พะจุณณ์ วิจารณ์การสรรหา ป.ป.ช. ชี้ขาดโปร่งใส พร้อมเสนอปฏิรูปศาล-กกต.

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

พะจุณณ์ ตามประทีป หารือประเด็นการปฏิรูปองค์กรอิสระในร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ กกต. และ ป.ป.ช. ที่ต้องการการทบทวนกระบวนการสรรหาให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสนอให้มีการจัดตั้งศาลเฉพาะคดีทุจริตและปรับโครงสร้างการควบคุมการประมูลคลื่นความถี่เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงเรียกร้องการปฏิรูปตำรวจโดยการแยกการสอบสวนออกจากหน่วยงานเดิมและเพิ่มบทบาทประชาชนในการแต่งตั้งผู้บริหาร เพื่อเสริมสร้างความรับผิด accountability และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป

กราบสวัสดีท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วผมถูกเอาไปพูดเกือบจะหมดแล้ว ก็เหลือเรื่องที่จะกราบเรียนอยู่เล็กน้อยนะครับ เรื่องที่จะพูดในวันนี้ก็คือเรื่องโครงสร้างขององค์กรอิสระนะครับ ถ้าจะดูในร่างรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นว่าเกือบจะไม่มีการพูดถึงเลย เกือบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ก็น่าเสียดายนะครับ เพราะอาจารย์สังศิตท่านได้ทําเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เป็น สปช. ได้กําหนดอะไรไว้มากมายที่จะแก้ไข ที่จะปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างที่เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายคนที่แล้วได้พูดถึง โครงสร้างดีหรือระบบดี คนดี ทุกอย่างก็จะดี บ้านเมืองก็จะดีไปด้วย โครงสร้างหรือระบบไม่ดี คนดีบ้านเมืองก็ยังจะไปได้ แต่ถ้าโครงสร้างดี ระบบดี แต่คนเข้ามาปฏิบัติอยู่ในโครงสร้างนั้นเลย จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย บ้านเมืองก็จะถอยไป บ้านเมืองเราไม่เจริญเพราะว่าตัวที่จะ กลั่นกรองคนที่จะมาทํางานไม่มี หรือคนที่แต่งตั้งนี่แต่งตั้งคนเลวเข้ามาทํางานบ้านเมือง ถึงได้เป็นอย่างนี้ ในส่วนที่ได้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงก็คือ กกต. ที่เปลี่ยนแปลงก็คือ เพียงแต่ว่าเพิ่มจาก ๕ คนเป็น ๗ คน ผมว่าเรื่องนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญน่าจะไป พิจารณาหน่อย เพราะว่าตรงนี้เป็นส่วนสําคัญที่จะเอาคนเข้ามาทํางานบ้านเมือง มาเป็น นักการเมือง ถ้าเผื่อเราเอา กกต. แค่นี้ ซึ่งจะเห็นว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาในองค์กร กกต. มากมาย แล้วก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อ เราไม่มีการแก้ไขปรับปรุง กกต. ให้มากกว่านี้ก็คงจะกลับไปในระบอบเดิมหรือในระบบเดิม หรือในสิ่งเดิม ๆ ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก

ในส่วนต่อไปที่สําคัญก็คือ ป.ป.ช. เกือบจะพูดว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง จริง ๆ แล้ว ป.ป.ช. จะต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การจัดสรรคนหรือค้นหาคนเข้ามาเป็น ป.ป.ช. เลย เพราะที่ผ่านมาคนที่บอกว่าจะเป็น ป.ป.ช. บอกกับเพื่อนได้แล้วว่าเดี๋ยวอั๊วะจะเป็น ป.ป.ช. ก็ได้เป็น ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นแสดงว่าการสรรหาเหลวไหลมาก ไม่มีระบบเลย ผมอยากให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอาไปพิจารณาเรื่องของการสรรหา ป.ป.ช. ใหม่ แล้วเมื่อมีการประกาศรัฐธรรมนูญก็มีการสรรหาใหม่เลย คณะที่เป็นอยู่ให้โละทิ้งไปเลย ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า ป.ป.ช. เหมือนตัวสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง คดีต่าง ๆ ๗,๐๐๐ คดี ๘,๐๐๐ คดีลองไปเปิดเว็บไซต์ (Web site) ดูนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ยังอยู่เลย งานยังอยู่เลย ถ้าเราไม่ทําให้เห็นว่า คนมีความผิดต้องถูกลงโทษแล้วก็ไม่มีทางจะแก้ไขได้ คดีที่ผมเห็นอันหนึ่งซึ่งผมติดตามอยู่ เพราะเกี่ยวกับตัวผมก็คือว่าคดีที่เมื่อมีการอภิปรายครั้งสุดท้ายเรื่องของการต่อเรือ เรื่องของ การซ่อมเรือป่านนี้ลองไปถาม ป.ป.ช. สิยังไม่รู้เรื่องเลยว่าเรื่องเรืออยู่ไหน เรื่องนี้อยู่ไหน อย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วครับ

สําหรับในส่วนขององค์กรอิสระแล้วก็ไม่ได้มีการปรับปรุงหรือว่ามีการแก้ไข ให้ดีขึ้นจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคณะนี้ ผมก็คิดว่าจะสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง ต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อสงสัยว่าจะต้องทําอะไร อย่างไรบ้าง ลองไปดูรายงานของ อาจารย์สังศิตเขาเมื่อตอนที่เป็น สปช.

ในส่วนต่อไปที่ผมเห็นว่าอาจจะไม่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ จะต้องแก้ไข ตอนนี้มีอยู่ก็คือเรื่องของการตั้งศาลชํานัญพิเศษเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาก็คือยังพยายามที่จะให้มี ๓ ศาลอยู่ ซึ่งถ้าเผื่อมี ๓ ศาล ผมว่าไม่ต้องไปตั้งดีกว่า ทุกอย่างจะเหมือนเดิม เพียงแต่จะไปเพิ่มตําแหน่งหน้าที่ให้กับศาลเขาเปล่า ๆ เพราะว่า การที่เราจะต้องให้มี ๒ ศาลเพื่อให้รวดเร็ว ความรวดเร็วของการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จะเป็นตัวปรามไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันโดยต่อเนื่อง

ในส่วนของอีกองค์กรหนึ่งคือองค์กรของ กสทช. ผมอยากจะให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญช่วยไปพิจารณาในส่วนขององค์กรนี้ให้มากขึ้นหน่อย ถามว่าปัญหาเป็นอย่างไร เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาประมูลคลื่นความถี่หรือประมูล ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) เราไม่ทราบ เพราะว่าถามเจ้าหน้าที่ของ กสทช. บอกว่าเป็นการประมูล คลื่นความถี่ แต่ในใบโฆษณาหรือคําพูดต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งโบรชัวร์ (Brochure) ต่าง ๆ เป็นการประมูล ๔ จี (4G) ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะมีเส้นสนกลในอย่างไรนะครับ แต่ประเด็นใหญ่ก็คือว่าการประมูลครั้งที่ผ่านมาเราได้จาก ๒ บริษัท บริษัทละ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๒ บริษัท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราดีใจมาก ทุกคนตื่นเต้นมาก รัฐบาลตื่นเต้นมาก แต่ถ้าเราไปดูสัมปทานที่เอไอเอส (AIS) ทํากับองค์การโทรศัพท์ ๒๕ ปี องค์การโทรศัพท์ ได้เงิน ๒๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉลี่ยประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาทกว่า ๆ ต่อปี เพราะฉะนั้น น่าจะไม่ชอบมาพากล แล้วอีกอันหนึ่งก็คือทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของเอไอเอส (AIS) จะต้อง ตกเป็นขององค์การโทรศัพท์ซึ่งมีค่าประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ความสนใจต่อ กสทช. หรือให้โอกาสกับ กสทช. เป็นอิสระมากเกินไป การประมูลหรือการจัดซื้อจัดจ้างน่าจะใช้คณะกรรมการพิเศษขึ้นมา ชั่วคราวคณะหนึ่งเพื่อที่จะควบคุมในการประมูลหรือการจัดซื้อจัดจ้างอันนี้

เรื่องต่อไปก็คือเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ผมคิดว่าในส่วนของการทําธุรกรรม ระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานเอกชนควรจะยกเลิกเรื่องอนุญาโตตุลาการไปได้แล้ว เพราะทํา แล้วมีแต่รัฐจะต้องเสียเงิน ขอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญช่วยนําไปพิจารณาในส่วนนี้ ด้วยนะครับ

สุดท้ายก็คือ เนื่องจากเวลาเหลือผมก็จะขอพูดเรื่องตํารวจ อย่างที่ผู้อภิปราย เมื่อสักครู่พูดถูกต้องเลย ปัญหาของตํารวจเป็นปัญหาที่ใกล้ชิดกับประชาชนมาก ประชาชน ได้รับเคราะห์กรรมจากตํารวจมากมาย แล้วพวกเราก็ปล่อยปละละเลยมองการรายงาน ของทุกวันที่เกี่ยวกับตํารวจเป็นเรื่องจริงจัง ที่เขารายงานนั้นไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปตํารวจ เพื่อประชาชน อันนั้นปฏิรูปตํารวจเพื่อตํารวจ ผมเคยเสนอไปอาจารย์อมรจะรู้ดี เพราะผม เคยเสนอไปเรื่องของการปฏิรูปตํารวจด้วยการให้แยกการสอบสวนออกจากตํารวจ เพราะว่าตํารวจกับการสอบสวนถ้าเอาไว้ด้วยกันคนที่ได้รับเคราะห์กรรมก็คือประชาชน มีคดีเยอะแยะมากมายที่ถูกอํานาจจากผู้ใหญ่บังคับให้เจ้าพนักงานสอบสวนทําคดีที่ผิด ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม หรือแม้กระทั่งที่เร็ว ๆ นี้พนักงานสอบสวนต้องยิงตัวตาย นี่คือสิ่งที่น่าจะมองเห็นน่าจะตระหนักภัยอันนี้ หมดสมัยได้แล้วที่จะให้ประชาชนต้องมา รับกรรมอันนี้นะครับ

แล้วประเด็นอีกอันหนึ่งก็คือความคิดที่ตํารวจเคยคิดว่าจะไม่ให้นักการเมือง เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้ง โยกย้าย เป็นไปไม่ได้ ทําไปอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ เราเคย เสนอไปว่ายกเลิกตําแหน่งผู้บัญชาการภาคทั้งหมด และให้ผู้บังคับการจังหวัดเป็นใหญ่ ในแต่ละจังหวัดดูแลตํารวจภายในจังหวัด โดยให้กลุ่มประชาชนซึ่งเป็นคณะประชาชน กําหนดขึ้นมาเพื่อเป็นคนกํากับดูแล แต่งตั้ง โยกย้ายตํารวจ เราเคยเสนออันนี้ไป หวังว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคงจะเอาในส่วนที่เราเคยทําเรื่องนี้ไปพิจารณา ถ้ามีอะไรก็ลองถามอาจารย์อมรดูครับ ขอบคุณครับ