะใช้ตรงนี้ในการดําเนินการอื่น ใน ๓ มาตรานี้ เพราะฉะนั้นถ้ามองย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ รวมถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป จะใช้คําพื้นฐานคือคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในทางหลักวิชาการแล้ว คําว่า สิ่งแวดล้อม มันกว้างนะครับ แต่ในทางปฏิบัติของไทยนั้น คํา ๒ คํานี้มักใช้ร่วมกัน และหน่วยงานระบบบริหารราชการแผ่นดินก็ค่อนข้างจะใช้ต่างกัน ผมจึงขออนุญาตที่จะเสนอว่าคําทั้ง ๓ มาตรานี้ควรมีคําบังคับ เช่นควรไม่น้อยกว่าคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่อย่างนั้นคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะขาดหายไป ในแทบทุกมาตรา ถ้ามาดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปท่านกล่าวว่า ความเป็นพลเมือง และหน้าที่ของพลเมือง ในมาตรา ๒๗ ข้อ ๕ ว่าให้ช่วยเหลือราชการ สงวนและรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ฉะนั้นขอความกรุณาในการที่จะพิจารณาเพิ่มเติม

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมขอเรียน ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นของทรัพยากรธรรมชาติประเด็นสําคัญคือว่ามีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติเกินกําลังผลิต เกินความจําเป็น และขาดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งมิติ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ถ้าดูในมาตรา ๕๓ ที่ได้บัญญัติไว้ มาตรา ๕๓ นั้น เน้นในเรื่องของการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แต่ขาดคําคําหนึ่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หรือร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปนั้นใช้มาตลอดและเป็นคําบังคับ ก็คือจะต้องมีความสมดุลด้วย จึงอยากเรียนว่าควรจะเพิ่มคําว่า สมดุลและยั่งยืน เข้าไปในมาตรา ๕๓ แต่ถ้ามองโดยส่วนตัว ผมเองนั้นมีความรู้สึกชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปในมาตรา ๙๒ ที่เขียนไว้ สรุปได้ว่า รัฐต้องอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยจัดให้มีแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ป่าไม้ ทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติอื่น และดําเนินการ ตามแผนดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยให้สอดคล้อง กับหลักการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ผมว่าค่อนข้างจะครบเครื่อง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป แต่ในส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นค่อนข้างจะมองประเด็น ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ ต้องขอความกรุณาให้เพิ่มคําว่า สมดุล และอาจจะหยิบบางประเด็น ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปมาเสริมนะครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตเรียน ก็คือว่าในมาตรา ๕๔ มีหลายคํา ที่ค่อนข้างจะไม่ชัดเจน แล้วก็อาจจะไม่ครอบคลุม ก็คือมาตรา ๕๔ ได้กล่าวถึงในเรื่องของ วรรคแรก การดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดําเนินการ ถ้าการนั้น อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุข วิถีชีวิต หรือสุขภาพของประชาชน หรือชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งการดําเนินการทั้งหลายนั้นถ้าเกิดผลกระทบรัฐจะต้องให้ประชาชน มีส่วนร่วม และต้องดําเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหาย ให้แก่ประชาชน หรือชุมชน ผมขอเรียนดังนี้ว่าถ้าลองอ่านร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้คร่าว ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องตีความ จะเห็นว่าประเด็นของการมีส่วนร่วม ส่วนร่วมระดับไหน ส่วนร่วมในการดําเนินการ ส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น เพราะท่านใช้คําว่า มีส่วนร่วม และอะไรบางอย่างต่อ อันนี้ โดยพื้นฐาน ผมเข้าใจว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่ค่อนข้างจะเปราะบาง เนื่องจากมีการแปลง มาจากมาตรา ๖๗ เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งประสบปัญหามากนะครับ รัฐธรรมนูญ ในข้อนั้น ในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมขอเรียนดังนี้ว่าควรจะกําหนดคําว่า การมีส่วนร่วม อะไรให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนในอดีต ๒. ท่านมีการเยียวยา หรือชดเชย ในกรณีของผลกระทบต่อคน แต่ในวรรคแรกท่านพูดถึงผลกระทบทั้งตัวคน และตัวทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าเป็นไปได้ขออนุญาตที่จะพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของ การเพิ่มเติมว่าให้รัฐมีมาตรการ หรือจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมในการเยียวยา หรือฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เสื่อมโทรม หรือเสียหายจากการดําเนินการ ของภาครัฐ หรือผู้ได้รับอนุญาต หรือสัมปทานจากรัฐ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ เพราะว่าเราไม่เคยมีการเยียวยา บางทีรัฐอนุญาตหรือเอกชนเข้าไปดําเนินการ และทรัพยากรธรรมชาติได้รับความเสียหาย ก็ควรจะเป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะดําเนินการ เยียวยาหรือชดเชย เพราะว่าฐานทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นความสําคัญ เป็นฐาน การพัฒนาประเทศในทุกด้าน นั่นคือในส่วนที่ขออนุญาตจะเสนอ โปรดพิจารณาในส่วนนี้ครับ ขอบคุณมากครับ